โอลิวิเยร์ ลิมูแซง หลงใหลในอาชีพเชฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2558 เวลา 17:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/404518

โอลิวิเยร์ ลิมูแซง หลงใหลในอาชีพเชฟ

โดย…ภาดนุ ภาพ นนทณากรณ์ เทพสา

ถือเป็นโอกาสดีที่ครั้งนี้ได้มาพูดคุยกับเชฟชาวฝรั่งเศสหน้าตาดี โอลิวิเยร์ ลิมูแซง ที่แม้จะอยู่ในวัย 42 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังดูหล่อเหลาสดชื่นแข็งแรงจนหนุ่มหลายคนยังต้องอิจฉา เส้นทางอาชีพเชฟของเขาจะมีที่มาอย่างไร ไปคุยกับเขากัน

“ที่จริงแล้วตอนเป็นวัยรุ่นผมใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจที่ขี่มอเตอร์ไซค์ แต่มันเป็นอาชีพที่ต้องมีการฝึกฝนหลายปี ซึ่งผมคิดว่ายากมาก ผมเลยหาสิ่งที่ตัวเองชอบในอันดับต่อมานั่นก็คือการเป็นเชฟ ดังนั้นตอนอายุ 15 ปี ผมจึงตัดสินใจเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหารที่เมืองวงเด บ้านเกิดของผมซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส โดยเรียนหลักสูตร 2 ปี ซึ่งเรียน 1 สัปดาห์แล้วสลับด้วยการทำงานในภัตตาคารในเมืองอีก 2 สัปดาห์ กระทั่งเรียนจบและได้ประกาศนียบัตรมา”

เชฟโอลิวิเยร์ บอกว่า เมื่ออายุ 18 ปี เขาได้ย้ายไปอยู่ปารีสและได้ทำงานที่แรกในร้านอาหารชื่อ เลอ แบลล์กูร์ (Le Bellecour) ร้านอาหารฝรั่งเศสระดับมิชลินสตาร์ 1 ดาว โดยเริ่มจากการเป็นเชฟฝึกหัดก่อนเป็นอันดับแรก

“หลังจากเป็นเชฟฝึกหัดอยู่ที่ร้านเลอ แบลล์กูร์ได้สักพัก ผมก็ได้ย้ายไปทำงานที่ร้านลองฟีกล์ส (L’Amphycles) ซึ่งเป็นร้านอาหารมิชลินสตาร์ 2 ดาวในปารีสเหมือนกัน ที่นี่ผมเริ่มจากการเป็นเชฟฝึกหัดโดยใช้เวลาฝึกฝนฝีมือนานถึง 7 ปี กระทั่งก่อนที่จะลาออก ผมจึงได้เป็นซูส์เชฟประจำร้านนี้ตอนที่อายุได้ 25 ปี และเมื่อออกจากที่นี่แล้ว ต่อมาผมได้ไปทำงานที่ร้านอาหารมิชลินสตาร์ระดับ 3 ดาวที่ชื่อเลอ ไตเยอวองต์ (Le Taillevent) ทำอยู่พักใหญ่ก็ได้กลับมาทำงานที่ร้านเลอ แบลล์กูร์ ในปารีสอีกครั้ง คราวนี้ผมได้มาเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ประจำร้านเลยละ”

 

เชฟโอลิวิเยร์ เล่าว่า หลังจากนั้นเขาก็มีโอกาสได้มาทำงานกับโชเอล โรบูชง เชฟชื่อดังเจ้าของมิชลินสตาร์มากที่สุดในโลกในปี 2003 ตอนที่โชเอล โรบูชงเปิดร้านลา ต๊าบล์ เดอ โรบูชง (La Table de Robuchon) ขึ้น ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ได้มิชลินสตาร์ 1 ดาวตั้งแต่ปีแรกที่เปิดร้าน และได้มิชลินสตาร์ดวงที่ 2 ในปีถัดมา

“ต่อมาในปี 2006 ผมได้ไปช่วยมิสเตอร์โรบูชงเปิดร้านอาหารลัตเตอลิเยร์ เดอ โชเอล โรบูชง (L’Atelier de Joel Robuchon) ขึ้นที่ลอนดอน ร้านนี้ได้มิชลินสตาร์ 1 ดาวในปีแรก และได้ดวงที่ 2 ในปีที่สามของการเปิดร้าน กระทั่งปี 2013 ผมจึงได้ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ โดยเดินทางมาอยู่ที่นี่เพื่อดูสถานที่เป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่จะเปิดร้านลัตเตอลิเยร์ เดอ โชเอล โรบูชง สาขาแรกในกรุงเทพฯ ขึ้นในปี 2014 ซึ่งอยู่ที่ชั้น 5 ของตึกคิวบ์ (Cube) นับจากนั้นจนถึงตอนนี้ ร้านก็เปิดมาได้ครบ 1 ปีพอดีครับ”

เชฟโอลิวิเยร์ บอกว่า แม้เขาจะเชี่ยวชาญทางด้านอาหารฝรั่งเศส แต่เขาก็ชอบอาหารไทยมาก เพราะแต่ละเมนูมีความแตกต่างและใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ ตัวอาหารมีเทกซ์เจอร์ที่หลากหลาย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเวลาเชฟทำอาหารฝรั่งเศสก็มักจะใส่ความเป็นไทยเข้าไปด้วยเสมอ ซึ่งเมนูส่วนใหญ่ของที่นี่จะใช้วัตถุดิบที่มาจากโครงการหลวงอยู่แล้ว

“ถ้าถามถึงแผนในอนาคต ผมก็ตอบได้ว่าสำหรับผมแล้วขอทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน เพราะผมคิดว่าอาชีพเชฟมันไม่ใช่งาน แต่มันคือแพสชั่นหรือความหลงใหลที่ผมมีต่อมัน ฉะนั้นทุกวันที่ผมมาทำงาน ผมจึงมาด้วยใจทุกวันตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทำมา

ยิ่งที่ลัตเตอลิเยร์ เดอ โชเอล โรบูชง กรุงเทพฯ ด้วยแล้ว สิ่งแรกที่ผมคิดคือ ต้องทำให้เพื่อนร่วมงานมีความสุขก่อนเป็นอันดับแรก ทำงานกับทีมด้วยรอยยิ้ม สิ่งต่อมาคือการให้ความสุขกับลูกค้าของร้านที่มารับประทานอาหาร ดังนั้นผมจึงไม่รู้สึกว่าอาชีฟเชฟคืองาน แต่มันคือความรักความชอบที่ผมมีให้มันมากกว่า”

 

เชฟฝรั่งเศสคนเดิมเสริมว่า เมนูที่ร้านบางช่วงก็จะมีการคิดเมนูใหม่ๆ เพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งต้องดูตามฤดูกาลของวัตถุดิบที่ออกมา อย่างเร็วๆ นี้จะเป็นฤดูกาลของเห็ดทรัฟเฟิลดำ ที่ส่งตรงมาจากเมืองนอก เขาก็จะสร้างสรรค์เมนูที่ทำจากเห็ดทรัฟเฟิลดำออกมาให้ลูกค้า เป็นต้น

เห็นเป็นเชฟที่งานรัดตัวขนาดนี้ โอลิวิเยร์ บอกว่า ถ้ามีวันว่างเขาจะชอบไปเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่ในสนามแข่งเป็นประจำ ในเมืองไทยก็มีทั้งที่พัทยาและบุรีรัมย์ ส่วนต่างประเทศก็เคยบินไปที่มาเลเซียแล้วไปเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่ในสนามของที่นั่นด้วย

“เวลาที่ทำงานเชฟหรืองานอดิเรกอย่างการขี่มอเตอร์ไซค์ ผมว่าสองอย่างนี้มีสิ่งที่เหมือนกันคือ การที่ผมต้องโฟกัสไปที่มันและต้องมีสมาธิในสิ่งที่ทำ อย่างที่บอกแล้วว่าอาชีพเชฟมันเป็นแพสชั่น แต่การขี่มอเตอร์ไซค์ก็เป็นแพสชั่นของผมอีกเช่นกัน แม้บางช่วงจะมีวันว่างน้อยมาก อาจไม่ค่อยได้หยุดนัก แต่ผมก็มีความสุขมากๆ กับการได้ทำทั้งสองสิ่งนี้”

เชฟโอลิวิเยร์ทิ้งท้ายว่า เมนูอาหารที่เขาอยากทำในเวลาส่วนตัวซึ่งถือเป็นเมนูในฝันก็คือ อาหารฝรั่งเศสที่มีกลิ่นอายความเป็นไทย ซึ่งต้องเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ทำจากวัตถุดิบชั้นดี สีสันของอาหารต้องสวยสดใส แต่แคลอรีต้องน้อย เน้นสุขภาพเป็นหลัก

“แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูอาหารของผมมาจากเหตุผล 3 ข้อ คือ ข้อแรก การที่ผมได้พูดคุยกับลูกค้าที่มานั่งกินอาหารที่ร้าน ทำให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ข้อสอง คือการที่ผมได้มาเรียนรู้เทคนิคการทำอาหารในเมืองไทยโดยมีเชฟคนไทยคอยให้คำแนะนำ และข้อสามคือ วัตถุดิบสดใหม่ที่ได้จากโครงการหลวง ซึ่งทั้งสามข้อนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นแรงบันดาลใจให้ผมสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ออกมาได้เสมอ”

แหม พูดจาดีมีสาระขนาดนี้ งั้นเราลองไปดูเมนูที่เชฟภูมิใจนำเสนอกันสักหน่อย ว่ารสชาติจะอร่อยสักแค่ไหน

 

สลัดบีทรูท-แอปเปิ้ล-อโวคาโดบด

ส่วนผสม

– บีทรูท 1 ลูก

– แอปเปิ้ลเขียว 1 ลูก

– อโวคาโดสุก 1 ลูก (บดละเอียด)

– หอมแดงครึ่งหัว (สับละเอียด)

– ผักชีเชอร์วิล

– พาร์สลีย์ใบแบน

– ผักชีลาว

– พริกหวานสีเหลืองและแดง

– มะนาว

– เชอร์เบตมัสตาร์ดเขียว

วิธีทำ

1.หั่นหัวบีทรูทและแอปเปิ้ลเขียวเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ

2.เตรียมทำ “กัวคาโมเล่” จากอโวคาโดบด ใส่หอมแดง และปรุงรสด้วยน้ำมะนาว

3.มิกซ์ส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ปรุงรสอีกครั้งด้วยเกลือ พริกไทย และน้ำมะนาว

4.เตรียมทำซอสคูลี่จากพริกหวานเพื่อแต่งจาน จากนั้นจัดวางสลัดบีทรูทไว้ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยซอสคูลี่

5.วางผักสมุนไพรบนตัวสลัดและใช้ช้อนตักเชอร์เบตมัสตาร์ดเขียววางข้างบนอีกที เสร็จแล้วเสิร์ฟแบบเย็น

 

ณัชณิชา จันทราสุข ทางที่เลือก และชีวิตที่ใช่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2558 เวลา 10:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/404022

ณัชณิชา จันทราสุข ทางที่เลือก และชีวิตที่ใช่!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถึงคราวที่ต้องตัดสินใจ สำหรับบางคนคือเรื่องง่าย สำหรับบางคนคือเรื่องยาก สำหรับ ณัชณิชา จันทราสุข หรือ แพร เจ้าของกิจการน้ำผลไม้คั้น“เพรสต์ จูซ” (Prest Juice) ชีวิตเดินทางไปตามครรลอง และเมื่อถึงคราวที่ต้องตัดสินใจ เธอก็ตัดสินใจเลือกหนทางเดินของชีวิตที่ใช่! ง่ายๆ แบบนั้น

บิดาคืออดีตนักการเมืองคนดังแห่งพรรคชาติพัฒนา วราวุธ จันทราสุข แพรเติบโตขึ้นมาพร้อมกับพ่อและน้องชาย ในวัยเด็กเธอติดตามบิดาไปใช้ชีวิตที่เมืองลอสแองเจลิส สหรัฐ ในวัย 8 ขวบกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทย เข้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์เนชั่นแนล New International School of Thailand

“โรงเรียนอินเตอร์ฯ คือศูนย์รวมแห่งความหลากหลายและวัฒนธรรมที่แตกต่างของเด็กต่างชาติต่างภาษา สำหรับแพรแล้วไม่ใช่แค่ได้ภาษา แต่ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะเปิดกว้างในทุกความเห็นและความเป็นไปได้ของชีวิต” แพรเล่า

แม้จะเรียนโรงเรียนอินเตอร์ฯ วิธีเรียนวิธีคิดเป็นฝรั่ง แต่แพรก็โตขึ้นมาในกรอบ ตาชวดคือ นพ.หลวงนิตย์ เวชชวิศิษฏ์ และคุณย่าเกศเมือง เวชชวิศิษฏ์ ที่เข้มงวดในระเบียบวินัยแบบไทยๆ ขณะเดียวกันก็กล่อมเกลาหลานตัวน้อย ทำให้เธอเข้าใจในพุทธศาสนา บาปบุญคุณโทษทุกอย่างมีจริง กรรมและการกระทำที่ “เมกเซนส์” หมดในแง่ของหลักเหตุผล

 

“คุณย่าสอนเรื่องความกตัญญู ความมีสติ การควบคุมสติที่นำไปสู่ความถูกผิด แพรถือว่าแพรโชคดีมาก คุณย่าสอนแล้วยกตัวอย่างให้เห็นด้วย เป็นคุณย่าที่คุยกันได้และทำให้แพรโตมาในแบบที่เป็น” แพรเล่า

ตอนเด็กๆ หรือแม้กระทั่งจะเป็นสาวน้อยแล้ว แพรก็ยังติดตามคุณย่าไปถือศีลปฏิบัติธรรมที่วัดบ่อยๆ  และเมื่อโตขึ้นก็ยังใฝ่ในธรรม จิตใจอบรมอยู่ในบวรพระพุทธศาสนา ด้วยมีโอกาสหลายครั้งในการฝึกฝนตนและจิตใจตน โดยเฉพาะครั้งหนึ่งที่ได้ร่ำเรียนปฏิบัติกับ ครูธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในความรู้สึกของแพร

“คุณแม่ชีรัญจวนบอกว่า เมื่อถึงเวลา มันคือความเข้าใจของเรา”

แบบฝึกหัดคือการหายใจและความสงบ เมื่อสงบระงับได้ สติก็พึงมี บางครั้งตกวิกฤตในบางจังหวะของชีวิตแพรจะสวดมนต์ ตั้งหลักด้วยสติ ตั้งหลักด้วยความรู้ตัว แพรเล่าต่อไปว่า การสวดมนต์ทำให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันได้เมื่อไหร่ แพรก็รู้ตอนนั้นว่ารอดแล้ว

คุณย่าเกศเมืองเป็นคนโบราณ อยากให้หลานเรียนหมอ หากพ่อแนะนำว่าควรทำในสิ่งที่ชอบ แพรชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก โตขึ้นมาชอบท่องเที่ยว ชีวิตของแพรคือการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ สำหรับแพรแล้วนี่คือคำคำเดียวกัน ความสนใจอีกอย่างคือแฟชั่น ชอบการแต่งตัว ชอบดีไซน์ ในบางซัมเมอร์หรือภาคเรียนฤดูร้อน จะบินไปเรียนเกี่ยวกับแฟชั่น สไตลิ่งและแฟชั่น ดีไซน์ ครั้งหนึ่งที่ปารีส ฝรั่งเศส (Esmod Paris) และอีกครั้งหนึ่งที่อิตาลี (Marangoni)

 

“แพรไปเรียนปริญญาตรีด้านการสื่อสาร Media and Entertainment Management ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (UCLA) สหรัฐ จากนั้นก็เรียนต่อด้านแฟชั่นดีไซน์ที่ Fashion Institue of Design จบแล้วทำงานเป็นแฟชั่นพีอาร์ให้กับเจน โอเว่น แฟชั่นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียง”

พบสามีในตอนนั้น สามีของแพรเป็นชาวอเมริกันที่ทำงานอยู่ในแวดวงเดียวกัน ในตอนแรกก็คิดว่าจะตั้งรกรากและลงหลักปักฐานกับครอบครัวที่สหรัฐเสียแล้ว แต่เมื่อตั้งครรภ์ลูกคนที่สองอยากกลับมาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวในเมืองไทย จึงย้ายกลับบ้าน ปัญหาและความไม่เข้าใจเกิดขึ้น แพรกับสามีหย่าขาดจากกัน ลูกทั้งสองคนอยู่กับเธอ

“ลูกสาว เดไลล่า และลูกชาย เพรสตัน แพรเลี้ยงลูกเอง ชอบเลี้ยงลูก ชอบทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ยืนด้วยตัวของตัวเอง มีปัญหาก็แก้ไป ชีวิตคืออย่างนั้น”

ทำทุกอย่างเองหมด แม้จะเหนื่อยมากแต่ใจเป็นสุข ได้อยู่กับครอบครัวที่รัก และเลี้ยงดูลูกสองคนให้เติบโตขึ้นในบรรยากาศและการอบรมดูแลแบบเดียวกันกับเธอเลี้ยงลูกในแบบที่ได้โตมา กลับมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ปี 2556 ถึงตอนนี้เดไลล่าอายุ 5 ขวบเพรสตันอายุ 2 ขวบ ขณะเดียวกันธุรกิจของแพรก็เติบโตขึ้นพร้อมๆ กัน

แพรไม่กินเนื้อสัตว์ เธอเป็นมังสวิรัติและนักกินรอว์ฟู้ดที่เคร่งครัด มีความสุขกับการดูแลอาหารการกิน ครั้งหนึ่งเคยร่ำเรียนหลักสูตรด้านโภชนาการ Holistic and Raw Nutrition ของเดวิด โวล์ฟ แห่ง  Body Mind Institute อันโด่งดังมาแล้ว ชอบและสนุกกับการเรียนรู้เรื่องของสุขภาพ ทุกวันนี้ทำอาหารกินด้วยตัวเอง ทำน้ำผลไม้กินด้วยตัวเอง เครื่องทำน้ำผลไม้สกัดเย็นเครื่องเก่ง โชคดีมากที่นำติดตัวมาด้วยจากต่างประเทศ

 

“6 ปีมาแล้วที่แพรไม่กินผลิตภัณฑ์จากนมวัว ไม่กินเนื้อสัตว์ เมื่อก่อนไม่กินแอลกอฮอล์เลย เดี๋ยวนี้ดื่มเล็กน้อย ส่วนกาแฟไม่แตะเลย ออกกำลังสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง ชอบเล่นพีลาทิส คาดิโอ เวตเทรนนิ่ง ดูแลตัวเองค่ะ มีความสุขจากการได้ดูแลตัวเอง”

น้ำผลไม้และผักสูตรอร่อย ตอนแรกก็ทำกินเอง มาช่วงหลังแจกจ่ายให้เพื่อนฝูงดาราและนักแสดงหลายคน รสชาติอร่อยและดีต่อสุขภาพ จนเพื่อนๆ บอกว่า “ยูทำธุรกิจได้แล้วล่ะ” จุดประกายความคิดในการทำธุรกิจน้ำผลไม้ สิ่งที่ร่ำเรียนมา ไลฟ์สไตล์และวิถีความรักในสุขภาพ ทุกสิ่งอย่างนำมาผนวกกัน กลายเป็น “เพรสต์ จูซ น้ำผลไม้สกัดเย็นเพื่อสุขภาพ (Raw and Cold Pressed)

“เพรสต์ จูซเป็นน้ำผักผลไม้ที่มีชีวิต มีถึง 14 สูตรความอร่อย เช่น บีทรูท แอปเปิ้ล ขิง มะนาว แครอต อัลมอนต์ ฯลฯ จุดเปลี่ยนคือเมื่อตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง แพรควบคุมอาหารพร้อมกับดื่มน้ำผักผลไม้สูตรของตัวเอง ทำให้น้ำหนักกลับมาเท่าเดิมก่อนคลอดอย่างรวดเร็ว จาก 55 กิโลกรัม ลดลงเหลือ 45 กิโลกรัมภายใน 2 สัปดาห์” แพรเล่า

แพรเล่าว่า เพรสต์ จูซจะมีค่าน้ำตาลต่ำมาก เนื่องจากใช้ผลไม้น้อยกว่าผัก ทั้งผักและผลไม้ส่งตรงจากไร่ออร์แกนิกที่เชื่อถือ รสชาติก็ดีมาก มีให้เลือกหลากหลายสูตรตามความชอบ รวมทั้งมีวิธีกินแบบต่อเนื่อง บางคนกินเพื่อดีท็อกซ์ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ ปัจจุบันเพรสต์ จูซจัดจำหน่ายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลและพารากอน  รวมทั้งให้บริการเดลิเวอรี่จัดส่งถึงบ้าน

“โอกาสของเราคือเทรนด์สุขภาพ ที่เป็นเทรนด์หลักของกระแสโลก คนไทยตื่นตัวเรื่องสุขภาพและน้ำผลไม้ที่มีประโยชน์ก็เป็นสิ่งที่ใช่ แนวทางในอนาคตค่อยๆ เติบโตและมองหาโอกาสไปเรื่อยๆ ขยายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ” แพรเล่า

ถึงวันนี้กับหนทางที่เลือก คือลูกและธุรกิจน้ำผักผลไม้ รวมทั้งการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการให้แก่ดารานักแสดงและนางแบบชื่อดัง แพรบอกว่า คือความสุขและความสงบที่มาจากภายใน ชีวิตมีปัญหาเพราะเป็นชีวิต ยอมรับแล้วก้าวเดินต่อไปดีกว่าจมอยู่กับอดีต ทุกวันนี้มีความสุขกับการดูแลลูกที่กำลังเติบโต ดูแลธุรกิจที่กำลังมีแนวโน้มสดใส และแน่นอนที่สุดคือการดูแลตัวเองด้วยอาหารและวิถีเพื่อสุขภาพ

 

วรัสพร บุรุษรัตนพันธ์ ลอว์เรนซ์ ไอศกรีมโฮมเมดแสนอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2558 เวลา 11:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/403183

วรัสพร บุรุษรัตนพันธ์ ลอว์เรนซ์ ไอศกรีมโฮมเมดแสนอร่อย

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ถึงจะโชว์ฝีไม้ลายมือตักไอศกรีมโฮมเมดสูตรพิเศษของทางร้าน พร้อมบรรจงหยิบท็อปปิ้งเพื่อแต่งจาน เนรมิตอาหารจานสวยเสิร์ฟลูกค้า แต่ปุ๊ย-วรัสพร บุรุษรัตนพันธ์ ลอว์เรนซ์ ออกตัวไว้ก่อนตั้งแต่เริ่มสัมภาษณ์ว่า ไม่กล้าเรียกตัวเองว่า “เชฟ” เพราะคำนี้อาจฟังดูยิ่งใหญ่เกินไป

“ปุ๊ยขอเรียกตัวเองว่า อาร์ติซาน (Artisan) หรือผู้ที่ผสมผสานนำศิลปะมาใส่ในการทำขนม ตามคอนเซ็ปต์ร้านของเราที่เป็นร้านไอศกรีมโฮมเมด เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ เพราะเราผลิตทีละน้อย ไม่ได้ทำเป็นโรงงานที่ผลิตครั้งละมากๆ”

 

สาวน้อยลุคอ่อนหวานไม่แพ้ขนมหวานที่เธอบรรจงสร้าง ร่วมพูดคุยกับรุ่นน้องคนสนิท บุ้ง-ภัสสร ทรัพย์เจริญพันธ์ สาวผมสั้นสุดเซอร์ อีกหนึ่งหุ้นส่วนของร้าน ที่รับผิดชอบด้านการออกแบบร้าน และยังเป็นลูกมือในการทำขนม บอกเล่าถึงเส้นทางชีวิตก่อนจะมาโลดแล่นในโลกขนมหวานว่า เธอเรียนจบด้านภาษาวรรณคดีภาษาอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะไปคว้าปริญญาโท สาขา Master of Arts in Gastronomy ที่มหาวิทยาลัยอะเดเลด ประเทศออสเตรเลีย

“ตัวปุ๊ยเองมีแพชชั่นในการทำอาหารและขนมตั้งแต่เด็ก สมัยเด็กก็ทำไปเรื่อย ตั้งแต่ขนมครก จนถึงอบคุกกี้ แต่ก็ยังไม่ได้เรียนจริงจัง เพราะสมัยก่อนอาชีพเชฟยังไม่ได้บูมเหมือนทุกวันนี้ ความฝันที่จะเปิดร้านอาหารก็ดูไกลตัว ดังนั้นการทำอาหารและขนมจึงกลายเป็นงานอดิเรก จนพอเรียนจบปริญญาตรี ได้ลองหาข้อมูลจนมาเจอคอร์สเรียนปริญญาโทเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งน่าสนใจมาก ได้เรียนเจาะลึกถึงประวัติการทำอาหาร เทคนิคใหม่ๆ ในการทำอาหาร การจับคู่ระหว่างอาหารกับเครื่องดื่ม เลยตัดสินใจเลือกเรียนที่นี่”

 

ปุ๊ยบอกว่า นอกจากจะได้เรียนรู้เนื้อหาทฤษฎีค่อนข้างแน่นแล้ว หลักสูตรนี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนไปรีวิวร้านอาหารต่างๆ แบบเจาะลึก เก็บข้อมูลตั้งแต่บรรยากาศร้าน ส่วนผสมในอาหาร การบริการ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงพื้นที่ไปดูการทำฟาร์ม ทำชีส ซึ่งประสบการณ์การเรียนเป็นเวลา 2 ปี ทำให้เธอได้เปิดโลกกว้าง และยิ่งอยากจะพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้มากขึ้นไปอีก

“พอเรียนจบกลับมาเมืองไทย ปุ๊ยไปทำงานเป็นแอ็กเคานต์ เอ็กเซ็กคิวทีฟ แผนกครัวการบิน ที่การบินไทย หน้าที่หลักของปุ๊ยคือ เป็นตัวกลางระหว่างสายการบินกับเชฟในครัวกลาง โดยลูกค้าแต่ละสายการบินจะมีคอนเซ็ปต์อาหารที่อยากได้ สไตล์การตกแต่งแบบที่ต้องการ ภายใต้งบประมาณที่ต้องการ ตัวปุ๊ยต้องดูว่าความต้องการของลูกค้าอันไหนเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ต้องเดินทางไปชิมอาหารของแต่ละประเทศ เพื่อเป็นการเปิดโลกของเรา ตอนนั้นลูกค้าที่ปุ๊ยดูแลไม่ต่ำกว่า 10 สายการบิน”

 

ปุ๊ยยอมรับว่า 6 ปีกับการทำงานที่ครัวการบินไทย ทำให้เธอได้เรียนรู้ประสบการณ์ในโลกของอาหารไปอีกขั้น แต่สุดท้ายวันหนึ่งปุ๊ยเดินมาถึงจุดอิ่มตัวและอยากเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเอง จึงชักชวนน้องคนสนิทอย่างบุ้งมาลงขันเปิดร้านไอศกรีมโฮมเมด ชื่อว่า “ทรอปิคอล มังกีส์” (Tropical Monkeys)

“ตอนแรกเราคุยกันว่าจะทำอะไรดี สุดท้ายมาลงตัวที่ไอศกรีมโฮมเมด ซึ่งเราประเดิมเปิดสาขาที่เรนฮิลล์ ก่อนจะมาเปิดที่ชั้น 5 ศูนย์การเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โดยปุ๊ยจะดูเรื่องเมนูขนมทั้งหมด ส่วนบุ้งซึ่งมีความรู้ด้านดีไซน์ จะคุมเรื่องการออกแบบร้านทั้งหมด นอกจากนี้ ยังเป็นทั้งลูกมือในการทำขนม คนที่ช่วยชิมเวลามีเมนูใหม่ๆ และยังสามารถโชว์ฝีมือในการตกแต่งจานเวลามีลูกค้าออร์เดอร์ด้วย สำหรับชื่อร้านเราสองคนอยากให้แฝงคาแรกเตอร์ของเราเข้าไป ที่เลือกลิงเพราะเพื่อนๆ บอกว่าปุ๊ยหน้าเหมือนลิง (หัวเราะ) ส่วนทรอปิคอล ต้องการสะท้อนว่าเราเป็นประเทศอยู่ในเขตร้อน”

 

ปุ๊ยบอกว่า ถึงทุกวันนี้เธอจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการคิดเมนูใหม่ๆ แต่ทั้งเธอและบุ้ง ทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางไปไหน นอกจากจะต้องไม่พลาดชิมอาหารและของหวานใหม่ๆ แล้ว ยังมีอีกภารกิจสำคัญนั่นคือ การมองหาวัตถุดิบใหม่ๆ ที่สามารถมาทำไอศกรีม อย่างล่าสุด บุ้งเดินทางไปโครเอเชียก็ได้ผลมะเดื่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้ปุ๊ยสร้างสรรค์ไอศกรีมรสใหม่

“มาถึงวันนี้ ปุ๊ยก็ไม่เคยคิดนะคะว่า เราจะมีร้านไอศกรีมเป็นของตัวเอง ถามว่าจะมีสาขาสองมั้ย ในอนาคตอยากขยายไปต่างประเทศ อาจจะเป็นสวีเดน เพราะสามีปุ๊ยเป็นคนสวีเดน ตัวปุ๊ยเองตอนนี้ก็ไปๆ มาๆ ส่วนสาขาในประเทศไทย ปุ๊ยกับบุ้งเห็นตรงกันว่า อยากมีสาขาเดียว เพราะเรามองร้านนี้ 98% เพื่อเป็นการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ ส่วนอีก 2% เป็นการทำธุรกิจ”

ปุ๊ยบอกว่า เสน่ห์ของงานที่ทำอยู่ ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของร้าน เป็นผู้รังสรรค์เมนูใหม่ๆ เธอยังรับออกแบบรสชาติไอศกรีมตามความต้องการลูกค้า คือ การได้เปิดโลกทัศน์ของตัวเองและได้เติมไฟในตัวเองไปเรื่อยๆ

“ทุกวันนี้คนไม่ได้กินอาหารเพื่ออิ่ม แต่การกินเป็นสุนทรียภาพอย่างหนึ่ง การที่เราสามารถดึงเอารสชาติที่ลูกค้าไม่เคยสัมผัสมาให้ลูกค้าลอง แล้วเขาชอบ เป็นการสร้างความสุขให้กับตัวเราและลูกค้า ปุ๊ยบอกว่า นี่เป็นความสุขที่เราสร้างได้แบบง่ายๆ”

 

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2558 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/402758

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

โดย…นกขุนทอง-วิภาคย์ พูนพันธุ์ เรื่อง : วิศิษฐ์ แถมเงิน

นางเอกผิวเข้ม ปากกว้าง มักถูกมองว่าแตกต่างไปจากพิมพ์นิยมนางเอกในวงการบันเทิง ที่ขาวน่ารัก ปากนิดจมูกหน่อย แต่เธอก็ก้าวสู่บทบาทนางเอกด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่างและโดดเด่น จนแจ้งเกิดได้สำเร็จ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยังฝากฝีไม้ลายมือไว้หลายผลงานที่ต่างเข้ามาเป็นบททดสอบงานแสดง ให้เธอมีพื้นที่ยืนอย่างมั่นคงพร้อมเสียงชื่นชม เธอไม่จำเป็นต้องนางเอก แต่ให้จดจำได้ว่ามีนักแสดงชื่อ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

ล่าสุดกับละครที่กำลังออกอากาศอยู่ คือ ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด และอีกงานหลักในชีวิตหลังแต่งงานกับ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร คือทำบริษัท ศูนย์การเรียนรู้งานออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (ECO Shop Common) ทำหน้าที่ดีไซน์เซอร์วิส พูดง่ายๆ คือ อะไรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขอให้คิดถึงบริษัทของนุ่น ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีเครือข่ายทำเวิร์กช็อปกับองค์กร

 

“ตอนนี้นุ่นคิดว่ากำลังเป็นเทรนด์และเป็นสิ่งที่ดี คือเมื่อก่อนองค์กรต่างๆ ทำซีเอสอาร์ แต่เดี๋ยวนี้องค์กรจะทำให้คนในองค์กรเองสนใจถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นเหมือนกิจกรรมในองค์กร มีทีมดีไซน์ ซึ่งมีคุณสามีเป็นหัวหน้าทีม สิ่งหนึ่งที่นุ่นอินกับคุณท็อป คือ เขาเป็นดีไซเนอร์ นุ่นเป็นวิศวกร เพราะนี่คือเนื้อแท้ที่นุ่นเป็น นุ่นเรียนมาทางนี้ นุ่นจะดูในเรื่องวิธีคิดและการดำเนินการผลิต สองคนที่แตกต่างกันแต่อินกันเพราะทุกส่วนต้องไปด้วยกัน”

ธุรกิจส่วนตัวกำลังเป็นก้าวที่สวยงาม งานแสดงอาจมีให้เห็นน้อยแต่ทุกงานล้วนผ่านการคัดกรองมาดีแล้ว ถึงไม่ใช่บทนางเอกก็รับเล่น แต่เธอก็โชคดีที่กลับมาเป็นนางเอกได้ตลอด

 

“จริงๆ ไม่ค่อยมีบทที่ไม่รับเล่น แต่จะมีเหตุผลของมันอยู่ อย่างถ้าเป็นบทอารมณ์ที่เคยเล่นมาแล้วก็ไม่รับ เพราะเวลาเรามีน้อย อยากเจออะไรใหม่ๆ นอกจากนุ่นเลือกบทแล้วต้องบอกว่าผู้ใหญ่เองก็เมตตาเป็นคนเลือกนุ่น เห็นว่านุ่นสามารถเล่นได้ก็มอบโอกาสให้ นุ่นเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในวงการ ผู้ใหญ่เอาใครมาเล่นก็ได้ อย่างเรื่องบ่วงบทดี ผู้กำกับดี ใครเล่นก็ดัง อันดับแรกนุ่นได้โอกาส แล้วนุ่นจะไม่ทำโอกาสที่ได้เสีย เพราะนุ่นรู้ถึงคุณค่ากว่าจะได้มาในแต่ละอย่าง

ส่วนละครผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด ที่รับเล่นเพราะอ่านบทมาก่อน เคยดูละครด้วยในตอนเด็ก รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เก่ง แล้วเราก็เป็นมนุษย์ต้องสู้ กว่านุ่นจะมายืนตรงนี้ได้ นุ่นต้องสู้กับหลายๆ เรื่อง เราไม่มีต้นทุน สวย ผอม ขาว หรือคนเห็นแวบแรกแล้วเอ็นดูเลย  ส่วนมากนุ่นจะเจอคนเกลียดก่อนจะรู้จักกันด้วยซ้ำ แล้วนุ่นต่อสู้โดยการทำตัวเราให้ดีขึ้น นุ่นมีความเชื่อว่า ถ้าตั้งใจทำมันทำได้ นุ่นเรียนวิศวะมา นุ่นไม่เคยแตะการแสดงเลย แล้ววันหนึ่งต้องมาเล่นละครก็ไม่ยอมแพ้ อีกอย่างหนึ่ง คือนุ่นมีความคิดเรื่องความเท่าเทียมกันของเพศในสมัยนี้ เรารู้สึกว่าชัดเจนแล้วที่จะรับงานนี้ เล่นแล้วคนดูต้องได้ข้อคิดจากตัวละครและละครไม่ใช่ดูแล้วจบไป”

 

แม้จะผ่านงานมามาก แต่ในกองถ่ายทุกเรื่องนุ่นยังครูพักลักจำจากนักแสดงรุ่นพี่ “เล่นเรื่องผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด สนุกมากค่ะ สมกับที่อยากเล่น บทยาก เพราะพูดเยอะ แต่จริงๆ ไม่ได้อยากเรื่องความคิด นุ่นอินด้วยซ้ำ แต่ยากเรื่องกายภาพ เพราะนุ่นเป็นผู้หญิงยุคนี้ แต่ยุคของบุญรอดต้องย้อนกลับไป ลักษณะของคนบ้านนอกที่เกิดมาทำไร่ไถนาตั้งแต่เด็ก โทนเสียง วิธีการพูดให้คนเชื่อมันยาก จน 2 วันแรกที่ถ่ายแอบท้อ ทุกเรื่องที่เล่นนุ่นถือว่าเป็นครู ทุกคนที่เขาฉากกับนุ่นคือครู นุ่นจะเล่นดีไม่ได้เลยถ้าไม่มีครู อย่างในเรื่องบุญรอด  มีพี่แก้ว อภิรดี เป็นครูอันดับแรกของนุ่น พี่แก้วทำงานหลายอย่างมาก  แต่เวลาเข้าฉากเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ หลังเสียง 5432… คือเป็นเลย เรายังต้องเป็นตั้งแต่ตอนซ้อม ความสนุกของละครคือ ทุกคนมีชีวิต ทุกตัวละครมีชีวิต ไม่ลำดับบท ถึงตอนซ้อมไม่มี เล่นจริงมีตอบโต้กันเราก็ต้องรับให้ได้ เพราะทุกคนต้องเป็นตัวละคร พี่แก้วทำให้นุ่นได้รู้จักศาสตร์ที่สูงขึ้น หรือพี่วิลลี่สอนในเรื่องของการทำงาน เมื่อก่อนนุ่นเป็นพวกที่ทำงานคือทำงานจะไม่เล่น แล้วไม่ชอบคนมาเล่นด้วย สำหรับนุ่นเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าทำงานงานก็ต้องออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่พี่วิลลี่เป็นคนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำงานมันสามารถทำตัวสบายได้ คนรอบข้างก็จะรีแลกซ์แล้วบรรยากาศการทำงานเป็นทีมมันก็จะเกิด แต่เมื่อก่อนนุ่นเหมือนตัวคนเดียว เพราะเราเคยเป็นเด็กเนิร์ดมาก่อน เวลาเราเรียนเราก็แข่งกับตัวเอง ดังนั้นเวลาทำงานก็จะทำตัวเราให้ดีที่สุด แต่พี่วิลลี่สอนมุมใหม่ให้นุ่น เพราะถ้านุ่นเป็นนุ่นแบบเมื่อก่อนก็คงไม่มีใครทำงานกับนุ่น ข้อนี้เอามาใช้กับบริษัท ให้ทุกคนสนุกกับการทำงาน”

 

นุ่นมองว่า 10 ปีที่อยู่ในวงการทำในสิ่งที่รักมาอย่างเต็มที่แล้ว ตอนนี้ก็อายุ 30 กว่า คิดว่าต้องหาความมั่นคงให้ชีวิต ตอนนี้มีท็อปเป็นครอบครัว งานในวงการบันเทิงนุ่นจึงเลือกทำต่อเพราะความรักไม่ใช่เพราะมีผลตอบแทนมากกว่างานอื่นๆ

“สำหรับนุ่นการแสดงเป็นสิ่งที่สนุกมาก นุ่นรักมันมาก เลยไม่เอาเรื่องเงินมาเป็นข้อกำหนดที่ทำให้นุ่นต้องรับงาน ถ้าเกิดเมื่อไรก็ตามนุ่นจำเป็นต้องใช้เงินแล้วต้องรับการแสดง นุ่นคงรู้สึกว่าเราจะมีชีวิตที่ไม่มีจิตวิญญาณ ดังนั้นนุ่นรับงานละครเพราะอยากเล่นเรื่องนี้ไม่มีเหตุผลอื่น นุ่นเคยรับงานแสดงที่อึดอัด ร้องไห้ทุกครั้งที่กลับบ้าน รู้สึกว่าเสียเวลากับชีวิตมาก คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ประสบการณ์ทุกอย่างจะสอนให้นุ่นเลือกว่าจะทำอะไร 10 ปีที่ผ่านมา แสดงแย่ก็เคยมาแล้ว โดนว่ามาก่อน นุ่นเก็บเอามาปรับปรุงให้ดีขึ้น ทุกวันนี้นุ่นก็ไม่ได้เก่งขึ้น หรือเก่งกว่าใคร ก็แค่ดีกว่านุ่นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว”

และนี่คือมุมมองของผู้หญิงที่ชื่อ นุ่น ศิรพันธ์ กับมิติการใช้ชีวิตและการทำงาน ที่ยังต้องบริหารสิ่งต่างๆ ต่อไป อย่างที่เธอบอกว่า ไม่ยอมแพ้ และยังสนุกกับการแข่งขันกับตัวเองต่อไปในทุกๆ งาน

 

หทัยภัทร สมรรถวิทยาเวช พร้อมเปลี่ยนไปตามบทบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/402352

หทัยภัทร สมรรถวิทยาเวช พร้อมเปลี่ยนไปตามบทบาท

โดย…แจนยูอารี ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ละครรีเมก “เพื่อเธอ” ถ่ายทำเสร็จแล้ว ส่วนคิวออนแอร์ (ช่องวัน) วางไว้ประมาณต้นปีหน้า แต่วันนี้หนึ่งในนักแสดงดาวรุ่ง “ซี-หทัยภัทร สมรรถวิทยาเวช” มานั่งเล่าถึงบทบาท “นุช” และเบื้องหลังการทำงาน

“บทที่ได้รับจะเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่อยากมีความสุข เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ร่ำรวย แต่ว่ามีพี่ชายกับแม่คอยสปอยล์ตลอด อยากได้อะไรก็ต้องได้ ตัวละครตัวนี้เลยรักกับความสบายมากๆ โดยไม่เคยสนใจว่าแม่กับพี่ชายจะทำงานหนักแค่ไหน วันหนึ่งก็ไปเจอความรักและเกิดอารมณ์หลงความรักในตัวผู้ชายที่มอบความสุขความสบายทุกอย่างให้

เป็นตัวละครที่มีพัฒนาการเร็วมาก แป๊บเดียวเปลี่ยนไปเป็นอีกคนเลยด้วยสถานการณ์ แล้วก็ดราม่าสุดๆ ตั้งแต่ซีเล่นละครมาค่ะ เพราะซีไม่เคยเล่นดราม่าแบบนี้มาก่อนเลย ส่วนตัวซีว่าบทนี้ค่อนข้างท้าทายสำหรับซี คือซีอ่านบทไปรู้สึกว่าชีวิตคนเราจะเจอเรื่องเยอะขนาดนั้นเชียวเหรอ ยอมรับว่าเครียด ก็หวังว่าแฟนๆ จะอินกับตัวละครตัวนี้นะ”

 

เมื่อ 2 ปีก่อน หทัยภัทรเคยผ่านบทบาทร้าย “แก้วตา” มาแล้วจากละคร “จ้าวพายุ” อีกทั้งเคยปรากฏตัวในละครและซีรี่ส์ อาทิ “ลิขิตฟ้าชะตาดิน” “บ่วงรัก” “บ้านนี้มีรัก” “สื่อริษยา” แต่บทบาทที่ได้รับก็ประปราย ไม่ได้โดดเด่น บางเรื่องเป็นเพียงบทรับเชิญ นั่นทำให้นักแสดงสังกัดเอ็กแซ็กท์ยังไม่เป็นที่รู้จักและดังเปรี้ยงปร้างเช่นคนอื่น ถึงอย่างนั้น เธอก็พร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาฝีมือไปตามบทบาทที่ได้รับ เพื่อให้เป็นนักแสดงที่เก่งในเรื่องต่อๆ ไป

“พื้นฐานครอบครัวของซีจะอยู่กับเหตุและผล กฎและเกณฑ์มาตลอด เพราะคุณพ่อคุณแม่เป็นหมอ ซีจะถูกปลูกฝังให้คิดอย่างเป็นระบบ ถ้าสอบตก นั่นแปลว่าเตรียมตัวไม่ดี หรือไม่ได้อ่านหนังสือ อะไรที่เป็นศิลปะบางอย่างซีก็จะไม่เข้าใจ ตอนที่ซีเข้ามาวงการใหม่ๆ ซีไม่เข้าใจเรื่องการแสดงเลย จำได้ว่ามาเรียนการแสดง ครูสอนการแสดงยังงงกับซีค่ะ (หัวเราะร่วน) ซึ่งกว่าซีจะทำลายกำแพงได้ก็นานนะคะ ต้องทำความเข้าใจกับมัน เพราะมันไม่เหมือนหนังสือที่อ่านๆ แล้วไปสอบ วันแรกไปเข้าฉาก ซีจำบทได้เป๊ะมาก ผู้กำกับให้พูดอะไร ตอนไหนได้หมด แต่มันก็ได้แค่คำพูด ส่วนความรู้สึกกับอารมณ์ยังไม่ได้ จนซีเองยังท้อเลย กระทั่งผู้กำกับโทรศัพท์มาบอกว่าให้ซีไปเรียนการแสดงด่วน (หัวเราะ)

 

สิ่งที่ซีต้องพัฒนาต่อไปเพื่อให้ตัวเองแสดงเก่งๆ คือทำความเข้าใจกับคาแรกเตอร์ตัวละคร ยิ่งเป็นคาแรกเตอร์ที่ไกลตัว ก็ยิ่งต้องทำความเข้าใจกับมันให้ชัดขึ้น ไม่งั้นมันจะยากมากกกก (เน้นเสียงสูง) เวลาเข้าฉาก อย่างแก้วตาในจ้าวพายุนี่จะร้ายแบบร้ายวางแผน ไม่ใช่ร้ายกรี๊ดๆ สนุกนะเวลาที่ซีได้เล่นบทร้าย มันเหมือนได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกมาโดยที่ตรงข้ามกับชีวิตจริงของซี อย่างเพื่อเธอก็มีความร้ายนะ แต่ไม่ได้ร้ายแบบวางแผน ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นการทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดมากกว่า เป็นความกลัวของคนที่ต้องสูญเสียความสุขความสบายจนไม่สนใจคนรอบข้างเลย คือพื้นฐานไม่ใช่ตัวละครที่มีจิตใจคิดร้ายเหมือนจ้าวพายุ ซีว่าคาแรกเตอร์นุชมีความเป็นคน แต่เป็นคนที่มีมุมมืด”

ความที่เธอชอบดูหนังและซีรี่ส์ ดูแล้วก็นำมาประยุกต์ใช้กับการแสดงของตัวเอง นับเป็นหนึ่งช่องทางการเรียนรู้ที่ทำให้บัณฑิตสาวสาขาบริหารการโรงแรม วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล รุดหน้าด้านฝีมือการแสดงไปมาก ส่วนแฟนๆ จะถูกใจหรือไม่ คงต้องรอพิสูจน์จากผลงานเรื่องใหม่ของเธอ

“ชอบดูหนังค่ะ ส่วนใหญ่จะชอบหนังดราม่า พล็อตประเภทโลกใหม่ก็ชอบ เพราะเหมือนได้หลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ซีรี่ส์เกาหลีแรกๆ ไม่ดูค่ะ แต่หลังๆ พอดูแล้วก็ชอบ มันเหมือนมีอะไรให้เรียนรู้จากซีรี่ส์เกาหลีเยอะนะค่ะ ซีก็อาศัยจากการดูหนังกับซีรี่ส์นี่ล่ะคะ ช่วยให้ซีเข้าใจคาแรกเตอร์ตัวละครว่าทำไมตัวละครตัวนั้นต้องเศร้า ทำไมเขาถึงน่ารักจัง ทำไมเขาร้องไห้หนักมาก ปกติซีจะไม่ร้องไห้กับฉากร้องไห้เลย แต่พอกลับไปดูหนังกับซีรี่ส์บางเรื่อง หรือแม้แต่คำแนะนำของนักแสดงรุ่นพี่ อย่างพี่ป๊อก (ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์) ก็แนะนำซีว่าถ้าเข้าใจตัวละคร เข้าใจภูมิหลัง มันก็จะรู้สึกออกมาเอง ไม่จำเป็นต้องพยายาม อารมณ์และความรู้สึกต่างๆ ก็จะออกมาเอง”

 

ทุกเมนูบ่งบอกถึงตัวตน ฟาติห์ ทูทัค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2558 เวลา 21:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/402085

 

โดย…แมงโก้หวาน

เห็นหน้าตาอาหารสองจานในภาชนะสุดเก๋ภายใต้ฝีมือการสร้างสรรค์ของเชฟ ฟาติห์ ทูทัค ผู้อำนวยการด้านอาหารของ เดอะเฮ้าส์ ออนสาทร แห่งโรงแรมดับเบิ้ลยู บอกตรงๆ ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจจ๊อดๆ จริง สีสันของวัตถุดิบใครเห็นแล้วไม่อยากรับประทานแมงโก้หวานไม่เชื่อแน่ อาหารหน้าตาน่ากินมีใครไม่อยากลิ้ม อะไรก็ต้องอยากชิม อร่อยหรือไม่อร่อยค่อยว่าทีหลัง

เริ่มจากเมนู Early Morning at Tsukiji Market เชฟฟาห์ติรังสรรค์ขึ้นมาโดยการเปลี่ยนชนิดปลาเป็น “คินเมะได” และปรับการนำเสนออาหารโดยใช้ใบบัวเพื่อเพิ่มความเป็นไทยเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นบุคลิกของเชฟชาวตุรกีผู้นี้ที่มักจะให้ความหมายกับการนำเสนออาหารแต่ละจานของตัวเองอยู่แล้ว

ส่วนประกอบหลักของเมนูนี้ดังกล่าว ได้แก่ ปลาคินเมะไดนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ที่เชฟฟาติห์นำไปหมักกับซอสถั่วเหลืองญี่ปุ่นสูตรพิเศษที่เขาทำขึ้นมาเอง เสิร์ฟสดๆ พร้อมอโวคาโดบด และวาซาบิสด ตกแต่งด้านบนชิ้นปลาด้วยดอกซิโซะและผงสาหร่าย เพื่อเพิ่มรสชาติสามารถรับประทานกับซอสถั่วเหลืองญี่ปุ่นแบบเดียวกับที่เชฟใช้หมักปลา

“ผมเคยมีประสบการณ์ทำงานที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และรู้จักตลาดปลาซึกิจิเป็นอย่างดี เป็นตลาดที่มีชื่อเสียงสำหรับวัตถุดิบที่สดและการประมูลปลาทูน่าที่ดีที่สุด ผมมักจะไปตลาดซึกิจิในตอนเช้าเพื่อไปดูการประมูล และหาปลาสดมาทำอาหารที่บ้าน และนั่นก็จึงเป็นเรื่องราวที่มาของ Early Morning at Tsukiji Market จานนี้” เชฟฟาติห์เล่าที่มาของเมนู Early Morning at Tsukiji Market

เห็นแล้วอย่าแอบกลืนน้ำลายให้คนอื่นได้ยินละกัน เพราะเนื้อปลาสดมาก และสดจริงๆ ไม่มีความคาวไปแตะกลิ่นจมูกเลยละครับ แล้วรสชาติเวลารับประทานยังคงรสชาติตามแบบฉบับญี่ปุ่นอยู่ แต่ด้วยถูกจัดวางอยู่บนใบบัวสีเขียวอารมณ์หรือบรรยากาศมันเลยมีความเป็นไทยอยู่ในนั้น

หันไปอีกเมนูจะเห็นชิ้นเนื้อตรงกลางแดงชมพูหน้าตาน่ากินทอดวางอย่างสวยงามอยู่บนจาน มีชื่อว่า “Roppongi Kaiseki” มาจากส่วนประกอบหลักคือ เนื้อวากิวคุณภาพชั้นเลิศที่ผ่านการซูสวีดนำไปย่างบนเตาถ่านญี่ปุ่น เสิร์ฟพร้อมเห็ดไมตาเกะผัดเนย ซอส และข้าวเกรียบที่ทำมาจากเอ็นเนื้อ สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานเนื้อที่สุกเกินไปต้องยกให้ Roppongi Kaiseki นี้เลย เนื้อไม่สุกมาก และนุ่มอร่อย

“ผมเคยร่วมงานกับสุดยอดเชฟชาวญี่ปุ่น เซจิ ยามาโมโตะ ที่ร้านอาหาร Nihonryori Ryugin ร้านอาหารระดับมิชลิน 3 ดาว และหนึ่งในเมนูดังของร้านอาหารนี้คือ เนื้อวากิวที่เสิร์ฟพร้อมซอสเอ็นเนื้อ สูตรอาหารอายุกว่า 100 ปี ที่เชฟยามาโมโตะร่ำเรียนมาจากอาจารย์เชฟ ฮิโรชิมะ โคะยามะ (Hirohisa Koyama) ซึ่งผมได้แรงบันดาลใจมาจากเมนูนั้นและนำมาปรับในรูปแบบของตนเอง บวกกับเทคนิคการทำอาหารที่ได้เรียนรู้มาจากเชฟมือหนึ่งของญี่ปุ่นครับ”

สองเมนูที่เชฟประดิดประดอยออกมา ต้องเชิญให้ท่านผู้อ่านไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้วทุกคนจะมีคำตอบ แต่สำหรับแมงโก้หวานแล้วรู้สึกชอบในความคิดสร้างสรรค์และความมีเรื่องราวของแต่ละเมนูที่เชฟพยายามถ่ายทอดออกมา มันดูเลิศและน่าทึ่งมากซึ่งไม่แปลกใจเลย เพราะเชฟชาวตุรกีผู้นี้มุ่งมั่นใส่ใจในทุกๆ เมนูที่ปรุงออกมาจริงๆ

หากย้อนไปดูประวัติเขาก็ยิ่งมั่นใจ เพราะเชฟฟาติห์สนใจการทำอาหารตั้งแต่เด็ก โดยมีคุณแม่เป็นแรงบันดาลใจ เกือบทุกครั้งที่คุณแม่ทำอาหารเขาจะเข้าไปนั่งดูอยู่ตลอด จนอายุ 7 ขวบก็เริ่มค้นพบว่าตัวเองอยากเป็นเชฟ และพอโตขึ้นจึงไปเรียนทำอาหารได้เป็นเชฟสมใจ

“ผมเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหารที่ Bolu Mengen ประเทศตุรกี และเรียนจบด้วยวัย 18 ปี จากนั้นก็เริ่มทำงานในครัวตามร้านอาหารและโรงแรมชื่อดังต่างๆ ในเมืองอิสตันบูล หลังจากนั้นได้โอกาสไปทำงานในประเทศแถบเอเชีย เช่น ที่จีนในหลายเมือง ต่อด้วยญี่ปุ่นที่ร้านอาหารมิชลินสตาร์ 3 ดาวในโตเกียว ชื่อ Nihonryori Ryugin ร้านที่ผมได้เรียนรู้เทคนิคการทำอาหารในแบบญี่ปุ่นสมัยใหม่จากเชฟเซจิ ยามาโมโตะ” เชฟฟาติห์เล่าส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทำงาน

 

เขาเล่าต่อว่า การทำงานที่ร้านอาหารที่ประเทศญี่ปุ่นเขาไม่ได้หวังค่าจ้าง แต่หวังแค่อยากเรียนรู้การทำอาหารในแบบของญี่ปุ่นเท่านั้น และหลังจากนั้นได้มีโอกาสไปร่วมงานกับร้านอาหารที่เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก คือ NOMA ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งได้รับมิชลินสตาร์ 2 ดาว

“การได้มาทำงานที่นี่เสมือนถูกรางวัลลอตเตอรี่เพราะมีคนสมัครเข้ามาเพื่อทำงานฟรีๆ ที่นี่ถึง 400 คนต่ออาทิตย์ ผมโชคดีมากๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาหารสแกนดิเนเวียน และการใช้วัตถุดิบต่างๆ ซึ่งหลังจากได้ทำงานที่นี่สักพักใหญ่ก็ได้รับการติดต่อให้ไปทำงานที่ Marina Bay Sands ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวไปอีกขั้นในสายงานในครัว และด้วยใฝ่ฝันอยากเปิดร้านอาหารจึงย้ายไปเปิดร้านที่ฮ่องกง ชื่อ The Bellbrook และแค่ 11 เดือนห้องอาหารได้รับการยอมรับจาก Hong Kong-Macau Michelin Guide 2015”

ทว่า ด้วยความอยากทำงานในกรุงเทพฯ มานาน บวกกับการทำงานในฮ่องกงไม่ค่อยมีเวลาให้กับครอบครัวนัก ในที่สุดก็ตัดสินใจมองหาสถานที่ที่เขาสามารถบอกเล่าอาหารของตัวเองได้มากที่สุด จนได้มาเจอเดอะเฮ้าส์ ออนสาทร ซึ่งเขาเผยว่า ตกหลุมรักบ้านหลังนี้ทันทีที่เห็น ทั้งสถาปัตยกรรม การออกแบบ เรื่องราวของบ้าน ที่สำคัญได้มีโอกาสนำเสนออาหารในรูปแบบของตัวเองจริงๆ ผ่านประสบการณ์และความทรงจำของเขา

ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ขอทำงานบันเทิงไปจนวันตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/401502

ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ขอทำงานบันเทิงไปจนวันตาย

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร-วิภาคย์ พูนพันธุ์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ให้สมกับชื่ออิน วันนี้เราจึงขอตอกย้ำความอินกับเพลงใหม่ล่าสุดของผู้ชายเสียงอบอุ่น กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี กับเพลงที่มีชื่อว่า ซ่อนเอาไว้ (กับคำว่า…) “ว่ากันตามตรง กับเพลงนี้ ถึงเศร้า แต่ก็มีมุมของความสุขซ่อนอยู่ แม้จะได้แค่เก็บซ่อนความรู้สึก แต่แค่ได้เห็นหน้าคนที่เรารัก แค่นี้ก็ดีใจแล้ว บางครั้งมันก็ดีกว่าที่จะเปิดเผยความรู้สึกออกไป คนที่เรารักอาจจะหนีไปเลยก็ได้”

ทรงสิทธิ์เผยถึงกระแสของเพลงคำตอบ เพลงที่ปล่อยออกมาเพียงเดือนกว่าๆ แต่ยอดวิวในยูทูบก็พุ่งทะยานไปกว่าสองแสนวิวแล้ว “ผมตั้งใจให้มันเป็นเพลงรักสวยงาม ที่ฟังเมื่อไรก็ได้ความรู้สึกที่ดีๆ เป็นเพลงที่ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา ซึ่งกับเนื้อหาของเพลงเพลงนี้ ก็มาจากการที่ผู้หญิงชอบตั้งคำถามกับความรัก ว่ารักที่มีอยู่มันจะอยู่ไปได้นานแค่ไหนกัน ผมเลยอยากมีเพลงที่ทำให้เขามั่นใจกับความรักมากขึ้น แต่ก็ไม่วายที่จะกวนนิดหนึ่ง ว่าชีวิตเธออยู่ได้นานเท่าไร ความรักของเราก็อยู่ได้นานเท่านั้น อะไรแบบนี้ ถึงตายจากกันไปแล้ว ก็ยังรักไม่เสื่อมคลาย”

 

นอกจากนี้ ทรงสิทธิ์ยังขอเพิ่มความอินให้กับแฟนๆ ด้วยการมีหนังสือเป็นของตัวเองเล่มแรก “ขีดเส้นใต้เอาไว้ว่าไม่ไร้ปาฏิหาริย์” ที่บอกเล่าหลากหลายปรากฏการณ์ในชีวิต ที่มีทั้งฟ้าลิขิตและขีดเองของผู้ชายคนนี้ “ตอนที่แพรวสำนักพิมพ์ติดต่อมา คำถามแรกที่ผมถามคือ จะมีใครอ่านไหม เราไม่ใช่ดาราดัง ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ เราแค่อยู่ในวงการบันเทิงมานาน ยังมีอะไรน่าสนใจไหม เขาบอกว่าน่าสนใจสิ น่าสนใจมาก (ยิ้ม) เราเลยมาคุยกันอย่างจริงจังว่าเรื่องราวชีวิตของเรามีอะไรบ้าง และมาเลือกกันว่าจะหยิบเรื่องราวไหนมาบอกเล่าผ่านหนังสือเล่มนี้ พอจะตั้งชื่อเรื่อง ชื่อเพลงของเราสองเพลงนี้ (ขีดเส้นใต้ กับปาฏิหาริย์) ก็ลอยมาในหัวทันที”

หนังสือเล่มนี้จะบอกเล่าว่าชีวิตของทรงสิทธิ์ได้ผ่านอะไรมาบ้าง ผ่านมาแล้วกี่ครั้ง ทำให้คนอ่านที่กำลังท้อแท้กับชีวิตได้มีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น “ในหนังสือเล่มนี้จะมีปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตแบบใหญ่ๆ สามครั้ง ครั้งแรกคือบ้านล้มละลาย และได้กลายมาเป็นนักแสดง ครั้งที่สองคือได้มาอยู่แกรมมี่ แล้วก็เกิดเพลงปาฏิหาริย์ แล้วก็ได้มาเจอคุณบอย ถกลเกียรติ ทำให้ได้เล่นซิทคอมเรื่องสามหนุ่มสามมุม ทำให้กราฟชีวิตดีขึ้นมา จนมาถึงครั้งล่าสุด ได้มาเป็นพิธีกรรายการ เดอะวอยซ์ ไทยแลนด์ ซึ่งทำให้เพลงขีดเส้นใต้ดังขึ้นมาได้อีกครั้ง ยอดวิวในยูทูบ ก็สี่ล้านกว่าวิวแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าทุกอย่างมันจะเกิดขึ้นกับชีวิตได้”

 

เมื่อเขาได้มาเป็นพิธีกรรายการ เดอะวอยซ์ ไทยแลนด์ ถึงสี่ซีซั่นแล้ว คงมีคนอยากรู้ว่าเขาจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นโค้ชบ้างไหม คำถามนี้มีคำตอบ “คนถามบ่อยมาก ซึ่งเจ้าของรายการก็ถามว่าลองไหม แต่ผมคิดว่าไม่ดีกว่า อย่างตอนนี้ โค้ชทั้งสี่คนหูทิพย์กันมาก แล้วแต่ละคนก็มีความสามารถที่เจ๋งมาก ยกตัวอย่าง โจอี้บอย เขาเป็นนักร้อง เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นคนทำโชว์ที่ออกมาแล้วสุดยอด ยอมรับเลยว่าเราทำแบบเขาไม่ได้นะ แล้วแต่ละคนก็เจ๋งไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรายังเจ๋งไม่พอ อยากบอกว่าการได้นั่งบนเก้าอี้โค้ช แรงเสียดทานเยอะมาก คนชอบเยอะ คนไม่ชอบก็เยอะ ถามว่าอยู่ตรงนี้สบายกว่าไหม อยู่ตรงนี้ท่าทางจะปลอดภัยกว่า (หัวเราะ) ขอเป็นพิธีกรดีกว่าครับ”

สำหรับแฟนคลับของผู้ชายเสียงนุ่มคนนี้ ทรงสิทธิ์เผยว่า แฟนคลับมีเพิ่มเยอะขึ้น เด็กๆ จะรู้จักเขามากขึ้นจากรายการเดอะวอยซ์ “เพราะเด็กๆ ดูเยอะ บางคนก็มาขอถ่ายรูปไปฝากแม่บ้าง (หัวเราะ)”

 

สำหรับปรากฏการณ์ที่ศิลปินรุ่นใหญ่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เขาคิดยังไงกับปรากฏการณ์นี้ ทรงสิทธิ์เผยว่า มันก็เป็นปรากฏการณ์ที่ดี “คนที่โตมากับเรา ฟังเพลงของเรามา คนเหล่านี้อยู่ในระดับบนและมีกำลังซื้อ เห็นได้ว่าคอนเสิร์ตใหญ่ๆ จะมีคนอายุ 45 ปีขึ้นไปเยอะมาก เป็นตลาดที่ใหญ่และกำลังซื้อก็มีมากมายมหาศาล อย่าลืมว่า ถ้าเขามีลูก ตอนนี้ลูกก็โตหมดแล้ว เขาจึงหาความสุขใส่ตัว”

สำหรับทรงสิทธิ์ เขามีความคิดว่าจะทำงานในวงการบันเทิงไปจนวันตาย “ผมดูพี่ต้อย เศรษฐาเป็นตัวอย่าง พี่ต้อยยังเล่นละคร ร้องเพลงได้ เรียกว่าทำได้ดีกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ผมจะร้องเพลง เล่นละคร เป็นพิธีกรไปจนตาย ถ้ายังมีแรง ถ้ายังมีคนจ้าง ก็จะอยู่ตรงนี้”

หลายคนคงอยากรู้ว่ายามว่างของทรงสิทธิ์ทำอะไรบ้าง “นอนครับ (หัวเราะ) อ่านหนังสือ และก็ออกกำลังกายด้วย ถ้าว่างก็จะวิ่ง เข้ายิม เล่นสเกตน้ำแข็ง เล่นแล้วเพลินนะ ผมคิดว่ามันเป็นกีฬาที่ใช้การทรงตัว มันทำให้เพลิดเพลินจริงๆ กีฬาพวกนี้ไม่มีวันลืม เล่นเป็นแล้วเป็นเลย”

 

สำหรับหลักในการดำเนินชีวิตของทรงสิทธิ์ เขาเผยว่า หากวันนี้ เรารู้หน้าที่ว่าต้องทำอะไร เราก็จะได้ลำดับความสำคัญได้อย่างถูกต้อง ถ้าเป็นไปได้ ก่อนนอนดูเลยว่าวันต่อไปจะทำอะไร มีสิ่งไหนที่ยังไม่ได้ทำบ้าง หากจัดการทุกวันให้ดี ชีวิตก็จะดี

“ทุกวันนี้มีเรื่องเสียใจไหม เรื่องเสียใจมันเลยมาหมดแล้ว ไม่คิดย้อนกลับไปแก้ไขด้วย เพราะมันแก้ไขไม่ได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นครู ที่สอนให้เราก้าวเดินต่อไปได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ทำอะไรที่เสี่ยง อย่าลืมว่า ความผิดพลาดสอนให้เรารู้ว่าอนาคตเราจะไม่เป็นแบบนั้น”

 

พลิกอดีต-ดันตัวเองสู่ความสำเร็จ ภศภม ศิริเจริญโรจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/401280

พลิกอดีต-ดันตัวเองสู่ความสำเร็จ ภศภม ศิริเจริญโรจน์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

นี่คือผู้อำนวยการบริหารฝ่ายขายที่หนุ่มที่สุดของบริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต ภศภม ศิริเจริญโรจน์ ในวัย 33 ปี เขาได้รับรางวัลผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปีคนล่าสุด Leader of The Year 2014 ของบริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ก่อนหน้านี้ก็กวาดมาหมดทั้งตำแหน่งตัวแทนยอดเยี่ยมแห่งปี Agent of The Year 2013 และ SM Manager คุณวุฒิ MDRT ในปี 2012… หากก่อนชีวิตที่ประสบความสำเร็จ เงินทองความมั่งคั่งพรั่งพร้อม คือชีวิตที่พลิกอดีตฝ่าด่านความเจ็บปวด

ภศภม แปลว่า ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นชื่อที่พระตั้งให้ เขาเกิดมาในครอบครัวมีฐานะ อากงอาม่ามีลูกหลายคน แต่ลูกที่อากงอาม่ารักมากที่สุดคือพ่อของภศภม คำว่ารักคำเดียวอาจไม่พอ หากต้องใช้คำว่ารักและตามใจอย่างที่สุด…เท่าที่พ่อแม่จะรักตามใจลูกคนหนึ่งได้ เรื่องความรักลูกจนไม่ลืมหูลืมตานี้ นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมและจุดผันเปลี่ยนชีวิต จากสูงสุดลงสู่ต่ำสุดของคนคนหนึ่ง แน่นอนมันกลายเป็นโศกนาฏกรรมของลูกของคนคนนั้นด้วย

“พ่ออายุ 17 ปีตอนแต่งงานกับแม่ กินเหล้าดูดบุหรี่พ่อผมเอาทุกอย่าง จนอายุยังไม่ทันจะยี่สิบก็เลิกกับแม่ แยกลูกกัน ผมอยู่กับพ่อ เมื่อเลิกกับแม่ พ่อก็ยังกินเล่นเที่ยว ผมโตมาแบบนั้น เห็นทุกอย่างที่พ่อทำ เห็นทุกอย่างที่พ่อเป็น พ่อชวนผมด้วย ทุกอย่าง ผมก็เอาด้วยทั้งกินเหล้าเล่นการพนัน ไม่ดูดบุหรี่อย่างเดียว”

 

ตอนภศภมอายุได้ 2 ขวบ แม่ก็แยกไปแล้ว แม่ออกจากบ้านไปเพราะแหลกลาญไปจากพ่อ อาม่าคือคนที่เลี้ยงเขามา กับคู่แฝดอีกหนึ่งคน แม่กลับไปอยู่กับยายที่พัทยาและแทบไม่ได้เจอกันอีก แม้ในห้วงเวลาที่พายุพัดโหมกระหน่ำ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่อากงอาม่าสร้างขึ้น ถูกทำลายย่อยยับลงด้วยน้ำมือของพ่อ

ขณะนั้นภศภมเรียน ปวช.อยู่ปี 2 ชีวิตเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เพราะพ่อเอาเงินไปเล่นการพนันหมด อากงอาม่ามีโรงงานทำพลาสติกใหญ่แถวบางแค นครปฐม มอบโรงงานให้ลูกชายที่รักมากที่สุดคือพ่อ ซึ่งเสียพนันโครมเดียวหมดทั้งโรงงาน พี่น้องคนอื่นได้แต่มองตาปริบๆ ส่วนเขาเรียน ปวช.เกือบไม่จบ บ้านที่อยู่มาโดนธนาคารยึดแล้วในตอนนั้น

อาม่าเสียใจมาก นอนเตียงอยู่ 5-6 ปี ไม่ลุกเลย ภศภมบอกว่า ตอนนั้นไม่ให้อภัยพ่อ โกรธพ่อ พ่อเหมือนปีศาจซาตาน ทั้งผลาญสมบัติ ทั้งทำลายทรัพย์สิน ทั้งทำร้ายคน ทุกคนในชีวิตพ่อ ทุกคนที่อยู่ใกล้พ่อ ไม่มีใครที่ไม่เสียใจ ไม่มีใครที่ไม่ทุกข์ทรมาน ตอนอยู่ด้วยกันกับแม่ก็ตบตีแม่ไม่เกรงใจ เรื่องราวในอดีตภศภมบอกว่ายิ่งกว่าในหนัง

 

ทุกคนในบ้านกระจัดกระจายและจากกันไป ภศภมกับพ่อต้องไปหาอพาร์ตเมนต์อยู่ จากบ้านหรูต้องไปอยู่รังหนู ช่างน่าเศร้า เขาหางานทำอย่างด่วนที่สุดเพราะไม่มีเงินจะกิน ไม่มีเงินจะเรียน เห็นความเสียใจอยู่ในแววตาพ่อ แต่ก็เป็นตอนที่พ่อไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก พ่อคงอยากลุกขึ้นสู้เหมือนกันแต่ร่างกายไม่ไหวด้วยมะเร็งปอด โรคภัยเบียดเบียน ทั้งดูดบุหรี่หนัก ทั้งตรอมใจ พ่อตายอายุ 42 ปีเท่านั้น

“จากคนที่มีพ่อแม่ดี ร่ำรวยเงินทอง กินเล่นเที่ยวใช้จ่ายเพลิดเพลินมาตลอดชีวิต ในที่สุดพ่อก็ใช้ชีวิตหนึ่งปีสุดท้ายนอนอยู่บนเตียง กินแต่เหล้าและขอบุหรี่ดูดจนตาย นาทีสุดท้ายของพ่อ ผมรู้ว่าพ่อเสียใจ”

ภศภมเล่าว่า พ่อใจดีกับลูก ในชีวิตนี้เคยตีเขาเพียงครั้งเดียว ตอนพ่อตายภศภมไม่คิดว่าจะทำอะไรให้แกได้ น้องคู่แฝดอีกคนของเขายิ่งเกลียดและขมขื่นเรื่องพ่อ ตั้งแต่เกิดเรื่องน้องเสียใจและไม่เคยพูดกับพ่ออีก ใช่! พ่อทำให้ทุกคนลำบาก ทำให้ทุกคนระหกระเหินกันหมด บ้านแตกสาแหรกขาด ทุกอย่างล่มสลายลงไปต่อหน้า โกรธพ่อแต่ไม่สำคัญกว่าการเอาตัวเองให้รอด เราต้องอยู่ให้รอด ต้องเอาตัวให้รอดให้ได้

“นี่อาจทำให้ผมเป็นอย่างที่ผมเป็นทุกวันนี้ เพราะถ้าไม่ใช่พ่อ ก็อาจเป็นผมเองที่เป็นแบบพ่อ” ภศภมเล่า

 

มองพ่อแล้วบอกตัวเองว่าต้องไม่เป็นอย่างพ่อ ต้องไม่ล้มเหลวอย่างพ่อ ใช้ชีวิตต้องรับผิดชอบ ต้องรวย ต้องมีเงินขึ้นมา ตอนนั้นเลือกหางานที่ได้เงินดี แต่เป็นอยู่ในสังคมกินดื่ม ไปเป็น “บอย” ดูแลบาร์ญี่ปุ่นย่านสีลม คอยดูแลแขกญี่ปุ่นที่เปย์หนักจ่ายหนัก รายได้ดีและทิปดีมาก ออกรถมอเตอร์ไซค์คันแรกได้ ขับไปให้พ่อดู พ่อน้ำตาไหลเดี๋ยวนั้น มองฝ่าม่านน้ำตาเห็นลูกนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ แกพึมพำถ้อยคำที่ไม่อาจคาดเดา ตัวพ่อเองไม่เคยซื้ออะไรได้ด้วยเงินของตัวเองเลย ถ้าอากงอาม่าไม่ให้ พ่อก็ไม่เคยหาเงินได้แม้แต่บาทเดียว

“ใช้ชีวิตกลางคืนอยู่พักใหญ่ แต่เพราะงานบางทีต้องมีจิบมีดื่มเอาใจแขก วันหนึ่งก็ฉุกคิดว่า ไม่เอา! เดี๋ยวมีชีวิตเหมือนพ่อ ผมเลิกเลย ทั้งที่เงินดีมาก บาร์ที่ผมทำงานอยู่มีผู้หญิง 200 คน มีบอย 13 คน เป็นบาร์ใหญ่ เงินดี แต่ตัดใจไปหางานอื่นที่ไม่ต้องกินเหล้า”

ชีวิตเจ็บช้ำด้วยเรื่องเงิน งานใหม่จึงยังต้องตอบโจทย์ตัวเองในเรื่องเงิน รายได้ต้องดี ได้งานขายบัตรเครดิตทางโทรศัพท์ วันหนึ่ง 8 ชั่วโมงต้องคุยอย่างต่ำแปดสิบคนแปดสิบสาย งานนี้บังคับให้ตัวเองรวยเพราะขายได้ขายดีแต่หนองขึ้นคอ เดือนหนึ่งขายบัตรเครดิตได้ประมาณหนึ่งพันใบ ได้ใบละ 500-1,000 บาท แล้วแต่ฐานเงินเดือนลูกค้า พูดมากจนคออักเสบ เส้นเสียงอักเสบ เทเลเซลส์…ชีวิตเป็นแบบนี้ รายได้ตอนนั้นไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5 หมื่นบาท เฉลี่ยแล้วอยู่ที่  7 หมื่นบาท/เดือน

 

“เคยได้สูงสุดเดือนหนึ่งเกือบแสน แต่คอเกือบหลุด เจ็บคอและแหบถาวร ชีวิตถ้ามองในมุมของเงิน ซัคเซสแล้ว”

ทำงานขายบัตรเครดิตจนรู้สึกว่าไม่ค่อยท้าทายตัวเองแล้ว ตัดสินใจเปลี่ยนมาขายประกันชีวิต ทั้งที่ช่วงแรกไม่มีความรู้เรื่องประกันแต่ท้าทายตัวเอง คิดว่าทำได้ อีกรายได้ดีกว่าขายบัตรเครดิต เลือกไทยพาณิชย์ประกันชีวิตเพราะเป็นบริษัทในเครือของธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารของคนไทย ภูมิใจในความเป็นไทย

ย้อนกลับไปสมัยเริ่มทำงานด้านสายบัตรเครดิตและสินเชื่อ เริ่มต้นจากบริษัท พรูเด็นเชียล จากนั้นก็ย้ายไปเรื่อย ตั้งแต่ HSBC จนถึง KTC รถยนต์คันแรกเป็นรถยาริส ได้ออกรถคันแรกก็ช่วงทำงานสายบัตรเครดิต ล่าสุดเปลี่ยนรถตอนย้ายมาอยู่กับไทยพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นแบงก์ในฝันและได้รถยนต์ในฝันคือเบนซ์ก็ช่วงย้ายมาอยู่กับแบงก์ในฝันนี่เอง ถึงปัจจุบันรวมกว่า 7 ปีแล้ว

สำหรับเคล็ดลับการก้าวสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารฝ่ายขาย บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต ตำแหน่งที่ไม่ได้มาง่าย เพราะต้องทำยอดต่อปีด้วยหลักสิบล้านบาทขึ้นไป ภศภมเล่าว่า เขาขอ 3 คำ คือ 1.การออมเงิน 2.ครอบครัว และ 3.สวัสดิการ ทั้งหมดอยู่ภายใต้หลักการกระจายความเสี่ยง ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ ไม่! คืออุทานธรรมชาติของคนที่ไม่ต้องการซื้อประกัน (ฮา) ตัวเราและเลเวลในจิตใจของเราต้องเข้มแข็งกว่าเขา

“ส่วนใหญ่ลูกค้ายังไม่มีความเข้าใจเรื่องการประกัน ก็เป็นหน้าที่ของตัวแทนที่จะต้องอธิบาย ต้องรับผิดชอบ และมีทัศนคติที่ดี คีย์เวิร์ดในใจผมคือเราเป็นผู้ให้ เราให้ประโยชน์แก่เขา ผมคิดอย่างนี้จริงๆ”

พลิกอดีตและผลักดันตัวเองสู่ความสำเร็จ ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ 2558 ปีนี้ของภศภมรวมรายรับทั้งหมดแล้ว ไม่น่าต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้ง 5 ล้านบาท เคล็ดลับความสำเร็จคือการมองที่เป้าหมายและคนต้นแบบ ต้องพัฒนาตัวเอง และต้องพัฒนาทุกวัน วันแรกพัฒนาตัวเองได้ 1 เปอร์เซ็นต์ 100 วันก็พัฒนาได้ 100%

ฝากคาถาสำหรับคนอยากรวย ถ้าอยากรวยต้องมี 3 อย่าง 1.ต้องหาเงินให้เก่ง หาเงินให้ได้มากกว่าค่าใช้จ่ายอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว 2.หาเงินได้แล้วต้องเก็บเงินให้อยู่ หรืออย่างน้อยขอให้ได้เก็บ จะมากจะน้อยนั่นอีกเรื่อง 3.บริหารเงินให้เป็น เงินที่เก็บมาได้ บริหารให้ได้ ตั้งเป้าผลตอบแทนให้สูงเข้าไว้ อย่างน้อย 10-20%

“สำคัญที่สุดคือเริ่มให้ได้ สำคัญที่ใจ เริ่มแล้วอย่าเลิก ตั้งเป้าหมายความสำเร็จปีต่อปี เป้าหมายต้องมีทุกปี แล้วจะสำเร็จทุกปี เป้าหมายเรื่องเงินก็อย่างหนึ่ง เป้าหมายเรื่องที่ไม่ใช่เงินก็อย่างหนึ่ง ชีวิตอย่ามองแค่เงิน ชีวิตมีมากกว่าเงิน ดูพ่อของผมเป็นตัวอย่าง”

 

15 คำถามเรื่องเซ็กส์คาใจแบบไร้สาระ ที่ไม่เคยมีใครตอบคุณได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2558 เวลา 15:17 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/sex/403916

15 คำถามเรื่องเซ็กส์คาใจแบบไร้สาระ ที่ไม่เคยมีใครตอบคุณได้

เรารวบรวมมาให้ครบทุกท็อปปิคเรื่องเซ็กส์ๆ เมคเลิฟ สุดแซ่บ งานนี้ไม่ต้องพึ่งกูเกิล มาปูเสื่อรอเก็บข้อมูลจากนักเพศวิทยาตัวแม่กันดีกว่า รวบรวมคำถามเรื่องเซ็กส์แบบไม่เคยมีใครถามจริงจัง แต่เราเชื่อว่าสาวๆ ทุกคนอยากรู้แบบจริงจังอ่ะ

1. ทำไมตื่นเช้ามาแล้วผู้ชายต้องนกเขาขัน?

นี่มันคือนาฬิกาปลุกส่วนตัวของคุณผู้ชายหรืออย่างไร ลืมตาปุ๊บน้องชายยืนตรงเคารพธงชาติปั๊บ แต่ดร.คริสโตเฟอร์ ฟอกซ์ ประธานของ Society of Australian Sexologists อธิบายว่ามันไม่เกี่ยวกับเรื่องอย่างว่าหรอก “บางครั้งเค้าเรียกกันว่า “การแข็งตัวจากปัสสาวะ” ครับ เกิดจากกระเพาะปัสสาวะเต็มแล้วทำให้เส้นประสาทของกระดูกกระเบนเหน็บทำงาน มันเป็นเส้นประสาทที่ทำให้เกิดการแข็งตัวแบบที่เกิดขึ้นเองโดยไม่เกี่ยวกับความต้องการทางเพศ” โดยปกติเจ้ามังกรของเขาจะคึกคักขึ้นมา 3-5 ครั้งระหว่างนอนหลับ ครั้งละประมาณ 25-30 นาที ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมน (เทสทอสเทอโรนและนอร์เอพิเนฟริน) ระหว่างการหลับช่วงหลับฝัน (REM) ไม่เกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์เลย เคลียร์นะ

2. ทำไมในหนังโป๊ต้องมีช่างประปาตลอด?

ในความเป็นจริงถ้าท่อแตกล่ะน้ำท่วมบ้านแน่ แต่ในหนังอีโรติกมันหมายความว่าเราจะได้ช่างสุดฮ็อตมาให้แทะโลมถึงบ้าน ดร.นิกกี้ โกล์ดสตีน (drnikki.com.au) นักเพศวิทยาบอกว่า “มันเกี่ยวกับแฟนตาซีล้วน ๆ ค่ะเพราะแทบเกิดขึ้นไม่ได้เลยในชีวิตจริง ช่างประปาควรมาซ่อมท่อ ไม่ใช่มีเซ็กซ์กับคุณ เด็กส่งพิซซ่าก็เหมือนกัน การมีเซ็กซ์กับหนุ่มที่เจอกันที่บาร์มันน่าเบื่อกว่าการมีเซ็กซ์กับคนที่เราไม่ควรมีเซ็กซ์ด้วย แฟนตาซีมันเริ่มมาจากตรงนี้ล่ะค่ะ เพราะในชีวิตจริงมันเป็นไปไม่ได้ไงคะ เลยเอามาใส่ไว้ในหนังแทน”

3. ทำไมหนุ่ม ๆ ถึงใฝ่ฝันอยากเสร็จกิจบนหน้าเรานัก?

มันอะไรนักหนากับแฟนตาซีนี้ หนังโป๊ทุกเรื่องต้องมี ขอร้องเถอะช่วยเก็บเอาเจ้าหนูให้เข้าที่เข้าทางจะดีกว่านะ ดร.ฟอกซ์บอกว่ามันเป็นเรื่องของการแสดงอำนาจ “การหลั่งตอนเสร็จกิจเป็นพลังชีวิตครับ แต่มันก็ถูกมองว่าเป็นของต้องห้ามด้วย พอเอาสองอย่างนี้มาบวกกัน มันเลยเป็นการแสดงถึงอำนาจที่เหนือกว่าของผู้ชาย”

4. ทำไมเราถึงกลัวการใช้เจลหล่อลื่นกันจัง?

แจ๊คเกอลีน เฮลเยอร์ นักเพศวิทยาและผู้ก่อตั้ง LoveLife ที่ติวเกี่ยวกับเซ็กซ์บอกว่าเจอผู้หญิงหลายคนเลยที่เป็นแบบนี้ “บางคนบอกว่ามันไม่เป็นธรรมชาติ มันก็ถูกนะคะแต่ยาสีฟันกับโลชั่นก็ไม่ใช่ของจากธรรมชาติเหมือนกัน การที่เราเคร่งครัดไม่ยอมใช้เจลหล่อลื่นมาจากความคิดที่ว่าเซ็กซ์ควรจะเป็นเรื่องธรรมชาติและเกิดขึ้นทันที แต่สารหล่อลื่นตามธรรมชาติของผู้หญิงก็มา ๆ ไป ๆ นะคะ ถ้าคุณเหนื่อยก็จะมีสารหล่อลื่นออกมาน้อย บางช่วงของเดือนยิ่งแทบจะหายไปเลย หรือเวลาที่คุณมีเซ็กซ์นาน ๆ ถึงจะอินแค่ไหนก็แห้งผากได้” พูดง่าย ๆ ก็คือช่องคลอดเราไม่ใช่ขวดปั๊มสารหล่อลื่นอัตโนมัติ ก็เลยต้องใช้ตัวช่วยกันบ้าง

5. ทำไมเวลาคิดว่าพ่อแม่เรามีเซ็กซ์กันแล้วต้องร้องยี้ขนลุกแทบทนไม่ได้ทุกที?

ตัวเราเองยังแอบหวังว่าจะมีเซ็กซ์จนกว่าจะเหี่ยวตายกันไปข้างนึงเลย แต่แค่คิดว่าพ่อแม่เรามีเซ็กซ์กันก็ขนลุกขนพองแล้ว ดร.วิเวียน คาส อาจารย์นักเพศวิทยาจาก Curtin University และผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Elusive Orgasm (brightfire.com.au) อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า “เซ็กซ์เผยให้เห็นถึงอารมณ์ สุ้มเสียงและความชอบที่แสดงให้เห็นถึงตัวตนของเรา เรารู้สึกขยะแขยงเวลาที่คิดถึงเซ็กซ์ของพ่อกับแม่เพราะมันขัดแย้งกับภาพที่เราอยากให้พวกเขาเป็น” ดร.คาสบอกว่านี่เป็นทัศนคติแบบตะวันตกมาก ๆ “ในหลายวันธรรม เด็ก ๆ จะนอนอยู่ในห้องเดียวกันกับพ่อแม่ การได้ยินเสียงหรือเห็นพ่อแม่มีเซ็กซ์กันถือเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ”

6. เออ อยากรู้ว่าตอนเราฝันถึงเซ็กซ์ มือเราลูบไล้ตัวเองมั้ย?

ในใจนี่เตลิดไปไหนแล้วไม่รู้ แต่มือล่ะ ซุกซนรึเปล่า? เดสิเร่ สเปียริ่งส์ ผู้อำนวยการของ Sexual Health Australia (sexualhealthaustralia.com.au) บอกว่าโดยปกติแล้วเราจะไม่ลูบไล้ตัวเองหรอก การช่วยตัวเองระหว่างหลับอาจเกิดขึ้นได้ แต่นั่นเรียกว่า sexomnia ซึ่งเป็นการละเมออย่างหนึ่งที่ครอบคลุมตั้งแต่การลูบจับตัวเองไปจนถึงมีเซ็กซ์ระหว่างหลับ สเปียริ่งส์เสริมอีกว่า “เรามีออกัสซั่มจากความฝันเรื่องเซ็กซ์ได้แม้จะไม่ต้องสัมผัสตัวเองเลยก็ตาม สำหรับผู้ชาย มันก็คือฝันเปียกค่ะ กับผู้หญิงก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน”

7. ทำไมบางคนถึงร้องตะโกนโหยหวนออกมาระหว่างมีเซ็กซ์?

บางครั้งเราก็สงสัยนะว่าเซ็กซ์เปลี่ยนนิสัยได้ใช่มั้ย มันทำให้ผู้ชายแสนดีสุดสวีทคนนั้นกลายเป็นดาราหนังเอ๊กซ์ได้ในพริบตา เรื่องนี้อธิบายได้ว่าความจี๊ดในร่างกายที่เขารู้สึกตอนออกัสซั่มมันเกิดขึ้นในสมองด้วย สเปียริ่งส์อธิบายว่า “เปลือกสมองส่วนหน้ามีหน้าที่เกี่ยวกับการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและคาดการณ์ผลที่กำลังจะเกิดขึ้น ระหว่างออกัสซั่ม สมองเราจะเหมือนคนที่กำลังเสพเฮโรอีนอยู่ เราจะไม่เป็นตัวของตัวเอง เมื่อระยะนั้นผ่านไป สมองก็จะกลับมาทำงานอีกครั้ง บางคนอาจรู้สึกเสียใจว่าไม่น่าพูดอะไรออกไปโดยไม่ทันคิดระหว่างมีเซ็กซ์เลย”

8. ถ้าผู้ชายกินสับปะรดเข้าไปแล้วน้ำของเขาจะรสชาติเปลี่ยนมั้ย?

เรื่องนี้วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ฟันธง (ยังไม่มีใครกล้าทดลองชิมอ่ะ พูดเลย) แต่มีหลักฐานที่บอกว่ามันจะทำให้รสชาติน้ำของผู้ชายหวานขึ้น ดร.โกลด์สตีนบอกว่า “สุขภาพร่างกายส่งผลต่อน้ำอสุจิของผู้ชายโดยตรงค่ะ ถ้าเขาดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ มันจะทำให้น้ำอสุจิของเขามีรสชาติแปลกไป”

9. “pansexual” หมายถึงอะไร?

สเปียริ่งส์อธิบายว่า “pansexual หรือ omnisexuality หมายถึงการชอบคนคนนึงโดยที่ไม่สนว่าคนนั้นเป็นเพศอะไร เขาจะเปิดกว้างรับคนได้จากทุกเพศ และก็ไม่จำกัดตัวเองด้วยว่าเป็นเพศไหน ซึ่งจะต่างจากไบเซ็กชวลที่จะเลือกชอบผู้ชายหรือผู้หญิง เพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น”

10. มีผลข้างเคียงของการใช้ไวเบรเตอร์มั้ย?

ข้อเสียอย่างเดียวอยู่ที่สารที่ใช้ผลิตไวเบรเตอร์เครื่องนั้น ดร.โกลด์สตีนบอกว่า “บางเครื่องใช้พาทาเลตซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้เพิ่มความอ่อนตัวในผลิตภัณฑ์ มันเป็นสารก่อมะเร็งและถูกห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเด็กและของเล่น แต่เนื่องจากเซ็กซ์ทอยไม่ได้อยู่ในขอบข่ายนี้ ก็เลยยังมีการใช้อยู่” เวลาเลือกซื้อก็ให้ดูที่เขียนว่าไม่มีพาทาเลตก็แล้วกัน

11. เราชอบผู้ชายนะ แต่ทำไมชอบฝันว่ามีเซ็กซ์กับผู้หญิงล่ะ?

ดร.คาสบอกว่ามันไม่เกี่ยวกับว่าเราชอบเพศไหนหรอก แต่เป็นเรื่องของทัศนคติที่เปิดกว้างในเรื่องเซ็กซ์ของผู้หญิงมากกว่า “มีการวิจัยที่แสดงว่าผู้ชายกับผู้หญิงมีปฏิกิริยาต่างกันเวลาดูสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับเซ็กซ์ ผู้หญิงนั้นจะอยากรู้อยากเห็นมากกว่าและไม่ตัดสินใคร เราเลยถูกปลุกเร้าได้ด้วยหลายสิ่ง เช่นมีอารมณ์จากการเห็นผู้หญิงสองคนหรือผู้ชายกับผู้หญิงมีเซ็กซ์กัน แต่ไม่ได้อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในเซ็กซ์นั้นด้วย” ดร.คาสบอก แล้วเพิ่มเติมว่า “การกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชายจะเกิดจากคน/สิ่งของ/สถานการณ์ที่ทำให้เขาเกิดอารมณ์เท่านั้นเอง ผู้ชายที่เป็นชายแท้จะไม่เคยมีแฟนตาซีเกี่ยวกับผู้ชายสองคนมีเซ็กซ์กัน แต่การคิดถึงผู้หญิงสองคนมีเซ็กซ์กันเป็นเรื่องธรรมดาโดยที่มีเขาอยู่ตรงนั้นในกิจกรรมนั้นด้วย”

12. ตอนมีเซ็กซ์ทำไมชอบตดปู้ดทุกที?

มันเป็นเพราะช่องคลอดอยู่ในแนวเดียวกับทวารหนักและลำไส้ ระหว่างมีเซ็กซ์ แรงกดอาจทำให้เกิดการปล่อยลมได้ วาเนสซ่า ทอมป์สัน นักวิจัยด้านเซ็กซ์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ (nswsexologyservices.com.au) บอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ

13. ทำไมบางวันน้ำของผู้ชายถึงข้นกว่าวันอื่นๆ

เนื้อของน้ำอสุจิของผู้ชายเป็นตัวบอกว่าเขาหลั่งน้ำอสุจิครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ถ้าเขาเพิ่งมีกิจกรรมไปเมื่อไม่นานมานี้ น้ำของเขาก็จะใส แต่ดร.ฟอกซ์บอกว่ามันไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้เลยว่าเขามีอารมณ์มากเท่าไหร่หรือสมบูรณ์แค่ไหน ปริมาณที่ออกมาอาจมีตั้งแต่ 1.5 มล.จนถึง 6 มล. หรือ 1/3 ของช้อนชาไปถึง 1 ช้อนชานิด ๆ

14. ทำไมบางครั้งคลิตอริสก็ไร้ความรู้สึก?

เมื่อกี๊ยังเสียวซ่านอยู่ แล้วอยู่ดี ๆ ก็ไม่รู้สึกอะไรเลยซะงั้น ดร.คาสเลยอธิบายให้ฟังว่า “ต่อมคลิตอริสมีหมวกที่ปกป้องปลายประสาท 6,000-8,000 เส้นจากอันตราย เพื่อให้เราสุขสมมากขึ้น หมวกนี้จะหดตัวลงเมื่อถูกปลุกเร้า แต่ประสาทจะเซ็นซิทีฟมาก ถ้ามันถูกกดหรือสัมผัสเป็นเวลานานมันจะตอบโต้โดยการชา คุณแก้ได้โดยการเปลี่ยนไปสัมผัสส่วนอื่นของร่างกายจนกว่าอาหารชาจะหายไป”

15. ทำไมความเจ็บปวดถึงทำให้รู้สึกดี?

เพราะความเจ็บปวดกับความสุขเกิดมาจากตัวรับความรู้สึกตัวเดียวกัน ความแตกต่างมันอยู่ที่เหตุการณ์แวดล้อม เฮลเยอร์บอกว่า “ถ้ามีคนตบก้นคุณแรง ๆ คุณก็จะเจ็บ แต่ถ้าคุณอยู่กับแฟน กำลังจูบและลูบไล้กัน แล้วเขาตบคุณที่ตรงจุดเดียวกัน สำหรับผู้หญิงหลายคนจะเทิร์นออนมากค่ะ เพราะเธอไว้ใจผู้ชายที่อยู่กับเธอด้วย”

ขอบคุณ : CLEO Thailand

 

ท้าทายความกล้า ปีนหน้าผาจำลองแนวใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2558 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/407269

ท้าทายความกล้า ปีนหน้าผาจำลองแนวใหม่

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

สิ้นปี ไม่สิ้นไฟ ไม่สิ้นพลังและความสนุก วันนี้ขอท้าเหล่าคนกล้าผู้รักความสูงและความเสียวไปปีนหน้าผาจำลอง ที่ บ๊าวซ์ ประเทศไทย หรือ บริษัท เบ๊าซ์อิงค์ (ประเทศไทย) ผู้บริหารแทรมโพลีน อารีน่า ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ที่ เดอะ สตรีท ถนนรัชดาภิเษก ใครรู้ตัวว่ากล้า ท้าทายตัวเองด้วยการปีนให้ถึงยอด 24 ด่านหน้าผาจำลอง คลิปแอนด์ไคลมบ์ (Clip ’n Climb)

สุรเชษฐ์  มุ้งทอง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท  คิวเอส  รีเทล (ประเทศไทย) ในฐานะผู้บริหารบ๊าวซ์ ประเทศไทย เล่าถึงคลิปแอนด์ไคลมบ์ว่า เป็นโซนปีนป่ายภายในร่มใหม่ล่าสุดที่ส่งตรงจากประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีด่านหรือหน้าผาจำลองที่ท้าทายความสูงรูปทรง 3 มิติหลากสีสันถึง 24 ด่าน ในระดับความสูงสุดถึง 8.6 เมตร

 

ผู้ชื่นชอบการป่ายปีนผาห้ามพลาด เพราะนี่คือรูปทรงที่แตกต่าง ขณะเดียวกันก็ท้าทายผู้ปีนป่ายในทุกระดับอายุ ทุกประสบการณ์ ความสนุกสุดขีดมาพร้อมความปลอดภัย คลิปแอนด์ไคลมบ์ใช้ระบบอุปกรณ์ออโต้เมติค บีเลย์ รุ่นท็อปทรูบลู ซึ่งเป็นระบบเบรกที่ดีที่สุดตามมาตรฐานการปีนเขาขั้นสูง ผู้ปีนสามารถควบคุมการหยุดด้วยตัวเอง

สุรเชษฐ์ เล่าว่า หน้าผาจำลองของบ๊าวซ์ใช้ธีมกำแพง ประกอบด้วยหน้าผาจำลองรูปทรง 3 มิติสีสันแนวสีลูกกวาด สีสันสดใสก็จริง หากด่านต่างๆ ไม่ง่ายเหมือนที่เห็น การออกแบบเน้นให้มีความต่างของระดับความยากถึง 3 ระดับ เล่นได้ทุกวัยทุกระดับความสามารถ ทั้งแบบกลุ่มและแบบเดี่ยว

 

จากนี้ขอนำสู่ 24 ด่านท้าทายความสูง ทั้ง 24 ด่านตั้งอยู่บนพื้นที่ 255 ตารางเมตร (จากพื้นที่ทั้งหมด 5,600 ตารางเมตร) แต่ละด่านดึงดูดความท้าทายแตกต่างกัน ขอยกมาเพียง 3 ด่านที่โดดเด่น 1.เวอร์ติคอล ดร็อป สไลด์ (Vertical Drop Slide) 2.สแตร์เวย์ ทู เฮเว่น (Stairway to Heaven) และ 3.ลีพ ออฟ เฟธ (Leap of Faith)

สำหรับเวอร์ติคอล ดร็อป สไลด์ ความสูง 8.4 เมตร ผู้เล่นต้องสวมใส่ชุดชูชีพ ซึ่งออกแบบเป็นพิเศษ และหมวกนิรภัย เมื่อผู้เล่นพร้อมให้จับแฮนด์ โดยหันหน้าออกและหลังแนบกับสไลด์ แฮนด์ จะดึงผู้เล่นไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ใจสู้ได้ที่ระดับไหนก็ปล่อยมือเพื่อสไลด์ลงได้ทันที ว้าว!

 

ด้าน สแตร์เวย์ ทู เฮเว่น เป็นเสาสูง 5.5 เมตร ต้องใช้ทักษะการทรงตัวเดินก้าวขึ้นจากเสาที่เตี้ยที่สุดจนถึงเสาที่สูงที่สุด จากนั้นขอเชิญต่อที่ “ลีพ ออฟ เฟธ” ความสูง 7.2 เมตร เป็นการท้าใจปีนขึ้นที่สูงและวัดใจต่อด้วยการกระโดดเกาะแท่งนวมสีเหลือง ห้อยโหนให้ระทึกสุดๆ ไปเลย!

นอกจากนี้ ยังมีด่านการปีนอื่นๆ ที่หวาดเสียวไม่แพ้กัน เช่น แอสโทรบอล (Astroball) 7.2 เมตร มี 3 ด้าน และเล่นได้ 3 คนพร้อมกัน เฟซทูเฟซ (Face to Face) 8.4 เมตร สำหรับ 2 คนประลองฝีมือกันบนหน้าผาอะครีลิกใส กระตุ้นแต่ละฝ่ายพยายามรุดหน้าไปให้เร็วกว่าคู่แข่ง ต่างฝ่ายมองเห็นการปีนของอีกฝ่ายได้ ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศสำหรับการชิงชัยตัวต่อตัว

 

ดาร์กทาวเวอร์ (Dark Tower) 7.2 เมตร ปีนหน้าผาในช่องมืดจำลองค่ำคืนราตรี นักไต่ต้องปีนตามเส้นแสงนำทางด้วยความช่วยเหลือของแสงจากหลอดยูวี เป็นการผจญภัยแนวดิ่งที่ต้องใช้ความกล้าอยู่ในที่มืด มีสมาธิ และการตัดสินใจที่เฉียบคม จึงจะไปถึงยอดสูงสุดได้

ใครชอบกิจกรรมแนวแอ็กชั่นที่โอบล้อมด้วยสีสันและแสงสาด ความแข็งแกร่งที่ต้องเอาชนะใจตัวเอง วัดใจและวัดกำลังของตัวเอง ขอเชิญมาปีนความสูงชันของยอดผาแห่งนี้ได้ ณ บ๊าวซ์ สนใจรายละเอียด www.bounceinc.co.th