“ข้อมูลใหม่ ของการปลูกมันเทศเนื้อสีม่วงโอกินาวา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ข้อมูลใหม่ ของการปลูกมันเทศเนื้อสีม่วงโอกินาวา”

เป็นที่สังเกตว่า ในอดีตการบริโภคอาหารของประชากรโลกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องของรสชาติและความอร่อยเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันหรือโปรตีนสูง ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้วมีประชากรเริ่มหันมาเน้นบริโภคอาหารสุขภาพกันมากขึ้น เน้นในเรื่องคุณค่าของอาหารและประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับเป็นหลัก อย่างกรณีของ มันเทศ ซึ่งเป็นพืชหัวที่คนไทยหลายคนยังมองว่าด้อยค่าและเป็นอาหารสำหรับคนยากจนเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบันได้มีการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในมันเทศซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ได้มีงานศึกษา วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์มันเทศที่มีความก้าวหน้ากว่าประเทศไทยมาก ในขณะเดียวกัน ประชากรทางแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็หันมาบริโภคมันเทศกันมากขึ้นเป็นลำดับ ในบางประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ให้ความสนใจมากกว่าบริโภคมันฝรั่งด้วยซ้ำไป

ปกติแล้วแหล่งคาร์โบไฮเดรตของคนไทยจะได้จากการบริโภคข้าวเป็นหลัก ในกลุ่มของผู้สูงอายุในทางการแพทย์แผนไทยได้มีคำแนะนำให้ผู้สูงอายุบริโภคมันเทศทดแทนข้าวในบางมื้อ เนื่องจากในหัวมันเทศจะมีแป้งแล้วยังมีวิตามินและสารที่เป็นประโยชน์อีกหลายชนิด อาทิ สารเบต้าแคโรทีน สารแอนโทไซยานิน และสารสเตอรอยด์ที่มีประโยชน์อยู่สูง (ในวงการแพทย์เชื่อว่า สารสเตอรอยด์ มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและช่วยป้องกันโรคถุงโป่งพองในลำไส้ได้) ในรายละเอียดของการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในหัวมันเทศพบว่า สารสำคัญที่มีอยู่อย่างน้อย 2 ชนิด คือ สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยในการบำรุงสายตาและมีส่วนช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งได้ มันเทศเนื้อสีม่วงจะมีสารแอนโทไซยานินมากกว่ามันเทศสายพันธุ์อื่นๆ เช่นกัน เชื่อว่าสารแอนโทไซยานินนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ ทำหน้าที่เป็นตัวล้างพิษและช่วยชะลอความแก่ชรา ในต่างประเทศมีรายงานว่า มีการใช้มันเทศเนื้อสีม่วง เป็นคาร์โบไฮเดรตแทนข้าวสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมมันเทศเนื้อสีม่วงจึงมีราคาค่อนข้างแพง ในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าใหญ่ในบ้านเราจะขายมันเทศเนื้อสีม่วงถึงผู้บริโภคในราคาที่แพง

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกาะแห่งนี้นับเป็นแหล่งผลิตเกษตรกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น ถ้าเป็นไม้ผล มะม่วง ที่เกาะแห่งนี้ผลิตส่งขายทั่วประเทศญี่ปุ่นและปลูกในสภาพโรงเรือน ในกลุ่มพืชผัก “มะระขี้นกยักษ์” ของโอกินาวา มีชื่อเสียงระดับโลก ในกลุ่มพืชไร่ “อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนพืชหัวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ มันเทศ โดยเฉพาะมันเทศเนื้อ “สีม่วง” มีรสชาติอร่อยระดับโลก ด้วยการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเนื้อสีม่วงเข้ม และเนื้อมีความนุ่มนวล ในขณะที่มันเทศเนื้อสีม่วงของที่อื่นส่วนใหญ่จะพบเนื้อแข็งกว่านี้ ที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่โอกินาวา นิยมนำมันเทศไปทำเป็นมันทอด โดยหั่นเป็นชิ้นหนา 1 นิ้ว นำไปทอดด้วยน้ำมันมะกอก หรือใช้มันเทศทั้งหัวไปเผาสุมในกองใบไม้แห้ง ไว้กินเล่นในฤดูหนาว สวนคุณลี ได้หัวพันธุ์มันเทศเนื้อสีม่วงมาจากเกาะโอกินาวา มาทดลองปลูกในอำเภอเมืองพิจิตร ผลปรากฏว่า มีการลงหัวที่ดีและมีคุณภาพไม่แตกต่างจากที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาเลย

สิ่งที่ต้องยอมรับและเกษตรกรไทยควรนำมาเป็นแบบอย่างจากเกษตรกรรมญี่ปุ่น ยกตัวอย่าง มันเทศเนื้อสีม่วง หรือคนไทยที่ไปเที่ยวเกาะโอกินาวา จะเรียก มันแดง นั้นนอกจากจะมีการจำหน่ายเพื่อการบริโภคสดแล้วยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขบเคี้ยว สินค้าขึ้นชื่อ ขนมมันเทศ และ KITKAT มันเทศ ซึ่งหาซื้อได้ที่ โอกินาวา ที่เดียวเท่านั้น และยังมีกูลิโกะมันเทศสีม่วง ฯลฯ โดยที่เกาะโอกินาวามีโรงงานขนมเค้กมันเทศ Okashi Goten ซึ่งเป็นโรงงานผลิตขนมเค้กมันเทศชื่อดังแห่งโอกินาวา ที่นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อขนมเค้กที่ทำจากมันเทศในหลากหลายรสชาติ

ข้อเสนอแนะที่สำคัญสำหรับผู้ปลูกมันเทศ

เกษตรกรไทยจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากการปลูกมันเทศในอดีตที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษา โดยเฉพาะเรื่องของการให้น้ำ น้ำมีผลต่อการลงหัวของมันเทศ ถ้าต้นมันเทศได้น้ำสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาลงหัว จะได้มันที่ได้น้ำหนักและหัวขนาดใหญ่

ท่อนพันธุ์มันเทศที่ตัดจากต้นมันเทศมาขยายพันธุ์ต่อ ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกตัดจากยอดมาเพียง 1 ท่อน เท่านั้น ถ้าตัดยอดที่ 2-3 จากต้นเดียวกันจะมีผลต่อการให้ผลผลิต และยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า เมื่อใช้ยอดมันเทศเป็นท่อนพันธุ์นั้นควรจะใช้เพียง 3 รุ่น ควรจะเปลี่ยนมาขยายพันธุ์จากหัวเพื่อปลูกในรุ่นต่อไป

แมลงและโรคศัตรูมันเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการระบาดไม่มากเท่ากับพืชอีกหลายชนิด แต่ที่เห็นว่าเป็นศัตรูที่มีความสำคัญยิ่งก็คือ “ด้วงงวงมันเทศ” เกษตรกรจะต้องเน้นในการป้องกันการระบาดจะดีกว่าพบการระบาดแล้วถึงจะมีการฉีดพ่นสารเคมี เมื่อพบการระบาดแล้วจะควบคุมได้ยากมาก สิ่งที่ต้องพิจารณาและระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่เสี่ยงต่อการระบาดของแมลงชนิดนี้ก็คือ การปลูกมันเทศซ้ำที่เดิม และการป้องกันและกำจัดในช่วงระยะเวลาที่ต้นมันเทศลงหัว การปลูกมันเทศไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม เมื่อปลูกมันเทศไปแล้ว 1 รุ่น พื้นที่นั้นควรปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ถั่วเขียว หรือปอเทือง ทดแทนหลังจากที่ต้นถั่วเขียวมีอายุต้นได้ 45 วัน หรือระยะที่ออกดอกให้ไถกลบทั้งต้น จะได้ปุ๋ยพืชสดอย่างดีแล้วค่อยปลูกมันเทศต่อไป

เทคนิคในการฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดโรคแมลงสำหรับการปลูกมันเทศโดยเฉพาะ ถ้าฉีดเพื่อป้องกันและกำจัด “ด้วงงวงมันเทศ” จะต้องฉีดน้ำยาให้ชุ่มโชกถึงดิน

การเตรียมแปลงปลูกมันเทศสีม่วง

ปลูกมันเทศให้ลงหัวได้ดีนั้น ปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เรื่องโครงสร้างของดิน ถึงแม้ว่ามันเทศจะปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินร่วนปนทรายมีความเหมาะสมที่สุด สภาพดินที่ปลูกมีผลต่อการลงหัวของมันหรือรูปร่างของหัวมัน เช่น ดินร่วนปนทรายจะทำให้ได้หัวมันเทศทรงยาวตามสายพันธุ์ แต่ถ้าดินเหนียวอาจจะได้หัวมันเทศทรงกลม ป้อม เป็นต้น พื้นที่ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกเก่า เช่น มูลวัว มูลไก่ ฯลฯ ในอัตรา 1-2 ตัน หรือใส่ปุ๋ยคอกหลังการเตรียมแปลงเสร็จแล้วโดยหว่านบนสันร่องแปลง ยกตัวอย่าง พื้นที่แปลงปลูกมันเทศที่เคยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดต่อเนื่องมาหลายปี ทางสวนคุณลี ได้มีการหว่านเมล็ดปอเทืองลงไปในแปลงก่อนที่จะเตรียมแปลงปลูกมันเทศ หลังจากต้นปอเทืองเริ่มออกดอกจะไถกลบทันทีเป็นปุ๋ยพืชสด

ในการเตรียมแปลงปลูก ให้ไถดะก่อน 1 ครั้ง และทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นไถพรวนแปลง 1-2 รอบ หรือใช้โรตารี่ติดรถไถตีดินให้ดินมีความละเอียดยิ่งขึ้น หลังจากนั้นให้ยกร่องแปลงปลูกขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 60-100 เซนติเมตร สูง 30-40 เซนติเมตร (ความสูงของแปลงปลูกยิ่งมีความสูงยิ่งส่งผลต่อการลงหัวมันดี) ส่วนความยาวของแปลงปลูกขึ้นกับสภาพพื้นที่ ถ้าจะให้เหมาะสมควรจะปลูกแบ่งเป็นแปลงเล็กๆ โดยแปลงมีความกว้างของแปลง 40 เมตร และความยาวของแปลง 80 เมตร เพื่อสะดวกและง่ายต่อการจัดการ

การจัดระบบน้ำในแปลงปลูกมันเทศ และการใช้ยาคุมหญ้า

โดยปกติทั่วไปสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมันเทศทั่วประเทศ มักจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของระบบน้ำในแปลงปลูก ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนอาจจะพึ่งเพียงน้ำฝนจากธรรมชาติเท่านั้น ถ้าปลูกในฤดูแล้งอาจจะมีการให้น้ำแบบท่วมแปลงบ้างเท่านั้น แต่การปลูกมันเทศสมัยใหม่ควรจะมีการจัดระบบน้ำที่ดี ในแปลงปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศของสวนคุณลี จะมีการวางระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ ซึ่งมีรัศมีกระจายน้ำได้ 3-4.5 เมตร ระบบน้ำดังกล่าวมีข้อดีตรงที่ต้นมันเทศได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้ต้นมันเทศที่ปลูกใหม่ตั้งตัวได้เร็ว พบเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง แต่จะพบข้อเสียตรงวัชพืชจะขึ้นเร็วทำให้มีต้นทุนในการกำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้น อาจจะต้องใช้ยาคุมหญ้าช่วยเพื่อลดปัญหาวัชพืชในแปลงปลูกมันเทศ วิธีการคือ หลังการให้น้ำแปลงปลูกไว้ก่อนล่วงหน้า 1 วัน ให้แปลงมีความชื้นอีกวันจะปลูกมันเทศ หลังจากการปลูกท่อนพันธุ์มันเทศโอกินาวาเสร็จให้ฉีดยาคุมหญ้าเลยให้ทั่วแปลงปลูก โดยไม่เป็นอันตรายกับท่อนพันธุ์ ให้ฉีดสารกำจัดวัชพืช ใช้ก่อนวัชพืชงอก คือ สารโคลมาโซน อัตรา 25 ซีซี ผสมกับสารอะลาคลอร์ 75 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดให้ทั่วแปลงหลังจากปลูกมันเทศเสร็จ ซึ่งสามารถฉีดทับยอดพันธุ์มันเทศที่ปลูกเสร็จได้เลย ซึ่งจะสามารถคุมหญ้าวัชพืชทั้งใบแคบและใบกว้างได้นาน 6-10 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยลดการจัดการวัชพืชได้มากหากปลูกมันเทศพื้นที่ขนาดใหญ่ หากปลูกเล็กน้อยก็สามารถใช้การถอน สำหรับการให้น้ำแบบอื่นๆ อย่างกรณีของการให้น้ำแบบท่วมร่อง ถ้าสภาพดินปลูกเป็นดินเหนียว เมื่อดินแห้งจะแข็งและจับตัวกันแน่น มีผลต่อการลงหัวของมันเทศ จะทำให้ผลผลิตลดลง

การเตรียม

ท่อนพันธุ์มันเทศ

ในการตัดท่อนพันธุ์ ควรจะตัดให้มีความยาวราว 30 เซนติเมตร จะไม่ลิดใบทิ้ง หรือลิดทิ้งก็ได้ เนื่องจากยอดมันเป็นพืชที่แตกยอดออกมาใหม่ได้ง่าย ถ้าลิดใบทิ้งก็จะทำให้เสียเวลาเล็กน้อย แต่ยอดมันเทศเมื่อลงปลูกจะตั้งตัวได้เร็วกว่าไม่ลิดใบ การตัดยอดใช้ส่วนที่เป็นยอดปลายจะดีที่สุด สำหรับท่อนที่ 2-3 ลงไป สามารถปลูกให้ได้ผลผลิตเช่นกัน แต่การให้หัวจะน้อยลงไปตามลำดับ เมื่อตัดท่อนพันธุ์มาแล้วควรจะมัดรวมกันเป็นกำ เอาใบตองหรือกระสอบปุ๋ยห่อมัดเอาไว้ ควรนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาฆ่าแมลงในกลุ่ม “คาร์โบซัลแฟน” เช่น ไฟท์ช็อต จุ่มแช่ไว้นานราว 5-10 นาที จะช่วยลดเรื่องแมลงที่จะติดไปกับท่อนพันธุ์ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นให้นำมัดท่อนพันธุ์วางไว้ในที่ร่ม รดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 2-3 วัน ยอดท่อนพันธุ์ก็จะมีรากออกมาตามข้อ แสดงว่าท่อนพันธุ์พร้อมปลูกแล้ว ถ้าจะให้ดีท่อนพันธุ์มันเทศที่จะตัด ควรตัดจากต้นที่มีอายุไม่เกิน 45-60 วัน หรือก่อนที่จะมีการฉีดพ่นปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อหยุดยอด

การปลูกมันเทศโอกินาวา

ก่อนที่เกษตรกรจะลงมือปลูก ควรจะมีการให้น้ำในแปลงปลูกอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นและปลูกได้ง่ายและรวดเร็ว วิธีการเตรียมหลุมปลูก แบ่งได้ 3 วิธี คือ ปลูกแบบใช้จอบขุด ปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อน หรือจะปลูกแบบนำท่อนพันธุ์เสียบลงแปลงปลูกเลย จากการทดลองปลูกทั้ง 3 วิธี พบว่าวิธีปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อนได้ผลดีกว่าวิธีการอื่น เพราะทำได้ง่าย รวดเร็ว ไม่เสียแรงในการขุดดินและท่อนพันธุ์ไม่ช้ำ ระยะปลูกระหว่างต้น ประมาณ 25-30 เซนติเมตร หากใช้จอบขุดปลูกบนสันร่อง หลุมที่ปลูกควรมีความลึก ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ควรจะวางยอดท่อนพันธุ์ทำมุม 45 องศา ฝังลึกลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนพันธุ์มันเทศ และให้ข้อโผล่พ้นดินขึ้นมา ประมาณ 2-3 ข้อ หลังจากนั้นกลบดินให้แน่นเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ท่อนพันธุ์โยกคลอน แต่หากปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำจะปลูกท่อนพันธุ์มันเทศให้เป็นคู่บนสันร่อง โดยใช้ไม้แหลมกระทุ้งนำไปก่อน ทำมุม 45 องศา จากนั้นเสียบท่อนพันธุ์ลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนมันเทศ ในพื้นที่ปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศ 1 ไร่ ทางสวนคุณลีจะใช้ท่อนพันธุ์มันเทศ ประมาณ 10,000-12,000 ยอด ซึ่งพบว่าเป็นจำนวนที่ให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูง ซึ่งเทคนิคการดูแลรักษามันเทศโอกินาวา ทางสวนคุณลีจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับ พันธุ์มันเทศสีม่วงโอกินาวา ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

โป๊ยเซียน นครพนม ไม้ดอกสร้างเงิน สร้างงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ไม้ดอกไม้ประดับ

ชนะ วสุรักคะ chanawasu@gmail.com

โป๊ยเซียน นครพนม ไม้ดอกสร้างเงิน สร้างงาน

จังหวัดนครพนม มีพื้นที่ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิมีชื่อเสียงระดับประเทศหลายปีซ้อน เกษตรกรจะนิยมเพาะปลูกข้าวนาปีและนาปรังเป็นพืชหลัก เพราะมีระบบส่งน้ำชลประทานในหลายพื้นที่ รองลงมาเป็นใบยาสูบ ที่ปลูกกันตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโขง และปลูกต้นยางพารากระจายในหลายอำเภอ

แต่ยังมีเกษตรกรคุณลุงวัยกว่า 70 ปี คนขยัน เพาะชำต้นโป๊ยเซียน ไม้ดอกไม้ประดับกว่า 100 สายพันธุ์ จำนวนมากกว่า 20,000 กระถาง ทำเงินในช่วงต้นฤดูฝน มีพ่อค้า แม่ค้า จากหลายจังหวัดในภาคอีสาน และชาวลาวมารับซื้อถึงสวน ทำเงินเป็นล่ำเป็นสัน สร้างงาน สร้างอาชีพให้ชาวบ้าน 15 คน ที่มารับจ้างหลังเพาะชำพืชผักสวนครัวไว้ขายอีกด้วย

คุณลุงสมชาติ ปิ่นทอง อายุ 72 ปี กล่าวว่า พื้นเพตนเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ เรียนจบจากแม่โจ้ รุ่น 26…มารับราชการเป็นหัวหน้าอนุรักษ์ดินและน้ำ ศูนย์พัฒนาที่ดินนครพนม ตั้งแต่ปี 2509 จนปัจจุบันอาศัยอยู่ที่นครพนม นาน 50 ปี หลังลาออกจากราชการได้ 10 ปี เพื่อมาทำสวน โดยตนจะเปิดอินเตอร์เน็ต กลูเกิ้ล ศึกษาการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักสวนครัว ลองผิดลองถูก จนปัจจุบันมีความชำนาญ จนรู้แทบจะทุกเรื่องในการเพาะชำ ขั้นตอนดูแลรักษาพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ

คุณลุงสมชาติ เล่าว่า ช่วงที่โป๊ยเซียนกำลังฮิต ตนซื้อมาแต่ละพันธุ์ต่ำสุดตกกระถางละ 1,000 บาท บางพันธุ์ที่หายากซื้อราคาสูงถึงต้นละ 20,000 บาท เพาะเลี้ยงและปลูกมาเรื่อยมากกว่า 20 ปีแล้ว พันธุ์โป๊ยเซียนมีมากหลายสายพันธุ์ มีทั้งดอกเล็ก ดอกใหญ่ และมีทุกสี ยกเว้นโป๊ยเซียนดอกสีดำ และสีน้ำเงิน

หากเพาะพันธุ์โดยการใช้เมล็ด จะใช้เวลานานถึง 1 ปี ส่วนใหญ่ตนจะใช้วิธีคัดต้นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ตัดต่อยอดเสียบกิ่ง

นักเพาะเลี้ยงมืออาชีพจะอาศัยแมลงผสมเกสร เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่

คุณลุงสมชาติ กล่าวด้วยว่า ตนเช่าที่ดินเนื้อที่กว่า 10 ไร่ เลขที่ 136 หมู่ที่ 3 บ้านขามเฒ่า ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ริมถนนทางหลวง 212 สายนครพนม-ธาตุพนม ในชื่อสวนโป๊ยเซียน นครพนม ไว้เพาะเลี้ยง โป๊ยเซียน อาทิ พันธุ์นครพิงค์ กำไรเพิ่มพูน ระฆังทอง เพชรน้ำหนึ่ง บัลลังก์เงิน เป็นต้น ปัจจุบันมีมากกว่า 20,000 กระถาง แต่ที่เพาะพันธุ์โป๊ยเซียนเพิ่มใหม่ในชื่อ “สาวนครพนม”

โป๊ยเซียนที่นี่จะเลี้ยงโดยธรรมชาติ ไม่ฉีดพ่นยา วางไว้กลางแจ้ง ชอบอากาศลมโชย ทนต่อสภาพแดดจัด เพาะเลี้ยงในกระถางโดยซื้อดินใบก้ามปูมาจากจังหวัดอ่างทอง ครั้งละ 1 รถสิบล้อ ผสมกับวัสดุมะพร้าวสับที่ซื้อมาจากจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กิ่งที่ชำจะใช้แกลบดำกับทราย จุ่มปูนขาวกันรากเน่า 1 เดือน ก็จะติดราก ก่อนต้นแข็งแรงจึงย้ายไปปลูกในกระถาง ใช้เวลาเพาะเลี้ยงนาน 3-4 เดือน ก่อนให้ผลผลิตดอกใหญ่ ก็จะขายได้ในราคาส่ง ต้นละ 25 บาท ขายปลีก กระถางละ 40 บาท

ที่ผ่านมา มีพ่อค้า แม่ค้า จากจังหวัดอุบลราชธานี หนองคาย อุดรธานี และจากเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) นำรถกระบะมารับซื้อถึงสวน ครั้งละ 700-1,000 ต้น ทำเงินให้เดือนละกว่า 100,000 บาท ขณะเดียวกันยังจ้างแรงงานไว้ 15 คน ตกคนละ 300 บาท ต่อวัน แบ่งกันทำหน้าที่ กรอกดินใส่ถุง เพาะถุงชำ ตอนกิ่งพันธุ์ ทาบตา รดน้ำ ใส่ปุ๋ย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้เพาะชำพืชผักสวนครัวแทบทุกชนิด อาทิ ต้นแมงลัก สะระแหน่ โหระพา พริก ลงถุงดำ ขายส่ง ต้นละ 8-10 บาท และมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร ขายกระถางละ 100-250 บาท ตามแต่ขนาด ซึ่งขายดีสุดๆ ในช่วงนี้ โดยจะมีพ่อค้า แม่ค้า ขับรถมารับถึงสวน

พร้อมกันนี้ยังมีรถกระบะ 2 คัน ตระเวนขายตามตลาดนัดไทย-ลาว ในอำเภอธาตุพนม และตลาดนัดคลองถม หน้าค่ายพระยอดเมืองขวาง (จทบ. นครพนม) เพื่อนำเงินส่วนนี้มาเลี้ยงแรงงาน 15 คน ซึ่งมีค่าแรงตกเดือนละ 45,000 บาท

“ถึงแม้ผมจะมีอายุล่วงเลยไม้ใกล้ฝั่ง มีบ้านอยู่ในตัวเมือง และมีธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร แต่ก็รักต้นไม้และรักความเป็นธรรมชาติ จึงได้สร้างเพิงเต็นท์พักอาศัยอยู่ภายในกลางสวนแห่งนี้ สะดวก และดูแลคนงานได้ทั่วถึง พร้อมกับซื้อที่อีกกว่า 20 ไร่ เพื่อไว้ทดลองปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ระยองไว้ด้วย” คุณลุงสมชาติ กล่าว

ผู้สนใจ จะแวะมาเยี่ยมชมสวน เพื่อขอคำแนะนำในเรื่องพันธุ์ไม้ การอนุรักษ์ดิน หรือต้องการรับพันธุ์ไม้ พืชผักสวนครัวไปจำหน่าย ติดต่อโดยตรงได้ที่ สวนโป๊ยเซียน นครพนม โทร. (081) 872-1913 ทางเฟซบุ๊ก พิมพ์ว่า Somchart Pintong

ตามไปดู การนำงานวิจัยสู่ไร่นา วันถ่ายทอดเทคโนโลยี หมู่บ้านกังหันลม และนาแปลงใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เก็บมาเล่า

อำพน ศิริคำ

ตามไปดู การนำงานวิจัยสู่ไร่นา วันถ่ายทอดเทคโนโลยี หมู่บ้านกังหันลม และนาแปลงใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย

ปัจจุบันพบว่า “งานวิจัย” หลายชิ้นถูกเก็บไว้บนหิ้ง ไม่ได้นำมาประยุกต์ใช้ หรือพัฒนาต่อยอด และขยายผลสู่เกษตรกรหรือชุมชน จึงไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

ท่านที่เคารพครับ!! เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการจัดงาน การนำงานวิจัยสู่ไร่นา วันถ่ายทอดเทคโนโลยี หมู่บ้านกังหันลม และนาแปลงใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย ณ บริเวณบ้านกุดหัวช้าง ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม สำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย เทศบาลตำบลขามเรียง ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.), (องค์การมหาชน) และผู้นำหมู่บ้านของตำบลขามเรียง

โดย คุณชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน และ ศาสตราจารย์ ดร. วิเชียร มากตุ่น คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) กล่าวรายงาน และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิรัติ ปานศิลา ประธานสภาคณาจารย์ มมส. ร่วมเป็นเกียรติในงานด้วย

คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มมส. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มีนโยบายในการขับเคลื่อนระบบและกลไกการบริการวิชาการ และการทำงานวิชาการรับใช้สังคม ภายใต้ชื่อ “โครงการหนึ่งหลักสูตร หนึ่งชุมชน” ซึ่งหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเคมี ได้จัดทำกิจกรรม “โครงการการทำนาแบบโยนกล้า เป็นการบูรณาการ โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำนาแบบโยนกล้า และการใช้กังหันลมผันน้ำเข้านา แทนการใช้เครื่องสูบน้ำให้กับเกษตรกรในหมู่บ้านกุดหัวช้าง ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ บริเวณรอบๆ หมู่บ้านกุดหัวช้าง มีเกษตรกรทำนาแบบโยนกล้ามากขึ้น และมีกังหันลมที่ใช้ในการเกษตร 7 ตัว ซึ่งกังหันลมผลิตได้ง่าย ใช้แรงลมในการผันน้ำเข้านา ลงทุนครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป สามารถลดรายจ่ายของเกษตรกรได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ต่อเดือน ดังนั้น จึงได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย เทศบาลตำบลขามเรียง และชุมชน จัดตั้งเป็นหมู่บ้านกังหันลม เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรต่อไป ซึ่งจัดงานเปิดตัวกังหันลม เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ณ ที่แห่งนี้

นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนทุนจากคลินิกเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้ชื่อโครงการ “การถ่ายทอดการผลิต และการประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นในการทำการเกษตร” มาปรับใช้เป็นปุ๋ยกับระบบผลิตของเกษตรกร เนื่องจากเป็นเทคนิคที่สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เพราะมีการนำเอาจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดิน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ภายในท้องถิ่นนั้นๆ มาทำเป็นหัวเชื้อสำหรับนำไปขยายและประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ได้แก่ ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น สามารถปลูกพืชงอกงาม ให้ผลผลิตสูง ทำให้ธรรมชาติเกิดความสมดุล โรคและแมลงศัตรูพืชลดลง ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น โดยได้ดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และถ่ายทอดการแปรรูปข้าว โดยการทำข้าวห่อสาหร่าย หรือ ซูชิ จากข้าวเจ้าแดงพันธุ์ทับทิมชุมแพ ซึ่งเป็นข้าวที่มีชื่อเสียงทางด้านสารต้านอนุมูลอิสระ และสารที่มีประโยชน์สูง โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก คุณรณชัย ช่างศรี รักษาราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวชุมแพและคณะ

สำหรับการแปรรูปจากข้าวที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ใช้เป็นส่วนผสมร่วมในผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรแม่บ้านเกษตรกรมะค่าทรัพย์ทวี ได้แก่ ลูกประคบหน้าเด้ง-หน้าใส ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) – สวก. ประกอบไปด้วย กิจกรรมการดูพันธุ์ การสร้างเตาอบสมุนไพรพลังงานแสงอาทิตย์ และการตลาด จากการทำวิจัยในครั้งนี้ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่ 2 ชนิด ได้แก่ สมุนไพรแช่เท้า และลูกประคบหน้าเด้ง-หน้าใส

กิจกรรมฝึกผลิตขยายเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าให้กับเกษตรกร เพื่อใช้ควบคุมโรคไหม้ข้าวทดแทนสารเคมี โดยสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย

“กิจกรรมที่สร้างสีสันภายในงาน ได้แก่ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ประธานเปิดงาน ลงทุนถอดกางเกงเปลี่ยนมานุ่งผ้าขาวม้าโยนกล้ากับชาวนา และนักศึกษาชาวต่างชาติ จากนั้นได้ทอดแหอีกด้วย มีเกษตรกรที่ร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ และเกษตรกรบริเวณหมู่บ้านกุดหัวช้าง เข้าร่วมงานประมาณ 120 คน

ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า โครงการนำงานวิจัยสู่ไร่นา วันถ่ายทอดเทคโนโลยี หมู่บ้านกังหันลม และ นาแปลงใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย ณ บริเวณหมู่บ้านกุดหัวช้าง นับได้ว่าเป็นโครงการที่ดี ที่นำงานวิจัยหลากหลายกิจกรรมมาสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การเปลี่ยนวิถีการทำนามาเป็นการทำนาแบบโยนกล้า ซึ่งช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าว ลดปัญหาโรคแมลงศัตรู และเพิ่มผลผลิต การใช้จุลินทรีย์พื้นบ้าน ช่วยฟื้นฟูดิน ปลอดภัยจากสารเคมี กังหันลมวิดน้ำเข้านา เป็นพลังงานจากธรรมชาติที่ไม่มีวันหมด เป็นการลดภาวะโลกร้อนได้ด้วย การรู้จักเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เองได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งการส่งเสริมและอนุรักษ์สมุนไพรไทย ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีที่ควรส่งเสริม สนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเป็นต้นแบบให้ชุมชนได้มาศึกษาเรียนรู้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มัณฑนา นครเรียบ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มมส. ผู้รับผิดชอบโครงการ โทร. (089) 422-4764 กล่าวว่า ได้ร่วมกับ คุณอำพน ศิริคำ เกษตรอำเภอกันทรวิชัย จัดโครงการนำงานวิจัยสู่ไร่นามาแล้วหลายครั้ง เพื่อนำองค์ความรู้ใหม่ๆ ไปแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรในพื้นที่

คุณรณชัย ช่างศรี รักษาราชการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ โทร. (043) 311-155, (093) 327-3358 กล่าวว่า ข้าวเจ้าพันธุ์ทับทิมชุมแพ (ข้าวเจ้าสายพันธุ์ SRN 06008-18-1-5-7-CPA-20) เกิดจากการผสมพันธุ์ ระหว่างข้าวเจ้าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กลายพันธุ์จากรังสี ทรงต้นเตี้ย (Semi-dwarf KDML105) ที่มีลักษณะต้านทานต่อโรคไหม้ ไม่ไวต่อช่วงแสงเป็นพันธุ์แม่ กับข้าวเจ้าพันธุ์สังข์หยด เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ไวต่อช่วงแสง อายุหนัก ต้นสูง เป็นพันธุ์พ่อ สำหรับข้าวพันธุ์ทับทิมชุมแพ จัดเป็นข้าวเจ้า ไม่ไวต่อช่วงแสง คุณภาพการสีดี มีอะมิโลสต่ำ มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระฟีโนลิก และฟลาโวนอยด์สูง จึงได้นำมาทำผลิตภัณฑ์อาหารของญี่ปุ่น คือ “มากิ ซูชิ” โดยใช้ข้าวทับทิมชุมแพแทนข้าวญี่ปุ่น ซึ่งให้สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า โดยมีวิธีทำดังนี้

ส่วนประกอบ

1. น้ำส้มสายชู 120 มิลลิลิตร

2. น้ำตาล 0.5 ช้อนโต๊ะ

3. เกลือ 0.5 ช้อนชา

4. สาหร่ายทะเลแผ่นใหญ่ แตงกวา แครอต หรือส่วนผสมอื่นตามชอบ

การเตรียมน้ำปรุงข้าว

ผสมน้ำส้มสายชู น้ำตาล และเกลือ ลงในหม้อ นำไปตั้งไฟอ่อนๆ แล้วคนจนส่วนผสมละลาย

การเตรียมข้าว

นำข้าวกล้องทับทิมชุมแพหุงสุก ใส่ลงในชามผสม พรมน้ำปรุงข้าวทีละน้อยให้ทั่ว ใช้พายคลุกให้เข้ากัน จนเห็นเมล็ดข้าวใสเป็นมันวาว

วิธีทำ

1. วางแผ่นสาหร่ายลงบนเสื่อสำหรับม้วนซูชิ ตักข้าวซูชิลงบนแผ่นสาหร่ายแล้วเกลี่ยให้ทั่ว

2. นำส่วนผสม เช่น ปูอัด ไข่ม้วน แตงกวา ยำสาหร่าย ฯลฯ วางลงบนข้าว อาจใส่วาซาบิลงไปด้วยก็ได้

3. ค่อยๆ ยกเสื่อม้วนซูชิ โดยม้วนให้แน่น

4. ตัดซูชิให้ได้ขนาดพอดีคำ และควรเช็ดมีดด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆ เพื่อให้ตัดได้ง่ายขึ้น

5. จัดเรียงให้สวยงามพร้อมเสิร์ฟ กับซอสโซยุและวาซาบิ

ท่านที่เคารพครับ!! จะเห็นว่างานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี หมู่บ้านกังหันลม และนาแปลงใหญ่ เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิต โดยนำพลังงานจากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นพลังงานที่สะอาด ลงทุนครั้งเดียวใช้ได้หลายปี และยังบูรณาการลงในพื้นที่นาแปลงใหญ่ ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกด้วย

“ผักโขมจีน” ปลูกง่าย กินง่าย เสริมแกร่ง ให้กระดูกและฟัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“ผักโขมจีน” ปลูกง่าย กินง่าย เสริมแกร่ง ให้กระดูกและฟัน

การ์ตูนฝรั่งในวัยเด็ก ยังเป็นที่จดจำของใครต่อใครหลายคนกับเรื่องราวของ “ป๊อปอาย” หนุ่มกะลาสีเรือ ซึ่งมักมีเหตุให้ต้องออกมาปกป้องคนรัก ร่างผอมแห้ง นาม “โอลีฟ” ของผู้ร้ายกล้ามใหญ่ ที่ชื่อ “บลูโต” อยู่บ่อย จากเงื้อมมือๆ

“ป๊อปอาย ช่วยด้วย! ป๊อปอาย ช่วยด้วย!” เสียงร้องขอความช่วยเหลือของหญิงสาวดังขึ้นทีไร พระเอกของเราก็มีอันงานเข้าทุกที แรกๆ ป๊อปอายออกมาก็ไม่เคยต่อกรอะไรกับตัวร้ายได้หรอก แต่จนเมื่อได้กิน “ผักโขม” เท่านั้นแหละ กล้ามแขนนั้นขึ้นเป็นมัดๆ ระเบิดพลัง เตะ ต่อย อัดผู้ร้ายซะน่วม และก็ชนะทุกตอนไปในวัยเด็ก ผมมักได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าผักสีเขียวที่ป๊อปอายกินเพื่อเพิ่มพลังไม่ค่อยชัด ติดหูมาว่า “ผักขม”

จนพลอยคิดไปว่า ผักที่มีรสชาติขมนั้นให้พลังงานสูง

ผู้เป็นแม่ที่เห็นว่าลูกๆ ไม่ค่อยกินผักก็เออออตาม

หลอกให้กินผัก (ซึ่งส่วนใหญ่เด็กมักเชื่อว่าขม) ด้วยประโยคที่ว่า “กินผักขมๆ จะมีพลังๆ” กว่าจะได้รู้ความจริงก็จนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ว่าจริงๆ แล้ว เขาเรียกกันว่า “ผักโขม”

นอกจากนี้ ยังมีความผิดพลาดเกี่ยวกับการเรียกชื่อผักในการ์ตูนเรื่อง “ป๊อปอาย” อีกจุดหนึ่ง จนทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด และเรียกผิดมาเนิ่นนาน แม้กระทั่งปัจจุบันนี้

จะเห็นชัดว่า ในภาพวาดผักกระป๋องที่ป๊อปอายยกซดเข้าปาก มีเขียนไว้คือ “Spinach” นั่นก็คือ ผัก “ปวยเล้ง” ไม่ใช่ผักโขมแต่อย่างใด แต่อาจเนื่องจากว่ามีลักษณะคล้ายกัน และคุณประโยชน์ก็คล้ายคลึง อีกทั้งการพากย์เสียงไปว่า “ปวยเล้ง” มันคงดูไม่เท่

ก็เลยทำให้ทีมงานพากย์การ์ตูนเรื่องนี้ พากย์เป็นภาษาไทย ถึงผักที่ป๊อปอายกินว่า “ผักโขม”

“ผักโขม” เป็นพืชที่มีมากมาย พบได้ทั่วไปทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ บางชนิดเป็นวัชพืช ซึ่งชาวบ้านที่เลี้ยงหมูมักไปเด็ดถอนมาโยนให้เป็นอาหารของเจ้าสัตว์ร้อง อู๊ด อู๊ด ในเล้าผักโขมหมูกินได้ คนก็กินดี มีทั้ง ผักโขมบ้าน ผักโขมสวน ผักโขมหนาม ผักโขมจีน และ ผักโขมฝรั่ง

ทั้งหมดจะเหมือนกันคือ เป็นไม้พุ่ม ลำต้นอวบน้ำ แตกกิ่งก้านใบ ซึ่งเมื่อจะออกดอกก็จะปรากฏตามซอกใบเหล่านั้น โดยในดอกเมื่อแห้งแล้ว ขยี้เพียงเล็กน้อยจะเห็นเมล็ดเล็กๆ สีดำมากมาย

ความจริงแล้ว จะว่าไปผมเองรู้จักผักโขม และผูกพันกับการตามหา “ผักโขมหนาม” (หรือภาษาเขมร เรียก “ปะตี”) มาให้หมูกินเนิ่นนานแล้ว

เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของพืชชนิดนี้เท่านั้นเอง มาใกล้ชิดและรู้จริง ชนิดปลูกกินเป็นผัก นั่นคือ “ผักโขมจีน”จำได้ว่า ได้รับเมล็ดพันธุ์มาจากงาน “เกษตรมหัศจรรย์” โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านนี่เอง เมล็ดสีดำๆ ของผักโขมจีนมีขนาดเล็กมาก หนึ่งเมล็ดถ้าทำตกพื้น หากจะตามหาก็คงมีสภาพไม่ต่างไปจากการ “งมเข็มในมหาสมุทร”ผมเริ่มปลูกผักโขมจีนด้วยด้วยความฝันอันแสนหวาน นั่นคือ ติดใจกับรสอาหารอิตาเลี่ยน อย่าง “ผักโขมอบชีส”

โดยมีร้านอาหารใกล้ๆ สำนักงานมติชน อย่าง “ฟาบิโอ” ที่มักไปนั่งและสั่งเมนูนี้ จากนั้นก็จดจำรสชาติ ให้ติดลิ้น ติดความรู้สึกมาให้มากที่สุด

เพื่อกลับไปทำเองที่บ้าน

ผมเริ่มต้นปลูกผักโขมจีน ด้วยการเตรียมดินอย่างง่ายที่สุดจากนั้นไม่รอช้า โรยเมล็ดผักโขมลงทันที แบบที่ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังนั่นเป็นเพราะว่า ถ้ารู้จักธรรมชาติของผักชนิดนี้ ด้านหนึ่งมันคือ “วัชพืช”

อย่างไรเสียก็ย่อมที่ต้องมีความอดทนกว่าพืชผักทั่วไปอย่างแน่นอน เพราะเท่าที่สังเกต ขนาดริมทาง หรือในป่าละเมาะต่างจังหวัด ชาวบ้านก็ไม่ได้ตั้งใจปลูก ก็เห็นเติบโตงอกงามได้เอง

เมล็ดร่วงตรงไหน ก็กระจายพันธุ์เกิดต้นใหม่ไปตรงนั้น ผักโขมจีนที่ผมปลูกมีสีเขียวอ่อน ทั้งลำต้นและใบนับเป็นสายพันธุ์ผักโขมที่นิยมปลูก กิน และมีขายมากที่สุดในท้องตลาด ผมใช้วิธีการปลูกผักโขมจีนลงดิน โดยเตรียมแปลงดินไว้ขนาดไม่ใหญ่มาก จากนั้นก็โรยเมล็ดสีดำเล็กๆ นั้นเป็นแถว ฝังกลบ รดน้ำแล้วก็นอนตีพุงรอการงอก

ตำราบอกไว้ว่า ดินที่เหมาะกับการปลูกผักโขมจีนนั้น ควรเป็นดินร่วนซุย สำคัญคือ อย่าให้มีน้ำขังเท่านั้นเป็นพอไม่ถึง 1 เดือนเต็ม ก็เก็บมากินได้สบายแล้ว

เคยมีคำถามเล่นๆ กับตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมทีมพากย์การ์ตูน “ป๊อปอาย” ต้องจำเพราะว่าเป็น “ผักโขม”จนเมื่อได้รู้จักผักโขมมากขึ้นเท่านั้นเอง ผมก็ได้พบว่า นี่คือผักที่เพียบพร้อมด้วยสรรพคุณ และมีคุณค่าทางอาหารมากมาย ชนิดที่หากจะบรรยายทั้งหมดตรงนี้ คงต้องใช้พื้นที่เยอะมากแต่ที่โดดเด่นเป็นตัวชูโรงเห็นจะเป็นเรื่องของ “ธาตุเหล็ก” และ “ธาตุแคลเซียม”ธาตุอาหารทั้ง 2 ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันจึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ “ป๊อปอาย” เลือกจะกินผักโขม ไม่ใช่ผักชนิดอื่น เพียงแต่คงไม่ใช่ว่า กินแล้วแข็งแรง กล้ามใหญ่โต มีพลังขึ้นมาทันใดแบบในการ์ตูน คงต้องกินแบบสะสม ให้ร่างกายได้นำไปช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ดังสรรพคุณที่มี เป็นระยะเวลาหนึ่งเรื่องปุ๊บปั๊บฉับพลันทันด่วน คงมีแต่ในการ์ตูนเท่านั้นแหละ

และย้ำอีกครั้ง ผักที่ป๊อปอายกินในการ์ตูน เขาเรียกว่า “ปวยเล้ง” ไม่ใช่ “ผักโขม” ครับ

สวนไผ่สร้างเงิน ของ วิวิช พวงสวัสดิ์ ที่ หนองบัวลำภู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เทคโนโลยีการเกษตร

สวง โฮสูงเนิน

สวนไผ่สร้างเงิน ของ วิวิช พวงสวัสดิ์ ที่ หนองบัวลำภู

สวนไผ่สุขสวัสดิ์ ก่อตั้งโดย คุณพ่อสะท้าน ไชยวงษ์ ชายชราคนหนึ่งที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล คุณพ่อได้นำไผ่เลี้ยงที่ทุกคนเห็นตามริมห้วยป่าเขา นำมาปลูกลงสวนท่ามกลางเสียงหัวเราะของผู้คนในหมู่บ้าน เมื่อ ปี 2542 คุณพ่อได้ปลูกไผ่แบบไม่ได้มีการศึกษา

โดยการปลูกไผ่ระยะ 4 คูณ 4 เมตร ปลูกเพื่อเก็บหน่อไว้บริโภค ซึ่งจะเก็บผลผลิตได้เฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น มีการดูแลรักษาบ้างเป็นช่วงๆ บางครั้งก็ปล่อยทิ้งไว้ไปตามธรรมชาติ

ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. 2552 คุณวิวิช และ คุณพิกุล พวงสวัสดิ์ ลูกเขยและลูกสาวปรับปรุงสวนใหม่ เปลี่ยนเป็นระยะ 4 คูณ 3 เมตร 1 ไร่ ปลูกได้ จำนวน 133 ต้น โดยปลูกไผ่ จำนวน 10 ไร่ ต่อมา ปี พ.ศ. 2558 ได้ศึกษาและเรียนรู้เรื่องเกษตรผสมผสานแบบประณีต และเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยากทำให้มีพืชหลากหลาย มีผลผลิตหลากหลายเพิ่มมากขึ้น มีอาหารที่ปลอดสารเคมีเพื่อสำหรับบริโภค สุขภาพดีทั้งครอบครัว ไม่ต้องซื้อและลดค่าใช้จ่าย จึงปรับเปลี่ยนสวนอีกครั้งเพื่อให้เป็นสวนเกษตรผสมผสานแบบประณีต ได้รื้อสวนไผ่จากเดิม เปลี่ยนมาปลูกระยะ 3 คูณ 1.5 เมตร และมีการผลิตไผ่ออกนอกฤดูกาล ทำให้มีหน่อไม้จำหน่ายตลอดปี โดยปลูกไผ่สายพันธุ์ใหม่คือ ไผ่รวกหวาน และพื้นที่เหลือปลูกผักหวานป่า ชะอม กล้วย มะละกอ มัลเบอร์รี่ มะม่วง ขนุน ข้าว และพืชสวนครัวต่างๆ และมีการเลี้ยงปลา กุ้งและหอย

คุณวิวิช หรือ คุณบอย เล่าให้ฟังว่า พื้นเพดั้งเดิมเป็นคนอำเภอเมืองศรีสะเกษ จบการศึกษา วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล มีความรู้ความสามารถด้านการควบคุมคุณภาพสินค้า การผลิตสินค้า และการจัดเก็บสินค้าในโรงงาน จากประสบการณ์การทำงานอยู่ที่เทสโก้โลตัส ตั้งแต่ ปี 2541 ถึง ปี 2554 และได้ผันตัวเองมาทำไร่ไผ่สวนสุขสวัสดิ์ เนื่องจากได้พบกับคุณพิกุล ผู้เป็นภรรยา และต่อมาได้ลาออกมาทำสวนไผ่ที่บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน อำเภอเมืองหนองบัวลำภู

คุณวิวิช มองว่า การที่ประชากรเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่พื้นที่ทำการเกษตรลดลงเรื่อยเนื่องจากครอบครัวมีการขยายไปเรื่อย ทำให้ขาดแคลนอาหารซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญ

คุณวิวิช เล่าต่อว่า เหตุผลและแรงจูงใจในการปลูกไผ่ เพื่อต้องการจะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการประกอบอาชีพทางการเกษตร ให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และพัฒนาอาชีพให้เป็นแบบอย่างของเกษตรกรท้องถิ่น ในการทำการเกษตรโดยใช้พื้นที่น้อย ไม่ต้องลงทุนมาก ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้นาน ดูแลรักษาง่าย ลดการบุกรุกป่า ซึ่งมีพื้นที่ทำสวนทั้งหมด จำนวน 19 ไร่ ปลูกไผ่เศรษฐกิจขายหน่อหลักๆ ในสวน 3 สายพันธุ์ ไผ่เลี้ยงสีทอง จำนวน 2,000 ไร่ ไผ่บงหวาน จำนวน 1,000 ต้น และไผ่สายพันธุ์คือ ไผ่รวกหวาน 600 ต้น และไผ่กิมซุ่งหรือไผ่ตงลืมแล้ง ไผ่ดำ ไผ่ตงดำหวาน จำนวน 350 ต้น ผักหวานป่า 1,200 ต้น ชะอม 400 ต้น กล้วยน้ำว้า 600 ต้น กล้วยหอมทอง จำนวน 400 ต้น มัลเบอร์รี่ จำนวน 100 ต้น มะละกอ มะม่วง ขนุน ต้นพะยูง ต้นสัก และพืชผักสวนครัวต่างๆ

คุณสวง โฮสูงเนิน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ พร้อมด้วย คุณชัยรัตน์ ยอดทัพ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช คุณภาสกรณ์ น้อยเมือง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมของสวนไผ่สุขสวัสดิ์ ซึ่งเป็นเกษตรกร Young Smart Farmer ของสำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ได้พบว่า สวนไผ่สุขสวัสดิ์มีจุดเด่น มีการปลูกพืชหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัวเกือบทุกชนิด เปรียบเสมือนห้างโลตัสในชนบท ถือว่ามีทุกสิ่งทุกอย่างในสวนไผ่ และจุดเด่นของสวนที่น่าเอาเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน นั้นคือการปลูกชะอมร่วมกับปลูกผักหวานป่า ซึ่งพบว่าผักหวานป่าและชะอม มีการเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้ สวนนี้ยังสามารถให้บริการเกษตรกรได้ เช่น เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานของชาวบ้านและเกษตรกรที่สนใจ สถานที่ร่มรื่น บรรยากาศดีมาก เป็นวิทยากรให้ความรู้และประสบการณ์การทำเกษตรและการปลูกไผ่ เข้าร่วมกิจกรรมกับส่วนราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ในการทำการเกษตรแปลงทำนา 1 ไร่ 1 แสนบาท แก้จน

ในแต่ละวันจะมีเกษตรกรจำนวนมาก ทั้งมาจากต่างจังหวัดและในจังหวัด ที่ได้รับข้อมูลจาก Facebook และได้แห่มาซื้อไผ่และมาเที่ยวสวนไผ่สุขสวัสดิ์ของคุณบอย เนื่องจากเป็นคนอัธยาศัยดี ไม่ถือตัว อ่อนน้อมถ่อมตน ชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับข้อมูลจากเกษตรกรทุกด้านและมีไผ่จำหน่ายตลอดทั้งปี และมีความน่าเชื่อถือเพราะปลูกแบบปลอดสารพิษ ปลูกด้วยความเอาใจใส่ทุกขั้นตอน ทุกพืช นอกจากไผ่แล้วยังมีพืชอื่นอีกที่เป็นสินค้า และสามารถจำหน่ายได้ เช่น ชะอม ผักหวาน ทุกวันนี้มีรายได้อย่างน้อย วันละ 500-1,000 บาท

ราคาจำหน่าย ไผ่เลี้ยงสีทองทะวาย ต้นละ 50 บาท ไผ่บงหวานแบบเพาะเมล็ด ต้นละ 50 บาท ไผ่บงหวานแบบเหง้า ต้นละ 100 บาท ไผ่รวกเพาะเมล็ด ต้นละ 200 บาท ไผ่รวกแบบเหง้า ต้นละ 600 บาท และไผ่ดำ ต้นละ 600 บาท

หากเกษตรกรสนใจเยี่ยมชมสวน ซื้อพันธุ์ไผ่ต่างๆ ศึกษาดูงาน ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทางสวนยินดีต้อนรับทุกท่าน ทุกวัน ทุกเวลา ติดต่อ คุณวิวิช พวงสวัสดิ์ เลขที่ 7 หมู่ที่ 6 บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู 39000 หรือ โทร. (089) 920-7815 หรือ (081) 984-5179 หรือ (042) 000-122 หรือ Facebook : Baansuanpaisuk Bamboo

ปลูกกล้วย ขายใบตอง…อาชีพทำเงิน ของ “ปรีชา เวฬุมาศ” สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เทคโนโลยีการเกษตร

พิงค์บุ๊ก

ปลูกกล้วย ขายใบตอง…อาชีพทำเงิน ของ “ปรีชา เวฬุมาศ” สุโขทัย

ทุกวันนี้ คนไทยรุ่นใหม่สนใจทำอาชีพการเกษตรกันน้อยลง เพราะมองว่า อาชีพการเกษตรเป็นงานที่หนัก ทำงานเหนื่อยยาก สายตัวแทบขาด แต่ได้ผลตอบแทนต่ำ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ความจริง ภาคการเกษตรยังมีอีกหลายอาชีพที่น่าสนใจ เช่น อาชีพการปลูกกล้วยตานีเพื่อขายใบตอง ที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่ให้ผลตอบแทนสูง เรียกว่าฟันผลกำไรงามมาก ถึงร้อยละ 90 กันเลยทีเดียว

ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปพูดคุยกับ “คุณปรีชา เวฬุมาศ” หรือที่ผู้คนในชุมชนเรียกติดปากว่า “กำนันปรีชา” เกษตรกรคนเก่งรายนี้ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพการปลูกกล้วยตานีเพื่อตัดใบขาย จนสร้างฐานะครอบครัวได้อย่างมั่นคง ปัจจุบัน กำนันปรีชาและครอบครัวพักอาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 28/2 หมู่ที่ 10 ตำบลย่านยาว อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย โทร. (087) 349-9322

เส้นทางชีวิต

กำนันปรีชา มีจุดเริ่มต้นจากชีวิตชาวนา มีที่ดินทำกิน จำนวน 70 ไร่ แต่เส้นทางอาชีพชาวนาของเขากลับไม่ราบรื่น แม้ทำงานหนัก แต่ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ เนื่องจากทำนาปลูกข้าวได้แค่ปีละครั้ง และขายข้าวได้ราคาถูก เขาเป็นเกษตรกรที่ทำงานสู้ชีวิต เมื่อเว้นว่างจากการทำนา ก็หารายได้เสริม มารับจ้างสอยใบตองให้กับสวนกล้วยของเพื่อนบ้าน ทำให้รู้ว่า อาชีพการทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบตอง ให้ผลตอบแทนที่ดีมาก

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เขาตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ หันมาปลูกกล้วยตานีเพื่อตัดใบขาย โดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้างสวนกล้วยตานีเป็นของตัวเอง นับว่า อาชีพนี้ถูกโฉลกกับดวงชะตาเขามากที่สุด เพราะช่วยสร้างฐานะครอบครัวให้มั่นคง และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

ในครั้งแรก กำนันปรีชาทดลองปลูกกล้วยตานีเพื่อขายใบ เพียงแค่ 5-6 ไร่ ปรากฏว่า สามารถสร้างรายได้รายวัน เฉลี่ยวันละ 200-300 บาท ทำให้เขาเกิดกำลังใจ ที่จะมุมานะทำงานมากขึ้น เริ่มจากขยายพื้นที่การปลูกกล้วย พร้อมกับพัฒนาช่องทางการตลาดควบคู่กันไป ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นหลายพันบาทต่อวัน

เมื่อกำนันปรีชามั่นใจว่า เขาเลือกเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเองได้แล้ว ก็ไม่รีรอที่จะขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง จนทุกวันนี้เขามีพื้นที่ทำสวนกล้วยตานีกว่า 240 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินส่วนตัวของกำนันปรีชา จำนวน 70 ไร่ นอกนั้นเป็นที่ดินเช่าเพื่อนำมาปลูกกล้วย โดยจ่ายค่าเช่าในอัตรา 1,500 บาท ต่อไร่ ต่อปี คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะการทำสวนกล้วย สามารถขายใบตอง เครือกล้วย ปลีกล้วย ทุกส่วนของต้นกล้วยขายได้ทั้งหมด แล้วยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ตลอดปี หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีเงินเก็บฝากธนาคารได้ทุกปีแล้ว ยังมีเงินเหลือใช้สำหรับเปลี่ยนรถยนต์ใหม่ได้ทุกๆ 1-2 ปีอีกด้วย

การปลูกดูแลสวนกล้วยตานี

ที่ผ่านมา ภาครัฐได้จัดหาเครื่องสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้าเข้ามาใช้ในระบบชลประทานของพื้นที่ตำบลย่านยาว ทำให้สวนกล้วยตานีเพื่อตัดใบตองในท้องถิ่นแห่งนี้ จึงมีน้ำสำหรับใช้ดูแลสวนกล้วยตลอดทั้งปี ทำให้ต้นกล้วยไม่ขาดน้ำและเจริญเติบโตสมบูรณ์ ให้ผลผลิตที่ดี ตรงตามความต้องการของตลาด

การทำสวนกล้วยตานีของกำนันปรีชา เริ่มต้นจากการเตรียมดิน โดยใช้รถไถพรวนด้วยผาล 3 ระเบิดดินก่อนสัก 1 ครั้ง ก่อนปรับพื้นที่สวนให้เรียบ เพื่อไม่ให้น้ำขัง และไถพรวนด้วยผาล 7 ย่อยดินก่อนปลูก กำนันปรีชาจะเริ่มลงมือปลูกกล้วยในช่วงหน้าฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคม

สำหรับ พื้นที่ 1 ไร่ จะใช้หน่อกล้วย 250 หน่อ ขุดหลุมกว้างลึก 30 เซนติเมตร ปลูกให้เหง้าอยู่ใต้ดิน 6-8 นิ้ว กลบดินบริเวณโคนให้แน่น ปลูกในระยะห่างประมาณ 5 ศอก ในท้องถิ่นแห่งนี้ มักเจอปัญหาพายุลมร้อนในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ทำให้ใบตองแตกได้ กำนันปรีชาจึงวางแผนป้องกันโดยปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น เช่น ต้นมะม่วง มะปราง ฯลฯ รอบแปลง เพื่อเป็นแนวกันลมรักษาคุณภาพใบตองไม่ให้แตกฉีกขาด

เมื่อต้นกล้วยตานี แตกใบออกมาที่ส่วนยอด กำนันปรีชาจะเริ่มดูแลใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 จำนวน 2 กระสอบ เพื่อบำรุงต้นกล้วยตานีในพื้นที่ปลูกทุกๆ 5 ไร่ ที่นี่จะนิยมใส่ปุ๋ยในช่วงฤดูฝน เฉลี่ยปีละ 2-3 ครั้ง และคอยสังเกตจากสภาพความสมบูรณ์ของต้นกล้วยตานี หากพบว่าใบกล้วยมีสีเขียวเข้ม แสดงว่า สภาพต้นสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่ขาดธาตุอาหาร หากใบตองแก่มีสีจาง แสดงว่า ธาตุอาหารในดินเริ่มหมด ก็จะเติมปุ๋ยเคมีบริเวณโคนต้นกล้วยอีกครั้ง

สวนกล้วยตานีปลูกดูแลง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช แต่หน้าฝน อาจเจอ ด้วงงวงเจาะลำต้น หรือปัญหาใบตองเป็นรอยพรุนบ้างประปราย ก็แก้ไขปัญหาแบบง่ายๆ โดยให้ธาตุเหล็ก คือ มีดอีโต้ ตัดฟันต้นกล้วยหรือใบตองเจ้าปัญหาทิ้งซะ เมื่อใบตองรุ่นใหม่แตกยอดออกมาก็มีใบสวยพริ้ง ไร้ริ้วรอยพรุนให้เห็นกวนใจอีก ส่วนปัญหาวัชพืชที่ขึ้นในแปลงกล้วย ที่นี่จะไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าประเภทยาดูดซึมฉีดพ่นทำลายวัชพืช เพราะเสี่ยงทำให้ต้นกล้วยโทรมได้ ต้องอาศัยแรงงานคนทำหน้าที่กำจัดวัชพืชในแปลงกล้วยแทน

การเก็บเกี่ยว

หลังปลูกดูแลต้นกล้วยตานีไปได้ ประมาณ 6 เดือน ก็เริ่มเก็บเกี่ยวใบตองออกขายได้บางส่วน โดยทั่วไปต้นกล้วยตานีจะให้ผลผลิตเต็มที่ เมื่ออายุครบ 1 ปี การทำสวนกล้วยตานีแห่งนี้ จะทยอยตัดใบตองแบบหมุนเวียนกันไป โดยตัดใบกล้วย ออกขายทุกๆ 15 วัน กล้วยตานี 1 ต้น จะตัดใบตองได้ 2 ยอด พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะได้ใบตอง จำนวน 500 ยอด ภายหลังการเก็บเกี่ยว จะใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ปีละครั้ง ในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม โดยพื้นที่ปลูก 5 ไร่ จะใส่ปุ๋ย จำนวน 2 กระสอบ

อย่างที่บอกตั้งแต่แรกว่า การทำสวนกล้วยตานีให้ผลตอบแทนที่สูงมาก นอกจากขายใบตองเป็นสินค้าหลักสร้างรายได้เข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000-50,000 บาทแล้ว กำนันปรีชายังมีรายได้เสริมจากการขายหัวปลี หัวละ 4 บาท เครือกล้วยอ่อน ขายหวีละ 4 บาท สำหรับผลกล้วยอ่อน ชาวอีสานนิยมนำมาสับเพื่อปรุงรสเป็นส้มตำ หรือ “ตำกล้วย” นั่นเอง ขณะที่ชาวปักษ์ใต้นิยมนำกล้วยอ่อนไปยำหรือผัด

แม้กระทั่งต้นกล้วยที่ออกเครือแล้วก็ยังมีประโยชน์ทางการค้า กำนันจะตัดต้นกล้วยไปตากให้แห้ง ขายในลักษณะปอแห้ง ในราคากิโลกรัมละ 6 บาท เรียกว่า ต้นกล้วย 1 ต้น สามารถสร้างรายได้ทุกส่วนกันเลยทีเดียว จึงไม่น่าประหลาดใจกับคำกล่าวของกำนันปรีชาที่ว่า สวนกล้วยที่ปลูกใหม่ แค่ตัดใบตองออกขายเพียงเดือนเดียว ก็มีรายได้คุ้มกับค่าเช่าที่ดินตลอดทั้งปีแล้ว

การทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบ ถือเป็นอาชีพที่สบาย แถมให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ เพราะลงทุนปลูกแค่ครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2-3 ต้นกล้วยตานีจะขยายหน่อปลูกได้เอง เมื่อต้นแม่ตาย ก็จะแตกหน่อสร้างทายาทรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่สม่ำเสมอ ทำให้มีจำนวนต้นกล้วยต่อไร่มากขึ้นแล้ว ยังตัดใบตองออกมาได้มากขึ้นอีกด้วย

การจัดการหลังเก็บเกี่ยว

ท้องถิ่นแห่งนี้นิยมตัดใบตอง วันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้าและเย็น โดยคนงานจะใช้ตะขอสอยที่ก้านใบลงมา และขนกลับไปที่บ้านกำนัน โดยนำใบตองกองบนพื้น รดน้ำและใช้ผ้าใบคลุมไว้ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ให้ใบตองเหี่ยว หลังจากนั้น ภรรยากำนัน ลูกสาว และคนงานจะนั่งล้อมวงช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้น เพื่อดูแลตัดแต่งใบตองก่อนพับใบตองและมัดซ้อนกันอย่างสวยงาม จนได้น้ำหนักเฉลี่ย มัดละ 5 กิโลกรัม ก่อนส่งขายแม่ค้าขาประจำ ช่วงแล้งเกษตรกรสามารถขายใบตองได้ในราคาสูง ประมาณ มัดละ 40 บาท แต่ช่วงหน้าฝน ใบตองมีราคาถูก ขายได้เพียง มัดละ 20 บาท เท่านั้น

ด้านตลาด

กำนันปรีชา บอกว่า ตลาดใบตองเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศ ลูกค้ากลุ่มใหญ่คือ ร้านค้าหมูยอในภาคอีสาน นิยมซื้อใบตองตานีจากสวนแห่งนี้ไปใช้ เพราะใบตองของกำนันปรีชามีคุณภาพดี เมื่อนำไปนึ่งผ่านความร้อน ใบตองไม่ดำ เนื้อใบตองจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนสะดุดตาลูกค้า

นอกจากนี้ ใบตองตานีของไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรป อเมริกา และเอเชีย เนื่องจากมีร้านอาหารไทยอยู่เป็นจำนวนมากในกลุ่มประเทศเหล่านี้ และนิยมสั่งซื้อใบตองตานีจากไทยไปใช้ประดับตกแต่งจานอาหารและห่อขนมไทย ราคาใบตองตานีของไทยขายได้ราคาแพง เฉลี่ยยอดละ 100 บาท เพราะใบตองตานีของไทย มีคุณภาพดี ในเรื่องความสด ใบสวย เหนียวและหนา เมื่อนำไปห่อขนมไทยจะไม่กรอบแตกง่ายเหมือนกับใบตองชนิดอื่น

หากใครต้องการเยี่ยมชมหรือแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบ สามารถติดต่อ กำนันปรีชา เวฬุมาศ ได้ตามที่อยู่ข้างต้น หรือที่เบอร์โทร. (087) 349-9322 กำนันปรีชายินดีแบ่งปันข้อมูลกับผู้สนใจทุกท่าน

“ฝรั่งหวานพิรุณ” ไม้ผลทำเงิน ของ สวนนายแป๊ะ ปราจีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

“ฝรั่งหวานพิรุณ” ไม้ผลทำเงิน ของ สวนนายแป๊ะ ปราจีนบุรี

เกษตรกรมืออาชีพหลายคน ฟันธงว่า “ฝรั่ง” เป็นไม้ผลทำเงินที่สร้างรายได้ดีที่สุดในยุค พ.ศ. นี้ เนื่องจากปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตเร็ว เก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังจากปลูกเพียง 8 เดือน เท่านั้น ใช้เงินลงทุนน้อย แต่สร้างเม็ดเงินมหาศาล เพราะเป็นไม้ผลที่ผลิดอกและติดผลตลอดทั้งปี เก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ตลอดเวลา ซึ่ง “ฝรั่งหวานพิรุณ” นับเป็นสินค้าตัวใหม่ ที่กำลังมาแรง เพราะเพิ่งเปิดตัวเข้าตลาดได้ไม่เกิน 3 ปี ยังมีจำนวนผู้ปลูกไม่มาก แต่รสชาติอร่อยสุดๆ จึงเป็นที่ต้องการมากในตลาดระดับบน

“ทุกวันนี้ ฝรั่งหวานพิรุณ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ฝรั่งยอดนิยมที่ตลาดต้องการสูง ขายดีจนผลิตไม่พอขาย” นี่เป็นคำยืนยันจาก คุณสุชาติ ธนะพฤกษ์ หรือ “คุณแป๊ะ” โทร. (081) 374-5226 เจ้าของสวนธนะพฤกษ์ หรือที่เพื่อนฝูงเรียกกันติดปากว่า “สวนนายแป๊ะ” ผู้ผลิตฝรั่งหวานพิรุณเชิงการค้า รายแรกของประเทศไทย

เส้นทางอาชีพ

คุณแป๊ะ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เคยทำงานในธุรกิจปศุสัตว์ของเครือ ซีพี อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวและลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ประสบปัญหาขาดทุนจากวิกฤตตลาดหุ้น จึงตัดสินใจกลับมาลงทุนในภาคเกษตรอีกครั้ง โดยเช่าที่ดิน จำนวน 200 ไร่ ในพื้นที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อทำสวนส้มเขียวหวาน ต่อมาสัญญาเช่าที่ดินหมดอายุลง จึงตัดสินใจซื้อที่ดิน เนื้อที่ 70 ไร่ เลขที่ 182 หมู่ที่ 2 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “สวนนายแป๊ะ” ในปัจจุบัน

ในอดีตพื้นที่อำเภอนาดี มีการแพร่ระบาดของศัตรูพืชสำคัญคือ แมลงวันทอง เนื่องจากเกษตรกรนิยมปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ ทำให้คุณแป๊ะไม่กล้าลงทุนทำสวนส้ม และเลือกทำสวนมะนาวแทน เขาปลูกมะนาวไปได้ 4 ปี แต่กิจการไม่รุ่ง จังหวะนั้นรัฐบาลเริ่มก่อสร้างเขื่อนห้วยโสมง ทำให้แมลงวันทองในท้องถิ่นเริ่มมีจำนวนน้อยลง เขาตัดสินใจลงทุนทำสวนผลไม้เพื่อเป็นสินค้ารองรับกับการท่องเที่ยวเขื่อนในอนาคต

“ฝรั่งหวานพิรุณ” นวัตกรรมงานวิจัยตอบโจทย์ตลาด

ประมาณปี 2534 รศ.ดร. อุณารุจ บุญประกอบ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงฝรั่งพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสำหรับรับประทานผลสด ชื่อ “หวานพิรุณ” ที่มีจุดเด่นในเรื่องรสชาติความหวาน 8-10 บริกซ์ เนื้อแน่น ละเอียด กรอบ รสชาติอร่อยมาก มีวิตามินซีสูง 90-130 มิลลิกรัม/100 กรัม ฝรั่งหวานพิรุณมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี หากปลูกด้วยกิ่งตอนจะให้ผลผลิตเมื่ออายุ 6-7 เดือน ส่วนกิ่งทาบจะให้ผลผลิตเมื่ออายุครบ 8-9 เดือน

ฝรั่งพันธุ์ใหม่ “หวานพิรุณ” ได้รวบรวมลักษณะเด่นของฝรั่งสายพันธุ์ต่างๆ เข้าไปด้วยกันอย่างกลมกลืน เช่น มีเนื้อละเอียด คล้ายฝรั่งพันธุ์กิมจู มีเนื้อกรอบ คล้ายกับฝรั่งแป้นสีทองอีกด้วย และมีจุดต่างที่ไม่เหมือนใครคือ โดดเด่นด้านความหวาน เนื้อหนา เมล็ดน้อย ถือเป็นไม้ผลตัวใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูง เพราะเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม สามารถผลิตส่งขายห้างสรรพสินค้าได้อย่างสบาย

เดือนมิถุนายน 2555 คุณแป๊ะได้ขอซื้อกิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณ จำนวน 300 ต้น มาทดลองปลูกบนเนื้อที่ ประมาณ 3 ไร่เศษ ในอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี นับเป็นสวนฝรั่งหวานพิรุณเพื่อการค้าแปลงแรกของประเทศไทยเลยทีเดียว คุณแป๊ะใช้เวลาปลูก ประมาณ 8 เดือน ต้นฝรั่งผลิดอกออกผล ก็ให้ผลผลิตคุณภาพดี รสชาติอร่อย และให้ผลผลิตต่อต้นต่อไร่สูง สวนฝรั่งแห่งนี้ได้รับการรับรองระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช) พ.ศ. 2555 จากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556

การปลูก-ดูแล

โดยทั่วไป การผลิตฝรั่ง สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1. ปล่อยให้กิ่งว่าง ต้นฝรั่งก็จะมีผลผลิตป้อนเข้าตลาดทั้งปี และ 2. ตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ต้นฝรั่งมีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดในระยะเวลาที่ต้องการ วิธีนี้สามารถผลิตฝรั่งได้ ปีละ 2 รุ่น สามารถเลื่อนช่วงการผลิตได้ตามที่ต้องการ ซึ่งชาวสวนบ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก คลองจินดา เป็นแหล่งผลิตฝรั่งรายใหญ่ของประเทศไทย แล้วมักนิยมใช้วิธีตัดแต่งกิ่งในช่วงเดือนเมษายน เพื่อเลี่ยงไม่ให้มีสินค้าเข้าตลาดในช่วงฤดูกาลไม้ผลหลักของไทยคือ เงาะ ทุเรียน มะม่วง ทำให้ผลผลิต “ฝรั่ง” ขาดตลาดทั่วประเทศเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน-กรกฎาคมของทุกปี แม้จะมีฝรั่งจากแหล่งอื่นป้อนเข้าตลาดในช่วงนั้นอยู่บ้าง แต่สินค้ามีคุณภาพต่ำ

คุณแป๊ะมั่นใจว่า ฝรั่งหวานพิรุณมีจุดเด่นในเรื่องรสชาติ คุณภาพสินค้าและปริมาณผลผลิตเกรดพรีเมี่ยม เจาะตลาดในท้องถิ่นได้สบาย เขาได้นำกิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณมาปลูกในร่องสวนมะนาวเก่า โดยปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 3.50 เมตร เปิดให้น้ำในระบบสปริงเกลอร์ทุกๆ 2 วัน ยกเว้นช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกชุก ก็งดให้น้ำไปโดยปริยาย

ช่วงแรกของการปลูก เขาใส่ปุ๋ยเคมีที่เน้นสูตรตัวหน้า เช่น สูตร 40-0-0 (ยูเรีย) และปุ๋ย 25-0-0 ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 2 เดือน จะใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 เพื่อช่วยให้ฝรั่งมีขนาดผลใหญ่ และเพิ่มรสชาติความหวาน รวมทั้งใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือน เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปช่วยย่อยสารอาหารในดิน กระตุ้นการดูดซึมธาตุอาหารของรากพืชได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นความหวานแก่ผลฝรั่งได้อีกทางหนึ่ง

“ตอนนี้ศัตรูพืชสำคัญคือ มด เพราะเป็นพาหะคาบไข่เพลี้ยแป้ง เข้าไปในถุงที่ห่อผลฝรั่ง ทำให้เพลี้ยแป้งมีโอกาสกินน้ำเลี้ยงของฝรั่ง โดยเพลี้ยแป้งจะขับถ่ายมูลน้ำหวาน ซึ่งเป็นอาหารโปรดของมดเป็นการตอบแทน ผมพยายามแก้ไขปัญหามดโดยใช้สารเคมี เมื่อมดคาบเหยื่อพิษเข้ารังก็จะไปทำลายมดทั้งรัง ส่วนโรคแอนแทรกโนสที่เกิดจากเชื้อรา จะป้องกันโดยฉีดพ่นสารเคมีก่อนห่อผล” คุณแป๊ะ กล่าว

เมื่อลูกฝรั่งมีขนาดเท่าเหรียญ 10 บาท คุณแป๊ะ จะใช้กระดาษห่อผล ตามด้วยถุงพลาสติกขาวขุ่นอีกชั้น หลังจากห่อผลเสร็จก็รอไปอีก 3-4 เดือน จึงเก็บผลผลิตออกขายได้ ผลฝรั่งหวานพิรุณที่เก็บออกขายจะมีน้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 7 ขีด ถึง 1.2 กิโลกรัม ต่อผล โดยทั่วไป ต้นฝรั่งที่มีสภาพสมบูรณ์ แข็งแรง จะให้ผลผลิตเกรดเอ ประมาณ 20-30 ลูก

ฝรั่งหวานพิรุณ มีลักษณะผลทรงกลม ผิวสีเขียวสดใส ขรุขระเล็กน้อย เนื้อสีขาวใส แน่น กรอบ และละเอียด รสชาติอร่อย หลังการเก็บเกี่ยว คุณแป๊ะจะนำตาข่ายโฟม มาห่อหุ้มผลฝรั่งเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนไม่ให้ช้ำระหว่างขนส่ง และใช้ฟิล์มแร็ปมาห่อฝรั่งอีกชั้น เพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาฝรั่งผลสดได้นานขึ้น หากเก็บรักษาฝรั่งสดในอุณหภูมิห้องปกติ จะสามารถชะลอการเสื่อมสภาพของผลฝรั่งได้นาน 3-5 วัน อย่างสบายๆ หากเก็บรักษาในตู้เย็นจะเก็บรักษาคุณภาพความสดได้นานถึง 10 วัน

ฝรั่งหวานพิรุณ…ขายดี จนผลิตไม่พอขาย

ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงพึงพอใจในคุณภาพและรสชาติความอร่อยของฝรั่งหวานพิรุณ เมื่อนำผลฝรั่งมาผ่า จะเห็นเนื้อละเอียดใส แตกต่างจากเนื้อฝรั่งสายพันธุ์ทั่วไป ที่มีเนื้อหยาบ เมื่อชิมรสชาติ ก็รู้สึกติดใจ เพราะฝรั่งหวานพิรุณมีเนื้อกรอบ อร่อย เคี้ยวเพลิน แถมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยให้มีลมหายใจที่หอมสดชื่นอีกด้วย

สวนฝรั่งนายแป๊ะ ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้ฝรั่งหวานพิรุณขายดีมาก คุณแป๊ะตั้งราคาขายส่งหน้าสวนในราคากิโลกรัมละ 50 บาท เกรดบี ราคา 35 บาท เกรดซี 15 บาท

คุณแป๊ะ กล่าวว่า ทุกวันนี้ สวนฝรั่งของผมมีจุดจำหน่ายที่โรงพยาบาลนาดี และโรงพยาบาลกบินทร์บุรี เพราะฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีรสชาติอร่อย เมื่อนำมาตกแต่งในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม ที่กลุ่มข้าราชการในจังหวัดปราจีนบุรี นิยมซื้อฝรั่งหวานพิรุณไปจัดกระเช้าของขวัญ มอบให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

ปัจจุบัน ตลาดมีความต้องการกิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณจำนวนมาก คุณแป๊ะจึงแบ่งพื้นที่ปลูกฝรั่ง 200 ต้น เพื่อผลิตกิ่งพันธุ์ตอนออกขาย เดือนละ 2,000 กิ่ง โดยกิ่งตอนที่รากออกแล้ว ผู้ซื้อต้องนำไปชำเพื่อให้ต้นแข็งแรง เขาส่งขายทางไปรษณีย์ในราคา กิ่งละ 60 บาท ส่วนกิ่งตอนพร้อมปลูกขายในราคา กิ่งละ 80 บาท

“ความจริง ผลงานของอาจารย์ รศ.ดร. อุณารุจ มีงานวิจัย 2 อย่างร่วมกัน คือ หวานพิรุณ เป็นฝรั่งพันธุ์ดี และ เคยูการ์ด ซึ่งเป็นต้นตอพืชที่มีระบบรากต่อต้านการทำลายของไส้เดือนฝอยได้ หากเกษตรกรรายใดอยากปลูกหวานพิรุณ แต่อยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการระบาดของไส้เดือนฝอย คือ บ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก คลองจินดา ผมจะแนะนำให้เขากลับไปใช้เคยูการ์ด เป็นต้นตอ เพราะรากของเคยูการ์ดสามารถต่อต้านการทำลายของไส้เดือนฝอยได้ดีกว่า” คุณแป๊ะ กล่าว

ภายในสวน คุณแป๊ะแบ่งพื้นที่ปลูกต้นฝรั่ง จำนวน 100 ต้น เพื่อเก็บผลผลิตออกขายทุกสัปดาห์ เฉลี่ยครั้งละ 300 กิโลกรัม ต้นฝรั่งหวานพิรุณที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จะให้ผลผลิตดีมาก ไม่ต่ำกว่า 40-50 กิโลกรัม ต่อต้น และสวนฝรั่งแห่งนี้ คุณแป๊ะยังปลูกต้นทุเรียน เป็นพืชร่วมแปลงอีกด้วย โดยฝรั่ง 3 ต้น จะปลูกแซมทุเรียน 1 ต้น (ร้อยละ 70 เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง อีกร้อยละ 30 เป็นทุเรียนก้านยาวและชะนี) เพื่อเป็นพืชเสริมรายได้ในระยะยาวอีกทางหนึ่ง หากใครสนใจอยากได้กิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณไปทดลองปลูก สามารถติดต่อกับ คุณแป๊ะ ได้โดยตรง ที่เบอร์โทรศัพท์ (081) 374-5226 ได้ทุกวัน

มติชน เตรียมจัดงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” ระหว่าง วันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10.00-20.00 น. ณ MCC HALL เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยรวบรวมสุดยอดนิทรรศการแห่งปี คุณค่ามหัศจรรย์พรรณพืชเศรษฐี รวมดาวไม้ผลทั่วไทย ไม้ดอกไม้ประดับ ต่อยอดสินค้าเกษตรสู่ผลผลิตแปรรูป อัดแน่นความรู้วิทยาการเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ หลากหลายไอเดียเสริมธุรกิจชาว SMEs ซึ่ง คุณแป๊ะ ได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการปลูกฝรั่งหวานพิรุณ แก่ผู้สนใจภายในงานดังกล่าวด้วย

ชาวนาย้อนยุค แห่งทุ่งบางขวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ชาวนาย้อนยุค แห่งทุ่งบางขวด

เป็นที่ทราบกันดีว่า เมืองบางกอก เป็นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีตะกอนดินสะสมกันมายาวนาน จึงเป็นพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับทำการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะนาข้าว แต่เดิมชาวบางกอกแทบทุกคนจึงเป็นชาวนา มีพื้นที่ว่างสำหรับปลูกพืชกินสารพัดชนิด รวมถึงพืชที่มีประโยชน์ใช้สอยและสมุนไพรต่างๆ เราจึงได้ยินคำโบราณที่พูดกันอยู่เสมอๆ ว่า “ทำมา-หากิน” ซึ่งหมายถึง การทำให้ได้เงินมาและหาอาหารจากหัวไร่ปลายนามาทำกินเอง คนรุ่นเก่าของภาคการเกษตรจึงมีเงินซื้อที่ทางไว้ให้ลูกหลานมากมาย

แต่ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาเท่านั้น แล้วเอาเงินที่หามาได้ไปซื้อทุกอย่างที่ต้องกินต้องใช้ เลยต้องเปลี่ยนมาเป็น “ทำมา-หาซื้อ” เกษตรกรก็เลยกลายเป็นกลุ่มคนจนที่มีภาระหนี้สินมากมายของประเทศไป จะว่าไปแล้ว บ้านเมืองของเราก็แปลกดีที่เอาที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดมาทำเป็นที่อยู่อาศัย และทำนิคมอุตสาหกรรม แทนที่จะทำการเกษตร จากคำที่ว่า “สวนใน-บางกอก”, “สวนนอก-บางช้าง” ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว เพราะบางกอกปัจจุบัน เราเห็นแต่ตึกรามบ้านช่อง ส่วนบางช้างก็กลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมไป

แต่ก็ยังมีคนบางคนในกรุงเทพฯ ที่ไม่หลงแสงสีและยึดติดกับความทันสมัย บนพื้นที่นาของบรรพบุรุษ จำนวนกว่า 40 ไร่ ของแขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม ใกล้ๆ นี้เอง ผมขับรถเข้าซอยผ่านหมู่บ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว เข้าไปไม่ไกลนัก เพื่อพบกับ คุณสมโภชน์ ทับเจริญ ซึ่งลาออกจากราชการในตำแหน่งนักวิชาการเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อมาดูแลบุพการีที่สูงอายุ และมาเป็นชาวนาย้อนยุคในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ศกนี้ หลายคนบอกว่า ในกรุงเทพฯ ก็ยังพอมีชาวนาปลูกข้าวอยู่ตั้งแยะ ขอโทษครับส่วนใหญ่คนเหล่านั้นเป็นผู้จัดการนา ไม่ใช่ชาวนา เพราะมีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวก็ทำนาได้ เนื่องจากวางแผนแล้วจ้างคนอื่นมาทำให้ทุกอย่าง เก็บเงินอีกทีก็ที่โรงสีตอนขายข้าวนั่นแหละ คุณสมโภชน์ เล่าให้ฟังว่า “พื้นที่ที่ผมอยู่นี้เรียกว่า “บางขวด” มีคลองผ่านก็เรียกว่า คลองบางขวด ไม่ใช่ชื่อ นวลจันทร์ ตามชื่อถนนและเป็นชื่อแขวง ส่วนวัดนวลจันทร์ เป็นวัดที่อยู่ในหมู่บ้านบางขวดนี้เอง ชื่อเรียกนี้ได้มาจากตานวลกับยายจันทร์เป็นคนบริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัด สมัยนั้นมีรถเมล์ สาย 26 เพียงสายเดียว จากอนุสาวรีย์ชัยฯ ถึงมีนบุรี ตอนเรียนมัธยมศึกษาต้องขับเรือหางยาวจากคลองบางขวด เพื่อไปเรียนที่บางกะปิ ชาวบ้านในสมัยนั้นไปมาหาสู่กัน มีข้าว มีแกง ก็แบ่งกันกิน มีอะไรเหลือเฟือก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ใช้น้ำร่วมหนอง ใช้เรือร่วมคลองกัน ถึงแม้ว่าจะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว คนรุ่นก่อนล้มหายตายจากกันไปเกือบหมดแล้ว เหลือแต่คนรุ่นลูก รุ่นหลาน ก็ยังมีความผูกพันกันอยู่”

คุณสมโภชน์ เล่าให้ฟังต่อไปเรื่องการทำนาย้อนอดีต “แต่เดิมการปลูกข้าวนาปีต้องอาศัยช่วงแสงในการผลิดอก ออกรวง ปัจจุบันหันมาทำข้าวเพื่อสุขภาพคือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ผสมและคัดเลือกพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นข้าวไม่ไวแสง อายุ 120 วัน จึงต้องมีวิธีการเพาะปลูกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผมทำนาไม่มาก เพราะไม่ได้มุ่งเน้นว่าจะขายข้าวเป็นรายได้หลัก แต่มุ่งไปที่ทำไว้กินเอง ผมแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 แปลง แปลงละประมาณ 300 ตารางวา ทำนาไล่กันไปทีละแปลง แต่ละแปลงห่างกันประมาณ 2 เดือน รอบๆ แปลงนาปักเสาปูน ขนาด 4 นิ้ว ยาว 2.5 เมตร ห่างกันต้นละ ประมาณ 3 เมตร เพื่อใช้ยึดลวดสลิงเวลาปิดคลุมมุ้งไนล่อนสีขาว ป้องกันการทำลายจากนก ตั้งแต่วันที่ข้าวออกรวงจนถึงวันเก็บเกี่ยว”

การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และการเพาะกล้า

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวลูกผสมระหว่างข้าวสีนิลกับข้าวมะลิ 105 เมล็ดเล็กเรียว สีม่วงเข้ม เมื่อปลูกซ้ำแล้วซ้ำอีก จะมีการผสมตัวเองทำให้เกิดการกลายกลับไปสู่พันธุ์ตั้งต้นมากขึ้นทุกที จะพบได้เสมอๆ ว่ามักมีข้าวสีขาวปะปนอยู่ในข้าวสีม่วงจำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่นำมาทำข้าวปลูก

การทำนาในอดีต ชาวนาจะคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อใช้ทำข้าวปลูกของเขาเอง ใส่ถังที่ทำด้วยไม้ทรงสี่เหลี่ยมเขียนติดข้างถังว่า ถังข้าวปลูก และเมื่อถึงเวลาทำนาจะนำข้าวปลูกจากถังนี้ไปตกกล้า (เพาะกล้า) และเมื่อได้อายุที่เหมาะสมก็ถอนไปปักดำ แม้กระนั้นก็ยังเอาไปปักดำในนา ที่เรียกว่า อันข้าวปลูก หมายถึงบริเวณที่ใช้สำหรับผลิตข้าวปลูกโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้มีเมล็ดข้าวสายพันธุ์อื่นมาปะปน ต่างจากชาวนาปัจจุบันที่ต้องซื้อข้าวปลูกทุกครั้งที่ทำนา เนื่องจากไม่มีการคัดเลือกและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เอง

การปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่นั้น เกษตรกรควรผลิตและคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ของตนเอง นอกจากนี้ เกษตรกรต้องมีพื้นที่ผลิตข้าวปลูกไว้ใช้เอง ข้าวปลูกเหล่านั้นจะต้องไม่มีข้าวสีขาวปนเด็ดขาด และสีของเมล็ดข้าวต้องเป็นสีม่วงเข้มจริงๆ เวลาเพาะเมล็ดข้าวให้นำข้าวพันธุ์มาแช่น้ำธรรมดาให้ท่วมมากๆ คนข้าวให้กระจาย ทิ้งไว้สัก 10 นาที ช้อนเมล็ดข้าวส่วนที่ลอยออกทิ้งไป จากนั้นหาภาชนะใหม่มาเตรียมน้ำเกลือโดยวัดความเข้มข้นของน้ำเกลือจากการลอยของไข่ไก่ดิบที่โผล่พ้นน้ำเท่าความกว้างของเหรียญบาท จากนั้นนำข้าวพันธุ์ในส่วนที่จมน้ำมาแช่ในน้ำเกลือ คนให้กระจาย ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วแยกส่วนที่ลอยทิ้งไป นำข้าวพันธุ์ในส่วนที่จมในน้ำเกลือมาใส่กระสอบที่ระบายน้ำได้ดี นำลงแช่น้ำธรรมดา 1 คืน

การเตรียมถาดเพาะกล้า ถาดเพาะที่ใช้มีจำนวน 200 หลุม ขึ้นไป นำถาดเพาะมาเรียงต่อกันเป็นแถว จำนวน 2 แถว แล้วเตรียมดินเพาะ ดินเพาะใช้ดินร่อนผ่านตะแกรง โดยร่อนดินให้ละเอียดพอควร แต่อย่าละเอียดเกินไปเพราะจะกลายเป็นฝุ่น ทำให้น้ำซึมได้ยาก เอาดินใส่ในหลุมประมาณครึ่งหลุมก่อน

นำข้าวพันธุ์หลังแช่น้ำไว้ 1 คืน แบ่งใส่ตะกร้าที่มีช่องเล็กๆ ขนาดเมล็ดข้าวเปลือกลอดได้ (ใช้ตะกร้าที่ใส่ขนมจีนขนาด 1 กิโลกรัม) แล้วเคาะส่ายโรยให้เมล็ดข้าวร่วงหล่นลงไปในหลุม หลุมละ 3-5 เมล็ด เมื่อโรยเสร็จแล้วก็ใส่ดินให้เต็มหลุม เคาะและกดดินให้แน่นทุกหลุม ปาดดินหน้าถาดเพาะให้เรียบเสมอปากหลุม

นำถาดที่ใส่เมล็ดข้าวและดินเรียบร้อยแล้ว วางซ้อนกัน 3-4 ถาด ยกไปแช่น้ำในอ่างให้ท่วม สังเกตดูจนไม่มีฟองอากาศผลุดขึ้นมา แสดงว่าน้ำเข้าไปในหลุมเพาะจนดินเปียกชุjมแล้ว การทำเช่นนี้ทุกหลุมจะมีความชื้นที่สม่ำเสมอกัน ต้นกล้าจะได้งอกพร้อมกันอย่างสม่ำเสมอ

วางถาดเพาะในโรงเรือนที่พื้นปูรองด้วยขี้เถ้าแกลบ หนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร หลังคาโปร่งแสง แต่ต้องป้องกันหยดน้ำตกใส่หลุมเพาะกล้าเมื่อฝนตก เพราะจะทำให้ดินและเมล็ดข้าวหรือต้นกล้าหลุดกระเด็นออกจากหลุม รดน้ำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง แต่ถ้าอากาศแห้ง หรือร้อนมากอาจต้องเพิ่มการรดน้ำเป็นวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้า และเย็น ใช้เวลาเพาะกล้า 18-21 วัน อย่าให้เกินนี้ เพราะจะทำให้ต้นข้าวฟื้นตัวช้า และมีเวลาในการแตกกอน้อยลง

วิธีการเตรียมดินแปลงปักดำ

แปลงที่ใช้ปักดำจะต้องมีการเตรียมดินอย่างดี เราต้องทำดินให้มีชีวิต ดินที่มีชีวิตจะทำให้พืชที่เติบโตอยู่บนดินมีชีวิตที่สมบูรณ์ แข็งแรง ทนทานต่อการเข้าทำลายของโรคพืชและแมลงศัตรู นอกจากนี้ ดินนาที่สมบูรณ์ยังทำให้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในนา เช่น ปู ปลา กุ้ง หอย กบ เขียด ตลอดจนไส้เดือนดิน อยู่รวมกันอย่างมีความสุข สร้างนิเวศวิทยาที่สมดุลสู่กระบวนการทำเกษตรกรรม ดินที่อุดมไปด้วยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและยาฆ่าแมลง หรือการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่เหมาะสม จะเร่งความตายให้แก่ดิน เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ดินป่วยหนักหรือตายไปแล้ว เราจะปลูกพืชอะไรลงไปก็ไม่ได้ผล

ขี้หมูขุนแห้งปริมาณมาก คือประมาณ 400-500 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 300 ตารางวา ถูกใส่ลงไปในดิน ประมาณ 1 เดือน ก่อนการปักดำ ผสมกับตอซังที่เหลืออยู่ในแปลงนาหลังการเก็บเกี่ยว นำน้ำเข้านา สูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร ใช้รถไถนาขนาดเล็กล้อเหล็กย่ำกดซังข้าวผสมกับขี้หมูให้ลงไปอยู่ใต้ดิน ปล่อยให้เกิดการหมัก ในช่วงนี้ต้องมีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 15 วัน ก็หมักเรียบร้อย การสังเกตที่สำคัญคือ ดูที่การผลุดของพรายน้ำ ถ้ายังมีการผลุดอยู่แสดงว่าการหมักยังไม่สมบูรณ์ หลังจากนั้นปล่อยน้ำออกให้หน้าดินแห้งเพื่อล่อให้เมล็ดหญ้างอกขึ้นมา ก่อนถึงวันปักดำ ประมาณ 3 วัน ใช้รถทำเทือกนาอีกครั้ง รวมทั้งปรับพื้นที่ให้ราบเรียบเสมอกัน ใช้ไหใบใหญ่ (สมัยก่อนใช้ใส่กระเทียมดอง) ใส่ดินเลนเหลวๆ ให้มีน้ำหนักลากให้เป็นร่องเพื่อเปิดทางระบายน้ำออกจากแปลงนา เมื่อเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้ 1 คืน

เทคนิคการปักดำ

การทำนาในอดีต เมื่อกล้าได้อายุที่เหมาะสม พอจะจำได้ว่า มีอายุ 1 เดือนขึ้นไป ชาวนาจะถอนขึ้นจากดิน สลัดดินออกจนเหลือแต่ต้นติดราก มัดรวมกันเป็นกำๆ นำไปปักดำในนา การกำหนดความถี่หรือห่างขึ้นอยู่กับคนดำ หลักการคร่าวๆ คือ ดินเลวดำถี่ ดินดีดำห่าง การทำเช่นนี้ใช้กับข้าวไวแสง หรือข้าวนาปีเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันการทำข้าวไม่ไวแสง ข้าวจะติดดอกออกรวงตามอายุ หรือเรียกว่า ข้าวนาปรัง ส่วนใหญ่ชาวนามักนิยมการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เพาะให้งอกแล้ว ประมาณ 1 วัน ลงในเทือกนาที่เตรียมไว้ การทำนาแบบนี้ต้องใช้เมล็ดพันธุ์จำนวนมาก ถ้าปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่แบบนี้จะไม่ค่อยได้ผล และมีการกลายพันธุ์มาก

การทำนาที่ทุ่งบางขวด จึงเลือกวิธีการดำนาแบบตีตารางปาเป้า โดยทำที่ตีตารางด้วยเหล็กเส้น เชื่อมติดกันเป็นตาราง ขนาด 30×30 เซนติเมตร ม้วนเป็นวงกลมเชื่อมต่อกับเหล็กแกนกลางที่สามารถหมุนได้ นำเหล็กตีตารางมาเข็น หรือดึงบนผิวดินที่ทำเทือกนาเอาไว้

นำถาดกล้ามาจุ่มน้ำให้เปียกชุ่มก่อนดึงออกจากหลุมเพาะทีละหลุม โยนหรือปาลงไปตรงจุดตัดของตารางที่ทำไว้บนผิวดิน ไม่ต้องสนใจว่าต้นกล้าจะเอียงล้ม หรือตั้งตรงอย่างไร เมื่อปาเป้าหรือดำนาจนเสร็จให้ปล่อยหรือสูบน้ำเข้านาในระดับความสูง ประมาณ 3 เซนติเมตร เพื่อให้ดินยุบตัวกลบโคนต้นข้าว ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วปล่อยน้ำออกให้แห้ง ถ้าปล่อยน้ำทิ้งไว้ต้นข้าวที่ล้มราบกับพื้นจะเน่าตาย ปล่อยให้ต้นข้าวแตกกอและเจริญเติบโตต่อไปอีก 70 วัน ระหว่างนั้นมีการใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ และกำจัดวัชพืชในนาตามความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดข้าวปน และข้าวกลายพันธุ์ ที่จะทยอยออกรวงมาให้เห็นเรื่อยๆ

พอข้าวมีอายุ ประมาณ 85 วัน (หลังจากเพาะเมล็ด) จะต้องกางมุ้งไนล่อนสีขาวเพื่อป้องกันนกมากินข้าว ระยะนี้ต้องดูแลไม่ให้ขาดน้ำเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นข้าวที่ออกรวงจะเป็นข้าวลีบส่วนใหญ่ เมื่อข้าวออกรวงพุ่งแล้วคือออกเกือบทั้งหมดของแปลงปลูกแล้วนับไปอีก 2 สัปดาห์ ก็เอาน้ำออกจากนาให้แห้ง เพื่อสะดวกเวลาเกี่ยวข้าว และนำข้าวที่เกี่ยวแล้วขึ้นจากแปลงนา

การเกี่ยวข้าว และการนวดข้าว

นา 300 ตารางวานี้ จะใช้คนเกี่ยว 4-5 คน เพียงวันเดียวก็แล้วเสร็จ นำข้าวที่เกี่ยวแล้วมากองไว้บนลานปูนโดยมีฟางปูไว้ข้างล่างและมีมุ้งไนล่อนสีเขียวปูกางไว้ข้างบน ทิ้งกองข้าวที่เกี่ยวไว้ 1 วัน เพื่อให้ความชื้นลดลง และความอบร้อนจะทำให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวงง่ายขึ้น จากนั้นจึงเอารถไถเล็กล้อยางย่ำแทนควาย เพื่อให้เมล็ดข้าวร่วงหลุดจากรวง แยกฟางออกจากเมล็ดข้าวด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า ดอง หรือ คันฉาย ที่มีลักษณะเป็นเหล็กปลายแหลม ส่วนปลายโค้งงอเล็กน้อย ต่ออยู่กับด้ามไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะที่จะตักฟาง และเขย่าให้เมล็ดข้าวหล่นตกแยกจากฟางที่อยู่ด้านบน และคุ้ยฟางแยกออกไป แต่ก็ยังคงเหลือใบข้าวบางส่วนที่แยกไม่ออก ก็ใช้ตะแกรงไม้ไผ่ที่มีรู ขนาด 2×2 เซนติเมตร ร่อนเอาออก

ข้าวเมล็ดลีบ ใบข้าวขาดที่ลอดรูตะแกรงได้ ละอองฝุ่นต่างๆ จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า สีฝัด มีลักษณะทำเป็นตู้ไม้ ภายในมีใบพัดขนาดใหญ่ 4 ใบ ต่อติดอยู่กับเฟืองทดรอบและมือหมุนที่อยู่ด้านนอก บนหลังตู้มีกระบะใส่เมล็ดข้าวเปลือกหลังจากการนวดที่ยังมีสิ่งสกปรกปะปนอยู่ ใช้แรงคนหมุนเฟืองทดรอบเพื่อให้ใบพัดหมุนอย่างเร็ว ลมที่เกิดจะพัดออกไปทางด้านหลังของตู้ตัดกับเมล็ดข้าวที่กำลังร่วงหล่นลงมา ลมจะพัดพาสิ่งสกปรก และเมล็ดข้าวลีบ (ข้าวที่มีแต่แกลบมีน้ำหนักเบา) ออกไป ส่วนเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์มีน้ำหนักมากจะไหลสวนทางลมออกมาทางด้านหน้า จึงใช้กระทาซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำจากไม้คล้ายจอบทรงเตี้ยแต่กว้าง ดึงลากเมล็ดข้าวมารวมกันไว้เป็นกองเพื่อรอการตากต่อไป

เมล็ดข้าวขณะนี้มีความชื้นสูง ไม่สามารถเก็บหรือเอาไปสีเป็นข้าวสารได้ จำเป็นต้องตากให้มีความชื้นลดลงน้อยกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ เสียก่อน ลานตากก็ใช้ลานเดียวกันกับลานนวดข้าวที่มีฟางข้าวปูบนพื้นซีเมนต์ก่อนปูทับด้วยมุ้งไนล่อนสีน้ำเงินที่เย็บติดกันเป็นผืน เกลี่ยเมล็ดข้าวเปลือกบนลานมุ้งไนล่อน หนาสัก 5 เซนติเมตร ตากแดดไว้สัก 3 วัน ระหว่างวันแต่ละวันก็เกลี่ยกลับเมล็ดข้าวเปลือกขึ้นลง เพื่อให้แห้งโดยไว หากฝนตกต้องปิดให้ดี อย่าให้เปียกฝน เมื่อข้าวเปลือกแห้งดีแล้วก็เก็บใส่กระสอบที่มีการระบายอากาศที่ดี รอการสีเป็นข้าวสารต่อไป

สรุปแล้ว การทำนาแบบนี้ยังคงความดั้งเดิมของกระบวนการแบบเก่าอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่มีการเปลี่ยนวิธีการทำบางอย่างให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน นำความรู้สมัยใหม่มาใช้เพื่อให้ได้ผลดี ในด้านการผลิต โภชนาการ สนใจอยากดูวิถีการทำนาของคนกรุงเทพฯ ย้อนยุค ติดต่อที่ เบอร์โทรศัพท์ (081) 831-8660 สำหรับข้าวที่ผลิตได้ไม่ต้องจองครับ เพราะมีการจองข้ามปีตั้งแต่ก่อนปลูกแล้ว

ตรีผลา…ยาสมัยพุทธกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ตรีผลา…ยาสมัยพุทธกาล

สมุนไพรไทยในปัจจุบัน ได้รับการเชื่อถือในสรรพคุณในการรักษาโรคต่างๆ ที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แตกต่างกับยาแผนปัจจุบันซึ่งบำบัดโรคหนึ่งแต่ใช้ไปเรื่อยๆ นานๆ ไปก็จะเกิดอาการอีกโรคหนึ่ง เป็นต้น ยาตำรับแผนไทยในปัจจุบันนี้จึงมีวางขายคู่กับยาแผนตะวันตกอย่างทัดเทียม

ก่อนหน้านี้ สมุนไพรไทยถูกใช้ในลักษณะเชิงเดี่ยวซึ่งจะได้สรรพคุณไม่เต็มร้อย แต่ก็เป็นที่นิยมกันมากระดับหนึ่ง ต่อมาหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับแพทย์แผนไทยได้ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพรไทยเป็นระยะๆ จึงทำให้เรารู้จักยาไทยในอีกรูปแบบหนึ่งคือเป็นตำรับยา ซึ่งจะมีสมุนไพรหลายๆ อย่างประกอบกันเป็นยาขนาน ซึ่งสมุนไพรในตำรับบางชนิดจะไปเสริมฤทธิ์กัน บางชนิดจะไปยับยั้งฤทธิ์ที่เป็นอันตรายต่อคน

ตรีผลา เป็นตำรับยาที่มีมาดั้งเดิมของแพทย์แผนไทย สรรพคุณคือ การใช้ระบายพิษจากระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินโลหิต โดยจะไปทำหน้าที่ขับพิษต่างๆ ที่ตกค้างและกำจัดออกจากร่างกายโดยสิ้นเชิง ทำให้ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะบ่อยครั้ง เพื่อทำความสะอาดระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ให้สะอาด ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมฤทธิ์ระบาย แต่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะยานี้จะควบคุมการถ่ายอย่างสมดุล ป้องกันมิให้ร่างกายอ่อนเพลีย และสามารถใช้ได้ดีทุกเพศทุกวัย บางคัมภีร์ของแพทย์แผนไทย ได้กล่าวถึงสรรพคุณของตรีผลา ว่าเป็นยาสำหรับลดความอ้วน เพราะเป็นยาที่สามารถลดมวลของร่างกายได้ คือทำหน้าที่เป็นยาระบายและลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกายโดยที่ร่างกายไม่สูญเสียน้ำและสารอาหาร จนเกิดอันตราย

และไม่เพียงเท่านั้น ตรีผลา ยังเป็นยาที่ชาวตะวันตกก็รู้จักดี ถึงกับเขียนบรรยายสรรพคุณของตรีผลkไว้ว่า “Even if your mother leaves you, everything will be fine if you have triphala” แปลได้ว่า “ตรีผลาจะดูแลสุขภาพคุณเป็นอย่างดีเหมือนแม่ ถึงแม้คุณไม่มีแม่”

ตรีผลา ในความหมายสมัยใหม่คือ ทรีอินวัน ซึ่งเราชอบนักชอบหนา เพราะใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง นึกจะว่าเป็นเรื่องราวของตะวันตก แต่แท้จริง ทรีอินวันของไทยมีมากมาตั้งนานแล้ว คำว่า ตรีผลา คือ ตรี ที่แปลว่า สาม ผลา ก็คือ ผล แปลรวมความคือ ผลไม้ 3 อย่าง ไม่ใช่ว่าจะเป็นผลไม้อะไรก็ได้ แต่ต้องเป็น 3 อย่างนี้เท่านั้น คือ มะขามป้อม สมอไทย และสมอพิเภก

ผลไม้ทั้ง 3 อย่าง ปกติเราก็ไม่ได้เอามากินเล่นพร่ำเพรื่อเหมือน เงาะ ทุเรียน ลำไย ที่เป็นผลไม้ยอดนิยมหรอก มะขามป้อมพอมีคนรู้จักบ้าง แต่สมอไทย และสมอพิเภก ยิ่งแล้วใหญ่ หาคนรู้จักยาก อย่าว่าแต่จะแค่เคยกิน เอาละ! งั้นเรามาดูสรรพคุณของผลไม้แต่ละตัวกันเลย

สรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด

ผลมะขามป้อม มีรสฝาด แต่มีวิตามินซีสูง และมีแทนนินที่ละลายน้ำได้ 2 ชนิด คือ เอมบลิเคนิน เอ & บี (Emblicanin A&B) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีความแรงสูงมาก ยิ่งกว่านั้นยังมีวิตามินซีกลุ่มใหม่ (Ascorbigen) ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคมะเร็ง สามารถต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดเซลล์และเนื้อร้าย และแก้พิษตะกั่วได้

สมอไทย มีรสฝาด และเป็นผลไม้ที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ภิกษุสงฆ์ฉันได้ ถึงแม้จะเป็นหลังเพล สมอไทย มีแคลอรีสูง เพราะใน 100 กรัม นั้นประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตถึง 88.2 กรัม มีโปรตีน 1,400 มิลลิกรัม ไขมัน 500 มิลลิกรัม และมีเส้นใยอาหารที่ละลายได้ถึง 3,500 มิลลิกรัม และยังมีวิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด ได้แก่ วิตามิน บี 6 วิตามิน บี 12 กรดโฟลิก ไนอะซิน ไบโอติน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ทองแดง และไอโอดีน ที่มีอยู่ในอาหารทะเล สรรพคุณของสมอไทยคือ ลดอาการไอ ลดอาการแพ้ หืดหอบ และไซนัสเรื้อรัง และยังมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน

สมอพิเภก ถ้าเป็นผลดิบนั้นมีน้ำมันที่ออกฤทธิ์คล้ายน้ำมันระหุ่งเป็นยาระบาย ส่วนผลสุกมีสารสำคัญที่กระตุ้นการหลั่งน้ำดีช่วยทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น ยาระบาย บำรุงธาตุ แก้เสมหะ แก้โรคตา แก้ไข้ และริดสีดวงทวาร

ไม่น่าเชื่อ พอผลไม้ 3 อย่างรวมกัน จะมีสรรพคุณทวีคูณ ในปัจจุบัน ตรีผลาเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากมีผลในการล้างพิษและควบคุมน้ำหนักได้ดี พร้อมช่วยระบายไขมันออกมา ทำให้มีการขับถ่ายตามปกติ นอกจากนี้ ตรีผลา ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในตับและในหลอดเลือดแดง ทำให้ตับแข็งแรงและความดันโลหิตเป็นปกติ

ตรีผลา เป็นยาที่มีสรรพคุณสูง แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีเวลาที่จะทำกินเป็นยา ก็จำเป็นที่จะต้องซื้อหากินเป็นเรื่องธรรมดา ผมได้มีโอกาสพบกลุ่มที่ผลิตตรีผลาอบแห้ง ตราวังน้ำผึ้ง ตำบลวังจันทร์ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ซึ่งทำตรีผลาอบแห้งไว้สำหรับชงดื่มเหมาะสำหรับคนทำงานในออฟฟิศที่ต้องการความสะดวก ไม่ต้องมานั่งทำเอง แค่เอาน้ำร้อนแช่ก็ดื่มได้

คุณฐิติวัลคุ์ จินะวงษ์ ประธานกลุ่ม ได้เล่าให้ฟังว่า “กลุ่มการผลิตนี้ ได้ตั้งขึ้นจากการผลักดันของ นายก อบต. วังจันทร์ คุณอุบล ด้วงเขียว ด้วยเงินงบประมาณโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน เมื่อปี พ.ศ. 2545 โดยใช้ชื่อเดิมว่า กลุ่มอาชีพสตรีตำบลวังจันทร์ ก่อนนี้กลุ่มได้ผลิตไวน์มะขามป้อม ไวน์ชมพู่ ไวน์ฝรั่ง และน้ำมะขามป้อม ต่อมาก็มีการแปรรูปผลไม้อื่นๆ เช่น การกวนอีกด้วย”

การที่ทางกลุ่มมาทำตรีผลาอบแห้งเพื่อชงดื่ม เนื่องจากเห็นว่าสรรพคุณของตรีผลาเป็นที่ประจักษ์ และเกษตรกรในกลุ่มก็มีการปลูกผลไม้ 3 ชนิดนี้ ตามหัวไร่ปลายนา แต่ผลผลิตไม่สามารถนำมาจำหน่ายให้กินได้ นับวันจะถูกตัดโค่นไปทำฟืนหรือประโยชน์อย่างอื่น ต้นจึงค่อยๆ หมดไป การนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เป็นการช่วยเกษตรกรให้มีรายได้และเป็นการอนุรักษ์ไม้พื้นเมืองของไทยให้อยู่ยืนนานสืบไป

ขั้นตอนการทำตรีผลาอบแห้ง

ทางกลุ่มจะล้างให้สะอาดและคัดผลที่ใช้ไม่ได้ออก การรับซื้อจะรับซื้อของชาวบ้านโดยทั่วไปในอำเภอ ช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปีจะเป็นหน้าที่รับซื้อผลผลิตของมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก ซึ่งชาวบ้านจะเก็บมาจากหัวไร่ปลายนา ในสวนของตัวเอง และผลไม้ที่อยู่ในป่า ปีหนึ่งๆ ทางกลุ่มจะรับซื้อผลผลิตประมาณ 10-20 ตัน ราคาที่รับซื้อ ประมาณ 10-15 บาท ต่อกิโลกรัม จึงมีส่วนให้ชาวบ้านอนุรักษ์ป่าไม้ไว้และช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้

หลังจากนำมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก มาล้างทำความสะอาดแล้ว ผึ่งไว้สักพักก็จะนำเข้าเครื่องบดทั้งเมล็ด และนำมาเกลี่ยใส่ถาด เข้าเครื่องอบ ที่อุณหภูมิ 60 องศา เพื่อไม่ให้วิตามินซีเสื่อมสลาย ใช้เวลา ประมาณ 2 วัน จนกระทั่งเนื้อแห้งดี จึงเก็บใส่ภาชนะบรรจุไว้ในถุงที่รักษาความชื้นแยกชนิดกัน เมื่อต้องการจำหน่ายจึงนำมาผสมตามอัตราส่วนแล้วบรรจุถุงเล็กอีกรอบ ส่วนที่เป็นแคปซูลจะต้องนำมาปั่นอีกรอบให้ละเอียดแล้วบรรจุถุง โดยมีผลิตภัณฑ์ตรีผลาที่เป็นแคปซูล ตรีผลาชนิดผง และตรีผลาชนิดซอง จำหน่าย

ปัจจุบัน ทางกลุ่มได้มีการนำเสนอสินค้าโดยการออกบู๊ธตามงานต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ผู้ที่สนใจในสุขภาพมาอุดหนุนกันอย่างดี ถึงแม้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็มั่นใจในคุณภาพ ที่ผ่านมามีผู้สนใจจะนำไปจำหน่ายที่ประเทศจีนซึ่งอยู่ระหว่างการตกลงทางการค้ากัน ส่วนงานต่อไปทางกลุ่มจะไปออกบู๊ธที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นงานโอท็อปของไทย ในระหว่าง วันที่ 24-27 กันยายน 2558 นี้ สนใจสั่งซื้อติดต่อ คุณสุพัตรา อุ่นใจ (089) 762-1448 กลุ่มตรีผลาอบแห้ง ตราวังน้ำผึ้ง ตำบลวังจันทร์ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

ถอดเคล็ดลับ เทคนิคผลิตยางก้อนถ้วยดี มีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

รายงานพิเศษ

คนกรีดยาง

ถอดเคล็ดลับ เทคนิคผลิตยางก้อนถ้วยดี มีคุณภาพ

ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศ ประมาณ 18 ล้านไร่เศษ โดยมีผลผลิตส่งออกในรูปแบบต่างๆ มากเป็นอันดับ 1 ของโลก เฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 3 ล้านตัน โดยหนึ่งในผลผลิตที่สำคัญคือ ยางก้อนถ้วย

ยางก้อนถ้วย นับเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยางแท่ง อันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการนำไปผลิตยางล้อรถ ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา โดยเฉพาะในภาคอีสานจะนิยมผลิตยางก้อนถ้วยจำหน่าย เพราะทำง่าย ใช้เวลาไม่นาน และส่งขายได้เร็ว

แต่อย่างไรก็ตาม จากที่เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของยางก้อนถ้วย โดยการเปิดเผยของ คุณเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางปฏิบัติงานในกิจการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากที่ปัจจุบันผู้ผลิตยางล้อต่างประเทศ ยังมีความสนใจรับซื้อยางแท่งจากไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งวัตถุดิบสำคัญของการทำยางแท่งคือ ยางก้อนถ้วย แต่ช่วงระยะหลังกลับพบปัญหาผลผลิตยางก้อนถ้วยขาดคุณภาพ เนื่องจากระดับซัลเฟตในยางมีปริมาณสูง ส่งผลกระทบต่อการผลิตยางแท่งที่ส่งออกอุตสาหกรรมยางล้อต่างประเทศ

“กยท. ในฐานะผู้ดูแลเกษตรกรชาวสวนยาง จึงมอบหมายพนักงานทุกพื้นที่รณรงค์ส่งเสริมความรู้แนะนำให้ใช้ “กรดฟอร์มิก” ในกระบวนการผลิตยางก้อนถ้วย เพราะเป็นสารจับตัวที่ได้รับการรับรองด้านวิชาการว่า สามารถรักษาสภาพความยืดหยุ่นของยาง ไม่ทำให้ยางเสียคุณภาพ ไม่มีสารตกค้าง สลายตัวเองได้ และไม่ส่งกลิ่นเหม็นทำลายสิ่งแวดล้อม”

คุณเชาว์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของกรดซัลฟิวริก ถ้าใช้ปริมาณสูงจะส่งผลเสียทำให้ผลิตภัณฑ์ยางขาดความยืดหยุ่น เสื่อมคุณภาพ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตถูกกัดกร่อน เป็นมลพิษด้านสุขภาพกับแรงงานในสวนยาง ตลอดจนสิ่งแวดล้อม

“สาเหตุเพราะเกิดน้ำเสียจากกรดประเภทรุนแรง ส่วนสารจับตัวที่นำเกลือแคลเซียมคลอไรด์มาใช้ แม้สารดังกล่าวจะทำให้ยางจับตัวเป็นก้อนเร็ว แต่มีผลเสียทำให้ก้อนยางแข็ง ขาดความยืดหยุ่น มีสีคล้ำ ส่งผลให้คุณภาพยางต่ำลงได้”

คุณเชาว์ ยังกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กยท. ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ได้รณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรมาโดยตลอดในการใช้กรดฟอร์มิกเป็นสารจับตัว เนื่องจากสูตรโครงสร้างทางเคมีของกรดฟอร์มิกคือ HCOOH มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเพียงตัวเดียว จึงเป็นกรดอ่อนที่มีความแรงของกรดไม่มากนัก เมื่อเทียบกับกรดชนิดอื่น กรดฟอร์มิกเป็นสารอินทรีย์ที่จับตัวเนื้อยางได้อย่างสมบูรณ์ สลายตัวง่าย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบต่อหน้ายางกรีด หากใช้ในอัตราส่วนตามคำแนะนำ

“จากการที่ กยท. โดยสถาบันวิจัยยางได้ศึกษาจากการเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ ทั้งทางเคมีและทางกายภาพ ยังไม่พบว่ามีสารเคมีชนิดใดที่สามารถผลิตยางแผ่นหรือยางก้อนถ้วยแล้วมีคุณภาพที่ดีเท่ากับการใช้กรดฟอร์มิก” คุณเชาว์ กล่าวทิ้งท้าย

จากสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เกษตรกรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา จนผู้ซื้อในต่างประเทศระงับการซื้อยางจากประเทศไทย อันจะส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก

เกษตรไทยไชโย นักคิดไทย สร้างสูตรกรดหยอดยาง รักษ์โลก

กรดหยอดยางฟอร์มิกสูตรพิเศษ เป็นผลงานการคิดค้นของทีมงานฝ่ายวิชาการของ บริษัท เกษตรไทยไชโย จำกัด นับเป็นอีกผลงานการคิดค้นวิจัยที่มาจากมันสมองของคนไทย

ต้นเหตุที่ทำให้เกิดการคิดค้นกรดดังกล่าว เนื่องจากทางบริษัท เกษตรไทยไชโย มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากผลกระทบจากการใช้น้ำกรดหยอดยางพาราที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้คิดค้นสร้างสรรค์กรดหยอดยางฟอร์มิกสูตรพิเศษ ตราแรด ว่ามีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งยวดในการวิเคราะห์-วิจัย

คุณวีรวัฒน์ ยมจินดา ประธานบริษัท เกษตรไทยไชโย กล่าวว่า ทางบริษัทได้ใช้เวลานานหลายปีกว่าจะลงตัวในการคิดค้น จนสามารถได้กรดหยอดยางที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะใช้ในการผลิตยางก้อนถ้วย หรือขี้ยางที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของชาวสวนยางพาราและตลาดรับซื้อยางอย่างเช่นทุกวันนี้

คุณวีรวัฒน กล่าวว่า ความโดดเด่นข้อแรกของแรด คือ แรดเป็น กรดเย็น ไม่ใช่ กรดร้อน แบบกรด กำมะถัน หรือ ซัลฟิวริก

ซึ่งกรดร้อนนั้นจะมีไอระเหยไปฝังที่หน้ายาง เมื่อใช้หยอดยางผ่านไป 1-2 ปี ความร้อนดังกล่าวก็จะไปอุดท่อน้ำเลี้ยงของยางพารา ทำให้น้ำยางไม่ไหล ได้แค่ซึม หรือที่เราเรียกว่า หน้ายางตายนึ่ง นั่นเอง

แต่ความเป็นกรดเย็นของแรดจะไม่เป็นอันตรายต่อหน้ายางพาราของชาวสวน

อีกทั้งความเป็นกรดเย็นไม่เป็นอันตรายต่อการกัดมือ ต่อระบบการหายใจ ต่อปอดและต่อสายตาหรือใบหน้า และที่สำคัญคือ ไม่เป็นอันตรายต่อดินของท่าน

พูดง่ายๆ คือเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม

ความโดดเด่นข้อที่สอง คือการเพิ่มน้ำหนักให้กับยางพารา ด้วยเหตุผลที่กรดแรดจะ ไม่รีดน้ำขุ่น จากยางออกมา สังเกตได้หลังจากหยอดกรดไปแล้วซัก 15 นาที น้ำที่อยู่ก้นถ้วยจะใสเหมือนน้ำฝน เพราะกรดแรดนี้จะไม่เอาเนื้อยางออกมา ซึ่งทำให้ยางมีน้ำหนักดี และทำให้น้ำยางไหลดีกว่ากรดตัวอื่นๆ

ความโดดเด่นข้อที่สาม คือยางไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ไม่บวม ไม่มีฟองอากาศ นั่นเพราะการรีดน้ำเลี้ยงของกรดแรดปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นน้ำที่ใส ทำให้ยางก้อนถ้วยที่ใช้ กรดแรด ไม่บวม ไร้ฟองอากาศ จึงทำให้ยางไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนกรดอื่น ซึ่งสร้างประสิทธิภาพให้เป็นยางก้อนถ้วยที่มีคุณภาพความยืดหยุ่นสูง มีเนื้อยางที่เนียน สียางเหลืองใส ไร้ฟองอากาศ

ความโดดเด่นข้อที่สี่ กรดแรดถูกผลิตขึ้นมาผ่านการทดสอบในห้องแล็บ เพื่อให้เกิดความสะดวกพร้อมใช้ ไม่ต้องผสมน้ำแต่อย่างใด โดย 1 ขวด บรรจุ 1,200 ซีซี สามารถใช้กับยางพาราได้ถึง 5 ไร่ หรือประมาณ 400-450 ต้น ในขณะที่กรดอื่น แม้ว่า 1 ขวด จะผสมน้ำได้ 2-3 ขวด แต่ก็ใช้ได้ 400-450 ต้น เช่นเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าปริมาณการใช้กรดแรดน้อยกว่าครึ่งต่อครั้ง

สุดท้ายของความโดดเด่นก่อนที่จะไปสัมภาษณ์ แฟนพันธุ์แท้ที่ใช้กรดแรด กันทั่วสารทิศในขณะนี้ก็คือ น้ำหนักที่ทำเอาชาวสวนยางพาราต่างตกใจกันไปทั่ว เพราะเมื่อก่อนใช้กรดอื่น เคยได้ยาง 100 กิโลกรัม แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้กรดแรด ปรากฏว่าได้น้ำหนักยางเพิ่มขึ้น เป็น 120 กิโลกรัม

ถามว่า 20 กิโลกรัม ที่เพิ่มขึ้น มาจากไหน??

ตอบว่า เพิ่มมาจากการที่น้ำยางไหลดี…ไหลต่อเนื่องไม่หยุด หลังหยอดกรดก็ยังไหลอยู่ และไม่รีดน้ำขุ่นออกจากยางพารา ซึ่งไม่เกิดความสูญเสียคุณภาพของน้ำยางแต่อย่างใด

ทีนี้มาฟังความรู้สึกของผู้ใช้ตัวจริงกันดูนะครับ

คุณรัสมี แก้วดวงดี หรือ “น้องตรี” วัย 26 ปี ชาวสวนยางแห่งอำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย เธอเล่าว่า “เมื่อก่อนใช้กรดกำมะถัน ผสมน้ำได้ 2-3 ขวด แต่ก็ใช้ได้แค่ 400 ต้น ต่อมาร้านปูเป้การยาง เอากรดฟอร์มิก ตราแรด มาแนะนำ เลยซื้อมาลองใช้ ปรากฏว่า 1 ขวด ใช้ได้ 450 ต้น ซึ่งประหยัดกว่ามากค่ะ”

เธอชูมือให้ดูแล้วบอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า “ดูมือหนูซิ ลอกจนจะแย่แล้ว แสบมากเลย เพราะจกยางทุกวัน กลิ่นก็เหม็นมาก ล้างยังไงก็ไม่ออก ตอนนี้ใช้กรดแรด ไม่เปลี่ยนใจแน่นอน ที่ชอบเพราะไม่แสบมือ กลิ่นยางไม่เหม็นฉุน ราคาก็ไม่แพงค่ะ”

ส่วนผลประโยชน์ในด้านบวกที่ทำให้ “น้องตรี” และเพื่อนๆ กลุ่มสวนยางเดียวกันถึงกับอึ้ง เธอบอกว่า “หนูมียางอยู่ 720 ต้น เมื่อก่อนกรีดได้ยาง 409 กิโลกรัม โดยยังไม่เต็ม 5 กระสอบดี…แต่ตอนนี้หลังจากใช้กรดฟอร์มิก สูตรพิเศษ ตราแรด กรีดยางแค่ 5 มีด ได้ยาง 5 กระสอบเท่ากัน แต่น้ำหนักโผล่พรวดไปเกือบ 500 กิโลกรัม ถ้าไม่เชื่อหนูขอท้าพิสูจน์ สำหรับเรื่องกลิ่นเหม็นเน่า เรื่องนี้ตัดไปได้เลย ขนาดฝนตกเปียกน้ำยังหมดห่วงได้”, “น้องตรี” ชาวสวนยางแห่งอำเภอเฝ้าไร่ เมืองพญานาคหนองคาย ย้ำทิ้งท้าย

คุณสำราญ ปัญญา อายุ 68 ปี อยู่ตำบลหนองเม็ก บ้านหนองลาด อำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานี มีจำนวนยาง 36 ไร่ ประมาณเกือบ 3,000 ต้น “เมื่อก่อนใช้กำมะถัน ตอนนี้หันมาใช้ฟอร์มิก สูตรพิเศษ ตราแรด เห็นความเปลี่ยนแปลงคือ หน้ายางขาวใส ไม่ค่อยมีกลิ่น แข็งตัวเร็ว ไม่มีฟองอากาศ ไม่เป็นอันตรายต่อจมูก ต่อมือ ผมมั่นใจและจะแนะนำชาวสวนในชุมชนตำบลหนองเม็ก ให้ใช้กันอย่างทั่วถึงเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีครับ”

คุณเอกราช ลือชา ผู้อำนวยการโรงเรียนปอวิทยา อำเภอเวียงแก่น เชียงราย ผู้เป็นเจ้าของสวนยางมากกว่า 50 ไร่ เปิดเผยว่า “ใช้ดีครับ” เท่าที่สอบถามลูกน้องที่เป็นคนกรีดยางบอกว่า เมื่อก่อนแสบมือ กัดมือมาก กลิ่นก็เหม็น…แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ เวลาเอาไปขายกองที่ลานประมูลยาง ชาวสวนจะมามุงดูยางผม ต่างก็บอกว่า เนื้อยางสวยเนียนใส น้ำหนักดี ผมก็บอกไปว่า ผมใช้กรดแรดหยอดยาง ตอนนี้ชาวสวนที่เวียงแก่น เชียงของ ใช้ตามผมเกือบหมดแล้ว อีกอย่างหนึ่ง เมื่อก่อนเอายางไปขายเสร็จแล้ว ต้องล้างรถถึง 3-4 ครั้ง กว่ากลิ่นจะหมด ตอนนี้ขายเสร็จแล้วไม่ต้องเปลืองเงินล้างรถเลย (หัวเราะ) ชาวบ้านที่อยู่แถวนี้ เลิกบ่นเรื่องกลิ่นยางเหม็นไปโดยปริยาย ผมชอบมาก”

ลุงบุญชาญ เลิศสงคราม แห่งจังหวัดหนองบัวลำภู ทำอาชีพชาวสวนยางพารามาได้ประมาณ 10 ปี มียางที่เปิดกรีด 30 กว่าไร่…ลุงชาญ กล่าวถึงความรู้สึกในการใช้กรดแรดว่า “ใช้มาได้ 2 เดือนแล้วครับ ที่ชอบมากๆ อย่างแรกคือ ยางแข็งเร็วดี แค่หยอด แล้วคนเพียง 3-4 รอบ ก็แข็งแล้ว ต่อมาเมื่อสังเกตดูหลังจากผ่านไป 10 นาที จะเห็นว่าหน้ายางเนียนสวย ไม่มีฟองอากาศ เหมือนกรดอื่นๆ แสดงว่า การใช้กรดแรดไม่ทำให้เกิดฟองอากาศ และเมื่อผมควักดูจะเห็นว่าน้ำที่อยู่ก้นถ้วยเป็นน้ำที่ใสมากๆ นั่นหมายความว่า น้ำหนักยางจะเพิ่มขึ้น ปกติจะกรีดประมาณ 7 มีด ถึงจะควักขาย ตอนนี้กรีดแค่ 5 มีด ก็เต็มถ้วย ควักขายได้แล้วครับ ผมมีความสุขมากครับ”

คุณบุญฤทธิ์ แซ่อุ๋ย หรือ อู๊ด หนุ่มนักสู้ผู้เป็นทั้งเจ้าของสวนยางและเจ้าของลานรับซื้อยางแห่งเมืองน้ำแร่ จังหวัดระนอง “อู๊ด” เล่าให้ฟังว่า “ได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า มีน้ำกรดหยอดยางแรด ที่ทำให้ยางไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่บวม ไม่เน่า ก็เลยสนใจ เพราะที่ลานยางของผมอยู่ริมถนน ไม่ห่างจากชุมชนที่ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านมากนัก วันไหนที่มีการประมูลยางจะเหม็นมาก ซึ่งก็มีการร้องเรียนจากชาวบ้านอยู่พอสมควร หลังจากได้รับทราบข่าวผมก็ติดต่อไปที่บริษัท เกษตรไทยไชโย เขาก็เลยส่งฝ่ายวิชาการมาพบ พร้อมกับนำสินค้าตัวอย่างมาเทสต์กับยางก้อนถ้วย วันนั้นมีชาวบ้านที่สนใจมาดูการเทสต์กรดแรดกับยางก้อนถ้วยหลายสิบคน”

“ผลการทดลองปรากฏว่า ยางแข็งเร็วดี คิดว่าหนีฝนได้สบายมาก รีดน้ำออกมาดี เมื่อผ่านไป 3-4 วัน เอายางมาดม ปรากฏว่ากลิ่นยางไม่เหม็น สมราคาคุย ยางหนึบและยืดหยุ่นดีมาก ได้ค่า DRC สูง นั่นหมายถึง มีความชื้นน้อย เหมาะที่จะไปทำยางเครป ซึ่งทำให้น้ำหนักยางดีครับ…ตอนนี้ลานยางของผมต้องบอกด้วยความมั่นใจว่า กลิ่นเหม็นน้อยมาก ไม่รบกวนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงอีกแล้วครับ”

อู๊ด…คุณบุญฤทธิ์ หนุ่มเมืองระนองย้ำทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

ต้องย้ำว่า “กรดแรด” ฟอร์มิก สูตรพิเศษเฉพาะของเกษตรไทยไชโย ไม่มีส่วนผสมของ “กำมะถัน หรือ ซัลฟูริก” ที่ทำให้ขี้ยางมีค่าซัลเฟอร์สูง ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาดรับซื้อในต่างประเทศ บริษัท เกษตรไทยไชโย มุ่งมั่นวิเคราะห์ วิจัย เพื่อพลิกชีวิตพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อสร้างคุณภาพที่ดี หลุดพ้นจากอันตรายจากสารเคมีและผลิตยางคุณภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ทุกเวลา ที่สายด่วน โทร. (081) 801-4422 หรือ (092) 824-4383