โบท็อกซ์ (ตอนที่ 1) สารลดริ้วรอยยอดนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541633

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 27 พ.ย. 2558 05:30

 

เมื่อเอ่ยถึงโบท็อกซ์หลายคนคงเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้ว บางท่านอาจจะเคยได้รับการรักษาด้วยสารชนิดนี้มาก่อน ขณะที่บางท่านต้องการรักษาแต่ยังลังเล และกลัวอันตราย บางท่านมีความคิดว่ายังไงก็จะไม่ฉีดสารชนิดนี้ในชีวิตอย่างแน่นอน เราลองมาทำความรู้จักและศึกษาหาความรู้ไปพร้อมๆ กันเลย

สารชนิดนี้มีชื่อสามัญทางการแพทย์ว่าโบทูลินุ่มท็อกซิน ซึ่งปัจจุบันในท้อง ตลาดมีโบทูลินุ่มท็อกซินหลายยี่ห้อ โบท็อกซ์ก็เป็นหนึ่งในยี่ห้อเหล่านั้น สารชนิดนี้ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อ 40 ปีกว่าปีที่แล้ว และถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 โดยนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางสำหรับการรักษาโรคหรือภาวะที่กล้ามเนื้อทำงานมากเกินไป

ออกฤทธิ์อย่างไร

สารชนิดนี้จะไปลดการหลั่งสารที่ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ทำให้กล้ามเนื้อจะ คลายตัวออก และเนื่องจากสารชนิดนี้จะไปจับอยู่กับโปรตีน จึงมีโอกาสที่ร่างกายจะดื้อยาได้ในอนาคต หากเลือกใช้สารที่มีโปรตีนโมเลกุลใหญ่

โรคที่สามารถใช้สารโบทูลินุ่มท็อกซินในการรักษา

โรคและความผิดปกติที่สามารถรักษาได้ด้วยโบทูลินุ่มท็อกซิน เช่น โรคความ ผิดปกติของกล้ามเนื้อตาหรือตาเข โรคตากระตุก โรคกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกจากตัว กล้ามเนื้อเองหรือความผิดปกติของสมอง ภาวะปวดศีรษะจากไมเกรน ความผิดปกติของกล้ามเนื้อทางเดินปัสสาวะและทางเดินอาหาร สำหรับผิวหนังสามารถนำมาใช้รักษาในผู้ที่มีเหงื่อออกมากและใช้ลดริ้วรอยเพื่อเสริมความงามได้

โบทูลินุ่มท็อกซินกับความงาม

โบทูลินุ่มท็อกซิน ได้ถูกค้นพบโดยบังเอิญว่าสามารถลดริ้วรอยบนใบหน้าได้ โดยสังเกตจากการรักษาผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อตากระตุกแล้วพบว่าริ้วรอยบริเวณหางตา หายไปด้วย จึงทำให้มีการนำสารโบทูลินุ่มท็อกซินมาใช้กับปัญหาความงามโดยเฉพาะปัญหาริ้วรอย ซึ่งรอยย่นที่ใช้แล้วได้ผล ได้แก่ รอยย่นที่เกิดจากการขยับตัวของกล้ามเนื้อ เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว รอยบริเวณหางตา นอกจากนี้ยังนิยม นำมาใช้ปรับรูปหน้า หากฉีดเข้าบริเวณกล้ามเนื้อบริเวณกราม จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามคลายตัว ผลที่ได้คือใบหน้าเรียวเล็กลง

ปัจจุบันโบทูลินุ่มท็อกซินกลายเป็นสารยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมความ งาม จากสถิติของสมาคมศัลยศาสตร์ความงามแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า โบทูลินุ่มท็อกซินจัดเป็นหัตถการที่มีผู้นิยมใช้ติดอันดับ 1 ใน 5 ของหัตถการเพื่อความงามทั้งหมด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

เคลียร์ 10 เหตุผล ทำไมผู้หญิงถึง ‘นอกใจ’ ผู้ชาย ?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541117

โดย FHM 26 พ.ย. 2558 14:05

 

ปมเหตุคู่รักระหองระแหง ระแวงระวัง บางครั้งก็ไม่ได้มาจากความเจ้าชู้ หรือโทษฝ่ายหญิงฝ่ายเดียวก็อาจดูไม่ยุติธรรม เพราะบางทีคุณนั่นแหละที่ทำให้เธอ (มีท่าที) เปลี่ยนไป …

1. ไม่มั่นใจในความสัมพันธ์


เธอไม่รู้สถานะความสัมพันธ์ หรือสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้เรียกว่าอะไร คนรักก็ยังไม่ใช่ คนรู้ใจก็ยังไม่เชิง อาจติดที่ฝ่ายชายเกิดปากแข็ง รักก็ไม่บอก แสดงออกก็ไม่ชัด ไม่อยากให้ถ่ายรูปคู่บ้าง หรือขอเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ไปก่อน ยังไม่พร้อมจะเรียกว่าเป็นแฟน ฯลฯ หรืออาจกลัวเป็นการตัดทางเลือกของตนที่ทำท่าว่ายังฮอตไม่เลิก ทำให้อีกฝ่ายดูไร้ตัวตน คิดน้อยอกน้อยใจ คล้ายคบเธอไว้เผื่อเลือกหรือเปล่า ? และเมื่อถึงคราวเธอเดินจากไป แล้วหันไปควงชายอื่นที่ชัดเจนในความสัมพันธ์ ดันแอบคิดเสียดายในภายหลัง กระทั่งสงสัยว่าตนนั้นทำอะไรผิด

คุณไม่ชัดเจนในความสัมพันธ์

2. ฝ่ายชายไม่รับฟัง 


ผู้หญิงตามตำรามักเป็นฝ่ายเจรจา ทว่าเมื่อเจอชายใดที่พูดมากกว่า ก็มักออกอาการหงุดหงิด แถมผู้ชายบางคนปฏิบัติต่อคนรักคล้ายเป็นพ่อคนที่สอง สั่งสอนอบรมเธอเหมือนลูก เมื่อมีความเห็นไม่ลงรอยกัน หรือยามมีปัญหา ก็มักคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูก นอกจากไม่รับฟัง บางครั้งทำผิดก็ยังไม่ขอโทษ และเมื่อเธออยากมีส่วนร่วม ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ก็ออกลูกรำคาญเหมือนไปลดบทบาท “ผู้นำ” ของตนเองลง และมักมีค่านิยมว่าผู้ชายต้องเก่งกว่า จึงปิดกั้นทั้งตัวเองและความเห็นอื่น ขนาดเป็นคนรักยังพูดจากันไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้เธอหันไปหาชายอื่นที่คอยรับฟังเธอมากกว่า

3. ไม่สนใจเธอเหมือนแต่ก่อน

มักเกิดจากการคบกันมานาน แล้วเปรียบเทียบจุดเริ่มต้นกับปัจจุบัน ว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว ชายผู้คอยเอาอกเอาใจได้กลายเป็นอดีต หรือจากที่เธอคิดว่าทำอะไรก็เห็นดีเห็นงามไปหมด กลิ่นตดของเธอก็เดาว่าคงจะเป็นกลิ่นน้ำหอม แต่พอลองคบกันไปยาวๆ เธอก็รู้สึกได้ว่าสิ่งต่างๆ มันช่าง “ลดลง” อย่างเห็นได้ชัด ถ้าอยู่ในระดับที่เธอรับได้ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะหลายคู่ย่อมเข้าใจถึงความรู้สึกนี้ดี แต่กรณีที่ขยับตัวก็เหมือนมีความผิด ถามนิดก็โดนด่า แถมไม่สนใจว่าเธอจะกินอะไรมาแล้วหรือยัง ไหนๆ เมื่อเธอทำอะไรก็ดูเหมือนจะ “ผิด” ไปหมด การคบคนใหม่ก็อาจเป็นเรื่อง “ถูกต้อง” สำหรับเธอก็ได้

คุณสนใจเธอน้อยลงกว่าแต่ก่อน

4. อย่าเรียกว่านอกใจ เรียกว่าหาใหม่จะดีกว่า


พอคบกันแล้ว อาจพบจุดไม่ลงตัวหลายอย่าง ทั้งความคิด รสนิยม นิสัย ความบ้างาน บ้าพลัง ฯลฯ กระทั่งรู้สึกได้ว่าอีกฝ่าย “ยังไม่ใช่” จึงเกิดขึ้น ถ้าเธอจะมีใครใหม่จริงๆ อาจเป็นเพราะเธอรู้สึกว่าคนใหม่ “ใช่กว่า” เหมาะสมกับเธอมากกว่าก็ได้ อาจไม่ใช่เพราะเขาคนเก่าไม่ดี แต่อาจเพราะความเข้ากันได้ที่มีอยู่มากกว่า หรือว่าวัดจากทฤษฎีความเข้าคู่ เธอจึงเลือกปฏิเสธเขาคนเก่าก็เท่านั้น เพราะอาจมีนิสัยบางอย่างที่เธอรับไม่ได้

5. เป็นภาระ มากกว่า เป็นผู้นำ


ไม่ใช่ว่าพึ่งพาไม่ได้ การงานก็มีทำ และทำได้ดีเป็นปกติ เพียงแต่ข้อเสียที่ฝ่ายชายมีนั้น อาจส่งผลรุนแรงกว่า อย่างเช่น ติดการพนัน ติดเหล้าติดยา ฯลฯ แรกๆ ก็คิดว่าโอกาสกลับตัวกลับใจยังมี แต่หลายทีที่เดือดร้อนจนต้องหยิบยืมเงินจากคนรัก ยิ่งพอหนักเข้ากระทั่งเธอรู้สึกได้ว่า ยากที่เขาจะกลับตัวกลับใจ ถ้าไม่ให้ยืมสตางค์ก็ขู่จะทำร้าย ออกแนวมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ หรือกรณีดื่มจัดจนมักหาทางกลับบ้านไม่ค่อยเจอ ใจเธอก็เป็นห่วงนั่นแหละ แต่ดูท่าว่าเขาจะยังอยู่ในวงจรนี้ไปอีกนาน เธอจึงตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ หรือมีคนใหม่ไปพร้อมๆ ก่อนที่จะบอกเลิกอย่างเป็นทางการ เพื่อนำมาเป็นข้ออ้างอย่างชัดเจนกันไป

6. หึงหวงมาก อีกฝ่ายคล้ายนักโทษ

จะไปไหนก็ไม่ให้ไป แถมเป็นฝ่ายโทรถามโทรตามอยู่ตลอด คล้ายคอยใส่ใจ เพียงแต่มันมากและบ่อยเกินไปเท่านั้น แถมตัวคนทำก็มักบอกว่าเป็นเพราะรัก เพราะห่วง เพราะหวง จึงต้องควงแขนติดกันคล้ายใส่กุญแจมือไว้ตลอดเวลา สังสรรค์กับเพื่อนสาวก็คล้ายว่ามีความผิด ยิ่งเพื่อนชายยิ่งไม่ต้องพูดถึง จึงไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น หรือจะพาคนที่บ้านอย่างพ่อแม่ไปกินข้าวบ้าง เป็นอันต้องน้อยอกน้อยใจ หรืออยากจะเรียนต่อ ป.โท ก็ไม่ได้ กลัวจะไปเจอะเจอหนุ่มที่ถูกใจกว่า เธอก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร อึดอัดใจ กระทั่งอยากมีใหม่ให้รู้แล้วรู้รอด

หึงหวงเธอเกินเหตุ

7. ถูกทำร้าย ทุบตี


ข้อหานี้ ต่อให้รักกันแค่ไหน ก็ไม่มีใครอยากอยู่ร่วมวง อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ คนอยู่ใกล้ย่อมรู้ว่ามันน่าหวาดผวาแค่ไหน ยามปกติก็ดีอยู่ แต่ยามร้ายก็เหมือนอยู่ใกล้ระเบิด อาการลงไม้ลงมือจะมาเยือนตอนไหนก็ไม่รู้ ถ้าเป็นเรื่องเถียงฝ่ายชายมักสู้ไม่ได้ก็จริง แต่ถ้าเรื่องพละกำลังก็ถือเป็นสิ่งได้เปรียบ ถ้าใช้ในทางดีก็ดีไป แต่หลายครั้งกลับนำมาใช้ทำร้ายคนรัก ชายใดที่ยังเป็นแบบนี้ ลองคิดทบทวนว่าถึงขั้นต้องทำรุนแรงกันขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะกรณีนี้ฝ่ายหญิงอาจหายไปอย่างไร้ตัวตนจนไปมีคนใหม่ โดยไม่บอกพิกัด ด้วยอาจเกรงกลัวเรื่องความปลอดภัย

8. เธอช่างเจ้าชู้จริงๆ


เธออาจมียีนเจ้าชู้ หรือเป็นลูกคนสุดท้อง ในทำนองของผู้ช่างเลือก และมีคนคอยตามใจ ทำให้ความสัมพันธ์เหมือนมันไม่คืบหน้าไปไหน เหมือนสนิทแต่ก็ยังไม่ลึก นึกไม่ออกว่าจะโทรหาใคร ก็อาจมาลงที่คุณก็ได้ จนคุณคิดไปไหนต่อไหน ทั้งๆ ที่เธอยังสับสนกับช้อยส์เลือกที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย คล้ายเธอถือไพ่เหนือกว่า จากสภาพหน้าตา หรือว่ารูปร่างที่ดึงดูดใจชายหนุ่มให้เข้าหาเธอได้อยู่เสมอๆ เธออาจยังอยากใช้โอกาสนั้นอยู่ อาจต้องการเพียงผู้อำนวยความสะดวก และไม่หวั่นแม้รถไฟจะชนกัน

เธอเองเป็นฝ่ายเจ้าชู้ บริหารเสน่ห์ไปเรื่อยๆ

9. หวั่นไหว เพราะความใกล้ชิด


เมื่อคนรักทำงานอยู่ต่างจังหวัด หรืออยู่ห่างกันคนละซีกโลก เธอจึงอาจถูกโฉลกกับคนใกล้ตัวก็ได้ หรือมองเห็นความเป็นไปได้มากกว่า ระยะทางอาจไม่เป็นอุปสรรคก็จริง แต่อารมณ์หญิง เมื่อถูกกระตุ้นด้วยคำหวานจากปากชายอื่น หยิบยื่นมาให้อยู่อย่างซ้ำๆ ก็อาจทำให้เธอหวั่นไหวจนแพ้ภัยตัวเองได้ ยิ่งชายหนุ่มคนนั้นเห็นโอกาส และตั้งใจทำผลงานให้ออกมาดีกว่า เพราะรู้อยู่ว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ต้องการความมั่นใจอยู่ตลอดเวลา เหตุนี้คนใกล้ชิดจึงมีสิทธิ์พิชิตใจได้มากกว่าคนห่าง กรณีคนห่างยังวางใจว่าเธอคือของตาย ทำนองว่ามีเราอยู่ทั้งคน มีหรือที่เธอจะสนคนอื่น และแล้วเธอก็สนคนอื่นขึ้นมาจริงๆ

หวั่นไหว เพราะความใกล้ชิด


10. เห็นฝ่ายชายนอกใจ ฝ่ายหญิงจึงทำบ้าง

ฝ่ายชายอาจเริ่มต้นด้วยการกดไลค์แฟนเพจดาราสาวที่ถูกใจ แต่หนักเข้าก็นั่งกดไลค์ให้หญิงสาวเยอะแยะไปหมด จนสาวรายนั้นรู้สึกได้ และเกิดสงสัย จากนั้นก็เป็นเหตุให้แชตคุยกันยาวไป จนเกิดอาการหวั่นไหวด้วยกันทั้งคู่ หรือแอบนำความลับไปปรึกษา “ว่าที่มือที่สาม” อย่างเช่น เกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วจะทำอย่างไร จนกระทั่งแฟนตัวจริงเกิดจับได้ จึงโพสต์รูปคู่กับชายในที่ทำงานบ้างเพื่อเป็นการเอาคืน มีทั้งโจทก์ มีทั้งจำเลยอยู่เต็มไปหมด นอกใจ หรือสร้างสถานการณ์ประชดรัก ก็ยากที่จะรู้ …

ที่มา : fhm.in.th

ช่วงเทศกาลต้องระวัง! 5 อวัยวะพัง ‘เมาค้าง’ ไม่ใช่เรื่องจิ๊บๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541622

โดย Women’s Health 25 พ.ย. 2558 16:05

 

เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสุขกับเทศกาลต่างๆหลายคนเตรียมพร้อมที่หยุดยาว ปาร์ตี้กันอย่างสนุกสนาน ดริ้งกันอย่างเต็มที่ แต่คุณก็ต้องระวังไว้ว่าสุราร้ายยิ่งกว่าเสือ ไม่เชื่ออ่านบรรทัดต่อจากนี้ไปแล้วคุณจะหนาว…

1.สมอง

ดื่มคืนวันอาทิตย์ พอถึงวันจันทร์ คุณเริ่มโทษตัวเองที่ไม่ยอมหยุดดื่มซะที (รู้ตัวอีกทีก็สายไปแล้ว) เมื่อค็อกเทลเริ่มเข้าไปป่วนระบบต่างๆ ในร่างกาย ที่โดนไปเต็มๆ ก็คือกาบาและกลูต้าเมต (สารสื่อประสาทที่คอยควบคุมชีพจร) ส่งผลให้คุณดื่มหนักขึ้นเรื่อยๆ

คุณจะมีอาการกระวนกระวายต่ออีกนานหลังจิบสุดท้าย เนื่องจากสารเคมีในสมองเสียสมดุลไปแล้วบวกกับเซลล์ประสาทเสียหายอันเป็นผลมาจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ รวมไปถึงเซลล์สมองโดนทำลายเพราะอดหลับอดนอน ทิ้งผลลัพธ์ไว้อย่างเดียวก็คือ อาการเมาค้างอย่างหนัก เราไม่ได้หมายถึงอาการขาดน้ำเท่านั้น และเลิกคิดได้เลยกับการกระดกน้ำเมาเข้าปากเพื่อถอนแอลกอฮอล์ที่ค้างในร่างกาย เพราะยิ่งดื่มเข้าไปมากเท่าไร อาการเมาค้างจะยิ่งอยู่ยืนนาน

2.หัวใจ

ลองสังเกตว่าคุณเขมือบอาหารไขมันสูงคู่กับเครื่องดื่มแก้วโปรดมากไปหรือเปล่า พิซซ่าแค่คำเดียวสามารถป่วนระบบการไหลเวียนของเลือดได้ทันที หัวใจเลยทำงานหนักขึ้น ผลข้างเคียงแบบนี้เกิดจากการดื่มเหล้าได้เช่นกัน

3.ระบบย่อยอาหาร

ฟังดูขำๆ แต่การดื่มเหล้าไม่เคยเป็นผลดีกับลำไส้เลย อาหารแคลอรีสูงและเหล้าต้องใช้เวลาย่อยนานกว่าปกติ ซึ่งนำไปสู่อาการท้องอืด กรดไหลย้อน และท้องผูก
ความจริงกระเพาะและลำไส้อาจได้รับผลข้างเคียงมากเสียจนเชื้อแบคทีเรียที่ถูกกักเอาไว้เริ่มแพร่เข้าสู่กระแสเลือด มันมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน คุณจึงเป็นหวัดง่าย ถ้ายังฝืนดื่มต่อไปอาการจะหนักขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

4.ตับ

หน้าที่หลักคือกรองทุกสิ่งที่คุณกลืนลงท้องและดูดซึมเก็บไว้ หากกินอาหารขยะและสุรามากเกินไป อวัยวะส่วนนี้ต้องทำงานหนักขึ้น สิ่งเป็นพิษต่อร่างกายเริ่มสะสมภายในตับมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำตาล รวมถึงไขมันส่วนเกินก็จะอุดตันตามส่วนต่างๆ มากขึ้น แต่โชคดีที่นิสัยการกินของไร้ประโยชน์เป็นโทษต่อร่างกายเพียงไม่กี่วัน ไม่สามารถสร้างความเสียหายถาวรแก่ตับได้ (แต่ถ้าคุณยังดึงดันกินต่อไป เตรียมตัวเจอสภาวะคอเลสเตอรอลสูงและตัวบวมอืดได้เลย)

5.ผิวหนัง

สุขภาพภายในแย่ๆ มักจะส่งสัญญาณออกมาในรูปของผิวหมองคล้ำ การขาดสารอาหารเป็นอุปสรรคต่อการซ่อมแซมเซลล์ผิวในเวลาเดียวกัน การกินอาหารไร้ประโยชน์จะกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันส่วนเกินบริเวณรูขุมขน แล้วสิวก็จะตามกวนไม่หยุดหย่อน

หนำซ้ำการดื่มหนักเป็นกิจวัตรยังเพิ่มความเสียหายแก่เซลล์ผิวที่เกิดจากพิษรังสี UV อีกด้วย นั่นคือเกิดความเสี่ยงเป็นเนื้องอกถึง 20% ทั้งนี้ หลังจากดื่มเมรัยไปแล้ว ให้รับประทานอาหารวิตามินสูงตามเข้าไป อย่างเช่น ผักใบเขียว เพื่อบรรเทาผลข้างเคียงดังกล่าว

แปลและเรียบเรียงโดย : maemay | ภาพ: Corbis Images

ที่มา : Women’s Health Thailand

Women’s Health Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2558

ทำสงครามกับความอร่อย…เนื้อ แฮม เบคอน ไส้กรอก กับมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/540934

โดย หมอดื้อ 22 พ.ย. 2558 05:01

 

ทำสงครามในที่นี้คือ ต้องทนกับความเย้ายวนของเนื้อทั้งหลาย อันเนื่องจากคำประกาศขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2015 ถึงอันตรายอันจะได้จากการบริโภคเนื้อ

จากการจัดอันดับ กลุ่มก่อมะเร็งเบอร์หนึ่ง (group 1) โดยที่มีหลักฐานแน่นหนาว่าเกี่ยวโยงกับการเกิดมะเร็งคือ เนื้อที่ผ่านกระบวนการกรรมวิธีเพื่อให้เก็บได้นาน หรืออร่อยขึ้น รวมถึงการหมักทั้งด้วยเกลือ ด้วยไนไตรท์- ไนเตรท รมควันหรือวิธีใดๆก็ตามเพื่อรสชาติ

ตัวอย่างเช่น ฮอตดอก ไส้กรอก คอร์นบีฟ แพ็กเกจด์เตอร์กี (packaged turkey) ไส้กรอกเปปเปอโรนี (ซาลามี) (จากเนื้อวัว) เนื้อกระป๋อง เนื้อเส้น

ชิคเก้นนักเก็ต (ไก่) ไส้กรอกโบโลนญา (จากวัว) เบคอน (จากหมู) กลุ่มก่อมะเร็งเบอร์สอง-เอ (group 2 A) ได้แก่ อาหารหรือสารที่อาจจะเกิดมะเร็ง หมายรวมยาฆ่าวัชพืช ดีดีที ยาฆ่าแมลง มาลาไธออน และเนื้อแดง

คำว่าเนื้อแดงคือ เนื้อทุกชนิดที่ได้จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม วัว หมู ลูกวัว แกะ แพะ ม้า โดยที่ กลุ่ม 2B กลุ่ม 3 และ 4 ยังอาจไม่เกี่ยวโยงกับมะเร็งนัก

เบื้องหลังการศึกษามาจากคณะทำงานขององค์การอนามัยโลก สำนักวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ซึ่งมีความเห็นตรงกันในเรื่องของเนื้อที่ผ่านกระบวนการต่างๆ เป็นกลุ่มเบอร์หนึ่ง รายงานของ IARC ได้จากการวิเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ของรายงานมากกว่า 800 ชิ้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญ 22 คน จาก 10 ประเทศ

ที่ดุเดือดมากคือ การบริโภคเนื้อที่ผ่านกระบวนการเพียง 50 กรัมต่อวัน เช่น ฮอตด็อก 1 อัน หรือ เบคอน 6 ชิ้น หรือ แฮม 2 ชิ้น หรือซาลามี 5 ชิ้น หรือ คาเนเดียนเบคอน 2 ชิ้น มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งสำไส้ใหญ่และทวารสูงขึ้นเป็น 18% และทั้งเนื้อแดงและเนื้อผ่านกรรมวิธียังเกี่ยวโยงไปกับมะเร็ง กระเพาะอาหาร ต่อมลูกหมาก ตับอ่อน อีกด้วย

คำเตือนเกี่ยวกับการกินเนื้อความจริงมีมานานแล้ว และเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2007 (American Institute for Cancer Research และ World Cancer Research Fund) จนถึงปี 2009 สถาบันสุขภาพสหรัฐฯ (NIH) ชี้ถึงความสุ่มเสี่ยงต่อโรคหัวใจ มะเร็ง และในปี 2011 และ 2013 ก็ได้ข้อมูลตรงกันจากคณะ World Cancer Research Fund และจากคณะผู้เชี่ยวชาญ 47 คนในยุโรป

กลไกในการเกิดมะเร็งเป็นได้ตั้งแต่การปิ้ง ทอด ย่างเนื้อที่ความร้อนจัดทำให้เกิดสาร PAH (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) และ HCA (Heterocyclic Amines) ทั้ง 2 ตัวก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเสียหายใน DNA ของมนุษย์และแปรไปในทางการเกิดเนื้อร้าย

กรณีของเนื้อที่ผ่านกรรมวิธีต่างๆ ตัวสำคัญคือ เกลือ โซเดียมไนเตรทซึ่งช่วยคงสภาพเนื้อ และเมื่อกินเข้าไปจะเปลี่ยนเป็นไนโตรซามีน (Nitrosamines) ทั้งนี้แม้แต่เนื้อที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีกระบวนการยังเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็งได้ (ไทยรัฐ หมอดื้อ 12 กรกฎาคม 2558) อธิบายจากการที่จุลินทรีย์ใน

ลำไส้เปลี่ยนเนื้อหรือสารแอลคานิทีนให้เป็น TMAO ก่อให้เกิดโรคหัวใจและเปลี่ยนเนื้อเป็นไนโตรซามีน

ถ้าจะเลี่ยงไนเตรทไนไตรท์ไปกินเนื้อที่ติดป้ายปลอดสารพวกนี้ ก็จะไปเจอกับกรรมวิธีผ่าน Celery juice ซึ่งก็มีไนเตรทเยอะเช่นกัน ความจริงพืช ผัก ผลไม้ มีไนเตรทอยู่แล้ว แต่ความที่มีวิตามินซีจะยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน

อีกหนึ่งกลไกคือ การที่เนื้อมีธาตุเหล็กชนิดฮีม (heme iron) ซึ่งจับกับโมเลกุลโปรโตพอร์ไฟริน (protoporphyrin)

ในพืชผักมีแต่ธาตุเหล็กที่ไม่ใช่ฮีม (non heme) ในอาหารแบบตะวันตก heme iron จะเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยถึง 10-15% และเป็นตัวการที่สำคัญอีกตัวของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวาร ประมาณกันว่าโอกาสที่จะเป็นมะเร็งแบบนี้ตลอดชีวิตมีประมาณ 5% แต่ถ้ากินฮอตด็อกวันละอันจะเพิ่มเป็น 18%

เรื่องของเนื้อๆทั้งหลายซึ่งอย่าลืมนะครับ ไม่ใช่แต่เนื้อวัวที่เรียกว่าเนื้อแดง เนื้อหมู เนื้อทุกชนิดที่มาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็เช่นกัน คงยังมีข้อขัดแย้งอีกมากมายจากสมาคมค้าเนื้อและหมูของอเมริกาเอง และแม้แต่ อย.สหรัฐฯก็ยังไม่ให้น้ำหนักในเรื่องนี้มากนัก แต่ทางฝั่งอังกฤษแนะนำให้กินเนื้อและเนื้อที่ผ่านกรรมวิธีลดลงจากวันละ 90 กรัม เป็น 70 กรัม

เรื่องของเนื้อกับโรคหัวใจและมะเร็งคงต้องพิจารณาอีกหลายปัจจัย เช่น ถ้ากินร่วมกับการกินผัก ผลไม้ กากใย หรือร่วมการออกกำลังกาย การใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข จะต้านกลไกของมะเร็งและโรคเส้นเลือดหัวใจสมองตีบได้แค่ไหน และหนำซ้ำยังขึ้นกับดวง (ยีนหรือพันธุกรรม)

เล่าเรื่องนี้ให้หมู่เพื่อนฟัง…(โดยที่เรื่องนี้เรียบเรียงจากนิตยสารไทม์ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน 2015) เพื่อนๆ ร้องเพลง “My Way” กันอย่างพร้อมเพรียง แปลว่า “เรื่องของกู (จะกินซะอย่าง)”.

หมอดื้อ

อัลตราซาวนด์ยกกระชับผิว ตอนที่ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/537126

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 20 พ.ย. 2558 07:01

 

การยกกระชับผิวหน้าด้วยอัลตราซาวนด์เป็นวิธีที่ง่ายและไม่ยุ่งยาก ผู้ที่ทำการรักษาไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ วิธีการคือแพทย์จะทายาชาบริเวณที่จะทำ เมื่อผิวหนังเริ่มชา แพทย์จึงเริ่มทำการรักษา โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำด้วย หากทำบริเวณตาจะใช้เวลา 15 นาที หากทำทั่วใบหน้าและลำคอจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ภายหลังการทำจะมีผิวแดงชมพูเพียงเล็กน้อย ซึ่งมักจะหายได้เองใน 1 ชั่วโมง ผู้ทำการรักษาสามารถกลับบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องพักฟื้น ผลที่ได้จะค่อยๆ เห็นชัดใน 2–3 เดือน ผลการรักษาจะอยู่ได้นานประมาณ 1–2 ปี ต่อการรักษา 1 ครั้ง

ข้อห้ามสำหรับผู้ที่จะทำการรักษา ได้แก่ ผู้ที่มีสิวอักเสบ ผู้ที่มีแผลเปิดบริเวณที่จะทำ และผู้ที่มีสิ่งแปลกปลอมใต้ผิวหนัง ไม่ควรทำการรักษา หากต้องทำการรักษา ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเสียก่อน

ดังนั้นการทำอัลตราซาวนด์ยกกระชับผิวจึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยที่กำลังมองหาวิธียกกระชับผิวโดยเห็นผลได้นาน ไม่ต้องทำบ่อย ไม่มีบาดแผลภายนอก ไม่ต้องพักฟื้นและไม่ต้องการมีของแปลกปลอมใต้ผิวหนัง เทคโนโลยีนี้ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยแล้ว จึงมั่นใจได้ในประสิทธิภาพและความปลอดภัย

อย่าลืมนะคะ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกหรือทำอะไรลงไปบนใบหน้าและเรือนร่างของเรา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อให้แน่ใจและมั่นใจเสียก่อน ผลได้ผลเสียที่เกิดขึ้นจะคุ้มค่าหรือไม่ ต้องคิดและพิจารณาเลือกให้เหมาะสม “เกิดเป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

รู้หรือไม่ ? อาหาร 5 อย่างต่อไปนี้ ยิ่งกินเยอะ ยิ่งเสี่ยง ‘เซ็กซ์เสื่อม’!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/539554

โดย FHM 18 พ.ย. 2558 14:05

 

“ยิ่งกิน ยิ่งหด” ฉะนั้นจงลด และปรับโหมดพฤติกรรมการกินเสียใหม่ ก่อนที่อะไรๆ จะสายไป หากร่างกายคุณไม่แข็งแรง แล้วแบบนี้จะวิ่งแข่งกับเซ็กซ์ได้ยังไงล่ะ … จริงไหม !!

1. ของทอด


ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides/TG) ผู้ช่วยตัวร้าย หรือเป็นตัวทำให้ LDL มีขนาดเล็กลง แทรกซึมผ่านผนังหลอดเลือดจนไปสะสมเป็นคราบไขมันได้เร็วขึ้น พบได้ในของทอด และอาหารจำพวกแป้ง ไม่ว่าจะเป็นเฟรนช์ฟรายส์ มันฝรั่งทอด ไก่ทอด ฯลฯ อาหารที่อุดมด้วยไขมันอิ่มตัวเป็นสิ่งที่หนุ่มๆ หลายคนชื่นชอบ ทว่ามันก็ทำให้เสี่ยงกับโรคร้ายสารพัดเช่นกัน เช่น หลอดเลือดแข็งตัว โรคอ้วน โรคเบาหวาน และสารก่อมะเร็ง อีกทั้งไขมันยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลงด้วย

ลดทาน ‘เฟรนช์ฟรายช์’ ให้น้อยลง …

2. โดนัท และคัพเค้ก


เมื่อไหร่ก็ตามที่หนุ่มๆ รู้สึกว่า พลังขับทางเพศลดลง หรือเซ็กซ์ฝ่อ-ไม่ยอมทำการบ้าน ลองเช็กปริมาณเมนูของหวาน และอาหารจำพวกแป้งที่หม่ำเข้าไปในแต่ละวันดู อย่างเช่น โดนัท หรือคัพเค้ก นี่ล่ะตัวดีนักเชียว!

3. ฮอทด็อก


อาหารประเภทเจือสารกันบูดให้สามารถเก็บไว้ได้นาน-ดูไม่สดใหม่ อาหารปิ้งย่างจนไหม้ หรือทอดจนอมน้ำมัน ล้วนแต่เต็มไปด้วยสารเคมีที่จะป่วนฮอร์โมนเพศของคุณ ทั้งทำให้น้องชายอ่อนเปลี้ย ไม่ตั้งชันเท่าที่ควร หรือนกเขาไม่ขันในเวลาที่หนุ่มๆ ต้องการ ทางที่ดีควร ลด-ละ-เลิก เพื่อเซ็กซ์ร้อนแรงในวันข้างหน้าจะดีกว่านะ

‘ฮอทด็อก
’ ตัวป่วนฮอร์โมนเพศของคุณ !

4. ไอศกรีม เเละชีส
รู้ไหมว่า การทานไอศกรีม และชีสในปริมาณมากเกินไป นอกจากจะทำให้หนุ่มๆ อ้วนแล้ว ยังจะทำให้น้องชายมีความต้องการเรื่องบนเตียงน้อยลง แถมยังรู้สึกอ่อนเปลี้ย เพลียแรง ไม่อึดสู้อีกด้วยนะ ไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูสิ …

‘ไอศกรีม’ ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง !

5. เครื่องดื่มเเอลกอฮอล์
ดื่มพอกรุบกริบแก้มแดงๆ จะทำให้เซ็กซ์ซู่ซ่า แต่ถ้ามากไปชนิดเมาหัวราน้ำ ก็อาจทำให้ได้รับ ‘ไขมันไตรกลีเซอไรด์’ ในปริมาณมากเกินไปได้ ซึ่งไม่เพียงจะเสี่ยงกับการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือโรคเบาหวาน ทว่ายังเสี่ยงเซ็กซ์หดอีกด้วย!!

ป.ล. วิธีเบื้องต้นในการสังเกตตัวเองว่ามีปริมาณไขมันสูงหรือไม่ ?ให้ลองเช็กดูรอบนัยน์ตาตรงบริเวณผิวหนังหัวตาว่า มีไขมันเป็นกระจุกสีเหลืองติดอยู่หรือเปล่า กระจุกไขมันสีเหลืองนี้เรียกว่า “แซนโทม่า” หากไม่พบบริเวณผิวหนังหัวตา ก็อาจไปโผล่อยู่ตรงข้อเท้า ข้อเข่า หรือหลังเอ็นร้อยหวายได้เช่นกัน

ที่มา : fhm.in.th

รู้ไว้จะสตรอง! ก่อนออกกำลังกายควรกินอะไร…?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/540031

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2558 06:05

 

จุดประสงค์ของการทานอาหารก่อนออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายเรามีพลังงานที่เพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรทานเยอะเกินไปจนอิ่มเกิน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรรู้ว่าเราควรทานอะไรมากน้อยแค่ไหนก่อนออกกำลังกาย วันนี้เรามีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำตอบ…


”นนท์ อัลภาชน์” หรือมิกกี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน สเตท ของสหรัฐฯ สาขาฟิตเนส แอนด์ นิวทรีชั่น และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย ECU Edith Cowan University สาขา Strength and Conditioning จากประเทศออสเตรเลีย แนะนำอย่างเข้าใจง่ายๆ 6 ข้อว่า

ออกกำลังกาย

1. โดยส่วนมากแล้วก่อนออกกำลังกาย เราควรทานแป้งเยอะหน่อย เพราะแป้งสามารถให้พลังงานเราได้ทันที โดยเฉพาะเวลาเราออกกำลังในระดับหนัก (high intensity) นอกจากนั้นแล้ว การทานแป้งที่เพียงพอยังสามารถช่วยให้เรามีปริมาณน้ำตาลที่เก็บในกล้ามเนื้อ (muscle glycogen) และยังช่วยทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดเราคงที่

2. นอกจากนั้น เรายังควรทานโปรตีนด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เพื่อใช้เป็นพลังงานหลัก แต่เพราะโปรตีนจะช่วยให้ร่างกายเราอยู่ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ (anabolic) และลดการย่อยสลายกล้ามเนื้อ (anti-catabolic) ในเวลาที่เราออกกำลังกาย โดยการที่โปรตีนจะให้กรดอะมิโนไปตามกล้ามเนื้อ

3. แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรทานโปรตีนก่อนออกกำลังกายเยอะจนเกินไป เพราะด้วยความที่ย่อยยาก จึงทำให้เลือดต้องหมุนเวียนไปที่ระบบลำไส้มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การหมุนเวียนของเลือดไปตามกล้ามเนื้อที่ใช้ออกกำลังกายนั้นน้อยลง

กินอะไรดีก่อนออกกำลังกาย


4. ไขมัน เราก็ควรทานให้น้อยที่สุดก่อนออกกำลังกายเช่นกัน เพราะไขมันจะทำให้การย่อยอาหารของเราช้าลงเช่นกัน จึงอาจทำให้รู้สึกอืดหรือไม่สบายท้องได้

5. สรุปก็คือ เราควรทานแป้งที่ดัชนีในน้ำตาลต่ำ หรือกลาง (low to moderate glycemic index), ทานโปรตีนที่ดูดซึมเร็ว (whey protein) และทานไขมันให้น้อย ทั้งหมดนี้ควรทานประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก่อนไปออกกำลังกาย

6. อีกอย่างหนึ่งที่แนะนำให้ทานก็จะเป็นกาแฟ เพราะมีคาเฟอีน ที่จะช่วยเพิ่มปริมาณฮอร์โมน Catecholamines ที่สามารถช่วยให้ร่างกายเราดึงไขมันมาใช้ได้มากขึ้นเวลาออกกำลังกาย

Reference:

1. Schoenfeld, B. Pre-Workout Nutrition. 2010.
2. Wein, D. & Riley, C.O. Pre-Exercise Fuel. Performance Training Journal. 9.

ลีลาพลิ้ว ไม่มีสลบ! 5 ทริกเตรียมร่างกายให้พร้อมออกสเต็ปวิ่ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/538976

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ย. 2558 06:05

 

จะว่าไปแล้ว ช่วงนี้มีงานวิ่งอีเวนต์ถูกจัดขึ้นมาบ่อยมาก มีหลากหลายความสนุกให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นวิ่งชิลๆ 3-5 กม. วิ่ง Mini Marathon 10-20 กม. รวมถึงงานเพื่อขาวิ่งสายโหดอย่าง Full Marathon 42 กม. ซึ่งไม่ได้มีแค่หนุ่มๆ ที่นิยมมาร่วมงานเท่านั้น แต่สมัยนี้สาวๆ เขาก็หันมาวิ่งเพื่อสุขภาพกันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ

ว่าแต่…สาวๆ คนไหนที่อยากออกมาวิ่งตามงานอีเวนต์แบบนี้บ้าง แต่ยังเป็นมือใหม่ ไม่รู้จะเตรียมตัวยังไงดี วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกัน กับ 5 ทริกฟิตร่างกายให้พร้อมก่อนลงวิ่ง สำหรับสาวนักวิ่งหน้าใหม่

ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้าง ตามมาดูกัน!

1. ลงทะเบียนและศึกษาเส้นทาง

งานวิ่งส่วนใหญ่จะเปิดให้ลงทะเบียนก่อนวันงานหลายสัปดาห์ ทางที่ดีแนะนำว่าให้รีบลงทะเบียนตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะนอกจากจะได้เบอร์วิ่ง เสื้อวิ่ง หรือกระเป๋าแถมมาชัวร์ๆ แล้ว การสมัครล็อตแรกๆ ก็ยังสามารถเลือกไซส์เสื้อได้ก่อนใครเพื่อน แล้วก็เลือกระยะทางที่คิดว่าตัวเองวิ่งไหว ไม่เป็นลมกลางทางไปซะก่อน

หลังจากสมัครและลงทะเบียนแล้ว ก็ให้มาดูรายละเอียดของงานที่เราจะไปวิ่ง ศึกษาเส้นทางว่าวิ่งที่ไหน ปล่อยตัวกี่โมง ระยะทางที่วิ่งเป็นอย่างไร ทางเรียบตลอดหรือมีขึ้นเนินลงเนิน เป็นต้น เพื่อจะได้ซ้อมวิ่งให้ใกล้เคียงตามสนามจริง (ถ้าเป็นมือใหม่แนะนำให้ลองที่ 3.5 กม. หรือ 5 กม. ก่อนนะจ๊ะ)

ใครที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน ต้องซ้อมวิ่ง

2. ซ้อมวิ่งอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนวันจริง

การวิ่งแบบนี้ ไม่ได้เน้นการแข่งขันเอาความเร็ว (ยกเว้นบางงานที่จัดให้นักกีฬาวิ่งโดยเฉพาะ) แต่เน้นการวิ่งทน วิ่งเรื่อยๆ เพื่อออกกำลังกายให้ได้เหงื่อและได้หัวใจที่แข็งแรง ดังนั้น ใครที่ไม่เคยวิ่งเลย หรือไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ควรซ้อมก่อนถึงวันจริงอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายปรับตัว และทำให้วิ่งได้ทนขึ้น

อาจจะตื่นมาวิ่งตอนเช้า หรือวิ่งตอนเย็นก็ได้ตามแต่สะดวก แต่ให้ค่อยเป็นค่อยไป วันแรก อาจจะวิ่งช้าๆ ทดสอบกำลังตัวเองก่อนว่า วิ่งได้กี่กิโลแล้วรู้สึกเหนื่อยจนต้องหยุดพัก อย่าฝืนตัวเองเด็ดขาด จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มระยะทางวิ่งให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเท่ากับระยะทางที่เราลงทะเบียนไว้ (เช่น ลงไว้ 5 กม. อย่างน้อยก็ควรซ้อมวิ่งให้ได้ 3-4 กม.ต่อวัน)

กินอาหารที่มีประโยชน์ และไฟเบอร์สูง

3. ก่อนลงสนาม ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ

เมื่อใกล้ถึงวันจริง ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และช่วง 1 วันก่อนวันจริง พยายามทานอาหารที่ย่อยง่าย มีไฟเบอร์เยอะ เพื่อที่จะได้ขับถ่ายได้สะดวก เพราะก่อนวิ่งควรจะกำจัดของเสียออกจากร่างกาย เพื่อที่จะได้วิ่งอย่างสบายตัว ไม่อึดอัด

ไม่ควรซ้อมวิ่ง แต่ให้ร่างกายพักผ่อนให้มากที่สุด นั่งๆ นอนๆ เดินไปมา อ่านหนังสือ หรือรดน้ำต้นไม้ เป็นต้น เอาเป็นว่าอย่าโหมร่างกายหนักๆ ไว้ก่อนเป็นดี

ส่วนการนอน ก่อนจะตื่นเช้าไปร่วมงานวิ่ง ควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้ 7 ชั่วโมงขึ้นไป แต่บางคนก็อาจจะตื่นเต้น นอนไม่หลับ ก็อาจจะมีตัวช่วย เช่น ทานยาคลายเครียดหรือยาที่ช่วยให้หลับสบาย ร่างกายจะได้พักผ่อนเต็มที่ แต่อย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ด้วยล่ะ เดี๋ยวจะหลับเพลินเกินไป

นอนหลับให้ได้อย่างน้อย 7 ชม. ก่อนวิ่ง

4. โหลดคาร์บ (คาร์โบไฮเดรต) ก่อนวิ่ง

พอถึงเช้าวันจริง ควรทานอาหารก่อนไป แม้ว่าจะไม่หิวก็ต้องทาน เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานไว้ใช้ในการวิ่ง เรียกว่าเป็นการโหลดพลังงานมาเก็บสะสมไว้ก่อน เช่น กล้วยหอม 1 ผล หรือ ขนมปังโฮลวีท 1 แผ่น หรือ โยเกิร์ต เป็นต้น แต่ไม่ควรดื่มน้ำเยอะเกินไป เพราะเวลาวิ่งจะทำให้จุก

ส่วนการแต่งกาย ควรใส่เสื้อผ้าที่เบาสบาย ระบายเหงื่อได้ดี และติดเบอร์วิ่งที่เสื้อให้พร้อม ถ้าเป็นคนเหงื่อเยอะก็ให้เตรียมผ้าคาดศีรษะไปด้วย และสาวๆ ที่กลัวแดด ควรพกหมวกกันแดดไปด้วย และควรเดินทางไปให้ถึงงานก่อนเวลาปล่อยตัวนักวิ่งประมาณ 30 นาที เพื่อจะได้เข้าระบบเช็กเบอร์วิ่งที่หน้างาน (บางงานก็จะใช้ปากกาเมจิกขีดที่เบอร์ บางงานก็ใช้ระบบสแกน)

วิ่งตอนเช้าๆ ช่วยให้ร่างกายสดชื่นสดใส

5. ยืดเส้นและวอร์มร่างกาย ลดการบาดเจ็บ

ระหว่างรอเวลาการปล่อยตัว ก็ให้วอร์มร่างกาย และยืดเส้นยืดสาย เพื่อเวลาออกวิ่งไปแล้วจะช่วยลดอาการบาดเจ็บของเส้นเอ็น ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ เช่น ยืดเข่า ยืดขา แขน และหลัง สะบัดข้อมือข้อเท้า หรืออาจจะวิ่งจ๊อกอยู่กับที่ก็ได้

อ้อ! อีกอย่างคือ เวลาวิ่งให้รักษาจังหวะการวิ่งของตัวเอง ไม่ต้องไปวิ่งแข่งกับใคร ถ้าเหนื่อยมากก็เปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดินก็ยังได้ ไม่ผิดกติกา เพราะไม่ว่าจะวิ่งเร็ววิ่งช้า ก็ถึงเส้นชัยเหมือนกัน แค่นี้ก็จะทำให้การวิ่งครั้งแรกของคุณราบรื่นไปได้ด้วยดี ไม่มีอุปสรรค และถึงเส้นชัยแบบไม่มีสลบแน่นอน!

บุหรี่มีอะไรเลวร้าย,,,,,มากกว่าที่คุณคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/539373

โดย หมอดื้อ 15 พ.ย. 2558 05:01

 

“สารกัมมันตรังสี” มีในบุหรี่จริงและจะเข้าไปกับควันที่อัดเข้าไปในปอด ฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ก่อนจะอัดมวนต่อไปนะครับ แต่ละอึกจะได้สารกัมมันตรังสี Polonium 210 ไปด้วย พร้อมกับสารพิษก่อมะเร็งอีกมากมาย ประมาณว่าถ้าสูบวันละ 30 ตัวต่อวัน จะได้ขนาดรังสีเท่ากับไปเอกซเรย์ปอด 300 ครั้งต่อปี (วารสาร Scientific American 2011) รายละเอียดได้นำไปเป็นหลักฐานให้สมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ความจริงบริษัทบุหรี่ทราบเกี่ยวกับ Polonium 210 มาเกือบ 50 ปีแล้ว แต่เก็บเป็นความลับมาตลอด

นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบ Polonium ในบุหรี่ครั้งแรก คือ Vilma R. Hunt และคณะที่ Harvard ซึ่งได้พัฒนาเทคนิคในการตรวจจับ Radium และ Polonium (สารทั้ง 2 ชนิดค้นพบโดย Pierre และ Marie Curie ในปี 1898) โดยในปี 1964 เธอได้ค้นพบโดยบังเอิญในเถ้าบุหรี่ของเพื่อนในที่ทำงาน โดย Polonium จะสลายรวมอยู่ในควันบุหรี่ Hunt และ Edward P. Radford ได้ตีพิมพ์เผยแพร่การค้นพบ Polonium ในควันบุหรี่ ในวารสาร Science

อย่างไรก็ตาม การที่จะพิสูจน์ว่ามี Polonium ตกค้างในทางเดินหายใจของคนสูบบุหรี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเสียชีวิตและทำการตรวจศพ ผนังเยื่อบุของปอดและหลอดลมจะสลายไปในเวลา 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น อย่างไรก็ตามเป็นที่โชคดีที่สามารถตรวจจับได้ว่ามีสาร Polonium ตกค้างหนาแน่น อยู่บริเวณหลอดลมใหญ่ที่จะแยกไปยังปอดทั้ง 2 ข้าง โดยจะปลดปล่อยอนุภาคอัลฟาออกมา

ในช่วงระยะเวลาอีก 10 ปีต่อมา ถึงได้ค้นพบว่า Polonium 210 เป็นผลจากการย่อยสลายของ Lead 210 ตรงกับที่ Radford และ Hunt ได้ตั้งสมมติฐานไว้ว่า Polonium เป็นไอโซโทป (Isotope) จาก Radon 222 และ Lead 210 จากบรรยากาศและจะสะสมอยู่ที่ใบยาสูบ อีกวิธีเกิดจากการที่ต้นยาสูบดูดซึม Lead 210 จากในดินที่อุดมด้วยปุ๋ยเร่งการเติบโตที่มี Uranium ปะปนอยู่ ในปี 1966 คณะนักวิจัยจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ และคณะกรรมการ Atomic Energy ได้ทดสอบปุ๋ย 2 ชนิด ชนิดแรกเป็น “ซุปเปอร์ฟอสเฟต” (Superphosphate) ที่ขายทั่วไป และอีกชนิดที่เตรียมพิเศษ โดยมีแต่แคลเซียมฟอสเฟตบริสุทธิ์ ผลที่ได้ พบว่าปุ๋ยที่ขายทั่วไปมี Radium 226 มากกว่าถึง 13 เท่า

และเมื่อนำไปให้ต้นยาสูบจะพบว่า ในยาสูบจะมี Polonium มากกว่าถึง 7 เท่า และจากการที่ในดินอุดมไปด้วยปุ๋ยที่มี Uranium phosphate (Uranium 238) จะทำให้เกิดการปลดปล่อย Radon 222 เข้าไปในชั้นบรรยากาศ (Edward Martell แห่ง National Center for Atmospheric Research in Boulder, Colorado, 1974) และ Radon จะสลายเป็น Lead 210 ซึ่งจะสะสมในใบยาสูบโดยผ่านการเกาะติดที่ขนเล็กๆ (trichomes) ที่ใบยาสูบ

ผลจากการค้นคว้าศึกษาทำให้เกิดความกังวลถึงอันตรายที่ Polonium จะก่อให้เกิดมะเร็งทั้งในปอดและในที่ต่างๆ เนื่องจากได้รับสารกัมมันตรังสีต่อเนื่องเป็นเวลานานเป็นปีๆจากการสูบบุหรี่ แม้ว่า Polonium จะมีในบุหรี่แต่ละตัวไม่มากก็ตาม ในปี 1974 เป็นที่ยืนยันในสัตว์ทดลอง โดยที่ 94% ของตัวหนู hamster ที่ได้รับ Polonium เข้าในทางเดินหายใจจะเกิดเนื้องอกในปอด ทั้งนี้ปริมาณของ Polonium ที่ได้รับอยู่ในเกณฑ์ไม่มากนักโดยไม่ก่อให้มีการอักเสบของเนื้อเยื่อด้วยซ้ำ

หลังจากปี 1974 เป็นต้นมา ได้มีการค้นพบสารก่อมะเร็งต่างๆในบุหรี่ อาทิ Polycyclic aromatic hydrocarbons และ Nitrosamines แต่เป็นที่ประมาณการณ์ว่า Polonium 210 เป็นตัวการทำให้เกิดมะเร็งปอดอย่างน้อย 2% และเป็นไปได้ที่ทั้ง Polonium และสารก่อมะเร็งตัวอื่นๆ อาจจะเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกันอีกด้วย ทำให้เกิดเป็นมะเร็งในอัตราที่สูงขึ้นไปอีก

ความร้ายแรงและพิษของบุหรี่เหล่านี้ เป็นที่รับทราบเป็นอย่างดีของบริษัทบุหรี่ ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยในสังกัด ความเพิกเฉยของบริษัทมาถูกเปิดโปง ตั้งแต่ต้นปี 1990 เป็นต้นมา ที่มีกฎหมายในสหรัฐฯบังคับให้บริษัททั้งหลายใน 46 รัฐ ยอมรับว่าการสูบบุหรี่เป็นอันตรายและเป็นสิ่งเสพติด และในขณะเดียวกันบริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลที่ตนเองรู้ต่อสาธารณะ

ในข้อมูลเป็นล้านชิ้นมีอยู่หลายพันรายการที่แสดงว่า Polonium เป็นหัวข้อที่บริษัทบุหรี่ให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ โดยเฉพาะตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 1964 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นวันสำคัญที่บริษัทต้องติดคำเตือนบนซองบุหรี่ และในโฆษณาว่าการสูบบุหรี่เป็นภัยต่อสุขภาพ โดยเฉพาะหลังจากที่ Radford และ Hunt ตีพิมพ์รายงานเกี่ยวกับ Polonium ในเดือนมกราคมปีเดียวกัน ทำให้บริษัทถึงกับต้องมีการวิจัยเกี่ยวกับ Polonium เป็นล่ำเป็นสัน รายงานภายในของบริษัท Philip Morris ตั้งแต่ปลายปี 1970 ตลอดจนถึงทศวรรษ 1980 ระบุถึงผลการศึกษาซึ่งตอกย้ำถึงภัยของ Polonium นักวิทยาศาสตร์ของบริษัทเองพยายามจะตีพิมพ์รายงานดังกล่าวในวารสาร Science แต่ถูกระงับไปในกลางเดือนกรกฎาคม 1978

นอกจากนั้นบริษัทบุหรี่ในสหรัฐฯยังคงศึกษาต่อถึงกระบวนการที่จะกำจัด Polonium อาทิ ใส่สารบางอย่างในยาสูบซึ่งจะทำปฏิกิริยากับตะกั่ว และ Polonium เพื่อกันไม่ให้แพร่เข้าไปในควันบุหรี่ หรือมีตัวกรอง Polonium ในควันบุหรี่ หรือการล้างใบยาสูบด้วย hydrogen peroxide และการใช้ปุ๋ยซึ่งมีปริมาณของ Uranium 238 น้อยลงหรือการกำจัดขนซึ่งจับ Lead ที่ผิวของใบยาสูบ ทั้งนี้เป็นข้อมูลจากการให้ปากคำของ William A. Farone อดีตผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัท Philip Morris และเป็นผู้เปิดเผยเงื่อนงำต่างๆแก่สาธารณชน ในปัจจุบัน Farone เป็นที่ปรึกษาให้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ในปี 1975 นักวิทยาศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุข T.C. Tso ได้เสนอว่า Polonium จะสามารถถูกขจัดไปโดยกระบวนการเริ่มแรกที่ตัวปุ๋ยเองซึ่งจะลดปริมาณได้ถึง 30-50% และการล้างใบยาสูบจะยังสามารถขจัดได้อีก 25% ซึ่งถ้าร่วมกับตัวกรองก้นบุหรี่ ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพในการลดปริมาณของ Polonium มากยิ่งขึ้น บันทึกของ R.J. Reynolds ผู้บริหารบริษัทบุหรี่ระบุว่า กระบวนการขจัด Polonium เหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางรายได้ และเป็นผลทำให้ไม่มีการดำเนินการใดๆ

การปิดเงื่อนงำอันตรายของบุหรี่ การปฏิเสธที่จะทำการขจัดสารพิษ Polonium จากบุหรี่ แสดงให้เห็นถึงความชั่วร้ายของบริษัทบุหรี่ต่อสาธารณชน การที่ประธานาธิบดี Obama ของสหรัฐฯเสนอกฎหมายในการป้องกันและควบคุมบุหรี่และผ่านสภาในเดือนมิถุนายน 2009 (Family smoking prevention and tobacco control act) เปิดโอกาสให้สมาคมมะเร็งของสหรัฐฯสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับ พิษในบุหรี่จากบริษัทบุหรี่ได้มากยิ่งขึ้น ในทางปฏิบัติแล้ว Polonium น่าจะเป็นพิษที่สามารถถูกกำจัดได้ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับพิษตัวอื่นๆ เช่น Tar หรือ Carbon monoxide และสารก่อมะเร็งตัวอื่นๆ

งานวิจัยของบริษัทบุหรี่ในระยะมากกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ควรจะถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์และกระบวนการขจัดไม่ได้มีผลต่อ Polonium ตัวเดียว ยังสามารถขจัด Lead Arsenic และ Cadmium ออกไปได้ด้วย

ถึงแม้ในอนาคตเราจะสามารถขจัด Polonium ได้แล้ว แต่แน่นอนสารก่อมะเร็งมากหลายยังอยู่ในบุหรี่ เลิกดูดเถอะครับ อาจยังไม่สาย.

หมอดื้อ

ออกกำลังกายยังไงไม่ให้เจ็บตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/539163

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ย. 2558 05:01

 

การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในเทรนด์ฮิตของคนยุคดิจิตอลแต่สำหรับมือใหม่หัดฟิตร่างกาย มักจะหักโหมหนักเกินไปจนเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ทางที่ดีต้องรู้จักเอ็กเซอร์ไซส์ให้ถูกวิธี เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของร่างกาย

ในฐานะศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลราชเวชเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ “นพ.ภาคย์ภูมิ ภูมิเจริญ” เปิดเผยว่า สาเหตุการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย เกิดขึ้นได้หลายปัจจัย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ การบาดเจ็บโดยตรง เช่น กระแทกที่กล้ามเนื้อ การยืดของกล้าม เนื้อมากเกินไปทำให้เกิดการช้ำ หรือฉีกขาด และการบาดเจ็บทางอ้อม เนื่องจากกล้ามเนื้อเปรียบเหมือนเครื่องยนต์ที่ต้องการเชื้อเพลิง หากเลือดไม่มาเลี้ยง หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก็จะเกิดอาการบาดเจ็บ ทิ้งไว้นานอาจเกิดการตายของกล้ามเนื้อ

สำหรับอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อที่พบบ่อยสุดคือ ปวดตรงบริเวณกล้ามเนื้อ โดยจะปวดมากขึ้นตอนที่พยายามใช้กล้ามเนื้อมัดนั้นๆ และปวดมากขึ้นอีกเมื่อมีการยืดกล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น หากบาดเจ็บกล้ามเนื้อส่วนหน้าต้นขาจะปวดมากเมื่อพยายามเหยียดเข่าให้ตรง และปวดรุนแรงขึ้นหากมีการดัดเข่าให้งอพับ หากอาการบาดเจ็บรุนแรง เช่น มีการฉีกขาดกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ ก็จะเกิดอาการอ่อนแรง ทำให้เดินหรือขยับตัวลำบากมากขึ้น

คุณหมอแนะนำว่า ทางที่ดีควรจะเริ่มตั้งแต่การป้องกันไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ โดยสวมอุปกรณ์ป้องกันข้อต่อ, ใส่รองเท้าเฉพาะสำหรับกีฬาแต่ละชนิด และควรวอร์มร่างกายทุกครั้ง เพื่อยืดกล้ามเนื้อก่อนเล่นกีฬา จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ ลดปัญหากล้ามเนื้อยืดมากเกินไป และช่วยการขยายตัวของหลอดเลือด แต่ถ้าพลาดท่าเจ็บตัวไปแล้ว ก็ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที เพื่อช่วยลดอาการบาดเจ็บไม่ให้รุนแรงโดยมีหลักการ 4 ข้อคือ พัก-ยก-ผ้า-เย็น “พัก” หมายถึงการขยับบริเวณบาดเจ็บให้น้อยที่สุด เพื่อลดการบาดเจ็บซ้ำซ้อน “ยก” บริเวณบาดเจ็บให้สูงขึ้น ลดอาการบวมและอักเสบ ส่วน “ผ้า” คือพันผ้าบริเวณบาดเจ็บให้อยู่นิ่ง และ “เย็น” ประคบเย็นบริเวณบาดเจ็บ 10-15 นาที ทุกๆ 1-2 ชั่วโมง ไม่ควรบีบนวดหรือประคบร้อนในช่วง 48 ชั่วโมงแรก หลังได้รับบาดเจ็บ เพราะจะทำให้เกิดอาการอักเสบปวดบวมมากขึ้น.