พักการเรียน7วันรับน้อง’ไฟลนก้น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151203/217980.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558
พักการเรียน7วันรับน้อง'ไฟลนก้น'

สั่งพักการเรียนรับน้องพิเรนทร์ ‘ไฟลนก้น’ 1 สัปดาห์ ภาคทัณฑ์คุมประพฤติ ทำผิดอีกพ้นสภาพ นศ.ทันที

                      3 ธ.ค. 58  นายอดินันท์ ปากบารา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปรับน้องของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นภาพกลุ่มนักศึกษาวัยรุ่นชายจัดกิจกรรมรับน้องบริเวณริมชายหาด โดยรุ่นพี่สั่งให้รุ่นน้องเคี้ยวข้าวและป้อนต่อกันด้วยปาก นอกจากนั้นยังมีภาพถ่ายปรากฏเป็นวัยรุ่นชายจุดไฟลนก้นรุ่นน้องด้วยนั้น ว่า ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาดังกล่าว ได้รายงานผลการสอบสวนให้รับทราบแล้ว โดยวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวเป็นนักศึกษาของสถาบันจริง มีศิษย์ปัจจุบันจำนวน 12 คน ที่เหลือเป็นกลุ่มศิษย์เก่า รวมแล้วประมาณ 30 คน โดยทางสถาบันได้สอบถามนักศึกษาและผู้ปกครอง พบว่า กิจกรรมนี้ไม่ได้มีการขออนุญาตทางสถาบัน นักศึกษาได้นัดรวมตัวกันเอง แต่ขออนุญาตผู้ปกครองแล้ว โดยเดินทางไปจัดกิจกรรมที่ริมทะเลแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 28 – 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ภาพที่ออกมาถือว่าค่อนข้างพิเรนทร์ โดยรุ่นพี่ให้รุ่นน้องกินเต้าหู้ไข่และใช้ปากป้อนคนถัดไปเรื่อยๆ จนถึงคนสุดท้ายก็ให้กลืนลงคอ ส่วนนักศึกษาที่ถูกไฟลนก้นนั้นมีจำนวน 3 คน และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เพราะเมื่อถูกไฟลนก้นแล้วก็กระโดดลงน้ำถือเป็นความคึกคะนอง
                      “การกระทำทั้งหมดถือว่าไม่เหมาะสม เด็กทั้งหมดยอมรับว่าทำผิดจริง เบื้องต้น ลงโทษพักการเรียน 1 สัปดาห์ และภาคทัณฑ์ ซึ่งถูกควบคุมความประพฤติ หากทำผิดอีกจะถูกให้พ้นสภาพนักศึกษาทันที”
                      เลขาธิการ กช.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขอให้ไปดูช่องโหว่ในระเบียบรับน้องนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด แต่เท่าที่ดูระเบียบที่ออกมามีช่องโหว่น้อยมาก เพราะกำหนดให้การออกไปจัดกิจกรรมนอกสถานที่ต้องขออนุญาตจากสถานศึกษา และต้องมีอาจารย์ดูแลทุกครั้ง แต่กรณีนี้เด็กนัดไปกันเอง ซึ่งตรงนี้ทางผู้ปกครองเองก็คงต้องช่วยสอดส่องด้วย
                      ด้าน รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.กล่าวว่า จากนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะต้องไปทบทวนระเบียบการรับน้องตามที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.สั่งการ ส่วนการลงโทษนักศึกษานั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสถาบันทาง ศธ.เองไม่สามารถไปดำเนินการอะไรได้

‘10กิจกรรมรับน้องสุดโหด’ความรุนแรงที่ยังตามหลอกหลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151203/217924.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558
‘10กิจกรรมรับน้องสุดโหด’ความรุนแรงที่ยังตามหลอกหลอน

‘10 กิจกรรมรับน้องสุดโหด’ความรุนแรงที่ยังตามหลอกหลอน

             ยังคงตามมาหลอกหลอนอย่างไม่มีวันรู้จบสำหรับกิจกรรม “รับน้องโหด” ของบรรดารุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย และสถานศึกษาต่างๆ โดยล่าสุดเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อปรากฏคลิปวิดีโอรุ่นพี่ในวิทยาลัยเทคโนโลยีย่านธนบุรี “รับน้องสุดพิเรนทร์” ด้วยการใช้ “ไฟลนก้น”

ภายหลังเกิดเรื่อง ฝ่ายกิจการนักศึกษา ยอมรับว่า ภาพในคลิปวิดีโอเป็นนักศึกษาของสถาบันจริง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาตัวรุ่นพี่ที่จัดกิจกรรมรับน้องนี้ขึ้น เนื่องจากกฎของสถาบันไม่มีนโยบายให้มีกิจกรรมรับน้องในทุกกรณี โดยเรื่องนี้ต้องตรวจสอบให้แน่ชัด เพื่อหาตัวผู้กระทำผิด ซึ่งการรับน้องนอกสถานที่แบบนี้ อาจมีรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว เข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย โดยการกระทำเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่รุนแรง หากตรวจสอบพบรุ่นพี่ที่กระทำผิดจะถูกลงโทษให้พ้นจากสภาพนักศึกษาทันที

ขณะที่ “รศ.นพ.กำจร ตติยกวี” ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ดำเนินการตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นในทันที พร้อมทั้งกำชับไปยังสถานศึกษาทุกแห่งให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะถือเป็นเรื่องที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ไม่วายยอมรับด้วยความอ่อนใจว่า

“เรื่องนี้ ศธ.กำชับมาหลายรอบแล้ว แต่ที่ไม่เข้าใจอย่างมาก คือ ทำไมนักศึกษาถึงยอมให้รุ่นพี่ทำแบบนั้น ทั้งที่พยายามสื่อสารมาโดยตลอดว่า การรับน้อง ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ต้องทำตามก็ได้ หากเห็นว่าไม่เหมาะสม” รศ.นพ.กำจร กล่าว

แม้จะเป็นนโยบายที่ประกาศอย่างชัดแจ้งในการระวังป้องปรามกิจกรรมรับน้องโหด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ทำไมเรื่องอย่างนี้ยังเกิดขึ้น “ซ้ำซาก” ไม่รู้จบ และทุกครั้งที่เกิดประเด็นดังกล่าว หลายฝ่ายจะออกมาตื่นตัวพยายามหาวิธี “ล้อมคอก” โดยใช้มาตรการต่างๆ แต่สุดท้ายเมื่อเรื่องเงียบหายซาลง “รับน้องโหด” จะหมุนย้อนมาหาอีกครั้งในปีถัดมา เหมือนกับว่า “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

ที่สำคัญในทุกๆ ปี เราจะได้เห็นกรรมวิธีรับน้องที่โหดร้ายรุนแรงและพิเรนทร์มากขึ้นทุกครั้ง

ทั้งนี้ จากข้อมูล “Toptenthailand” ได้รวบรวม 10 กิจกรรมรับน้องสุดโหด โดยจัดอันดับไล่เรียงจากเลเวลเบาๆ ไปหาหนัก หนักมาก และไต่ไปถึงขั้นเสียชีวิต ดังนี้

1.แอลกอฮอล์ยัดปาก เชื่อว่ามีนักศึกษาหลายๆ คนที่ก่อนจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นดื่มแอลกอฮอล์ไม่เป็น หรือไม่ชอบดื่ม แต่เพราะงานรับน้องทำให้น้องหลายคนต้องจำใจดื่ม เพราะบรรดาพี่ๆทั้งหลายบังคับให้ดื่ม บางคนถึงกับต้องจับกรอกปากเลยทีเดียว

2.ให้อดข้าว อดน้ำ” พูดไปคงไม่มีใครเชื่อ ว่าจะมีรุ่นพี่สุดโหดบังคับให้น้องนั่งตากแดด ตากลม และสั่งให้อดข้าว อดน้ำ เมื่อน้องเป็นลมก็หาว่า สำออย ไม่มีความอดทน ด่าว่าต่างๆ นานา  คำถามคือ จะต้องอดทนเรื่องพวกนี้ไปเพื่ออะไร?

3.กิจกรรมสุดเหวี่ยงทางเพศ เอาจริงๆ รุ่นพี่เองควรจะแบ่งการรับน้องเป็นเพศไปเลยด้วยซ้ำ เพราะบางกิจกรรมน้องผู้หญิงก็ทำไม่ได้ แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือ การให้รุ่นน้องมาทำอะไรอุบาทว์ๆ ตามที่พี่สั่ง ทั้งถูกเนื้อต้องตัวระหว่างชาย-หญิง อมลูกอมเม็ดเดียวกัน เต้นท่าทุเรศๆ ที่ส่อไปในลักษณะทางเพศ ซึ่งถือเป็นการถูกเนื้อต้องตัวกันที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

4.แก้ผ้ารับน้อง ถึงแม้การกระทำแบบนี้จะเคยเกิดขึ้นในกรณีของน้องๆ ผู้ชายเท่านั้น แต่ก็ไม่สมควรอยู่ดี เพราะยังไงก็ตามการรับน้องไม่จำเป็นต้องถอดเสื้อผ้า แก้ผ้า ให้ใส่แต่กางเกงใน หรือถอดหมด เพราะมันไม่ได้ช่วยให้พี่กับน้องรักกันมากขึ้น ไม่ได้ช่วยให้เกิดความสามัคคีแต่อย่างใด มีแต่ความสะใจของพี่ล้วนๆ

5.เลียปลัดขิก กิจกรรมสุดแปลกนี้ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด และไม่รู้ว่า พวกรุ่นพี่คิดได้อย่างไร และคิดอะไรอยู่ จากการที่ให้รุ่นน้องผู้หญิงเลียปลัดขิกที่ทำเอาน้องๆ ต้องก้มหน้าก้มตาทำเพราะความอับอาย โดยเฉพาะรุ่นน้องผู้หญิง ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร

6.นอนแช่น้ำเน่า หลายๆ มหาวิทยาลัยต้องมีคลองเป็นธรรมดา และส่วนใหญ่คลองเหล่านั้นก็มักจะเป็นน้ำเน่า เหม็น เต็มไปด้วยขยะ และกลิ่นที่ไม่ว่าใครต้องปิดจมูก แต่เมื่อถึงเวลารับน้องพี่ๆ จะให้น้องๆ ถอดเสื้อลงไปแช่น้ำนั้น โดยให้เหตุผลเพื่อแสดงถึงความรักในมหาวิทยาลัย (หรอ)!!

7.ข่มขู่กันเกินไป บางมหาวิทยาลัยอาจจะพูดข่มขู่ ตะคอกด้วยคำพูดแรงๆ แต่รุ่นพี่บางที่อาจจะข่มขู่ด้วยการกระทำเช่นกัน เช่น นำเหล็กร้อนๆ ไปจี้ที่แขน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเป็นแค่ของปลอม แต่คำถามคือทำไมต้องหลอกให้อีกฝ่ายกลัว จนต้องน้ำหูน้ำตาไหลขนาดนั้น

8.รุ่นพี่ซาดิสม์ ทุกคนคงเคยได้ยินมาบ้างแล้วกับการเอาน้ำตาเทียนมาหยดตามแขนน้อง!! ที่ทำเอาเป็นรอยแผลพุพองกันเต็มแขน หรือแม้กระทั่งเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ คือการใช้ไฟลนก้นรุ่นน้องตามที่เป็นข่าว แม้ทุกครั้งที่เกิดเรื่องมหาวิทยาลัยจะออกมาตักเตือนรุ่นพี่แล้วก็ตาม

9.เตะจนปอดแตก นับเป็นข่าวที่ดังสุดๆ ในปี 2557 เมื่อมีรุ่นพี่นำเสื้อยืดสกรีนรูปพระวิษณุกรรม และชื่อโรงเรียนมาแจก แต่ก่อนจะได้ไปต้องถูกเตะที่หน้าอกก่อน 3 ครั้ง!! ซึ่งใครทนได้จะได้เสื้อไป รุ่นน้องคนหนึ่งเลยกลายเป็นเหยื่อสังเวยชีวิตด้วยเหตุนี้ เพราะหลังจากถูกเตะ 3 ครั้ง ก็นอนนิ่งไม่ได้สติ ต้องนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในที่สุดจากสมองฟกช้ำ ปอดขวามีการฉีกขาดด้วย

10.ทารุณจนเสียชีวิต การสูญเสียครั้งล่าสุดจากการรับน้องที่กำลังเป็นข่าวคราวใหญ่โตในอดีต จากการไปรับน้องนอกสถานที่ แต่ไม่มีอาจารย์มาด้วย โดยชาวประมงเห็นวัยรุ่นกำลังล็อกแขนชายคนหนึ่งเอาเหล้ากรอกใส่ปาก ก่อนจะนำตัวนอนหงายกับพื้นแล้วใช้สีสเปรย์พ่นหน้าอก จากนั้นให้นอนคว่ำกับหาดทราย กระทั่งมีคลื่นซัดเข้ามาทำให้เกิดอาการสำลัก อาเจียนมาเป็นเลือด รุ่นพี่ต้องหามส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในที่สุด

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรม “รับน้องโหด” ต้องยอมรับว่าได้ส่งผลกระทบมากมายต่อตัวรุ่นน้อง รุ่นพี่ ผู้ปกครอง อาจารย์ แม้กระทั่งสถานศึกษาคงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในส่วนนี้ได้ และทุกครั้งที่เกิดเรื่องกระทรวงศึกษาธิการจะเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องโดยมีข้อเสนอแนะมากมาย เช่น ขณะจัดกิจกรรมรับน้อง หรือประชุมเชียร์ทุกครั้งควรมีอาจารย์อยู่ร่วมด้วย, ควรตรวจสอบกฎระเบียบที่รุ่นพี่กำหนดว่าเหมาะสมหรือไม่ และดูแลกิจกรรมอย่างใกล้ชิด ฯลฯ

ทั้งนี้ การรับน้องที่ใช้ความรุนแรงนอกจากจะมีโทษทางวินัยแล้วยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา “หากรุ่นพี่ว้ากใส่รุ่นน้องโทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท บังคับให้ร่วมกิจกรรมโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท กักขังหน่วงเหนี่ยวไม่ให้กลับโทษจำคุก 3 ปี ลงไม้ลงมือกับรุ่นน้องโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท รุ่นน้องบาดเจ็บ โทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท รุ่นน้องเสียชีวิตโทษจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท”

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่อาจจะทำให้เรื่องดังกล่าวทุเลาเบาบางลง คือ เมื่อเกิดเรื่องทุกฝ่ายไม่ควร “ปกปิด” โดยเฉพาะทางมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า มหาวิทยาลัยบางแห่งขาดการดูแลเอาใจใส่กับกิจกรรมรับน้อง หากไม่เกิดเรื่องร้ายแรงแดงขึ้นมา

ขณะเดียวกัน “รุ่นน้อง” นักศึกษาผู้ถูกกระทำต้องกล้าที่จะออกมาพูด หากพบความรุนแรงที่เกิดจากการกระทำของรุ่นพี่ในกิจกรรมรับน้อง อย่าไปกลัวเกรงว่า จะเป็น “แกะดำ” ในหมู่เพื่อน หรือเป็น “น้องนอกคอกที่พี่ไม่รัก”  เพราะมิฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี เราคงจะได้เห็นภาพความรุนแรงจากการรับน้องโหดตามหลอกหลอนเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

(ที่มาของ 10 กิจกรรมรับน้องโหด : ToptenThailand)

‘โรงเรียนนิติบุคคล’ปฏิรูปการศึกษา…เกิดขึ้นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151203/217939.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558
'โรงเรียนนิติบุคคล'ปฏิรูปการศึกษา...เกิดขึ้นจริง

‘โรงเรียนนิติบุคคล’ปฏิรูปการศึกษา…เกิดขึ้นจริง : กิตติ ทวยภา ศึกษานิเทศก์ สพป.มหาสารคาม เขต 1 รายงาน

           ปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ

เหล้าเก่าในขวดเก่ามีค่า= 0

เหล้าเก่าในขวดใหม่มีค่า= 0

เหล้าใหม่ในขวดใหม่มีค่า= 0

ทุบขวดทิ้งมีค่า=-0

การปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ของประเทศไทยได้เวียนวาระมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากมีการปฏิรูปการศึกษาเมื่อปี 2547 เมื่อครั้งนั้นมีสาระที่สำคัญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ

มีการบัญญัติกฎหมายหลายฉบับ เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง อาทิ 1.พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติม 2.พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติม 3.พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติม ฯลฯ

พ.ร.บ.ดังกล่าวทำให้มีการยุบหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ หรือสปช. (ยุบตำแหน่งผู้อำนวยการประถมศึกษาจังหวัด) แปลงร่างเป็น “สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 2.กรมสามัญศึกษา ถูกยุบรวมเข้าไปในสพฐ.(ทำให้มีการยุบตำแหน่งผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัด) และมีการยุบตำแหน่งศึกษาธิการจัหวัด

ขณะเดียวกันได้มีีการจัดตั้ง องค์กรขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) 2.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 3.สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) 4.สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 5.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.)

หน่วยงานหลักทั้ง 5 แท่ง มีการบริหารจัดการตามภาระหน้าที่ ตามเจตนารมณ์ เพื่อปฏิรูปการศึกษา มาเป็นระยะ 10 ปีเศษ ก็มีแนวคิดจากหลายฝ่ายต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้งหนึ่งจากโครงสร้างปัจจุบัน

บัดนี้ ได้มีนโยบายที่จะปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการใหม่ ตามแนวคิดและกระแสสังคม และเป็นที่สนใจของนักการศึกษา พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยได้มีเสียงการตอบรับและคัดค้านของสังคมโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งถ้าวิเคราะห์ในเชิงลึกจะพบว่า การปรับโครงสร้างตามที่เป็นกระแสข่าวพบว่าประชาชนส่วนมากเห็นว่า เหล้าเก่าในขวดเก่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกี่ยวกับโครงสร้าง” การปฏิรูปการศึกษามีค่า= 0

เหล้าเก่าในขวดใหม่  “มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบางส่วน” การปฏิรูปการศึกษามีค่า= 0, เหล้าใหม่ในขวดใหม่ “มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแต่คนไม่เปลี่ยนแปลง” การปฏิรูปการศึกษามีค่า= 0, ทุบขวดเหล้าทิ้ง “มีปรับโครงสร้างทั้งระบบ” การปฏิรูปการศึกษามีค่า= 0

เหตุผล เพราะว่าการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ เป็นการมองไปเพียงแค่ระบบการบริหารจัดการเท่านั้น ไม่ได้มองไปที่ “ผู้เรียน” ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญและเป็นวัตถุประสงค์ปลายทางของการจัดการศึกษา

เพื่อเกิดประโยชน์แก่การบริหารการศึกษาไทย ผู้เขียนขอเสนอโครงสร้างใหม่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณาเพื่อจะส่งผลต่อผู้เรียน ครู และผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด โดยไม่ได้ลงทุนไม่เสียเวลา ไม่เพิ่มบุคลากร ที่สำคัญจะตอบโจทย์การปฏิรูปการศึกษาได้อย่างแท้จริง

จากโครงสร้างใหม่ ที่นำเสนอเป็นการปรับปรุงการทำงานใหม่ของโครงสร้างเก่า เพียงแต่ปรับให้ “สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ” เป็นสายบังคับบัญชาสูงสุดและที่สำคัญ งานใดๆ ที่มีความซ้ำซ้อนกัน โอนไปให้สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้การพิจารณาปรับปรุงแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาจะได้เดินหน้าไปทันสังคมโลก และเข้าสู่มาตรฐานสากล และลงมือปฏิบัติได้ทันทีไม่ต้องรอแก้กฎหมาย ระเบียบใดๆ เป็น ประการที่หนึ่ง

ประการที่สอง ที่สำคัญ คือการให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารและการจัดการด้วยตัวเอง  ทั้งเรื่อง งบประมาณ บุคลากร ทั้งนี้ โดยมีสังคม ชุมชน เข้าไปช่วยเหลือตรวจสอบ ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับแต่ไม่เคยนำมาใช้อย่างจริงจัง อาทิ พระราชบัญญัติโรงเรียนนิติบุคคล ซึ่งให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล โดยมีขอบข่ายและภารกิจ 4 ด้าน ดังนี้ 1.การบริหารวิชาการ 2.การบริหารงบประมาณ 3. การบริหารงานบุคคล และ4.การบริหารทั่วไป

การปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการครั้งใหม่ เชื่อว่าไม่ได้ทำให้ “การปฏิรูปการศึกษา” เกิดขึ้นได้ แต่การปล่อยให้โรงเรียนที่มีความพร้อมเป็นอิสระ ตามพ.ร.บ.โรงเรียนนิติบุคคล มีอิสระจากกระทรวงศึกษาธิการในขอบข่ายและภารกิจ 4 ด้านดังกล่าว การปฏิรูปการศึกษาไทยเกิดขึ้นจริงแน่นอน

สำหรับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เดิม) หรือสกอ. ให้แยกเป็น “ทบวงการอุดมศึกษา” ตามความต้องการ ดังนั้นการจัดการศึกษา ที่เป็นพันธกิจสำคัญในการ “พัฒนาคน พัฒนาชาติ พัฒนาสังคม” ไปสู่เป้าหมายให้สำเร็จ คนในชาติไทยต้องมีความรู้ความสามารถ ความสามัคคี ทุกคนสามารถเข้าถึงการให้บริการทางการศึกษาได้อย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ จึงจะส่งผลให้การพัฒนาประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย และเดินหน้าไปได้เต็มรูปแบบเกิดผลสูงสุดต่อการพัฒนาคน

จึงกราบเรียนผู้มีอำนาจ ได้โปรดพิจารณาเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ ไม่ให้มีค่า= 0

ลด…’เกลือและโซเดียม’ลดโรคไม่ติดต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151203/217936.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558
ลด...'เกลือและโซเดียม'ลดโรคไม่ติดต่อ

ลด…’เกลือและโซเดียม’ลดโรคไม่ติดต่อ : พวงชมพู ประเสริฐ

             คนไทยรับโซเดียมเกิน 2 เท่าตัว !!! จากการสำรวจของเครือข่ายลดบริโภคเค็มเมื่อปี 2550 พบว่า คนไทยรับโซเดียมมากกว่าความต้องการของร่างกาย และสูงกว่าค่าที่ควรบริโภคโดยไม่เกิดอันตราย ถึง 2 เท่าตัว คือ ร้อยละ 4.35 กรัมต่อคนต่อวัน โดยที่ยังไม่รวมโซเดียมในรูปแบบอื่นที่แฝงมา เช่น ผงชูรส น้ำจิ้ม อาหารหมักดอง ผงฟูในขนมและอาหารแปรรูปต่างๆ ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อ (Non-communicated Diseases) หรือ NCDs อย่างมาก

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ในฐานะประธานคณะทำงานพัฒนาข้อเสนอนโยบายเฉพาะประเด็น ว่าด้วยนโยบายการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ อธิบายว่า ร่างกายของคนมีส่วนประกอบที่เป็นโซเดียมอยู่ร้อยละ 40 โดยจะช่วยรักษาสมดุลของเหลวและเกลือแร่ในร่างกาย ช่วยปรับความดันเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ช่วยในการดูดซึมสารอาหารบางอย่างที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากได้รับโซเดียมมากเกิน คือ มากกว่า 2 กรัมต่อวัน จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรค NCDs คือ โรคความดันสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่ติดต่อจากการคลุกคลีกับผู้ป่วยคนอื่น แต่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันและการบริโภค

“มีการศึกษาในทั่วโลก พบว่า ประเทศไหนที่มีการกินเกลือมากก็จะมีผู้ป่วยโรค NCDs มาก เด็กรุ่นใหม่จะรับประทานอาหารประเภทนี้มาก ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง หรือโจ๊กสำเร็จรูป เป็นต้น ก็ป่วยด้วยโรค NCDs มากขึ้นในอายุที่น้อยลง คือป่วยเร็วขึ้น จากเดิมที่จะป่วยเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ปัจจุบัน อายุ 20 ปีก็พบป่วยด้วยโรคความดันสูง โรคอ้วน และไขมันสูง แล้วก็จะมีโรคไตตามมา” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยความเป็นห่วงเด็กไทย

การป้องกันโรคNCDs ส่วนหนึ่งที่สำคัญ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ บอกว่า ต้องลดปริมาณเกลือและโซเดียมลงวันละ 5% ลดลงไปเรื่อยๆ วันละ 5% ร่างกายจะค่อยๆ ชินกับรสที่ปรับลง อย่าลดแบบครั้งละมากๆ เพราะลิ้นสัมผัสจะรู้สึกว่าไม่อร่อย ทำให้ไม่อยากกินอาหารรสจืด

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ ยกตัวอย่างว่า ในต่างประเทศ เช่นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียูมีการออกกฎหมายควบคุมปริมาณเกลือในอาหาร โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ซึ่งเริ่มจากการขอความร่วมมือให้ลดลง 5%ต่อปี ผลที่เกิดขึ้นคือ ใน 5 ปี สามารถลดการกินเกลือลงได้ถึง 20%

สำหรับประเทศไทย ผศ.นพ.สุรศักดิ์ บอกว่า จะมีการขับเคลื่อนนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ(NCDs)ให้เป็นนโยบายสาธารณะ ผ่านการพิจารณาของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 “สานพลังปัญญาและภาคีสร้างวิถีสุขภาพไทย” โดยขอให้กรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) สำนักงานบริหารยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทย เครือข่ายลดบริโภคเค็ม และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรื่องต่างๆ

อาทิ จัดทำยุทธศาสตร์การลดการบริโคเกลือและโซเดียมในประเทศไทยให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 กำหนดมาตรฐานและออกกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับปริมาณเกลือและโซเดียมในอาหารประเภทต่างๆ ที่ผลิตทั้งในและนอกประเทศ ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดมาตรการที่เอื้อต่อการส่งเสริมการผลิตอาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมบริโภค การปรุงอาหารในครัวเรือนและร้านค้าเพื่อให้มีอาหารที่มีเกลือและโซเดียมต่ำ และขอให้ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการด้านอาหาร ทบทวน พัฒนา ส่งเสริมปรับปรุงตำรับอาหาร และทำผลิตภัณฑ์ที่ลดปริมาณเกลือและโซเดียมในอาหารประเภทต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือและโซเดียมต่ำอย่างเป็นรูปธรรมเชิงพาณิชย์ เป็นต้น

ขณะที่ นายยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร บอกว่า คนไทยกินเค็มในรูปแบบที่ไม่รู้ว่ามีส่วนผสมของเกลือหรือโซเดียม เช่น อาหารกระป๋อง และเครื่องชูรส เพื่อให้รสชาติอร่อยและประหยัดเวลาในการปรุง ล้วนแต่มีโซเดียมทั้งสิ้น ผู้บริโภคก็รับประทานโซเดียมไปแบบเค็มแอบแฝง ดังนั้น ผู้ประกอบการอาหารต่างๆ ควรต้องมีความรับผิดชอบ โดยในส่วนของอาหารสำเร็จรูปต้องมีฉลากบอกปริมาณเกลือหรือโซเดียมที่เป็นส่วนผสม

การกระตุ้นให้คนไทยลดการบริโภคเกลือและโซเดียม รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องนี้สู่การเป็นนโยบายสาธารณะจะก้าวหน้าได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 ธันวาคม 2558 ที่อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี ซึ่งจะมีการพิจารณาประเด็นปัญหาสุขภาพอื่นๆ ด้วย รวม 5 ประเด็น ได้แก่ 1.วิกฤติการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยาและการจัดการปัญหาแบบบูรณาการ 2.ระบบบสุขภาพคนเมือง:การพัฒนาระบบบริการสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม 3.นโยบายการลดการบริโภคเกลือและโซเดียม เพื่อลดโรคไม่ติดต่อ 4.การจัดการปัญหาหมอกควันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และ 5.ปัญหาสุขภาวะชาวนา

ไอเดีย..โครงสร้างศธ.รูปแบบใหม่สลาย5แท่งหวนสู่’กรม’!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151202/217852.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2558
ไอเดีย..โครงสร้างศธ.รูปแบบใหม่สลาย5แท่งหวนสู่'กรม'!

ไอเดีย..โครงสร้าง ศธ.รูปแบบใหม่สลาย5แท่งหวนสู่’กรม’! : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

           ส่งสัญญาณอยู่เป็นระยะสำหรับ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการะทรวงศึกษาธิการ ว่าพร้อมรับฟังเสียงของข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ใครเสนออะไรมาก็พร้อมหยิบขึ้นมาพิจารณาให้ ซึ่งก็เห็นจริงตามนั้น…

อย่าง “การปรับโครงสร้าง ศธ.” รูปแบบใหม่ ที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ บอกว่าไม่ได้คิดเอง แต่มีข้อเสนอจากคนใน ศธ.แต่ก็ได้ซุ่มดำเนินการเรียกผู้บริหาร 5 องค์กรหลักของ ศธ.มาร่วมถก เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือ ซูเปอร์บอร์ดการศึกษา ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานก่อนตีกลับมาให้ ศธ.ดูอีกครั้ง

รูปแบบโครงสร้างใหม่ของ ศธ.นั้น สลาย 5 องค์กรหลัก หรือ 5 แท่งและแบ่งระบบโครงสร้างบริหารเป็นกรม คล้ายในอดีตก่อนเมื่อครั้งมี 14 องค์ชาย หรือ 14 กรม ก่อนจะปรับโครงสร้าง ศธ.ครั้งใหญ่ออกเป็นพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 เหตุผลว่าการทำงานที่เป็นอยู่เทอะทะ อุ้ยอ้าย ทำงานไม่เป็นเอกภาพ!!

พล.อ.ดาว์พงษ์ ชี้แจงว่า รูปแบบโครงสร้าง ศธ.ครั้งนี้ อาจเหมือนถอยหลังไปสู่ยุค 14 กรม แต่ไม่ใช่ยกมาทั้งดุ้น เพราะการปรับได้ดูทั้งโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และความเชื่อมโยงควบคู่กันไป โดยเวลานี้เห็นแล้วว่า การทำงานของ ศธ.ขาดความเชื่อมโยงและการขับเคลื่อน ดังนั้นจะมาบอกว่าปรับถอยหลัง โดยไม่ได้ดูสิ่งเหล่านี้คงไม่ใช่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มองอะไรบางอย่างไว้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ไม่อยากพูดตามใจตนเอง เพราะจะกลายไปชี้นำ

โครงสร้าง ศธ.ใหม่..วางในรูปแบบที่เรียกว่า “ซิงเกิล คอมมาน” มี “รมว.ศึกษาธิการ” ดูแลนโยบายในภาพรวม มี “ปลัด ศธ.” เป็นผู้บริหารระดับสูงเพียงคนเดียว แยกการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ออกเป็น 6 กรม 2 สำนัก คือ สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กรมวิชาการ กรมการศึกษานอกโรงเรียน กรมการปฐมวัยและประถมศึกษา กรมการมัธยมศึกษา กรมการศึกษาพิเศษ และกรมอาชีวศึกษา

นอกจากนี้กำหนดให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาค 1-19 ซึ่งเป็นการแบ่งตามกลุ่มจังหวัดของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด ทำงานเชื่อมโยงกับสำนักงานระดับจังหวัด คือ สำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานปฐมวัยและประถมศึกษาจังหวัด สำนักงานมัธยมศึกษาจังหวัด สำนักงานการศึกษาพิเศษจังหวัด สำนักงานอาชีวศึกษา ทำงานประสานไปยังสถานศึกษาต่างๆ

อย่างไรก็ดี จุดเด่นของโครงสร้าง ศธ.ใหม่ จะมี “ศึกษาธิการภาค” เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวง ไปสู่การปฏิบัติและบริหารจัดการในพื้นที่ให้เกิดการบูรณาการ โดยมี “คณะกรรมการการศึกษาจังหวัด” และ “สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด” เป็นผู้ดูแล ทำให้กระทรวงสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกันทั้งระดับภาค และจังหวัด มีลำดับชั้นของการบริหารจัดการและสายบังคับบัญชาที่ชัดเจน การบริหารบุคคลมี “การตรวจสอบ” และ “ถ่วงดุล” ทั้งในระดับจังหวัดและระดับภาค

ทั้งนี้ รูปแบบโครงสร้าง ศธ.ใหม่จะมีองค์กรหลักที่หายไป 2 แท่ง อันได้แก่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ที่จะย้ายไปขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เวลานี้ “ดร.กมล รอดคล้าย” เลขาธิการ สกศ.ระบุว่า อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด และศึกษาแนวทางเพิ่มเติมตามโจทย์ของนายกฯ คาดว่าจะแล้วก่อนการปรับเสร็จเร็วๆ นี้

ถัดมา..สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่เตรียมแยกออกไปตั้งเป็น “กระทรวงอุดมศึกษา” ซึ่ง “น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์” เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) บอกว่า ที่ผ่านมามีเสียงสนับสนุนทั้งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหลายคนที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้แยก สกอ.ออกจาก ศธ.เพื่อสามารถสนับสนุนมหาวิทยาลัยได้เต็มที่ โดยสถานะเทียบเท่ากระทรวง แต่จะเรียกชื่อเป็น กระทรวง หรือทบวง ยังต่อรอความชัดเจน แต่ที่ยืนยันได้คือต่อให้แยกออกมา ความเชื่อมโยงกับการศึกษาระดับพื้นฐานและอาชีวศึกษาจะไม่สะดุดแน่นอน

ขณะที่ สอศ.แม้จะยังรวมในโครงสร้างแต่มีสถานะเป็นเพียงกรมการอาชีวศึกษาเท่านั้น “ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์” เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) ย้ำจุดยืนว่า สอศ.ยังขอยืนสถานะองค์กรหลักของ ศธ.เช่นเดิม แต่จะปรับโครงสร้างภายในเป็น 4 กรม มีสถานะเป็นนิติบุคคล คือ กรมอาชีวศึกษารัฐ กรมอาชีวศึกษาเอกชน กรมสถาบันการอาชีวศึกษา และกรมมาตรฐานและความร่วมมือ นอกจากนี้มีหน่วยงานระดับภาคและกลุ่มจังหวัด มีอาชีวศึกษาจังหวัดเป็นตัวเชื่อมกับหน่วยงานการศึกษาอื่นๆ แต่ไม่อยู่ในการบังคับบัญชา อย่างไรก็ตาม โครงสร้างที่สอศ.เสนอนั้น ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสถานศึกษา ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เห็นพ้องว่าความสำเร็จของ สอศ.ในเวลานี้เป็นผลจากโครงสร้างปัจจุบัน

ด้าน “นายการุณ สกุลประดิษฐ์” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) มีความเห็นว่า การปรับโครงสร้าง สพฐ.ที่เป็นกรมปฐมวัย กรมมัธยมศึกษา กรมการศึกษาพิเศษ และกรมวิชาการนั้น มีความเหมาะสม โดยระบุว่า เห็นด้วยกับโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบัน สพฐ.เป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ แต่หากมีการปรับปรุงจะทำให้การทำงานรวดเร็วเกิดผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภาพรวม เกิดความชัดเจนในการบริหารงาน

เวลานี้ “พล.อ.ดาว์พงษ์” ได้แต่งตั้งคณะทำงานทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของ ศธ. มี “รศ.นพ.กำจร ตติยกวี” ปลัด ศธ.เป็นประธานและคณะทำงาน 36 คน มีหน้าที่ในการวิเคราะห์ ทบทวนบทบาท ภารกิจ อำนาจหน้าที่ และโครงสร้าง ศธ. ซึ่งเพิ่งถกข้อคิดเห็นไปเมื่อเร็วๆ นี้ เบื้องต้นย้ำไม่เพิ่มคน ไม่เพิ่มเงิน และการบริหารงานต้องคล่องตัว มีประสิทธิภาพ ไม่ใช้คำว่า “กระจายอำนาจ” แต่จะเพิ่มความเป็นอิสระให้สถานศึกษา โดยได้มอบให้แต่ละองค์กรหลักไปวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของโครงสร้างปัจจุบัน และเสนอมาด้วยว่า หากมีโครงสร้างใหม่จะแก้ปัญหาที่เจอได้อย่างไร พร้อมกำหนดไทม์ไลน์จะสรุปโครงสร้าง ศธ.ภายในเดือนธันวาคม 2558 เพื่อจะได้เสนอเข้าสู่ซูเปอร์บอร์ดการศึกษาของนายกฯ

แม้ตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าโครงสร้าง ศธ.จะเป็นรูปแบบใด? แต่จากบทเรียนในอดีตอาจทำให้เราต้องตระหนักด้วยว่า กว่าการเปลี่ยนแปลงจะเข้ารูปเข้ารอย ต้องใช้เวลาไม่น้อย เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำงาน และอัตรากำลังคน และที่สำคัญเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ เพราะฉะนั้นคงต้องฟังเสียงให้รอบด้าน รวมไปถึงความคุ้มค่า…ต่อระบบการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

ศธ.ขอตรวจสอบรับน้องใช้ไฟลนก้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151201/217829.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2558
ศธ.ขอตรวจสอบรับน้องใช้ไฟลนก้น

ปลัด ศธ.ประสานสอศ.-สช.ตรวจสอบ กรณีภาพรับน้องไฟลนก้น-เคี้ยวข้าวป้อนต่อกันด้วยปาก ชี้พฤติกรรมเป็นการทุษร้าย สามารถแจ้งความได้ตาม ก.ม.

          กลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างมากถึงพฤติกรรมของรุ่นพี่สถาบันการศึกษาที่จัดกิจกรรมรับน้องไม่เหมาะสม หลังจากสมาชิกเฟซบุ๊กได้แชร์ภาพและคลิปวีดีโอการรับน้องของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งที่มีผู้โพสต์ไว้ในยูไลค์ (youlike) โดยรุ่นพี่พารุ่นน้องไปจัดกิจกรรมบริเวณริมทะเลแห่งหนึ่ง มีการใช้ไฟลนก้นรุ่นน้องและเห็นภาพลักษณะมีรอยบาดแผลไฟไหม้บนร่างกายรุ่นน้องหลายคน รวมถึงการให้รุ่นน้องเคี้ยวข้าวแล้วป้อนใส่ปากกัน จนภาพเหล่านั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และเห็นว่าเป็นการรับน้องที่ไม่สร้างสรรค์

ทั้งนี้รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพนักศึกษาจัดกิจกรรมรับน้องไม่เหมาะสม โดยรุ่นพี่ใช้จุดลนก้นรุ่นน้อง จนรุ่นน้องน้ำตาไหล นอกจากนี้ยังให้รุ่นน้องเคี้ยวข้าว แล้วป้อนด้วยปากส่งต่อกันที่บริเวณริมทะเลว่า ตนยังไม่แน่ใจว่า นักศึกษากลุ่มดังกล่าว เป็นเด็กของอาชีวศึกษาจริงหรือไม่ แต่ก็ต้องสอบถามไปทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อจะได้ดำเนินการตรวจสอบ

ขณะเดียวกันต้องกำชับไปยังสถานศึกษาอีกรอบให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะถือเป็นเรื่องที่ละเมิดศักดิ์ความเป็นมนุษย์ ส่วนผู้บริหารจะมีความผิดหรือไม่นั้น คงไม่สามารถบอกได้ เพราะยังไม่แน่ใจ แต่หากผู้เสียหายรู้สึกว่า ถูกข่มขู่ด้วยวาจา หรือจากที่ดูในภาพการใช้ไฟลนก้นเป็นการประทุษร้าย ก็สามารถแจ้งความได้ตามกฎหมาย

“เรื่องนี้ ศธ.กำชับมาหลายรอบแล้ว แต่ที่ไม่เข้าใจอย่างมาก คือ ทำไมนักศึกษาถึงยอมให้รุ่นพี่ทำแบบนั้น ทั้งที่พยายามสื่อสารมาโดยตลอดว่า การรับน้อง ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ต้องทำตามก็ได้ หากเห็นว่าไม่เหมาะสม”รศ.นพ.กำจรกล่าว

ลดเสี่ยง!โรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยกิจกรรมทางกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151201/217794.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2558
ลดเสี่ยง!โรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยกิจกรรมทางกาย
ลดเสี่ยง!โรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยกิจกรรมทางกาย
ลดเสี่ยง!โรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยกิจกรรมทางกาย

ลดเสี่ยง!โรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยกิจกรรมทางกาย

 

 

            การมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอเป็น 1 ใน 4 ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพที่สำคัญนอกเหนือไปจาก บุหรี่ สุรา และอาหาร ที่ทำให้โรคไม่ติดต่อที่ขยายไปทั่วโลก และคร่าชีวิตประชากรโลกแต่ละปีกว่า 35 ล้านคน การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกาย จึงเป็นหนทางสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์วิจัยกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ (PARC) จัดการประชุมวิชาการกิจกรรมทางกายระดับชาติ ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “Active Living for all” หรือ กิจกรรมทางกายเพื่อทุกคน โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนและสร้างโอกาสในการเรียนรู้กระบวนการจัดการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอ

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ได้ส่งเสริมเสริมการมีกิจกรรมทางกายผ่านยุทธศาสตร์ 3 เรื่อง ได้แก่ การมีกิจกรรมทางกายระดับบุคคล (Active people) สถานที่ที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมทางกาย(Active place) และนโยบายของการมีกิจกรรมทางกาย ( Active policy)

“เรื่องของกิจกรรมทางกายไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาของทั้งสังคมที่ต้องช่วยกันแก้ไข สสส.จึงต้องทำงานผ่านภาคีเครือข่าย ท้องถิ่น สถานศึกษา ในการสร้างพื้นที่สุขภาวะ หรือปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย ควบคู่ไปกับการสื่อสารรณรงค์ โดยทุกภาคส่วนล้วนแต่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนให้กิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันเป็นพฤติกรรมที่ปฏิบัติได้ง่าย ลดพฤติกรรมแน่นิ่ง ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่านิยม และวิถีชีวิตของคนในประเทศ” รศ.ดร.วิลาสินี กล่าว

ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ และหลอดเลือด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนไทยประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ จากรายงานผลการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)  และการบาดเจ็บ พ.ศ.2553 พบว่าคนไทยช่วงอายุ 15-74 ร้อยละ 65.7 หรือประมาณ 31.3 ล้านคน ออกกำลังกายไม่เพียงพอ และคนไทยจำนวนมากเป็นโรคไม่ติดต่อ ซึ่งเป็นสาเหตุถึงร้อยละ 71 ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต

“คนส่วนใหญ่มีความรู้ในเรื่องการรักษาสุขภาพ แต่ขาดความพยายาม ซึ่งเทคนิคที่แนะนำคือ ‘การลดเวลานั่ง-เพิ่มเวลายืน-ยืดเวลาเดิน-เพลินเวลาออกกำลัง’ เป็นแนวทางที่ทำได้ไม่ยาก เช่น ลุกขึ้นเดินให้ได้ระหว่างอยู่ในที่ทำงานสัก 2 ชั่วโมง เพิ่มเวลายืนให้มากขึ้น 4 ชั่วโมง และทำงานบ้าน 1 ชั่วโมง เป็นต้น ที่สำคัญควรมีวินัยในตนเอง เพราะ สิ่งที่ยิ่งใหญ่มักมาจากสิ่งเล็กๆ น้อย ๆ ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง” ผศ.นพ.สมเกียรติ กล่าว

มาที่ต้นแบบการผลักดันกิจกรรมทางกายในระดับท้องถิ่น โดย นพ.สุธี ฮันตระกูล รองนายกเทศมนตรี เทศบาลนครพิษณุโลก กล่าวว่า เทศบาลฯ ได้สนับสนุนพื้นที่กิจกรรมทางกายในหลายรูปแบบเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในทุกวัย เช่น การปรับปรุงพื้นสวนสาธารณะ และบรรยากาศทุกจุดของเมืองให้มีกิจกรรมหลากหลาย เช่น เส้นทางวิ่ง แอโรบิค โยคะ ไทเก็ก โดยเฉพาะการสนับสนุนเรื่องเส้นทางจักรยาน และการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ที่นอกจากจะเป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกวัย ยังเป็นการลดมลพิษในท้องถนนอีกด้วย

โดยได้เข้าร่วมโครงการ เมืองปั่นได้ เมืองปั่นดี ของสสส. นำยุทธศาสตร์ 3 ส.‘1สวน 1เส้นทาง 1สนาม’ มาปรับใช้ในพื้นที่เกิดเส้นทางจักรยานได้แก่ 1.สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สวนสาธารณะประจำเมืองที่สามารถเข้ามาปั่นจักรยานได้ตลอดทั้งวัน โดยมีการติดตั้งจุดเช่ายืมรถจักรยานไว้บริการ 2.เส้นทางรอบเมืองที่สามารถปั่นจักรยานได้โดยรอบ 3.เส้นทางสนามบินพิษณุโลก เป็นถนนที่กว้างขวางมีรถสัญจรไม่มาก และมีบรรยากาศที่ร่มรื่น

“สุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา การมีกิจกรรมทางกาย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของทุกคน หากทุกฝ่ายเล็งเห็นความสำคัญแล้วพัฒนาอย่างจริงจัง ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน” นพ.สุธี กล่าวทิ้งท้าย
 

เจนวิทย์ สระทองหนต้นกล้าอินทรีย์รุ่นใหม่หัวใจเกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151201/217787.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2558
เจนวิทย์ สระทองหนต้นกล้าอินทรีย์รุ่นใหม่หัวใจเกร่ง

เจนวิทย์ สระทองหนต้นกล้าอินทรีย์รุ่นใหม่หัวใจเกร่ง

            ทันทีที่จบมัธยม 3 ร.ร.กำแพงแสนวิทยาคม “น้องโฟล์ค” ตัดสินใจมุ่งสู่ห้องเรียนธรรมชาติ สวมชุดชาวนาชาวสวน หันมาแบกจอบแบกเสียมแทนจับปากกา เพื่อแบ่งเบาภาระพ่อแม่ เข้ามาเรียนรู้วิถีการทำเกษตรอินทรีย์กับกลุ่มเครือข่ายพี่น้องสองตำบล+… จนได้เป็นหนึ่งในสมาชิกเกษตรกรอินทรีย์ ภายใต้โครงการสามพรานโมเดล ที่ขับเคลื่อนโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ โดยการสนับสนุนของกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

โฟล์คเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร พ่อแม่ของเขาทำเกษตรเคมีมาตั้งแต่ต้น จนเมื่อ 2 ปีก่อนได้เข้าร่วมกลุ่มกับเครือข่ายพี่น้องสองตำบล+…. และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำเกษตรระบบเคมี มาสู่แบบอินทรีย์อย่างจริงจัง โดยมีเจ้าหน้าที่จากโครงการสามพรานโมเดล คอยแนะนำ ให้ความรู้ และเทคนิคต่างๆ

จากที่เคยเป็นลูกมือช่วยพ่อแม่ปลูกผัก วันนี้ โฟล์คขอแยกมาทำแปลงผักด้วยตัวเอง ดูแลเอง วางแผนการผลิตเอง ขายเอง ด้วยความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ และตั้งใจจริงทำให้ผลผลิตของเขากำลังจะได้ใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movements) ในเร็วๆ นี้

ด้าน อรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและผลักดันให้เกิดโครงการ “สามพรานโมเดล” กล่าวว่า โฟล์คเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าหากมีแรงบันดาลใจ มีความมุ่งมั่น ทำจริง สุดท้ายแล้วกระบวนการเรียนรู้มันไม่ยากเลย โฟล์คเองเคยลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง

หากมองย้อนกลับไปเยาวชนไทยหัวใจอินทรีย์คนนี้ให้เหตุผล ที่ไม่อยากเรียนต่อ ม.4 เชิงตั้งคำถามว่า “ก็ถ้าเรียนไปแล้ว ต้องทิ้งพ่อแม่ ทิ้งน้อง เพื่อเป็นลูกจ้างเขา สู้มาพลิกฟื้นผืนดิน ซึ่งเป็นของเราเองไม่ดีกว่าหรือ”

“ครอบครัวผมก็มีกัน 4 คน ผมเป็นลูกชายคนโต ถ้าผมไม่ช่วย แล้วใครจะช่วยพ่อกับแม่ ที่สำคัญผมไม่อยากให้พ่อแม่ และน้องของผม ต้องมาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตอนอายุ 50 เหมือนกับปู่ของผม” นี่คือเหตุผลที่หนุ่มน้อยคนนี้สะท้อนออกมาจากใจ ว่าทำไมเขาถึงเลือกเดินเข้าห้องเรียนธรรมชาติเมื่อ 2 ปีก่อน

นอกจากช่วยพ่อแม่ตามที่ตั้งใจไว้แล้ว โฟล์คยังนำองค์ความรู้ใหม่ๆ และประสบการณ์ วิธีการแก้ปัญหาในแปลกผัก รวมถึงปัญหาที่เกษตรกรอินทรีย์รุ่นลุงรุ่นป้าถ่ายทอด และแบ่งปันกันภายในกลุ่ม มาทดลองปลูกผักอินทรีย์บนพื้นที่ 1 ไร่ ที่เขาเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน เพาะเมล็ดพันธุ์ หมักปุ๋ย ดูแล ตลอดถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ด้วยตัวของเขาเอง จากผักบุ้งแปลงแรก ผักกวางตุ้ง ถั่วฝักขาว มะเขือเปราะ ก็ทยอยตามมาแซมระหว่างพื้นที่ที่ยังพอมีว่าง ที่สำคัญแปลงของโฟล์คกำลังจะได้ใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ IFOAM ในเร็วๆ นี้

วันนี้ผักอินทรีย์ของเขาส่งให้ห้องอาหารของโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ และขายให้แก่ผู้บริโภคที่ตลาดสุขใจ แม้ตัวเลขรายรับของครอบครัวต่อเดือนจะไม่สูงมาก แต่น้องโฟล์ค ก็เชื่อว่าวิถีอินทรีย์จะทำให้ครอบครัวของเขารวยสุขภาพ และความสุข เพราะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันปัจจุบันครอบครัวของน้องโฟล์ค มีรายได้เฉลี่ย 1 หมื่นกว่าบาทต่อเดือน ถึงตัวเลขนี้อาจจะไม่มากเท่ามนุษย์เงินเดือน แต่ครอบครัวก็อยู่ได้สบาย

“ส่วนเรื่องการเรียนในหลักสูตรนั้น ถ้าอยากเรียนเมื่อไหร่ก็เรียนได้ครับ เพราะเดี๋ยวนี้การศึกษาเปิดช่องทางให้ผู้ที่สนใจเรียนมากมาย เช่นศึกษาผู้ใหญ่ หรือมหาวิทยาลัยเปิดก็มีให้เลือกเช่นกันครับ ทำตรงนี้ให้รู้จริง แล้วค่อยเรียนต่อ ก็ยังไม่สายครับ” น้องโฟล์ค กล่าวทิ้งท้าย

สพป.ลพบุรี เขต.1เสริมปัญญานร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151201/217792.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2558
สพป.ลพบุรี เขต.1เสริมปัญญานร.
สพป.ลพบุรี เขต.1เสริมปัญญานร.

สพป.ลพบุรี เขต.1เสริมปัญญานร. ดึง‘ทาทา สตีล’ทำรถห้องสมุดเคลื่อนที่ : เยี่ยมสถานศึกษา โดย0 ภคจิรา จันทร์แดง นักประชาสัมพันธ์ ชำนาญการ สพป.ลพบุรี เขต 1 0

 

 

             การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ  วลีที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต.1 ในฐานะหน่วยงานที่สนับสนุน กำกับดูแลการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดจำนวน 177 แห่ง (เอกชน 29 แห่ง รัฐบาล 88 แห่ง) ภายใต้การนำของ ดร.ปัญญา แก้วเหล็ก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 และคณะ ตระหนักดีถึงภาระหน้าที่ในการให้บริการด้านการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความพยายามบูรณาการการทำงานในหลากหลายรูปแบบที่สามารถสนับสนุนให้การจัดการศึกษาประสบผลสำเร็จ สร้างคนที่มีคุณภาพให้แก่สังคม และรถห้องสมุดเคลื่อนที่ “เสริมปัญญา กับทาทา สตีล” ก็เป็นอีกยุทธวิธีที่จะช่วยเติมเต็มและตอบโจทย์ให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนหนังสือ สื่อที่ดีและทันสมัย

รถห้องสมุดเคลื่อนที่เสริมปัญญา กับทาทาสตีล เดิมเป็นรถคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต.1 ซึ่งติดตั้งคอมพิวเตอร์แบบพกพา (โน้ตบุ๊ก) จำนวน 10 เครื่อง ออกให้บริการด้านการสืบค้นข้อมูลทั่วไป มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการสืบค้นข้อมูลแบบไม่จำกัดเวลาและสถานที่ มีผู้ใช้บริการเป็นอย่างมากทุกครั้งที่ออกให้บริการ เช่น ในงานศิลปหัตถกรรมระดับประเทศ ณ เมืองทองธานี งานนิทรรศการทางวิชาการต่างๆ หรืองานอำเภอเคลื่อนที่ เป็นต้น

ต่อมา นายศิโรโรตม์ เมธมโนศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรัพยากรบุคคลและบริหารบริษัททาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน ได้ทราบถึงกิจกรรมดังกล่าวจึงมีความสนใจ ประกอบกับมีโครงการที่จะจัดทำมุมหนังสือประจำโรงเรียนอยู่แล้ว โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน 400 แห่งทั่วประเทศ จึงประสานนำรถคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต.1 มาปรับปรุงเป็นรถห้องสมุดเคลื่อนที่ ใช้ชื่อว่ารถห้องสมุดเคลื่อนที่ เสริมปัญญา กับทาทา สตีล นับเป็นห้องสมุดลำดับที่ 212

โดยให้การสนับสนุนหนังสือ ชั้นหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ และสื่อการเรียนรู้พร้อมปรับปรุงภายในและภายนอกรถของรถยนต์ดังกล่าวให้มีสีสันสวยงาม รูปลักษณ์ทันสมัย เพื่อใช้เป็นแหล่งค้นคว้าและเรียนรู้สำหรับนักเรียน มูลค่า 125,000 บาท และจะจัดส่งหนังสือเพิ่มเติมปีละ 2 ครั้ง ในเดือนมกราคม และสิงหาคม ของทุกปี เป็นระยะเวลา 5 ปี ให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต.1 เพื่อสร้างความหลากหลายของสื่อให้น่าสนใจและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

“เพราะเราตระหนักดีถึงความสำคัญของการศึกษา และความสำคัญของเยาวชนคนในชาติ ที่วันข้างหน้าเด็กๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ และเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีกำลังและความสามารถจึงอยากจะมีส่วนร่วมด้วย เพื่อเป็นการคืนกำไรให้สังคม พอได้ทราบว่าเขตพื้นที่มีกิจกรรมรถเคลื่อนที่แบบนี้จึงประสานขอความร่วมมือเพื่อร่วมพัฒนาและปรับปรุงให้รถคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น จนได้ข้อสรุปเป็นรถห้องสมุดเคลื่อนที่ที่มีทั้งหนังสือและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว ซึ่งถูกใจผมมาก เป็นแนวคิดที่ดี” นายศิโรโรตน์ กล่าว

ด้าน ดร.ปัญญา แก้วเหล็ก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 กล่าวว่า ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้า การมีสื่อที่ดีและทันสมัยน่าสนใจ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยดึงดูดนักเรียนให้เข้ามาศึกษาค้นคว้า สร้างนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน เพื่อทำให้ภารกิจของเราบรรลุเป้าหมายนั่นคือ เด็กของเราเป็นนักเรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง

สำหรับผู้รับประโยชน์โดยตรงอย่าง ด.ญ.ชนิกานต์ โตยิ่ง นักเรียนระดับชั้น ป.6 จากโรงเรียนวัดหนองปลิง กล่าวว่า ดีใจที่จะมีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ รูปเล่มสวยงาม เนื้อหาสนุก และหลากหลาย ที่ไม่มีในห้องสมุดของโรงเรียน

นับเป็นแบบอย่างที่ดีขององค์กรภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของคนในชาติ ควรค่าแก่การยกย่อง อีกหนึ่งแนวทางในการแสวงหาความร่วมมือของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 1 สนองนโยบายรัฐบาลที่เน้นการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม
 

มก.ประกาศสู่’มหาวิทยาลัยดิจิทัล’ ลดเหลื่อมล้ำสร้างกินดีให้ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151130/217722.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2558
มก.ประกาศสู่'มหาวิทยาลัยดิจิทัล' ลดเหลื่อมล้ำสร้างกินดีให้ค

มก.ประกาศสู่ ‘มหาวิทยาลัยดิจิทัล’ ลดเหลื่อมล้ำสร้างกินดีให้คนในชาติ : เปิดวิสัยทัศน์ โดยชุลีพร อร่ามเนตร

            แม้ขณะนี้ “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ยังไม่มีอธิการบดี แต่ในการพัฒนา ยกระดับคุณภาพการศึกษายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน รักษาการแทนอธิการบดี มก. และผู้บริหาร มก. ร่วมกัน เปิด Digital KU Day : Next Step towards a digital University เพื่อเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน

รศ.ดร.วิโรจ กล่าวว่า ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ภายใต้การบริหารงานเชิงระบบ KU ++ Super Plus และก้าวไปสู่การเป็น 6 U ของนโยบายสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย Green University, Digital University, Research University, World Class University, Social Responsibility University และ Happiness University ขณะนี้ได้ประกาศทิศทางความพร้อมทางด้านสารสนเทศของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล อย่างเป็นทางการ

“1 ในนโยบายหลักของสภา มก. คือการที่พัฒนาระดับด้านสารสนเทศของมหาวิทยาลัย ขณะนี้ มีความพร้อม มีศักยภาพที่จะประกาศตัวเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล โดยมีสำนักบริการคอมพิวเตอร์เป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย 1.โครงสร้างพื้นฐานด้านไอที (Super Infra) อาทิ ระบบอินเทอร์เน็ตไร้สาย อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ศูนย์ข้อมูล คอมพิวเตอร์ต่างๆ เป็นต้น 2.ข้อมูลเพื่อการบริหารมหาวิทยาลัยและคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Super Data) โดยมุ่งที่จะสร้างศาสตร์แห่งแผ่นดิน โดยจะนำองค์ความรู้ที่มีอยู่นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ทั้งลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อความกินดีของคนในชาติและ 3.นวัตกรรมการบริการอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Super Service ซึ่งเป็นนวัตกรรมการให้บริการที่ตอบสนองต่อคนรุ่นใหม่ ทั้งแอพพลิเคชั่นที่ให้ความรู้แก่นิสิตและบุคลากร รวมทั้งประชาชนทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลของ มก.ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้บัตรนิสิต บัตรบุคลากร และบัตรประชาชน”

ตลอด 72 ปีที่ผ่านมา มก.ยึดมั่นอุดมการณ์มุ่งสร้างศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อความกินดีอยู่ดีของชาติ โดยนำศาสตร์ 3 ศาสตร์ คือ 1.ศาสตร์พระราชา น้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2520 มากำหนดเป็นหลักของมหาวิทยาลัย คือ การเป็น “ศาสตร์ของแผ่นดิน” ซึ่งได้มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยฉบับใหม่ด้วย 2.ศาสตร์ชุมชน มุ่งสร้างความกินดีอยู่ดีของชาติ ตามเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัย และ 3.ศาสตร์สากล เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งจะนำศาสตร์ดังกล่าวมาบูรณาการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพื่อการพัฒนาชุมชน สังคมและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ขณะที่ รศ.ดร.บัญชา  ขวัญยืน  รักษาการแทนอธิการบดี มก. กล่าวว่า ผลงานด้านไอทีของมหาวิทยาลัย ทั้ง Super Data, Super Infra และ Super Services ที่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้บริการแก่ประชาคม มก.และประชาชน รวมถึงผลงานที่จะมีความร่วมมือเพื่อพัฒนาต่อยอดในอนาคต จะส่งผลให้เรามีการสื่อสารกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็วขึ้น และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความพร้อมและศักยภาพทางด้านไอทีอย่างชัดเจน ในการเดินหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สู่ทศวรรษที่ 8 กับการเป็นมหาวิทยาลัยผู้นำแห่งโลกดิจิทัล เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้แก่สังคมประเทศชาติ

การขับเคลื่อนสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล มก.จะใช้ ICT เป็นตัวนำ ซึ่งมี 3 ส่วน เริ่มจาก Super Infra โครงสร้างพื้นฐาน เรื่องของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง Super Data ระบบฐานข้อมูล เอาข้อมูลมาช่วยเรื่องบริหารจัดการองค์กร Super Services มีบริการที่ทันสมัย คล่องตัว สะดวก ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ อาทิ Newton Cluster นำเทคโนโลยี HPC-Infra มาใช้

ซึ่งเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับอาจารย์ และนักวิจัยใช้ดำเนินงานเกี่ยวกับการประมวลผลและจัดการข้อมูลจำนวนมาก เป็นต้น ส่วน Super Data : KU Smart Life ระบบสารสนเทศใหม่ของ มก. นำเสนอข้อมูลส่วนบุคคล รายงานสถิติของมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ นิสิต บุคลากร งบประมาณ และวิจัย เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร โดยสามารถเรียกใช้งานได้ทั้งจากเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน

ส่วนของ Super Services : Smart Data Knowledge (KU Augmented Reality Knowledge) นำเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) มาใช้ ทำให้ได้ประสบการณ์จากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทั้งข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ หรือการบอกตำแหน่งด้วยจีพีเอส ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ สถานที่ สิ่งแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะปรากฏขึ้นทันทีที่เราอยากรู้ เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ และแบ่งปันทุกเวลา ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสำนักหอสมุด และหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นอกจากนั้น มีการนำ KU Open Education Resource นำเทคโนโลยี Apple for Education (iTunes U) มาใช้สร้างระบบการเรียนการสอนออนไลน์ ที่เน้น “ระบบเปิด” ทุกคนเข้าถึงเนื้อหาอย่างเสรี และเข้าถึงได้พร้อมกัน เข้าถึงหลักสูตรการเรียนรู้ทางออนไลน์ อี-เลิร์นนิ่ง เข้าถึงองค์ความรู้อย่างไร้ขีดจำกัด เป็นประโยชน์สำหรับคณาจารย์ นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบุคคลทั่วไป, Inside KU เป็น Mobile Application บนระบบปฏิบัติการ Android อำนวยความสะดวกให้ทุกคน ต่อด้วย Smart Card – Wifi Account for Guest ระบบอ่านข้อมูลจากบัตรประชาชน เพื่อให้บริการบัญชีผู้ใช้งานสำหรับเข้าถึงระบบเครือข่ายไร้สายของมหาวิทยาลัย

Smart Student ID Card for Booking (Super Services) นำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในระบบจองห้องศึกษากลุ่มย่อยของสำนักบริการคอมพิวเตอร์ ใช้บัตรประจำตัวนิสิตสแกนที่เครื่อง Reader เพื่อ Login เข้าสู่ระบบ และ KU Trip (http://kutrip.mikelab.net/) (Super Data, Super Service) ระบบจัดอันดับโรงแรมของไทยอ้างอิงตามความคิดเห็นของผู้ใช้ พัฒนาต้นแบบระบบวิเคราะห์และสรุปข้อมูลความคิดเห็น บทวิจารณ์ที่กล่าวถึงโรงแรมในประเทศไทย นำเสนอเป็นผลสรุปการจัดเรียงลำดับโรงแรมเหล่านั้นในแง่มุมต่างๆ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยตรงในการตัดสินใจที่ง่ายขึ้น ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.ku.ac.th