คลิกเลย! 10 อันดับเซ็กซ์มาแรงสุดแห่งปี แซ่บซี้ดจนต้องร้อง…โอ้ว ! (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554628

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2558 15:05

 

หลังจาก ไทยรัฐออนไลน์ นำเสนอคอลัมน์เซ็กซ์มาตลอดทั้งปี ซึ่งมีทั้งคนที่ชอบ และไม่ชอบบ้าง วันนี้เราได้รวบรวม 10 อันดับเซ็กซ์สุดฮอต (ที่มียอดคนคลิกอ่านมากที่สุด) มาจัดเต็มความฟินส่งท้ายปีให้เพื่อนๆ ได้ซู่ซ่ากัน รับรองว่าแต่ละเรื่องจะทำให้คุณเร่าร้อนจนแทบอดใจไม่ไหวเลยล่ะ!

อันดับ 10 : หนุ่มๆ รู้ไว้ก็ดีนะ ! 7 ความต้องการ ‘ออรัลฯ’ ของเลดี้
นอกจากการเล้าโลมอารมณ์ด้วยมือแล้ว บางครั้งเธอก็ต้องการให้คุณใช้ ‘ปากทำรัก’ ให้ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และกระตุ้นความสยิวเสียวมากขึ้น หากแต่คุณอาจติดที่ยังเคอะเขิน ไม่รู้เทคนิควิธี หรือจุดกระตุ้นความเสียว คอลัมน์นี้จะเป็นตัวช่วยบอกใบ้หนุ่มๆ ถึงความต้องการของเธอ ว่าจริงๆ แล้วเธอต้องการอะไร หรืออยากให้หนุ่มๆ ทำอะไรให้บ้าง โดยเฉพาะตรงจุดเสียวสยิวที่เธอปรารถนา!

อันดับ 9 : 4 วิธี กระตุ้นปุ่มสวรรค์อย่างถูกจุดยุทธศาสตร์ !
อยากส่งเธอขึ้นสวรรค์ชั้น 7 ก็ต้องรู้จักวิธีกระตุ้นจุดยุทธศาสตร์ ถ้าหลายครั้งที่หนุ่มๆ โหมโรงเธอ ไม่ว่าจะด้วยนิ้วมือ หรือลิ้นอันแข็งแรง ทว่าเธอกลับไม่มีอารมณ์ร่วมด้วย ซ้ำยังส่อแววสังเวียนล่มซะอย่างนั้น นั่นอาจเพราะคุณกระตุ้นความเสียวไม่ถูกจุดรึเปล่า? ลองอ่านเคล็ดลับ 4 ข้อนี้ดู มันจะบอกคุณว่าการกระตุ้นแบบถูกจุดถูกใจ (ของเธอ) อยู่ตรงไหน รับรองเลยสวรรค์ชั้น 7 ที่คุณและเธอฝันถึงจะอยู่ไม่ไกลอีกต่อไป …

อันดับ 8 : ‘อย่า’ ไม่เอานะ! เพียง 5 ข้อ ที่เลดี้ร้องขอบนสังเวียนรัก !
เรื่องบนเตียงเป็นเรื่องความต้องการของคนสองคน จะเอาอารมณ์ใครคนหนึ่งเป็นที่ตั้งก็คงจะไม่ได้ ยิ่งบังคับกัน อีกฝ่ายก็มีแต่จะยิ่งถอยหนี และขุ่นเคืองอารมณ์ในใจ ดังคอลัมน์นี้ที่สาวๆ อยากจะร้องขอบรรดาหนุ่มๆ ว่า ‘อย่า’ บังคับกันเลยบนสังเวียน เพราะเธอนั้น ‘ไม่โอเค’ อย่างแรง!

อันดับ 7 : ลองแล้วจะติดใจ…7 หมัดเด็ด อัพเซ็กซ์ซู่ซ่า !
เปลี่ยนเซ็กซ์ธรรมดาๆ ให้ซู่ซ่าเร้าใจมากกว่าเดิม ด้วยกลเม็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้! คอลัมน์นี้จะตอบ​โจทย์ใครหลายคนที่อยากลองอะไรใหม่ๆ และทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งแต่ละเคล็ดลับจะปลุกความเร่าร้อน บิ้วอารมณ์ความเสียวในตัวคุณจนแทบหยุดหายใจ!

อันดับ 6 : ล้วงลับ! 7 เรื่องบนเตียงที่หนุ่มๆ อยากเอ่ยปากบอกมากที่สุด…แต่ไม่กล้า !

ฟังเสียงสาวๆ กันมาเยอะแล้ว ทีนี้ลองมาฟังเสียงหนุ่มๆ กันบ้างดีกว่า กับที่สุดเรื่องบนเตียงที่เขาต้องการ (จากสาวข้างกาย) เพราะใช่ว่าทุกครั้งหนุ่มๆ จะอยากเป็นฝ่ายนำ แล้วให้สาวๆ นอนนิ่งคล้อยตามอารมณ์เสมอไป หากบางทีเขาก็อยากให้เธอเป็นฝ่ายพลิกเกมขึ้นนำบ้าง หรือปลุกเร้าอารมณ์ด้วยลีลากระบวนท่าต่างๆ ลองอะไรใหม่ๆ เพื่อไม่ให้สังเวียนรักจืดชืดจนน่าเบื่อ …

อาหารเสริม ทอร์ เส้นทางสู่อมตะ (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554566

โดย หมอดื้อ 27 ธ.ค. 2558 05:01

 

จากตอนที่แล้ว เส้นทางสู่อมตะผ่านยีน Sirtuins ซึ่งมีสาร Resveratrol ทำหน้าที่ในการควบคุมให้ร่างกาย รวมทั้งสมองแข็งแรง โดยที่แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอสมควร สามารถลดของเสีย สารพิษอัลไซเมอร์ในคนป่วยได้

แต่หลักใหญ่ใจความ ต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย พักผ่อน อาหารหลักเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว ปลา

ถ้ามีโรคประจำตัวให้คุมด้วยยามาตรฐานให้ถึงขีดสุด และอาหารเสริมควรนึกถึงเป็นตัวช่วยเท่านั้น ในเรื่องของอายุยืนอย่างมีคุณภาพ Resveratrol แม้จะช่วยระงับผลร้ายไปบ้างที่ทำให้อายุในหนูที่เลี้ยงด้วยอาหารไขมันสูงยาวลง แต่ในหนูปกติกลับไม่ช่วยยืดอายุนัก

แต่กระนั้น อนาคตของความเป็นอมตะเริ่มสดใสอีกครั้ง เมื่อมีการประกาศจากห้องปฏิบัติการพร้อมกัน 3 แห่ง ซึ่งได้รับทุนวิจัยจากสถาบันศึกษาธรรมชาติของอายุขัยและศึกษากระบวนยืดอายุชราอย่างมีคุณภาพ (National Institute of Aging, http://www.nia. nih.gov) ว่า Rapamycin ยืดชีวิตออกไปได้

Rapamycin ถูกค้นพบตั้งแต่ปี 1972 มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา โดยทั้งนี้เป็นผลผลิตจากแบคทีเรีย ซึ่งนำมาศึกษาจากเกาะ Easter (ภาษาพื้นเมือง Rapa Nui) ในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากชิลี 2,200 ไมล์ ตั้งแต่ปี 1964 Rapamycin ยืดชีวิตของหนูออกไปได้อีก 12 เปอร์เซ็นต์ และยังได้ผลกับหนูที่ชราแล้ว

ทั้งๆที่เครื่องใน อวัยวะต่างๆน่าจะเสื่อมไปแล้ว

เป้าหมายของ Rapamycin มีการตั้งชื่อว่า “โปรตีนทอร์” (TOR, Target of Rapamycin) ซึ่งพบได้ทั้งในสัตว์และคน โดยยังมีฤทธิ์ในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่มาพร้อมอายุขัยที่มากขึ้น ซึ่งรวมถึงมะเร็ง โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม เบาหวานในผู้ใหญ่ (ชนิดที่ 2) กระดูกผุบาง และจอประสาทตาเสื่อม

ความเป็นมาของ Rapamycin นับแต่ห้องปฏิบัติการในมอนทรีออล (Montreal) ชื่อ Ayerst พบสรรพคุณในการยับยั้งเชื้อรา และก็ยังได้ทำการศึกษาต่อจนพบว่า Rapamycin ยังมีฤทธิ์กดระบบภูมิคุ้มกัน และสามารถนำไปใช้ป้องกัน ปฏิกิริยาต่อต้านอวัยวะที่ปลูกถ่ายใหม่ โดยในปี ค.ศ.1999 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯขึ้นทะเบียน Rapamycin ให้ใช้ได้ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต และในปี 2007 บริษัทยา Pfizer ได้ขึ้น ทะเบียนยา Temsirolimus และบริษัทยา Novartis ได้ขึ้นทะเบียนยา Everolimus เป็นยารักษามะเร็งหลายชนิด

บนเส้นทางคู่ขนานกับการค้นพบสรรพคุณในการรักษามะเร็ง ความที่ Rapamycin สามารถคุมและกดการทำงานของยีน ซึ่งมีผลในการเติบโตของเซลล์ทั้งจำนวนและขนาดในช่วงที่กำลังแบ่งตัว โดยยีนนี้มีทั้งในยีสต์จนถึงมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ Michael N.Hall และคณะที่มหาวิทยาลัย Basel สวิตเซอร์แลนด์ ในปี ค.ศ.1991 ค้นพบยีนเป้าหมาย 2 ตัว ของ Rapamycin ในยีสต์และตั้งชื่อว่า TOR1 และ TOR2

หลังจากนั้น 3 ปี Stuart Schriber แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ David Sabatini แห่งสถาบัน White Head Institute for Biochemical Research มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ต่างค้นพบยีน TOR ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้พร้อมกัน และเป็นที่รู้กันในระยะไม่นานนี้ว่ายีน TOR เป็นยีนดึกดำบรรพ์ที่ควบคุมการเติบโตของทั้งในไส้เดือน แมลง และพืช ความรู้ในเวลาต่อมาคือ ยีน TOR สร้างเอนไซม์ (catalytic protein) ภายในเซลล์ในส่วน cytoplasm และโปรตีนนี้จะรวมกันกับโปรตีนอีกหลายชนิดเกิดเป็น TORC1 ทำหน้าที่คุมการโตของเซลล์นั้นๆ Rapamycin มีฤทธิ์ต่อ TORC1 ด้วย (TORC2 ยังไม่ทราบหน้าที่การทำงานชัดเจน)

โปรตีน TOR ทำงานสัมพันธ์กับภาวะของความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร เมื่อใดก็ตามที่มีอาหารเหลือเฟือ TOR จะทำงานเยอะขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างโปรตีนเพิ่มในเซลล์และการเกิดการเพิ่มจำนวนเซลล์ เมื่ออาหารขาดแคลน TOR จะลดบทบาทและเกิดภาวะประหยัด ลดการสร้างโปรตีนและลดการแบ่งตัวลง แต่จะอาศัยขบวนการที่เรียกว่า autophagy ในการป้อนพลังงานให้เซลล์

ทั้งนี้โดยหันไปใช้โปรตีนเสียและขยะเหลือทิ้งจากโรงงานไมโตคอนเดรียในเซลล์เป็นวัตถุดิบ ลักษณะของปรากฏการณ์ไม้กระดกเช่นนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา แปรผันตามความพอเพียงของอาหาร (อาหารน้อย TOR ลดบทบาท autophagy เข้าสวมรอยผลิตพลังงานแทน)

TOR ยังมีบทบาทเกี่ยวพันกับอินซูลิน (insulin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากตับอ่อน ทำหน้าที่ในการดูดซึมกลูโคสจากเลือดเข้ากล้ามเนื้อและเซลล์ และอินซูลินยังเป็นตัวร่วมในการกำหนดให้เซลล์โตและเพิ่มจำนวนเมื่อมีอาหารพอเพียง โดยทำงานร่วมกับ TOR แต่เมื่อมีภาวะอาหารเกินเหลือ เฟือซ้ำซาก อ้วนก็จะนำไปสู่การกระตุ้น TOR อย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อนั้น TOR จะทำให้เซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลินและเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินในโรคเบาหวาน และจุดชนวนให้เกิดโรคแทรกตามมารวมทั้งโรคหัวใจ เมื่อมีอายุมากขึ้นหรือโรคไม่ได้ควบคุมเป็นเวลานานๆ.

หมอดื้อ

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 2) อาการของโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549396

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 25 ธ.ค. 2558 05:30

 

ศุกร์สุขภาพที่ผ่านมาได้กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรคไบโพลาร์กันแล้ว สำหรับศุกร์นี้จะได้รู้เกี่ยวกับอาการของผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์ ติดตามไปพร้อมๆ กันเลยนะครับ

ในทางจิตเวชจัดว่าโรคไบโพลาร์เป็นโรคทางอารมณ์ ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการหลงผิด ประสาทหลอน แต่พบไม่บ่อยและเป็นไม่นาน ลักษณะของอาการสามารถจำแนกได้เป็น 2 ระยะ ดังนี้

1. ระยะซึมเศร้า ผู้ป่วยจะรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด จากเดิมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ติดละครหรือดูข่าวก็จะไม่สนใจติดตาม บางคนจะซึมเศร้า อ่อนไหว ร้องไห้บ่อย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ความจำแย่ลง หลงๆ ลืมๆ ใจลอย ไม่มั่นใจในตนเอง จะมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบไปหมด คิดว่าตัวเองเป็นภาระของคนอื่น ไม่มีใครสนใจตนเอง บางครั้งอาจคิดถึงเรื่องการตาย

2. ระยะเมเนีย ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ดีเกินกว่าปกติ รู้สึกมั่นใจในตัวเองมาก มองว่าตนเองเก่ง มีความคิดมากมาย คิดเร็ว พูดมาก พูดเก่ง คล่องแคล่ว มนุษยสัมพันธ์ดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น ในระยะนี้ ผู้ป่วยมักใช้เงินเก่ง ใช้จ่ายเกินตัว ขยันขันแข็ง อยากทำโน่นทำนี่ นอนดึกตื่นเช้า เพราะมีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมด และด้วยความที่ตัวผู้ป่วยเองสนใจสิ่งต่างๆ มากมาย ทำให้เกิดอาการวอกแวกมาก ไม่สามารถอดทนทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความยับยั้งชั่งใจของผู้ป่วยจะมีน้อยมาก เช่น นึกอยากจะทำอะไรต้องทำทันที หากมีใครมาห้ามจะโกรธอย่างรุนแรง หากเป็นมากๆ อาจถึงขั้นอาละวาดได้

ลองประเมินตัวเองและคนรอบข้างซิครับ ว่าเข้าข่ายอย่างที่กล่าวมาหรือไม่ หรือว่าคิดมาก คิดเยอะเกินไป หากท่านไม่มั่นใจว่าเราเข้าข่ายโรคไบโพลาร์หรือไม่ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อการวินิจฉัย และการแนะนำที่ถูกต้องก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้นะครับ

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

คาร์ดิโอ – เวท ศึกวัดใจใครกันแน่ผอมกว่า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553129

โดย Women’s Health 24 ธ.ค. 2558 16:05

 

มุมน้ำเงินเจ้าถิ่นคือคาร์ดิโอตัวเต็ง ส่วนมุมแดงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้ท้าชิงจอมเล่นเวท แต่ใครกันแน่ที่จะเป็นแชมป์รีดไขมันตัวจริง? เราจะเป็นกรรมการให้ละกันนะจ๊ะ…

คาร์ดิโอ

การเผาผลาญไขมัน

แน่นอนว่าคาร์ดิโอคือจ้าวแห่งการเบิร์น ผลการวิจัยในวารสาร Applied Physiology พบว่า นักเต้นแอโรบิกสลัดไขมันที่หย่อนคล้อยออกไปได้มากกว่าถึง 4 เท่าในเวลาอันรวดเร็วกว่ายกเวทอย่างเดียว ส่วนรูปแบบการออกกำลังนั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ : การออกแบบเข้มข้นอย่างต่อเนื่องเหมาะกับการลดน้ำหนัก ขณะที่ HIIT จะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อให้คงอยู่และกำจัดไขมันให้หลุดไปจากกล้ามเนื้อ เลือกกันตามสบายสาวๆ

ความอยากอาหาร

ไม่แปลกถ้าคุณจะหิวโซหลังวิ่งเสร็จ แต่มหาวิทยาลัย Western Australia พบว่า คนที่ทำคาร์ดิโอแบบ (high-intensity) จะกินน้อยลงในมื้อถัดไป และอีก 24 ชม.ให้หลัง เมื่อเทียบกับคนที่ทำแบบปานกลางหรือไม่ทำเลย คุณหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบเผาผลาญชื่อแอนดี้ บลานนิน (Andy Blannin) อธิบายว่า “การออกกำลังระดับ intensity จะกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนในร่างกายดีขึ้น” ซึ่งหมายความว่าเลือดจะกระจายตัวออกไปจากลำไส้ คุณจึงอยากอาหารน้อยลง เราว่าแบบนี้ก็เข้าท่านะ

ความฟิตเฟิร์ม

จากการค้นคว้าของมหาวิทยาลัย Penn State ในอเมริกาพบว่า ผู้ร่วมทดสอบการลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 9 กก. จากการทำคาร์ดิโอหรือยกเวทอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ทีเด็ดคือกลุ่มคาร์ดิโอสูญเสียกล้ามเนื้อไปถึง 3 กก. ขณะที่กลุ่มเล่นเวทเสียไขมันไปล้วนๆ เลย สรุปคือ คาร์ดิโอจะลดทุกอย่างในคราวเดียว ไขมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะให้ตรงไหนไปหรือตรงไหนอยู่

การเล่นเวท

การเผาผลาญไขมัน

สาวทุกนางฟังทางนี้ อย่าเพิ่งใจร้อนกระโดดขึ้นลู่วิ่งไปเสียก่อน แม้การยกเวทจะทำให้ระบบเผาผลาญติดเครื่องช้าไป 1 ชม. หลังออกกำลังเสร็จ เพราะร่างกายเราต้องการเวลาซ่อมแซมตัวเอง “กล้ามเนื้อมีความแอ็กทีฟในการเผาผลาญไขมันมากกว่า ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อมากเท่าไร คุณจะเผาได้มากขึ้นเท่านั้น และไขมันจะไม่กล้ามากล้ำกราย” คุณหมอนักกายภาพด้านการออกกำลังกาย ลีห์ บรีน (Leigh Breen) กล่าวไว้ เอ้า! มายกเวทกันต่อ!

ความอยากอาหาร

งานวิจัยของ American Journal of Physiology ค้นพบว่าการยกเวททำให้คุณหิวน้อยลง แต่คนละรูปแบบกับกลุ่มคาร์ดิโอ ความรู้สึกอิ่มเอมจากการออกกำลังกายจะจบลงใน 1-2 ชม. คุณจึงเริ่มหิวโซเมื่อร่างกายต้องการอาหารไปซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อ โชคร้ายหน่อยที่ผู้หญิงจะน้ำหนักขึ้นง่ายกว่า เพราะเรามีโครงสร้างร่างกายเอื้อต่อการมีบุตรและให้นมนั่นเอง

ความฟิตเฟิร์ม

“ในทางกลับกัน การเล่นเวทจะให้คุณสามารถเจาะจงได้ว่าต้องการเฟิร์มกล้ามเนื้อส่วนไหนเป็นพิเศษ” หมอลีห์กล่าว ดังนั้นหากคุณทำท่าสควอตเยอะๆ คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ต้นขาหลังและบั้นท้ายอย่างชัดเจน แต่อย่าลืมว่าต้องทำคาร์ดิโอเพื่อเน้นความชัดเจนของกล้ามควบคู่ไปด้วย อย่าเพิ่งท้อนะสาวๆ

ผู้ชนะ ผลคือเสมอกันทั้งสองฝ่าย

เมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะเริ่มใช้แอนแอโรบิกแล้วจึงย้ายไปสู่แอโรบิก ซึ่งต้องการออกซิเจน ดังนั้นคุณควรเริ่มจากการยกเวทก่อน แล้วค่อยเบิร์นต่อด้วยคาร์ดิโอ แค่นี้สาวๆ ก็ชนะใสๆ

แปลและเรียบเรียงโดย: รวีพุทธิ์ อุดมธนสกุล | ภาพ: Corbis Image

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
นิตยสาร Women’s Health ฉบับเดือนพฤษภาคม 2558

โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ชวนคุณแม่พาลูกฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553188

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2558 06:01

 

ร่วมสร้างแม่ลูกสุขภาพดีรับปีใหม่ 
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ยิ่งฉีดเร็วยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันเชื้อก่อมะเร็งปากมดลูก

ถึงแม้ว่าปัจจุบัน โรคมะเร็งปากมดลูกจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ แต่มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดเป็นอันดับสองในหญิงไทย นั่นก็เป็นเพราะเรายังคงชะล่าใจและไม่ให้ความสำคัญในการป้องกันโรคดังกล่าวอย่างจริงจัง เนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ จึงอยากเชิญชวนคุณแม่พาลูกมาร่วมสร้างสุขภาพดี และแสดงความรักด้วยการพาลูกเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสเอชพีวีและแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพอย่างวัคซีนป้องกันเอชพีวี เพื่อรณรงค์ให้สตรีไทยใส่ใจสุขภาพและห่างไกลจากมะเร็งร้าย

แพทย์หญิงณัฐยา รัชตะวรรณ สูติ-นรีแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าวว่า “หลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) หรือ Human Papilloma Virus มาก่อน ซึ่งเชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อกันได้ง่ายมาก ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์จากการมีเพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสเชื้อโดยตรง ซึ่งเชื้อไวรัสเอชพีวีแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มสายพันธุ์เสี่ยงสูง 14 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปากมดลูก เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 และกลุ่มที่ 2 กลุ่มสายพันธุ์เสี่ยงต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ เช่น สายพันธุ์ที่ 6 และ 11 ที่เป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่ โดยปัจจุบันพบว่า โรคมะเร็งปากมดลูกพบบ่อยเป็นอันดับ 2 และมีหญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยถึงวันละ 14 คน จากการสำรวจพบว่าภาคเหนือและภาคอีสานพบผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีมากที่สุดประมาณร้อยละ 20-30 เนื่องมาจากเด็กวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ค่อนข้างเร็ว ส่วนในภาคกลางมีอัตราการติดเชื้ออยู่ที่ร้อยละ 10 และภาคใต้มีอัตราการติดเชื้อน้อยที่สุดไม่ถึงร้อยละ 10 นั่นก็เป็นเพราะพฤติกรรม เนื่องจากวัฒนธรรมและความเชื่อของคนใต้ที่ค่อนข้างเคร่งครัด และไม่นิยมเปลี่ยนคู่นอน ทำให้อัตราการติดเชื้อน้อยกว่าภาคอื่นๆ โดยปกติ ร่างกายคนเราสามารถขจัดเชื้อไวรัสเอชพีวีออกไปได้ แต่หากได้รับเชื้อเป็นเวลานานจนติดเชื้อแบบคงทน ก็จะลุกลามกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ สำหรับอาการของโรคมะเร็งปากมดลูกในช่วงแรก ส่วนมากจะมีอาการตกเลือด อาจจะมีลักษณะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยในระหว่างรอบเดือน หรือมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ บางรายอาจมีน้ำปนออกมากับเลือด หรือตกขาวปนเลือด หากเป็นหญิงวัยหมดประจำเดือนก็อาจจะมีเลือดออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตได้จากอาการตกขาวที่มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือมีหนองและเลือดปนออกมาด้วย แต่หากเป็นอาการในระยะลุกลาม อาจมีอาการขาบวม ปวดท้องหรือปวดหลังรุนแรง ปวดก้นกบและบริเวณต้นขา อีกทั้งยังอาจจะมีอาการปัสสาวะและอุจจาระเป็นเลือดอีกด้วย ส่วนการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็ง หากเป็นระยะที่ 1 สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีโอกาสหาย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่สองขึ้นไป การรักษาจะเป็นแบบการฉายแสง หรืออาจรักษาร่วมกับเคมีบำบัดในบางกรณี”

“อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้ อันดับแรก Primary Prevention หรือการงดการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งฝืนธรรมชาติและเป็นไปได้ยาก ดังนั้น เราจึงแนะนำให้สตรีเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปากมดลูก โดยหากได้รับวัคซีนก่อนการติดเชื้อวัคซีนจะมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้ถึงร้อยละ 70-80 และมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวีสามารถทำได้ตั้งแต่ในเด็กอายุ 9 ปี จนถึงผู้ใหญ่อายุ 45 ปี แต่สำหรับผู้ใหญ่อาจจะต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขอื่นๆ เช่น เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหรือไม่ เคยติดเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อนหรือไม่ ฯลฯ โดยจะทำการตรวจภายในก่อนฉีดวัคซีนเพื่อให้มั่นใจว่ายังไม่เคยได้รับเชื้อเอชพีวีและยังไม่เคยเป็นมะเร็งปากมดลูกมาก่อน ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงหากฉีดในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว คำแนะนำอื่นๆ ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ก็คือแนะนำให้สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ เราจะเห็นว่าโรคมะเร็งปากมดลูกถือเป็นมะเร็งชนิดเดียวที่ป้องกันได้ ทั้งนี้การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเมื่อเป็นโรคแล้ว เพราะคุ้มค่ากว่าทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และยังเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรักษาโรคมะเร็งด้วย” แพทย์หญิงณัฐยา กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน แพทย์หญิงหทัยทิพย์ ชัยประภา กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าวว่า “ปัจจุบัน วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีมี 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันเอชพีวีชนิด 2 สายพันธุ์ จะครอบคลุมสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งช่องคลอดในเพศหญิง และวัคซีนป้องกันเอชพีวีชนิด 4 สายพันธุ์ จะครอบคลุมสายพันธุ์ที่ 6, 11, 16 และ 18 ซึ่งมีข้อบ่งชี้ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก หูดหงอนไก่ ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย สามารถฉีดในเด็กตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป ซึ่งนับเป็นโอกาสดีที่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถพาลูกสาวมาฉีดวัคซีน เพราะจริงๆ แล้วเชื้อไวรัสเอชพีวีสามารถติดได้ง่ายมาก นอกจากการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์แล้ว บางครั้งอาจเกิดจากการสัมผัสเชื้อโดยตรง เช่น ในห้องน้ำสาธารณะ ดังนั้น เด็ก วัยรุ่น หรือผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็มีโอกาสติดได้ หรือแม้แต่ในเด็กทารกก็สามารถติดเชื้อไวรัสเอชพีวีได้จากมารดาผ่านทางช่องคลอด ทำให้เกิดการอุดตันในระบบทางเดินหายใจ ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีตั้งแต่เด็กจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเด็กยังไม่เคยได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อน และการฉีดวัคซีนในเด็กยังจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการฉีดในผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า ดังนั้น เราจึงแนะนำให้เด็กฉีดวัคซีนแค่ 2 เข็มก็เพียงพอแล้ว ในขณะที่ผู้ใหญ่ต้องฉีด 3 เข็ม จะเห็นได้ว่าฉีดในเด็กให้ความคุ้มทุนมากกว่า ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากยังไม่เห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือมีความเชื่อผิดๆ ที่ว่าเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีเพศสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การฉีดวัคซีนให้ลูกตั้งแต่เด็กจะช่วยให้ลูกมีภูมิต้านทานพร้อมเมื่อเติบโตสู่วัยเจริญพันธุ์ และยังป้องกันการติดเชื้อที่ไม่ได้มาจากเพศสัมพันธ์ด้วย”

คุณแม่เปิ้ล-นลรรพรรฎ คุณแม่ของน้องอันดา – กุณฑีรา ยอดช่าง ที่พาลูกสาวมาฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีกล่าวว่า “ปีนี้น้องอันดาอายุ 9 ปีพอดี เปิ้ลจึงพามาปรึกษาคุณหมอแล้วก็ได้รับคำแนะนำว่าควรให้น้องฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีได้เลย อย่าคิดว่าการพาลูกไปฉีดวัคซีนจะเป็นการส่งเสริมให้เขามีเพศสัมพันธ์ เพราะอย่างที่คุณหมอบอกว่าจริงๆ แล้ววัคซีนป้องกันเอชพีวีก็เหมือนวัคซีนอื่นๆ ที่สำคัญ ฉีดตอนที่น้องยังเป็นเด็กจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าด้วย เรารู้สึกว่าตอนที่เรายังดูแลเขาได้ เราก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด อะไรที่ช่วยปกป้องลูกเราได้ เราก็ต้องทำอยู่แล้วค่ะ เปิ้ลมองว่าการพาอันดามาฉีดวัคซีนเป็นการเตรียมพร้อมให้กับลูกในด้านสุขภาพเหมือนกับที่เราเตรียมเรื่องการศึกษาให้เขา เราลงทุนในวันนี้เพื่อเพิ่มโอกาสที่ดีให้ลูกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต ส่วนตัวเปิ้ลเองก็ได้รับวัคซีนป้องกันเอชพีวีเรียบร้อยแล้วค่ะ เรามองว่าการป้องกันก่อนที่จะเป็นโรคย่อมดีกว่าเป็นแล้วรักษา และเปิ้ลอยากเชิญชวนให้คุณผู้หญิงทุกคนเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี และหากคุณแม่ที่มีลูกสาวก็อย่าลืมพาลูกสาวไปรับวัคซีนป้องกันเอชพีวีกันนะคะ สายใยความรักของแม่สามารถส่งต่อได้ด้วยการดูแลสุขภาพของลูกค่ะ”

ทั้งนี้ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ จึงอยากเชิญชวนคุณสุภาพสตรี และคุณแม่ที่รักและห่วงใยสุขภาพของลูกๆ พาลูกมาฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี และเพื่อร่วมสร้างสุขภาพดีให้คุณแม่และคุณลูกรับเทศกาลปีใหม่ 2559 ทางโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ มีบริการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีสำหรับคุณแม่ โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-022-2222

ภาพจากซ้ายไปขวา : แพทย์หญิงณัฐยา รัชตะวรรณ สูติ-นรีแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์, คุณเปิ้ล-นลรรพรรฎ และน้องอันดา – กุณฑีรา ยอดช่าง, แพทย์หญิงหทัยทิพย์ ชัยประภา กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

แพทย์หญิงณัฐยา รัชตะวรรณ สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

แพทย์หญิงหทัยทิพย์ ชัยประภา กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

คุณแม่เปิ้ล-นลรรพรรฎ และน้องอันดา – ด.ญ. กุณฑีรา ยอดช่าง

คุณแม่เปิ้ล พาน้องอันดา เข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอก่อนเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี

คุณแม่เปิ้ล-นลรรพรรฎ ยอดช่าง เข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอก่อนเข้ารับวัคซีนป้องกันเอชพีวีด้วยเช่นกัน

จับตาย 6 เทคนิค กระตุ้น ‘เซ็กซ์’ เผ็ดแซ่บสะท้านเตียง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551607

โดย FHM 23 ธ.ค. 2558 16:05

 

หนุ่มๆ หลายคนมัวแต่สนใจเรื่องใหญ่ๆ ที่เห็นได้ชัดเจนกว่า จนทำให้ลืมเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ซึ่งหารู้ไม่ว่า มันก็ช่วยทำให้เซ็กซ์ร้อนแรง และถึงฝันได้ไม่แพ้กัน เผลอๆ อาจแซ่บซี๊ดยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ!

1. ต้องการอะไรก็บอกตรงๆ

คุณอาจจะมองว่าผู้หญิงมักดูเรียบร้อย ไม่พูดจาทะลึ่งตึงตัง แต่ถ้าลองสังเกตดูดีๆ คุณจะเห็นว่าเวลาเธอเฝ้าหน้าจอแล้วเห็นข่าวดารา หรือแม้แต่คุยกันในลิฟต์ พวกเธอก็จะพูดกันแบบตรงไปตรงมา บางทียังพูดตรงยิ่งกว่าผู้ชายด้วยกันเองเสียอีก หรือเวลาจะจีบเธอ เธอมักชอบชายที่กล้าแสดงความรู้สึกตรงๆ และกล้าจีบเธอตรงๆ มากกว่าฝากเพื่อน เพราะผู้หญิงเกือบ 60% ชอบเรื่องราว หรือประสบการณ์ตรงที่ชวนตื่นเต้นเร้าใจมากกว่า แต่สิ่งที่ยากก็คือ คุณจะเริ่มต้นอย่างไรล่ะ? ง่ายๆ เลย ก็เริ่มต้นจากการถามเธอตรงๆ นี่แหละ!

ต้องการอะไรก็บอกเธอไปเลยตรงๆ

2. บอกล่วงหน้า ผลลัพธ์มักดีขึ้น


การไม่บอกล่วงหน้าอาจเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ ทว่าการบอกไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สร้างผลดีได้ไม่แพ้กัน เพราะนิสัยผู้หญิงมักชอบคาดหวังเสมอ และอยากทำอะไรให้ออกมาดี ดังนั้นบอกเธอไปเลยว่า คุณอยากจะมีอะไรกับเธอ บางทีเธอก็ต้องการเวลาเตรียมพร้อมมากกว่าจู่โจมนะ หรือบอกให้เธอรู้ล่วงหน้าแค่ 5 นาที การพูดตรงๆ สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เช่น ไม่ต่อต้านแบบตื่นตกใจ หรือมีเวลาอาบน้ำ และพรมน้ำหอมเป็นอย่างดีด้วยกันทั้งคู่

3. ควรมีเวลา “วอร์มอัพ”

อย่างเช่น การวอร์มกล้ามเนื้อลิ้นของคุณ ด้วยการแลบลิ้นเข้าๆ ออกๆ เพื่อให้คุณสามารถควบคุมลิ้นได้ดั่งใจปรารถนา หรือยืดแข้งยืดขา เพื่อให้กล้ามเนื้อยืดขยายเหมือนก่อนออกกำลังกายปกติ ช่วยลดความเสี่ยงกับอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ หรือเป็นตะคริวเมื่อเกร็งตัวผิดจังหวะ คุณอาจวอร์มอัพสัก 5-10 นาที ก่อนถึงเวลาใช้งาน ก็รับประกันความพร้อมได้แล้วล่ะ!

วอร์มอัพลิ้นก่อนใช้งาน

4. ปิดตากระตุ้นอารมณ์
หนุ่มสาวทั่วไปรับข้อมูลเข้าสู่สมองผ่านการมองเห็นมากถึง 60-90% แต่เมื่อไรที่ตาคุณโดนปิด จะทำให้ความต้องการ และความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่อคุณกระตุ้นเธอด้วยสิ่งของนุ่มๆ อย่างขนนก หรือพู่กัน แปรงไล้ไปตามลำตัว มันก็จะทำให้อารมณ์เสน่หาของเธอค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว…

5. การจับมือ คือสิ่งที่ชายหลายคนมองข้าม!


คุณอาจมองแค่ว่า การจับมือมันธรรมดาเกินไป แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว การสอดนิ้วประสานมือเข้าไปยังอีกฝ่ายถือเป็นการแสดงออกซึ่งความรัก เช่นเดียวกับ ตามองตา การประกบปากจูบ หรือเนื้อแนบเนื้อ เมื่ออวัยวะเดียวกันสัมผัสกัน มันเป็นสัมผัสพิเศษที่แผ่พลังต่อกันและกันเสมอ

สอดนิ้วประสานมือกันบ้าง…

6. เทคนิคกระตุ้นปากถ้ำ แค่ 1 ใน 3  


ถือเป็นการยั่วให้เธอเกิดอารมณ์ได้มากขึ้น เหมือนอาการค้างๆ คาๆ และเธอก็รออยู่ว่า เมื่อไรเวลานั้นจะมาถึง เพราะการสอดใส่แบบเต็มๆ อาจทำให้ขาดความเร้าใจในทันที ฉะนั้นลองหยั่งเชิงสัก 1 ใน 3 ของของลับที่มี เมื่อไรที่เธอร้องขอจากคุณก็จงดึงจังหวะอีกสักหน่อย ถือเป็นการเพิ่มเวลาเล้าโลมเธอได้นานมากขึ้น รับรองว่าเมื่อถึงเวลาสอดใส่ไปเต็มที่ อารมณ์สุขสมจะล้นปรี่จนเธอพึงพอใจ!

ที่มา : fhm.in.th

รู้หรือไม่ ? สีที่ชอบ บอกถึงเซ็กซ์ที่ใช่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549405

โดย GQ Thailand 21 ธ.ค. 2558 16:05

 

คุณอาจจะเคยเห็นการจับคู่สีกับนิสัย หรือบุคลิกของคน คราวนี้เราจะมาจับคู่สีที่คุณชอบกับเรื่องเซ็กซ์ ผ่านไอเท็มชิ้นโปรดของคุณไม่ว่าจะเป็นเชิ้ต เสื้อยืด กางเกง หรือสูทก็ตาม บอกเลยว่าเสื้อผ้าสีไหนก็ตามที่คุณชอบใส่เป็นประจำ ผู้หญิงสามารถวิเคราะห์ไปได้ถึงเรื่องเซ็กซ์ของคุณเลยทีเดียว…

สีแดง – เป็นสีที่แสดงพลังทางเพศสูงมาก คนที่ชอบใส่เสื้อผ้าสีแดงจะชอบเซ็กซ์ที่ร้อนแรง เป็นคนใส่ใจในจุดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ มักปรับปรุงเรื่องเซ็กซ์ให้ดีอยู่เสมอ แต่อาจจะเซ็กซ์จัดไปเสียหน่อย

สีดำ – คุณอาจมีปมด้อยเรื่องเซ็กซ์ และนั่นคือจุดอ่อนของคุณ ไม่มั่นใจ แม้ภายนอกดูเข้มแข็งก็ตาม ขณะเดียวกันเซ็กซ์ของคุณไม่เคยมีความนุ่มนวล ออกแนวก้าวร้าวมากกว่า

สีส้ม – คุณคือผู้ชายผู้หิวโหยเรื่องเซ็กซ์แบบไม่เคยพอ เป็นนักล่าผู้หญิงตัวยง

สีเขียว – ชอบใส่เสื้อผ้าสีเขียว ฟันธงได้เลยว่าเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์กับเรื่องเซ็กซ์สูงมาก อาจชอบหาสิ่งใหม่ๆ มาเล่น ท่าใหม่ๆ ไม่ให้จำเจ ขณะเดียวกันเป็นเซ็กซ์ที่ดูผ่อนคลาย นุ่มนวล และปลอดภัย

สีเหลือง – คุณผู้หญิงที่มีแฟนชอบสีเหลืองบอกเลยว่าโชคดีมากๆ คุณได้ผู้ชายที่มีเซ็กซ์แบบอบอุ่น เป็นสุภาพบุรุษ แต่ก็มีความตื่นเต้นในคราวเดียวกัน แถมเป็นเซ็กซ์แบบมองโลกในแง่ดีด้วยนะ

สีฟ้า – เซ็กซ์ของผู้ชายที่ชอบสีฟ้า ค่อนข้างทำแบบไม่รีบร้อน เล้าโลมนานๆ และให้ความผ่อนคลาย บันเทิงใจ

สีขาว – โชคร้ายหน่อยสำหรับคุณผู้หญิงที่มีแฟนชอบใส่เสื้อผ้าสีขาว เพราะเขาจะเป็นคนเรียบร้อยกับเรื่องเซ็กซ์ ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าไร ประมาณว่ามีก็ได้ ไม่มีก็ยิ่งดี

ที่มา : GQ Thailand
www.gqthailand.com

อาหารเสริม จากไวน์ สู่เส้นทางอมตะ ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551251

โดย หมอดื้อ 20 ธ.ค. 2558 05:01

 

ตอนที่แล้ว เป็นการบรรยายถึงกลไกในการควบคุมอายุให้ยืนยาวและแข็งแรงโดยผ่านยีนต่างๆ บทความในวารสาร Scientific American 2012 จนนิตยสารไทม์ 2015 ในเส้นทางสู่การมีอายุยืน และในวารสาร Nature 2015 พบว่าสารสกัดจากองุ่น ไวน์ คือ Resveratrol สามารถสร้างเซลล์สมองใหม่ได้ในหนู

ล่าสุด ในวารสารทางสมองของสหรัฐฯ Neurology 2015 ศึกษาในคนไข้อัลไซเมอร์มากกว่า 100 ราย และตรวจน้ำไขสันหลังเป็นระยะ ตลอด 1 ปีพบว่าสารพิษตัวการ ApoE และ Amyloid ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ปริมาณที่ใช้ต้องมากถึง 2,000 มก.ต่อวัน เนื่องจากการดูดซึมจากลำไส้เข้าร่างกายไม่ดีนัก

จากกลไกการยืดอายุให้ยืนยาว จะเห็นได้ว่าระดับ NAD+ ที่สูงขึ้นเป็นแกนกลางสำคัญ โดยจะเพิ่มปริมาณและการทำงานของยีน SIRT1 ส่งผลควบคุม ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ PARP (Poly-ATP-Ribosome Poly merase) ซึ่งเป็นตัวสำคัญในกลไกที่ทำให้เซลล์ตาย หรือในทางกลับกันมีการซ่อมแซมของเซลล์

เพราะฉะนั้นในหนูที่ขาดพลังงานจากกลูโคส แม้ได้รับไขมันเพิ่มก็ตาม กลับผอมเพรียวขึ้น และไม่มีความเสี่ยงในการเกิดเบาหวาน โดยในเซลล์จะมีจำนวนไมโตคอนเดรียเพิ่มขึ้นและตัวใหญ่ขึ้น เป็นการใช้พลังงานในเซลล์อย่างฉลาด สมเหตุสมผล และมลพิษในเซลล์น้อยลง กำจัดขยะได้ง่ายขึ้น

ในการศึกษาต่อมายังพบว่า SIRT1 ยังมีบทบาทแม้แต่ในภาวะที่อาหารเหลือเฟือ และการที่มี SIRT1 มากขึ้น ยังช่วยบรรเทาอาการของหนู ที่เป็นโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และโรคสมองเสื่อมที่มีการเคลื่อนไหวและสติปัญญาบกพร่อง คือ โรค Huntington ตัว SIRT1 ยังมีผลต่อรูปร่างความผิดปกติของตัวอสุจิ (sperm)

ทั้งนี้ ถ้าปรับพันธุกรรมของหนูให้เซลล์อัณฑะขาด SIRT1 ตัวอสุจิจะผิดปกติ นอกจาก SIRT1 ยังมี SIRT3 ซึ่งปรับระดับของออกซิเจนพิษในเซลล์และเมตาบอลิซึมในกรดไขมัน ซึ่งมีผลในโรคที่เกิดจากความผิดปกติของไขมัน เบาหวาน อ้วน เป็นต้น รวมทั้งจากการที่ SIRT3 เป็น Sirtuin หลักที่อยู่ในไมโตคอนเดรีย ดังนั้น SIRT3 จะสามารถควบคุมมะเร็งทั้งขนาดและการกระจายโดยผ่านโมเลกุลออกซิเจนพิษ

จนถึงตรงนี้อาจยังนึกภาพไม่ออกว่าอาหารเสริมจะช่วยอะไร Resveratrol มีความเกี่ยวพันกับ Sirtuin ต่างๆ และระดับของ NAD+ ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นของกระบวนการปรับความสมดุลของพลังงาน คงความมั่นคงแข็งแรงของโรงงานในเซลล์ คือ ไมโตคอนเดรีย ปรับสภาพเซลล์ให้คงทนอยู่ได้ และซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย และส่งผลในการบรรเทาโรคที่เกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมทั้งหลาย รวมทั้งเบาหวาน โรคไขมันสูง เป็นต้น

โลกได้รับทราบสรรพคุณของไวน์ที่มีผลต่อสุขภาพจากรายงานของฝรั่งเศสในปี 1992 ในไวน์มีระดับแอลกอฮอล์ 11-14% และมีสารประกอบ Polyphenols ซึ่งตัวเสริมสุขภาพในไวน์นั้นได้จากทั้งแอลกอฮอล์ (ดังที่ดื่มวิสกี้ วอดก้า บรั่นดี ไวน์ขาว ในปริมาณชาย 2 หญิง 1 แก้ว ก็ดีทั้งนั้น) และได้จากสาร Polyphenols Resveratrol อยู่ในเปลือกขององุ่น (ในไวน์แดง) และผลไม้นานาชนิด เช่น Cranberry, Mulberry, Lingonberry, Bilberry, Partridgeberry, Sparkleberry, Blueberry, Jackfruit, Peanut

แม้กระทั่งใบและดอกของต้นไม้หลายชนิด Resveratrol ที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ในปัจจุบันเตรียมจากรากแห้งของ Polygonum Cuspidatum ในญี่ปุ่นและจีน โดยที่สมุนไพรที่สกัดจาก Polygonum ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อรา โรคผิวหนัง โรคตับ และโรคหัวใจมาแต่โบราณกาล ในส่วนที่เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ถัดจากกลไกระดับในเซลล์ออกมา คือ Resveratrol ยับยั้งกระบวนการ LDL (ไขมันเสีย) Peroxidation ซึ่งนำสู่เส้นเลือดตีบ และเพิ่มไขมันดี HDL และกระตุ้นให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่น ขยายขนาดได้มากขึ้น โดยผ่านทาง nitric oxide ยับยั้ง Endothelin

ซึ่งทำให้เส้นเลือดหดตัว และอาจมีผลทำให้เลือดไม่หนืด และการล้นทะลักของเลือดกลับเข้ามามากเกินไป มายังเนื้อเยื่อที่ขาดเลือด และปรับสภาพการทำงานของหัวใจ (Pre-Condi tioning) ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการปกป้องหัวใจจากโรค ในส่วนของสมองและระบบประสาท Resveratrol ยังสามารถซึมผ่านเข้าสมอง ทั้งๆที่สมองจะมีระบบป้องกันเข้มงวดจากผนังปราการที่หลอดเลือด (Blood Brain Barrier) และส่งผลปรับการทำงานของเซลล์ Astrocyte ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Glutamate และการอักเสบที่เกี่ยวพันกับโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน นอกจากนั้น ยังมีผลต่อการฟื้นฟูสภาพ และการปรับเพิ่มพูนประสิทธิภาพของระบบประสาท และการหลั่งของสารสำคัญคือ trophic factor S100B

ที่กล่าวมายืดยาว เป็นเครื่องแสดงว่าการคัดสรรอาหารเสริมไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และต้องท่องขึ้นใจว่าอาหารเสริมไม่ถึงกับเป็นของวิเศษ ไม่เป็นยา อาจช่วยใช้รักษาโรค ป้องกันโรค เป็นของเสริม ตราบใดที่ไม่สามารถมีข้อมูลชัดเจนถึงประสิทธิภาพการรักษาว่าลดการเจ็บป่วย การตายได้เพียงใด ป้องกันการเกิดโรคได้กี่เปอร์เซ็นต์ จะใช้ขนาดเท่าใดจึงจะเริ่มเห็นประสิทธิภาพ มีผลข้างเคียงระดับใด ก็ยังจัดเป็นยาไม่ได้ อาจจะใช้เป็นของ “บำรุง” ได้

และถึงแม้ Resveratrol จะดู “เก่ง” เพียงใด แต่ในทางสู่อมตะ แม้ว่าจะมีผลในการยืดอายุของหนูที่ให้อาหารไขมันสูงก็ตาม แต่ในหนูที่ได้อาหารปกติกลับอายุไม่ยืนกว่าเดิมตามที่คาด แม้ว่ากลไกในการปกป้องเซลล์จะคงมีอยู่ก็ตาม เพราะฉะนั้นตอนต่อไปเตรียมตัวพบเส้นทางอมตะเส้นใหม่ ชื่อว่า TOR นะครับ.
หมอดื้อ

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 1) รู้จักโรคไบโพลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549394

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 18 ธ.ค. 2558 05:31

 

มีคำถามมากมายว่าโรคไบโพลาร์คืออะไร ลักษณะอาการเป็นอย่างไร ตัวเองมีโอกาสเป็นโรคที่ว่านี้ได้หรือไม่ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนแต่มีโอกาสน้อยมาก ไปทำความรู้จัก โรคไบโพลาร์พร้อมๆ กันเลย

โรคไบโพลาร์ หรือ Bipolar Disorder คือ โรคที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ ผู้ที่เป็นจะมีอารมณ์ และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ลักษณะอารมณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปมีสองแบบ แบบแรกมี ลักษณะอารมณ์และพฤติกรรมแบบซึมเศร้า แบบที่สองมีลักษณะคึกคัก พลุ่งพล่าน ซึ่งเรียกว่า เมเนีย (mania) โดยสามารถอธิบายได้จากภาพกราฟอารมณ์จากการตรวจของแพทย์ ซึ่งจะแสดงการเปลี่ยนแปลง ของอารมณ์เป็นช่วงๆ คือ ช่วงซึมเศร้าแล้วตามด้วยช่วงเวลาที่เป็นปกติดี จากนั้นอาจเกิดอาการแบบเมเนียขึ้นมา หรือบางคนอาจเริ่มด้วยอาการแบบเมเนียก่อนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องตามด้วยอาการด้านตรงข้ามเสมอไป เช่น อาจมีอาการแบบซึมเศร้า-ปกติ-ซึมเศร้า-เมเนีย สลับกันไป

สาเหตุของโรค ไม่ได้เกิดจากผู้ป่วยมีจิตใจอ่อนแอหรือคิดมาก แต่เกิดจากความผิดปกติทางสมอง ผู้ป่วยจะมีการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทในสมอง และสารเคมีในสมองแปรปรวนไป ผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์ มักมีประวัติญาติเป็นโรคทางอารมณ์ ทำให้บุตรที่เกิดมามีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไปถึง 8 เท่า สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นโรค หากพบเหตุกดดันทางจิตใจ เช่น ตกงาน ญาติเสียชีวิต หรือมีการเสพยาต่างๆ ก็มีแนวโน้มไปกระตุ้นให้แสดงอาการออกมา อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนก็เป็นโรคนี้โดยไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ เช่นเดียวกับโรคความดันหรือโรคเบาหวาน ที่บางครั้งก็เกิดจากกรรมพันธุ์แต่บางครั้งก็ไม่ใช่ ทางการแพทย์จึงไม่ถือว่าโรคนี้เป็นโรคทางกรรมพันธุ์

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ได้รับรู้ถึงการเกิดโรคไบโพลาร์อย่างคร่าวๆ คงจะพอมีแนวทางการสังเกต เพื่อเตรียมการเฝ้าระวังโรคดังกล่าวได้ไม่ยาก อย่าลืมติดตามอาการของโรคนี้ในศุกร์สุขภาพสัปดาห์หน้ากันนะครับ

รองศาตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

‘อย่า’ ไม่เอานะ! เพียง 5 ข้อ ที่เลดี้ร้องขอบนสังเวียนรัก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548782

โดย FHM 16 ธ.ค. 2558 16:05

 

5 สิ่งต่อไปนี้จะทำให้สาวคนรักข้างกายของคุณ ขุ่นเคืองอารมณ์ สะสมความสะอิดสะเอียนไว้ ถ้าหนุ่มๆ เข้าขั้นทำร้ายสาวคนรักจนเกินพอดี !

1. อย่า … บังคับให้เธอเป็นฝ่ายเริ่มออรัลเซ็กซ์ก่อน 


ถือเป็นวิธีเริ่มต้นเกมรักที่แย่มาก ถ้าเธอรู้ว่าคุณต้องการให้เธอลูบหัวน้องชายด้วยปากในทันทีทันใด แต่ในทางปฏิบัตินั้น คุณต้องทำให้เธอรู้สึกมีอารมณ์ร่วมขึ้นมาก่อน อย่าเริ่มต้นด้วยการบังคับกันถ้าเธอยังไม่พร้อม ทว่าต้องทำให้เธอรู้สึกอยากจะจัดการกับน้องชายของคุณเอง นั่นจึงถือว่าเป็นศิลปะชั้นยอด ทางที่ดีคือคุณควรเริ่มเล้าโลมให้เธอได้เห็นเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน คุณจะดูแมนมากในสายตาเธอ ถ้าคุณทำได้ดีมีเหรอที่เธอจะไม่ตอบสนองกลับมา!

อย่าบังคับให้เธอเริ่ม ‘ออรัลเซ็กซ์’ ก่อน

2. อย่า … ลืมสัมผัสส่วนอื่นๆ

ผู้ชายบางคนจ้องแต่จะปั้นอารมณ์ให้แข็ง แล้วก็ยัดเยียดความเป็นชายทะลุทะลวงเข้าไป ทั้งที่การสัมผัสระหว่างปาก และลิ้นของชายกับหญิง นับเป็นสัมผัสที่วาบหวิว และดูดดื่มที่ส่งพลังงานแห่งความรักได้ดี เมื่อปากของคนสองคนประสานเป็นหนึ่งเดียว ดวงตาแลกเปลี่ยนความเป็นเจ้าของกันและกัน แล้วหนุ่มๆ จะมองข้ามเพื่อมุ่งหน้าไปปากอ่าวทันที ก็นับว่าใจร้ายเกินชายไปหน่อยล่ะ

3. อย่า … ทิ้งร่องรอยฟกช้ำไว้บนกาย


นี่อาจเป็นความสะใจของหนุ่มบางราย แต่รู้ไหมว่า มันกลับกลายเป็นความอับอายของเธอเสียมากกว่าที่ใครเกิดพบเห็นมันเข้า ทำนองใครเห็นก็ย่อมรู้ว่าร่องรอยนี้เธอได้แต่ใดมา ถ้าฝ่ายชายมีรอยฟกช้ำอาจดูไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจากพื้นฐานนิสัยที่ค่อนข้างโลดโผน แต่ฝ่ายหญิงที่มีรอยฟกช้ำอยู่นอกเหนือร่มผ้า อย่างต้นคอ และต้นแขนนี่สิ อาจทำให้เธอต้องสวมเสื้อคอเต่าแขนยาวไปทั้งอาทิตย์เลยก็ได้

อย่าทิ้งร่องรอยฟกช้ำไว้บนกายเธอ


4. อย่า … เห็นภาพยนตร์บิ้วอารมณ์ดีกว่าเธอ

เพราะท่านชายไม่ได้อยู่คนเดียว และไม่ได้กำลังช่วยตัวเองสักหน่อย ดังนั้นถือเป็นการผิดมหันต์ ถ้าจะเปิดภาพยนตร์รัก 18+ แล้วโฟกัสอารมณ์ไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่น แทนที่จะเป็นเธอ !! การบิ้วอารมณ์ด้วยภาพยนตร์หวาบหวิวในตอนเริ่มต้นนั้นไม่ใช่เรื่องผิด ทว่าเมื่อได้ที่แล้วก็ควรจะปิดมากกว่าเปิดทิ้งไว้นะ

5. อย่า … รุนแรงอกสั่นจนเธอขวัญผวา


ถ้าถามผู้หญิงทุกคนว่า อะไรที่เป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวที่สุดในการมีเซ็กซ์แต่ละครั้ง พวกเธอก็มักจะตอบว่า ความบ้าดีเดือดของผู้ชายที่ชอบทำอะไรแผลงๆ หรือผิดวิถีมนุษย์คนอื่น วิธีที่แปลกออกไปแบบรุนแรง ก้าวร้าว หรือประหลาดล้ำ จนทำให้ขวัญผวาแบบรู้สึกไม่สบายใจ ก่อนอื่นคุณผู้ชายควรทำความเข้าใจระหว่างความรู้สึกแบบ ‘ละมุนละไมแต่เดาทางไม่ได้’ กับ ‘รุนแรงจนไม่อยากจะเดา’ นั้น มีความต่างกันอยู่มากนัก!

อย่ารุนแรงกับเธอมากจนเกินไปนัก …

ที่มา : fhm.in.th