ลอดช่องน้ำกะทิ…ขนมไทยยุคโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ลอดช่องน้ำกะทิ…ขนมไทยยุคโบราณ

ที่ว่า “ลอดช่องน้ำกะทิ” เป็นขนมยุคโบราณ เพราะเมื่อสมัยก่อนถ้ามีโรงทาน คือเลี้ยงอาหารสำหรับคนยากจน ก็ต้องมีขนม 3-4 อย่าง เลี้ยงด้วยคือ

นกปล่อย ก็คือ ลอดช่องน้ำกะทิ ซึ่งก็มาจากขั้นตอนในการทำขนม คือ ขั้นตอนการกดแป้งให้ออกจากพิมพ์ โดยตัวลอดช่องจะมีลักษณะเป็นเส้นๆ ยาวพอประมาณ หรืออ้วนๆ สั้นๆ ขึ้นอยู่กับตัวพิมพ์ที่ใช้ในการกดแป้ง

ไข่กบ ก็คือ เม็ดแมงลักน้ำกะทิ

บัวลอย ก็คือ ข้าวเม่าน้ำกะทิ

และสุดท้าย ไอ้ตื้อ ก็คือ ข้าวเหนียวดำนึ่งน้ำกะทิ

ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านเล่าให้ฟังว่า…ในสมัยรัชกาลที่ 6 เคยมีโรงทานเลี้ยงที่ท้องสนามหลวง ในงานของหลวงสมัยนั้นงานหนึ่ง เขาจะเอาโอ่งมังกรชนิดที่ใช้ปลูกบัวมาตั้ง แล้วก็เทเม็ดแมงลักลงไป ต่อจากนั้นพนักงาน (ว่ากันว่าเสื้อก็ไม่ใส่ แถมขนรักแร้ก็มีอีกว่างั้น!) เอื้อมมือลงไปคนๆ ให้เม็ดแมงลักมันอิ่มน้ำจะได้เม็ดโต ครั้นพอเม็ดแมงลักเม็ดโตดีแล้ว พนักงานอีกคนก็จะหาบน้ำกะทิมาเทใส่โอ่ง โครมเข้าไป แล้วอีกคนก็ควักน้ำตาลปี๊บตักใส่ลงในโอ่ง คนที่มีหน้าที่คน ก็จะก้มลงคนๆ คนจนกว่าน้ำตาลปี๊บจะละลายหมด พอกะว่าละลายดีแล้ว ก็จะเอากระบวยมาตักใส่ชามสังกะสีแจกชาวบ้านที่มะรุมมะตุ้มมารับแจกกินกัน เป็นที่เอร็ดอร่อย (คงจะอร่อยแน่นอน เพราะน้ำกะทิไม่ต้องเหยาะเกลือ ใช้มือคนขนาดนั้น ไม่เค็มก็ให้มันรู้ไปซินะ?)

ลอดช่องน้ำกะทิ (ลอดช่องไทย) ขนมไทยโบราณที่มีความหวาน มัน เย็นชื่นใจ มาถึงปัจจุบันก็หากินได้ง่ายขึ้นตามท้องตลาด แถมทำรับประทานเองก็ไม่ยากเลยค่ะ ขนมลอดช่องที่อร่อย ตัวลอดช่องจะต้องมีลักษณะเหนียว หนึบ หอมใบเตย และมีกลิ่นน้ำปูนใส ส่วนน้ำกะทิต้องคั้นจากมะพร้าวสดๆ และใช้น้ำน้อยในการคั้น ก็จะได้หัวกะทิที่สด มัน และหอม ส่วนน้ำตาลนั้นเราสามารถใช้น้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลปี๊บก็ได้ค่ะ

สูตร ลอดช่องน้ำกะทิ

เอาข้าวสารเก่ามา 1 3/4 ถ้วย นำมาล้างให้สะอาดแล้วแช่น้ำไว้ 1 คืน จากนั้นก็เอาข้าวมาผสมกับน้ำปูนใส 4-5 ถ้วย และเพื่อให้หอมก็หั่นใบเตยให้ฝอยๆ ใส่ลงไปด้วย ต่อไปก็เอาข้าวสารที่ว่านี้ไปโม่ให้ละเอียด ใช้ผ้าขาวบางกรองแป้ง กรองเอากากใบเตยออกไป แล้วโม่ต่อไปอีกที จนแป้งละเอียดดี

หากเราไม่ชอบกลิ่นปูน หรือไม่มีใบเตย ก็ใช้น้ำแครอต บีทรูท ฟักทอง กะหล่ำม่วง…แทนน้ำใบเตยได้ กลิ่นปูนก็จะถูกกลบไป หรือถ้าชอบตัวสีขาวๆ ก็รินน้ำปูนวางพักไว้สัก 2 ชั่วโมง ให้กลิ่นปูนจางลงจึงนำไปกวนก็ได้…หรือจะรินน้ำปูนพักไว้ให้กลิ่นจางลง แล้วนำดอกมะลิลง ลอย ปิดฝาทิ้งค้างคืน 1 คืน จึงนำมาผสมแป้งกวน ก็จะได้ลอดช่องดอกมะลิหอมๆ

ทีนี้ก็เอาหม้อ หรือกระทะทองเหลืองมาตั้งไฟ เอาแป้งที่โม่แล้วเทใส่ลงไป กวนด้วยไฟกลางๆ จนแป้งงวด สังเกตว่าเวลายกพายขึ้นแป้งจะหยด หรือจะใช้วิธีหยดแป้งลงในน้ำเย็น พอแป้งแข็งตัวไม่ละลายเป็นใช้ได้ หรือสังเกตเวลาแป้งที่กวนเดือดปุดๆ ช้าๆ เป็นใช้ได้อีกเหมือนกัน

ตักแป้งที่กวนได้ที่แล้วนั้น ใส่ลงในหม้ออะลูมิเนียมที่เจาะรูก้นหม้อจนเป็นรูพรุน (จะให้ลอดช่องตัวเล็ก ตัวใหญ่แค่ไหน ขึ้นอยู่กับขนาดของรูที่เจาะ) แล้วก็เอาที่กด กดให้แป้งทะลักไปตามรูไหลพรูลงเบื้องล่าง เราก็เอากระป๋องใส่น้ำเย็นไปวางรองเอาไว้ ตัวลอดช่องก็จะไหลลงไปแช่น้ำเย็นในกระป๋อง

เป็นอันว่า ได้ลอดช่องไทยๆ กลิ่นหอมใบเตย สำเร็จสมประสงค์ ถ้ามีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมมูล วิธีการทำก็ไม่ยากเท่าไหร่นัก และต้องมีเวลาทำพอสมควรด้วย แต่หากยังไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่งทำเลยนะคะ…ซื้อเขากินจะสะดวกกว่าเยอะเลย

วิธีการทำลอดช่องแบบนี้ ในสมัยก่อนตามบ้านนอก มักจะทำเลี้ยงแขกในงานมงคลต่างๆ เช่น บวชนาค งานแต่งงานกันมาก โดยเฉพาะงานแต่งงาน เชื่อว่า…ลอดช่อง มีความหมายคือ ให้คู่บ่าวสาวมีความรักยืนยาว เมื่อมีอุปสรรคใดๆ ก็ให้สามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ในสมัยก่อนส่วนมากคนทำลอดช่องเก่งๆ จะมีคนเชิญไปเป็นแม่งานกดลอดช่อง เพราะการกดลอดช่องต้องมีความชำนาญ และเข้าใจวิธีกดถึงจะได้ตัวสม่ำเสมอ สวยงาม ไม่ไหลเป็นแท่งยาว หรือเป็นปุ่มสั้นๆ จนเกินไป

เคล็ดลับในการทำขนมลอดช่องนั้น มีอยู่ 2 อย่าง คือ ตัวแป้งต้องกวนให้สุก และเวลากดเป็นเส้น ตัวแป้งต้องร้อน อย่าทิ้งให้แป้งเย็น ส่วนน้ำกะทิให้ใช้มือละลายน้ำตาลให้เข้ากัน และไม่ต้องตั้งไฟ จะคงความหอมของน้ำตาล และถ้าใช้น้ำตาลมะพร้าวจะหอมอร่อยยิ่งขึ้น

ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปดูการทำลอดช่องน้ำกะทิ ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทุ่งหยีเพ็งร่วมใจ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ที่ผ่านการคัดเลือกจากสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่น ระดับเขต ประจำปี 2557

ทางกลุ่มได้ร่วมแรงร่วมใจทำลอดช่องน้ำกะทิให้กินกันสดๆ ต้องขอบอกว่า ทำยากเหมือนกันค่ะ…เพราะกว่าจะกวนแป้งได้ก็ต้องใช้เวลานาน (คนทำบอกว่า…กวนทีก็แทบสลบ) แถมเวลากวนต้องกวนคนเดียวด้วย จะเปลี่ยนมือกวนก็ไม่ได้ วิธีกวนก็ต้องวนไปทางเดียวกันตลอด (ตอนกวนนี้หอมมากๆ) ซึ่งกว่าจะได้ลอดช่องเส้นเขียวๆ มาให้เรากินก็เสียเหงื่อไปหลายหยดเหมือนกันค่ะ…

วิธีการทำน้ำกะทิ กินกับลอดช่อง

เอามะพร้าวขูด 1 กิโลกรัม มาคั้นด้วยน้ำลอยดอกมะลิ ให้ได้น้ำกะทิ 3-3.5 ถ้วย ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป ครึ่งกิโลกรัม และน้ำตาลทราย 1 ? ถ้วย คนให้น้ำตาลละลาย แล้วนำไปตั้งไฟ คนต่อไปอีก พอน้ำกะทิเดือดปุดๆ ก็เป็นอันใช้ได้ ถ้าจะให้หวานแหลมก็ควรใส่เกลือลงไปด้วยสัก 1/8 ช้อนชา

ตักลอดช่องใส่ถ้วย ตักน้ำกะทิใส่พอประมาณ พร้อมน้ำแข็งทุบใส่ลงไปหน่อย (ถ้ามีแตงไทยด้วย อร่อยเหาะเลยค่ะ…) คราวนี้คงไม่ต้องสอนแล้วล่ะค่ะ…ทีนี้ก็ตัวใครตัวมัน ซดกันให้คล่องคอไปเลย…แต่คนโบราณท่านห้ามคนที่กินลอดช่องน้ำกะทิไว้ว่า….ห้าม! จาม ในขณะที่ลอดช่องอยู่ในปากเด็ดขาดค่ะ…(เพราะเผลอๆ มันอาจจะลอดช่องออกมาผิดรูก็ได้…ใครจะไปรู้นะ!?)

กฎหมายลิขสิทธิ์…ผิดหรือไม่ คนนำไปใช้ย่อมรู้แก่ใจดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

กฎหมายลิขสิทธิ์…ผิดหรือไม่ คนนำไปใช้ย่อมรู้แก่ใจดี

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ วันที่ 4 สิงหาคม 2558 ออกมาเพื่อปรับปรุงกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2537 ในบ้านเรามีกฎหมายที่คุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว ตั้งแต่ยุคที่มี “พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474” และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ก็มีมาตั้งแต่ปี 2521 และแก้ไขปรับปรุงมาเป็นลำดับ

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่นี้ออกมาเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับยุคเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) มีเนื้อหาสาระเพิ่มเติมที่สำคัญดังนี้ คือ

– ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (INTERNET SERVICE PROVIDER, ISP) เข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดการละเมิดลิขสิทธิ์ในอินเตอร์เน็ต ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ ISP มีเครื่องมือในการป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้องกรณีมีการละเมิดลิขสิทธิ์โดยที่ ISP ไม่มีส่วนรู้เห็นและได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในการนำงานละเมิดออกจากเว็บไซต์

– คุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิ ข้อมูลการบริหารสิทธิเปรียบเสมือนบาร์โค้ดของสินค้าที่แสดงรายละเอียดต่างๆ เช่น ชื่อผลงาน ชื่อผู้สร้างสรรค์ ชื่อเจ้าของ ฯลฯ หากผู้ใดมาลบ แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวจะถือว่าละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิ ตัวอย่างเช่น มีชื่อเจ้าของผลงานอยู่ในภาพ ทำเป็นลายน้ำ แต่ผู้นำไปใช้ทำการดัดแปลง ลบชื่อหรือลายน้ำออก เป็นต้น

– กฎหมายระบุให้ชัดเจนขึ้นกรณีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตดูงานที่มีการจดลิขสิทธิ์ ซึ่งปกติระบบคอมพิวเตอร์จะมีการ copy ข้อมูลเข้ามาในหน่วยความจำชั่วคราว หรือที่เรียกว่า RAM เพื่อให้สามารถดูงานนั้นได้ กฎหมายระบุว่าเป็นการทำซ้ำชั่วคราวซึ่งไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้งานใช้วิธีการดาวน์โหลดงานนั้นเข้ามาในคอมพิวเตอร์จะถือเป็นการทำซ้ำที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

– งานลิขสิทธิ์ที่เราซื้อมาอย่างถูกต้องสามารถนำมาขายต่อเป็นสินค้ามือสองได้โดยไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น ภาพ หนังสือ เป็นต้น ส่วนกรณีที่เคยเป็นข่าวว่า มีคนเก็บ ซีดี เพลง หรือภาพยนตร์แล้วนำไปขายนั้น (อันที่จริงแล้วไม่เข้าเงื่อนไขผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ว่าหากเราซื้อมาอย่างถูกต้องสามารถนำมาขายต่อเป็นสินค้ามือสองได้) แต่เนื่องจากมีกฎหมายอื่น ระบุว่า การขาย ซีดี ภาพยนตร์มือสองจะต้องมีใบอนุญาตให้ขายตามกฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ทำให้มีปัญหาและมีความผิดตามกฎหมายนั้นๆ

– กรณีเจ้าของลิขสิทธิ์ใส่รหัสผ่าน (Password) ให้กับงานของตนเองที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตเพื่อป้องกันการคัดลอกหรือเข้าชมได้ หากใครใช้วิธีเจาะรหัสผ่านหรือหาวิธีเพื่อเข้าถึงงานดังกล่าวโดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตก็จะมีความผิดฐานละเมิfมาตรการทางเทคโนโลยี

– นักแสดงมีสิทธิระบุชื่อของตัวเองในงานที่ได้แสดงไป

– ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์จ่ายค่าเสียหายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

– ศาลสามารถสั่งริบหรือทำลายของละเมิดลิขสิทธิ์ที่ได้ทำขึ้นหรือนำเข้ามาในประเทศ รวมทั้งเครื่องมือหรือสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วย และให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำลายของละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย

– โทษการละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิหรือละเมิดมาตรการทางเทคโนโลยี มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท หากกระทำเพื่อการค้า มีโทษจำคุก ตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000-400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มีการนำผลงานของผู้อื่นไปใช้หลายๆ กรณีที่ก้ำกึ่งชวนให้สงสัยว่า หากทำอย่างนั้นอย่างนี้จะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ มีหลักง่ายๆ 2 ประการ ที่ใช้เป็นแนวทางพิจารณาว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ คือ

1. ต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์

2. ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร

แนวทาง 2 ข้อนี้ อ่านดูอาจจะยังงงๆ แต่ขอให้ใช้วิธีคิดว่า หากเรานำผลงานของผู้อื่นไปใช้เพื่อการค้าหาผลประโยชน์ แล้วอันนี้ชัดเจนว่ายังไงๆ ก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนหากเจตนาของการนำไปใช้สุจริต เช่น นำไปเผยแพร่เพื่อการเรียนการสอน โดยไม่ใช่การทำสำเนาขายก็ย่อมไม่เป็นปัญหา และหลักง่ายๆ อีกข้อหนึ่งในการนำผลงานของบุคคลอื่นไปใช้ที่สำคัญคือ ควรขออนุญาตเจ้าของผลงาน หรืออย่างน้อยให้เครดิตโดยระบุว่าเป็นผลงานของบุคคลชื่อใด นามสกุลใด ประกอบไว้เสมอ ก็จะช่วยป้องกันปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

ชายแดนแสนเพลิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผสเสวก

ชายแดนแสนเพลิน

ย่ำค่ำที่ดวงจันทร์สะท้อนเงาเลื่อมพรายในแม่น้ำโขง มันเป็นความเพลิดเพลินงดงามที่ฉันไม่เคยหน่ายกับการเฝ้ามอง

ฉันเคยนั่งมองแม่น้ำโขงยามพลบค่ำมาแล้วหลายแห่งที่ และโมงยามนี้ฉันอยู่ที่นครพนม จังหวัดหนึ่งของไทยที่แม่น้ำโขงไหลผ่านและเขตชายแดนติดกับ สปป. ลาว ฟากฝั่งโน้นของแม่น้ำโขงคือ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน อีกแห่งหนึ่งของลาวที่ฉันเคยข้ามฟากไปเยือนมาหลายครั้งหลายหน เคยนั่งรถจากท่าแขกไปจนถึงแขวงสะหวันนะเขต ฝั่งตรงข้ามจังหวัดมุกดาหาร และหลายครั้งแค่ข้ามจากนครพนมไปเดินเล่นแถวตึกเก่ายุคอาณานิคม แล้วข้ามกลับมานอนฝั่งนครพนม

สำหรับฉันแล้ว บางครั้งการท่องเที่ยวเทียวไป ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องไปทุกหนแห่งที่เขาแนะนำไว้ ทว่าเพียงแค่ได้เดินทอดน่องชมบ้านเมือง ได้ดอมดมกลิ่นอายอวลๆ บรรยากาศ ได้นั่งเงียบๆ ครุ่นคำนึง

เพียงนี้ก็มีความสุขเกินพอ ยิ่งได้นั่งมองสายน้ำยามพลบที่สะท้อนแสงจันทร์นวลอย่างนี้ กำไรแห่งชีวิตดูเหมือนจะท่วมท้นแล้ว

โดยเฉพาะเมืองชายแดนยิ่งมากเรื่องราวและมนต์เสน่ห์ให้เฝ้ามองได้ไม่รู้จบ

นครพนม ตั้งอยู่ชายฝั่งขวาของแม่น้ำโขง เป็นเมืองเก่าแก่ที่ชาวลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมักจะข้ามไปมาหาสู่กับพี่น้องลาวฝั่งขวา และที่สำคัญคือพี่น้องสองฝั่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งเดียวกันที่เคารพบูชามาแต่เก่าแต่ก่อน นั่นคือ พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ เป็นพระธาตุที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุหรือกระดูกหน้าอกของพระพุทธเจ้า พระธาตุพนมประดิษฐานอยู่ที่อำเภอธาตุพนม ห่างจากตัวเมืองนครพนม 52 กิโลเมตร

นครพนม เป็นจังหวัดที่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์เคียงคู่กับประวัติศาสตร์ชาวลาวมาแต่โบราณ ด้วยเป็นเมืองเก่าเคียงคู่กับอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ซึ่งแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้นอาณาจักรนี้กินพื้นที่อยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง มีตำนานจารึกไว้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชตีเมืองเวียงจันทน์ได้ ชื่อของดินแดนนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็น “มรุกขนคร” และต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น นครพนมตามสภาพพื้นที่อันเรียงรายไปด้วยทิวเขายาวเหยียด

อาณาจักรแห่งนี้ที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาเนานาน นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขา ยังมีแม่น้ำโขงอันยิ่งใหญ่หล่อเลี้ยง จนก่อเกิดเป็นแหล่งวัฒนธรรมของมนุษยชาติหลายชนเผ่า นครพนมจึงเต็มไปด้วยโบราณสถานและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมประเพณีที่ทรงคุณค่า

สำหรับฉันแล้ว นอกจากตัวเมืองนครพนมและพระธาตุพนม ฉันยังเสน่หาเมืองท่าอุเทน หนล่าสุดที่มานครพนมฉันนั่งรถสองแถวไปท่าอุเทน เดินทางช้าๆ บนรถที่เต็มไปด้วยชาวบ้าน เต็มไปด้วยกระบุง ตะกร้า และลังใส่ข้าวของเครื่องใช้ แม้ท่าอุเทนจะห่างจากตัวเมืองนครพนมราว 20 กิโลเมตร กระนั้นก็ยังมีข้าวของวางขายไม่หลากหลายพอสนองความต้องการ คนท่าอุเทนจึงยังต้องเดินทางเข้าเมืองนครพนมเพื่อจับจ่ายข้าวของบางอย่าง โดยเฉพาะเครื่องเคราของใช้ที่ทันสมัย แต่หากจะจับจ่ายของบ้านๆ ตลาดท่าอุเทนมีสนองให้เกินพอ เพราะที่นี่มีตลาดชายแดนที่เปิดให้ชาวลาวข้ามฝั่งนำสินค้ามาขายด้วย

ฉันนั้นพิสมัยตลาดบ้านๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเป็นตลาดชายแดนยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ สินค้าที่แม่ค้าพ่อขายบ้านเรานำมานั้นไม่เย้ายวนใจสักเท่าไหร่ เพราะเคยเห็นเคยกินเคยใช้มาจนชิน ต่างกับสินค้าจากฝั่งลาวมีหลายอย่างแปลกปากแปลกตา หรือไม่ก็เป็นสิ่งที่บ้านเราเคยมีขายแต่หายไปนานแล้ว อย่างเช่น ผักบ้านๆ บางอย่าง ซึ่งบ้านเราอาจมีกินตามบ้านแต่ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาวางขาย เหล่านี้เป็นต้น

หลังจากทหารเข้ามายึดอำนาจปกครองบ้านเมืองใหม่ก็เคร่งครัดกับการเข้าออกแถบชายแดนมากขึ้น เดิมทีจะกวดขันเรื่องยาเสพติดเป็นหลัก และผ่อนเบาให้พ่อค้าแม่ขาย แต่ระยะหลังตรวจตราเข้มข้นไม่เว้นหน้าทุกผู้คน ทำให้การค้าชายแดนที่คึกคัก ซบเซาลงไปจนคนค้าขายบ่นพึม บางคนบอกว่าแต่ก่อนมีของขายมากมายสนุกสนานและเงินตราสะพัดกว่านี้ แต่เขาก็พยายามเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองในยามนี้ ทั้งประคับประคองชีวิตตนเองให้อยู่รอดไปวันๆ

ยุคที่ฝรั่งเศสเข้ามาครอบครองดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ได้มีอิทธิพลด้านสถาปัตยกรรมไว้มากมายทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง อาคารเก่าๆ หลายแห่งในจังหวัดนครพนมจึงยังคงร่องรอยให้เห็น เป็นอาคารที่ชาวบ้านจะบอกง่ายๆ ว่า “ตึกสมัยฝรั่งมาอยู่” อำเภอท่าอุเทนก็เช่นกัน ที่ยังมีอาคารทรงฝรั่งให้เห็น ทั้งในบริเวณตลาดชายโขงและอาคารโรงเรียนท่าอุเทนปัจจุบัน

ในยุคที่อาเซียนกำลังมาแรง เมื่อเริ่มประกาศการรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ธงทิว 10 ประเทศอาเซียน ก็สะบัดพลิ้วตามรั้วโรงเรียน ตามเขตตลาดชายแดน และไม่เว้นแม้แต่บริเวณวัดพระธาตุท่าอุเทนที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวโขงทั้งซ้ายขวาเคารพบูชา ไม่ต่างพระธาตุพนม

โคราชของเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

โคราชของเรา

แล้งปีนี้ ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ ถือเป็นบทเรียนที่จะต้องจำ

แต่ถ้าหากมองอีกด้าน ก็จะบอกว่าเป็นเรื่องดี

ยามแล้งแห้งขอดอย่างนี้ ก็เพื่อจะให้ผู้คนช่วยกันขุดลอก คู คลอง หนอง บึง ที่ตื้นเขิน ไว้รองรับน้ำที่จะตามมาในปีต่อไป

อย่างไรเสีย ก็อย่ามัวแต่โอ้เอ้วิหารราย เพราะมันจะไม่ทันการ

อย่าลืมว่า ระบบข้าราชการเมืองไทยในสายตาชาวบ้านทั่วไปนั้น ยังมองด้านลบอยู่

ถ้าหากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ยังมัวรีรอขออนุมัติ เรื่องบางเรื่องมันรอไม่ได้ ต้องลงมือทำก่อน

สำหรับผู้บังคับบัญชา ก็จะต้องรีบจัดการ ตัดสินใจอะไรก่อน อะไรหลัง เป็นแบบอย่างให้ผู้ปฏิบัติงานมีกำลังใจ

การเอาผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชามาเป็นของตัวเอง เป็นสิ่งที่ไม่งามทั้งทางโลกและทางธรรม

นอกจากจะเป็นที่ครหาแล้ว ยังจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานนั้นเสียกำลังใจอีกต่างหาก

การเป็นผู้นำที่ดีและผู้ตามที่ดี ต้องเกื้อกูลและจริงใจต่อกัน

ปัจจุบัน สังคมไฮเทค เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก

ครอบครัวจึงล่มสลาย เพราะไม่รู้จักหน้าที่

ปักษ์นี้จึงขอเชิญชวนให้หาความรู้จากหนังสือ เรื่อง “โคราชของเรา”

ความรู้เรื่องนี้ เป็นหนึ่งในโครงการ “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง” ของเครือมติชน

โดยมีครูใหญ่ ขรรค์ชัย บุนปาน เป็นบรรณาธิการอำนวยการ และ สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นบรรณาธิการ

เป็นความรู้ที่อ่านเข้าใจง่าย มีทั้งแผนที่ แผนผัง รูปประกอบให้ศึกษาประวัติศาสตร์นครราชสีมา ที่ยืนยันว่าไม่ได้อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต

กว่าจะมาเป็นโคราชทุกวันนี้ มีเรื่องราวให้เรียนรู้มากมาย ขอเพียงเปิดใจอ่าน

บรรพชนคนโคราชเป็นใคร? มาจากไหน? หนังสือเล่มนี้จะไขให้หายข้องใจ

และถ้าจะให้เพลิดเพลินเจริญใจควบคู่ไปกับการอ่าน ขอให้หาตำโคราชมากินแนมไปด้วย รับรองยิ่งมีความสุข

โคราชของเรา จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน จำหน่าย ในราคา 250 บาท

ถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวบ้านทั่วไป ที่มีกฎหมายบังคับใช้เกี่ยวกับการให้บริการของข้าราชการต่อประชาชน

ต่อไปนี้ หากให้บริการล่าช้า หรือว่าเตะถ่วง ชาวบ้านมีสิทธิฟ้องร้องได้ทันที

ดังนั้น ข้าราชการจะต้องปรับลดขั้นตอนที่ยืดยาดออกไป

อะไรที่อนุมัติ บริการได้เร็ว ก็ให้รีบทำ

อย่าได้เป็นแบบเช้าชาม เย็นชาม มีสิทธิ์ติดคุกเอาง่ายง่าย

งานนี้ต้องขอบคุณ รัฐบาลประยุทธ์

เรื่อง – ลูกไม้ไม่ไกลต้น

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – อนุวัฒน์ แก้วลอย

เส้นทางที่พ่อก้าวยาวนานนัก

เพราะพ่อรักหนักแน่นเป็นแก่นสาร

อุทิศพลีทั้งชีวิตจิตวิญญาณ

ในหน้าที่ราชการงานของครู

ความเป็นครูอยู่ที่ไหนได้ทั้งสิ้น

แค่พอมีพอกินดิ้นรนสู้

ภาคภูมิใจในตัวพ่อขอเชิดชู

ถึงไม่รู้ว่าปูทางให้อย่างไร

เหนื่อยแค่ไหนไม่เคยเอ่ยปากบ่น

อดและทนจนถึงขั้นเลิกหวั่นไหว

การแก่งแย่งแข่งดีมีถมไป

แม้แต่ในสังคมครูลูกรู้ดี

เส้นทางที่พ่อก้าวยาวนานนั้น

กับตัวลูกกลับผูกพันมั่นวิถี

ได้เฝ้าหวังสังเกตการณ์มานานปี

ทางสายนี้ที่จะข้ามเดินตามรอย

จะเติบกล้าทำหน้าที่นี้อย่างพ่อ

อุดมการณ์สานต่อไม่ท้อถอย

ความไม่รู้อยู่บ้านนาหรือป่าดอย

ศิษย์ตัวน้อยอาจคอยครูอยู่สักวัน

เส้นทางที่ลูกก้าวในคราวนี้

ก็เพราะมีแบบอย่างพ่อสร้างฝัน

เพิ่งรู้ตัวชั่วชีวิตนิจนิรันดร์

ลูกไม้นั้นมันไม่ไกลต้นเลย

งานบวช ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

งานบวช ตอนจบ

คณะสงฆ์ประชุมพร้อมกัน 9 รูป อาตมาทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ทำหน้าที่เป็นประธานให้การบรรพชาอุปสมบทเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย

เริ่มต้นด้วยเจ้านาค หรือเรียกตามภาษาแห่งพระวินัยว่า อุปสัมปทาเปกข์ ซึ่งแปลว่า ผู้มุ่งการอุปสมบท กล่าวคำขอขมา และขอบรรพชาตามลำดับ

เมื่อกล่าวคำขอขมา กล่าวขอบรรพชาและประเคนผ้าไตรแก่พระอุปัชฌาย์แล้ว จึงนั่งพับเพียบด้วยความสงบเพื่อฟังโอวาทของพระอุปัชฌาย์

พระอุปัชฌาย์ สอนนาคเรื่องโอกาสดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ รอดชีวิตมาได้จนอายุครบบรรพชาอุปสมบท ได้เกิดทันเวลาที่ยังมีโอกาสพบพระพุทธศาสนา และได้ฟังธรรม ที่พระสาวกนำมาแสดงสืบทอดกันมา เมื่อได้ฟังธรรมแล้วรู้เรื่อง เข้าใจ ศรัทธาเลื่อมใส น้อมใจเข้ามาเพื่อบรรพชาอุปสมบทประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา

เมื่อเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาแล้ว จะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจถึงสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนเคารพนับถือ ได้แก่ พระรัตนตรัย คือ 1. พระพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างสูงสุดจนตรัสรู้จนเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม 2. พระธรรม คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบจนทำให้พ้นทุกข์แล้วนำมาสอนผู้อื่นให้รู้ตาม 3. พระสงฆ์ คือหมู่ชนที่ฟังคำสอนของพระองค์แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นความสงบร่มเย็น แล้วบวชตามพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยกันเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าให้แผ่ออกไปอย่างกว้างไกลเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของมหาชนเป็นอันมาก

เมื่อได้ทราบถึงความหมายและพระคุณของพระรัตนตรัยอย่างนี้แล้ว พึงตั้งใจปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วยตจปัญจกกัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานอันมีหนังเป็นที่ห้า ซึ่งต้องบริกรรมจนขึ้นใจว่า เกสา ผม โลมา ขน นะขา เล็บ ทันตา ฟัน ตะโจ หนัง

การบริกรรมไปตามลำดับเรียกว่า อนุโลม การบริกรรมทวนลำดับ ว่า ตะโจ หนัง ทันตา ฟัน นะขา เล็บ โลมา ขน เกสา ผม เรียกว่า ปฏิโลม เพื่อให้จิตสงบอยู่กับคำบริกรรมนั้น และพิจารณาต่อไปว่า ผม ขน เล็บ ฟัน และหนังนี้ เป็นของปฏิกูล โดย สี สัณฐาน ที่อยู่ การหมักหมมถมทับล้วนทำให้ปฏิกูล เมื่อพิจารณาว่าเป็นของปฏิกูล ก็จะกลายเป็นของน่าเกลียด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความน่ายินดี น่ากำหนัดขัดเคือง ก็จะช่วยบรรเทา กิเลสและความกำหนัดขัดเคืองได้ ใจก็จะสงบร่มเย็นสงบอยู่ผาสุกในชีวิตพรหมจรรย์

เมื่อทราบถึงวิธีการบวชที่สงบไม่ถูกกิเลสรบกวนแล้ว ก็ควรทราบถึงอานิสงส์ของการบวชที่พึงได้รับโดยสรุป จะมีดังนี้

1. ได้รับประโยชน์แก่ตนเองที่จะได้มาฝึกฝนตนเองตามหลักของพระพุทธศาสนาอันจะเป็นประโยชน์ทั้งกาย วาจา จิต และความเห็นอันถูกต้องดีงามตามลำดับ ได้เว้นจากความชั่วได้แน่นอน เช่น เว้นจากการดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านการทำงาน

2. พ่อแม่ได้รับผลบุญมากมายจากการบวชของลูกตามที่พุทธศาสนิกชนไทยเชื่อสืบต่อๆ กันมาว่า พ่อแม่จะได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูกขึ้นสวรรค์ คือพ่อแม่มีความสุขปลาบปลื้ม เพราะลูกได้บวชทำความดีนั่นเอง

3. สัตว์ทั้งหลายได้รับประโยชน์ เพราะเมื่อบวชแล้วจะไม่ฆ่าและเบียดเบียนสัตว์ สัตว์ทั้งหลายจะอยู่รอดปลอดภัยตราบใดที่เขายังบวชอยู่

4. พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จะได้รับอานิสงส์จากการบวช เมื่อได้เห็นพระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พุทธศาสนิกชนจะมีความปลาบปลื้มอิ่มใจได้มีโอกาสทำบุญตักบาตร ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมตามที่ผู้บวชได้ศึกษามานั้น

5. ได้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตามวันเวลาที่ได้บรรพชาอุปสมบทนั้น จะกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ล้วนสืบไปได้ตามแรงศรัทธาที่จะอุทิศนั้น

สุดท้ายนี้ ขอให้เธอตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรมให้เกิดความงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นไปเทอญ

เมื่อสอนนาคและให้กัมมัฏฐานเสร็จ จึงได้มอบผ้าไตรออกไปห่มให้เป็นปริมณฑลเรียบร้อยถูกต้องตามพระวินัย โดยมีพระสงฆ์ช่วยกันเป็นพี่เลี้ยงห่มผ้าให้ด้วยความกรุณายิ่ง

เมื่อห่มผ้าไตรแล้ว จึงกลับเข้ามากล่าวคำขอขมาและกล่าวคำขอศีลและไตรสรณคมน์

พระบุญพิทักษ์ สุนทโร พระกรรมวาจา ทำหน้าที่ให้ศีลโดยกล่าวนำอย่างถูกวรรคตอน เนื่องจากเจ้านาคฝึกตนเองอย่างมาก ฝึกการอ่านการท่องจำจนขึ้นใจ จึงกล่าวสมาทานศีลตามได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด

เมื่อกล่าวสมาทานศีลเสร็จ ได้กล่าววันทาอีกครั้งหนึ่งแล้วกราบพระศีลาจารย์ผู้ให้ศีล 3 ครั้ง เป็นอันว่า การบรรพชาเป็นสามเณรจบลงด้วยดี ตามหลักการบรรพชาในพระพุทธศาสนา การบรรพชาหรือการบวชเป็นสามเณรจะจบลงเมื่อสามเณรกล่าวถึงไตรสรณาคมน์ว่า ตติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ แล้วสมาทานศีลสิบ เพื่อเป็นข้อปฏิบัติของสามเณรต่อไป

เพื่อให้การอุปสมบทกรรมเป็นไปอย่างสะดวก จึงได้จัดการอุปสมบทกรรมข้างบนอุโบสถศาลา เริ่มด้วยการขอนิสัยและกล่าวคำเป็นภาระดูแลซึ่งกันและกัน พระอุปัชฌาย์ให้นิสัยคือการมาอยู่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ยอมรับว่า สัทธิวิหาริกกับพระอุปัชฌาย์จะต้องดูแลซึ่งกันและกันอย่างสนิทสนมดังบิดากับบุตรฉะนั้น

จากนั้นจึงเริ่มอุปสมบทกรรมตามลำดับด้วยการบอกบาตรจีวรแล้วเริ่มสังฆกรรมการอุปสมบทตามกระบวนการจบลงด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา

พระบุญพิทักษ์ สุนฺทโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ ดร. พระมหานรินทร์ นรินฺโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบทเสร็จแล้ว พระอุปัชฌาย์ก็บอกอนุศาสน์ โดยเริ่มสอนเป็นภาษาไทยแล้วบอกอนุศาสน์เป็นภาษาบาลีตามลำดับ

ครั้นบอกอนุศาสน์จบแล้ว อุปสมบทกรรมเป็นเสร็จสิ้นเรียบร้อยด้วยดี เวลา 14.16 น. เป็นอันว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีพระภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทแบบไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 รูป ชื่อว่า พระกิตติศักดิ์ ฉายา กตสาโร ขอพระกิตติศักดิ์ กตสาโร จงเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนาเป็นนิตย์เทอญ

กระทรวงเกษตรฯ จัดใหญ่ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

กระทรวงเกษตรฯ จัดใหญ่ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทรงพระเมตตาต่อพสกนิกร โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบากต่อการรับบริการจากทางราชการ คณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีมติให้จัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เพื่อเทิดพระเกียรติระดับประเทศขึ้น ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม-31 สิงหาคม 2558 โดยกำหนดให้จังหวัดลำพูน นครศรีธรรมราช นครพนม และประจวบคีรีขันธ์ เป็นจังหวัดตัวแทนของภูมิภาคต่างๆ และให้เปิดงานเทิดพระเกียรติระดับประเทศพร้อมกัน ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยให้จังหวัดลำพูนเป็นจุดเปิดงานโครงการ พร้อมทั้งจัดให้มีการลงนามถวายพระพร การฝึกอาชีพ นิทรรศการส่งเสริมการเกษตร การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกร และการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเกษตรกรมาร่วมงานและเข้ารับบริการความรู้ทางการเกษตร ในจังหวัดตัวแทนของทั้ง 4 ภูมิภาคดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 6,000 คน

คุณอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เป็นโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการให้บริการแก่เกษตรกร โดยการถ่ายทอดความรู้และแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรในพื้นที่ในคราวเดียวกัน เกษตรกรจะได้รับทั้งความรู้ด้านวิชาการ และบริการแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านดิน น้ำ พืช ปศุสัตว์ ประมง สหกรณ์ บัญชี กฎหมาย และอื่นๆ โดยจะนำบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้ด้านเกษตรมาให้บริการแก่เกษตรกรถึงในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ มาให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมชมงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ซึ่งเป็นโครงการที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับไว้เป็นโครงการในพระราชานุเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก้ไขปัญหาและให้ความรู้ด้านการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ครบถ้วนทุกด้าน ในคราวเดียวกันตามความต้องการของเกษตรกร ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนา ฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเปิดให้บริการมาตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบันมีเกษตรกรมาเข้ารับบริการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,919,978 ราย และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็จะมีการสรุปประเด็นปัญหาของเกษตรกรเป็นรายบุคคล และภาพรวมของพื้นที่ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพัฒนา พร้อมทั้งให้ติดตามผลการให้บริการอย่างใกล้ชิด และออกให้บริการเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

คุณอำนวย กล่าวถึงกิจกรรมการให้บริการคลินิกเกษตร ในปี 2558 ด้วยว่า จะเน้นแก้ปัญหาในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร ทำนา จึงกำหนดให้ทุกหน่วยงานเน้นการให้บริการคลินิกเกษตรเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีคุณค่า และให้เหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆ เช่น แนะนำให้เกษตรกรมีการวางแผนการผลิต การปลูกพืชใช้น้ำน้อย เพื่อให้เกิดรายได้และปรับปรุงบำรุงดิน ผ่าน 11 คลินิกหลัก อาทิ คลินิกพืช คลินิกข้าว โดยให้คำแนะนำเกษตรกรในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตข้าว คลินิกดิน บริการให้คำปรึกษาตรวจวิเคราะห์ดิน โดยมีเครื่องมือทดสอบธาตุอาหารพืชประจุบวก-ลบ เครื่องมือวัดความเป็นกรด-ด่าง (pH meter) การทำปุ๋ยหมัก คลินิกปศุสัตว์ ได้จัดกิจกรรมบริการผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมว การประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หันมาให้การปรับปรุงพันธุ์สัตว์ด้วยวิธีผสมเทียม การให้บริการให้คำปรึกษาด้านการเลี้ยงและดูแลสัตว์เลี้ยง และแจกจ่ายเวชภัณฑ์สัตว์ คลินิกประมง บริการให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในการเพาะเลี้ยง และคลินิกอื่นๆ

คลินิกจักรกลและวิศวกรรม แจกเอกสารแผ่นพับการทำความสะอาดเครื่องยนต์เล็ก ให้คำแนะนำปรึกษาด้านเครื่องจักรกล การให้น้ำกับพืช รวมถึงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้าน รวม 4 จังหวัด จังหวัดละ 20 ร้านค้า มีสินค้าทางด้านการเกษตร อุปโภค บริโภค จำหน่ายแก่เกษตรกรและผู้เข้าร่วมงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน รวมถึงจัดการประกวดผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับผลดำเนินงานโครงการคลินิกเคลื่อนที่ฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ตั้งแต่ ปี 2546-กรกฎาคม 2558 มีเกษตรกรมารับบริการแล้วทั้งสิ้น 2,919,978 ราย โดยในปี 2558 มีเกษตรกรมาลงทะเบียน 82,283 ราย รวมทุกคลินิกมีเกษตรกรเข้ารับบริการ 54,172 ราย โดยแก้ปัญหาเสร็จสิ้น 51,374 ราย ต้องติดตามต่อเนื่อง 2,798 ราย โดยให้บริการทางคลินิกพืช ข้าว ดิน ปศุสัตว์ ประมง ชลประทาน บัญชี สหกรณ์ กฎหมาย ยางพารา และคลินิกตรวจสารพิษในร่างกาย ที่ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และคลินิกอื่นๆ (คลินิกจักรกลและวิศวกรรม)

นอกจากนี้ จากการติดตามประเมินผลโครงการ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 98.30 ต้องการให้จัดคลินิกในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพราะเกษตรกรสามารถนำความรู้และปัจจัยการผลิตที่ได้รับแจกในงานไปใช้ประโยชน์ สามารถลดปัญหาด้านการเกษตรลงได้ เช่น คลินิกดิน คลินิกพืช ปศุสัตว์ ยางพารา จักรกลการเกษตร เป็นต้น ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดให้เกษตรกรรายอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ จึงถือเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบากต่อการรับบริการจากทางราชการอย่างแท้จริง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้แก่เกษตรกรไทยทุกหมู่เหล่า ในการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอาชีพให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป

โรคซ้ำ กรรมซัด ภัยพิบัติของ SMEs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

โรคซ้ำ กรรมซัด ภัยพิบัติของ SMEs

“SMEs ก็ต้องระวังตัวเองให้มาก ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อความต้องการในสินค้าหรือ Demand ลดลง หากทำธุรกิจแบบเดิม แบบที่เคยทำ อาจอยู่ไม่ได้ ต้องเผื่อว่าโลกของการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ลงทุน หรือการค้า การขายเปลี่ยนไปให้มากไว้ด้วย”

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. จะพิจารณาปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2558 โดยจะปรับลดการขยายตัวจากที่คาดไว้เดิม 3.7% เหลือ 3% ต่อปี ซึ่งทุกฝ่ายทั้งประชาชนและนักลงทุนก่อนหน้านี้ต่างได้รับทราบข้อมูลแล้ว การปรับลดเศรษฐกิจครั้งนี้มาจากเหตุปัจจัยดังนี้

– เนื่องจากการส่งออกที่เดิมคาดว่าจะขยายตัว 0.2% มาเป็นติดลบ 1.7%

– การบริโภคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้แต่ยังไม่สูงมากที่ประมาณ 2-3% ดัชนีเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคม 2558 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงออกมาอ่อนแอ ต่อเนื่องจากภาคครัวเรือนและธุรกิจยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย การบริโภคเอกชนชะลอลงจากการปรับลดการบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะหมวดยานยนต์เป็นสำคัญ พอเข้าไปดูจะเห็นว่าสาเหตุที่ภาคดังกล่าวปรับลดลง ยังเป็นผลจากบริษัท TOYOTA เปิดตัวกระบะรุ่นใหม่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ยอดขายกระบะเดือนพฤษภาคม 2558 ปรับตัวลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ดังนั้น จากความเห็นนักวิชาการระบุว่า ปัจจัยลบดังกล่าวที่มากระทบต่อการบริโภคสินค้าคงทนน่าจะเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากรถยนต์กระบะรุ่นใหม่ได้มีการส่งมอบในเดือนถัดๆ ไป จะทำให้การบริโภคสินค้าคงทนน่าจะฟื้นตัวกลับมาในระยะต่อไปได้ ทั้งนี้ ดัชนีชี้วัดด้านอื่นๆ ของการบริโภคเอกชนยังคงทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยลบเดิม ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ

– การลงทุนภาครัฐขยายตัวได้มากกว่า 15% เนื่องจากภาครัฐเร่งการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการเบิกจ่ายได้รวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะงบประมาณปี 2558 และยังมีงบลงทุนพิเศษจากการลงทุนโครงการน้ำและซ่อมสร้างถนนทั่วประเทศอีก 80,000 ล้านบาท มีการอนุมัติก่อสร้างโครงการถนนมอเตอร์เวย์ 3 สาย รวมถึงงบประมาณปี 2559 มีแผนการขาดดุลถึง 390,000 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งเป็นงบลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านบาท ทั้งหมดจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังให้ขยายตัวได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ขยายตัวลดลงบางส่วน รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งการพักชำระหนี้เพื่อลดรายจ่าย และการให้สินเชื่อเพิ่มเติมในจุดที่จำเป็นเร่งด่วนไปแล้ว

มีอดีตนายธนาคารกล่าวว่า “ถ้าประเมินกลุ่มสินค้าเกษตรการเมือง 5 ชนิด คือ ข้าว ยาง มันสำปะหลัง ปาล์ม และอ้อย จะพบว่า อ้อย ปาล์ม มัน มีทางเลือกในการนำไปทำเป็นพลังงานทดแทนได้ ถ้าบริหารให้ดีก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างภาคเกษตร ทั้งด้านรายได้และหนี้สินครัวเรือนเกษตรกร สถานการณ์มีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา GDP ภาคเกษตรหรือรายได้รวมของภาคเกษตรมีการหดตัวต่อเนื่อง เหตุที่ GDP ภาคเกษตรในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมายังเติบโตได้ ยกเว้นปี 2555 ที่ GDP ภาคเกษตรหดตัวเนื่องจากเรื่องน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 แล้วต่างเป็นเพราะรัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาลต่างแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรตลอด” ขณะที่ GDP ภาคเกษตรปี 2557 มีมูลค่า 1.412 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท เพราะมีทั้งโครงการประกันรายได้ โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 15,000 บาท/ตัน จึงมีแรงกระตุ้นให้เติบโต

– ต่อเนื่องจากนโยบายประชานิยมเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เวลานี้เมื่อไม่มีมาตรการกระตุ้นต่อ บวกกับเกิดภัยแล้ง GDP ภาคเกษตรก็ลดลงทันที ปีนี้จะอยู่ที่ 1.38 ล้านล้านบาท ขณะที่ฝั่งหนี้สินของครัวเรือนเกษตรเทียบกับรายได้ จะพบว่า สัดส่วนหนี้สินของเกษตรกรต่อ GDP ภาคเกษตรสูงเกิน 80% ไปแล้ว โดยเกษตรกรเป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวม 1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สถาบันการเกษตร 1.18 แสนล้านบาท หนี้สินธนาคารพาณิชย์ 1.02 แสนล้านบาท เป็นต้น และหนี้เหล่านี้ยังไม่ได้รวมหนี้นอกระบบ

ลองหันกลับมามองทางด้าน SMEs กันบ้าง จะพบว่า ประธานธนาคารใหญ่ที่เป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ของ SMEs ระบุไว้อย่างน่าสนใจ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ลูกหนี้เริ่มมีกำลังผ่อนชำระลดลง โดยเฉพาะ SMEs ที่สายป่านสั้นกว่าลูกค้ารายใหญ่

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2558 ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ พบว่า ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 1.25% จาก 1.22% และ 1.20% ในงวดเดือนมีนาคม 2558 และ ธันวาคม 2557 ในส่วนของมูลค่าของ NPL ยังคงเพิ่มขึ้น แต่มีอัตราที่ชะลอตัวลงหรือเพิ่มขึ้น 3.09% จากไตรมาสก่อนหน้าเทียบกับไตรมาสแรกที่ NPL เติบโตถึง 8.14% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากสถาบันการเงินต่างมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าในภาคธุรกิจและ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ

จุดที่น่าสนใจคือ รายงานผลประกอบการงวดครึ่งปี 2558 ธนาคารพาณิชย์มี NPL ที่เพิ่มขึ้นมาจากลูกหนี้ SMEs และกลุ่มสินเชื่อเพื่อการเคหะ อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ SMEs เป็นภาคที่ต้องเจอมรสุม เพราะอำนาจต่อรองในตลาดมีน้อย หากเศรษฐกิจไม่เดิน ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามาก็ลำบาก

จนมีคำกล่าวว่า “SMEs เป็นเม็ดทรายของระบบเศรษฐกิจให้เกิดความมั่นคง ในช่วงที่ยากเย็นก็ต้องประคองให้อยู่รอดให้ได้ ธนาคารไม่จำเป็นต้องปรับนโยบาย ไปเน้นสินเชื่อรายใหญ่หรือรายย่อย เพราะเรากระจายทุกกลุ่มอยู่แล้วและแต่ละกลุ่มมีความแข็งแรงไม่เหมือนกัน การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปทำได้แค่ขั้นหนึ่ง หากผลิตแล้วไม่มีคนซื้อก็ไปไม่ได้ เศรษฐกิจโดยรวมต้องถูกกระตุ้น จึงจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ค้าขายได้ต่อเนื่อง”

ในส่วนของธนาคารมีการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดและพยายามแก้ไขผ่อนปรนให้ได้มากที่สุด เพื่อรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะกลับมา เพราะหากเป็นปัญหาเรื่องวงจรเศรษฐกิจ ธนาคารก็ช่วยประคองลูกค้า ไปจนถึงวันที่เศรษฐกิจฟื้นด้วยการปรับโครงสร้างกันไป แต่หากระยะยาวเป็นเรื่องปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและโลก ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างชัดเจน

หากเป็นอย่างนี้ไปอีก 2-3 ปี ก็คงแย่ เพราะ SMEs เป็นกลุ่มใหญ่ของระบบเศรษฐกิจและถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ดีจะกระทบกับความต้องการของโลกที่จะกลับมากระทบที่ธุรกิจ หากว่าจะมีการปลดคนงาน มันก็กระทบการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนตามมาเป็นลูกโซ่

ดังนั้น SMEs ก็ต้องระวังตัวเองให้มาก ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อความต้องการในสินค้าหรือ Demand ลดลง หากทำธุรกิจแบบเดิม แบบที่เคยทำ อาจอยู่ไม่ได้ ต้องเผื่อว่าโลกของการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ลงทุน หรือการค้า การขายเปลี่ยนไปให้มากไว้ด้วย

เวลานี้คงต้องรอว่ารัฐบาลจะมีโปรแกรมออกมากระตุ้นระบบเศรษฐกิจกันแบบไหน เช่น SMEs กู้เงินต้องมีการค้ำประกันจาก บสย. มาเติมเต็ม มีการผ่อนผันการชำระเงินต้นและให้ชำระเพียงดอกเบี้ยนานถึง 24 เดือน ในลูกค้าบางราย ซึ่งหากเป็นลูกค้า SMEs ธนาคารจะพิจารณาจากกระแสเงินสดเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ธุรกิจที่ยังไปได้นั้นยังมีอยู่ เช่น ธุรกิจโกดังสินค้า สถานเสริมความงาม โรงพยาบาล รวมถึงลูกค้ารายใหญ่ในแต่ละท้องถิ่น

“สถานการณ์ของ SMEs ในขณะนี้เรายอมรับว่าต้องระมัดระวัง ยอดเช็คเด้งมากขึ้น NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เวลานี้ลูกค้าที่เคยมีสายป่านยาวเริ่มสั้นลงเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจไม่ดีมาต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว ซ้ำร้ายปีนี้ราคาพืชผลเกษตรก็ไม่ดี เพราะภัยแล้ง อีกทั้งราคาหุ้นก็ตกตามไปอีก”

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ เป็นแค่เรื่องราวของช่วงครึ่งปีแรกเท่านั้น และขอภาวนาให้ SMEs ยืนหยัดต่อไปได้จนครบยกตลอดปี 2558

อาโก กาแฟโบราณ ลงทุนหลักหมื่น คืนทุนไม่ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07018150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

แฟรนไชส์โซน

พารนี

อาโก กาแฟโบราณ ลงทุนหลักหมื่น คืนทุนไม่ยาก

“แฟรนไชซีรายหนึ่งของเราประสบความสำเร็จมาก ขายอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 14 บางวันขายได้ 300 ถุง ถุงละ 25 บาท กำไรอย่างต่ำเดือนละ 50,000-60,000 บาท กระทั่งมีการบอกต่อ ทำให้เราได้แฟรนไชซีเข้ามาเพิ่มอีกหลายราย”

แม้ก่อนหน้าจะมีแบรนด์ฮิตติดตลาดอยู่ก่อนแล้วหลายเจ้า

แต่ “อาโก” ก็ไม่หวั่นไหว เพราะมั่นใจใน “จุดขาย” ของตัวเอง

จึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวงการธุรกิจแฟรนไชส์ “กาแฟโบราณ” เมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว

ปรากฏได้ผลตอบรับอย่างที่ตั้งใจ ปัจจุบันมีแฟรนไชซีอยู่ในความดูแล กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 40 สาขาแล้ว

?????

“แถวภาคใต้สมัยก่อน มักเรียกคนขายกาแฟว่า อาโก พอเราจะทำกาแฟโบราณขาย เลยอยากได้ชื่อเรียกที่ฟังเหมือนย้อนยุค จึงใช้ชื่อแบรนด์เป็นอาโก กาแฟโบราณ” คุณนก-เพ็ญพิมล ทองคำ เจ้าของกิจการ เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เคยทำงานด้านการตลาดมากว่า 15 ปี จนเริ่มอิ่มตัวและอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงลาออกจากพนักงานประจำ มาทำอาชีพขายน้ำอัดลมและกาแฟสด อยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร

เป็นเจ้าของร้านน้ำถึง 2 บู๊ธ ในตลาดนัดชื่อดัง ทำอยู่ได้เกือบ 7 ปี มีอันต้องพลิกผัน ทั้งๆ ที่ช่วงแรกขายดิบขายดีวันละเป็นพันแก้ว

“ช่วงหลังขายไม่ดีมาตลอด ผลกระทบน่าจะมาจากการชุมนุมทางการเมือง ที่มีต่อเนื่องมาหลายปี ลูกค้าหายไปเกือบครึ่ง รายรับไม่คุ้มค่าเช่าเลยเซ้งต่อให้คนอื่นไป” คุณนก ย้อนความทรงจำเสียงหม่น

ก่อนเล่า หลังจากนั้นหันมาเปิดสถาบันกวดวิชา เนื่องจากมีอาคารพาณิชย์ของครอบครัว อยู่ในซอยวัดกู้-อัมพรไพศาล ใช้ชื่อว่า “ติวเตอร์ คลับ” กิจการไปได้ดีและยังดำเนินอยู่จนถึงทุกวันนี้

ระหว่างที่นั่งแท่นผู้บริหารสถาบันกวดวิชาดังกล่าวนั้น มีกิจการกาแฟโบราณแบรนด์หนึ่งมาจ้างให้ไปช่วยทำการตลาดให้ ทำไปได้ระยะหนึ่งจึงทราบว่าแนวคิดในการทำงานไม่สอดคล้องกัน เลยขอแยกตัวออกมา

คุณนก บอกต่อ พอได้มีโอกาสสัมผัสกับแวดวงกาแฟโบราณ ประกอบกับเคยมีพื้นฐานด้านการทำกาแฟสดมาก่อนสมัยเปิดบู๊ธอยู่ตลาดนัดจตุจักร จึงทำให้ตระหนักว่าการจะนำพาร้านกาแฟสดสักแบรนด์ให้ออกมาให้เป็นที่จดจำของลูกค้านั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัจจุบันการแข่งขันสูงมาก เจ้าตลาดล้วนเป็นแบรนด์ใหญ่

ฉะนั้น หากอยากจะ “แจ้งเกิด” ร้านกาแฟ คงต้องโฟกัสไปที่ประเภทกาแฟโบราณ น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

รวบรวมความคิดได้ดังนั้น คุณนกจึงเดินหน้าหาจุดต่าง เพื่อนำมาเป็นจุดขายให้กับกิจการของตัวเอง

เริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับวัตถุดิบหลัก ซึ่งก็คือ “ผงกาแฟ” โดยเชิญซัพพลายเออร์เมล็ดกาแฟมาแจ้งความต้องการ อยากได้ผงกาแฟที่มีความเข้มเหมือนกาแฟสด แต่สูตรการชงเป็นแบบกาแฟโบราณ

กระทั่งได้ออกมาเป็นผงกาแฟ 2 สายพันธุ์คือ โรบัสต้าและอาราบิก้า ผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม และสามารถใช้วิธี “ถุงชง” แบบโบราณ ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องชงราคาหลายหมื่น แต่ได้รสชาติเข้มข้นไม่ต่างจากกาแฟสด

คุณนก เล่าให้ฟังต่อ จากการศึกษาข้อมูลและประวัติการทำกาแฟโบราณในสมัยก่อน พบว่า กาแฟในสมัยก่อน ไม่ได้ผสมธัญพืชข้าวโพด ถั่ว งา เหมือนในปัจจุบัน เพียงแต่ในยุคสมัยหนึ่งกาแฟมีราคาแพง จึงมีผู้นำ ข้าวโพด ถั่ว งา ที่คั่วให้มีกลิ่นไหม้มาผสม เพื่อให้ต้นทุนถูกลง และกลายเป็นที่ยอมรับและนิยมมาถึงทุกวันนี้

“ผงกาแฟโบราณ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ผสมธัญพืช อาจใช้ต้นทุนสูงกว่าชนิดผสมเล็กน้อย แต่คุณภาพดีกว่ามาก เมื่อมาผสมกับผงอาราบิก้าสไตล์กาแฟสด ก่อนผ่านการชงแบบโบราณหรือใช้ถุงชง รสกาแฟของอาโก จึงมีกลิ่นหอมและอร่อยแบบกาแฟสด สามารถขายได้ทั้งลูกค้าที่ชอบดื่มกาแฟโบราณและกาแฟสด” คุณนก ย้ำถึงข้อเด่น

เปิด “อาโก กาแฟโบราณ” ร้านต้นแบบอยู่หน้าตึกติวเตอร์ คลับ ในซอยวัดกู้-อัมพรไพศาล ได้ไม่นานนัก เจ้าของกิจการจึงเริ่มประชาสัมพันธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ในแบบของเธอ ผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก

ใช้เวลาไม่นานมีลูกค้าสนใจติดต่อเข้าประเดิม 2-3 ราย จากนั้นจึงมีการบอกต่อกันไปแบบปากต่อปาก

“แฟรนไชซีรายหนึ่งของเราประสบความสำเร็จมาก ขายอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 14 บางวันขายได้ 300 ถุง ถุงละ 25 บาท กำไรอย่างต่ำเดือนละ 50,000-60,000 บาท กระทั่งมีการบอกต่อ ทำให้เราได้แฟรนไชซีเข้ามาเพิ่มอีกหลายราย” คุณนก ว่าอย่างนั้น

เกี่ยวกับเงื่อนไขในการร่วมธุรกิจแฟรนไชส์ เจ้าของกิจการ แจง แบ่งออกเป็น 3 โปรแกรม ประกอบด้วย โปรแกรม 1 ราคา 14,999 บาท เป็นการเรียนสูตร-วัตถุดิบตั้งต้น โปรแกรม 2 ราคา 26,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมขาย และ โปรแกรม 3 ราคา 38,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมรถเข็น

ส่วนราคา 34,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมเคาน์เตอร์ถอดประกอบ

“ก่อนลงทุน ควรถามตัวเองก่อน มีใจแค่ไหน เพราะแต่ละทำเลใช่จะขายดีเหมือนกันหมด ฉะนั้น ต้องอดทน ตั้งใจ และรักการขายจริง ถึงจะอยู่ได้ ส่วนเรื่องรสชาติกาแฟ มั่นใจว่าสู้ได้แน่นอน” เจ้าของเรื่องราว บอกจริงจัง

และว่า เร็วๆ นี้จะพา “อาโก” โกอินเตอร์ ขยับขยายไปขายแฟรนไชส์ที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า ลาว โดยระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

“ทุกวันนี้แม้คู่แข่งเยอะ แต่ขอสู้ด้วยคุณภาพของวัตถุดิบ ส่วนความตั้งใจหวังจะไปให้ถึงความเป็นพรีเมี่ยมของกาแฟโบราณ ที่มีระบบแฟรนไชส์ถูกต้องตามหลักสากล ชูวัฒนธรรมการชงแบบคนไทย และค้าขายได้อย่างยั่งยืน” คุณนก ฝากทิ้งท้าย

สนใจแฟรนไชส์ อาโก กาแฟโบราณ ผลิตจากกาแฟแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ เข้มแบบโบราณ หอมอร่อยแบบกาแฟสด ติดต่อ คุณนก โทรศัพท์ (086) 793-9099, (02) 583-2608 LINE ID : penpimol99 Facebook/อาโกกาแฟโบราณ และเว็บไซต์ http://www.อาโกกาแฟโบราณ.com

ลูกค้ายอมจ่ายก่อน…ถ้าดีจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ลูกค้ายอมจ่ายก่อน…ถ้าดีจริง

ดูเหมือนกระแสการกินอยู่แบบปลอดภัย จะกลับมารุนแรงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง กินคลีน กินกรีน กินออร์แกนิก ดูว่าจะส่งแรงกระเพื่อมวงการกิน ทำให้บรรดาพืชผักที่ประคบประหงมด้วยเคมีต้องสั่นคลอน

ผมเองก็นิยมชมชอบกับการกินผักปลอดสารพิษ ถึงขั้นลงมือปลูกผักกินเอง ได้กินมั่ง สละให้แมลงกินมั่ง ก็แบ่งปันกันไป จำนวนมื้อที่ต้องบริโภคผักอาบสารพิษ ก็ลดลงบ้าง อย่างน้อยจะได้ตายทรมานน้อยลง

อยากจะบอกก่อนเข้าเรื่องว่า เชิญชวนนะครับ ใครมีที่ดินเล็กน้อย หรือไม่มีที่ดิน มีที่ตั้งกระถาง ปลูกผักกินเองเถอะครับ อย่างน้อยรู้สึกดีที่ปลอดภัย แต่ที่เหนือกว่า “รสชาติ” ครับ อร่อยกว่าชัวร์ ผมยืนยัน

ตามที่จั่วหัวไว้ว่า กระแสมันมามากขึ้นอีกครั้ง แล้วผมก็พบเรื่องราวน่าสนใจเชิงการตลาด การบริการ ที่น่าจะนำมาขบคิดสำหรับเราๆ ท่านๆ ที่ทำธุรกิจทั้งหลาย

เครือข่ายตลาดสีเขียว กลุ่มคนที่รักตัวกลัวตายจากอันตรายของผักเคมี สร้างเครือข่ายร่วมกัน ฝั่งหนึ่งเป็นเกษตรกรในสังกัด ที่ปลูกผักปลอดสารพิษ อีกฝั่งหนึ่งเป็นผู้ประกอบการร้านค้า เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างฝั่งที่สามคือ ผู้บริโภค กับฝั่งของเกษตรกร 3 ฝั่ง 3 ฝ่ายประสานกันได้ ความปลอดภัยในการกินก็เกิด

ตะกร้าปันผัก เป็นผู้ประกอบการรายหนึ่งที่เชื่อมโยงผู้กิน กับผู้ปลูก โดยนำเสนอขายผักปลอดสารพิษที่คนกิน ต้อง “จ่ายเงินก่อน” เป็นเหมือนค่าสมาชิก ซึ่งจะได้รับการตอบแทนด้วย “ผักปลอดสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์” จะกี่ชนิดก็แล้วแต่ฤดูกาล เลือกกินไม่ได้ แต่เขาจะส่งให้ เป็นจำนวนกิโลกรัมที่ตกลงกันไว้

จ่ายก่อน กินทีหลัง เลือกไม่ได้ ฟังดูช่างเป็นธุรกิจแบบมัดมือชกสิ้นดี แต่กลับได้รับการตอบสนองจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ฝั่งคนกินจ่ายเงินซื้อ ไม่ได้ซื้อผักหรอกครับ แต่ซื้อ “คุณภาพชีวิต”

ราคาของคุณภาพชีวิต คงประเมินไม่ได้ ว่าควรจ่ายก่อน หรือจ่ายหลัง แต่เป็นการจ่ายเมื่อ “มั่นใจ”

ตัวอย่างอีกราย เป็นชายหนุ่มมีปริญญา ที่ยอมหันหลังให้งานในออฟฟิศ แล้วใช้ที่ดินประมาณ 200 ตารางวา กลางกรุง แถวย่านลาดพร้าว “ปลูกผัก”

ด้วยความเป็นคนมีความรู้ และมีความเข้าใจ การปลูกจึงประสบความสำเร็จงดงาม ที่ดินน้อย แต่ผลผลิตเยอะ ปลูกจนได้รับฉายา “เจ้าชายผัก”

มีคนสนใจไปขอศึกษาเรียนรู้ เปิดคอร์สสอนปลูกผักเป็นเรื่องเป็นราว เกิดรายได้จากการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่บรรดาคนที่ไปเรียน ถามว่าสักกี่คนที่จะมีเวลาทำอย่างที่ได้เรียน แต่การไปสัมผัส ได้เกิดความ “มั่นใจ” ในผลิตภัณฑ์อย่างไม่รู้ตัว ดังนั้น “ซื้อกิน” ง่ายกว่า

เจ้าชายผัก เธอก็เก็บเงินค่าสมาชิกครับ ขอเงินก่อน และมีเงื่อนไขจะส่งผักให้เดือนละกี่กิโลกรัม ก็ว่ากันไป เลือกไม่ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่ามีผักอะไรในฤดูกาลนั้น

“มีคนจ่ายกันเพียบ”

สิ่งที่น่าสนใจจากตัวอย่าง 2 เรื่องนี้คือ ทำไมบางธุรกิจจึงจ่ายก่อน กินทีหลังได้

หลายท่านอาจมองว่า จ่ายก่อนมีเยอะแยะไป หลายธุรกิจ จะซื้ออะไรก็ต้องจ่ายก่อนทั้งนั้น ทั้งแบบมัดจำบางส่วน และมัดจำ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่เรียกจ่ายก่อนหรือ

ก็จริงครับ เพียงแต่สินค้า หรือบริการส่วนใหญ่ที่เราจ่ายก่อน หรือจ่ายมัดจำ มักมีการเห็นสินค้า ตกลงปลงใจเลือกแล้ว ดูแล้ว สัมผัสแล้ว แต่นี่เป็นสินค้าที่คาดหวังอนาคตล้วนๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้อะไรมา รู้แต่ว่าจะได้ในปริมาณเท่าไหร่แค่นั้น แล้วต้องจ่ายเต็มจำนวนไปก่อน

ดูไม่เหมือนการซื้อของ แต่เหมือนการจ่ายเงินจ้างให้ไปช่วยทำ

หากจะวิเคราะห์ว่าทำไมจึงมีผู้ยอมจ่าย เต็มใจจ่ายแบบไม่งอแง ไม่ต่อรอง และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางทีไม่ได้แปลว่าพร้อมจ่าย แล้วจะได้ตามต้องการ

ประการแรก สินค้าที่ต้องการ มีปริมาณน้อยกว่าความต้องการ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่ามีซัพพลายน้อยกว่าดีมานด์ ความต้องการของคนซื้อเยอะกว่าของที่ผลิตได้ เลยทำให้ต้องแย่งกันซื้อ

ประการที่สอง ความเชื่อมั่น ตัวกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งฝั่งผู้บริโภค กับฝั่งผู้ผลิต ต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับทั้ง 2 ฝ่ายได้ แล้วความเชื่อมั่นนี้ จะกลายเป็นสินค้าหลัก ที่ไม่ใช่การ “ขายผัก” แต่ “ขายความเชื่อมั่น”

ประการที่สาม ความปลอดภัย สินค้าที่ซื้อ ไม่ใช่แค่ผัก แต่เป็นผักปลอดภัย ที่คนรักตัวกลัวจะตายทรมานทั้งหลายต้องการบริโภค สิ่งนี้คือ “มูลค่าเพิ่ม” ของสินค้า ที่เหนือกว่าผักในท้องตลาด

แม้แต่ผักปลอดภัยในห้าง ยังเคยมีการสุ่มตรวจโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุข แล้วพบว่า มีสารพิษตกค้าง แบบนี้จะเชื่อใครได้อีก ลำพังฉลาก หรือถุงบรรจุที่มีถ้อยคำว่าปลอดภัย ยังเชื่อไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผักที่มีคนเป็นตัวกลางรับรอง ควบคุม ประสานงาน สนใจขอไปดูฟาร์มได้ แบบนี้ยืนยันความปลอดภัยแน่นอน

ความปลอดภัย และความเชื่อมั่น เมื่อผสมผสานกัน กลายเป็นสินค้าหลักที่ทำให้ผักปลอดสารพิษ ผักออร์แกนิกเหล่านี้ กลายเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างจากท้องตลาดโดยสิ้นเชิง

และนี่คือ “มูลค่าเพิ่มของสินค้า”

จากบทเรียนนี้ น่าคิดว่า ปัจจุบันการตลาด เป็นเรื่องจิตวิญญาณ มากยิ่งขึ้น ดังที่กูรูการตลาดระดับโลก ฟิลิป คอตเลอร์ กล่าวไว้ นั่นแปลว่า ถ้าทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ เงื่อนไขการค้าเป็นเรื่องรองทันที สามารถกำหนดเงื่อนไขได้ว่า จะให้ลูกค้าจ่ายก่อน หรือหลัง ก็ได้ดังใจคนขายปรารถนา

การจ่ายก่อน 100 เปอร์เซ็นต์ ล่วงหน้าแบบเต็มใจ ไม่ใช่แบบค่ายมือถือบังคับจ่ายพรีเพด แบบนั้นเขาเรียกจำยอม อยากใช้ก่อน แต่เขาไม่ยอม จำเป็นต้องยอม แต่แบบนี้ลูกค้าเต็มใจจ่าย เพราะเข้าใจ

หากจะนำไปประยุกต์ใช้ คงต้องมีกระบวนการดังนี้

ขั้นแรก “สร้างสิ่งที่มีคุณค่าแตกต่าง” ไม่ใช่ทำสินค้าหน้าตาแตกต่างอย่างเดียวนะครับ แต่ต้องสร้าง “คุณค่า” ที่แตกต่าง หน้าตาสินค้าไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับคุณค่าที่นำเสนอพ่วงเข้าไปด้วย เช่น ผักเป็นสินค้า แต่คุณค่าคือ ความปลอดภัย

ขั้นที่สอง “สื่อสาร” ต้องสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นถึงคุณค่านั้น เข้าใจถึงคุณค่านั้น ทำให้เขารู้และเข้าใจความยากลำบากกว่าจะได้มา เพราะหากไม่สื่อสารก็จะไม่มีวันเข้าใจได้ การสื่อสารจึงสำคัญในการทำตลาดแบบนี้

ขั้นที่สาม รักษาคุณค่า การจะปกป้องคุณค่าไว้ได้ ต้องใช้ “ความซื่อสัตย์” ครับ ความซื่อสัตย์ของผู้ขาย เป็นสิ่งที่สามารถปกป้องคุณค่าให้คงอยู่ได้ยาวนานแบบยั่งยืน

หากทำได้ 3 ขั้นตอนนี้ รับรองว่า การสร้างสินค้าเพื่อให้ลูกค้าจ่ายก่อน ได้ใช้ของทีหลังแบบไม่มีเงื่อนไขต่อรอง สามารถเป็นจริงได้ไม่ยาก

การได้เงินของลูกค้ามาก่อน มีผลดีอย่างไร ก็มีเงินทุนที่ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ เข้ามาหมุนในระบบ เป็นการเพิ่มทุน โดยไม่ต้องเรียกระดมทุน แบบนี้ถือเป็นกำไรทางอ้อมเพิ่มขึ้นอีกทางด้วย

สรุป หลักการง่ายๆ ครับ “ถ้าดีจริง…ลูกค้ายอมจ่ายก่อน” แน่นอน…

“ปลูกปั่น” น้ำผักผลไม้ 5 สี สดทุกเช้า…ส่งถึงมือด้วยจักรยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

รายงานพิเศษ เทรนด์ คลีน ฟู้ด

“ปลูกปั่น” น้ำผักผลไม้ 5 สี สดทุกเช้า…ส่งถึงมือด้วยจักรยาน

“…ทำออกมาได้ไม่นาน มีหลายคนอยากได้บ้างในระยะที่ไกลขึ้น จึงมานั่งคิดว่าจะส่งให้ยังไง สรุปสุดท้ายจะส่งด้วยจักรยาน เพราะรักการปั่นเป็นชีวิตจิตใจและเคยเห็นในหนังฝรั่งเขาส่งนมกันตอนเช้าไปวางไว้หน้าบ้าน เลยอยากให้เมืองไทยมีแบบนั้นบ้าง”

การรับประทานน้ำปั่นผักผลไม้ 5 สีทุกวัน ช่วย “กู้โลก” ได้

เพราะนอกจากสุขภาพจะดีแล้ว ยังสร้างโลกสีเขียวและสังคมดีๆ ไปพร้อมกัน

“ปลูกปั่น” เป็นธุรกิจที่เกิดจากคนป่วยที่หายด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิต และรับประทานผักผลไม้ 5 สีทุกวันด้วยการทำเป็นน้ำปั่นจนหาย…กลายเป็นคนสุขภาพดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

และคนป่วยคนนั้นดันเป็นนักออกแบบ “ปลูกปั่น” จึงไม่ได้เป็นเพียงร้านน้ำปั่นธรรมดา

……………

เหล่านี้คือ ข้อความแนะนำตัว…ที่จะพาเราไปรู้จัก “ธุรกิจสีเขียว” ที่พร้อมจะเติบโตแบบยั่งยืนควบคู่ไปกับความสุขของทั้งคนทำ คนปั่น และ คนรับประทาน

หลายโรครุม

จุดเริ่มสำคัญ

ช่วงสายของวันทำงานต้นสัปดาห์ มีนัดพูดคุยกันที่ “เวลาเย็น” ร้านจำหน่ายจักรยานและอุปกรณ์เสริม ขวัญใจนักปั่นย่านซอยทองหล่อ

คุณจัง-ศิริลักษณ์ มหาจันทนาภรณ์ หุ้นส่วนคนสำคัญของร้านเวลาเย็นและเจ้าของกิจการ “ปลูกปั่น” ที่เกริ่นไว้ตอนต้น กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เป็นกันเอง เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ จบปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ เอกนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทำงานเป็นนักออกแบบฟรีแลนซ์ ตั้งแต่จบจากรั้วมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความที่เป็นคนชอบทำงานหนักและมักให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าค่าตอบแทน ผลงานที่ผ่านมา จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ผ่านการเดินสายงานประกวดการออกแบบทั้งในและต่างประเทศ หรือกระทั่งงานแฟร์เกี่ยวกับงานการออกแบบที่ว่ากันว่าดีสุดในโลก อย่างที่อิตาลีหรือเยอรมนี ผลงานของเธอเคยถูกเชิญให้ไปแสดงมาแล้ว

แต่ชีวิตคนเราใช่ว่าจะได้ไปเสียทุกอย่าง เพราะขณะหน้าที่การงานกำลังรุ่ง สุขภาพร่างกายของเธอกลับเริ่มมีปัญหาทยอยเข้ามา…ทีละโรค ทีละโรค

“เหล้า-บุหรี่-กาแฟ ไม่เคยแตะ แต่เป็นคนทำงานดึก-ตื่นสาย ทานอาหารตามใจปาก ประกอบกับภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดีตั้งแต่เด็ก พออายุได้ 20 ปลายๆ โรคภัยถามหา เริ่มจากหัดกุหลาบ เป็นอาการของเชื้อไวรัสกินเม็ดเลือดขาว ถ้าผู้ใหญ่เป็นโอกาสตายมีมากกว่าเด็ก ไปดูหนังกันทั้งโรงติดมาคนเดียว ตอนนั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเจาะเลือด ให้ยาฉีดทุกวัน” คุณจัง ย้อนความทรงจำ

เมื่อศักราชแห่งความเจ็บป่วยเริ่มต้นได้ไม่นาน โรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ก็ตามมาเป็นระยะ คุณจังจึงพยายามหาสาเหตุทำไมเธอถึงอ่อนแอได้ขนาดนั้น กระทั่งทราบว่าโรคที่เป็นบางโรครักษาไม่ได้ด้วยยา แต่ต้องทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้นก่อนจึงจะสู้โรคนั้นๆ ได้

ช่วงที่หลายโรครุมเร้า เธอพยายามหาทางรักษา พึ่งพาทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือก ใครแนะนำอะไรและรู้สึกว่าน่าสนใจจะไปเรียนรู้หมด

สุดท้ายไปเจอ “หมอแมะ” ท่านหนึ่ง แนะนำให้รับประทานอาหารตามเมนูของหมอแมะ ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ควบคู่ไปกับการปรับเวลานอน-เวลาตื่น เลยลองทำตาม พอทำครบ 3 สัปดาห์ เริ่มเห็นความแตกต่าง สังเกตดูได้เลยว่าผิวใสขึ้น จากคนป่วยที่สีผิวจะออกเหลืองๆ ขุ่นๆ กลายเป็นมีแสงออร่า พอครบกำหนด ไปหาอีกรอบ หมอแมะบอก…คุณหายแล้ว

“เมนูของหมอแมะ ให้กินวันหนึ่ง 4 มื้อ เช้า-กลางวัน-บ่าย-เย็น อาหารนั้นทำไม่ยาก เป็นอาหารคลีน ที่กำลังนิยมในปัจจุบัน อย่างซุปทำจากผัก กินข้าวซ้อมมือ เห็ด 2 อย่างมาผัดกัน ตอนนั้นพอมีความรู้แล้วว่าเป็นการรักษาด้วยโภชนาการ” คุณจัง เล่าอย่างนั้น

ตอบรับดีต่อเนื่อง

สายส่งนักปั่น 60 ชีวิต

เมื่อแนวทางของหมอแมะ ได้ผลเกินคาด เธอจึงถามไถ่ ขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไร ได้คำแนะนำสั้นๆ ให้ทาน?ผัก-ผลไม้ 5 สี

จดจำ “ผัก-ผลไม้ 5 สี” เป็น Key Words สำคัญไว้ขึ้นใจ ก่อนเสาะหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องลับอะไรเลย เป็นเรื่องที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็มีการรณรงค์ให้แต่ละมื้อ รับประทานผักครึ่งหนึ่ง เนื้อสัตว์ครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่

คุณจัง เล่าต่อ การรักษาสุขภาพให้ดีต่อเนื่องในแบบของเธอหลังจากผ่านคอร์สรักษากับหมอแมะดังกล่าวก็คือ รับประทานอาหารมื้อหลักที่เลือกแล้วว่าดี ควบคู่ไปกับการรับประทานผัก-ผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละครึ่งกิโลกรัม

ช่วงแรกรับประทานแบบสด ปอกบ้าง หั่นบ้าง ใส่กล่องไว้รับประทาน แต่ไม่นานรู้สึกยุ่งยาก เพราะการรับประทานผลไม้วันละครึ่งกิโลกรัมกว่าจะหมดนั้นเหนื่อยไม่ใช่เล่น

เลยลองหาวิธีรับประทานแบบใหม่ กระทั่งไปเจอคลิปของคุณหมอท่านหนึ่งซึ่งปั่นน้ำผัก-ผลไม้รับประทาน จึงลองทำบ้าง ก่อนค่อยๆ ปรับเป็นสูตรที่เหมาะกับตัวเธอเอง

ทำ “น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี” รับประทานเองเป็นประจำ มาได้เกือบ 3 ปี เห็นผลดีเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างเห็นได้ชัด จึงแบ่งปันให้คนใกล้ตัวได้ลองบ้าง ช่วงมาทำงานที่ร้านจักรยานเวลาเย็น จะปั่นน้ำมาเผื่อเพื่อนทำงานอยู่ตึกใกล้กันหลายคน รวมทั้ง คุณเอ-กฤตยา สัณฑมาศ ด้วย

พอบ่อยๆ เข้าเกิดความเกรงใจจึงแนะนำให้ทำขายดีกว่า หลังจากหารือกันในรายละเอียด คุณจังกับคุณเอจึงตกลงจับมือร่วมหุ้นกันในธุรกิจ “ปลูกปั่น” มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา

“ช่วงเริ่มต้นไม่ได้จะทำเป็นธุรกิจจริงจัง แค่จะทำให้เพื่อน ญาติ คนแถวบ้าน และคนในละแวกออฟฟิศได้ลองทาน ปรากฏทำออกมาได้ไม่นาน มีหลายคนอยากได้บ้างในระยะที่ไกลขึ้น จึงมานั่งคิดว่าจะส่งให้ยังไง สรุปสุดท้ายจะส่งด้วยจักรยาน เพราะรักการปั่นเป็นชีวิตจิตใจและเคยเห็นในหนังฝรั่งเขาส่งนมกันตอนเช้าไปวางไว้หน้าบ้าน เลยอยากให้เมืองไทยมีแบบนั้นบ้าง” คุณจัง เล่ายิ้มๆ

สำหรับการรวบรวม “สายส่ง” น้ำปั่นผักผลไม้ 5 สี แบรนด์ “ปลูกปั่น” นั้น เริ่มจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในการประกาศรับสมัคร ตอนแรกคิดว่าแค่สองสามคนสลับกันปั่นก็น่าจะพอ แต่เมื่อประชาสัมพันธ์ออกไป ปรากฏได้รับความสนใจจากนักปั่นจำนวนมาก

“ทีมงานนักปั่นสายส่งมี 60 คน เป็นฟรีแลนซ์ทั้งหมด มีทั้งหนุ่มสาว ขาแรงตามงานต่างๆ ก็มาปั่นเป็นสายส่งให้เรา อาวุโสสุดอายุ 57 ปี แต่ร่างกายยังฟิต วันหนึ่งจะใช้สายส่งประมาณ 20 คน สลับกันไป นักปั่นทุกคนจะได้รับอาหารเช้าแนวเกษตรอินทรีย์และน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี คนละแก้วเป็นสวัสดิการ และทราบชัดเจนว่าได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ภายในกี่ชั่วโมง บางคนส่งเสร็จมานั่งคุยเล่นกัน หลายคนกลับไปทำกิจการที่บ้านต่อ” คุณจัง เล่าบรรยากาศในการทำงาน สไตล์ชิล-ชิล

ใส่ใจรายละเอียด

สร้างธุรกิจดีทั้งระบบ

เปิดมาได้ปีเศษได้ผลตอบรับคึกคักดีเกินคาด สายการผลิต-สายส่ง ขยายและเติบโตขึ้นทุกวัน ประเด็นนี้ เจ้าของเรื่องราว วิเคราะห์ให้ฟังว่า น่าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะรูปแบบธุรกิจ “ปลูกปั่น” นี้ ได้ผ่านกระบวนการคิดในฐานะนักออกแบบมาก่อนแล้วแทบทุกรายละเอียด

เริ่มต้นจาก บรรจุภัณฑ์ คุณจัง บอก จากประสบการณ์ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทำให้ทราบว่ามีบรรจุภัณฑ์จำนวนมหาศาลที่ใช้แค่แป๊บเดียวทิ้งเลย ฉะนั้น การทำน้ำปั่นขายในแบบของเธอ จึงเลือกใช้ภาชนะแก้วและสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนทุกวัน เพื่อช่วยลดขยะบรรจุภัณฑ์บนโลกใบนี้ได้ทางหนึ่ง

และเพื่อเป็นการลดวัตถุดิบเหลือทิ้ง ธุรกิจ “ปลูกปั่น” จึงใช้วิธีการบอกรับเป็นสมาชิก เพื่อจะได้ทราบคำสั่งซื้อที่แน่ชัด ไม่ต้องซื้อวัตถุดิบมารอไว้ แต่ถ้ามีคนสั่งรับประทานไม่หมดต้องทิ้งไป เพราะผัก-ผลไม้ เป็นของสด ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน

คุณจัง บอกต่อด้วยว่า จากการทำน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี รับประทานเองทุกวันมานานหลายปี จึงทำให้ตระหนักว่า วัตถุดิบที่เลือกมาปั่นนั้นควรมีแหล่งที่มาเชื่อถือได้ สุดท้ายจึงลงเอยที่พืชผลเกษตรอินทรีย์ ซึ่งนอกจากจะได้รับประทานสิ่งปลอดภัยแล้วยังได้ช่วยเกษตรกรกระแสรองได้ทางหนึ่ง

“คนอุดหนุนปลูกปั่นกันมากขึ้น น่าจะเป็นเพราะเราทำสิ่งที่ดี ที่ผ่านมาเคยคิดงานออกแบบให้ลูกค้าแต่มักมีข้อแม้ให้ทำสิ่งดีให้เกิดขึ้นในธุรกิจไม่ได้ เลยคิดว่าถ้าตัวเราทำธุรกิจอะไรอีกสักอย่างจะทำให้ดีทั้งระบบ ปลูกปั่นน่าจะเป็นตัวอย่างจริงของธุรกิจที่ดี รักษ์โลก รักษาสิ่งแวดล้อม สุขภาพดี แถมได้ผลตอบแทนด้วย พอเห็นว่าทุกอย่างดีอย่างที่เราตั้งใจ พวกเขาเลยช่วยสนับสนุน” คุณจัง บอกเสียงเรียบ

ขอความรู้เกี่ยวกับประโยชน์จากการรับประทานน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี ได้ผลดีจริงมากน้อยแค่ไหน คุณจัง อธิบาย

ปกติร่างกายมนุษย์สามารถรักษา-ซ่อมแซมตัวเองได้ แต่อาหารที่ป้อนให้ตัวเองทุกวันนี้ มักไม่มีคุณค่าทางโภชนาการมากพอที่จะให้เซลล์ต่างๆ ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง ฉะนั้น ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ย่อยง่าย สุขภาพโดยรวมจะไม่มีปัญหา

“มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ดูได้จากลำไส้ที่ยาวมาก หากกินเนื้อสัตว์เข้าไปจะย่อยยากและย่อยช้ามาก ฉะนั้น ถ้าเรากินอาหารให้เหมาะกับความเป็นสัตว์ของเราที่เป็นสัตว์กินพืช เซลล์ต่างๆ จะซ่อมตัวเองได้” คุณจัง บอกอย่างนั้น

และว่า น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี ยังช่วยลดความอ้วนได้ด้วย เพราะการรับประทานอาหารบางครั้งหลายคนบอกไม่อยู่ท้อง-ไม่อิ่ม นั่นเป็นเพราะของที่รับประทานเข้าไป คุณค่าทางโภชนาการไม่สูง ร่างกายเลยบอกให้ไปเอามาอีกซึ่งคุณค่าก็ไม่สูงเหมือนเดิมแต่กลายเป็นแป้ง-ไขมันเสียเยอะ เมื่อร่างกายได้สิ่งเหล่านี้เข้าไปจึงอ้วนขึ้นเป็นธรรมดา แต่ถ้าร่างกายเราเคยชินกับการได้รับอาหารดี คุณค่าทางโภชนาการสูง ระบบเผาผลาญ ระบบทุกอย่างดีขึ้นก็จะไม่อ้วนเอง

กระรอก, กระต่าย

หลายโปรแกรมให้เลือก

ถามไถ่ถึงสูตรน้ำผัก-ผลไม้ 5 สี คุณจัง บอก จากการค้นพบของตัวเองได้ข้อสรุปว่าต้องรับประทานผัก-ผลไม้ท้องถิ่นและตามฤดูกาล การรับประทานแต่ละครั้งจึงไม่มีสูตรตายตัว มีเพียงกฎว่าถ้าไม่ใช่ฤดูกาลก็ไม่ควรทาน และในกรณีที่จะปั่นขายเป็นธุรกิจ ถ้านำผัก-ผลไม้ ไม่ต้องตามฤดูกาลมาทำ ต้นทุนย่อมสูงกว่าปกติ

“ในเมื่อเป็นน้ำปั่นเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อความเอร็ดอร่อยอย่างเดียว ฉะนั้น จึงทำน้ำปั่นที่รสชาติรับประทานได้คุณค่าทางโภชนาการสูง ในราคาที่ควบคุมได้ด้วย” คุณจัง บอก

และว่า น้ำปั่นของปลูกปั่น แบ่งออกเป็น 2 สูตร คือ กระต่าย ที่มีส่วนผสมของผัก ผลไม้ และสมุนไพร รสชาติหวานอมเปรี้ยว รับประทานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ผู้ที่ยังไม่เคยรับประทานน้ำผักผลไม้ลักษณะนี้ หรือผู้ที่รับประทานผักยากอยากรับประทานให้ง่ายขึ้น

และ กระรอก ที่มีผัก ผลไม้ สมุนไพร และธัญพืช รสชาติหวานอมเปรี้ยว กรุบๆ ข้นนิดๆ เหมาะสำหรับผู้จริงจังขอจัดหนักขึ้น เพื่อให้ได้สารอาหารที่มีอยู่ในธัญพืชด้วย

ทั้ง 2 สูตรดังกล่าว มี 2 ขนาดให้เลือก คือ แก้วเล็ก 480 มิลลิลิตร และ 650 มิลลิลิตร

สำหรับคุณสมบัติของน้ำผัก-ผลไม้ 5 สี ช่วยระบบขับถ่าย ลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลและไขมัน เพิ่มเอนไซม์รับสารอาหารได้ดีขึ้น ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงเซลล์ให้แข็งแรง และทำให้ร่างกายสดชื่นผิวพรรณสวยงาม

“การทานผัก-ผลไม้ 5 สี เป็นพื้นฐานของสุขภาพที่ดีในแต่ละวัน น้ำปั่นของปลูกปั่นเป็นแค่ตัวช่วย ที่เหลือคุณต้องดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ รับแสงแดดสีทอง ลดเนื้อสัตว์ เหล้า บุหรี่ และออกกำลังกายบ้าง” คุณจัง ว่าอย่างนั้น

และบอกถึงผู้ที่สนใจด้วยว่า “ปลูกปั่น” มีหลายโปรแกรมให้เลือกรับประทาน เริ่มตั้งแต่ อินดี้ ที่เป็นการทดลองดื่ม 1 ครั้ง สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าจะรับประทานได้หรือไม่ สูตรดีท็อกซ์ 5 วัน เหมาะกับผู้ที่ต้องการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย และ คอร์ส 21 วัน เพื่อผู้ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เป็นนิสัยถาวร

สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่ ประกอบด้วยผัก-ผลไม้ ประเภท แคร์รอต สับปะรด แตงโม บีทรูท ข้าวโพด เซเลอรี่ กล้วย มะละกอ มะเขือเทศ แอปเปิ้ลเขียว บร็อกโคลี่ รวมถึงธัญพืช อย่าง วอลนัท อัลมอนด์ เมล็ดแฟล็กซ์ ฯลฯ

ในการปั่นแต่ละครั้ง มีการผสมน้ำมันมะพร้าว-น้ำมันมะกอก แต่ไม่ใส่น้ำเชื่อม น้ำตาล และสารกันบูด

เพิ่ม “ฮับ” ผลิต-ส่ง

หวังขยายทั่วประเทศ

ส่วนกฎ-กติกา ในการรับประทานน้ำ “ปลูกปั่น” ทั้ง 2 สูตร คุณจัง บอก ควรรับประทานให้หมดภายใน 6 ชั่วโมง นับจากบรรจุใส่ขวด หรือรับประทานทันทีเมื่อได้รับน้ำ ถ้าเกินจากนั้นสารอาหารที่ควรจะได้จะค่อยๆ ลดลง อย่างไรก็ตาม ภาชนะขวดแก้วที่ใช้บรรจุเป็นแบบสุญญากาศสามารถเก็บความสดได้มากกว่าปกติ 2 เท่า และยังมีถุงฟอยล์ใส่เจลเย็นคลุมไปอีกชั้นหนึ่ง เมื่อถึงมือคนรับประทานยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้แน่นอน

และเมื่อรับประทานน้ำปั่นเข้าไปแต่ละครั้ง ต้องทำการเคี้ยวน้ำนั้นอย่างน้อยคำละ 10 ครั้ง รับประทานต้องเคี้ยว-เพราะในปากของคนเรามีน้ำย่อยอะไมเลส ไว้ย่อยแป้ง แต่ถ้ารับประทานอะไรเร็วเกินไป ร่างกายจะไม่ย่อย กลายเป็นภาระให้กระเพาะและร่างกายส่วนอื่นๆ ฉะนั้น ต้องเลียนแบบธรรมชาติ แม้จะเป็นน้ำก็ต้องเคี้ยว เพื่อให้สั่งสมองว่าจะมีสารอาหารเข้าไปแล้ว

ทราบมาว่ามีการขยายธุรกิจจากเคยส่งในละแวกสุขุมวิท ล่าสุดขยาย “ฮับ” ไปย่านรามอินทราแล้ว เรื่องนี้ มีข้อมูลจากคุณจังว่า แต่เดิมคิดแค่อยากทำเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ในการเปิดรับข้อมูลให้มีคนสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก พบข้อมูลจากหลายคนต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ บางคนไม่ขับถ่ายติดต่อกัน 7 วันซึ่งน่าสงสารมาก แต่พวกเขาเหล่านั้นอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ที่จักรยานของเราส่งไม่ได้

เลยตัดสินใจ ขยายการส่งให้กว้างขึ้น ซึ่งความตั้งใจล่าสุดนี้ อยากให้โมเดลธุรกิจในแบบปลูกปั่น ขยายไปทั่วประเทศ

“ไม่เคยคิดว่าธุรกิจปลูกปั่นจะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่พอมาถึงตรงนี้ ทำให้คิดต่อไปถึงผลผลิตทางเกษตรที่ล้นตลาด นี่อาจเป็นโอกาสที่มาถึงแล้ว สวนเกษตรอินทรีย์คงสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะถ้าขยายไปทั่วประเทศได้จริง น้ำปั่นพวกนี้ไม่ต้องการผักผลไม้ที่สวยเนี้ยบ ขอให้มีคุณค่าทางอาหารพอ เกษตรกรจะปลูกพืชผลได้โดยไม่ต้องเอาใจสายตาคนกินอีกต่อไป” คุณจัง บอกยิ้มๆ น้ำเสียงจริงจัง

ถามถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คุณจัง บอก คนชั้นกลางที่มีกำลังจ่ายแต่ไม่มีเวลาและต้องการรักษาสุขภาพ ปัจจุบันลูกค้าที่ใช้บริการ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้หญิง วัย 30-45 ปี ส่วนผู้ชายแม้จะสัดส่วนน้อยกว่า แต่ถ้าลองได้รับประทานแล้วจะรับประทานต่อเนื่อง บางรายรับประทานติดต่อกันเป็นปีก็มี

เกี่ยวกับอุปสรรคปัญหา คุณจัง บอก น่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาหน้างาน เพราะไม่มีตัวอย่างธุรกิจแบบเดียวกันนี้ให้เรียนรู้ เลยต้องแก้ปัญหาหรือลองผิดลองถูกด้วยตัวเองทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อยู่ในระหว่างศึกษาระบบเพื่อรองรับการเติบโต เป็นระบบที่ทำให้คนที่ทำงานมีความสุขด้วย

เมื่อถามว่าถ้ามีคนทำธุรกิจแบบเดียวกัน คุณจังยิ้มกว้าง ก่อนบอกสั้นๆ ส่งท้าย

“ทำออกมาหลายๆ เจ้า ดีนะคะ คนในบ้านเราจะได้สุขภาพดีกันทั้งระบบ จะได้ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้เยอะเลย”

……………

สนใจ “ปลูกปั่น” น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี จากสวนเกษตรอินทรีย์ ปั่นสดถึงมือทุกเช้าด้วยจักรยาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (089) 029-5295 LINE : pukpunbkk อีเมล : pukpunpukpunbkk@gmail.com Facebook/pukpun ที่อยู่ติดต่อ เลขที่ 808/15 ซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 22 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

สูตรน้ำผัก-ผลไม้ ของนางเอกหน้าใส

แต้ว ณฐพร

สูตรผิวใส สูตรนี้มีวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน ที่ดีต่อผิวมาก แถมยังเสริมกระชายที่ช่วยในการปรับฮอร์โมนอีกด้วย

แคร์รอต 2-3 หัว

มะเขือเทศ 1 ลูก

เสาวรส พอประมาณ

กระชาย พอประมาณ

สูตร Power ช่วยให้มีแรงออกกำลังกายมากขึ้น และช่วยดีท็อกซ์ไปในตัว

แคร์รอต 1 หัว

แอปเปิ้ล 1 ผล

บีทรูท 1 ถ้วยตวง

สูตรผิวสวย หุ่นดี ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและผิวพรรณ

บีทรูท 1 ถ้วยตวง

แอปเปิ้ลเขียว 1 ผล

กระชาย พอประมาณ

เสาวรส พอประมาณ

ปู ไปรยา

สูตรน้ำผัก ผักคะน้า ผักโขม เซเลอรี่ พาร์สลีย์ แอปเปิ้ลเขียว และเลมอน นำมาปั่นรวมกัน

สูตรสมูธตี้มื้อเช้า

คะน้า 2 กำ

สับปะรด 1/3 ของซีกเท่าฝ่ามือ

กล้วย 1 ลูก

แตงกวา 1 ลูก

น้ำเปล่า 1 ถ้วย

(บางครั้งอาจเพิ่มผักโขม)

ปั่นรวมกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : women.truelife.com