การปฏิรูปสังคม… ในยุคสังคม (โลก) ปฏิรูป จะคิดแก้อย่างไร!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2558 เวลา 15:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/390549

การปฏิรูปสังคม... ในยุคสังคม (โลก) ปฏิรูป จะคิดแก้อย่างไร!?

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา …โลกกำลังโกลาหล พายุกำลังพัดผ่านพื้นที่ต่างๆ คลื่นใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นในมหาสมุทร… ฝนตกหนักน้ำท่วม… เกิดความแห้งแล้งไปทั่ว… มนุษย์กำลังเตรียมอาวุธเพื่อประหัตประหารกัน… เศรษฐกิจย่ำแย่… ทรัพยากรทางธรรมชาติกำลังย่อยสลาย…

จากเรื่องราวต่างๆ ที่ก่อตัวขึ้นเป็นกระแสข่าว พัดผ่านไปในหมู่ชนเพื่อได้รับรู้ข่าวสาร ล้วนแล้วแต่เป็นทางลบมากกว่าข่าวสารเชิงบวก วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ข่าวสารเหล่านี้ก็หมุนวนเป็นไปเช่นนี้ จะหนักบ้าง เบาบ้าง นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่ข่าวสารก็ยังดำเนินไปตามทิศทางของมัน เพื่อรายงานสภาวธรรมที่ผุดปรากฏตามเหตุปัจจัยที่จุดก่อขึ้น

วันนี้ของสังคมโลกเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน จึงทำให้เกิดการทำลายวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และความเห็น ด้วยเกิดการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ความรู้ ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการรู้เห็นเชิงประจักษ์ชัดแจ้งแดงแจ๋ในทุกๆ เรื่อง จึงเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ล้อกระแสสังคมขึ้น…นั่นเป็นการเรียนรู้และเป็นการลอกรู้ที่เป็นพฤติกรรมจำเพาะของหมู่ชนชาวโลก…

ชีวิต… สังคม… และศาสนา ที่ถูกจัดความสัมพันธ์อยู่ในแกนเอ็กซ์-วายตลอดมา จึงมองเห็นค่าความปกติอันเป็นไปตามธรรมได้ไม่ยาก …การจัดระบบชีวิตสัมพันธ์กับสังคมโดยอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนานั้นจึงเป็นไปได้อย่างเป็นปกติ… วิถีการดำเนินชีวิตของความเป็นสัตว์สังคมจึงดูเรียบง่าย… เข้าใจง่าย และพูดจากันรู้เรื่องแบบง่ายๆ แค่เพียงยกนรก สวรรค์ บาป บุญ ขึ้นมากล่าวอ้าง ก็สามารถกำกับหมู่ชนให้คล้อยไปในทิศทางธรรมตามหลักศาสนาได้ไม่ยาก… ชีวิต สังคม จึงเรียบง่าย สงบ มีความสุขสบาย ด้วยการดำเนินไปตามหลักศาสนา ที่มุ่งให้เกิดการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ เพื่อการสร้างดุลยภาพให้เกิดมีขึ้นต่อชีวิตและสังคม

ซึ่งแตกต่างกับ ชีวิต… สังคม… และศาสนา ในยุคดิจิทัล (ไอที) ที่เกิดการอนุวัตชีวิตไปตามกระแสโลก ที่สร้างภาวะทับซ้อนสภาวธรรม… สร้างมายาปกปิดมายา แตกไลน์ไปสู่แกนต่างๆ จนยากจะจัดความสัมพันธ์ของชีวิต… สังคม… ให้เป็นไปตามหลักศาสนาได้… ด้วยความซับซ้อนของจิตวิญญาณในสัตว์สังคม ที่ยากจะเข้าใจ… ยากที่จะอ่านค่าปกติได้เหมือนเดิม ไม่ว่าในความวิปลาส… ความวิบัติ

ดังปรากฏกระแสข่าวให้เกิดการลอกเรียนรู้กันในโซเชียล มีเดีย เนื่องในยุคโลกไร้พรมแดน การอุบัติความวิบัติเชิงลึก การปรากฏการแสดงออกถึงความวิปลาสเชิงซ้อน จึงเกิดปรากฏขึ้นแผ่กว้างไปทั่ว และยังไม่มีท่าทีว่า… อำนาจใดจะหยุดยับยั้งกระแสแผ่กระจายของมันได้ แม้แต่หลักศาสนาที่เคยทรงอิทธิพลต่อการสร้างดุลยภาพให้กับโลกนี้…

…เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ต่างๆ ในประเทศเรา ในบริบทของสังคมยุคไอที ย่อมได้รับผลกระทบเพื่อการย่างเข้าสู่การปฏิรูปสังคมใหม่ อันสามารถดำเนินไปบนถนนแห่งความจริงที่ปรากฏสู่สถานการณ์ดังในปัจจุบัน

การดำเนินชีวิตอย่างมีธรรมะ… การยึดมั่นในหลักศาสนาอย่างเข้มแข็ง ด้วยการศึกษาปฏิบัติอย่างจริงจัง การจัดการศึกษาเพื่อชีวิตที่มุ่งสร้างคุณธรรมนำความรู้ จึงเป็นภาระความรับผิดชอบของภาคสังคมและประเทศชาติ ที่จะต้องดำเนินไปอย่างหลักธรรม เป็นบรรทัดฐานของสังคม ที่จะต้องปฏิรูปตัวเองอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้บนกระแสโลกาภิวัตน์ หากสังคมไม่ละทิ้งหลักธรรมในศาสนา ก็ไม่น่าเป็นห่วงต่อการปฏิรูปสังคมใหม่… ไม่ว่าจะผ่านเข้าสู่ยุคใดๆ …ด้วยธรรมย่อมคุ้มครองรักษาสังคมที่ประพฤติธรรมเสมอ!

เจริญพร

 

ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง งานที่รักและผูกพันกับต้นไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2558 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/407591

ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง งานที่รักและผูกพันกับต้นไม้

โดย…ปอย  ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

บนที่ดินที่เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มครึ้มราว 4 ไร่ ริมแม่น้ำท่าจีน จ.นครปฐม ท่ามกลางบรรยากาศสวนสวยสไตล์อังกฤษ หลายคนที่ชื่นชอบต้นไม้และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแสนสงบเงียบ ล้วนรู้จักกันสวนแห่งนี้กันดี สวนสวยที่ชื่อว่า Little Tree ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง เจ้าของ ก็เป็นที่รู้จักในฐานะนักจัดสวนแถวหน้า แล้วถ้าใครต้องการจัดอีเวนต์ชิกๆ เก๋ๆ ในแนวคิด “กรีน”  ก็เป็นต้องนึกถึงฝีมือการเดกคอเรตงานในธีมอิงธรรมชาติของผู้ชายมาดเนี้ยบคนนี้ ผู้สร้างผลงานได้มีเอกลักษณ์ชัดเจนที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งจุดกำเนิดของผลงานทั้งหมดอยู่ที่สวนขนาด 4 ไร่ ภายในบริเวณบ้านริมแม่น้ำนครชัยศรีแห่งนี้เอง

“บ้านและงาน ณ ตรงนี้ ไม่ได้เกิดจากความฝันยิ่งใหญ่อะไรเลยนะครับ ผมทำด้วยเป็นหน้าที่มากกว่า หน้าที่ในการรักษามรดกที่ดินของบรรพบุรุษ 4 ไร่ริมน้ำ ไว้ให้ได้บรรยากาศร่มรื่นเขียวครึ้มในแบบวันนี้”  ศิริวิทย์ เริ่มต้นสนทนาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก็ยิ่งเพิ่มความสดชื่นให้กับบรรยากาศรื่นรมย์ได้อีกมากมาย ต้นเฟิร์นพรรณไม้ประจำบ้าน และกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของลิตเติ้ลทรี เพิ่มความเย็นชื่น ต้นไม้ยืนต้นใหญ่รับลมจากแม่น้ำท่าจีนพัดเอื่อยๆ บรรยากาศที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ก็สูดอากาศได้เต็มปอดแล้ว

ธรรมชาติคือมรดกชิ้นงาม

พี่น้องทุกคนเกิดและเติบโตที่นี่ ครอบครัวเราจึงมีความผูกพันกับต้นไม้ สายน้ำ และการอาศัยอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวใหญ่ ศิริวิทย์ เล่าว่า ถ้าให้ถามถึงจุดเริ่มต้นกับการรับทำงานคิดธีมงานในสไตล์กรีน น่าจะเป็นเส้นทางที่ถูกลิขิตไว้แล้ว เป็นการงานที่ไม่ได้ร่ำเรียนจากสถาบันใดเลย

 

“ผมรับทำอีเวนต์ในแนวคิดกรีนมาร่วมสิบปีแล้วครับและวันนี้งานเยอะมากจนล้นมือ ชีวิตคนในเมืองนับวันก็ยิ่งโหยหาต้นไม้สีเขียว อยากใกล้ชิดธรรมชาติ  คนที่มาจ้างผมทำงานจึงมีทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดังๆ หรืออีเวนต์เปิดตัวตึก งานเปิดตัวที่พักอาศัยในแบบคอนโดมิเนียม ก็จะมีโจทย์ให้เราคิดรูปแบบงานที่ยกสวนสวยๆ เข้าไปไว้ในงาน ยกสวนเข้าไปไว้ในตึกสูงๆ กลางกรุง

ผมไม่ได้ร่ำเรียนมาทางการจัดแลนด์สเคปเลยนะครับ แต่เริ่มต้นที่เมื่อเราพี่น้องสามคนรับมรดกมาจากคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเป็นเกษตรกรปลูกกล้วยไม้รายย่อมใน จ.นครปฐม พวกเราจึงควรมีหน้าที่สานต่อพัฒนาที่ดินตรงนี้จากรุ่นสู่รุ่น แต่ถ้าให้เป็นเกษตรกรสืบทอดงานจากพ่อแม่ ก็ดูว่าจะหนักหนาเกินไปนะครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) พ่อแม่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะให้เราทำฟาร์มกล้วยไม้ต่อจากท่านแบบเต็มตัว เพราะท่านบุกเบิกมาก็เข้าใจนะครับว่าชีวิตชาวสวนในเมืองไทยจะอย่างไรก็ไม่สบายนัก ลูกๆ ทุกคนก็ร่ำเรียนจบปริญญาตรี ก็คงไม่มีใครมาคลุกคลีเป็นชาวสวนเต็มตัว

สวนลิตเติ้ลทรี มีจุดเริ่มต้นจากพี่สาวของผมซึ่งเรียนจบมาจากต่างประเทศ แล้วอยากเปิดโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนดนตรีที่เธอรัก ณ ที่ดินตรงนี้ ผมจึงเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการตกแต่งโดยใช้รสนิยมตัวเองล้วนๆ เลยครับ (บอกโดยไม่ลืมรอยยิ้มสดชื่น) เราอยากได้อะไรก็ทำแบบนั้นเลย  ผมรักต้นไม้มาก  ผมอยากให้รอบบ้านมีต้นไม้ต้นใหญ่โตครึ้มๆ ก็เริ่มปลูกต้นจามจุรีเพราะชอบรูปทรงที่สง่างามของต้นไม้ต้นนี้มาก

 

แล้วการตกแต่งบ้านนี้เองครับ ก็ลองถ่ายรูปบ้านรูปสวนของเราส่งไปประกวดกับนิตยสารเล่มหนึ่งและได้รางวัล ก็เริ่มมีคนสนใจติดต่อมาอยากได้สวนแบบนี้บ้าง ก็ทำให้ผมตัดสินใจรับงานจัดสวนอย่างเต็มตัว งานอีเวนต์โจทย์ใหม่ก็ทยอยตามมาอีกเรื่อยๆ ได้ทำงานใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับครอบครัว  ได้ดูแลต้นไม้”  ศิริวิทย์ เล่าย้อนไปถึงที่มาที่ไปของสวนที่นับเป็นโอโซนริมแม่น้ำท่าจีน

“คนมาชมสวนตอนนี้ก็เป็นลูกค้าร้านกาแฟมาชิมเบเกอรี่ฝีมือคุณแม่ เราทำเป็นคาเฟ่มุมเล็กๆ ครับ ทำให้เด็กๆ ที่มาเรียนภาษา เรียนดนตรีได้มีอะไรกินกัน แล้วร้านก็ขยายมาเรื่อยๆ นะครับ จากกาแฟขนมเค้ก ก็มีอาหารไทยเราคิดเมนูในแบบโฮมเมดตามมาให้ลูกค้าที่ชมสวน ก็มีที่พักมีที่กินอาหาร” ศิริวิทย์ กล่าว

ธรรมชาติช่วยบำบัดจิตใจ

นักจัดสวนมือทองที่มีคิวรอยาวข้ามปี ไม่นับงานอีเวนต์ที่มีสินค้าชั้นนำมากมายเลือกใช้บริการ ของ “วิทย์-ลิตเติ้ลทรี” ล่าสุด ผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในแบรนด์ดัง ซึ่งออกแบบโดยใช้วัสดุผ้าฝ้ายธรรมชาติ ก็เลือกสวนริมน้ำแห่งนี้เป็นสถานที่จัดงานเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ และมีกิมมิกการจัดงานโดยเชื้อเชิญเซเลบคนดังร่วมงานจัดสวนขวด Terrarium จำลองระบบนิเวศของต้นไม้จิ๋วไว้ในขวดแก้วใสแจ๋ว สวนขวดกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในเวลานี้

 

“สวนขวดนับเป็นตัวบอกได้เลยนะครับ ว่าวันนี้คนเราโหยหาธรรมชาติมากขนาดไหน ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีเกือบสิบงานที่ให้เราไปสอนแขกในงานจัดสวนขวด สวนเล็กๆ ฝนขวดแก้วตั้งไว้ที่โต๊ะทำงานได้ ตั้งไว้ในห้องน้ำ ห้องนอน ที่แสงแดดส่องถึงได้ ต้นไม้ก็เติบโตได้ ทำให้คนเมืองสัมผัสธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง คนมาเที่ยวที่สวนลิตเติ้ลทรีก็ซื้อต้นไม้เล็กๆ กลับไปด้วยเกือบทุกคนเลยนะครับ

วันนี้คนที่จัดบ้านเก๋ๆ ก็กล้าที่จะปลูกต้นไม้ไว้ในบ้านแล้วครับ เพราะผมจะแนะนำวิธีการคิดใหม่ๆ เช่น ใช้ไม้เลื้อย เช่น เหลืองชัชวาลย์
ปลูกไว้คลุมหลังคาอีกชั้นหนึ่ง คนมานั่งกินข้าวในกลาสเฮาส์ที่นี่ ก็ขอความรู้ว่าปลูกต้นนั้นต้นนี้อย่างไร ออฟฟิศของผมเป็นตึกแถวใน อ.สามพราน ผมก็ปลูกต้นไม้ยืนต้นได้ในตึก ต้นไม้ต้นใหญ่เลยนะครับ อายุก็เกือบๆ สามปีแล้ว”   ศิริวิทย์ กล่าว

ธรรมชาติช่วยบำบัดจิตใจ ศิริวิทย์ กล่าวย้ำ ต้นไม้ให้ความครึ้มรอบๆ บ้านร่มเย็น เป็นบรรยากาศที่แตกต่างกับรอบๆ ข้างในละแวกนี้ที่ยังไม่มีต้นไม้ใหญ่เขียวครึ้มเท่าสวนแห่งนี้

“สิ่งที่ผมอยากทำในเวลานี้ คือปลูกต้นไม้ให้แก่สังคมครับ ผมเคยไปออกรายการหนึ่งแล้วบอกว่า วัดที่ไหนถ้าอยากได้สวนสวยๆ ผมจะไปช่วยจัดตกแต่งให้ฟรีๆ โดยไม่คิดค่าตัวเลย ผมมีหลักในการใช้ชีวิตตรงนี้คือถ้าทำอะไรแล้วมีความสุข ผมจะทำสิ่งนั้นและเผื่อแผ่ให้แก่คนรอบๆ ข้างด้วย ผมชอบไปวัดและเข้าใจนะครับว่าทำไมคนรุ่นใหม่จึงไม่ชอบไปวัด เพราะไปแล้วมันไม่บรรยากาศที่รื่นรมย์เลย เพราะวัดวาอารามทุกวันนี้ก็เน้นปลูกสร้างวัตถุมากกว่าปลูกต้นไม้

 

ผมเคยพูดผ่านรายการหนึ่งที่ผมรับเชิญไปพูดเรื่องการปลูกต้นไม้ ว่าอยากปลูกต้นไม้ให้วัดต่างๆ ทางกลุ่มบิ๊กทรี ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์ให้ช่วยกันอนุรักษ์ไม้ใหญ่ในเมือง ก็ติดต่อให้ผมร่วมโครงการปลูกต้นไม้ในวัดใหญ่ในกรุงเทพฯ ผมก็ไปร่วมงานกับบิ๊กทรีปลูกต้นไม้ในวัดได้ 2-3 แห่งแล้วครับ

หลายๆ คนบอกว่าชีวิตผมน่าอิจฉา เป็นงานในฝันของใครหลายๆ คน ได้ทำงานมีบ้านอยู่ท่ามกลางธรรมชาติสวยๆ (บอกพลางหัวเราะสดชื่น) แต่ผมทำโดยไม่ได้มีความฝันใหญ่โตอะไรเลยนะครับ ผมทำเพียงเป็นการสานต่อหน้าที่ว่าทำทุกๆ สิ่งในอย่างที่คุณก๋งเคยทำไว้และมอบมรดกชิ้นนี้ให้คุณแม่ แล้วจากรุ่นแม่มาถึงรุ่นผม ก็มีโจทย์สานต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้ต้นไม้ยังร่มครึ้มคงอยู่และเติบโตต่อไป สิ่งที่ผมโชคดีคือได้ทำงานที่เป็นความสุขของครอบครัว ทุกคนรักต้นไม้ มีความผูกพันที่มีต่อสวนแห่งนี้อย่างเต็มเปี่ยม แต่งานที่มีคุณค่าก็ต้องสร้างความสุขให้แก่
ตัวเองและให้คนรอบข้างด้วยนะครับ

ผมฝันปลูกต้นไม้ให้ใหญ่โตเพิ่มพื้นที่รอบๆ บริเวณนี้ ก็พยายามขยายหาซื้อที่ดินรอบๆ บ้าน ปลูกต้นไม้ให้เติบโตต่อไปอีก”  ศิริวิทย์ กล่าว

Happy Gardener  คือนิยามของสวนแห่งนี้ ทุกวันนี้ ศิริวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายพร้อมเสียงหัวเราะว่า เขาเลือกใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์สุดฮิตในตอนนี้ก็ว่าได้ ปลูกผัก เลี้ยงไก่กินไข่ได้เองในบ้านริมน้ำแห่งนี้ และเป็นที่มาขอตลาดนัดเล็กๆ ที่เป็นการรวมสินค้าพืชผักออร์แกนิก สินค้าเน้นไอเดีย สินค้าทำมือ ซึ่งตลาดครั้งล่าสุดนี้ ธีมคือผ้ามัดย้อม ก็จะมีหลายร้านผ้ามัดย้อมโดยพ่อค้าแม่ค้าเด็กๆ วัยรุ่นหน้าใส  ร้านเซรามิก ร้านผ้าปัก ร้านกระเป๋า รองเท้าแฮนด์เมด ก็นับเป็นแหล่งรวมตัวของคนคอเดียวกัน มีรสนิยมเดียวกัน คือหลงใหลในธรรมชาติอย่างแท้จริง

 

ฝันอีกขั้นของ บี-สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว บนเวทีบรอดเวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2558 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/407425

ฝันอีกขั้นของ บี-สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว บนเวทีบรอดเวย์

โดย…นกขุนทอง  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ช่วงปลายปี บี-สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว มักมีเพลงใหม่ออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังพร้อมเต้นตามกันอย่างสนุกสนาน ปีนี้ก็ไม่พลาดเช่นเคย ส่งเพลง กินข้าวยัง? มาทักทายแฟนๆ ด้วยความรู้สึกผูกพันห่วงใย ตอนนี้มียอดวิวในยูทูบทะลุ 1 ล้านวิวแล้ว ซึ่งเพลงนี้หลายกระบวนการ ทำที่เมืองซีแอตเทิล สหรัฐ ระหว่างที่บี้กำลังแสดงละครเวที วอเตอร์ฟอลล์ เดอะ มิวสิคัล เมื่อสิ้นสุดภารกิจตรงนั้น เท้าเหยียบพื้นเมืองไทยเพียง 2 วัน บี้ก็พร้อมเข้าห้องอัดได้ทันที

“เรื่องเพลงเป็นเรื่องที่เราไม่ทิ้งอยู่แล้วครับ แล้วเจ้านาย (บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ) ก็อยู่ตรงนั้นด้วยก็คุยได้โดยตรง ผมอยากทำอย่างนั้น ก็เริ่มคุย ผมใช้เวลาว่างอย่างตอนนั่งกินข้าว กลางคืนเลิกงานมาดึกๆ นั่งมองฟ้ามองดินก็คิดนั้นนี่ไป อย่างช่วงเช้าตื่นมาในอารมณ์สบายๆ ก็ค่อยๆ คิดไป เพราะผมอยากให้เพลงออกช่วงปลายปี มีเพลงเร็วไว้ใช้ตอนปีใหม่ ผมทำงานมา 9 ปี จะมีเพลงปล่อยช่วงนี้ตลอด ปีนี้ก็ไม่อยากพลาด อย่างนั้นเราก็ต้องเริ่มทำเพลงที่อเมริกานั้นแหละ ก็มีงานคุยกันผ่านทุกช่องทางโซเชียลกับทีมงานที่ไทย ก็รวมใช้เวลาประมาณ 3 เดือน”

ในที่สุดบี้ก็ได้เพลง กินข้าวยัง? คอนเซ็ปต์มาจากการทักทายห่วงใย ยิ่งใช้ชีวิตในต่างแดนการทักทายแบบนี้ให้ความหมายที่กินใจ

 

“ช่วงทำงานที่อเมริกา ฝรั่งเขาถามไถ่เราแค่ปัญหาแก้จบก็ต่างคนต่างทำหน้าที่กันไป ไม่มาใส่ใจอะไรกันมากมาย ทักทายกันก็ ฮาว อาร์ ยู จบ มันทำให้นึกถึงบรรยากาศในบ้านเรา ไปไหนก็ทักทายกันยิ้มแย้ม สวัสดี สบายดีไหม กินข้าวยัง เป็นการใส่ใจ ถามไถ่เราไปในตัว เป็นการห่วงใยแบบไทยๆ ก็เลยลงตัวที่คอนเซ็ปต์นี้ความหมายดีด้วย ส่วนเรื่องท่าเต้นก็หัดที่อเมริกา มีคนออกแบบให้แล้วปรับแก้กันนิดหน่อย มีท่าโจ๊ะๆ สลับขาแล้วชี้ มิกซ์กันระหว่างท่าเต้นสนุกแบบไทยกับฝรั่ง ดนตรีแนวป๊อปแดนซ์แต่ใส่กลิ่นอายของเมโลดี้ไทยเดิมลงไปให้ความรู้สึกคิดถึงเมืองไทย”

แม้ช่วง 1-2 ปีนี้ ไม่ค่อยอยู่เมืองไทย แต่บี้ก็พยายามมีผลงานเพลง ละคร ออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกันคั่นเวลาบ้าง แม้ว่างานละครเวทีที่ได้รับมอบหมายนั้นจะยากยิ่ง จนถึงวันนี้ที่การเดินทางได้สิ้นสุดลง หลังจากแสดงที่เอลเอ 3 เดือน ซีแอตเทิล 3 เดือน รวมเกือบร้อยรอบการแสดง

“อยู่เมืองนอกได้ประสบการณ์ชีวิตที่ดี แต่แลกมาด้วยความลำบากเหมือนกัน มีท้อ แต่ว่าถอยไม่ได้ ต้องต่อไปข้างหน้า คำติก็รับมาเยอะ คำชมก็มาก อย่างเวลาแสดงมีกระแสไม่ดี เราประชุมกันแล้วแก้ทันทีเลย บทเหมือนกันครับปรับได้ตอนนั้นเลย

 

คือเขาเอาที่ดีที่สุด อะไรไม่ดีพร้อมเปลี่ยน มีรอบกลางๆ ที่อยู่ตัว ส่วนผมเองที่โดนติมาหลายๆ ครั้ง ลูกละเอียดต่างๆ ในหลายๆ โมเมนต์ พลังานหมด อย่างสัปดาห์หนึ่งเล่น 8 รอบ รอบท้ายๆ อารมณ์ของตัวละครไม่เต็มที่ อารมณ์ไม่ถึง ซึ่งผมยอมรับครับว่าพอรอบท้ายๆ เราอ่อนแรงจริงๆ ซึ่งจุดนั้นมีนักวิจารณ์มาดู เรื่องร้องศัพท์ไม่ชัดยังไม่เท่าไหร่ เพราะเขาดูอารมณ์ดูอินเนอร์ของเราว่าถึงไหม ซึ่งเป็นช่วงแรกๆ ครับ หลังจากนั้นแสดงบ่อยซ้อมทุกวัน พลังงานก็อยู่ตัว

ข้อดีที่ฝรั่งเขาชอบ คือ เรื่องการร้อง คนอื่นร้องแบบมิวสิเคิลที่ได้ฟังในบรอดเวย์ แต่ของผมร้องป๊อปเธียเตอร์ แล้วเขาชอบสไตล์การเอื้อนของผม เขาบอกว่าแปลกดีจัง เขาไม่ค่อยได้ยินแบบนี้ แต่เวลาเราจะร้องหรือใส่ลูกเอื้อนจะถามก่อนว่าโอเคไหม มีที่โดนตัดทิ้งก็เยอะครับ ถ้าฝรั่งทั้งทีมชอบก็ผ่าน ที่เขาชอบอีกก็มีเรื่องแอ็กติ้งแบบไทยสไตล์ผม เราแอ็กติ้งให้ฝรั่งรู้เรื่องสื่อสารเป็นจังหวะ อย่างบทมีมารยาท ความนอบน้อม การเคารพนับถือผู้ใหญ่ เขาไม่เคยเห็น เขาก็ชอบในการสื่อสารของเราตรงนี้”

แม้จะเอ่ยปากว่าเป็นงานหินที่สุดในชีวิต แต่ก็คุ้มที่ได้ลอง “ผมเริ่มต้นงานนี้ 2 ปีกว่า แต่ทางพี่บอย 4 ปีแล้ว ผมเรียนแอ็กติ้ง ภาษา การร้อง เต้น มีคลาสพิเศษสัปดาห์ละ 2 ครั้งกับพี่บอย เรียนประวัติศาสตร์อเมริกา ประวัติศาสตร์ไทย เปิดละครบรอดเวย์ให้ดู มีการพัฒนามาแบบไหน เป็นอาหารสมอง เอาบทมาตีความ แล้วในคลาสมีผู้ช่วยแอ็กติ้งหนึ่งคน ครูเปียโน ครูสอนร้องเพลง ปรับแก้ในตอนนั้นตลอด ทำแบบนี้อยู่ 2 ปี จนมาช่วงไม้สุดท้ายที่ซีแอตเทิลก็ลดลงเหลืออาทิตย์ละวันที่เรียนกับพี่บอย แต่ที่ซ้อมร้องเต้นก็ยังเป็นปกติ”

 

ถึงที่สุดแล้วละครเวทีเรื่องนี้จะได้ไปถึงบรอดเวย์หรือไม่ บี้ บอกว่า ตอนนี้ทางผู้ใหญ่ดีลเรื่องธุรกิจกัน ส่วนตัวเขามาได้แค่นี้ก็ไกลเกินความคาดหมายแล้ว แต่ความฝันสุดของงานนี้ก็คือบรอดเวย์

“ไม้สุดท้ายที่ซีแอตเทิล กระแสตอบรับค่อนข้างดีมาก ปีหน้าคงได้คำตอบว่าจะได้ไปบรอดเวย์ไหม นายทุนที่มาดูเขาชอบไหม แต่ทางพี่บอยยังสู้ให้เข้าบอร์ดเวย์ให้ได้ ถ้าถามผมงานนี้เรื่องเงินเราขาดทุนอยู่แล้วครับ เพราะอยู่ในกระบวนการทดลองให้นักลงทุนมาดู ทุกเรื่องก่อนได้ไปแสดงที่บรอดเวย์ นิวยอร์ก ผ่านกระบวนการนี้หมด ถ้าเขาไม่สนใจ สต็อปเก็บกระเป๋าแยกย้ายกลับบ้าน

จริงๆ ตรงนี้เป็นความฝันของพี่บอย เราเป็นฟันเฟืองหนึ่งไปต่อยอด เราพุชไทยแลนด์ออนเดอะแมพ เหมือน มวยไทย อาหารไทย คราวนี้ก็อยากให้ละครเวทีไทยไปบ้าง ถ้าไม่ได้ไป ก็มีสองความรู้สึก เสียใจเล็กๆ ก็เราทิ้งอะไรที่เมืองไทยไปตั้ง 2 ปี เพื่อฝึกตรงนี้ เหลืออีกไม้เดียวเราก็อยากไปให้ถึง แต่ถ้าไม่ได้ต้องยอมรับความจริง เราได้ทำเต็มที่แล้ว อีกความรู้สึกประสบการณ์ที่ได้จากตรงนั้นมันหาไม่ได้ง่ายๆ ในชีวิตนี้ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกไหม ได้มาไกลถึงนี้ก็ดีมากแล้วครับ ส่วนพี่บอยจะทำเรื่องอื่นอีกไหม อันนี้ต้องรอถามหัวใจเขายังไหวอยู่ไหม”

สุดท้ายแล้ว การได้เข้าไปติดชื่อเป็นหนึ่งในนักแสดงบรอดเวย์จะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ทว่าสิ่งที่บี้ได้จากการไปแสดงเวทีที่เอมริกาก็นับเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา ณ เวลานี้แล้ว

 

ซีอีโอรุ่นใหม่อนาคตไกล ฐกร รัตนกมลพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2558 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/407267

ซีอีโอรุ่นใหม่อนาคตไกล ฐกร รัตนกมลพร

เรื่อง…วรธาร

ในปี 2559 ที่จะมาถึงให้จับตาหนุ่มคนนี้ให้ดี “กอล์ฟ” ฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) ผู้บริหารหนุ่มวัย 30 ต้นๆ ซึ่งมีงานใหญ่รออยู่ข้างหน้า นั่นคือการนำดิทโต้กรุ๊ปเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของเขา หนุ่มโสดจาก อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี คนนี้อย่างยิ่ง

เกี่ยวกับดิทโต้ (ประเทศไทย) นั้นทำอะไรเชื่อว่าหลายคนอยากรู้ ฐกร บอกว่า คือบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบบริหารจัดการงานเอกสารด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางเลือกที่ทันสมัย ภายใต้แนวคิด “ครบวงจร คุ้มค่า ประหยัด รักษ์สิ่งแวดล้อม” เป็นบริษัทหนึ่งในเครือดิทโต้กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 โดยกลุ่มพี่น้องตระกูล รัตนกมลพร โดยเขาคือน้องคนเล็กในจำนวนพี่น้อง 4 คน

“นอกจากดิทโต้จะนำเสนอระบบถ่ายเอกสารมัลติฟังก์ชั่นสมรรถนะสูงที่รวมการทำงานของเครื่องถ่ายเอกสาร พรินเตอร์ แฟกซ์ และสแกนเนอร์ไว้ในเครื่องเดียวให้เลือกหลายรุ่นตามความเหมาะสมในการใช้งานแล้ว ยังมีทีมงานที่ปรึกษาให้บริการวิเคราะห์ปัญหาด้านการจัดการเอกสารเพื่อวางรูปแบบโครงสร้างระบบเครือข่ายบริหารงานเอกสารและเครื่องใช้สำนักงานให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะราย รวมถึงเชื่อมต่อเครือข่ายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกแผนกเพื่อเพิ่มศักยภาพและความคล่องตัวในการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ” ฐกร ขยายภาพธุรกิจบริษัทให้เห็น

 

พร้อมกับเล่าย่างก้าวชีวิตตัวเองให้ฟังว่า เขาเติบโตมาในครอบครัวพ่อค้าขายเคมีเกษตรที่ จ.ชลบุรี ทำให้มีพื้นฐานด้านการขายของมาก่อน โดยช่วยพ่อแม่ในช่วงที่พี่ชายและพี่สาวมาเรียนที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งเข้าสู่มัธยมปลาย เขาจึงได้ย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ ที่เตรียมอุดม และสอบเข้าเรียนปริญญาตรีที่คณะวิศวะไฟฟ้า จุฬาฯ ก่อนที่จบมาจะเปิดบริษัท ดิทโต้ กับพี่ชาย

“ผมเลือกวิศวะไฟฟ้า จุฬาฯ เพราะตอนนั้นไฟฟ้ากำลังมา แต่วิศวะคอมพ์ปิโตรเคมีก็มาแรง ตอนที่เลือกเรียนไม่ได้ตั้งเป้าหมายธุรกิจอะไร แค่ออกมาทำงานเงินเดือนหลักแสน (หัวเราะ) แต่ว่าพอจบปุ๊บก็ไม่ได้ไปทำงานที่ไหนเลย มาเปิดบริษัทกับพี่ชายตอนนั้นพี่ลาออกจากงานพอดี ดิทโต้จึงก่อตั้งขึ้นในปี 2542”

ซีอีโอหนุ่ม เล่าต่อว่า ดิทโต้เกิดจากพี่คนหนึ่งเป็นเซลส์ขายสินค้าให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทำให้รู้จักข้าราชการ แล้วพี่เป็นคนมองเห็นโอกาส เห็นเครื่องถ่ายเอกสาร สำนักงานเครื่องเสียบ่อย เดือนหนึ่งประมาณ 7-8 ครั้ง ใช้งานไม่ได้ต้องไปถ่ายข้างนอก สร้างความลำบากให้ข้าราชการ แล้วระบบราชการเมื่อมีปัญหาการเบิกจ่ายเงินต้องเป็นระบบมีขั้นตอนชัดเจนและใช้เวลานานถ้าเครื่องเกิดเสียใช้การไม่ได้ขึ้นมา

“พี่ผมเห็นโอกาสจึงได้มาตั้งบริษัท แล้วนำเสนอเอาเครื่องมาวางแล้วให้เช่าโดยไปซื้อเครื่องมือสองจากต่างประเทศ สภาพดีมาผ่านกระบวนการซ่อมแซมปรับปรุงให้พร้อมใช้งาน เทรนทีมช่างก่อนจะนำไปวางให้เช่าเป็นรายเดือน หรือถ้าหน่วยราชการจะซื้อก็ขาย เราคิดราคาค่าเช่าแบบเหมารวมเซอร์วิสทุกอย่างในนั้น ทำให้หน่วยงานเกิดความคล่องตัวในการทำงาน ภาครัฐสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ผลตอบรับดีมาก เราทำทีโออาร์กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นที่แรกก่อนขยายไปยังหน่วยอื่นๆ”

ช่วงแรกๆ คือช่วงปี 2546-2547 เป็นช่วงที่ธุรกิจเติบโตดีมาก ทว่าธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นเปลี่ยนเร็วมาก เจ้าของต้องตามให้ทันและปรับตัวให้เร็วไม่อย่างนั้นธุรกิจอยู่ลำบาก ดีไม่ดีอาจไปไม่รอด เขากับพี่จึงนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เครื่องใหม่ที่ทันสมัยที่มาพร้อมกับแอพพลิเคชั่นและซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ทันสมัยบวกกับเซอร์วิสที่มีอยู่แล้วให้ลูกค้าก่อนที่เจ้าอื่นๆ จะมาแทนที่

“เรารู้กันอยู่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว เมื่อเปลี่ยนเราก็ต้องเปลี่ยน เครื่องเก่าไม่อาจตอบสนองความต้องการได้ครบถ้วน เราจึงหาเครื่องใหม่มาเสนอลูกค้าในราคาถูกแทนที่ลูกค้าจะทำเองซึ่งราคาจะสูงมาก แล้วเครื่องเรามีแอพพลิเคชั่น มีซอฟต์แวร์ให้ ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ว่ามีหลายตัว เช่น ตัวสแกนจัดเก็บเอกสารที่สามารถเก็บข้อมูลทุกอย่างเข้ามาอยู่ในเครื่อง ไม่ต้องจัดเก็บเอกสารเป็นแผ่นๆ อีกต่อไป นอกจากนี้ทั้งสามารถเรียกข้อมูลพวกนั้นมาใช้ได้อีก เพิ่มความสะดวกในการทำงาน ทั้งยังลดการใช้เอกสารและเวลาการทำงานได้ด้วย ผลตอบรับดีมาก”

 

ทว่า ด้วยความเป็นธุรกิจที่อิงกับเทคโนโลยี แล้วเทคโนโลยีสมัยนี้ก็เปลี่ยนแปลงเร็วทุกวัน ซึ่งมีส่วนทำให้ราคาสินค้าถูกลง ที่สำคัญเป็นช่องทางให้คู่แข่งเข้ามาได้ ทำให้ฐกรต้องมองถึงกลยุทธ์ในการทำธุรกิจให้เจริญมั่นคง เขาจึงขยายฐานธุรกิจใหม่ออกไป ล่าสุดได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับรัฐเป็นหลัก แต่เป็นงานโปรเจกต์ใหญ่ๆ

“ตอนนี้ที่ผมทำก็มีเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการน้ำและระบบท้องฟ้าจำลอง ล่าสุด บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี บริษัทในเครือของเราได้งานทำระบบฉายดาวในศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ ตอนนี้เสร็จเรียบร้อยเพิ่งเปิดตัวห้องฉายดาวโฉมใหม่ไปเมื่อไม่นาน ภายใต้แนวคิดแสงแห่งออโรร่าเพื่อสร้างสีสันสดใสแปลกตาให้กับห้องฉายดาวที่มีอายุยาวนานกว่า 52 ปี พร้อมด้วยเทคโนโลยีเครื่องฉายดาวระบบดิจิทัลและซอฟต์แวร์ระบบดิจิสตาร์ 5 ในเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดที่ใช้ฐานข้อมูลทางดาราศาสตร์ที่ทันสมัยจากองค์การนาซ่า และยังสามารถแบ่งปันร่วมใช้ข้อมูลทางดาราศาสตร์ต่างๆ ที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้นกับท้องฟ้าจำลองทั่วโลกที่ใช้ระบบเดียวกัน กำหนดเตรียมเปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นทางการในวันที่ 5 ม.ค. 2559”

เมื่อถามถึงการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ฐกร ให้ข้อมูลว่า ความคิดดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแต่แรกเริ่มตั้งบริษัท แต่เกิดขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงธุรกิจเติบโตดีมาก ทำให้เขาและพี่มองถึงการนำบริษัทเข้าตลาดจนถึงวันนี้ และเขาเชื่อว่าถ้าบริษัทเข้าสู่ตลาดก็จะสร้างมิติในการทำธุรกิจได้มากขึ้น คงต้องลุ้นให้เขานำพาดิทโต้ไปสู่ฝั่งฝันต่อไป

ขณะที่ดูไลฟ์สไตล์ของเขา ฐกร บอกว่า เขาเป็นผู้ชายเรียบง่าย กินง่าย ไม่ชอบช็อปปิ้ง ชอบอ่านนิยายจีน ซึ่งมีเป็นพันเล่ม นอกจากนี้ยังชอบดูหนัง (ส่วนใหญ่ดูที่บ้าน) ท่องเที่ยวโดยชอบไปคนเดียวมากกว่าไปเป็นกลุ่ม ขณะที่การออกกำลังกายมีเข้าฟิตเนสบ้างบางโอกาส แต่ไม่ได้เข้าประจำ และสถานภาพตอนนี้ยังโสด แต่บอกไว้ก่อนว่าผู้หญิงคนนั้นต้องถูกชะตา และสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกันได้

 

หนอยแน่ VS ไข่มุก สองสาวดาวเดอะวอยซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2558 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/407115

หนอยแน่ VS ไข่มุก สองสาวดาวเดอะวอยซ์

โดย…แจนยูอารี ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

แม้ไม่ได้รางวัลกลับบ้าน แต่แฟนๆ ทั้งประเทศ (เราก็ด้วย) ขอยกให้ “หนอยแน่-ณรัชต์หทัย วโรตมะภัทร์” (ทีมโค้ช เจนนิเฟอร์ คิ้ม) กับ “ไข่มุก-รุ่งรัตน์ เหม็งพานิช” (ทีมโค้ช โจอี้ บอย) เป็นดาวเด่นเดอะวอยซ์ ซีซั่น 4

เจอตัวเป็นๆ เราจึงชวนพวกเธอมานั่งคุยสบายๆ ด้วยการโยนคำถามเดียวกันตัวจริง (เสียงจริง) พวกเธอน่ารักกว่าในจอ ยิ่งเมื่อให้โพสท่าถ่ายรูป ตอนแรกออกอาการเขิน แต่ไปๆ มาๆ อินเนอร์นางแบบก็มาทั้งคู่

เป็นใคร มาจากไหน

หนอยแน่ : “เป็นคนกรุงเทพฯ อายุ 23 ปีค่ะ เพิ่งจบค่ะ จาก มศว คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการขับร้อง เคยประกวดชิงช้าสวรรค์ตอนมัธยม ได้ที่ 2 หลังจากนั้นก็ไม่ได้ประกวดอีกเลย เริ่มร้องเพลงตั้งแต่ 6 ขวบ มีเรียนกับครู แต่พอมัธยมปลายก็ไม่ได้เรียน ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องเลือกระหว่างแจ๊ซหรือคลาสสิก พอไปนั่งฟังคลาสสิก รู้เลยว่าตัวเองไม่ใช่ทางคลาสสิก หนูก็เลยมาสรุปที่แจ๊ซ”

ไข่มุก : “ตอนนี้อายุ 19 ปีค่ะ เรียนอยู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ วิทยาลัยศิลปะการแสดง ซูเปอร์สตาร์ คอลเลจ ออฟ เอเชีย มหาวิทยาลัยสยาม จริงๆ หนูเป็นลูกครึ่งค่ะ ครึ่งอุบลฯ กับอุดรฯ ค่ะ (หัวเราะกลิ้ง) พ่ออุบลฯ แม่อุดรฯ แต่หนูมาเกิดที่กรุงเทพฯ หนูร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ เริ่มจากร้องคาราโอเกะกับที่บ้าน เพิ่งจะมาเรียนจริงจังและร้องเพลงสากลตอนเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนหน้านั้นก็ฝึกเองด้วยวิธีแกะคำตามต้นฉบับ”

 

วงการเพลง ใครคือไอดอล

หนอยแน่ : “พี่เบิร์ดค่ะ ครบเครื่อง ทั้งเสียงร้องและการวางตัว ถ้าได้เจอพี่เบิร์ดก็อยากจะบอกว่าหนูมีพี่เป็นไอดอลนะคะพี่คือคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้อยากร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ เพลงพี่เบิร์ด ‘กลับไม่ได้ไปไม่ถึง’ คือเพลงแรกที่หนูหัดร้อง ซึ่งหนูก็เลือกเพลงนี้มาประกวดด้วยค่ะ กลายเป็นเพลงที่สะท้อนความรู้สึกของหนู มีแรงบันดาลใจ แต่ไม่มีโอกาส จะกลับก็ยังไม่ได้ จะไปก็ยังไม่ถึง”

ไข่มุก : “สำหรับหนูต้องยกให้แม่ผึ้งมีทุกอย่างในตัวคนเดียว เสียงดี เพอร์ฟอร์แมนซ์ดี เก่งมากกกกก ทั้งๆ ที่อ่านหนังสือไม่ออก ทำให้หนูทึ่งในความสามารถ สุดๆ แล้วค่ะ ถ้าแม่ผึ้งนั่งตรงหน้าหนูอยากจะบอกว่าขอบคุณมากๆ นะคะ ที่แม่ผึ้งเป็นแรงบันดาลใจให้หนูรักการร้องเพลงลูกทุ่ง และจะรักตลอดไป”

เสียใจมั้ย ไม่ได้เป็น  4 คนสุดท้าย

หนอยแน่ : “ถ้าบอกว่าไม่เสียใจเลยก็ไม่จริงหรอกค่ะ เสียใจ แต่หนูก็ทำเต็มที่แล้ว มันคงย้อนเวลากลับไปไม่ได้อีก มีแต่คิดว่าต้องพัฒนาต่อ ไม่ว่าจะเรื่องการร้องหรือการแสดง เพราะที่ผ่านมาหนูจะคิดเสมอว่าหนูแอ็กติ้งไม่ได้ รู้สึกว่ามันไม่ถนัด ตรงนี้แหละคือจุดที่หนูจะต้องพัฒนา ต้องเปิดใจ ต้องทำลายกำแพงตรงนี้ให้ได้ ส่วนเรื่องเสียงก็ต้องทำให้เสียงตัวเองแข็งแรงมากขึ้น ล่าสุดไปหาหมอมาก็พบว่าหนูมีปัญหาเรื่องเส้นเสียงไม่ติดกัน เพราะมีแผลเป็นที่เส้นเสียง ทำให้เวลาร้องเสียงสูงจะไม่แข็งแรง”

ไข่มุก : “ไม่เสียใจเลยค่ะ จริงๆ นะคะ เพราะหนูไม่อยากเจอแรงกดดัน ไม่อยากให้ใครมาคาดหวัง สำหรับหนูการเป็นที่หนึ่งไม่ใช่คือที่สุด แค่ได้มายืนบนเวทีนี้ก็เจ๋งแล้วค่ะ หนูมาประกวดเดอะวอยซ์ก็ไม่ได้หวังจะเป็นแชมป์ ที่มาประกวดนี่เพราะอยากให้คนรู้จักหนู เพื่อจะได้มีงานให้หนูได้ทำต่อ เพราะหนูไม่อยากให้พ่อกับแม่ทำงาน ถ้าได้งานร้องเพลงหนูก็จะเป็นคนดูแลครอบครัวเอง”

 

ได้อะไรจากการประกวดเดอะวอยซ์

หนอยแน่ : “อย่างแรกเคือทำให้หนูรู้ว่าตัวเองมีปัญหาเส้นเสียงห่าง (หัวเราะร่วน) เป็นของขวัญสำหรับหนูก็ว่าได้ ส่วนของขวัญอย่างอื่นคือการที่หนูสามารถทำตามฝันได้ ตั้งแต่รอบไบลด์ออดิชั่น โค้ชกดไฟแล้วหันมา หนูประสบความสำเร็จละ รอบต่อๆ มามันกำไร ส่วนอนาคตชีวิตจะยังไงก็ค่อยว่ากันค่ะ”

ไข่มุก : “ได้เยอะมากๆ และยังงงๆ กับสิ่งที่เข้ามา แฟนคลับ คนรักหนู จนต้องถามตัวเองว่าใช่เหรอ ใช่จริงๆ เหรอ หนูยังไม่เชื่อว่าจะมีคนตอบรับดีขนาดนี้เลยเหรอ สำหรับหนูนะไม่ว่าอะไรจะเข้ามามากมายยังไง หนูก็ยังเป็นไข่มุกคนเดิม เพราะที่บ้านจะสอนหนูตลอดเวลาว่าเราไม่ใช่เกิดมารวย ต้องอยู่อย่างเจียมตัว”

ทีเด็ดที่จะมัดใจแฟนๆ คืออะไร ถ้าได้ออกซิงเกิ้ล

หนอยแน่ : “ความเป็นตัวของหนูนี่ละ ความเป็นธรรมชาติของหนูนี่ละ จะทำให้ทุกคนรักหนูได้ แต่ถ้าเป็นทักษะด้านดนตรี หนูว่าฟิลลิ่ง หนูจะมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าร้องเพลงเก่งอาจไม่เท่ากับร้องเพลงแล้วเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ ไม่ว่าจะอยากเป็นนักร้อง หรือนำไปต่อยอดในการใช้ชีวิต หนูว่าอันนั้นเต็มอิ่มมากกว่าคำชื่นชมเสียอีกนะคะ”

ไข่มุก : “เสียงสูง เสียงใส และก็คงเอาลูกทุ่งนี่ละเข้าสู้ เคยจะเปลี่ยนไปร้องแนวอื่นนะ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาร้องลูกทุ่งจนได้ เพราะสำเนียงลูกทุ่งของหนูชัดกว่าแนวอื่น แล้วหนูก็สามารถทำให้เพลงทุกแนวเป็นลูกทุ่งได้หมดเลย อย่าให้หนูเปลี่ยนแนวเลย (หัวเราะ) คิดว่าถ้าแฟนๆ จะชอบหนูก็เพราะความที่หนูเป็นลูกทุ่งนี่ล่ะ”

แฟนๆ ของสองสาวก็อย่าลืมเป็นกำลังใจให้ทั้งคู่ เพราะไม่นานเกินรอได้ฟังผลงานพวกเธอชัวร์

 

ภัทรา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ‘ฝังหัวใจไว้ในขนมเค้ก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2558 เวลา 12:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/406725

ภัทรา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ‘ฝังหัวใจไว้ในขนมเค้ก’

 

ราม ลาดอุ่น ชีวิตชิดธรรมชาติคือความสุขยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2558 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/406518

ราม ลาดอุ่น ชีวิตชิดธรรมชาติคือความสุขยั่งยืน

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ราม ลาดอุ่น

ชีวิตของคนเราตอนยังหนุ่มสาวก็มักจะโลดแล่นอยู่ในเมืองหลวง ทำงานตามที่ได้ร่ำเรียนมาใช้ชีวิตแบบมีสีสันแต่บางครั้งนั้นอาจไม่ใช่เป้าหมายจริงๆ ที่ต้องการ จนกระทั่งเมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อทำงานในเมืองไปสักพักใหญ่จนดูเหมือนว่าบางทีร่างกายโดนดูดพลังไปจนเกือบหมดแรง พอถึงวัย 30 ปลายๆ ก็มักจะมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจใหม่ ต้องทบทวนตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันใช่ทางที่ต้องการแน่หรือเปล่า จังหวะชีวิตจะบอกเองว่าคุณต้องตัดสินใจอีกครั้ง เหมือนเช่นเขาคนนี้ ราม ลาดอุ่น เจ้าของฟาร์มออร์แกนิกฟรุต ที่ทำผลไม้ส่งออกไปยังประเทศแถบยุโรป

หนุ่มรูปหล่อท่าทางใจดีวัย 38 ปี ด้านการศึกษาเขาจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด เคยทำงานเป็นผู้บริหารของบริษัทส่งออกข้าวขนาดใหญ่อยู่หลายปี ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว

เขาเล่าถึงจุดพลิกผันในชีวิตที่ต้องลาออกจากการเป็นผู้บริหารในเมืองหลวง กลับบ้านเกิดมาเป็นเกษตรกรทำสวนออร์แกนิกแบบเต็มตัว

 

“คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก็เลยอยากจะกลับมาดูแล เพราะพอเรียนจบก็ไปทำงานที่กรุงเทพฯ ไม่เคยอยู่ดูแลท่านจริงๆ จังๆ เลย คิดว่าถึงเวลาที่ต้องเลือกแล้ว ที่จริงสนใจเรื่องการทำเกษตรแบบปลอดสารเคมีมานานแล้ว ตอนอายุ 27 ปี ก็เคยมาเปิดโรงงานทำผลไม้อบกรอบแบบออร์แกนิกอยู่ช่วงหนึ่งเป็นโรงงานเล็กๆ เพราะยังไม่ได้ออกมาทำเต็มตัว คือที่บ้านบอกเรียนมาตั้งเยอะจะมาทำสวนทำไร่ทำไม ก็ค่านิยมสมัยก่อนก็อยากให้ลูกทำงานบริษัทใหญ่เหมือนกันหมด ตั้งแต่ตอนนั้นก็หาข้อมูลมาเรื่อยๆ ยังไม่กล้าลุยเต็มตัว จนกระทั่งคุณแม่ป่วยก็เลยตัดสินใจทันทีกลับบ้านมาซื้อที่เพิ่ม 20 ไร่ แถวบ้านทำสวนออร์แกนิกส่งออกเป็นเรื่องเป็นราว”

เขาบอกว่าพอคุณแม่ป่วยนี่ มันให้บทเรียนกับตนเองหลายอย่างว่าเงินซื้อสุขภาพดีไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลือกว่าจะเอาเงินหรือเอาสุขภาพ และเพื่อจะได้มาดูแลคนที่รักในช่วงสุดท้ายด้วย ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสได้ทำอีกหรือเปล่า ก็มาลุยโรงงานผลไม้อบแห้งอย่างจริงจัง โดยส่งไปยังเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ซึ่งเป็นลูกค้าเดิมๆ ที่เคยส่งออกกันอยู่

 

แล้วก็มาซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อส่งออกผลไม้สดควบคู่ไปด้วย โดยลงแรงทำเองทุกขั้นตอน ใช้แรงงานของคนในบ้านเพียง 3-4 คน ตั้งแต่เกลี่ยที่ดิน ทำแปลง ทำระบบน้ำหยด ลงกล้าผลไม้ มาลงมือเองเกือบทุกขั้นตอน โดยไปดูงานสวนออร์แกนิกที่ประเทศศรีลังกา ที่นั่นเขามีเกาะขนาดใหญ่ที่ทำไร่ออร์แกนิกทั้งเกาะเลยเขาขึ้นชื่อเรื่องนี้

ที่สวนเขาปลูกผลไม้หลากหลายชนิดทั้งสับปะรด กล้วย มะเฟือง ลูกหม่อน อาติบูย่า (ลักษณะคล้ายทุเรียนเทศผสมน้อยหน่า) เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ในประเทศไทยผมเป็นเจ้าแรกที่ปลูก เพื่อส่งออกอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีออร์เดอร์ไปฮ่องกง สิงคโปร์

 

“ที่สวนเราเน้นเลยว่าออร์แกนิกแท้ๆ ไม่มีจีเอ็มโอ เราต่อต้านเรื่องนี้เพราะนี่คือความเข้มแข็งมั่นคงทางอาหารที่เราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้มีเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้ได้อย่างยาวนาน ไม่ใช่ซื้อแต่เมล็ดพันธุ์ในระบบอุตสาหกรรมเราจะไม่ยอมถูกครอบงำต้องซื้อตลอดพึ่งตัวเองไม่ได้เลยเกษตรกรไทยถึงยากจนหมดไปกับค่าปุ๋ยค่าเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์พวกนี้ปลูก 2-3 เดือนตายต้องซื้อใหม่อีกมาเพาะเพิ่มเองก็ไม่ได้ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ตลอดเวลาจะเอาเงินที่ไหนมาเหลือเสร็จระบบอุตสาหกรรมหมดทำงานเอาเงินให้เขาพึ่งตัวเองไม่ได้เลย เราไม่ใช้ยาฆ่าแมลงเราให้ระบบนิเวศดูแลตัวเองปลูกพืชหลายอย่าง เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองในระยะยาว ทุกอย่างพึ่งพิงธรรมชาติแต่เราใช้ระบบการจัดการที่มีหลักการมีองค์ความรู้เพื่อยั่งยืนและพึ่งพาตัวเองให้ได้ แบ่งปันกันในกลุ่มเกษตรกรด้วยกันเองแล้วผ่าตัดต่อพันธุกรรมกินนานๆ ก็สะสมเป็นโรคนั้นโรคนี้” เขากล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

เขาบอกว่าจากการลองถูกลองผิดมา 2-3 ปี จึงรู้ได้ว่าการใช้กฎของธรรมชาติในการดูแลกันเองปลูกพืชให้หลากหลายประเภทและทำเกษตรแบบไม่รบกวนธรรมชาติ มันจะช่วยดูแลกันเองแมลงบางชนิดจะเป็นอาหารของอีกชนิด โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงเลย หากจำเป็นต้องใช้ก็ใช้พวกทำจากสะเดา จุลินทรีย์หมักใช้เอง แม้กระทั่งเอายาฉุนมาแช่น้ำแล้วกรองน้ำไปฉีดซึ่งไม่มีอันตรายหรือเหลือสิ่งตกค้างอะไรเลย พอทำไปเรื่อยๆ ก็จะเรียนรู้มีประสบการณ์ขึ้นเอง ทำปุ๋ยจากมูลไส้เดือนขึ้นใช้เอง แล้วจะมีเพื่อนที่อยู่ในอวดวงนี้จะคอยแบ่งปันข้อมูลคอยช่วยเหลือกันมีเครือข่ายที่ช่วยๆ กัน

การทำสวนที่พึ่งพิงธรรมชาติไม่ใช้สิ่งที่แปลกปลอมมากเกินไป จะทำให้เรามีความเคารพธรรมชาติรู้จักรอ รู้จักใจเย็น การปลูกผลไม้จากพืชที่เพราะเองอาจจะต้องใช้เวลารอโตถึง 2-3 ปีก็มี อย่าไปเร่งอยากได้ของดีจากธรรมชาติต้องรู้จักรอต้องมีความละเอียดอ่อน

 

“ผมมีร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อออร์แกนิกโฮม การทำเค้กทำขนมต่างๆ ก็พยายามเอาผักผลไม้จากในสวนของเราเอง การทำโรงเรือน โต๊ะเก้าอี้ ตู้ เคาน์เตอร์ต่างๆ ก็เอามาจากหอพักเก่าที่เราเคยทำ ไม่หรูหรา ทำให้กลมกลืนแอบอิงกับธรรมชาติ ผมเริ่มใช้วิถีสีเขียวอย่างแท้จริง ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่เร่งรีบไม่กระหืดกระหอบมากเกินไป

พอมาอยู่นี่ไม่มีปัญหารถติดไม่มีปัญหาการเดินทางไปไหนก็แค่ 15-20 นาที ทำให้เรามีเวลาเหลือ อารมณ์ก็ดี ความเครียดก็น้อย มาทำตรงนี้เงินอาจจะน้อยหน่อย ถ้าเทียบกับทำงานเป็นผู้บริหาร แต่ตรงนี่เราได้สุขภาพจิต สุขภาพกายดี ได้ดูแลพ่อแม่ถือว่าดีกว่ากันเยอะครับ” เขากล่าวทิ้งท้ายอย่างจริงจัง

 

พร้อมทั้งบอกต่อไปว่าตอนนี้การใช้ชีวิตแบบแบ่งปันเกื้อกูลแบบวิถีชนบท เดินสายกลาง ทำไปเรื่อยๆ ไม่กดดัน ไม่ฟุ้งเฟ้อพอมีพอใช้ไม่เดือดร้อน ขณะดียวกันเขาก็ศึกษาวิถีชีวิตแบบ ZEN ซึ่งถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติดีมาก ทำอะไรที่เราคุ้นเคยหาได้เอง ปลูกสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก มีงานอดิเรกกับการถ่ายรูปธรรมชาติต้นหมากรากไม้วิวทิวทัศน์ มีความสุขแบบเรียบง่าย

“ในอนาคตอาจจะทำอีโครีสอร์ทเล็กๆ ให้คนมาเยี่ยมชมอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง ขุดเผือกขุดมันลองมาปลูกต้นไม้เก็บผลไม้ด้วยตัวเอง ตอนนี้ทิ้งชีวิตเมืองหลวงไปแล้วนานๆ จะเข้ากรุงเทพฯสักครั้งเมื่อมีธุระจำเป็นจริงๆ ติดต่องานผ่านเมล ทางโทรศัพท์ ตอนนี้ชีวิตผมโกกรีนเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ มีความสุขลงตัวพอดีพอเหมาะพอสม เลือกทำตอนนี้ยังพอมีแรงมีกำลังทำเองถือเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดที่เราออกแบบเองได้” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

สุพล พัวศิริรักษ์ เพลงเพราะกับเรื่องราวที่ไม่ลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2558 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/406285

สุพล พัวศิริรักษ์ เพลงเพราะกับเรื่องราวที่ไม่ลับ

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ผมเชื่อแน่ว่า สาวๆ หลายคนคงเคยอินไปกับเพลงของหนุ่มเคราเสน่ห์ เบล-สุพล พัวศิริรักษ์ ไม่ว่าจะเป็น ตอบได้ไหมว่า…ได้ไหม แสนล้านนาที หรือหยุดความคิดไม่ได้

หลังจากที่ชายหนุ่มคนนี้ได้หายไปจากการมีผลงาไนเพลงของตัวเองถึง 2 ปี มาวันนี้เขากลับมาแล้ว กลับมาพร้อมผลงานเพลงที่มีชื่อว่าตัวละครลับ ที่มีสไตล์เพลงแบบอิเล็กทรอ-ออร์แกนิกส์ ซึ่งผสมผสานระหว่างเพลงอิเล็กทรอนิกส์กับการใช้เครื่องดนตรีสด

“ตัวละครลับก็เหมือนคนที่แอบมีความรู้สึกดีๆ หรือแอบทำอะไรดีๆ ให้กับใครคนหนึ่ง โดยแอบอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ไม่คิดไปจีบ หรือเปิดเผยตัวให้คนที่เราแอบชอบได้รับรู้ ผมเชื่อว่ามันตรงกับคนในยุคสมัยนี้ที่คนชอบส่องเฟซบุ๊กหรือไอจีคนอื่นแล้วรู้สึกมีความสุข โดยไม่ต้องมีอะไรมากไปกว่านี้ ในขณะเดียวกันก็อาจมีตัวละครลับที่ส่องเฟซบุ๊กหรือไอจีของเรา โดยที่เราไม่ได้รู้เรื่องเลยก็ได้ ผมว่ามันเป็นความโรแมนติกที่เท่ดีนะ”

 

กับประสบการณ์ส่วนตัวที่คล้ายกับเพลง สุพลเผยว่าก็มีเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มี “ผมก็มีไปส่องไอจีของคนที่ผมแอบชอบหรือแอบปลื้ม แต่ไม่คิดเผยตัว ผมไม่ได้อยากแสดงตัวว่าผมชอบเขา บางที ผมก็กดดูคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย บางทีมีคนมากดไลค์รูปของผม ผมก็กดเข้าไปดูไอจีของเขา อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร เขามีรสนิยมแบบไหน หรือใช้ชีวิตอย่างไร ถ้าชอบเขา ก็แค่เข้าไปดูรูปของเขาในไอจีบ่อยๆ หรือกดไลค์ให้ก็แค่นั้น (ยิ้ม)”

สุพล บอกเล่าว่า คนที่เป็นตัวละครลับ ถ้าเจอตัวกัน หรือเดินผ่านกันไปมาอาจทำเป็นนิ่งเหมือนไม่รู้จักกัน หรือทำเป็นไม่สนใจเขา แต่ข้างในกลับร้อนรุ่มจะเป็นจะตาย “กับคนที่ทำงานในออฟฟิศเดียวกัน ถ้าเราแอบสนใจเขา อยากรู้เรื่องราวของเขา แต่เวลาเจอกันในลิฟท์ หรือที่กดน้ำดื่ม ก็ทำเป็นชิล ทำเหมือนไม่สนใจ แต่คล้อยหลังไปก็แอบโฟกัสไปที่เขาคนนั้นล้วนๆ นี่แหละพฤติกรรมของตัวละครลับขนานแท้”

 

กับที่ตอนนี้เริ่มมีบทเพลงฮิตที่ถูกนำไปขยายความเป็นละคร เช่น เพลงทิ้งไว้กลางทาง สุพล เผยว่า เขาก็อยากให้เพลงนี้ฮิตและถูกนำไปทำละครบ้างหมือนกัน “ถ้าได้แสดงนำด้วยยิ่งดี (หัวเราะ) ผมคิดว่างานทางด้านการแสดง ก็เป็นงานที่น่าสนใจ ถ้ามีโอกาสก็ยินดีทำครับ”

สำหรับเส้นทางในวงการบันเทิงหลังจากนี้ สุพล กล่าวว่า เขายังจะทำผลงานเพลงต่อไป เพราะยังมีแนวเพลงที่เขาอยากทำอีกมากมาย “อาจเป็นสไตล์เพลงที่ทำขึ้นด้วยการคิดนอกกรอบ หรือไม่ก็อาจจะแบ็กทูเบสิก ผมคิดว่าแนวดนตรีมีความเป็นแฟชั่นสูง เพลงกับแฟชั่นมันไหลเลื่อนไปด้วยกันครับ”

 

อีกสิ่งหนึ่งที่คนอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับสุพล นั่นคือเขาเป็นคนชอบฟังเพลงจากแผ่นเสียงและเป็นนักสะสมแผ่นเสียงตัวยงเหมือนกัน “ผมรู้สึกดีนะที่ได้ฟังเพลงจากแผ่นเสียงและได้สะสมมัน มันสะท้อนให้เราได้เห็นถึงคุณค่าของเพลง ที่ไม่ได้เป็นเพลงที่ลอยในอากาศที่ฟังกันได้แบบฟรีๆ เรายอมเสียเงินเป็นพันๆ เพื่อจะได้ฟังเพลงที่เราอยากฟัง มันทำให้เราเห็นคุณค่าของเพลง”

ที่สุพลหลงใหลแผ่นเสียง เป็นเพราะเขาหลงใหลในรูปลักษณ์ ในอาร์ตเวิร์กของแผ่นเสียงที่ดูเป็นงานศิลปะ และได้ฟังเพลงที่มีเสียงเฉพาะตัว “มันมีมิติและอรรถรสที่แตกต่างจากการฟังเพลงผ่านแผ่นซีดีหรือไฟล์เพลง”

ท้ายสุด สุพลฝากบอกว่า หลังจากนี้เขาจะมีผลงานเพลงใหม่ๆ ที่น่าสนใจออกมาอีกแน่นอน “ผมคิดว่าเพลงใหม่ๆ หลังจากนี้ จะทำให้คุณอินยิ่งๆ ขึ้นไป หวังว่าทุกคนจะให้โอกาสเพลงของผมได้เข้าไปอยู่ในเพลย์ลิสต์ของคุณนะครับ หากใครอยากตามอินสตาแกรมของผม ตามได้ที่ bell_supol ได้เลยครับ”

 

หนุ่มนักการตลาดหน้าหยก สันติ วจนพานิช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2558 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/405889

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หนุ่มนักการตลาดมาดคุณหนู ฮอน-สันติ วจนพานิช ในวัยเพียง 23 ปี อดีตนิสิตจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ยานยนต์ ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำธุรกิจมาแล้วหลากหลาย ส่วนใหญ่เริ่มตั้งแต่เขาเรียนอยู่ชั้นปี 4 อาทิ เป็นนายหน้าค้าทุเรียนส่งออกไปยังจีน ไต้หวัน และอินโดนีเซีย เป็นหุ้นส่วนดูแลด้านการตลาดให้กับแบรนด์ NICHA ของ ณิชชา ธนาลงกรณ์ รวมทั้งร่วมหุ้นกับรุ่นพี่นักวิจัยทำครีมกันแดดแบรนด์ ไวส์เซ่ (Weisse) โดยเขานั่งเป็นมาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เซลส์ แมเนเจอร์ อีกทั้งยังร่วมหุ้นกับเพื่อนทำร้านอาหารชื่อเก๋ๆ ว่า “สตั๊น 3 วิ” และล่าสุดกับการเป็นศิลปินนักร้องภายใต้ชื่อ ฮอน สันติ กับซิงเกิ้ลแรก “พยายามไม่คิด” ซึ่งแต่ละธุรกิจกำลังขับเคลื่อนได้ระดับหนึ่งเป็นที่น่าพอใจ

งานด้านร้องเพลงเป็นอีกหนึ่งงานที่หนุ่มฮอนรู้สึกคุ้นเคยเพราะค่าที่รักการร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ ขณะที่เรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเขาก็เป็นนักร้องวงซียู แบนด์ แต่ละธุรกิจของเขาโดยเฉพาะนายหน้าค้าทุเรียน
ส่งออกต่างประเทศและจำหน่ายภายในประเทศไทยด้วยเพียงระยะเวลา 5 เดือน สามารถทำกำไรให้เขามากถึง 10 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจทีเดียว

หนุ่มฮอนเล่าถึงพื้นฐานการชอบทำธุรกิจของเขาเริ่มตั้งแต่ในวัยเด็กชอบเล่นเกมออนไลน์ และทำการซื้อขายของขวัญในเกมจนทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำเพราะเป็นเด็กเล่นเกมเก่ง ทำให้เขารู้จักการต่อรอง เรียนรู้ความต้องการของนักเล่นเกมออนไลน์ว่าอยากได้สินค้าชนิดไหน เขาก็จะหามาซัพพอร์ต มีการซื้อขายกันและสร้างรายได้ให้กับเขาได้จริงในอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ประกอบกับด้วยวิสัยทัศน์ของคุณพ่อซึ่งเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ จึงส่งเขาไปเรียนภาษาช่วงปิดภาคเรียนเกือบทุกปี ทำให้เขาเห็นความแตกต่างระหว่างเรียนเมืองนอกและเมืองไทย และยังเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษมากมายจากการเล่นเกมอีกด้วย

 

ขณะที่เรียนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์นี่เอง ทำให้เขารู้จักกับเพื่อนรุ่นพี่ที่มีสวนทุเรียนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเห็นแววของฮอนว่าน่าจะเป็นนักการตลาดที่ดีได้ จึงชักชวนเขามาซื้อขายทุเรียนโดยมุ่งขยายตลาดไปส่งออกต่างประเทศ เพราะเห็นว่าหนุ่มฮอนเก่งทางด้านภาษาซึ่งก็ทำกำไรได้ดีอีก เพราะทุเรียนไทยเป็นที่ต้องการของตลาด โดยหนุ่มฮอนมีหน้าที่ดีลกับลูกค้าต่างชาติ และเจรจาต่อรองกับเจ้าของสวนทุเรียนต่างๆ และหาสวนเพิ่มอีกหนึ่งหน้าที่

“ตอนเรียนอยู่ปี 4 ก่อนที่ผมจะมาค้าขายทุเรียน ผมได้ตั้งบริษัททำครีมบำรุงผิวกับครีมกันแดดกับรุ่นพี่นักวิจัยคนหนึ่งอยู่แล้ว แต่เป็นบริษัทเล็กๆ ชื่อแบรนด์ไวส์เซ่ เราผลิตส่งโรงพยาบาล จึงได้รู้จักกับพี่เจ้าของสวนทุเรียน พี่ก็ชวนเราเพราะเขารู้สึกทึ่งว่าเขาไม่เคยเห็นเด็กอายุเท่านี้ทำธุรกิจครีมมาก่อน ผมก็ตกลง” ซึ่งธุรกิจส่งทุเรียนไทยไปจำหน่ายต่างประเทศได้รับความนิยมมากๆ เพราะทุเรียนไทยมีรสชาติที่อร่อย ปัจจุบันส่งทุเรียนสดขาย ณ อินโดนีเซีย จีน ไต้หวัน และจำหน่ายภายในประเทศด้วย

“ผมมีหน้าที่ดีลกับเจ้าของสวน มีทุเรียนออกมาเราซื้อหมดเลย ซึ่งต้องใช้คอนเนกชั่น สนิทเชื่อใจ เราต้องติดต่อลูกค้า เพราะเราต้องการจำนวนมากๆ เราไปดีลกับสวนทุเรียนที่ จ.จันทบุรี ชุมพร ราชบุรี สุราษฎร์ธานี  เพราะเราต้องการจำนวนทุเรียนให้ครอบคลุม อย่างจันทบุรีมีทุเรียนตั้งแต่เดือน พ.ค.ยาวถึง ก.ย. หลังจากนั้นเดือน ก.ย. ต.ค. เราไปสวนทุเรียนจังหวัดอื่นๆ คือ 5 เดือนเท่านั้นที่จะมีทุเรียนสดออกมา ตอนนี้เราสนใจไปทำทุเรียนแปรรูปด้วย เรากำลังศึกษาเรื่องโรงงาน เพราะคนที่ขายทุเรียนได้ทั้งปีเพราะเขาซื้อตุนไว้ด้วยการแช่แข็ง ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ทุเรียนพีกที่สุด ได้ราคาดี ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด” หน้าที่การเป็นผู้เจรจาดีลกับลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศนั้น ฮอนบอกว่ามีความยากตรงการขอสินค้าคือทุเรียน เนื่องจากออร์เดอร์มีเยอะมากๆ แต่ทุเรียนมีผลผลิตเป็นฤดูกาล วิธีแก้ไขคือต้องคลุกคลีกับเจ้าของสวนเยอะๆ เพื่อให้เขาใจอ่อนยอมขายทุเรียนให้ฮอน

 

“ทำการค้าเราต้องผูกมิตร แม้บางสวนไปตัดทุเรียนลงมาแล้ว แต่ทุเรียนบางสวนก็ไม่ได้มาตรฐาน ก็ต้องถกเถียงกันเรื่องมาตรฐาน เพราะถ้าทุเรียนไม่ได้มาตรฐานก็ส่งออกไม่ได้ หรือการคัดทุเรียนนำลูกดีไปกองไว้กับลูกมีตำหนิในกลุ่มบี ซึ่งราคาต่างกัน หรือวันนี้เราดีลกันที่กิโลกรัมละ 55 บาท อีกวันราคาขยับไป 59 บาท แพงขึ้น 4 บาท เราเลือกกำไรน้อยหน่อยยอมกันที่ 57 บาท เราต้องเน้นทำธุรกิจยาวๆ ยอมที่จะกำไรนิดเดียว เพื่อรักษาคอนเนกชั่นกันเอาไว้ ผมคิดว่า เจ้าของสวนก็จะเชื่อมั่นในความจริงใจของเรา เข้าใจว่าเราไม่ได้ตั้งใจเอาเปรียบ แต่เรายอมกำไรน้อยหน่อยเพื่อรักษามิตรสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้”

ด้วยอายุเพียง 23 ปี ในการเจรจาทางการค้า ฮอนบอกว่าต้องใช้ศิลปะในการพูดคุย ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจล้วนๆ เป็นตัวของตัวเอง พยายามหาทางออกระหว่างสองฝ่ายที่วินๆ ด้วยกันทั้งคู่ เพราะธรรมชาติมนุษย์ไม่ต้องการแพ้ ต้องได้เปรียบทั้งคู่ สำหรับการเป็นนักเจรจาการค้าทุเรียน ฮอนบอกว่า เขาตั้งใจทำไปเรื่อยๆ เพราะยังเห็นอนาคตที่สดใสของทุเรียนไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

“ปีนี้ทุเรียนไทยมีน้อย แต่ในอีก 3 ปี คนจะยิ่งปลูกทุเรียนแต่ไม่มีการจัดระเบียบที่เหมาะสม ปลูกตามกระแสกันไปอีก 3 ปีทุเรียนจึงมีแนวโน้มล้นตลาด แล้วถึงตอนนั้นเราจะทำอย่างไร ผมก็ยังคิดไม่ออก ซึ่งการส่งทุเรียนไปจีน ไต้หวัน อินโดนีเซีย 5 เดือนที่ผ่านมา ส่งออกเป็นหลักร้อยตันทีเดียว”

การดีลธุรกิจสำหรับเด็กอายุ 23 ปี ท้าทายมากที่สุดคือทุเรียน แต่แม้เขาไม่ได้จบการตลาดมาโดยตรง แต่การเรียนด้านวิศวะสอนเขาเรื่องความคิดแบบมีระบบ ซึ่งผมสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกอย่าง ส่วนความรู้ด้านการตลาดเขาสามารถหาอ่านจากหนังสือได้ จริงๆ งานด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์คือการลองผิดลองถูก เช่นเดียวกับการทำครีมบำรุงผิวหน้า

 

“รุ่นพี่เป็นนักวิจัยที่ผมร่วมธุรกิจด้วยเขาเป็นคนที่เก่งมากๆ เขาคิดสร้างและทดลองทำวิจัยสารนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตได้ ซึ่งมีอนุภาคที่เล็กมากๆ และรุ่นพี่ได้จดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งสารนี้มีความพิเศษสามารถใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม และไม่เป็นภัยต่อมนุษย์ และสารนี้คล้ายๆ ปูนขาวหากใช้กับครีมกันแดด ซึ่งเราเชื่อว่าสามารถสะท้อนรังสียูวีได้ เสริมความแข็งแกร่งของยางรถยนต์ก็ได้ แต่จุดพีกของเราสามารถนำสารนาโนแคลเซียมไปผสมกับสารอีกตัวเพื่อใช้แยกน้ำเสียออกจากน้ำเสียในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งนวัตกรรมนี้เราไปชนะที่ญี่ปุ่น ตอนนี้เราจึงต้องเร่งผลิตสารตัวนี้เพราะมีออร์เดอร์สั่งเข้ามาเยอะมาก แต่เราผลิตได้จำกัดมาก เราจึงกำลังออกแบบเครื่องจักรอยู่”

ตำแหน่ง มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เซลส์แมเนเจอร์ ในบริษัททำผลิตภัณฑ์เวชสำอางนั้น หน้าที่ของหนุ่มฮอนคือ วางแผนแบรนด์ว่าจะไปในทิศทางไหน และจะจัดจำหน่ายในช่องทางใดบ้าง ใช้แผนโปรโมทอย่างไร

“ด้วยบริษัทนี้เป็นบริษัทแรกที่เราทำ เรามองว่าครีมกันแดดคนเปิดกันเยอะ และใช้คำว่านาโนกันเยอะมาก สอง มีครีมดาราเยอะมาก โจทย์คือเราจะสร้างแบรนด์อย่างไรให้แตกต่าง ซึ่ง 2 ปีที่แล้วมีครีมกันแดดยี่ห้อใหม่ๆ ออกสู่ท้องตลาดเยอะมาก เราจึงตั้งใจมุ่งไปในตลาดเวชสำอาง ซึ่งกฎหมายบ้านเรายังไม่มีข้อกำหนดไหนกำหนดว่า นี่คือเวชสำอาง มีแต่เครื่องสำอาง การบ้านของเราคือ การทำครีมของเราเขาไปจำหน่ายในโรงพยาบาลให้ได้” ซึ่งหนุ่มฮอนบอกว่าเป็นงานที่หินและโหดมาก เพราะการที่จะนำตัวอย่างครีมไปนำเสนอกับคุณหมอ และนำงานวิจัยนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตไปพรีเซนต์ให้คนได้รู้จักตลอดครึ่งปี เขาต้องเดินสายโปรโมทเยอะมาก แต่ได้รับผลตอบรับกลับมาไม่ถึง 10% ซึ่งการนำสินค้าไปเสนอตามโรงพยาบาลสอนให้เขาโตขึ้น ความอีโก้และคำว่าลูกคุณหนูกระเด็นหายไปเลย

 

“คุณหมอคือมองแค่เราเป็นเด็กกะโปโลมาขายสินค้า ไม่ได้มองว่าเราคือหุ้นส่วนบริษัท ฮอนเคยรอนานสุด 8 ชั่วโมง ไม่มีใครสนใจผมเลย พอได้พบคุณหมอ ผมก็โดนบี้จนเหลือตัวนิดเดียว เพราะคุณหมอถามความรู้ผมมากกว่าความรู้ที่มีในเปเปอร์งานวิจัยของรุ่นพี่ ซึ่งผมจำข้อมูลได้หมด แต่บางคำถามเป็นทางการแพทย์มากๆ ซึ่งผมจบวิศวะมาก็เป็นปัญหา หรือบางครั้งรอคุณหมอนานมากแต่ได้เข้าพบเพียง 5 นาที เพราะศัพท์เฉพาะด้านการแพทย์ทั้งนั้น สุดท้ายผมกลับมา ผมต้องมีการบ้าน คุณหมอถามอะไรมา ให้พี่นักวิจัยตอบ และผมก็จะกลับไปพบคุณหมอท่านเดิมเพื่อตอบโจทย์ ทำให้ผมได้ความรู้ด้านยาที่เยอะมากขึ้น จนสะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ จากเมื่อก่อนที่ผมไม่เคยง้อใคร เปลี่ยนแปลงเราให้เข้มแข็ง ตอนนี้การตลาดครีมกันแดด ประสบความสำเร็จไปได้ระดับหนึ่ง และตอนนี้ครีมกันแดดของเขาสามารถยืนอยู่ได้ในตลาดด้วยตัวสินค้าเอง ซึ่งตอนนี้เรากำลังคิดผลิตโปรดักต์และครีมบำรุงผิวออกมาอีก 4 โปรดักต์ เช่น มีครีมกันแดด 2 ตัวสำหรับหญิงผิวขาว กับผู้หญิงผิวคล้ำ ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน และมีมอยส์เจอไรเซอร์อีก 2 ตัว ซึ่งมีกำหนดวางตลาดเร็วๆ นี้

“จริงๆ ลูกค้าในท้องตลาดจะตัดสินใจซื้อสินค้าด้วยการใช้อารมณ์ตัดสิน สองคือดูโฆษณา สุดท้ายถ้าเรารอพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่ได้ขายแน่นอน เราเลยดึงคนที่เก่งด้านแพ็กเกจจิ้งมาออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ ผมคิดว่าเราน่าจะลอนซ์โปรดักต์ได้เร็วๆ นี้ครับ” นักการตลาด สันติ กล่าวจบด้วยสายตามุ่งมั่น

 

เอกชัย บัวแก้ว ความอร่อยเรียนรู้กันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2558 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/405466

เอกชัย บัวแก้ว ความอร่อยเรียนรู้กันได้

โดย…โจ เกียรติอาจิณ

จอหน้า (เข้มๆ) และได้ทักทายกัน จากนั้น “เอกชัย บัวแก้ว” หรือ “เชฟฟิลิปป์” ก็บอกกับเราว่า ก่อนที่จะมาเป็นเชฟเต็มตัว ในตำแหน่งเฮดเชฟ ประจำร้านน้องใหม่ Bon Bon และร้านป๊อปปูลาร์ Fat’R Gut’z เขาเคยเป็นสตันต์แมนมาก่อน

“ไม่อยากเรียกว่าเป็นอาชีพหรอกครับ น่าจะเป็นจ๊อบพิเศษมากกว่า คือเพื่อนผมเป็นสตันต์แมนอยู่แล้ว วันหนึ่งเขาชวนผมไปกองถ่ายละคร พอทีมงานเห็นหน้าผม เขาเลยชวนผมให้ลองมาเล่น ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะได้รับบทบู๊ ไม่เป็นโจร ก็บอดี้การ์ด ก็หน้าอย่างนี้ เขาคงไม่ให้ผมเล่นบทอื่นแน่นอนครับ”

ปัจจุบันเชฟฟิลิปป์เลิกรับงานสตันต์แมนอย่างถาวร เพราะอยากทุ่มเทและจริงจังกับการทำอาหาร เขาว่าการทำอาหารคือสิ่งที่เขารักที่สุด

“การทำอาหารเปลี่ยนชีวิตผมไปเยอะครับ เมื่อก่อนผมค่อนข้างจะเป็นคนใจร้อน เห็นอะไรไม่ถูกใจนี่อารมณ์เดือดเลย แต่หลังจากที่ผมมีโอกาสมาทำอาหาร ใจจะเย็นลงมากๆ หรือเวลาหงุดหงิด โมโห ผมเข้าครัว ผมก็หายทันที ผมก็จะมานั่งเด็ดผัก ตีซอส ผมว่าอาหารทำให้ผมมีสมาธิด้วยนะ ใจจะจดจ่อกับสิ่งที่ทำในครัว เนี่ยผมก็เลยรักที่จะทำอาหาร”

 

8 ปีบนเส้นทางอาหารของเชฟฟิลิปป์อาจไม่เหมือนกับเชฟคนอื่นๆ เพราะเขาเริ่มจากศูนย์ เขาไม่มีประกาศนียบัตรจากสถาบันชื่อดังรองรับ การเรียนรู้อาศัยครูพักลักจำและการฝึกฝน สั่งสมประสบการณ์ด้วยการลงมือทำ ทำทุกวัน กระทั่งเกิดเป็นความช่ำชอง

“ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ถามครับ ถามทุกอย่าง ทั้งจากเพื่อนและจากคนที่มีประสบการณ์ที่ผมมีโอกาสร่วมงานด้วย ซึ่งคนเหล่านี้ผมยกให้เป็นอาจารย์ของผมเลยนะครับ เพราะการทำอาหารของผมมันเริ่มมาจากศูนย์จริงๆ ผมเรียนจบไม่สูง จบมัธยมต้นที่สาธิตรามคำแหงผมก็ไม่ได้เรียนต่อ โชคดีที่ผมไม่เกี่ยงงาน มีงานอะไรผมก็ทำและโชคดีที่ผมมาเจองานที่ผมรัก ผมก็อาศัยเรียนรู้จากคนรอบข้าง ยิ่งเจอเชฟที่เก่งๆ ผมจะไม่พลาด ถามเทคนิคต่างๆ ถึงตอนนี้พอเจออะไรยากๆ ผมก็ยังต้องถามคนที่รู้อยู่นะ แล้วก็ค่อยเอามาลองทำ ด้วยความที่ผมไม่ได้เรียนมาด้านนี้โดยตรง ผมเลยต้องขยันมากกว่าคนอื่น

ที่ผ่านมาแนวอาหารที่ผมทำจะเป็นอเมริกันซะส่วนใหญ่ อิตาเลียนบ้าง ฝรั่งเศสนิดหน่อย อาหารไทยนี่จะน้อยมาก เพราะผมเริ่มทำงานที่ร้านอาหารต่างชาติ สำหรับผมไม่ว่าจะทำอาหารแนวไหน หรือชาติไหน สิ่งสำคัญคือความใส่ใจ ต้องเอาใจใส่ในทุกๆ ขั้นตอนการทำ ทำมันอย่างตั้งใจ ทำอย่างสุดฝีมือ ไม่ใช่ทำแค่ว่าให้มันเสร็จๆ แล้วก็เสิร์ฟ อันนั้นผมว่าคนกินก็สัมผัสได้นะครับจากอาหารแต่ละจาน ไม่ว่ารสชาติ หรือการตกแต่ง สมัยนี้คนที่เป็นเชฟต้องพิถีพิถันครับ แล้วไม่ได้สู้กันที่ว่าใครจบจากที่ไหน ใครมีประสบการณ์มากกว่าใคร แต่สู้กันที่ความใส่ใจ เพราะมันจะสามารถสะท้อนตัวตนของเชฟได้ดี”

 

อยากมีร้านเป็นของตัวเอง คือหนึ่งความฝันสูงสุดที่เชฟวัย 33 จาก จ.นนทบุรี วาดฝันไว้ แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ เพราะเขาอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อจะการันตีได้ว่าเขาพร้อมแล้วที่จะโบยบินและก้าวเดินอย่างสง่างามบนเส้นทางสายอาหาร

“ก็เหมือนกับเชฟคนอื่นๆ นั่นละครับ ครั้งหนึ่งในชีวิตก็อยากจะเปิดร้านเป็นของตัวเอง อยากทำร้านอาหารเล็กๆ ในแบบที่ผมอยากทำ อยากทำอาหารในแบบของผม ซึ่งคนมากินแล้วชอบทั้งตัวรสชาติและหน้าตาอาหาร แค่นั้นละครับ อย่างที่บอกจะเป็นอาหารแนวไหนอาจไม่สำคัญเท่ากับอาหารที่ทำอย่างใส่ใจ”

ก่อนจากเชฟฟิลิปป์ขอโชว์ฝีมือการทำหนึ่งเมนูไว้ให้ผู้อ่านลองไปทำกินที่บ้าน แต่ถ้าไม่มีเวลา เขาเชิญชวนให้แวะมาลิ้มรสที่ร้าน Bon Bon (โครงการ Seenspace ทองหล่อ 13) เป็นอาหารง่ายๆ ชื่อว่า Classic Burrito ที่มีการปรับสูตรเพื่อเข้ากับลิ้นคนไทย (รักสุขภาพ)

ส่วนผสมหลัก ข้าวหุงกับผงขมิ้นและปาปริกา ร่วมด้วยถั่วลันเตา แครอต หอมแดง หั่นลูกเต๋า ขาดไม่ได้คือเนยใส่ในหม้อตอนหุงข้าว ข้าวสุกหอมนุ่ม ก็เตรียมห่อกับแป้งตอติญ่า แต่ก่อนจะห่อข้าว ต้องมีถั่วแดงกับถั่วชิกพีผัดเชดดาร์ชีสใส่เพิ่มอีกหน่อย จะได้ความเข้มข้นและรสสัมผัสเวลาเคี้ยว เพื่อให้เมนูนี้อร่อยยิ่งขึ้น แป้งตอติญ่าควรย่างในกระทะไร้น้ำมัน ย่างไม่นาน เมื่อได้ที่แล้ววางแป้งตอติญ่า ตักส่วนผสมสองอย่างลงไป ทำการห่อให้แน่น ตัดเฉลียงเผยเห็นไส้ข้างใน เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟ

“เคล็ดลับจานนี้อยู่ที่การหุงข้าวครับ อย่าให้ข้าวแฉะเกิน เดี๋ยวไม่อร่อย แล้วระวังอย่าหนักมือใส่ผงขมิ้นและปาปริกาเยอะะนัก เพราะถ้าเยอะ มันก็จะกลิ่นแรง ส่วนชีสก็อยู่ที่ว่าชอบมากน้อย ความอร่อยแทบไม่ต้องปรุงรสอะไรมากเลยครับ”