การศึกษา 58 ‘คุณภาพไม่ชัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219490

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 ธ.ค. 2558

การศึกษา 58 ‘คุณภาพไม่ชัด’

การศึกษา 58 ‘คุณภาพไม่ชัด’ : โดย…ชุลีพร อร่ามเนตร / เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ

                      แวดวงการศึกษาตลอดปี 2558 เกิดเหตุการณ์มากมาย หลายเรื่องถูกจับจ้องจากสังคม โดยเฉพาะ “ปมทุจริต-ฉ้อโกง” กลายเป็นประเด็นร้อนแรง แซงหน้า ผลงานสะท้อนยกระดับคุณภาพการศึกษา
1.ประเดิม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”
                      ถือเป็นผลงานชิ้นแรกของ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ เมื่อเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ที่ประกาศให้ตั้งแต่ช่วงเวลา 14.00 น.เป็นต้นไป เป็นช่วงเพิ่มเวลารู้แทน เริ่มนำร่องตั้งแต่เปิดภาคเรียนที่ 2/2558 ในโรงเรียนทุกสังกัดทั่วประเทศ 4,100 โรง กับผู้เรียนระดับประถมและมัธยมต้น ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมตามช่วงวัย เรียนรู้อย่างมีความสุข แต่ด้านวิชาการก็ยังได้ความรู้ครบถ้วนและให้ในเมนูกิจกรรมกว่า 300 เมนู ที่ใช้พัฒนาผู้เรียนต้องยึดตามหลัก 4 เอช คือ สมอง (HEAD) จิตใจ (Heart) ทักษะการลงมือปฏิบัติ (Hand) และสุขภาพ (Health) ซึ่งแม้นโยบายนี้จะเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังมีข้อห่วงใยของผู้ปกครองว่าเด็กอาจไม่ได้ความรู้วิชาการที่เข้มข้น ขณะที่ครูแม้มีความสุขกังวลว่ามีภาระงานเพิ่มขึ้น
2.ปรับโครงสร้างศธ.สลาย5แท่ง
                      เรียกเสียงฮือฮาส่งท้ายปี 2558 กับข้อเสนอปรับโครงสร้าง ศธ.รูปแบบ “ซิงเกิล คอมมานด์” มี รมว.ศึกษาธิการดูแลนโยบายภาพรวม ส่วน 5 แท่งของ ศธ.เหลือเพียงสำนักงานปลัด ศธ. ขณะที่ สพฐ.และสอศ.ถูกแยกการทำงานเป็นกรม คล้ายในอดีตก่อนมีการโครงสร้างครั้งใหญ่ในปี 2547 ส่วนที่คาดว่าต้องแยกตัวไปคือ สภาการศึกษา ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แยกตัวไปตั้งกระทรวงอุดมศึกษา แต่เฉพาะหน้าในส่วนโครงสร้างที่ต้องการปรับเร่งด่วน ศธ.เล็งเสนอนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาดำเนินการ คือการควบรวมอาชีวศึกษารัฐและเอกชน ที่ต้องเห็นภาพการทำงานทันทีในปี 2559 และจัดตั้งกรมวิชาการให้อยู่ในกำกับสำนักปลัด ศธ.
3.คสช.โละ3บอร์ดฉาวเคลียร์ทางปราบทุจริต
                      หลังจาก คสช.มีคำสั่งสำคัญ 3 ฉบับ เริ่มจากฉบับแรก เป็นคำสั่งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.ทั้งซี 10-11 โดยให้ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี นั่งเก้าอี้ปลัด ศธ. เพื่อมาสะสางปัญหาทุจริตใน ศธ. ฉบับที่สอง สั่งโละบอร์ด 3 องค์กรยกชุด ได้แก่ คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) คณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. และคณะกรรมการคุรุสภา เพื่อเคลียร์ทางให้ รมว.ศึกษาธิการ ที่ในเวลานั้นคือ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย เข้ามากุมบังเหียนสะสางขยะที่ซุกใต้พรมของทั้ง 3 องค์กรได้เต็มที่ ก่อนที่จะเปลี่ยนมือเป็น พล.อ.ดาว์พงษ์ มารับไม้ต่อ และฉบับที่ 3 มีคำสั่งให้ผู้บริหาร 3 องค์กร นายสมศักดิ์ ตาไชย อดีตเลขาธิการ สกสค. นายสมมาตร์ มีศิลป์ อดีตผู้อำนวยการองค์การค้าฯ และนายอำนาจ สุนทรธรรม อดีตเลขาธิการคุรุสภา ยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว ต่อมาทั้ง 3 ราย ถูกยกเลิกสัญญาจ้าง
                      ปมทุจริตมัดใหญ่ของ สกสค.หนีไม่พ้นกรณี สกสค.ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ที่ยิ่งสาวยิ่งเจอความไม่ชอบมาพากล ตั้งแต่หลักฐานการค้ำประกันจากบริษัทที่นำมาวางไว้ก็เป็นของปลอม โดยล่าสุดผู้ตรวจการแผ่นดินชี้มูลความผิดฐานฉ้อโกงกรณีดังกล่าวแล้ว ขณะที่ สกสค.ได้แจ้งความกับกรรมการบริษัทบิลเลี่ยนฯ จำนวน 9 คน ในข้อหายักยอกทรัพย์และข้อหาฉ้อโกง และแจ้งความดำเนินคดีนายเกษม และนายสมศักดิ์ ในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและยักยอกทรัพย์
                      รวมทั้งสอบสวนทางวินัยเจ้าหน้าที่ สกสค. 6 ราย ขณะที่การตรวจสอบโดย ป.ป.ช.คืบหน้าไปกว่า 80% ส่วนองค์การค้าของ สกสค.ก็มีเรื่องซุกซ่อนไม่ต่างกัน ทั้งปัญหาหนังสือตำราเรียนที่หายไป 5.3 แสนเล่ม ยังไม่มีคำตอบชัดเจน ส่วนปัญหาขาดทุนก็เรื้อรังมายาวนาน และขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนหยุดเลือด ซึ่งต้องจับตาดูว่า “นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์” กุนซือคู่ใจ พล.อ.ดาว์พงษ์ จะเข้ามาเคลียร์ได้หรือไม่
4.ข้อสอบคัดผอ.-รองผอ.โรงเรียนผิดพลาด
                      สั่นคลอนความเชื่อมั่นที่มีต่อสถาบันอุดมศึกษาไม่น้อย กับการออกข้อสอบคัดเลือก/แข่งขันรอง ผอ.-ผอ.สังกัด สพฐ.ที่ออกโดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และพบว่าเฉลยผิดพลาดถึง 6 ข้อ เป็นในส่วน ผอ. 4 ข้อ และรอง ผอ. 2 ข้อ จนต้องให้คะแนนฟรีแก่ผู้เข้าสอบทุกราย ทำให้มีรายชื่อขึ้นบัญชีเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 400 คน นอกจากนี้ยังมีกรณีจัดสอบครูผู้ช่วยกรณีทั่วไปที่ สพฐ.ให้ 7 มหาวิทยาลัยออกข้อสอบและมีผู้สอบผ่าน 19,940 คน จากผู้เข้าสอบกว่า 1 แสนคน คิดเป็น 19.12% ซึ่งค่อนข้างน้อย จึงมีการตั้งคำถามว่า เพราะมหาวิทยาลัยออกข้อสอบยาก หรือเพราะเกิดปัญหาตั้งแต่กระบวนการผลิตครูว่ามีคุณภาพหรือไม่
5.อภิมหาโกงพันล้าน“เทคโนฯลาดกระบัง”
                      “1,600 ล้านบาท” ยอดเงินโกงจากบัญชีกลางของ “สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)” ที่อื้อฉาวมาตั้งแต่ปลายปี 2557 จวบจนปี 2558 กว่าจะกวาดล้างกลุ่มขบวนการคนในคนนอกรวมหัวกินแบบเนียนๆ มาปีกว่าได้ เล่นเอาเหนื่อยกันเลยทีเดียว โดยคดีโคตรโกงครั้งนี้ แม้จะสามารถจับผู้บริหารและขบวนการเกือบทั้งหมดได้ แต่มีหนึ่งธนาคารถูกสังคมเคลือบแคลงใจจนก่อเกิดกระแสถอนเงินออกจาก “ธนาคารไทยพาณิชย์” จำเลยในฐานะผู้รับเงินจนธนาคารต้องออกมาแถลงสื่อว่าจูบปากกับ สจล. ทำข้อตกลงยอมเยียวยาค่าเสียหายที่เกิดจากธนาคาร ปิดฉากอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง
6.สางปม“เอแบค”ฟัดกันชุลมุน
                      “เครื่องบินจำลอง” เหตุชนวนความขัดแย้งภายในของกลุ่มคนระดับปัญญาชน “มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)” แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขาดสามัคคีจนกลิ่นฟุ้งกระจายออกสู่สาธารณชน แถมยังพ่วงนักศึกษากว่า 3,000 คน สุ่มเสี่ยงไม่ได้เข้ารับปริญญาบัตร ไร้อธิการบดีลงนามในใบรับรองปริญญา เมื่อฝ่ายหนึ่ง (ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล) เข้านั่งรักษาการอธิการบดีเอแบค แทนอธิการบดีเดิม (ภราดาบัญชา แสงหิรัญ) ถูกพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว ทว่า เรื่องจบไม่สวย เมื่อต่างฝ่ายต่างใช้กฎหมายยันสิทธิ์อธิการบดี ร้อนถึง “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รมว.ศึกษาธิการ ตั้ง 8 อรหันต์ตรวจสอบข้อเท็จจริงขจัดปมความขัดแย้ง สางปมได้เร็วๆ วัน ก่อนที่ “เอแบค” จะกลายเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกที่หาอธิการบดีตัวจริงไม่เจอ
7.ฉาวโฉ่!อุดมฯ“ธรรมาภิบาล”เสื่อม
                      พวกใครพวกมัน ผลประโยชน์พวกพ้องกลายเป็นสโลแกนของเหล่าผู้บริหารแทนที่หลัก “ธรรมาภิบาล” การบริหารงาน ส่งผลให้มหาวิทยาลัย 5 แห่ง ไร้หัวเรือใหญ่อย่าง “อธิการบดี” ตกค้างอยู่ที่ สกอ. รอการตรวจสอบ อย่าง 1.ม.เกษตรศาสตร์ (มก.) 2.ม.วลัยลักษณ์ 3.ม.มหาสารคาม (มมส.)  4.ม.นครพนม และ5.ม.บูรพา โดยมี 2 แห่งที่ส่งรายชื่ออธิการบดี แต่กลับถูกทวงติงเรื่องคุณสมบัติ คือ มก. “นายบดินทร์ รัศมีเทศ” นั่งกรรมการบริษัทเอกชนหลายแห่ง และ มมส. “รศ.ดร.ศุภชัย สมัปปิโต” เคยถูกสอบวินัยร้ายแรง ส่วนอีก 3 แห่ง ยังไม่มีการส่งรายชื่อของผู้จะดำรงตำแหน่งอธิการบดี คงได้รอคอยผู้บริหารมีหลักธรรมาภิบาลเข้ามาบริหารมหาวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้า
8.“สอบอัตนัย”ปิดจ๊อบ“ประเมินฯรอบสี่”
                      หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวข้อสอบมาอย่างต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมา สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) หน่วยงานจัดสอบวัดระดับการศึกษาของเด็กไทย เช่น ตระกูลเน็ต โอเน็ต วีเน็ต บีเน็ต แกต แพต 7 วิชาสามัญ ฯลฯ ได้มีการพัฒนามุ่งเพิ่มสัดส่วนข้อสอบอัตนัยมากขึ้น โดยนำร่องจากการสอบโอเน็ตชั้น ป.6 ปรับรูปแบบข้อสอบอัตนัย 20% ก่อนคุยฟุ้งขยายสู่การจัดสอบอัตนัยมากขึ้น ส่วนการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ ประเมินออนไลน์ บทบาทหน้าที่ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ถูกชะลอให้กลับไปแต่งตัวให้พร้อมการปฏิรูปการศึกษาก่อนเดินหน้าต่อ
9.พาเหรด“ม.นอกระบบ”ปี58
                      ตัดเสื้อตัวใหม่กันทุกปี สำหรับมหาวิทยาลัยที่ปรับเปลี่ยนสถานภาพจาก มหาวิทยาลัยของรัฐ มาเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ หรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งปี 2558 นี้ มีมหาวิทยาลัยรัฐ 7 แห่ง ที่ออกนอกระบบ ได้แก่ ม.เกษตรศาสตร์, ม.สวนดุสิต (มรภ.สวนดุสิต) , ม.ธรรมศาสตร์, ม.ขอนแก่น, ม.ศิลปากร, ม.สงขลานครินทร์ และม.ศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งนอกจากเปลี่ยนสถานภาพแล้ว บางแห่ง อย่าง ม.สวนดุสิต ยังก้าวกระโดดออกมาจากกลุ่มราชภัฎฏกันเลยทีเดียว
10.“กล้วยทับ” รับน้องอนาจาร
                      สนุกกันจนเป็นเรื่อง เมื่อคลิปรับน้องมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) ว่อนในโลกโซเซียล ภาพการจับคู่เต้น “กล้วยทับ” เลียนแบบท่าร่วมรักระหว่างนักศึกษาชายและนักศึกษาสาวประเภทสอง มีกองเชียร์ยืนปรบมือ ชื่นชมอย่างสนุกสนาน เดือดร้อนถึง อ.ฤาเดช เกิดวิชัย อธิการบดี รีบออกมาขอโทษสังคม พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยนักศึกษาที่เกี่ยวข้องทั้ง 53 คน ก่อนสั่งพักการเรียนรุ่นพี่ 3 คน พร้อมตัดคะแนนความประพฤติ 50 คะแนน ส่วนรุ่นน้อง 5 คน ที่ปรากฏในคลิปถูกภาคทัณฑ์ และตัด 30 คะแนน ขณะที่กองเชียร์อีก 45 คน ถูกตัด 20 คะแนน ก่อนนำไปอบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
——————-
(การศึกษา 58 ‘คุณภาพไม่ชัด’ : โดย…ชุลีพร อร่ามเนตร / เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ)

ปีแพะ…ค่ายเครื่องดื่มดัง เปิดศึกดาราโพสต์น้ำเมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219543

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 ธ.ค. 2558

ปีแพะ…ค่ายเครื่องดื่มดัง เปิดศึกดาราโพสต์น้ำเมา

10 ข่าวเด่น 2558 : ปีแพะ…ค่ายเครื่องดื่มดัง เปิดศึกดาราโพสต์น้ำเมา : โดย…ทีมข่าวสาธารณสุข

                      เป็นประเด็นขึ้นมาในช่วงปลายปี 2558 ปีนักษัตร มะแม หรือแพะ เมื่อบอสใหญ่ ค่ายสิงห์ “ต๊อด” ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการบริหาร บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ออกมากระแซะผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ถ้ามีหลักฐานการรับเงินฟ้องได้เลยนะเค้าห้ามใช้ดารา ถ้าบอกไม่ใช่โฆษณา..ที่ไหนจะเชื่อ” พร้อมตัดภาพบางส่วนที่ซุปตาร์หล่อขั้นเทพ “โดม” ปกรณ์ ลัม โพสต์ลงอินสตาแกรม(ไอจี)ส่วนตัว เป็นภาพขณะรินเบียร์ขวดสีเขียวลงแก้ว และเป็นเรื่องมากขึ้น เมื่อ ต๊อด ยังโพสต์เฟซบุ๊กทำนองว่า “การเอาดารา net idol พริตตี้นางฟ้า บุคคลมีชื่อเสียง มาถ่ายลง FB หรือ IG เพื่อเพิ่มยอดขาย มันไม่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยเจตนาและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ขณะที่ หนุ่มโดม ก็ให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่ได้เงินสักบาทเลยครับ ถ้ารับงาน รับโฆษณา ก็ต้องได้เงินถูกไหมครับ แต่นี้ไม่ได้เงินเลย แล้วตัวเองก็เป็นคนชอบกินเบียร์อยู่แล้ว ก็ลงปกติไม่ได้มีอะไรครับ”
                      เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการวิวาทะระหว่างตัวบุคคลเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีกฎหมายบังคับใช้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาให้ข้อมูลว่าได้รับรายงานจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)ว่ามีนักแสดงและบุคคลมีชื่อเสียงโพสต์ภาพถ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านโซเชียลมีเดีย เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เบื้องต้น 24 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 30 คน พร้อมกับที่ “วุ้นเส้น” วิริฒิพา ภักดีประสงค์ แย้มนาม และ “หญิงแย้” นนทพร ธีระวัฒนสุข 2 ดารานักแสดงที่มีชื่อปรากฏว่าโพสต์เบียร์ด้วย เข้าพบตำรวจเพื่อให้ข้อมูล โดยระบุว่า ไม่ได้รับเงินค่าจ้างโพสต์เพราะต้องการช่วยเพื่อนซึ่งทำงานในบริษัทเครื่องดื่ม
                      ก่อนที่สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หน่วยงานภายใต้กรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เจ้าของเรื่องตัวจริงจะออกโรง ในฐานะสำนักงานที่จัดตั้งขึ้นจาก พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551
                      นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกมาชี้ชัดว่า ศิลปิน ดารา นักแสดงโพสต์ภาพตัวเองกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความผิด ตามมาตรา 32 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 มีความชัดเจนของการโฆษณา ทำให้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อประโยชน์ทางการค้าก็ถือว่าผิด ไม่จำเป็นต้องรับค่าตอบแทน และกรณีที่ 2 หากมีการแย้งว่าไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ทางการค้า แต่อาจเข้าข่ายการอวดอ้างสรรพคุณ และมีพฤติกรรมร่วมโดยการชักจูงให้ดื่มโดยทางตรงหรือทางอ้อมเช่น ใช้ภาพดารา นักร้อง นักแสดง นักกีฬา มาชักจูง เพราะคนกลุ่มนี้เป็นเหมือนแม่เหล็ก แค่โพสต์ภาพก็ทำให้คนเลียนแบบ รวมไปถึงการมีข้อความจูงใจดื่มแล้วดี หรืออะไรก็ตาม มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                      พร้อมกับมีการส่งหนังสือเชิญ 8 ศิลปินดาราลอตแรกเข้าให้ข้อมูลต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ได้แก่ 1.น.ส.วิริฒิพา ภักดีประสงค์ หรือวีเจวุ้นเส้น 2.น.ส.นนทพร ธีระวัฒนสุข หรือหญิงแย้ 3.นายวิเชียร กุศลมโนมัยวิเชียร หรือดีเจเพชรจ้า 4.นายภูมิใจ ตั้งสง่า หรือดีเจภูมิ 5.น.ส.วรัลชญาน์ จินดารักษ์วงศ์ หรือวีเจจ๋า 6.น.ส.วรัฐฐา อิมราพร หรือเนย เนโกะจัมพ์ 7.น.ส.ชรัฐฐา อิมราพร หรือแยม เนโกะจัมพ์ และ 8.นายปิติ ภิรมย์ภักดี หรือ ต๊อด โดย 7 คนแรกเชิญเนื่องจากอยู่ในแคมเปญหนึ่งของบริษัทผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งจัดกิจกรรมตรงกับช่วงเปิดตัวฉลากสินค้าใหม่และประจวบเหมาะกับช่วงที่ผ่านมาที่กลุ่มดาราทั้ง 7 คน โพสต์ภาพน้ำเมา และเชิญนายปิติในฐานะผู้ร้อง และออกหนังสือเชิญในลอตที่สองอีก 8 คน คือ 1.นายปกรณ์ ลัม หรือโดม 2.น.ส.หรรษา จึงวิวัฒนวงศ์ หรือนิวเคลียร์ 3.น.ส.ณภศศิ สุรวรรณ หรือมายด์ 4.น.ส.ธันย์ชนก ฤทธินาคา หรือเบเบ้ 5.นายณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ หรือป้อง 6.นายปริญญา อินทชัย หรือเวย์ ไทยเทเนียม 7.นายภรัณยู โรจนวุฒิธรรม หรือแทค และ 8.วงบูมบูมแคช
                      ตามด้วยการส่งหนังสือเชิญศิลปินดาราเข้าให้ข้อมูลอีก 19 คน เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทคอกเทลยี่ห้อหนึ่ง แบ่งการให้ข้อมูลเป็น 2 ช่วงคือระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2558 ได้แก่ 1.น.ส.ศิริน หอวัง หรือ คริส หอวัง 2.น.ส.เจนสุดา ปานโต หรือ เจน 3.น.ส.ไรบีนา อินทชัย หรือ นานา 4.วงสล็อตแมชชีน 5.นายฌอห์น จินดาโชติ 6.นายรัตนารัตน์ เอื้อทวีกุล หรือเพชร 7.น.ส.ญานนีน ภารวีไวเกล หรือ พลอยชมพู 8.นายสิทธา สภายุชาติ หรือ เอี๊ยง 9.นายสุรเกียรติ บุนนาค หรือ แพน แวมป์ 10.นายโยชิ มนัสพล หรือ โยชิ วงซีควิ้น 11.นายกวิน ดูวาล หรือ กวิน วง 3.2.1 12.นายโอสธี ชุ่นมงคล หรือ กราฟ วงแบล็ควานิลลา 13.น.ส.เชริกา โชติวิจิตร หรือ จินนี่ และ 14.นายพิชญ์ กาไชย หรือพิท วงซีควิ้น ส่วนรอบวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 มี 1. นายดาวิเด โดริโก้ หรือดีเจเดย์ 2. น.ส.ฐิติรัตน์ อินเทพ หรือ ดีเจฟ้าใส 3. น.ส.ไพลิน รัตนแสงเสถียร หรือ หว่าหวา ไชน่าดอลล์ 4. นายปองศักดิ์ รัตนพงษ์ หรือ อ๊อฟ ปองศักดิ์ และ 5.นายเขมรัชต์ สุนทรนนท์ หรือ ดีเจอ๋อง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภาพเชื่อมโยงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายยี่ห้อ
                      อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันเวลาตามกำหนด บางคนไม่มาตามที่ระบุ มีการขอเลื่อนเพราะติดงาน ติดถ่ายละคร วีเจวุ้นเส้น เป็นศิลปินดาราคนแรกที่เดินทางเข้าให้ข้อมูลโดยมาพร้อมกับทนายความส่วนตัว ขณะที่ ต๊อด ปิติ ส่ง นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เข้าให้ข้อมูลแทน ซึ่งนายฉัตรชัย บอกว่า คุณปิติไม่ใช่ผู้ร้อง ไม่ใช่พยานเพราะไม่ได้อยู่กับดาราศิลปิน และไม่ทราบแผนการตลาดของผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายอื่น เป็นแค่คนแสดงความคิดเห็นส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว และจุดประเด็นให้สังคมรับรู้ในเรื่องนี้
                      จากนั้นมีศิลปิน ดารา นักแสดงทยอยเข้าให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยในกลุ่ม 7 คนที่เข้าร่วมแคมเปญของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ต่างให้ข้อมูลเป็นไปในลักษณะเดียวกันว่า ไม่ได้รับค่าจ้างและโพสต์ภาพน้ำเมาให้เพื่อนเท่านั้น ส่วนแคมเปญดังกล่าวเป็นการเปิดตัวน้ำเปล่า ขณะที่คนอื่นๆ ต่างปฏิเสธไม่ได้รับเงินเช่นเดียวกัน และให้เหตุผลการโพสต์ที่แตกต่างกันไป อาทิ โพสต์เพราะเป็นวิถีชีวิตที่ชอบดื่มอยู่แล้ว โพสต์ให้เพื่อน เพื่อนส่งมาให้ทดลองรสชาติ หรือบางคนบางกลุ่มไม่ได้โพสต์ภาพน้ำเมา เพียงแต่มีภาพไปร่วมงานหรือกิจกรรม
                      ประเด็นดาราโพสต์ภาพน้ำเมายังไม่เสร็จสิ้น ก็มีวาระแทรกเมื่อเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวและเปิด “ลานเบียร์” จากที่ ต๊อด ปิติ เปิดฉากกับซุปสตาร์ เบี่ยงทางมาเปิดศึก กับ นพ.สมาน โดย ต๊อดตั้งคำถามว่า การเปิดลานเบียร์ผิดกฎหมายตรงไหน ขณะที่ นพ.สมาน ยืนยันว่า การเปิดลานเบียร์ไม่ได้ผิดกฎหมาย หรือห้ามเปิด แต่เมื่อเปิดแล้วต้องไม่มีการทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะต้องไม่เข้าข่ายการโฆษณา ซึ่งการสื่อสารการตลาด ถือว่าเป็นการโฆษณาตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ และประเด็นลานเบียร์ก็ค่อยๆ หายไป
                      สำหรับประเด็นศิลปินดาราโพสต์ภาพน้ำเมาในโซเชียลมีเดียส่วนตัว จนสิ้นปี 2558 ก็ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ศิลปิน ดารา นักแสดงที่ถูกเรียกมาให้ข้อมูลมีทั้งสิ้น 50 คน มีการสอบถามและให้ข้อมูลเสร็จสิ้นในปี 2558 แล้วจำนวน 30 คน เหลืออีก 20 คน จะเข้าให้ข้อมูลต่อในปี 2559 โดยในจำนวน 30 คน มีบางส่วนที่มีมูล คือ เข้าข่ายการกระทำความผิดฐานโฆษณา ตามมาตรา 32 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ซึ่งจะมีการส่งมอบหลักฐานและข้อมูลให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และเรื่องนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2559
———————
(10 ข่าวเด่น 2558 : ปีแพะ…ค่ายเครื่องดื่มดัง เปิดศึกดาราโพสต์น้ำเมา : โดย…ทีมข่าวสาธารณสุข)

วธ.ประสานอำนวยความสะดวกปชช.สวดมนต์ข้ามปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219538

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ธ.ค. 2558

วธ.ประสานอำนวยความสะดวกปชช.สวดมนต์ข้ามปี

วธ.จับมือ ขสมก.-บีทีเอส-รถไฟฟ้าใต้ดิน-แท็กซี่ รับส่ง-อำนวยความสะดวก ประชาชนร่วมพิธีสวดมนต์ข้ามปี

                      28 ธ.ค. 58  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมการกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ ปี 2559 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม – 1 มกราคม 2558 โดยจัดพิมพ์หนังสือบทเจริญพระพุทธมนต์มอบให้แก่พุทธศาสนิกชน ณ วัดที่เข้าร่วมโครงการกว่า 3 หมื่นวัดทั่วประเทศ และวัดในกรุงเทพฯ อาทิ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร , วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร , วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร , วัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน , วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร , วัดยานนาวา , วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นต้น ทั้งนี้ การสวดมนต์ข้ามปีในปีนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการทำงานแบบบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สมาคมต่างๆ มากถึง 23 หน่วยงาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี อาทิ กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) กรมประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร กรมเจ้าท่า
                      นายวีระ กล่าวต่อว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากกรมการศาสนา (ศน.) ถึงแผนการการอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนที่ออกมาร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ได้ประสานเรื่องการรับส่งและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยประสานกับ ขสมก. จัดรถเมล์มาให้บริการกับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีที่วัดต่างๆ นอกจากนี้ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT แจ้งว่าจะขยายเวลาให้บริการจากเดิมปิด 24.00 น. โดยจะปิดในเวลา 02.00 น.ของวันที่ 1 มกราคม 2559 รวมถึงผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส แจ้งว่าได้ขยายเวลาปิดจาก 24.00 น. เป็นเวลา 02.00 น. เช่นกัน ที่สำคัญ ศน.ได้ประสานกับสมาคมแท็กซี่ และสหกรณ์แท็กซี่แล้วในการจัดเตรียมรถแท็กซี่ ไปยังวัดต่างๆ ที่จัดกิจกรรม เพื่อให้บริการแก่ประชาชนที่ร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี
                      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า หากประชาชนที่เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ติดขัดหรือต้องการให้ ศน. ช่วยประสานและอำนวยความสะดวกเรื่องต่างๆ อาทิ รถแท็กซี่ หรือว่าสอบถามข้อมูล สามารถโทรมาสอบถามที่เบอร์ฮอตไลน์ของ ศน.ได้ 24 ชม. 092 4468739 และ 092 4468038

ของขวัญปีใหม่6ชิ้นให้คนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219537

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ธ.ค. 2558

ของขวัญปีใหม่6ชิ้นให้คนทำงาน

กระทรวงแรงงาน จัดของขวัญปีใหม่ 2559 เติมความสุขให้คนทำงาน 6 ชิ้น

                      28 ธ.ค. 58  พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยการดำเนินการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องของขวัญปีใหม่ 2559 มอบให้แก่ประชาชนในช่วงเทศบาลปีใหม่ ซึ่งกระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการด้านแรงงานที่ก่อประโยชน์และเป็นการคืนความสุขให้ประชาชน มอบเป็น “ของขวัญส่งความสุข จำนวน 6 ชิ้น” และถือเป็นการเติมความสุขให้คนทำงาน ผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชนด้วย ประกอบด้วย
                      ชิ้นที่ 1 การเปิดให้บริการด้านแรงงานบนมือถือ Smart Labour Mobile Application ภายใต้ชื่อ Smart Labour บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ให้บริการข้อมูลค้นหาตำแหน่งงานว่าง ตรวจสอบเงินสะสมกรณีชราภาพ ตรวจสอบการฝึกอบรมฝีมือแรงงานและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และร้องเรียนร้องทุกข์ด้านแรงงาน
                      ชิ้นที่ 2 ขยายสิทธิ์ลูกจ้าง กรณีประสบอันตราย หรือ เจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ให้สามารถเข้ารับการรักษาได้ ณ สถานพยาบาลของรัฐ โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล ทั้งนี้ ให้สถานพยาบาลของรัฐเป็นสถานพยาบาลในความตกลงของกองทุนเงินทดแทน โดยเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลตรงจากกองทุนเงินทดแทน ภายในวงเงินที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่เรียกเก็บเงินส่วนเกินจากลูกจ้าง/นายจ้าง อีกต่อไป
                      ชิ้นที่ 3 ลดอัตราเงินสมทบของนายจ้างในกองทุนเงินทดแทน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับนายจ้างมากยิ่งขึ้น โดยเพิ่มการจัดประเภทกิจการ จาก 131 ประเภทกิจการ เป็น 1,090 ประเภทกิจการ และปรับอัตราเงินสมทบหลักให้เหมาะสมกับความเสี่ยง เปลี่ยนหลักการคิดอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ ซึ่งจะส่งผลให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับนายจ้างมากยิ่งขึ้น
                      ของขวัญชิ้นที่ 4 โครงการเยี่ยมผู้ป่วย ผู้ทุพพลภาพที่เป็นผู้ประกันตน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ป่วย ผู้ทุพพลภาพ รวมทั้งรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาพัฒนาสิทธิประโยชน์ต่อไป
                      ชิ้นที่ 5 เดินทางอุ่นใจปลอดภัยไปกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้บริการตรวจสภาพบำรุงรักษารถยนต์รถจักรยานยนต์ ฟรี ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 ธ.ค. 58 หรือสามารถตรวจเช็กสภาพรถเบื้องต้นด้วยตัวเอง จากคลิปที่อยู่หน้าเว็บไซต์และเฟซบุ๊กกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และลดค่าธรรมเนียมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติทุกระดับ เหลือ 10 บาท ตั้งแต่ 1 ม.ค. 59 ถึง 30 มิ.ย. 59 ใช้บริการได้ที่ สถาบันพัฒนาแรงงานภาคและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ ทั้ง 2 กิจกรรม
                      และชิ้นที่ 6 การจัดกิจกรรมส่งความสุขให้แรงงานเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ 4 แห่ง ได้แก่ สถานีขนส่งหมอชิต สถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ สถานีขนส่งเอกมัย โดยจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประกันสังคม พร้อมมอบของที่ระลึกในการส่งแรงงานกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ เป็นต้น

‘สุทธิพร’บุกเอแบคเจอขวาง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219533

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ธ.ค. 2558

‘สุทธิพร’บุกเอแบคเจอขวาง!

วุ่นส่งท้ายปี ‘สุทธิพร’ บุก ‘เอแบค’ หวังขอเจรจาเข้าทำงานในตำแหน่งอธิการบดี อ้างตามคำสั่งศาล ถูก รปภ.ขัดขวาง มอบทนายความแจ้งความเอาผิด

                      28 ธ.ค. 58  ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยให้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีเอแบคคนใหม่ วันนี้ตนจึงเดินทางเพื่อเข้าไปยังมหาวิทยาลัยเอแบค วิทยาเขตหัวหมาก พร้อมกับนำคำสั่งศาลที่ให้การคุ้มครองให้เข้าปฏิบัติหน้าที่ไปยื่นกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ที่อยู่บริเวณประตูกลาง โดยก่อนที่ตนจะเดินทางมาในครั้งนี้ได้มีการประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก และตำรวจ 191 ทั้งในและนอกเครื่องแบบ เพื่อช่วยอำนวยการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ชุดใหม่ที่ทางมหาวิทยาลัยเพิ่งว่าจ้างได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทน รปภ.ชุดเดิม แต่ รปภ.ชุดเก่ากลับปิดล็อกประตูล่ามโซ่อย่างแน่นหนา ทำให้บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปยังภายในมหาวิทยาลัยได้ รวมไปถึงอาจารย์และเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ต้องเข้าไปทำงานตามปกติ ตนและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามเจรจาให้ รปภ.ชุดเก่าทราบคำสั่งศาล ถ้าหากขัดขวางจะดำเนินคดี แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ แถมบรรยากาศการเจรจายังตึงเครียด ตนเกรงว่าอาจเกิดการปะทะกันได้ จึงมอบหมายให้ทนายความไปแจ้งความเอาผิดกับ รปภ.ชุดเก่า ข้อหาขัดคำสั่งศาลและบุกรุก ที่ สน.หัวหมาก
                      ทั้งนี้ หลังแจ้งความกับ รปภ.ชุดเก่าไปแล้ว ตนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเอแบค วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ซึ่งเจ้าหน้าที่ รปภ.ชุดใหม่จำนวนกว่า 100 นาย สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ภายในมหาวิทยาลัยได้แล้ว โดยการประสานกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภอ.บางเสาธง และ สภอ.บางบ่อ เพื่อมาช่วยอำนวยการเจรจา ทั้งนี้ตนจะใช้วิทยาเขตสุวรรณภูมิเป็นสำนักงานอธิการบดีไปพลางก่อน การเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัยในวันนี้เป็นไปตามกฎหมายและคำสั่งศาล ต้องขอบพระคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาช่วยอำนวยการให้เป็นไปตามนั้น ตนขอเตือนผู้ที่แอบอ้างว่ายังเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยอยู่ สั่งให้ รปภ.เก่าขัดขวาง แต่กลับไม่กล้ามาออกมาปรากฏตัว

กลุ่มคนรักเอแบคฯจี้นายกสภาฯแจงจุดยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219528

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ธ.ค. 2558

กลุ่มคนรักเอแบคฯจี้นายกสภาฯแจงจุดยืน

กลุ่มผู้รักเอแบคฯออกแถลงการณ์ร้อง ‘นายกสภาฯ’ แจงจุดยืน 3 ประเด็น ชี้ไม่เห็นด้วยกรณีระบุนำเงินมูลนิธิฯมาแก้ไขปัญหาหาก ม.อัสสัมชัญเกิดความเสียหาย

    28 ธ.ค.2558 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสิทธิชัย ปริญญานุสรณ์ ผู้ประสานงานกลุ่มผู้รักเอแบคและอัสสัมชัญ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้รักเอแบคและอัสสัมชัญ ได้ออกแถลงการณ์ถึงประธานมูลนิธิเซนต์คาเบรียบแห่งประเทศไทย ในฐานะอธิการเจ้าคณะเซนต์คาเบรียล แขวงประเทศไทยและนายกสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ  เพื่อขอให้ชี้แจง ใน 3 ประเด็น คือ 1.การฟ้องร้องคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย 11 คนที่มีมติให้ทำการตรวจสอบภราดาบัญชา แสงหิรัญ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่มีแนวโน้มว่าได้สร้างความเสียหายกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 2.การออกหนังสือโดยฐานะอธิการเจ้าคณะเซนต์คาเบรียล แขวงประเทศไทย กล่าวตำหนินักบวชอาวุโส 3 ท่านในฐานะทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญอย่างรุนแรง และ3.การนำเงินมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลมาใช้ชำระให้กับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในกรณีหากเกิดความเสียหาย
    “ทางกลุ่มเห็นว่าการกล่าวโทษฟ้องร้องคณะกรรมการสภาฯทั้ง 11 คนเป็นสิ่งที่ขัดต่อศีลข้อนบนอบ เพราะเป็นการไม่นบนอบต่อผู้มีอาวุโสกว่า รวมถึงการที่จะนำเงินของมูลนิธิคณะฯ ที่เป็นเงินบริจาคของเหล่าสัตบุรุษ และผู้ปกครองนักเรียนของสถาบันในเครือมูลนิธิฯมาใช้เพื่อปกป้องสิ่งที่เกิดความเสียหายนั้นไม่สอดคล้องกับศีลที่ถือความยากจน เพราะฉะนั้น พวกเราจึงต้องการให้ท่านในฐานะนายกสภาฯ และในฐานะบทบาทของอธิการเจ้าคณะฯ ได้ออกมาชี้แจงจุดยืนเป็นเอกสารตอบกลับคำถามดังกล่าว และประกาศให้ทราบโดยทั่วกันทั้งที่ตั้งมูลนิธิฯ โรงเรียนอัสสัมชัญ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ”นายสิทธิชัย กล่าวและว่า ในคราวนี้ทางกลุ่มได้ยื่นรายชื่อผู้สนับสนุนประมาณ 200 รายชื่อ และทำสำเนาแถลงการณ์ฉบับนี้ถึง สังฆมณฑล กรุงเทพ ในฐานะผู้กำกับดูแลคริสต์ศาสนาในประเทศไทย สังฆมณฑล วาติกัน ในฐานะผู้กำกับดูแลคริสต์ศาสนาโลก และรมว.ศึกษาธิการ ด้วย

สกสค.เล็งฟ้องแพ่งหากแบงก์ไม่ติดต่อคืน2.1พันล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219527

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ธ.ค. 2558

สกสค.เล็งฟ้องแพ่งหากแบงก์ไม่ติดต่อคืน2.1พันล.

บอร์ดสกสค.รอเวลา 15 วันหากแบงก์ไม่ติดต่อคืน 2.1 พันล.พร้อมดอกเบี้ย อาจยื่นฟ้องแพ่งเรียกคืนเงิน ‘ดาว์พงษ์’ ย้ำมั่นใจหลักฐานที่มี

       28 ธ.ค.2558 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ในการประชุมได้มีรายงานว่า นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. ได้ยื่นโนติส แจ้งให้สถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ดำเนินการคืนเงินจำนวน 2,100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้กับ สกสค. เนื่องจาก สกสค.ตรวจสอบพบแล้วว่ามีการอนุมัติ ปิดบัญชีและเบิกถอนเงินของสกสค.ที่ฝากไว้กับสถาบันการเงินดังกล่าวอย่างไม่ถูกต้อง ตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมาและจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อจากธนาคารดังกล่าว ซึ่งหากครบกำหนดนับจากวันที่ยื่นหนังสือไปประมาณ 15 วันแล้วไม่ได้รับการติดต่อใด ก็อาจต้องดำเนินการฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อเรียกเงินคืน เพราะสกสค.เองก็มั่นใจหลักฐานที่มี
       ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบกรณี สกสค.ซื้อหุ้นบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ในโครงการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน บ้านป่าตอง ต.โพนสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย มูลค่าความเสียหายประมาณ 800 ล้านบาทนั้น สกสค.ได้นัดให้บริษัท หนองคายน่าอยู่ฯ เข้าชี้แจง กรณีที่ให้สกสค.ซื้อหุ้นสูงกว่าราคาพาร์ จากราคาหุ้นละ 10 บาท เป็น 25 บาท รวมถึงดูว่าเงินส่วนต่างดังกล่าวยังอยู่หรือไม่ ในวันที่ 11 มกราคม 2559 ซึ่งหากยังไม่เข้าชี้แจงและไม่มีความชัดเจน ก็ขอให้ สกสค.ไปแจ้งความฐานฉ้อโกงไว้ก่อน
       พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าฯของ สกสค.ว่า ที่ประชุมได้รายงานผลการดำเนินการในช่วงปี 2558 พบว่า ผลประกอบการเป็นไปทิศทางที่ดีขึ้น ตัวเลขขาดทุนอยู่ ที่ 135 ล้านบาท จากปี 2557 ที่มีตัวเลขขาดทุนถึง 445 ล้านบาท ส่วนจำนวนหนี้สินนั้นยังอยู่ที่ตัวเลขเดิม คือประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท ทั้งนี้ มั่นใจว่า ปี2559 จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น นอกจากนั้น ตนยังได้เร่งรัดเรื่องการตรวจสอบกรณีหนังสือ ถูกโอนเข้าคลังไม่ครบตามจำนวนจริง มีหนังสือสูญหาย 5.3 แสนเล่ม โดยคณะกรรมการบริหารองค์การค้าฯ ที่มีพล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นประธาน มีมติให้ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ในฐานะผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้เกี่ยวข้องตามกระบวนการผลิต ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า โดยขอให้เร่งสอบสวนและกลับมารายงานในการประชุมครั้งต่อไป
       “ผมยังเร่งรัดให้ตรวจสอบ เรื่องการรับฝาก อุปกรณ์แต่งกายลูกเสือ อาทิ เข็มขัดลูกเสือ หมวกลูกเสือ ผ้าพันคอลูกเสือ วอล์กเกิ้ล ใช้แบบหนังสีน้ำตาล มูลค่าประมาณ 24 ล้านบาท ว่าเป็นของที่ได้รับลิขสิทธิ์ในการผลิตอย่างถูกต้องหรือไม่ และการรับฝากของอดีตผู้อำนวยการองค์การค้าฯ มีการเก็บค่าเช่า มีค่ารับฝาก และเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องหรือไม่” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

รมช.ศธ.ตรวจ’ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219522

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ธ.ค. 2558

รมช.ศธ.ตรวจ’ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’

รมช.ศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เชิงประจักษ์ภาคเหนือ

           เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 ธันวาคม 2558 พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วยนายการุณ สกุลประดิษฐ์  เลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของโรงเรียนน่านปัญญานุกูลและโรงเรียนบ้านน้ำโค้ง จังหวัดน่าน  ซึ่งโรงเรียนน่านปัญญานุกูล ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเกิดการเรียนรู้และมีทักษะพื้นฐาน ในเรื่องของกิจกรรมส่งเสริมอาชีพเพื่อการมีงานทำ

ประกอบด้วย งานอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ การปลูก ผักสวนครัว การเพาะเห็ด การปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ งานปุ๋ยหมัก และการปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ งานอาชีพ คหกรรม ได้แก่ งานขนมอบและงานเย็บปักถักร้อย งานอาชีพอุตสาหกรรม ได้แก่ งานช่างไม้ งานผลิตน้ำดื่ม และงานปั้นเซรามิกส์  งานอาชีพความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ งานวาดภาพศิลปะ งานประดิษฐ์พวงกุญแจ งานร้อยลูกปัด  และงานอาชีพบริการ ได้แก่ งานเสริมสวย นวดเพื่อสุขภาพ งานล้างรถ (Car Care) งานช่างตัดผมชาย เป็นต้น นอกจากนี้โรงเรียนน่านปัญญานุกูลยังส่งเสริมให้นักเรียนมีสุนทรียภาพด้านศิลปะ ดนตรี กีฬาและนาฏศิลป์ มีกิจกรรมส่งเสริมความสามารถทางด้านศิลปะกิจกรรมส่งเสริมความสามารถ ด้านกีฬา กิจกรรมส่งเสริมทางด้านดนตรี และกิจกรรมส่งเสริมทางด้านนาฏศิลป์ ส่งผลให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านศิลปะ ดนตรี กีฬาและนาฏศิลป์ โดยเฉพาะด้านกีฬา นักเรียนได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนในระดับชาติหลาย ชนิดกีฬา และด้านศิลปะ นักเรียนได้เข้าร่วมแข่งขันระดับชาติได้รับรางวัล ระดับเหรียญทอง และส่งเสริม ให้นักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับภาคเหนือ จนได้รับรางวัลชนะเลิศระดับเหรียญทอง จนเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย

หลังจากนั้น รมช.ศธ. พร้อมคณะได้เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านน้ำโค้ง ตำบลสะเนียน   อำเภอเมืองน่าน  จังหวัดน่าน เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ซึ่งทางโรงเรียน ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมให้กับนักเรียนทั้ง 3 ช่วงชั้น (ป.1-3 /ป.4-6 /ม.1-3) สอดรับนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ตามหลัก 4 เอช (H) ซึ่งเป็นหลักคิด คือ 1) พัฒนาสมอง (Head) ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 2) พัฒนาจิตใจ (Hert) ด้วยกิจกรรมจิตอาสา จริยธรรม และศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน 3) พัฒนาทักษะการปฏิบัติ (Hand) ด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ การงานอาชีพ ศิลปะดนตรี และคอมพิวเตอร์ และ 4) พัฒนาสุขภาพ (Health) พลศึกษาและดนตรี

ทั้งนี้ยังได้จัดกิจกรรมบูรณาการทั้งโรงเรียน ด้วยกิจกรรมต่อยอดการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) โดยสภาพชุมชนรอบบริเวณโรงเรียนบ้านน้ำโค้ง เป็นชุมชนที่มีประชากร ประมาณ 2,300 คน เป็นชนพื้นเมือง 4 เผ่า ได้แก่ ขมุ เมี้ยน ถิ่น ม้ง มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและประเพณีตามชนเผ่า อาชีพหลักคือทำการเกษตร ทำไร่ ทำสวน นับถือศาสนาพุทธ นักเรียนบางส่วนจึงยังคงมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ คือ อ่านไม่ได้ และนไม่ได้ จึงจำเป็นต้องหาวิธีการแก้ไขเป็นกรณีเร่งด่วนต่อไป

รมช.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาพรวมของการดำเนินกิจกรรมตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”  เขตภาคเหนือ มีผลการดำเนินการที่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ พร้อมกันนี้กระทรวงศึกษาธิการ ก็จะสนับสนุนการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนทุกสังกัด ทั่วประเทศ ภายในปี 2559 ต่อไป


10 ข่าวเด่นสาธารณสุขปี 58 โรค-โยก-รื้อ-ล้อม-เน่า-แพง !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219438

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ธ.ค. 2558

10 ข่าวเด่นสาธารณสุขปี 58 โรค-โยก-รื้อ-ล้อม-เน่า-แพง !

10 ข่าวเด่นสาธารณสุขปี 58 โรค-โยก-รื้อ-ล้อม-เน่า-แพง ! : พวงชมพู ประเสริฐ … รายงาน

                      ตลอดปี 2558 ในแวดวงสาธารณสุขมีข่าวฮอต ประเด็นร้อนเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ข่าวเกี่ยวกับ “โรค” ที่มีการพบผู้ป่วยรายแรกของโรคที่ไม่เคยพบในประเทศไทย รวมถึงการระบาดของโรคประจำถิ่น และปัญหาทางสุขภาพจิต, “โยก” นายกรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง, “รื้อ” มีการตรวจสอบและรื้อระบบหน่วยงานตระกูล ส., “ล้อม” ด้วยการออกกฎหมายเพื่อป้องกันหรือล้อมคอกปัญหาต่างๆ, “เน่า” จากการที่พบว่านมโรงเรียนมีปัญหาเน่าเสียและ “แพง” เกิดการสะท้อนค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนที่มีราคาแพง
1.ไทยพบผู้ป่วยเมอร์สรายแรก
                      ประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือ โรคเมอร์ส รายแรก เป็นชายชาวโอมาน อายุ 75 ปี ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยเข้ารับการรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง อาการเข้าข่ายผู้ต้องสงสัยติดเชื้อเมอร์ส จึงเก็บตัวอย่างเชื้อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (ห้องแล็บ) ก่อนผลจะยืนยันว่าติดเชื้อเมอร์ส และส่งต่อเข้ารับการรักษาที่ห้องปลอดเชื้อความดันต่ำ สถาบันบำราศนราดูร รักษาจนหายจากโรคแล้วเดินทางกลับประเทศโอมาน หลังจากผู้ป่วยรายแรกประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคเมอร์สเพิ่มขึ้น
2.ไข้เลือดออกระบาด 
                      โรคไข้เลือดออกจัดเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศไทย เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี มี 4 สายพันธ์ 1, 2, 3, และ 4 มียุงลายเป็นพาหะ ผู้ที่เคยป่วยจากการติดเชื้อสายพันธุ์ใดแล้วจะไม่ป่วยซ้ำจากไวรัสสายพันธุ์นั้นอีก แต่จะมีโอกาสป่วยด้วยสายพันธุ์อื่น ดังนั้นแต่ละคนจะมีโอกาสป่วยเป็นไข้เลือดได้ 4 ครั้ง และการป่วยครั้งที่ 2 มีโอกาสที่อาการจะรุนแรง สำหรับปี 2558 พบคนไทยป่วยกว่า 1 แสนราย เสียชีวิตกว่า 100 ราย โดยคนไทยตื่นตัวในการป้องกันโรคไข้เลือดออกมากขึ้น เมื่อปรากฏว่า “ปอ” ทฤษฎี สหวงษ์  นักแสดงชายป่วยโรคนี้แล้วมีอาการรุนแรงต้องเข้ารับการรักษาในห้องซีซียู โรงพยาบาลรามาธิบดี
3.ปัญหาสุขภาพจิต
                      ในปี 2558 เกิดเหตุการณ์จากการที่ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตไม่เข้ารับการรักษา และไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องหลายกรณี อย่างเช่น นักร้องหนุ่มกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นจากภาวะของโรคซึมเศร้า หรือกรณีนักแสดงหญิงพยายามฆ่าตัวตายและออกมาให้ข้อมูลภายหลังว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยโรคซึมเศร้ารักษาได้ แต่ถ้าเป็นมากแล้วไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่ต่อเนื่อง จะมีแนวโน้มสู่การฆ่าตัวตายได้สูงถึง 30% แต่หากเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์จะลดอัตราการฆ่าตัวตายได้มากเหลือเพียงไม่ถึง 2% นอกจากนี้ยังเกิดเหตุการณ์ทำร้ายชายคนหนึ่งที่ย่านลาดพร้าว ก่อนที่มีการระบุว่า ชายที่ทำร้ายเป็นผู้ป่วยจิตเวช แต่ขาดการรักษาต่อเนื่อง ซึ่งหากผู้ป่วยรักษาต่อเนื่องมีโอกาสหายและอยู่ร่วมในสังคมได้ปกติ
4.โยก“หมอณรงค์”พ้นปลัดสธ.
                      เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลไม่สนองนโยบาย ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมกับตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง นั่งอยู่นานกว่า 4 เดือน เมื่อตรวจสอบไม่พบอะไรนายกฯ จึงลงนามคำสั่งอีกครั้งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2558 ให้กลับมาดำรงตำแหน่งปลัดสธ. ก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558
5.เด้งเลขาฯสปสช.
                      เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบ ซึ่งมีชื่อ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ไปปฏิบัติราชการในตําแหน่งประจําสํานักงานปลัด สธ. ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ระบุว่า สปสช.มีการใช้งบประมาณบางส่วนที่ขัดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย
6.รื้อสสส.ลดผลประโยชน์ทับซ้อน
                      คตร.เปิดเผยผลการตรวจสอบสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยระบุว่า มีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์และมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้ศูนย์อำนายการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน เข้ามาตรวจสอบการใช้เงิน และสธ.ตั้งคณะกรรมการพิจารณาเสนอความเห็นในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มี นพ.เสรี ตู้จินดา ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน ซึ่งเห็นว่าจะต้องมีการแก้ข้อบังคับของ สสส. เพื่อแก้ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องนี้ส่งผลให้ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส.ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง โดย ดร.ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ รองผู้จัดการ สสส. รักษาการในตำแหน่งผู้จัดการแทน
7.ออกประกาศคุมเหล้า(เพิ่มเติม)
                      ตลอดปี 2558 มีการออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 จำนวน 6 ฉบับ ประกอบด้วย ประกาศ กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ให้ขายได้ตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. และตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. ยกเว้นในอาคารท่าอากาศยานนานาชาติ และขายในสถานบริการที่กำหนดเวลาเปิดปิดตามกฎหมายสถานบริการ ประกาศกำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวม 3 ฉบับ ได้แก่ บนทางรถไฟ ในท่าเรือโดยสารสาธารณะ และในสถานีขนส่ง รวมถึงประกาศกำหนดวันห้ามขาย คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา และประกาศ เรื่อง กำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามขายรอบสถานศึกษา โดยห้ามขายในสถานที่หรือบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาและหอพักบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา
8.คลอด 2 กฎหมายใหม่
                      กฎหมายด้านสาธารณสุขที่มีผลบังคับใช้ในปี 2558 มี พ.ร.บ. 2 ฉบับ ได้แก่
พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2558 โดยมีสาระสำคัญ คือ ผู้ผลิต นำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางต้องจดแจ้งรายละเอียดของเครื่องสำอางต่อผู้รับจดแจ้ง ต้องจัดให้มีฉลากของเครื่องสำอางที่ใช้ข้อความที่เป็นความจริง ใช้ภาษาไทยบอกชื่อเครื่องสำอาง ชื่อและที่ตั้งผู้ผลติ ปริมาณ วิธีใช้ คำเตือน วันผลิตและวันหมดอายุ เป็นต้น และห้ามโฆษณาด้วยข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค และพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2558 โดยจะมีผลบังคับใช้ 180 วันนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจาฯ โดยมีการกำหนดนิยามโรคใหม่ จากเดิมมีโรคติดต่อ โรคติดต่ออันตราย และโรคติดต่อต้องแจ้งความ เป็นโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังและโรคระบาด
9.นมโรงเรียนเน่า
                      ปัญหานมบูด เน่าเสีย เริ่มที่ จ.น่าน และในอีกหลายจังหวัด โดยพบทั้งนมเปลี่ยนรูปและมีเชื้อรา ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ ทั้งการแก้ปัญหาทุจริตนมโรงเรียน และตรวจคุณภาพนม ซึ่งผลการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบแบคทีเรียในนมจำนวนมาก แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากกระบวนการผลิตขั้นตอนใด จนมีคำสั่งให้โรงงานผลิตที่ จ.ลำปาง ระงับการผลิตจนกว่าจะปรับปรุงโรงงานให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ดี (จีเอ็มพี) และมีการลุยตรวจมาตรฐานโรงงานนม 82 แห่งจาก 40 จังหวัด พร้อมเพิ่มมาตรฐานจีเอ็มพี ให้ต้องผ่านมาตรฐานพื้นฐานมากขึ้น
10.ร้องค่ารักษาพยาบาลแพง
                      เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ล่า 3 หมื่นรายชื่อ ตั้งคณะกรรมการควบคุมราคาโรงพยาบาลเอกชน หลังมีการร้องเรียนเรื่องค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนที่แพงกว่าโรงพยาบาลรัฐหลายเท่าตัว โดย สธ.ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ แก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งอำนาจที่มีตามกฎหมายไม่สามารถตั้งคณะกรรมการควบคุมราคาได้ ทำได้เพียงใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 ให้โรงพยาบาลเอกชนติดป้ายให้สอบถามราคาค่ารักษาพยาบาล ค่ายา รวมถึงเปิดสายด่วนรับแจ้งปัญหา และใช้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ควบคุมไม่ให้จำหน่ายยาเกินราคา ทั้งนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ขึ้นเว็บไซต์รวมอัตราค่ารักษาพยาบาลในโรคที่ต้องมีการนัดผ่าตัดล่วงหน้าราว 77 รายการ
——————-
(10 ข่าวเด่นสาธารณสุขปี 58 โรค-โยก-รื้อ-ล้อม-เน่า-แพง ! : พวงชมพู ประเสริฐ … รายงาน)

‘ดื่มแล้วขับ ถูกจับแน่’อย่าเป็นแค่วลีรณรงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219405

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 ธ.ค. 2558

‘ดื่มแล้วขับ ถูกจับแน่’อย่าเป็นแค่วลีรณรงค์

‘ดื่มแล้วขับ ถูกจับแน่’อย่าเป็นแค่วลีรณรงค์ : หลากมิติเวทีทัศน์ โดยชูวิทย์ จันทรส

            เมื่อสถานการณ์ “ดื่มแล้วขับ” ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่ ปัญหาดังกล่าวนับว่าเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร

นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ระบุว่า จากสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2557 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 2,997 ครั้ง เสียชีวิต 341 คน บาดเจ็บ 3,117 คน โดยวันที่ 31 ธันวาคม 2557 เป็นวันที่เกิดอุบัติเหตุ เสียชีวิต และบาดเจ็บสูงสุด สาเหตุหลักคือ เมาแล้วขับ 37.3% ทั้งที่หน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มารณรงค์เรื่องอันตรายจากการเมาแล้วขับ

จากการทำงานพบว่า การตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ในหลายพื้นที่มีเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ไม่เพียงพอต่อหน่วยการตั้งด่าน ซึ่งภาคประชาชนติดตามเรื่องอุปกรณ์นี้มาหลายปี พบว่า ติดปัญหาที่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง และปีใหม่ปีนี้ก็ยังไม่มีอุปกรณ์ใหม่มาให้เจ้าหน้าที่ได้ใช้ ดังนั้นจึงต้องพึงเครื่องมือเก่าที่ใช้กันอยู่ต่อไป สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายมีชัดเจน แต่ขั้นตอนการปฏิบัติยังมีจุดอ่อน หวังว่าฝ่ายนโยบายจะลงมาตรวจสอบและแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งภาคประชาชนสนับสนุนเต็มที่ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมที่ต้องเปลี่ยนฐานคิดว่า “ดื่มแล้วขับเป็นโทษที่รอลงอาญา” ต้องแก้ไขเป็น “การเจตนาที่เล็งเห็นผลว่าจะเกิดปัญหาตามมาจึงต้องจำคุกสถานเดียว”

ที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายสำหรับผู้ที่เมาแล้วขับยังดูเหมือนเป็นจุดอ่อน ที่ทำให้ประชาชนมิได้หวั่นเกรงบทลงโทษของกฎหมาย โดยเฉพาะกับผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางสังคม เรื่องนี้นายธีระให้ข้อคิดว่า ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุเมาแล้วขับ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับแล้ว จะต้องมีการพิจารณาตัดสิน ต้องมุ่งไปเรื่องของเจตนาของผู้ที่เมาแล้วขับ กระบวนการตัดสินไม่ควรจะต้องรอลงอาญา หรือควบคุมความประพฤติ แต่ควรจะมองว่า ผู้ที่เมาแล้วขับคือ ผู้ที่ต้องการจะละเมิดกฎหมาย และจะต้องมีการลงโทษให้เข็ดหลาบ โดยเฉพาะผู้ที่กระทำความผิดมาหลายครั้ง กระบวนการยุติธรรมจะต้องเปลี่ยนให้ผู้ที่เมาแล้วขับต้องได้รับการลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นจำคุก โดยไม่ต้องรอลงอาญา หรือการยึดใบอนุญาตขับขี่รถ ซึ่งเชื่อว่า หากมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดจะส่งผลให้อุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับลดลง เราจะดูตัวอย่างได้จากประเทศญี่ปุ่น ที่กฎหมายจะมีบทลงโทษผู้ที่เมาแล้วขับอย่างชัดเจนเป็นผลให้อุบัติเหตุมีจำนวนลดลง

นายธีระ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการรณรงค์ลดโอกาสการดื่มสุราในช่วงปีใหม่ ได้มีการณรงค์ให้คืนวันที่ 31 เปลี่ยนจากดื่มฉลองข้ามปี เป็นสวดมนต์ข้ามปี และเช้าของวันที่ 1 ซึ่งเป็นวันปีใหม่ ร่วมกันทำบุญใส่บาตรอย่างเป็นมงคลแก่ชีวิต ทั้งนี้กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีถือว่าเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ที่ครอบครัวตอบรับ และวัยรุ่นหนุ่มสาวก็สนใจเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการรณรงค์เรื่องของกระเช้าปลอดเหล้า ซึ่งมีการตอบรับจากทุกภาคส่วนอย่างดีมาก

แต่ถ้าใครอยากจะฉลองแบบเคานท์ดาวน์ ก็มีสถานที่ที่ปลอดภัยจัดเป็นพื้นที่โซนนิ่งปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเครือข่ายงดเหล้า และ สสส. ร่วมสนับสนุนการจัดงานเคานท์ดาวน์ปลอดเหล้า 2 แห่ง คือ Chiangmai Countdown Festival 2016 ร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ และงาน Night Paradise Hatyai & Countdown 2016 โดยสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา ซึ่งสนับสนุนต่อเนื่องมา 5 ปี พบว่า เมื่อมีการควบคุมสถานที่จัดงานให้ปลอดจากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ลดปัญหาการทะเลาะวิวาท และการเกิดอุบัติเหตุได้ ผู้ที่มาร่วมงานมีความปลอดภัย ดังนั้น หากท่านต้องการไปฉลองแบบเคานท์ดาวน์ก็ขอให้เช็กสถานที่ด้วยว่ามีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน

“เราควรส่งเสริมการจัดกิจกรรมที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น การจัดปาร์ตี้สนุกได้ไร้แอลกอฮอล์ ในต่างประเทศเดี๋ยวนี้เขามีการจัดงาน White Christmas หรือ คริสต์มาสสีขาว เป็นการจัดงานปาร์ตี้ของครอบครัวแบบไม่มีแอลกอฮอล์”

ที่กังวลคือ บรรดาสถานบันเทิง หรือพื้นที่จัดงานเทศกาล รวมทั้งร้านค้าปลีก ที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่จำหน่ายสุราให้เด็กและเยาวชนอายุไม่ถึง 20 ปี ต้องมีใบอนุญาตในการจำหน่ายสุราจากสรรพสามิต และพื้นที่จัดงานอีเวนท์ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่มีโฆษณาแฝง หรือจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม

นายธีระ กล่าวว่า อีกปัญหาหนึ่งที่เรามองเข้าไปคือ เมื่อผู้ขับขี่ที่เป็นเด็กหรือเยาวชนเมาแล้วขับ ทางเจ้าหน้าที่ไม่เคยถามหรือสืบสวนว่าเด็กเยาวชนเหล่านี้ไปซื้อสุรามาจากร้านไหน และต้องลงโทษร้านที่ขายสุราให้แก่เด็กเยาวชนด้วย จึงขอฝากทิ้งท้ายว่า สำหรับปีใหม่ที่จะถึงนี้ จะเป็นปีที่เปิดอาเซียนด้วย เราจะต้องต้อนรับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ด้วยการสวดมนต์ข้ามปี เนื่องด้วยวันที่ 31 ธันวาคม จะเป็นวันที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด การสวดมนต์ข้ามปีจึงเป็นการใช้สติ ที่ปลอดภัยต่อตนเอง ครอบครัว และองค์กร

ด้าน นายธีรภัทร์ กุลพิศาล (เบิร์ท) ผู้พิการที่มีสาเหตุมาจากการเมาแล้วขับในวันขึ้นปีใหม่ เล่าให้ฟังว่า ย้อนไป 13 ปีก่อนหน้านี้ ในวัย 16 ปี ที่มีความคึกคะนอง กล้าไม่กลัวใคร ในวันปีใหม่ ตนกับเพื่อนๆ ได้ไปเที่ยวกัน มีการดื่มสุรากัน คนขับก็ดื่ม ตัวเราอยู่ท้ายกระบะเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ ตนนอนอยู่ท้ายกระบะไม่รู้เรื่องมารู้ตัวอีกทีกลายเป็นคนพิการ อัมพาตครึ่งท่อนไปแล้ว ตั้งแต่วันนั้นมาชีวิตเปลี่ยนไปมากและมีผลกระทบต่อการเรียนอย่างมาก แต่สิ่งที่สร้างกำลังใจให้มากที่สุดคือครอบครัว ทำให้หันมาสู้ชีวิตอีกครั้งด้วยการกลับไปเรียนหนังสือต่อจนจบชั้น ปวส.

“เรื่องการปรับตัว เราไม่สามารถเปลี่ยนสังคมให้มาหาเรา แต่เราจะต้องปรับเปลี่ยนตนเองให้เข้ากับสังคม ทำให้ตนเองมีชีวิตที่ดีได้ในสังคม” และผลจากความไม่ย่อท้อของธีรภัทร์ จากเดิมที่เคยเป็นนักกีฬาฟุตบอล แต่เมื่อร่างกายไม่เหมือนเดิม แต่ยังอยากที่จะออกกำลังกาย จึงหันไปฝึกกีฬาฟันดาบแทน จนได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ สามารถคว้าเหรียญทอง เหรียญเงินในกีฬาวีลแชร์ฟันดาบในงานอาเซียนพาราลิมปิกส์

สุดท้าย นายธีรภัทร์ ฝากบอกผู้ที่ยังเมาแล้วขับว่า อยากให้คนที่ยังดื่มอยู่ ร่วมมีความรับผิดชอบทางสังคม ถามว่าคุณดื่มได้ไหม คุณดื่มได้ แต่การดื่มของคุณต้องคำนึงถึงผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย ถ้าดื่มแล้วอย่าขับ เพราะผู้ที่สูญเสียไม่ใช่แค่คนคนเดียว แต่มันจะสูญเสียทุกคน และครอบครัว

“ดื่มแล้วขับ ถูกจับแน่” จะไม่เป็นเพียงแค่วลีสั้นๆ ในการรณรงค์เท่านั้น ถ้าหากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เชื่อว่าอนาคตประเทศไทยจะไม่เป็นแชมป์ด้านอุบัติเหมือนเหมือนทุกวันนี้อย่างแน่นอน