อาหารเสริมจากไวน์ สู่เส้นทางอมตะ ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548089

โดย หมอดื้อ 13 ธ.ค. 2558 05:01

 

เวลาเที่ยงพักกินข้าวเป็นเวลาที่ผู้เขียนมีความสุขมาก นอกจากกินข้าวกล่องที่ซื้อจากโรงอาหาร ก็จะเป็นเวลาที่ได้อ่านและรับชม-ฟัง นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ได้รับรางวัลโนเบลมาพูดให้ฟังโดยผ่านทางอินเตอร์เน็ต สถาบันที่ผู้เขียนเป็นสมาชิกมากว่า 20 ปี คือ New York Academy of Science (www.nyas.org) ซึ่งเราสามารถ รับรู้ข้อมูล และดูวีดิโอการบรรยายได้เหมือนกับไปนั่งฟังจริงๆ

ที่ทึ่งมากเป็นพิเศษและเป็นที่มาของบทความนี้ คือการเสนอผลงานค้นคว้าเกี่ยวกับสาร ซึ่งมีใน “ไวน์แดง” ที่มีชื่อว่า Resveratrol และตีพิมพ์ในเดือนมกราคม 2011 และหลังจากนั้นมีการประชุมเป็นระยะทุกปี จนถึงปี 2015 และมีบทความในวารสาร Scientific American 2012 จนนิตยสาร ไทม์ 2015 ในเส้นทางสู่การมีอายุยืน และในวารสาร Nature 2015 พบว่าสร้างเซลล์สมองใหม่ได้ในหนู

ล่าสุด ในวารสารทางสมองของสหรัฐฯ Neurology 2015 ศึกษาในคนไข้อัลไซเมอร์ มากกว่า 100 ราย และตรวจน้ำไขสันหลังเป็นระยะ ตลอด 1 ปี พบว่าสารพิษ ApoE และ Amyloid ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และปริมาณที่ใช้ต้องมากถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากการดูดซึมจากลำไส้เข้าร่างกายไม่ดีนัก

ความเป็นอมตะ คือมีชีวิตยืนยาวสุขภาพดีสมองไม่เสื่อม ไม่มีโรคเกี่ยวเนื่องกับอายุขัย เป็นสิ่งที่มนุษย์ (โดยเฉพาะตั้งแต่เลข 4 ขึ้นไป) แสวงหากลไกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ทำให้อายุยืนยาวแต่ไม่มีใครทำคือทำให้ตกอยู่ในภาวะอดอาหาร โดยเฉพาะขาดกลูโคสหรือน้ำตาล (Starvation และ Caloric Restriction) ซึ่งพิสูจน์ได้ในสัตว์ทดลองเช่นหนู ตั้งแต่ 80 ปีมาแล้วโดย Clive McCay และ Mary Crowell จากมหาวิทยาลัย Cornell และเป็นจริงในลิงเช่นกัน ในราวปี 1950 เป็นต้นมา Denham Harman ที่มหาวิทยาลัย California, Berkley ได้พัฒนาความรู้โดยเชื่อมโยงกับกระบวนการเกิดออกซิเจนพิษ (oxygen free radical species) ในร่างกาย

ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลไกทั้งหมดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงดูจะมุ่งไปสู่ Sirtuins ซึ่งเป็นโปรตีนควบคุมกระบวนการในร่างกาย ซึ่งโดยปกติจะนิ่งเงียบกบดานอยู่ (silent information regulator หรือ SIR) และพบได้ตั้งแต่ในยีสต์ถึงมนุษย์ โดยกลุ่มของ Leonard Guarente และได้ตีพิมพ์ผลงานในปี 1995 ในวารสาร Cell

และพบว่า SIRT 4 มีบทบาทในการยืดอายุของยีสต์

ในช่วงเวลา 10 ปี จากปี 2000-2011 มีงานวิจัยเกี่ยวกับ SIR และเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องเกือบ 1,200 ฉบับ โดยการประชุมซึ่งจัดโดย NYAS มีนักวิทยาศาสตร์จาก Weill Cornell Medical College จาก Ecole Polytechnique Federale Lausanne จาก MIT และจาก Gladstone Institute (UCSF) รวมทั้งจาก Harvard Medical School

นอกจากที่ Sirtuins จะเกี่ยวพันถึงกระบวนการอดอาหาร (ให้อายุยืน แข็งแรง) ยังเชื่อมโยงไปถึงโมเลกุลขนาดเล็กที่ชื่อว่า Resveratrol ในระบบการรับรู้ของเซลล์ ในการปรับผันการใช้น้ำตาล

กลูโคสหรือไกลโคเจน (Glycogen) เมื่ออยู่ในภาวะอดอาหาร ขาดพลังงาน และหันไปใช้กรดไขมันเป็นแหล่งพลังงานแทน ทั้งนี้จะผ่านทางเอนไซม์หลัก 3 ตัว คือ AMPK (AMP-activated protein kinase) จะตอบสนองต่อ AMP และ ATP ในขณะที่ SIRT1 ต้องการ NAD+/NADH และ GCN5 จะตอบสนองต่อ Acetyl-CoA ทั้ง 3 ตัวหลักจะมีผลต่อการทำงานของ PGC-1α

ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นหรือควบคุมการทำงานของโรงงานของเซลล์ คือ ไมโตคอนเดรีย (mitochondria)

ทั้งนี้ SIRT1 จะกระตุ้น PGC-1α ในบทบาทของเอนไซม์ deacetylase และ acetylase จะยับยั้ง PGC-1α Resveratrol เกี่ยวกับโรงงานของเซลล์ โดยผ่านทาง AMPK ซึ่งทำให้ระดับของ NAD+เพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการกระตุ้น SIRT1 ส่งผลควบคุม PGC-1α (ร่วมกับ GCN5 และ SRC3) และ SIRT1 ยังมีผลต่อ FOXO (Foxhead Box Transcription Factor Type 0)

ทั้งหมดนี้จะควบคุมการทำงานของไมโตคอนเดรียและความสมดุลของพลังงานระดับเซลล์ [กระบวนการซับซ้อนสามารถเปิดอ่านและดูแผนภูมิประกอบได้ในเว็บไซต์ของเราครับ www.cueid.org ในหมวด Articles วันที่ 19 ธันวาคม 2011 เรื่อง Sirtuins, Longevity and Adaptations to Nutrient Availability]

ตอนนี้เป็นวิชาการมากเหลือเกินครับ อย่าเพิ่งต่อว่า แต่อยากให้ทราบที่มาที่ไปของการเลือกกินเลือกใช้อาหารเสริมแต่ละชนิด ต้องหนักแน่นในวิชาการพอควร ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องต้นตอของไวน์และองุ่นแล้วครับ.

หมอดื้อ

ปาร์ตี้หนักแฮงค์เว่อร์! 8 ตัวช่วยแก้เมาค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/547131

โดย GQ Thailand 11 ธ.ค. 2558 16:05

 

ความจริงก็คือไม่มีสิ่งแก้อาการเมาค้างหรือแฮงค์โอเวอร์ได้ผลชะงัด เรื่องนี้เราพูดจริง เพราะมีผลการศึกษาหลายชิ้นยืนยันว่าวิธีแก้อาการเมาค้างที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการไม่ดื่ม (โถ ชีวิต) หรืออะลุ่มอล่วยให้ดื่มได้แต่พอประมาณ เพราะต่อให้ดื่มน้ำเปล่าเป็นลิตรก่อนหรือหลังก็ไม่ช่วย

“คนส่วนมากรวมทั้งตัวผมโตขึ้นมาพร้อมความคิดที่ว่าคุณต้องดื่มน้ำปริมาณมากหากดื่มแอลกอฮอล์ ข้อดีคือช่วยลดปริมาณการดื่มสุรา แต่มันไม่ได้ช่วยลดผลกระทบจากการเมาค้าง” กล่าวโดยศาสตราจารย์ Kypros Kypri ประจำ University of Newcastle ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองล่าสุดของชาวดัตช์ที่ช่วยยืนยันอีกเสียงว่าการดื่มน้ำเปล่าไม่ช่วยอะไร นอกจากชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากการดื่มเหล้า แต่ไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวหรือคลื่นไส้

ดังนั้นหากไม่อยากเมาค้างควรป้องกันแต่เนิ่นๆ เริ่มจากกินอาหารรองท้อง เอาให้แน่ใจว่ามีคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เช่น อาหารตามสั่งสักจานหรือจะพาสต้าก็ไม่ว่ากัน เพื่อชะลอการดูดซึมแอลกอฮอล์ อย่าดื่มปนกันมั่วหรือริผสมผเสองุ่นกับข้าว นักดื่มที่ดีควรแยกให้ออกระหว่างไวน์กับบรั่นดีและเบียร์กับวิสกี้ ดื่มน้ำเปล่าสลับกับเหล้า (อัตราส่วน 1:1 แก้ว) เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์สีเข้มเพราะมีคอนจีเนอร์ (congener) ที่ทำให้เมาค้าง ยิ่งสีเข้มยิ่งมีเยอะ ยิ่งราคาถูกยิ่งมีมากตามไปด้วย แนะเป็นไวน์ขาว ยิน หรือวอดก้า เหล่านี้คือเคล็ดลับที่พอช่วยคุณได้ในกรณีที่ยังไม่เมาขาด แต่หากสติหลุดไปแล้ว ลองสต๊อกตู้เย็นด้วยอาหารเหล่านี้ที่แม้ไม่ช่วยให้หายขาด แต่ก็พอบรรเทาไปได้มาก

1. น้ำมะพร้าว

ใช่ว่าจะดีเฉพาะหลังออกกำลังกาย แต่น้ำมะพร้าวยังแก้เรื่องเมาค้างได้ด้วย เพราะช่วยลดการขาดน้ำ เพิ่มเกลือแร่ มีโพแทสเซียมสูงกว่ากล้วยซึ่งเป็นสารอาหารหลักที่ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น รสชาติอร่อยไม่จืดชืดเหมือนน้ำเปล่าที่กระเดือกไม่ลงเวลาแฮงค์โอเวอร์จัดๆ แถมยังให้ความหวานที่เป็นประโยชน์กว่าน้ำหวานตั้งเยอะ

2. ไข่

นอกจากจะย่อยง่ายและอ่อนโยนต่อกระเพาะหลังผ่านสงคราม ไข่ยังอุดมด้วยโปรตีนและซิสเทอีนช่วยดับพิษสุรา รวมถึงวิตามินบีลดอาการเมาค้าง แต่หากเมื่อคืนคุณดื่มหนักไปหน่อยซึ่งอาจส่งผลต่อรอบเอว แนะว่าให้กินไข่ขาวมากกว่าไข่แดง สูตรคือไข่ขาว 4 ฟองต่อไข่แดง 2 ฟอง เคียงด้วยหน่อไม้ฝรั่งที่ช่วยเร่งการขจัดแอลกอฮอล์และลดการเสื่อมถอยของเซลล์ในร่างกาย

3. ซุปมะเขือเทศ

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ บอกให้กินน้ำมะเขือเทศผสมเบียร์ แต่ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แนะให้คุณเปลี่ยนมาเป็นซุปมะเขือเทศหรือซุปไก่ปรุงรสด้วยเกลือ เพื่อทดแทนน้ำและสารอาหารที่เสียไป ทั้งยังทำให้กระเพาะไม่ว่างหลังการอ้วกมาทั้งคืน สองอย่างนี้มีโพแทสเซียมและโซเดียมที่ช่วยดึงอิเล็กโทรไลต์กลับสู่ร่างกาย อีกทั้งเกลือที่ใส่ไปยังช่วยให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้นและทำให้คุณกระหายน้ำ ถือเป็นการบังคับให้ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ

4. กล้วย

อ่านมาหลายข้อจะเห็นว่าเราพูดถึงโพแทสเซียมบ่อยครั้งก็เพราะมันดีต่อคนเมาจริงๆ แอลกอฮอล์ทำให้คนเราปัสสาวะบ่อยและโพแทสเซียมจะถูกขจัดออกมาทางนั้น ส่งผลให้รู้สึกล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ความดันโลหิตขึ้น ซึ่งล้วนเป็นอาการของคนเมาค้าง ในขณะที่กล้วยมีโพแทสเซียมสูง ราคาถูก อยู่ท้อง ย่อยง่าย ทั้งยังปอกกินสะดวกไม่ว่าจะเมาหัวทิ่มขนาดไหน

5. ชาเขียว

มากด้วยสารต้านแก่ ชะลออายุเซลล์ ช่วยบำรุงอวัยวะต่างๆ เช่น ‘ตับ’ ทำให้คุณฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หากคุณมีอาการคลื่นไส้พะอืดพะอมรวมอยู่ด้วย ลองเพิ่มโรสแมรี่หรือลาเวนเดอร์อบแห้งลงไป วิธีนี้จะช่วยให้ลดอาการท้องไส้ปั่นป่วนได้ดีขึ้น

6. กาแฟ

ตำราบางเล่มไม่แนะให้ดื่มกาแฟ แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีสิ่งใดเลวร้ายไปกว่าการเมาค้างที่มาพร้อมความ ‘อยาก’ กาแฟ ในกรณีที่คุณเป็นคอกาแฟอยู่แล้ว ดื่มไปเถอะ เพราะกาเฟอีนช่วยขยายหลอดเลือดทำให้อาการปวดหัวตุบๆ ทุเลาลง กระตุ้นการทำงานของสมองให้ตื่นตัว พูดคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง แต่หากไม่ดื่ม ลองเปลี่ยนมาเป็นน้ำขิงร้อนๆ ช่วยลดอาการคลื่นไส้และอยากอ้วกอันแสนทรมาน

7. เครื่องดื่มชูกำลัง

โดยปกติเราไม่แนะนำให้ดื่มหากไม่ได้ออกกำลังกาย แต่การเมาค้างถือเป็นกรณียกเว้นเพราะเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อต่างๆ ล้วนมีสารจำเป็นต่อการฟื้นตัว เช่น อิเล็กโทรไลต์และน้ำตาล เหมาะสำหรับฟื้นฟูร่างกายหลังดื่มไปหลายแก้ว

8. สไปรท์

อึ้งกันไปเมื่อนักวิจัยชาวจีนพบว่าสไปรท์เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์ได้ดีขึ้น เมื่ออาการเมาค้างไม่ได้เกิดจากตับ แต่เป็นผลพวงของสารอะเซทัลดีไฮด์ที่เกิดจากการพยายามสลายแอลกอฮอล์ของตับ เจ้าสไปรท์จะเข้าไปเร่งให้ ALDH หรือสารที่ช่วยขับไล่สารนี้ทำงานได้ดีขึ้น คุณเลยหายเมาค้างได้เร็วขึ้น

ที่มา : GQ Thailand

www.gqthailand.com

โบท็อกซ์ (ตอนที่ 3) เหมาะสมและไม่เหมาะสมกับใครบ้าง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541635

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 11 ธ.ค. 2558 05:30

 

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ก็คงไม่มีใครเถียง หากแต่ต้องได้รับการชี้แนะจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น จึงจะเชื่อถือได้อย่างไร้กังวล สำหรับศุกร์นี้มาศึกษาถึงสารดังกล่าวกันว่า เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับใครบ้าง

การฉีดสารโบทูลินุ่มท็อกซิน เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยที่เกิดจากการขยับโดยเฉพาะ รอยบริเวณใบหน้าส่วนบน เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว รอยหางตา ผู้ที่มีกล้ามเนื้อบริเวณกรามใหญ่จนทำให้ใบหน้าใหญ่ รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาเหงื่อออกมาก เช่น เหงื่อออกใต้วงแขนหรือฝ่ามือ จนเสียบุคลิก และผู้ที่กำลังมองหาการรักษาริ้วรอย ชนิดที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และเห็นผลเร็ว

ส่วนผู้ที่ไม่เหมาะสมที่จะได้รับการรักษาด้วยสารโบทูลินุ่มท็อกซิน ได้แก่ ผู้ที่มีโรคความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อประสาท รวมถึงผู้ที่ได้รับยาบางชนิดที่อาจทำให้การออกฤทธิ์ของสารผิดแผกไป

สำหรับสารโบทูลินุ่มท็อกซินสามารถใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัย 80-90 ปี ปัญหาที่พบบ่อยในกลุ่มวัยรุ่น ได้แก่ กล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณกราม ทำให้ใบหน้ากว้าง ส่วนวัยที่อายุมากมักมีปัญหาเรื่องริ้วรอย อย่างไรก็ตาม ปัญหาบางอย่างอาจต้องทำการรักษาควบคู่กับวิธีอื่น เช่น การใช้เลเซอร์ การใช้เครื่องยกกระชับใบหน้า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของผู้ป่วยในแต่ละรายว่าต้องการมากน้อยเพียงใด

ข้อมูลและสาระที่เป็นประโยชน์อย่างนี้ ติดตามได้ในศุกร์สุขภาพเป็นประจำทุกวันศุกร์ ติดตามและพบกันในศุกร์หน้านะคะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

เปิดคัมภีร์พื้นฐาน 5 ข้อ สู่การเป็นสุดยอดแห่งเซ็กซ์ !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/545313

โดย FHM 9 ธ.ค. 2558 16:05

 

ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า เซ็กซ์ทุกครั้งจะต้องเป็นประสบการณ์อันสุขสุดยอด แต่ก็มีปัจจัยบางอย่างที่อาจเชื่อได้ว่า จะทำให้คุณสามารถพบกับเซ็กซ์ที่ทำให้โลกสะเทือนเลื่อนลั่น !

1. ไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับเซ็กซ์


ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า คุณจะได้พบกับเซ็กซ์อันแสนวิเศษที่คุณยังไม่เคยพบ หรืออยากพบมันมากขึ้น เพราะอย่างไรเซ็กซ์ก็เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกมากพอๆ กับเรื่องร่างกาย การนำพาปัจจัยเหล่านี้เข้ามาสู่ชีวิตทางเพศของคุณ ก็อาจทำให้แน่ใจได้ว่า คุณจะได้พบกับสุดยอดเซ็กส์ที่คุณฝันหามาตลอด

เล้าโลมให้อารมณ์เธอคล้อยตาม …

2. ได้อยู่กับใครสักคนที่คุณรัก

ยังมีความสับสนกันอยู่มาก ระหว่าง “เซ็กซ์” กับ “เมคเลิฟ” เซ็กซ์-เป็นการกระทำที่เกิดจากคนสองคน (หรือมากกว่านั้น!) ขณะที่ เมคเลิฟ-เป็นการแบ่งปันความรู้สึก และส่วนลึกๆ ในตัวคุณกับคนใกล้ชิด เป็นการเชื่อมโยงกันและกันที่อาจไม่ใช่เรื่องเซ็กซ์เสมอไป จะทำให้คุณได้สัมผัสกับความรู้สึกอันลึกล้ำกว่าปกติ และนำพาคุณไปสู่โลกที่คุณอาจไม่รู้จัก เพียงแค่คิดถึงคนคนหนึ่งก็ทำให้คุณเกิดอารมณ์ หรือเพียงแค่ได้อยู่ห้องเดียวกันก็ทำให้คุณแทบคลั่ง ทำให้คุณบอกกับตัวเองว่า “ไม่เคยรู้เลยว่ามันสามารถรู้สึกดีได้ขนาดนี้” และนั่นเกิดก่อนการร่วมเพศกันเสียอีก

3. การได้อยู่กับผู้ที่ไม่หวั่นเกรงในตัวคุณ 

บ่อยครั้งที่ผู้หญิงซึ่งเป็นตัวเอง พบว่า มันยากมากที่จะได้พบกับการเมคเลิฟอันแสนวิเศษ เนื่องจากผู้ชายจำนวนมากรู้สึกเกรงๆ ในตัวพวกเธอ กระนั้นก็ตาม เมื่อผู้ชายมั่นใจในตัวเอง เขาจะไม่กลัวผู้หญิงที่เป็นตัวของตัวเอง และแข็งแกร่งเลย เขาจะไม่มีปัญหาใดในการควบคุมสถานการณ์ และนำพาพวกเธอไปบนเส้นทางแห่งความสุข

มั่นใจในตัวเอง และเป็นฝ่ายคุมเชิงบนสังเวียน !

4. การปลดปล่อย และปล่อยวาง 


คุณมักถูกคาดหวังในหลายๆ เรื่อง และมันเป็นภาระอันหนักหนาที่จะทำตามทุกความคาดหวังนั้นให้ได้ เป็นความตึงเครียดที่ทำให้คุณไม่อาจปล่อยวาง และผ่อนคลายได้อย่างแท้จริง แม้กระทั่งในขณะเมคเลิฟ ก็ไม่อาจได้พบกับประสบการณ์ทางเพศอันแสนดื่มด่ำได้เลย ฉะนั้นจงเปิดใจไปกับความดึงดูดทางเพศที่ได้รับจากอีกฝ่าย ปล่อยให้สิ่งนี้เป็นอิสระ ยอมแพ้ต่อความต้องการ และทำตามทุกสิ่งที่มันเรียกร้อง แล้วคุณจะพบว่าเซ็กส์อันแสนสุดยอดนั้นอยู่เพียงแค่เอื้อม !

ปล่อยไปกับความรู้สึก-ให้เป็นอิสระ

5. การรู้สึกดีกับตัวเอง 


บ่อยครั้งแค่ไหนที่คุณบอกตัวเองว่า คุณดูดี-เซ็กซี่ หรืออื่นๆ ถ้าคุณเติบโตมาโดยไม่เคยได้ยินคำพวกนี้เลย ก็อาจไม่เคยเข้าถึงความรู้สึกอันแสนวิเศษ การได้พบผู้ที่สามารถพูดคำเช่นนี้ได้ และปฏิบัติต่อคุณด้วยความนับถือ นับเป็นเรื่องดีอย่างมาก แต่ที่ดียิ่งกว่าก็คือ การที่คุณสามารถบอกตัวเองในสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะมันจะอยู่กับคุณ และทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองตลอดไป ผลที่ตามมาก็คือ คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่น่าปรารถนามากขึ้น ซึ่งนั่นจะเป็นหนทางนำไปสู่การเมคเลิฟอันแสนสุดยอด …

ที่มา : fhm.in.th

อาหารเสริม……..น้ำมันปลา (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/544917

โดย หมอดื้อ 6 ธ.ค. 2558 05:01

 

ที่เรียกว่า “น้ำมันปลา” นั้น ความจริงหมายถึงแหล่งที่ให้กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (polyunsaturated fatty acid) ซึ่งมีทั้งชนิด n–6 และ n–3 (ชื่อเรียกตามจำนวนของโครงสร้าง double bond ใน aliphatic chain และตำแหน่ง)
โดยที่จะมีคุณสมบัติทางกายภาพและทางชีววิทยาแตกต่างกันออกไป โดยที่น้ำมันปลาจะมี n-3 อยู่มาก ในคนรวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะไม่มีความสามารถในการสังเคราะห์ขึ้นมาเอง จึงต้องใช้กรด linoleic และ alpha-linoleic (ALA) เป็นตัวตั้งต้น
ทั้งนี้ถือเป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ถ้าขาดกรดไขมันจำเป็นอาจเป็นสาเหตุของการเกิดมีผื่นหลุดลอกตามผิวหนังหรือผิวหนาตัว อาการดังกล่าวอาจเกิดจากการขาดวิตามิน A หรือมีพิษสะสมจากสารหนู (arsenic) ก็ได้ ความจริงในพืชประเภทถั่ว ธัญพืช เต้าหู้ flaxseed linseed rape seed (canola) และถั่ว walnut ก็มี ALA เช่นกัน จากนั้นเซลล์ของคนจะทำการเปลี่ยน linoleic และ ALA จนกลายเป็น EPA (20:5 n-3) และ DHA (22:6 n-3) ตามกระบวนการสุดท้ายคือ Sprecher’s shunt

ทั้ง EPA และ DHA เป็นตัวออกฤทธิ์ที่สำคัญที่สุดในบรรดากรดไขมันไม่อิ่มตัว โดยจะสะสมตัวที่เนื้อเยื่อโดยเฉพาะที่หัวใจและเส้นเลือดในสมองและระบบประสาท และในจอประสาทตา โดยจะช่วยให้ทำหน้าที่ได้เป็นปกติ

การที่ปลามี EPA และ DHA เนื่องจากการที่มีกรดไขมันนี้อยู่ในแพลงตอนที่สังเคราะห์แสงและถูกกินโดยปลา แมวน้ำ ปลาวาฬ แม้กระทั่งปลาแมคเคอเรล (mackerel) เทร้าท์ (trout) แซลมอน (salmon) เฮอร์ริง (herring) และซาร์ดีน (sardines) ในขณะที่เนื้อสัตว์ไม่ได้มีกรดไขมัน n-3 แต่มี n-6 แทน ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรค อย่างไรก็ตามการศึกษาโดยให้คนบริโภคกรดไขมัน n-6 ลดลง กลับไม่ได้ประโยชน์มากเท่าที่ควรเฉกเช่นจาก n-3

หลังจากบริโภค EDA และ DHA (กรดไขมัน n-3) แม้จะยังไม่ทันแทรกตัวเข้าไปในเปลือกหรือผิวเซลล์ (cell membrane) ก็ตาม ก็มีผลโดยตรงผ่านทางรูเปิด-ปิด ควบคุมการไหลผ่านเข้าออกของเกลือแร่ บนผิวเซลล์ ทั้งโซเดียม โปแตสเซียมและแคลเซียม และควบคุมไม่ให้หัวใจเต้นผิดปกติ (แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาในเชิงระบาดวิทยาและเชิงคลินิกไม่ยืนยันประสิทธิภาพนี้)

หลังจากที่แทรกเข้าในผิวเซลล์ จะมีผลในการต่อต้านการอักเสบ และแทรกแซงการทำงานของยีน ซึ่งกระตุ้นให้มีการอักเสบในหลอดเลือด อันเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดเส้นเลือดตีบ ผลต่อผิวหรือเปลือกของเซลล์ ยังกว้างขวางครอบคลุมถึงการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน และการสร้างโปรตีนต่างๆ

โดยลดการสังเคราะห์โมเลกุลของออกซิเจนพิษ (reactive oxygen species) และระบบ nuclearfactor-kappa B และส่งสัญญาณผ่านตัวจับ G-Protein-Coupled Receptor 120 ซึ่งควบคุมฤทธิ์ในการเกิดปฏิกิริยาอักเสบและความไวต่อฮอร์โมนอินซูลินในเม็ดเลือดขาว (monocytes) และเซลล์ macrophage

ในคนซึ่งบริโภค EPA และ DHA จะพบว่าระดับไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) (ไม่ใช่โคเรสเตอรอล) ต่ำลงได้ และเมื่อวิเคราะห์ดัชนีทางชีวภาพ (biomarker) จะพบว่ามีระดับของ cytokines IL-1β และ TNF α ต่ำลง อาจมีผลทำให้ความดันโลหิตต่ำลงเล็กน้อย โดยไม่มีผลทางการรักษา และทำให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น และปรับระดับการควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติที่มีผลในการเต้นของหัวใจ (heart-rate variability) อีกทั้งทำให้เซลล์ของเส้นเลือดยืดหยุ่นขึ้น และมีการเกาะจับตัวของตะกรันเส้นเลือดน้อยลง

การที่จะได้ EPA และ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว n–3 อาจไม่จำเป็นต้องซื้อปลาแซลมอนมากินทุกวัน ในช่วงระยะเวลา 10 ปี เริ่มมีผลิตภัณฑ์บริสุทธิ์ของ EPA และ DHA จากหลายบริษัท และอาจมีส่วนช่วยอธิบายว่าทำไมผลการศึกษาในคนในช่วงระยะก่อนหน้า 10 ปีนี้ มีผลที่ได้ไม่ตรงกัน และเกิดความสับสนในหลักฐานทางวิชาการ

ถึงตอนนี้ทราบแล้วนะครับว่า หมอเองถ้าจะให้ตัวเองเชื่อและแนะนำให้คนไข้ซึ่งมีโรคประจำตัวมากมายต้องกินแล้ว น่าจะมีข้อมูลที่เชื่อถือได้เช่นข้างต้น ในบ้านเราพบว่ามีอาหารเสริม EPA และ DHA นับสิบๆอาจเป็นร้อยยี่ห้อ คงต้องระวังความบริสุทธิ์ในการเตรียม และเลือกชนิดที่ไม่มีวิตามิน เกลือแร่จิปาถะอีก 20 ชนิด ปนลงไปด้วย คราวหน้าหมอมีตัวที่ 2 อีกนะครับ.
หมอดื้อ

สาระน่ารู้กับโรงพยาบาลธนบุรี 1 เรื่อง “โรคไอบีเอส โรคลำไส้ทำงานแปรปรวน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/544120

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ธ.ค. 2558 06:01

 

โรคไอบีเอส (IBS) หรือชื่อเต็มภาษาอังกฤษคือโรค Irritable Bowel Syndrome หรือในชื่อไทยคือโรคลำไส้ทำงานแปรปรวน โรคนี้ไม่ได้เป็นโรคใหม่ แต่เป็นโรคที่มีมานานแล้วเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยาก อาการของโรคไม่มีความเฉพาะเจาะจง แพทย์จึงไม่ค่อยได้มีการวินิจฉัยโรคนี้ ในปัจจุบันมีข้อมูลเกี่ยวกับโรคไอบีเอสให้ชัดเจนขึ้น จึงมีการวินิจฉัยโรคนี้เพิ่มมากขึ้น

โรคไอบีเอสคือโรคอะไร

โรคไอบีเอสหรือโรคลำไส้ทำงานแปรปรวน เป็นโรคของลำไส้ที่ทำงานผิดปกติไป ทำให้เกิดการปวดท้องร่วมกับมีอาการท้องเสียหรือท้องผูก หรือท้องเสียสลับกับท้องผูก โดยที่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางพยาธิสภาพที่ลำไส้ เช่น ส่องกล้องตรวจลำไส้จะไม่มีอาการอักเสบ ไม่มีแผล ไม่มีเนื้องอกหรือมะเร็ง เป็นต้น และการตรวจเลือดต่างๆ ก็ไม่พบความผิดปกติ รวมทั้งไม่มีโรคของอวัยวะอื่นๆ ที่จะมีผลให้การทำงานของลำไส้ผิดปกติ เช่น โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น โรคไอบีเอสเป็นโรคเรื้อรัง มักเป็นๆ หายๆ หรืออาจเป็นตลอดชีวิต เป็นโรคที่ไม่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมแม้จะเป็นมาหลายๆ ปี และไม่ทำอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่เป็นโรคที่สร้างความรำคาญและความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วยอย่างมากได้ เนื่องจากผู้ป่วยจะวิตกกังวลว่าทำไมโรคไม่หายแม้ได้ยารักษา ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ และประสิทธิภาพของการทำงานลดลง

โรคไอบีเอสพบบ่อยหรือไม่

ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปพบร้อยละ 10-20 ของประชากรในประเทศญี่ปุ่น พบร้อยละ 25 ของประชากร ในประเทศไทยมีข้อมูลค่อนข้างน้อยในการศึกษาเรื่องนี้ ข้อมูลที่มีอยู่คือพบได้ประมาณร้อยละ 7 ของประชากร แต่ถ้าศึกษาเฉพาะกลุ่มผู้ป่วย ที่มีอาการท้องเสียเรื้อรังแล้วมาพบแพทย์ จะพบว่าเป็นโรคไอบีเอสถึงร้อยละ 10-30 จากตัวเลขดังกล่าว ในประเทศไทยจะมีผู้ป่วยไอบีเอสประมาณไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน ซึ่งอาจจะเป็นการประมาณที่ต่ำกว่าเป็นจริง เพราะว่าในรายที่มีอาการไม่มากอาจคิดว่าตนเองไม่ได้เป็นโรคนี้ พบว่ามีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น ที่ไปพบแพทย์ เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นโรคร้ายแรง เช่น กลัวเป็นมะเร็ง มากกว่าที่จะไปพบแพทย์ เพราะความรุนแรงของโรค

โรคไอบีเอสพบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จริงหรือไม่

ในต่างประเทศ โดยทั่วไปพบโรคไอบีเอสได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2:1 ถึง 4:1 สำหรับสาเหตุที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายนั้นยังไม่รู้สาเหตุที่แน่นอน สิ่งหนึ่งที่มีความแตกต่างกันคือผู้หญิง เมื่อมีอาการของโรคแม้จะไม่รุนแรง มักจะไปพบแพทย์มากกว่าผู้ชาย ส่วนข้อมูลในบ้านเราพบในผู้หญิงและผู้ชายจำนวนใกล้เคียงกันหรือพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย

โรคไอบีเอสพบบ่อยในวัยใด

โรคไอบีเอสพบได้ทุกวัยตั้งแต่ในวัยรุ่นจนถึงวัยสูงอายุ โดยพบได้บ่อยในคนวัยทำงาน คืออายุ เริ่มต้นเฉลี่ยระหว่าง 20-30 ปีและจะพบได้บ่อยไปจนถึงอายุ 60 ปี หลังอายุ 60 ปี จะพบน้อยลง และพบว่าโรคไอบีเอสมักพบได้บ่อยในคนที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมชั้นกลางถึงชั้นสูง

จะรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นโรคไอบีเอส

ในคนปกติการถ่ายอุจจาระของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันมากบางคนจะถ่ายอุจจาระทุกวัน บางคนถ่ายอุจจาระเป็นบางวัน โดยทั่วไปถือว่าการถ่ายอุจจาระที่ปกติคือ การถ่ายอุจจาระ ไม่เกิน 3 ครั้งต่อวัน หรือไม่น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ลักษณะอุจจาระที่ปกติจะต้องเป็นก้อน แต่ต้องไม่แข็งเป็นลูกกระสุนหรือเหลวมากหรือเป็นน้ำ ต้องไม่มีเลือดปนและไม่มีปวดเกร็งท้องร่วมด้วย อาการปวดจะดีขึ้นหลังถ่ายอุจจาระพร้อมๆ กับปวดท้อง ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของการถ่ายอุจจาระร่วมด้วย อาจเป็นท้องเสียหรือท้องผูกก็ได้ หรือเป็นท้องผูกสลับกับท้องเสีย ลักษณะอุจจาระจะเปลี่ยนไปเป็นก้อนหรือเหลวจนเป็นน้ำ ผู้ป่วยอาจถ่ายอุจจาระลำบากขึ้นต้องเบ่งมากหรืออาจรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระทันที กลั้นไม่อยู่ ผู้ป่วยจะรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระบ่อยๆ แม้เพิ่งไปถ่ายอุจจาระมา มีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด จะมีการถ่ายเป็นมูกปนมากับอุจจาระมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีท้องอืดมีลมมากในท้อง เวลาถ่ายอุจจาระมักมีลมออกมาด้วย ผู้ป่วยมักมีอาการเหล่านี้เป็นๆ หายๆ รวมเวลาแล้วมักนานเกิน 3 เดือน ในช่วง 1 ปี ที่ผ่าน ส่วนใหญ่มักมีประวัติเป็นมานานหลายปีถ้าผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นเลือด มีไข้ ซีดลง มีอาการช่วงหลังเที่ยงคืน หรือมีอาการปวดเกร็งท้องมากตลอดเวลา อาการเหล่านี้บ่งชี้ว่าไม่ใช่โรคไอบีเอส

โรคไอบีเอสวินิจฉัยได้อย่างไร

โรคไอบีเอสจะได้รับการวินิจฉัยก็ต่อเมื่อแพทย์ได้วินิจฉัยแยกโรคอื่นๆแล้วหรือหาโรคอื่นที่จะอธิบายว่าเป็นสาเหตุของโรคไอบีเอสไม่ได้ในวัยรุ่นหรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี แพทย์จะวินิจฉัยโรคไอบีเอสโดยอาศัยอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก และจะให้การรักษาไปก่อนโดยไม่จำเป็นต้องทำการสืบค้น สำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาหรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 หรือ 50 ปี นอกจากแพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้วจะทำการสืบค้น ได้แก่ ตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ ตรวจเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจ ลำไส้ใหญ่ ซึ่งผลการตรวจร่างกายและการสืบค้นต่างๆ จะต้องอยู่ในเกณฑ์ปกติ

โรคไอบีเอสมีสาเหตุจากอะไร

แม้โรคไอบีเอส จะเป็นโรคที่พบบ่อย และมีการศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้อย่างมากมานานแล้วก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอน จากหลักฐานที่มีอยู่เชื่อว่ามีหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคไอบีเอสซึ่ง 3 ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่

1. การบีบตัวหรือการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลจากการหลั่งสารฮอร์โมนบางอย่างในผนังลำไส้ผิดปกติ นำไปสู่อาการ ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูก

2. ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ เช่น หลังกินอาหารซึ่งในคนปกติจะกระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่ในผู้ป่วยไอบีเอส จะมีการตอบสนองมากผิดปกติ มีการบีบตัวและเคลื่อนที่ของลำไส้มากขึ้นจนมีอาการปวดท้องและท้องเสียหรือท้องผูก เป็นต้น นอกจากอาหารแล้วตัวกระตุ้นอื่นที่สำคัญคือความเครียด หรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนหนุนเสริมให้มีอาการมากขึ้น

3. มีความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของแกนที่เชื่อมโยงระหว่างประสาทรับความรู้สึก, ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้และสมอง (brain-gutaxis) โดยเกิดจากความผิดปกติของสารที่ควบคุมการทำงานซึ่งมีหลายชนิดและทำหน้าที่แตกต่างกัน

โรคไอบีเอสกลายเป็นมะเร็งได้หรือไม่

โรคไอบีเอสไม่ใช่โรคมะเร็งและจะไม่กลายเป็นโรคมะเร็งแม้จะมีประวัติเป็นๆ หายๆ มานาน ยิ่งผู้ป่วยมีอาการมานานเป็นปีๆ โอกาสเป็นโรคมะเร็งยิ่งน้อยมาก ที่ต้องระวังคือในผู้ป่วยสูงอายุที่มีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือเพิ่งมามีอาการท้องเสียหรือท้องผูกหลังอายุ 40-50 ปี อาจมีโอกาสที่จะมีสาเหตุจากโรคมะเร็งลำไส้สูงขึ้นคือมีโรคมะเร็งลำไส้มาเกิดร่วมกับโรคไอบีเอส ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจและสืบค้นโดยแพทย์ให้รู้สาเหตุที่แน่นอน

โรคไอบีเอสรักษาหายขาดหรือไม่

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของโรคไอบีเอส จึงไม่มียาที่ดีเฉพาะโรคนี้หรือการรักษาที่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แพทย์จะให้การรักษาไปตามอาการ เช่น ให้ยาระบายในผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกเป็นอาการเด่น หรือให้ยาแก้ท้องเสียถ้ามีอาการท้องเสียเป็นอาการเด่น ให้ยาต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้เพื่อช่วยลดอาการปวดท้อง ดังนั้นการรักษาจึงยังไม่ได้ผลดี ผู้ป่วยจึงมีอาการเป็นๆ หายๆ มักไม่หายขาด

อาการและความเครียดมีผลต่อโรคไอบีเอสหรือไม่

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการหลังมื้ออาหารหรือเมื่อเครียด ซึ่งมีการศึกษาว่ามีหลักฐานยืนยันในเรื่องดังกล่าว ปกติการกินอาหารจะกระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 30 นาที ถึง 1 ชม. หลังอาหาร แต่ในผู้ป่วยไอบีเอสจะมีการกระตุ้นให้มีการบีบตัวของลำไส้เร็วขึ้นและรุนแรงมากขึ้นจนมีอาการปวดท้องเกร็งและมีท้องเสียเกิดขึ้น ส่วนประกอบของอาหาร ได้แก่ ไขมัน ไม่ว่าจะเป็นไขมันจากสัตว์ หรือพืช จะเป็นตัวกระตุ้นที่รุนแรงของการบีบตัวของลำไส้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมัน เช่น เนื้อสัตว์ทุกชนิด หนังเป็ด หนังไก่ นม ครีม เนย น้ำมันพืช และอะโวคาโด อาหารที่มีกากหรือเส้นใย (fiber) จะช่วยลดอาการของไอบีเอสได้ โดยจะทำให้การบีบตัวหรือเกร็งตัวของลำไส้ลดลง นอกจากนี้กากหรือเส้นใยยังช่วยดูดน้ำไว้ในตัวอุจจาระ ทำให้อุจจาระไม่แข็งและถ่ายได้ง่ายขึ้น อาหารที่มีกากหรือเส้นใยสูง เช่น ขนมปังชนิด whole-grain cereal ถั่ว ผลไม้ และผัก เป็นต้น การกินอาหารที่มีกากหรือเส้นใยมาก จะทำให้มีท้องอืด มีแก๊สในท้องได้ แต่จะเป็นเฉพาะช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ต่อไปร่างกายจะปรับตัวได้เอง การกินอาหารควรกินทีละน้อยแต่กินให้บ่อยขึ้น ไม่ควรกินจนอิ่ม เพราะจะกระตุ้นให้มีอาการปวดท้องและท้องเสียได้ง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน โดยกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น แป้ง และน้ำตาลให้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด กาแฟ ของดอง น้ำอัดลมและยาบางชนิด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้นด้วย ความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้มีอาการเกร็งตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น จึงควรผ่อนคลายความเครียด ทำจิตใจให้สบาย และพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ ถือเป็นส่วนสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยไอบีเอสด้วยส่วนหนึ่ง เนื่องจากโรคไอบีเอสมักมีแนวโน้มจะกลับมามีอาการอีกเมื่อได้รักษาให้ดีขึ้นแล้ว การปรับการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติตัวดังกล่าวแล้วควรทำไปตลอด ซึ่งนอกจากจะทำให้อาการลดลงแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการขึ้นใหม่และจะได้ไม่ต้องกินยามากอีกด้วย

การพยากรณ์ของโรคไอบีเอสเป็นอย่างไร

โรคไอบีเอสเป็นโรคเรื้อรังเป็นๆ หายๆ จากการศึกษาติดตามผู้ป่วยประมาณ 4,600 คน เป็นเวลา 5-8 ปี พบว่าร้อยละ 74-95 ยังคงมีอาการอยู่เช่นเดิม จะเห็นได้ว่าโรคไอบีเอสเป็นโรคที่ไม่รุนแรงและไม่ทำให้ผู้ป่วยตาย ดังนั้นเมื่อท่านได้ไปพบแพทย์และได้รับการตรวจและทำการสืบค้นต่างๆ แล้วว่า ปกติแล้วแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคไอบีเอส ท่านควรมีความมั่นใจและเลิกวิตกกังวลว่าจะเป็นโรคร้ายแรง แต่โรคนี้จะเรื้อรัง บางรายอาจเป็นๆ หายๆ ไปตลอดชีวิต ซึ่งควรได้รับการติดตามโดยแพทย์เป็นระยะๆ ตลอดไป

ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลธนบุรี 1
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2421-3870 (เวลา 08.00-22.00 น.)
HOT LINE 1645 กด 1 หรือ 0-2487-2000 ต่อ 7470-1

เปิดบริการทุกวัน
Email : th@thonburihospital.com
www: http://thonburihospital.com

โบท็อกซ์ (ตอนที่ 2) ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541634

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 4 ธ.ค. 2558 05:30

 

ศุกร์สุขภาพอาทิตย์ที่ผ่านมาได้เสนอความรู้ทั่วไปสำหรับโบท๊อกซ์ไปแล้ว สำหรับศุกร์นี้ขอนำเสนอถึงผลการรักษา และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากใช้โบทูลินุ่มท็อกซิน

หากเป็นการรักษาริ้วรอย จะเริ่มเห็นผลการรักษาภายใน 1–2 สัปดาห์ โดยกล้ามเนื้อจะค่อยๆ คลายตัวออก ริ้วรอยจะหายไป ผู้ที่เข้ารับการรักษาสามารถไปทำงานได้เลย ไม่ต้องพักฟื้นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สารชนิดนี้ไม่คงทนถาวร ต้องทำการฉีดซ้ำทุก 4–6 เดือน เพื่อให้คงสภาพผลของการรักษา สำหรับผลข้างเคียงของการรักษาด้วยสารโบทูลินุ่มท็อกซินนั้นมีน้อยมาก หากเลือกชนิดของสารที่เหมาะสม และฉีดถูกต้องตามหลักการ อาจมีอาการเจ็บเพียงเล็กน้อย และพบเป็นจุดจ้ำเลือด ออกขนาดเล็กบริเวณที่ฉีด

ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของสารโบทูลินุ่มท็อกซิน

มีหลายท่านเข้าใจว่าสารโบทูลินุ่มท็อกซินเป็นสารอันตราย และกังวลว่าจะตกค้างในร่างกาย แต่ความจริงแล้ว สารโบทูลินุ่มท็อกซินไม่ตกค้างภายหลังฉีด ประมาณ 2 ชั่วโมง ยาจะถูกซึมเข้าไปในกล้ามเนื้อ และเริ่มออกฤทธิ์ ซึ่งฤทธิ์จะหมดไป ภายใน 4–6 เดือน ดังนั้น จึงไม่มีทางเกิดเป็นก้อนในระยะยาวแน่นอน ที่สำคัญ องค์การอาหารและยาของทั้งสหรัฐอเมริกาและไทย ได้รับรองถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในระยะยาวแล้ว หากใช้ฉีดตามข้อบ่งชี้ และฉีดถูกต้องตามหลักการ จึงมั่นใจได้ว่าไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน

บางท่านสับสนกับการฉีดสารกลุ่มซิลิโคนที่เป็นที่นิยมในการใช้เสริมความงาม ในสมัยก่อน หากเป็นสารกลุ่มนั้นจริงจะถือว่าเป็นอันตราย เนื่องจากจะทำให้เกิดก้อนใต้ผิวหนังในอนาคตได้ ดังนั้นองค์การอาหารและยาจึงไม่รับรองถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของสารกลุ่มซิลิโคน

ท่านผู้อ่านคงได้ทราบถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ในการใช้สารโบทูลินุ่มกันแล้วว่า มีความปลอดภัยแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตาม ควรเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น เพื่อลดความกังวล และเพื่อความสบายใจในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

“เตรียมรับมือ…อาการคัดจมูก เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/543605

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ธ.ค. 2558 20:00

 

ฮัดเช่ย…เอาอีกแล้ว เมื่อไหร่จะหายสักทีนะ อาการคัดจมูก หายใจไม่ออก อากาศเปลี่ยนทีไร อาการเดิมๆ ก็กำเริบทุกที จะดีมั้ยถ้ามีตัวช่วยใหม่ๆ ลดปัญหา อาการคัดจมูก ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของคุณอีกต่อไป เรามาเตรียมตัวรับมือกันอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และชีวิตที่ดี๊ดี ในช่วงที่กำลังจะเข้าสู่หน้าหนาวกันดีกว่า

อาการคัดจมูก คืออะไร ? … อาการคัดจมูก เป็นปัญหาสุขภาพที่สร้างความรำคาญใจเป็นอย่างมาก สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กทารกไปจนถึงผู้สูงอายุเลยทีเดียว อาการคัดจมูกเป็นอาการเริ่มต้นของโรคระบบทางเดินหายใจยอดฮิตหลายๆ โรค อาทิ โรคหวัด โรคภูมิแพ้ และโรคไซนัสอักเสบ อาการคัดจมูกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งภาวะภูมิแพ้ โดยส่งผลให้มีอาการหายใจไม่ออก รู้สึกจมูกตัน มีน้ำมูกไหล มีอาการจาม บางคนอาจจะมีปัญหาเรื่องของปวดหู หูอื้อ เวลาขึ้นหรือลงลิฟต์เร็วๆ เครื่องบินขึ้นหรือลงเร็ว

คัดจมูก หายใจไม่ออก เกิดจากโรคภูมิแพ้ หรือหวัด ?… คนส่วนใหญ่ที่มี อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม…มักจะแยกไม่ออกว่าอาการที่เกิดขึ้น เกิดจากการติดเชื้อ หรือเกิดจาก “โรคภูมิแพ้” กันแน่ รศ.นพ. สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลว่า อาการคัดจมูก หายใจไม่ออก ส่วนใหญ่จะเกิดจาก

1. เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ
2. ติดเชื้อไวรัส
3.โครงสร้างจมูกผิดรูป
4. มีเนื้องอกในโพรงจมูก

แต่สาเหตุหลักๆ ที่ตรวจพบมากที่สุดในปัจจุบัน คือ เกิดจากโรคภูมิแพ้

ศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “โรคภูมิแพ้” เป็นโรคที่พบบ่อย โดยมีสาเหตุแตกต่างกันออกไป อาทิ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งแวดล้อม ฝุ่น ควัน และบางรายเกิดจากพันธุกรรม อาการของโรคภูมิแพ้โดยทั่วไป คนไข้จะมีอาการคันจมูก น้ำมูกไหล จามบ่อย แน่นจมูก เจ็บคอ เนื่องจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก มลพิษในอากาศค่อนข้างเยอะ ที่อยู่อาศัยก็แออัด แถมไลฟ์สไตล์คนก็เปลี่ยนไป ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ความเครียดสะสม ทำให้คนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เยอะมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจในประเทศไทยก็พบว่า ในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมานี้ อุบัติการณ์ของโรค เพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัวเลยทีเดียว

ยิ่งปล่อยไว้ ยิ่งรุนแรง ! … หลายคนพอเห็นว่าอาการที่เป็นมันไม่ได้หนักหนาอะไร ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ดีขึ้น เป็นแบบนี้มาทั้งชีวิตก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ไม่ต้องหาหมอ ไม่ต้องกินยา นานๆ ไปเดี๋ยวก็ดีขึ้น คุณหมอเสริมต่อว่า ถ้าคุณเป็นภูมิแพ้ ระบบทางเดินหายใจถูกกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ต่อเนื่อง นานวันเข้าเยื่อบุจมูกที่อักเสบจะบวมขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้หายใจไม่ออก ลุกลามเป็น “ริดสีดวงจมูก” คุณจะมีปัญหาเรื่องของนอนกรน ต้องนอนอ้าปากเพื่อหายใจทางปากแทน เพราะขาดอากาศขณะหลับ คุณภาพการนอนก็จะลดลง คุณจะรู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม ตื่นมาปากคอแห้ง เจ็บคอทุกเช้า มีน้ำมูกไหลจากจมูกลงคอตลอดเวลา หรือร้ายกว่านั้นก้อนที่ว่านี้อาจจะไปปิดรูเปิดไซนัสซึ่งอยู่บริเวณใบหน้า ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณใบหน้า ปวดศีรษะหรืออาจเกิดไซนัสอักเสบเพิ่มเติมขึ้นมาอีกโรคหนึ่งก็เป็นได้”

โรคภูมิแพ้ รักษาให้หายขาดได้หรือไม่?… ถึงแม้จะไม่มีวิธีการรักษาโรคภูมิแพ้ให้หายขาด แต่เราสามารถรักษาให้ดีขึ้น ควบคุมโรคได้มากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ซึ่งถ้าหากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้แล้ว และไม่อยากให้อาการภูมิแพ้ที่เป็นอยู่กำเริบก็ต้องปฏิบัติดังนี้…

– หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่พิสูจน์แล้วว่ามีผลต่อตนเองให้มากที่สุด
– พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ
– เครียดให้น้อยลง
– บางคนอาจจำเป็นต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีตามที่แพทย์แนะนำ

ทำความรู้จัก ยารักษาโรคภูมิแพ้ ?… รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเลือกใช้ยาในการรักษาโรคภูมิแพ้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอาการของผู้ป่วย ว่ามีอาการอะไรเด่น และจะพิจารณาเลือกใช้ยาที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการนั้นๆ เช่น ถ้าผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก การใช้ยาหดหลอดเลือดแบบพ่น จะมีข้อดีตรงที่ ออกฤทธิ์เฉพาะที่ เห็นผลได้เร็ว และอาการข้างเคียงน้อยกว่ายาหดหลอดเลือดแบบรับประทาน แต่ข้อควรระวังของยาหดหลอดเลือดแบบพ่นคือ ควรใช้ระยะสั้น และใช้ตามระยะที่แพทย์แนะนำเท่านั้น

ปลอดภัยไว้ก่อน ? … คนที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ทราบดีอยู่แล้วว่า โรคภูมิแพ้เป็นโรคประจำตัวที่จะอยู่กับเราตลอดไป และบางครั้งอาการของโรคจะทำให้คุณเกิดความรำคาญ แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคชีวิตของเราอีกต่อไป ถ้าเรามีการรับมือกับโรคนี้อย่างถูกวิธี เคล็ดลับง่ายๆ สำหรับการเตรียมตัวท่องเที่ยวปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงนี้ คือ

– ปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทาง
– เตรียมเสื้อกันหนาว เมื่อต้องเดินทางไปในที่อากาศเย็น
– เตรียมยาที่จำเป็น เช่น ยาแก้แพ้ ยาหดหลอดเลือดแบบทานหรือแบบพ่นเพื่อแก้อาการคัดจมูก และอาการหูอื้อ ปวดหู ขณะเครื่องบินขึ้น-ลง ติดกระเป๋าไปด้วย

หนุ่มๆ เป็นกันอยู่รึเปล่า ? เช็ก 7 ความเชื่อหลงผิด ทำเซ็กซ์สะดุดกระตุกอารมณ์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/542336

โดย FHM 3 ธ.ค. 2558 14:05

 

หนุ่มๆ หลายคนยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์อยู่ไม่น้อย ดัง 7 ข้อต่อไปนี้ จงค่อยๆ คลายความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ทิ้งไป และเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสาวข้างกายคุณซะใหม่ เชื่อเถอะว่า เซ็กซ์ของคุณจะสนุกเร่าร้อนกว่าที่เคย!

1. หลั่งนอก … สบายใจได้ 


หนุ่มๆ คนไหนต้องการมีเซ็กซ์แบบธรรมชาติ จึงไม่คิดฝากความหวังไว้ที่อุปกรณ์ป้องกัน อย่างถุงยางอนามัย เลยตกลงกับฝ่ายหญิงว่าจะขอหลั่งข้างนอกดีกว่า แต่หนุ่มๆ รู้ไหมว่า ความเชื่อนี้ผิดมหันต์ เพราะช่วงเวลาที่มีอะไรกันนั้น น้องชายจะมีการหลั่งสารออกมา ซึ่งสารที่ว่านี้มีอสุจิปะปนอยู่ด้วย แม้จะมีปริมาณน้อย ทว่าถ้ามันแข็งแรงพอก็สามารถทำให้ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ได้เลย!

ใช่ว่าหลั่งนอกแล้วจะไม่ท้องนะ !

2. ผู้หญิงเกลียดอุปกรณ์ 


จะให้เซ็กซ์ฟินสุดยอดได้ บางทีก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสียวมาช่วยกระตุ้น เพราะต้นทุนทางร่างกายของฝ่ายหญิงต่างกัน ซึ่งการใช้อุปกรณ์เสริมบางทีอาจดีต่อความรู้สึกของหญิงสาวบางคนก็ได้ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเธอรังเกียจอย่างเป็นเอกฉันท์ ถ้าใช้อุปกรณ์เสริมถูกวิธี ถูกขนาด ก็อาจจะทำให้เซ็กซ์ที่เคยแย่กลายเป็นเซ็กซ์ที่ดีได้เช่นกัน

3. ทำความสะอาดของสงวนฝ่ายหญิง หลังมีเซ็กซ์แล้วจะไม่ท้อง 


ผู้ชายจำนวนไม่น้อยคิดว่า ถ้าหลั่งเข้าไปก็แค่ล้างออกแล้วจะไม่ท้อง นั่นเป็นความเชื่อที่ผิดอย่างแรง เพราะความเป็นจริงแล้ว หลังจากที่เราเสร็จกิจกันแต่ละครั้ง น้ำอสุจิของผู้ชายจะเข้าไปได้ลึก และว่องไวมาก แม้จะใช้น้ำฉีดทำความสะอาดไวเท่าไรก็ไม่ได้ช่วยอะไร ที่สำคัญหากทำความสะอาดมากเกินไป ของสงวนฝ่ายหญิงก็อาจติดเชื้อได้ด้วย

4. ขนาดใหญ่เป็นเรื่องสำคัญ 


ความเชื่อนี้บั่นทอนจิตใจท่านชายมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาฯ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดพฤติกรรมผิดๆ จนหนุ่มบางคนถึงขั้นไปผ่าตัด ฉีดยา และทานยาเพิ่มขนาดจนอาวุธลับกลายเป็นอาวุธเน่า แต่จากการสำรวจแล้ว ฝ่ายหญิงส่วนใหญ่ต้องการผู้ชายที่มีขนาดปกติ แต่ทว่าเน้นลีลาเด็ดขยี้ใจพวกเธอได้มากกว่านะ!

ขนาดเล็กใหญ่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ลีลากระบวนท่าต่างหากคือจุดโฟกัสบนสังเวียน !

5. ผู้หญิงเกลียดหนังโป๊ 


ผู้ชายหลายคนคิดว่า ผู้หญิงเรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้ แต่ที่ไหนได้เวลาที่ผู้หญิงเม้าท์มอยกัน มันดันไปไกลกว่าที่หนุ่มๆ คิดไว้หลายเท่า แถมพวกเธอยังคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ซะด้วย ขณะที่หนุ่มบางคนยังคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องปกปิดอยู่เลย ยิ่งโดยเฉพาะบทความที่พวกเธอตามอ่าน หรือบรรดาคำถามอีโรติกทะลึ่งๆ ให้คิดลึก ส่วนใหญ่ก็มาจากผู้หญิงทั้งนั้นแหละ เป็นเรื่องของขนบธรรมเนียม ค่านิยมที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเปิดกว้างในเรื่องเหล่านี้ได้ แต่ลึกๆ แล้ว จิตใจของเธอก็เหมือนกับคุณนั่นล่ะ !

6. ผู้หญิงไม่ชอบออรัลเซ็กซ์
ไม่จำเป็นว่า ผู้ชายทุกคนต้องชื่นชอบการดูฟุตบอลซะที่ไหน ผู้หญิงของคุณก็เช่นกัน ความตื่นเต้นความหฤหรรษ์ในเรื่องบนเตียงก็เป็นเรื่องของรสนิยม เพราะผู้หญิงบางคนอาจไม่ชอบการนอนนิ่งๆ และตกเป็นฝ่ายรับอยู่ฝ่ายเดียว ทว่าเธออยากเป็นผู้ให้บ้าง อีกทั้งผู้หญิงหลายๆ คนก็ไม่ได้มองว่า การออรัลเซ็กซ์เป็นเรื่องน่ารังเกียจ แต่มันทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นอีกด้วย

ผู้หญิงบางคนก็ไม่ชอบนอนนิ่งๆ เป็นฝ่ายรับอยู่อย่างเดียวหรอกนะ

 7. ผู้หญิงไม่เสร็จ แปลว่าไม่สนุก 

ผลสำรวจในอดีตเผยว่า มีผู้หญิงร้อยละ 30 เท่านั้นที่จะไปถึงจุดสุดยอด หรือใน 10 คน จะมีเพียง 3 คนเท่านั้นที่สามารถไปถึงได้จริง แต่ไม่ว่าจะถึงจุดสุดยอดหรือไม่ เธอก็ต้องการการเล้าโลม และการดูแลเทคแคร์อย่างอบอุ่นจากชายที่เธอรัก ไม่ว่าจะเกิดการสอดใส่หรือไม่ก็ตาม ฝ่ายหญิงจำนวนไม่น้อยก็ยังยืนยันว่าเธอสนุกกับเซ็กซ์ได้ แม้จะไม่ถึงจุดไคลแม็กซ์ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร !

ที่มา : fhm.in.th

อาหารเสริม….น้ำมันปลา (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/542554

โดย หมอดื้อ 29 พ.ย. 2558 05:01

 

บทความที่หมอเขียนตอกย้ำถึงความไม่ดีงามของอาหารเสริมและการขาดสรรพคุณที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาหารเสริมเกือบทั้งหมดจะตกอยู่ในประเภทนั้น และทำให้คนที่เป็นโรคจริงๆ ซึ่งต้องการการรักษาที่ถูกต้องเสียโอกาส

เพราะหลงเชื่อตามคำโฆษณายุยง อาหารเสริมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเสริมจริงๆในส่วนที่ขาด เช่น ในเด็กทารก คนชรา ทานอาหารไม่ได้ มีการดูดซึมอาหาร และเกลือแร่ผิดปกติ

แต่หมายถึงเสริมเพื่อให้ตายช้า หมายถึงยืดอายุให้ยืนนาน ไม่แก่เฒ่า หน้าตาสวย หล่อตลอดกาล แข็งแรงเตะปี๊บดัง 60 หรือกระทั่ง 90 ยังแจ๋ว หัวใจกระชุ่มกระชวย สมรรถภาพทางเพศฟิตปั๋ง

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่กินเงินชาวบ้านไปนักต่อนัก จะอาศัยวิธีการทุ่มโฆษณา ใช้พรีเซ็นเตอร์ (Presenter) สวย หล่อ หรือแก่แล้วย้อมผมดำขลับ ทำท่าเดินเหิน ออกกำลังกาย กระฉับกระเฉง เอาด็อกเตอร์จากที่ไหนมาไม่ทราบ มาอธิบายศัพท์แสงทางวิชาการ ซึ่งเมื่อฟังแล้วทึ่ง (แต่คนรู้เรื่องต้องหัวร่องอหาย) หรือเอาฝรั่งมาบรรยายว่าค้นพบผลิตภัณฑ์ในหมู่บ้านเทือกเขาสูง ซึ่งประดาคนในหมู่บ้านไม่มีใครแก่เฒ่า ตลอดจนเอาคนที่หายจากมะเร็ง มายืนยัน โดยที่อาจไม่เป็นมะเร็งจริง เป็นแต่ชนิดเศษๆ รักษาด้วยวิธีการที่มีอยู่ในปัจจุบันก็มีสิทธิหายได้

อย่างไรตาม ก็คงต้องมีเข็มในมหาสมุทรบ้างที่อุตสาหะก็จะงมเจอได้สักเล่มสองเล่ม เช่นเดียวกับการพิสูจน์ความแน่ด้วยกระบวนการที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพที่จะทำให้เราเชื่อมั่นว่าได้ผลมากกว่าไม่ได้กิน ว่าสามารถเยียวยารักษาหรือป้องกันกระบวนการของการเกิดโรค ที่อาหารเสริมทั้งหลายมักออกมาอวดอ้าง ทั้งๆที่โรคนั้นๆยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรด้วยซ้ำ

ตัวเองจะเชื่อแม้ว่าเป็นยาแผนปัจจุบันต่อเมื่อมีข้อมูลเชิงประจักษ์จากกระบวนการนั้นต้องมีการนำไปใช้ในการทดสอบระดับเซลล์ หรือเนื้อเยื่อ พบมีกลไกซึ่งเจ๋ง ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ อันดับต่อไปคือทดสอบในสัตว์ทดลอง และในมนุษย์ที่มีโรคเกิดขึ้นแล้ว

ทั้งนี้โดยผ่านขั้นตอนความปลอดภัยก่อน และการทดสอบต้องพยายามจำกัดอิทธิพลของกำลังใจ (placebo effect) ซึ่งพิสูจน์แล้ว ว่ากำลังใจที่ดีหรือศรัทธาก็ทำให้เกิดการชะลอโรคที่เป็น หรือทำให้มีอาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนได้ การทดสอบที่ดีดังกล่าวคือทั้งผู้รับผลิตภัณฑ์ และผู้ทดสอบต่างก็ไม่มีใครทราบว่าผลิตภัณฑ์คืออะไร

เมื่อทำการศึกษาในกลุ่มทดสอบที่มีขนาดเหมาะสม ค่อยประเมินผลที่ได้รับ และเปิดโค้ดลับดูว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นกลุ่มคนที่ได้รับเป็นผลิตภัณฑ์นั้นๆหรือได้รับยาหลอก กระบวนการที่เข้มงวดยิ่งกว่านั้นไปอีกคือ ทำการทดสอบในกลุ่มที่มีปัจจัยส่งเสริมในการเกิดโรคดังกล่าวเพียบ ทั้งภาวะทางพันธุกรรมว่า เกิดขึ้นชัวร์มากกว่าคนอื่นๆในครอบครัวอื่นๆหรือมีปัจจัยส่งเสริมที่สนับสนุนการเกิดโรค

ทั้งที่ผ่านทางกลไกทางพันธุกรรมหรือเหนือขอบข่ายของพันธุกรรม (epigenetics) และนอกจากนั้นตัวออกฤทธิ์หลังจากที่ได้รับหรือบริโภคไปแล้วมีการผ่านกระบวนการในเลือด ในตับ จะสามารถซึมผ่านเข้าไปในอวัยวะที่ต้องการให้เกิดผลได้ เช่น ในสมองซึ่งเป็นระบบพิเศษที่ปกป้องไม่ให้สารหรือยาผ่านเข้าไปโดยง่าย นอกจากนั้นเป็นการตามศึกษาทางระบาดวิทยาเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร แม้จะไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่แน่นอนชัดเจน ก็อาจจะได้ข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเมื่อบริโภคไปแล้ว ตายมากตายน้อย หรือเกิดโรคต่างกันหรือไม่

หมอเอง “เข้ม” มากพอสมควรกับการให้คะแนนผลิตภัณฑ์หรือยา แต่ในที่สุดเหนือฟ้ายังมีฟ้า ใจอ่อนกับตัวที่หนึ่ง ตั้งแต่มีบทความในวารสารนิวอิงแลนด์ 2011 คือ “น้ำมันปลา”

แม้ว่าจะมีบทความพิเคราะห์ข้อมูลของน้ำมันปลา ตีพิมพ์ในวารสารทาง การแพทย์ของอังกฤษ 2008 ก็ตาม ว่าน้ำมันปลาไม่มีผลในการลดอัตราตายจากสาเหตุทั้งหมด แม้ว่าจะมีผลบ้างในโรคหัวใจขาดเลือด (จากการรวม 12 การศึกษา ผู้ป่วย 32,779 คน) และไม่มีผลในการป้องกันหัวใจเต้นผิดปกติ

ข้อมูลจากวารสารนิวอิงแลนด์ เป็นการเจาะถึงผลการศึกษา 25 รายการรวม 280,000 ราย ในเชิงระบาดวิทยา พบประโยชน์ในการป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจ จากการกินปลาหรือ n-3 fatty acid และในการศึกษาทางคลินิก ซึ่งมีการติดตามผู้ป่วยอย่างเข้มงวดที่เกิดมีเส้นเลือดหัวใจตีบไปแล้ว พบว่าการปรับพฤติกรรมการกินอาหารที่ถูกต้องรวมทั้งกินปลาหรือเสริมด้วยกรดไขมัน n-3 หรือด้วยการใช้ EPA กับ DHA ให้ประโยชน์ในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคใหม่ ในขณะที่วิตามิน E ไม่มีผล เป็นการศึกษาทั้งในคนเอเชียคือญี่ปุ่น และฝรั่งในยุโรปหรือสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันปลายังมีข้อพิสูจน์ไม่ชัดเจนในการป้องกันหัวใจเต้นผิดปกติ มีข้อมูลมหาศาล ขอต่อคราวหน้าอีกตอนครับ.

หมอดื้อ