ทางออกหลังภัยพิบัติที่’พ้อแดง’การร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219406

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 ธ.ค. 2558

ทางออกหลังภัยพิบัติที่’พ้อแดง’การร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน

ทางออกหลังภัยพิบัติที่’พ้อแดง’การร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน : รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

            หากผู้อ่านได้มีโอกาสเดินทางลงภาคใต้ บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41 จะเห็นจุดซื้อ-ขายผลไม้ขนาดใหญ่ของภาคใต้ ที่มีทั้งทุเรียน มังคุด ลองกอง หรือแม้แต่พืชพื้นถิ่นอย่างสะตอ ก็สามารถทราบโดยทันทีอย่างไม่ต้องสงสัยว่า ที่นี่คือ อ.หลังสวน จ.ชุมพร เมืองที่อุดมไปด้วยผลผลิตทางเกษตรกรรม ประเพณี “แห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง” บน “แม่น้ำหลังสวน” สายน้ำขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตคน และยังเป็นเมืองประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกฐานะเป็นเมืองจัตวา และยังเคยเป็นจังหวัดหนึ่งของ “มณฑลชุมพร” ในอดีต

เมืองหลังสวน เติบโตอย่างรวดเร็ว ปีไหนผลไม้ราคาดี โดยเฉพาะทุเรียน ก็จะสร้างรายได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันให้แก่ชาวหลังสวนเลยทีเดียว แต่ความเจริญอย่างไร้การวางแผนก็ได้สร้างปัญหาแก่คนหลังสวนบางส่วนอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะการสร้างตึกรามบ้านช่อง การถมที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารของคนในตลาด มันกลับทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มรอบเมืองหลังสวนประสบปัญหา โดยเฉพาะ “อุทกภัย”

ต.พ้อแดง เป็นตำบลที่ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวอำเภอ เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยจนเรียกได้ว่า เป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว…

อรุณ คงสุวรรณ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดง และ สมชัย รอดอุนา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านดอนม่วง พร้อมพี่น้องพ้อแดงอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งที่เป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนและคนในตำบล ตั้งวงสนทนาอย่างเป็นกันเอง ถึงปัญหาความต้องการของคนในพื้นที่ภายใต้เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 นับเป็นการประชุมตามกฎหมายที่เป็นกันเองที่สุด ตามอัตลักษณ์ของพี่น้องในพื้นที่

“ผู้ใหญ่สมชัย” เล่าให้ฟังว่า พ้อแดงเป็นชุมชนเก่าแก่ก่อนเมืองหลังสวนมีวัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 350 ปี และเป็นวัดแรกของ จ.ชุมพร คือ วัดคงคาราม หรือวัดบางกา ลักษณะทั่วไปของพ้อแดง มีคลองโดยรอบหลักๆ ถึง 4 สาย ได้แก่ คลองบางกา คลองหนองหลวง คลองน้ำขาว และคลองราง วิถีชีวิตของคนพ้อแดงในอดีต ส่วนใหญ่เป็นเครือญาติกัน มีอาชีพทำนา และการทำสวนผลไม้ในลักษณะสวนสมรม เช่น เงาะ มังคุด ลางสาด จนกระทั่งมาถึง พ.ศ.2540 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของคนแถบนี้ ชื่อว่า “พายุซีต้า” ได้สร้างความเสียหายให้แก่พี่น้องชาวพ้อแดงอย่างที่เรียกได้ว่า ประเมินมูลค่าไม่ได้ อุทกภัยในครั้งนั้นยังเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนพ้อแดงไปโดยปริยายอีกด้วย

อรุณ คงสุวรรณ เล่าให้ฟังต่อว่า พื้นที่พ้อแดงมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ เป็นแก้มลิงตามธรรมชาติในการรับน้ำจากตัวเมืองหลังสวน ซึ่งจะมีน้ำท่วมขังในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมทุกปี ดังนั้นการสร้างบ้านจึงเป็นแบบยกสูง หรือมีใต้ถุนบ้าน เป็นการแก้ไขปัญหาตามบริบทของพื้นที่ และจะสังเกตได้ว่า มีเรือขนาดเล็กแทบทุกบ้านไว้ใช้ในยามน้ำท่วม ซึ่งจริงๆ แล้ว ข้อดีของการเกิดอุทกภัยในพื้นที่คือ ทำให้เกิดการรวมตัวของแหล่งอาหารที่สำคัญ คือ “แม่ปลา” เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กที่จะมาพร้อมกับสายน้ำหลัก จึงทำให้สายคลองของพ้อแดงยังคงความอุดมสมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน

“อรุณ” เล่าด้วยว่า พ้อแดงมาถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ช่วงหลัง “พายุซีต้า” พ.ศ.2540 เมื่อชาวบ้านเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำนาข้าวมาเป็นการปลูกปาล์ม และพืชเชิงเดี่ยว โดยการส่งเสริมของรัฐบาล ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ พ้อแดงไม่มีนาข้าวเหลืออยู่นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และยังส่งผลให้ระบบนิเวศชุมชนเปลี่ยนไป เพราะมีการใช้สารเคมีมากขึ้น กุ้ง หอย ปู ปลา น้อยลง จะหาปลามาต้มแกงก็ใช้เวลาหานานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ในช่วงหลัง พ.ศ.2540 เป็นต้นมา ยังมีการตัดไม้ทำลายป่าบนป่าต้นน้ำพะโต๊ะอย่างรวดเร็ว อีกทั้งมีการถมที่ดินเพื่อสร้างบ้านเรือน และกิจการในเขตเมืองเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ปัญหาอุทกภัยที่ชาวบ้านเคยรับมือได้ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะแก้ไข เพราะแทนที่น้ำจะมาอย่างช้าๆ มันกลับกลายเป็นว่า น้ำมาอย่างรวดเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2555 เกิดอุทกภัยในพื้นที่ภายในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง น้ำขึ้นสูงเกือบ 4 เมตร

ชาวบ้านเองก็ตระหนักในปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี จึงได้ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดงเป็นเวทีปรึกษาหารือในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จำนวน 5 หมื่นบาท ผนวกกับการสมทบของพี่น้องในพื้นที่ รวมแล้วก็ประมาณ 8 หมื่นบาท ในการจัดการกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับผู้นำจนไปถึงพี่น้องทั่วไป มีการดำเนินการจัดทำข้อมูลพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในชุมชน พื้นที่เสี่ยงภัย พี่น้องที่ได้รับผลกระทบ รวมไปถึงการจัดทำ “แผนที่ทำมือ” หรือ “แผนที่ชุมชน” ด้วยตัวเอง มีการรับรองข้อมูลชั้นต้นจากประชาคมของคนพ้อแดงเอง ทำให้ระบบข้อมูลชุมชนมีความชัดเจนและแม่นยำมากขึ้น

หลังจากนั้น จึงมีการจัดทำแบบสอบถาม ให้อาสาสมัครออกเดินสำรวจในตำบลเพื่อจัดทำฐานระบบข้อมูลจีไอเอส เกี่ยวกับข้อมูลชุมชน ผู้ได้รับผลกระทบจากหนักไปหาเบา เส้นทางการอพยพ รวมทั้งการจัดการศูนย์ภัยพิบัติสำหรับผู้ประสบภัย กองทุนภัยพิบัติ อบรมอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติเป็นประจำ จัดหาอุปกรณ์ วิทยุสื่อสาร เพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างเป็นระบบที่สุดและทันท่วงที อีกทั้งร่วมประเมินสถานการณ์ต่างๆ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกพื้นที่เป็นระยะ

มีโอกาสเยี่ยมชม “โรงน้ำดื่มชุมชน” ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2533 โดยใช้แหล่งน้ำจากบ่อบาดาลสะอาดในชุมชน และบริหารงานโดยสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดง ถือได้ว่าเป็นธุรกิจชุมชนที่ประสบความสำเร็จอย่างดี พี่น้องพ้อแดงและตำบลข้างเคียงสามารถอุปโภค บริโภคน้ำสะอาดได้ปริมาณ 20 ลิตร ในราคาเพียง 5 บาท เพราะแต่เดิมพี่น้องส่วนใหญ่จะอุปโภค บริโภค น้ำจากบ่อที่ขุดใช้กันในครัวเรือน แต่ด้วยการเจริญเติบโตที่มากขึ้น พี่น้องเองก็ตระหนักดีกับปัญหาสารปนเปื้อนที่มากับน้ำจากการเจริญเติบโตของเมืองหลังสวน ซึ่งถือเป็น “ภัยพิบัติทางน้ำแบบผ่อนส่ง” ก็เรียกได้

“อรุณ” เล่าว่า นอกจากจะทำงานเรื่องการจัดการภัยพิบัติแล้ว ก้าวต่อไปสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดงมีแผนงานโครงการในการพัฒนาพื้นที่รูปธรรมระบบเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง ในช่วงต้นปี 2559 โดยการบูรณาการกลุ่มทุนในชุมชน เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพร่วมกัน และนำผลที่เกิดขึ้นเสนอแผนงานต่อหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้คนพ้อแดงเกิดความยั่งยืนสูงสุด คนรุ่นหลังสามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอก ภายใต้วิถีและภูมิปัญญาของชุมชน

“ตอนนี้เรามีทุนอยู่ในตำบลหลายอย่าง พื้นที่ของเรายังอุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณไม้นานาชนิด มีสายน้ำ มีกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่เกิดจากการรวมกลุ่มของพี่น้องในตำบล มีกองทุนชุมชน มีโรงน้ำดื่มของตำบล ฯลฯ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เชื่อมโยงให้เป็นหนึ่งเดียว โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดง จึงเชื่อมั่นว่า ชาวพ้อแดงจะจับมือกันไปสู่ความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชนฐานรากในที่สุด” ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดงกล่าวด้วยความหวัง


วาทะเด็ดผู้ประสบความสำเร็จโลกยุคปัจจุบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219400

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 ธ.ค. 2558

วาทะเด็ดผู้ประสบความสำเร็จโลกยุคปัจจุบัน

วาทะเด็ดผู้ประสบความสำเร็จโลกยุคปัจจุบัน 12 คนด้วยกัน อย่างเช่น บิล เกตส์ เวลซ์ แจ็ค แจ๊ก หม่า ลี กวนยู

              26ธ.ค.2558 เฟซบุ๊ก”ชีวิตและงานท่านคมสรณ์” ได้เผยแพร่ “วาทะวาที”  ของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ในโลกยุคปัจจุบันนี้จำนวน 12 คนด้วยกัน อย่างเช่น บิล เกตส์ เวลซ์ แจ็ค แจ๊ก หม่า ลี กวนยู

…………………………………………………………..

(หมายเหตุ : ที่มา http://www.advancedbizmagazine.com/)


ก.วิทยฯส่งมอบ’ลู่ ลาน จากยางธรรมชาติ’ต่อยอดงานวิจัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219306

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 ธ.ค. 2558

ก.วิทยฯส่งมอบ’ลู่ ลาน จากยางธรรมชาติ’ต่อยอดงานวิจัย

ก.วิทยฯส่งมอบ’ลู่ ลาน จากยางธรรมชาติ’ต่อยอดงานวิจัย

             กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย กรมวิทยาศาสตร์บริการ ส่งมอบ “ลู่ลานกรีฑา สนามกีฬา และลานอเนกประสงค์” โดยใช้ยางธรรมชาติ ซึ่งเป็นงานวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดสร้างนวัตกรรม ให้แก่โรงเรียนบางยี่ขันวิทยาคม สังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนางานวิจัยในอนาคต

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีส่งมอบ “ลู่ลานกรีฑา สนามกีฬา และลานอเนกประสงค์” โดยใช้ยางธรรมชาติ กล่าวว่า ด้วยนโยบายรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการใช้ยางธรรมชาติ เนื่องจากผลผลิตยางธรรมชาติของไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนราชการต่างๆ ร่วมมือเพื่อหาแนวทางดำเนินงานตอบสนองนโยบายรัฐบาล ในการใช้ประโยชน์วัตถุดิบยางธรรมชาติ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ให้เพิ่มมากขึ้น

“วันนี้ภาคภูมิใจที่ได้เห็นผลงานวิจัยที่เป็นนวัตกรรมของนักวิทยาศาสตร์ นำมาใช้งานได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม การนำยางธรรมชาติ หรือยางพารา มาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตยางที่ทำพื้นสนามกีฬา ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่มีคุณภาพผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่เชื่อถือได้ของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. เป็นการตอบโจทย์ที่กำลังเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเกิดภาวะวิกฤติยางค้างสต็อก และราคาตกต่ำ ทำให้ส่วนราชการทุกหน่วยต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์กล่าว

ด้าน ดร.สุทธิเวช ต.แสงจันทร์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 มกราคม รับทราบผลงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาวัสดุยางสังเคราะห์และยางธรรมชาติเพื่อจัดสร้างลู่-ลานกรีฑา” ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเห็นชอบให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยกรมวิทยาศาสตร์บริการได้ประสานร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขยายผลงานวิจัยสู่ภาคธุรกิจการผลิต และการประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม และขณะนี้มีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ให้ความสนใจลู่ลานกรีฑา สนามกีฬา และลานอเนกประสงค์ที่ใช้ทำจากยางธรรมชาติ ติดต่อเข้ามาสอบถามเป็นจำนวนมาก

“เพื่อให้การดำเนินงานตามมติ ครม. บรรลุผล กรมวิทยาศาสตร์บริการ จึงร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร จัดสร้างลู่-ลานกรีฑา สนามกีฬา และลานอเนกประสงค์ โดยใช้ยางธรรมชาติ ณ โรงเรียนบางยี่ขันวิทยาคม เป็นสนามต้นแบบ เพื่อสาธิตให้ผู้ที่สนใจมาศึกษาเป็นตัวอย่าง โดยสร้างพื้นที่สาธิตขนาด 989 ตารางเมตร แบ่งเป็นลู่กรีฑา ขนาด 4 ลู่วิ่ง พื้นที่ประมาณ 258 ตารางเมตร สนามกีฬาฟุตซอล พื้นที่ประมาณ 595 ตารางเมตร ลานอเนกประสงค์ พื้นที่ประมาณ 136 ตาราง โดยใช้งบประมาณการก่อสร้าง 1.87 ล้านบาท ใช้ยางธรรมชาติจำนวน 2.45 ตัน และสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อ 11 พฤศจิกายน  พร้อมส่งมอบให้กรุงเทพมหานครไว้ใช้ประโยชน์ต่อไป” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าว

ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ขอขอบคุณกระทรวงวิทยาศาสตร์ ที่ได้เลือกพื้นที่ของโรงเรียนบางยี่ขันวิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ในการสร้างสนามยางธรรมชาติเป็นสนามต้นแบบ เพื่อสาธิตการใช้งานจริง เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพื้นลู่ลานกรีฑา สนามกีฬา และลานอเนกประสงค์โดยใช้ยางธรรมชาติครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนในโรงเรียนบางยี่ขันวิทยาคมในทุกระดับชั้น และยังครอบคลุมไปถึงเด็กนักเรียนโรงเรียนอื่นๆ และประชาชนในชุมชนบริเวณใกล้เคียงที่จะได้มาใช้พื้นสนามให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ไม่ง่ายเลยในการสร้างสนามกีฬาในโรงเรียนให้มีคุณภาพทัดเทียมกับมาตรฐานสากล เนื่องจากเหตุผลด้านงบประมาณ ที่ต้องให้สอดคล้องกับความจำเป็นและระดับการใช้งาน แต่ขณะนี้มีการสร้างสนามต้นแบบที่ใช้ยางธรรมชาติเป็นส่วนผสม ทำให้ลดต้นทุน และมีคุณภาพ ซึ่งแน่นอนว่า จะเป็นสนามต้นแบบที่โรงเรียน หรือหน่วยงานอื่นสามารถนำไปสร้างได้ เป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาล ช่วยส่งเสริมการพัฒนาด้านกีฬา และเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักกีฬาและนักเรียนที่ใช้งานสนามอีกด้วย” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าว


สปส.จัดประชุมวิชาการประกันสังคมประจำปี2558

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219304

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 ธ.ค. 2558

สปส.จัดประชุมวิชาการประกันสังคมประจำปี2558

สปส.จัดประชุมวิชาการประกันสังคมประจำปี2558

“SSO SYMPOSIUM 2015”

กระทรวงแรงงาน โดย สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จัดประชุมวิชาการประกันสังคม ประจำปี 2558 “SSO SYMPOSIUM 2015” เปิดเวทีระดมความคิดเห็น เพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการไปสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ มุ่งสร้างเสริมองค์ความรู้แก่ผู้เกี่ยวข้องให้เข้าใจถึงกฎหมายและความสำคัญของระบบประกันสังคม รวมทั้งสร้างเสริมมุมมองด้านวิชาการให้พร้อม “ก้าวสู่องค์กรประกันสังคมชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน”

พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเปิดการประชุมวิชาการประกันสังคม ว่า จากการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคม ภายใต้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 เพื่อให้หลักประกัน และให้การคุ้มครองแก่ลูกจ้างผู้ประกันตน ได้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติประกันสังคม ฉบับที่ 4 ในปี 2558 เป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แก่ผู้ใช้แรงงานโดยได้พัฒนาและส่งเสริมสวัสดิการ ให้ความคุ้มครองและสร้างหลักประกันทางสังคม ซึ่งต้องพัฒนาระบบการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการประกันสังคมไปพร้อมกัน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์ และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่าย เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงสิทธิประกันสังคมอย่างทั่วถึง

“สำนักงานประกันสังคม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรทุกระดับ ให้มีความรู้ ความสามารถ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน การประชุมวิชาการครั้งนี้เป็นช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านประกันสังคม ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมในอนาคต โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะได้รับประโยชน์ในด้านความรู้ ความคิด ผลการวิจัย นิทรรศการทางวิชาการ ร่วมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนางานประกันสังคมที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกันตน นายจ้าง และผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในการทำงานร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้าน โกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การประชุมวิชาการประกันสังคมในปีนี้ เป็นการจัดประชุมครั้งที่ 10 โดยได้เปิดเวทีระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 400 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคม ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค คณะกรรมการและอนุกรรมการ ผู้แทนจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ นักวิชาการ นักวิจัย สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป

การประชุมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ช่วงเช้า มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ก้าวต่อไปของการประกันสังคมไทย” โดย โกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ประสบการณ์บำนาญชราภาพในภูมิภาคอาเซียน” โดยผู้แทนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และ ช่วงบ่าย เป็นการอภิปรายผลการวิจัย จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง “การศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายเงินทดแทนและกฎหมายประกันสังคม” โดย ผศ.ดร.วิชัย โถสุวรรณจินดา และ พฤฒิพร เนติโพธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ และการอภิปรายผลงานวิจัย เรื่อง “รูปแบบการบริหารจัดการโรงพยาบาลเพื่อผู้ประกันตน” โดย นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ และ นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค

นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีการจัดนิทรรศการทางวิชาการ เช่น ผลงานการจัดทำ “โครงการ 7 สิ่งมหัศจรรย์” และ “โครงการ Let’s go to AEC Live&Learn” ผลงานวิชาการของบุคลากรสำนักงานประกันสังคม และผลการดำเนินงานศูนย์ฟื้นฟูฯ เป็นต้น รวมถึงการนำเสนอวีดิทัศน์ เรื่อง ยุทธศาสตร์สำนักงานประกันสังคมระยะ 5 ปี ผลการบริหารการลงทุน การจัดงานครบรอบ 25 ปี ผลการดำเนินงานและภารกิจขององค์กร


‘ดาว์พงษ์’ลั่นสาง31ปัญหาการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219334

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ธ.ค. 2558

‘ดาว์พงษ์’ลั่นสาง31ปัญหาการศึกษาไทย

‘ดาว์พงษ์’ แถลงผลงานของ ศธ. 23 เรื่อง ลั่นสาง 31 ปัญหาการศึกษาไทย เผย ‘นายกฯ’ กำชับส่งเสริมเด็กให้มีวินัยตั้งแต่อนุบาล พร้อมวางแผนรับมือปัญหาคนไทยมีลูกน้อยลง

     25 ธ.ค.58 พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงผลงานในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนแถลงผลงานที่กระทรวงไปแล้วนาน 2 ชั่วโมง แต่วันนี้จะย่อให้เหลือ 30 นาที โดยแนวคิดการทำงานด้านการปฏิรูปของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ตนมองว่าต้องทำ 3 อย่าง คือ
     1.วิเคราะห์ปัญหาโดยละเอียด  โดยนำเอาปัญหาทั้งหมดแบบเป็นองค์รวมและบูรณาการหน่วยงาน พบว่ามีปัญหาทั้งหมด 31 ปัญหาของวงการศึกษาของไทย อาทิ จำนวนครูไม่ครบชั้น จำนวน 26,000 คน จำนวนโรงเรียนไม่ผ่านการประเมินจำนวน 6,900โรงเรียน บัณฑิตตกงาน 25,925 คน การจัดอันดับความรู้ทางภาษาอังกฤษของเด็กไทยอยู่ที่48ของโลก อันดับ 5 ของอาเซียน ทักษะความ สามารถต่ำมาก และยังพบว่าเด็กไทยเรียนหนังสือเยอะ โดยช่วงอายุ9ปี เรียนหนักเป็นอันดับสองของโลก คือ 1,080 ชม./ปี ช่วงอายุ 10-11 ปี อันดับ1ของโลก ช่วงอายุ 12 ปี อันดับ5 ของโลก และอายุ 13 อันอับ 8 ของโลก
     รมว.ศธ. กล่าวถึงยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาว่า จะเน้นในเรื่องของการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต โดยแก้ไข 1.หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ อาทิ เด็กเครียด เรียนเยอะ เด็กไม่มีความสุข เนื้อหาไม่สอดคล้องกับบริบท 2.ปัญหาครู 3.การประเมินต่าง ๆ ที่มีจำนวนมากเกินไป 4.การผลิตคนกับความต้องการของตลาด  และ 5.การบริหารจัดการ การบูรณาการ ซึ่งมีทั้งเรื่องที่ทำไปแล้วและกำลังทำอยู่ โดยเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ ต้องจัดตั้งกรมวิชาการที่ยังแยกกันอยู่ นักศึกษาจะต้องประเมินภาษาอังกฤษก่อนเรียนจบ ซึ่่งต้องเกิดในปีการศึกษาหน้า ส่วนครูต้องแก้ปัญหาการประเมินที่มีมากเกินไป คือ ครูต้องใช้เวลา 43 วันต่อปี ในการทำเรื่องการประเมิน และอีก 40 วัน ในการพาเด็กไปทำกิจกรรมนอกโรงเรียน จึงทำให้ฝากครูคนอื่นสอนแทน ทำให้เกิดปัญหากับเด็กโดยตรง
     1 ปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการมีงานที่ดำเนินการ 23 เรื่อง/โครงการ อาทิ การลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ซึ่งจะขยายจาก 3,831 โรงเรียนเป็นครบทุกโรงเรียนในปี 2565-2569  การอ่านออกเขียนได้ ต้องลดจำนวนให้เหลือ 0% ในปี 2559 และปี 2560 จะปิดโครงการ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา การจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย โครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วย DLTV DLIT โครงการผลิตครูเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น(คพท.)คุรุทายาท โครงการติวเข้มเต็มความรู้ รวมไปถึงโครงการคืนครูสู่ห้องเรียน ซึ่งไม่ได้เป็นการของบใหม่เป็นการเกลี่ยงบในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ใหม่ โดยจะตัดงบในส่วนของการจัดอีเว๊นซ์ต่าง ๆ ที่มีการเสนองบให้กับสำนักงบประมาณไปแล้ว โครงการความร่วมมืออาชีวะไทยต่างประเทศ
     โครงการซ่อมแซมบ้านพักครู โครงการอุดมศึกษาเป็นเลิศ โครงการอาชีวเป็นเลิศ โครงการต่อต้านยาเสพติด และยังมีโครงการปลูกฝังวินัยในวัยเด็กและเยาวชน ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพิ่งมีบัญชาให้ดำเนินการ โดยจะต้องเริ่มปลูกฝังวินัยตั้งแต่เด็กอนุบาล ให้เขาติดเป็นนิสัย ไม่ใช่เราไปหลอกบอกให้ทำ โดยจะให้ทำกิจกรรมที่มีวินัยทุกเรื่องตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัย
     “เพราะจะดีกว่าถ้าเด็กรู้จักหน้าที่ของตัวเองไม่ใช่รู้จักแต่เรื่องสิทธิ เพราะความวุ่นวายของประเทศเกิดจากเรื่องนี้ทั้งนั้น ซึ่งเป็นนโยบายที่เพิ่งรับมาจากนายกรัฐมนตรี” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว
     รมว.ศึกษา กล่าวตอนท้ายถึงปัญหาคนไทยมีลูกน้อยลงว่า ก็กระทบกับการศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาก็ต้องไปคิดว่านักเรียนมีเท่านี้ ครูมีเท่านี้ เมื่อจำนวนเด็กหายไป มีเด็กนักเรียนน้อยลง เราต้องมาคิดว่าเราจะปรับจำนวนโรงเรียนที่มีทั่วประเทศ 3 หมื่นกว่าโรงเรียนว่ามันใช่ไหมกับความเหมาะสมกับจำนวนเด็ก

สศร.จัดค่ายร่วมสมัยสายใยเยาวชน4จว.ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219318

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ธ.ค. 2558

สศร.จัดค่ายร่วมสมัยสายใยเยาวชน4จว.ใต้

สศร.จัดค่ายร่วมสมัยสายใยเยาวชน4จว.ใต้

             โครงการค่ายเยาวชนร่วมสมัยประสานสายใยชายแดนใต้ “เยาวชนรักบ้านเกิด ปักษ์ใต้บ้านเรา” ที่ จ.สงขลา ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากครั้งที่แล้วที่ จ.สตูล ที่จัดโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) โดยครั้งนี้ยังคงเลือกกล้องวิดีโอพกพาเฉพาะทาง (Active Camera GoPro) เป็นสื่อหลักในการเรียนรู้ที่จะให้เยาวชนได้มีโอกาสพัฒนาทักษะ ความรู้ และเทคนิคการถ่ายภาพวิดีโอและภาพนิ่ง

โดยครั้งนี้จะเน้นการสร้างภาพเคลื่อนไหว (แอนิเมชั่น) แบบเจาะลึกมากขึ้น มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดกว่า 120 คน โดยแบ่งเป็น 12 กลุ่ม และแบ่งเส้นทางกิจกรรมเป็น 12 เส้นทาง อาทิ หมู่บ้านทำกรงนก ต.สะกอม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดถ้ำเกาะ วัดชัยมงคล เจดีย์พระบรมธาตุ หอดูดาว หาดใหญ่ไอซ์โดม (เทศบาลนครหาดใหญ่) ปางช้างเผือกหาดใหญ่ เขาคอหงส์ หาดใหญ่ เคเบิลคาร์ เจดีย์สเตนเลส พระมหาธาตุเจดีย์ ไตรภพ ไตรมงคล หาดใหญ่ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี ฯลฯ

“สุวิมล วิมลกาญจนา” ผู้อำนวยการสถาบันศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวว่า โครงการค่ายเยาวชนร่วมสมัยประสานสายใยชายแดนใต้ “เยาวชนรักบ้านเกิด ปักษ์ใต้บ้านเรา” ที่ จ.สงขลา มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นให้น้องๆ เยาวชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด 4 จังหวัด สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ได้มีโอกาสพัฒนาเทคนิคการเรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างภาพเคลื่อนไหว สามารถที่จะริเริ่มความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ โดยการใช้กิจกรรมทางศิลปะเป็นสื่อ        นอกจากนี้จะให้เกิดการตระหนัก สามัคคี ความจงรักภักดีและจิตสำนึกต่อหน้าที่พลเมืองตามแนวปฏิบัติรักบ้านเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกส่วนหนึ่งสามารถที่จะพัฒนาตนเองทำให้เกิดรายได้ของจังหวัดตน เป็นการเสริมรายได้ของครอบครัวและชุมชนอย่างสร้างสรรค์

มาหามะไซฟูล สะมะแอ หรือ ไซฟูล อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ อ.เมือง จ.ยะลา ผู้เข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชนรักบ้านเกิด ปักษ์ใต้บ้านเรา จ.สงขลา กล่าวว่า ร่วมโครงการนี้ได้เพราะมีความสนใจในเรื่องของศิลปะและการถ่ายภาพถ่ายวิดีโออยู่แล้ว ในโรงเรียนมาทั้งหมด 20 คน ในกลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 9 คน ไม่รวมพี่เลี้ยงประจำกลุ่ม สมาชิกในกลุ่มเป็นเพื่อนที่มาจากต่างโรงเรียนและต่างจังหวัดกัน โดยจะมีการแบ่งหน้าที่กัน ภายในกลุ่มจะมีสมาชิก 2 คนที่อยู่ในส่วนของแอนิเมชั่น และที่เหลืออยู่ในส่วนของการถ่ายวิดีโอ

โดยคาดหวังให้ผลงานออกมาในลักษณะการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของน้ำตกโตนปลิว ผสมกับการใส่ตัวการ์ตูนแอนิเมชั่นด้วย ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ เพื่อนร่วมกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกันเพราะต่างคนต่างที่มา แต่ก็สามารถผ่านไปได้ เพราะทุกคนนิสัยดีและตั้งใจกันทุกคน และอุปกรณ์ที่ไม่คุ้นมือ เพราะโดยส่วนตัวไม่เคยใช้กล้อง GoPro ในการถ่ายวิดีโอมาก่อน เคยใช้แต่ถ่ายภาพนิ่งแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น

“รู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมโครงการนี้ ได้มาเรียนรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพ การทำแอนิเมชั่น ได้ถ่ายวิดีโอและตัดต่อวิดีโอ ได้เพื่อนและได้มิตรภาพใหม่ๆ ใครที่อยากจะร่วมโครงการนี้ถ้าไม่มีพื้นฐานมาก่อนเลยอาจจะยากนิดหนึ่งครับ แต่ไม่ต้องกลัว เพราะว่าพี่เลี้ยงและวิทยากรทุกคนพร้อมที่จะสอนและให้ความรู้ตลอดอยู่แล้วครับ” ไซฟูลกล่าว


ออกค่ายไปกอดน้องกับสิงห์อาสา100สถาบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219317

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ธ.ค. 2558

ออกค่ายไปกอดน้องกับสิงห์อาสา100สถาบัน

ออกค่ายไปกอดน้องกับสิงห์อาสา100สถาบัน : นิรชา ทูลประสิทธิ์

             เมล็ดพันธุ์จิตอาสาคนรุ่นใหม่นักศึกษากว่า 40 มหาวิทยาลัย วิทยาลัยอาชีวศึกษา 30 แห่ง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 35 แห่ง ทั่วประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวสิงห์อาสา ในนาม เครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสา ร่วมลงพื้นที่นำความช่วยเหลือ พร้อมนำความรู้ความสามารถและทักษะต่างๆ ในห้องเรียนไปช่วยเหลือฟื้นฟู พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ชาวบ้านผู้ประสบภัย ไม่ว่าจะเหตุอุทกภัย ภัยหนาว ภัยแล้ง และแผ่นดินไหว นอกจากนักศึกษาไทยแล้ว ในปัจจุบันกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาอาสายังเปิดรับนักศึกษาต่างชาติเข้าร่วมเครือข่ายด้วย

ล่าสุด ทีมสิงห์อาสากับนักศึกษาเครือข่ายกว่า 100 สถาบันทั่วประเทศ รวมไปถึงนักศึกษาแลกเปลี่ยนต่างชาติและอาสาสมัครต่างชาติจะร่วมลงพื้นที่พร้อมมอบไออุ่นให้แก่พี่น้องผู้ประสบภัยหนาวที่บ้านป่าคาหลวง บ้านดอยงาม บ้านอาบ๊อโด่ และน้องๆ นักเรียนโรงเรียนห้วยน้ำขุ่นวิทยา ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

โดยแจกเสื้อกันหนาวให้ชาวบ้าน นักเรียน และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย จัดทำเครื่องออกกำลังกายเพื่อติดตั้งบริเวณภายในพื้นที่โรงเรียนห้วยน้ำขุ่นวิทยา ให้แก่นักเรียนและชาวบ้านได้ใช้ร่วมกัน นอกจากนี้นักศึกษาเครือข่ายสิงห์อาสาทั้งไทยและต่างชาติจะทำกิจกรรมร่วมกับน้องๆ ชาวเขา โดยแบ่งฐานการเรียนภาษาอังกฤษและฐานการเรียนรู้ BBL (Brain Based Learning) เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและฝึกภาษาอังกฤษให้น้องๆ ด้วย

อำพล กิจพิทักษ์ หรือ ท็อป นักศึกษาปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา กล่าวว่า ได้นำเครื่องออกกำลังกายมาติดตั้ง โดยเครื่องออกกำลังกายที่นำมาจะใช้เวลาหลังเลือกเรียนทำที่มหาวิทยาลัย มีเครื่องโยก เครื่องปั่นจักรยาน และบาโหน โดยงบประมาณทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากบริษัทบุญรอดกว่า 1 แสนบาท วันนี้มา 38 คน โดยจะแบ่งหน้าที่กันเป็น 3 กลุ่ม มีกลุ่มประกอบ กลุ่มทาสี และกลุ่มกลุ่มบำรุงรักษา

“มีความสุขและประทับใจมากครับ น้องๆ น่ารักและต้อนรับดีมาก รู้สึกดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ และเห็นน้องมีความสุขครับ” ท็อปกล่าว

เควก ยู ฮง นักศึกษาแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนันยาง เทคโนโลยี ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า อยากทำกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่แล้ว และประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่อยากจะทำ เลยเลือกมาประเทศไทย

“ที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ได้ เพราะว่าได้ไปงานปฐมนิเทศของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสิงห์อาสาได้ไปจัดบูธในวันนั้น เลยทำให้ทราบว่าทางสิงห์มีกิจกรรมนี้อยู่เลยตัดสินใจเข้าร่วม” เควก ยู ฮง กล่าว

เควก ยู ฮง บอกว่า ได้ร่วมแจกเสื้อกันหนาวและสอนภาษาอังกฤษให้น้องๆ รู้สึกดีมาก ได้เห็นชาวบ้านที่มารับ รู้สึกดีใจและรู้สึกตื้นตันใจ เพราะมาจากสังคมเมือง สำหรับเสื้อกันหนาวเป็นสิ่งเล็กน้อยมากและไม่ได้รู้สึกว่ามีค่าอะไรมากมาย แต่พอได้มาเห็นชาวบ้านที่นี่แล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ได้มามอบอะไรให้คนอื่นที่เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ไม่เคยเห็นค่า ในส่วนของภาษาอังกฤษน้องๆตั้งใจเรียนมากและให้ความร่วมมือตลอดการสอน มีความพยายามที่จะเรียนรู้และรับสิ่งใหม่ตลอดเวลา และรู้สึกดีมากหากสิงห์อาสาจะจัดกิจกรรมเพื่อสังคมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ และเต็มใจที่จะร่วมกิจกรรมกับสิงห์อาสาต่อไป


เศรษฐีใจบุญบริจาคเพิ่มจาก28ล้านบูรณะพระธาตุเมืองคอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219191

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 ธ.ค. 2558

เศรษฐีใจบุญบริจาคเพิ่มจาก28ล้านบูรณะพระธาตุเมืองคอน

เศรษฐี ‘จิมมี่ ชวาลา’ประกาศพร้อมบริจาคเพิ่ม หากบริจาค 28 ล้านยังไม่พอชวนพุทธศาสนิกชนร่วมบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช อธิบดีกรมศิลป์ไม่ฟันธงเกิดสนิม

             ที่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อ 23 ธ.ค.58 ภายหลังนายจิมมี่ ชวาลา อายุ 58 ปี เศรษฐีใจบุญเจ้าของห้างผ้า “จิมมี่” อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ที่บริจาคเงิน 28 ล้านบาทจนสร้างความตกตะลึงให้กับสังคมและสร้างชื่อเสียงให้กับนครศรีธรรมราชอย่างมาก

ล่าสุดนายจิมมี่ ชวาลา ได้เปิดแถลงถึงวัตถุประสงค์และความคืบหน้าในการบริจาคเงินจำนวน 28 ล้านบาท เพื่อบูรณะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารอีกครั้ง ซึ่งได้บริจาคผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ตามที่ตั้งใจไว้ได้แล้ว โดยล่าสุดทางมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ได้แจ้งกลับมาแล้วว่า ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว และส่งมอบเงินให้กับกรมศิลปากรเพื่อนำมาใช้บูรณะปลียอดทองคำ ตามวัตถุประสงค์

นายจิมมี่ กล่าวต่อไปอีกว่า หลังมีการประกาศบริจาคเงิน 28 ล้าน ก็มีประชาชนที่มีความศรัทธาเดินทางไปที่ห้างผ้าจิมมี่ เพื่อร่วมบริจาคเงินทำบุญบูรณะพระธาตุเป็นจำนวนมาก ขณะนี้มีผู้มาบริจาคแล้วประมาณ 200 ซอง เป็นเงินประมาณ 300,000 บาท โดยตนขอให้เขียนชื่อที่อยู่และจำนวนเงินไว้อย่างชัดเจน และขอให้เงินบริจาคจากเป็นเงินที่เราเหลืออยู่ ถึงเวลาแล้วที่ลูกหลานชาวนครศรีธรรมราชร่วมแรงร่วมใจแสดงออกถึงการร่วมกันทำความดี เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของชาวนครศรีธรรมราช มั่นใจว่าจะมีคนดีร่วมบริจาคอีกมาก ซึ่งหากไม่พอจะขอบริจาคเพิ่มตามกำลังที่มีต่อไป

“ทราบว่าทางจังหวัดมีงบประมาณ 30 ล้านบาทเพื่อบูรณะ ตนบริจาค 28 ล้านบาท รวมเป็น 58 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริงเราควรช่วยกันสมทบให้ถึง 100 ล้านบาท เนื่องจากที่ได้คาดการณ์เอาไว้ การบูรณะองค์พระบรมธาตุเจดีย์เมืองนครจะต้องใช้เงินประมาณถึง 200 ล้านบาท ซึ่งตนเกิดเมืองนคร โตที่เมืองนคร ต้องการให้องค์พระบรมธาตุมีความตระการตาตลอดไป และการบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์เพื่อไม่ให้เกิดคราบสนิมเกิดขึ้นอีกในอนาคต นายจิมมี่ กล่าว


อธิบดีกรมศิลป์ไม่ฟันธงสนิมองค์พระบรมธาตุเจดีย์

นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงกลุ่มงานช่างโลหะและศิราภรณ์ จากสำนักช่างสิบหมู่ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และสถาปนิก ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช และชี้แจงถึงปัญหาการปรากฏสนิมบนปล้องไฉนองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งน่าเชื่อว่ามาจากปลียอดและกลีบบัวทองคำขององค์พระบรมธาตุ จนสร้างความกังวลให้กับพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยว รวมทั้งข้อสงสัยถึงสาเหตุของการเกิดปัญหาดังกล่าว โดยนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมผู้เกี่ยวข้องในทุกส่วนเข้าร่วมรับฟัง

นายอนันต์ เปิดเผยว่า ข้อสรุปในเบื้องต้นที่มีการตรวจสอบพบแล้ว พบว่าสนิมที่ปรากฏเป็นคราบไหลลงมานั้นเกิดจาก 3 ส่วน คือ เหล็ก ตะกั่ว และดีบุก ที่อยู่หลังแผ่นทองคำที่บุอยู่บนปลียอดและกลีบบัวทองคำขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งมีออกไซน์ของโลหะทั้ง 3 ชนิด แต่ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนมากกว่านั้น ต้องมีการถอดรื้อแผ่นทองคำออกเพื่อทำการบูรณะ ก่อนจะชี้ชัดได้ว่ามีกระบวนการเกิดออกไซน์และไหลซึมลงมาได้อย่างไร ซึ่งจะเริ่มมีการเข้าบูรณะในเดือนมกราคม 2558 เป็นต้นไป และจะต้องใช้เทคนิคเชิงช่างแบบโบราณเข้าแก้ไขปัญหาระยะยาว

ด้านนายสมควร อุ่มตระกูล ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ และนักวิทยาศาสตร์โบราณคดี ได้ชี้แจงถึงการใช้โลหะที่มี่ใช่ทอง ประกอบบนปลียอดซึ่งประกอบด้วยเหล็กที่เป็นโครงสร้างปูนปั้นกลีบบัว ดีบุกที่หุ้มแกนบนปลียอด รัดด้วยสแตนเลสสตีล ฉาบเคลือบด้วยไฟเบอร์และตะกั่วทับอีกชั้นก่อนจะเป็นทองคำ และมีตะปูเหล็กเคลือบสังกะสีตอกยึดแผ่นทองคำ ซึ่งการวิเคราะห์นั้นพบว่าคราบสนิมมาจากสิ่งเหล่านี้

ขณะที่นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ระบุว่า ต้องใช้เวลาในการคงตั้งโครงสร้างนั่งร้านต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีการซ่อมบูรณะแล้วเสร็จ ซึ่งขอให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจ เนื่องจากอาจทำให้ภูมิทัศน์ไม่สวยงาม โดยเฉพาะในช่วงประเพณีสำคัญๆทางพระพุทธศาสนา ซึ่งหลังจากการบูรณะเสร็จสิ้นแล้วทุกอย่างจะสวยงามเช่นเดิม


กพร.มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนชาวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219190

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 ธ.ค. 2558

กพร.มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนชาวไทย

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดช่างตรวจเช็คสภาพรถฟรีเป็นของขวัญช่วงปีใหม่ และลดค่าธรรมเนียมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติเหลือเพียง 10 บาท

             23ธ.ค.2558 นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่  มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ทำให้มีผู้ใช้รถสัญจรไปมาเป็นจำนวนได้ อาจทำให้เกิดอุบัติได้ กพร.จึงได้มอบของขวัญปีใหม่เป็น  “โครงการเดินทางอุ่นใจ ปลอดภัยไปกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน” โดย มอบหมายให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค (สพภ.) และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด (ศพจ.) ทั่วประเทศ ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์และจักรยานยนต์ให้กับประชาชน ระหว่างวันนี้ถึง 30 ธ.ค.ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ ยังได้จัดทำคลิปวีดีโอแสดงขั้นตอนการตรวจเช็คสภาพรถก่อนเดินทาง และการแก้ปัญหาฉุกเฉินระหว่างเดินทาง เช่น ขั้นตอนการตรวจเช็คระบบไฟฟ้ารถยนต์ การตรวจระบบของเหลวในรถยนต์ การตรวจสภาพแบตเตอรี่รถยนต์ การเปลี่ยนยางอะไหล่ เป็นต้น โดยสามารถเรียนรู้และดำเนินการได้ด้วยตนเอง สามารถดาวน์โหลดคลิปวีดีโอดังกล่าวได้ที่ Youtube http://www.dsd.go.th และ Facebook กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้สนใจสอบถามได้ที่ 02-2454035 และ กพร.

นอกจากนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 2  มี.ค.ของทุกปี เป็น “วันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ”  จะมีการลดค่าธรรมเนียมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติเหลือเพียง 10 บาทในทุกระดับ จากเดิมระดับ 1 จำนวน 100 บาท ระดับ 2 จำนวน 150 บาท ระดับ 3 จำนวน 200 บาท ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-30 มิถุนายน 2559


คลิปปรากฏการณ์ ‘เมฆขอบตรง’ ในจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219153

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 ธ.ค. 2558

คลิปปรากฏการณ์ ‘เมฆขอบตรง’ ในจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียง

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 58 ที่ผ่านมา ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดน่าน ได้แชร์ภาพปรากฏการณ์ที่ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งเป็นสีฟ้าสดใส

คลิปปรากฏการณ์ ‘เมฆขอบตรง’
          หลังจากช่วงเย็นเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดน่าน แพร่ และจังหวัดใกล้เคียง ได้แชร์ภาพปรากฏการณ์เมฆที่ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นท้องฟ้าสดใสไร้เมฆ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด จึงทำให้เป็นวันที่มีช่วงกลางวันสั้นและช่วงกลางคืนยาวนานที่สุดในรอบปี
          โดยนายบัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมฆได้โพสต์อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในบนเฟซบุ๊ก ‘ชมรมคนรักมวลเมฆ’ ว่า
          1) ชื่อเรียก : มีหลายชื่อ เช่น straight-edged cloud (เมฆขอบตรง) หรือ cloudbank แต่ถ้ากล่าวถึงปรากฏการณ์ อาจเรียกว่า cutting phenomenon (CP)
          2) กลไกการเกิด : อากาศเย็นและแห้ง (ฝั่งไม่มีเมฆ) ปะทะกับ อากาศอุ่นและชื้น (ฝั่งมีเมฆ) ทำให้เกิดรอยต่อระหว่างอากาศเย็น-อากาศอุ่น ตามขอบเมฆ (อาจจำง่ายๆ ว่า เมฆคือกลุ่มของหยดน้ำ ดังนั้น ฝั่งมีเมฆคือฝั่งที่อุ่นและชื้น)
          3) ข้อสังเกต : ในประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้เคยเกิดมาก่อนแล้วมากกว่า 1 ครั้ง เช่น ในช่วงฤดูหนาว เช่น 27 มกราคม 2554 และในช่วงฤดูอื่น เช่น 18 กรกฎาคม 2558
          4) ระวัง! มีผู้อธิบายไม่ถูกต้องว่า “ปรากฏการณ์นี้เกิดจาก cold front (แนวปะทะอากาศเย็น) หรือ warm front (แนวปะทะอากาศอุ่น)” – คำอธิบายดังกล่าวนี้ แม้จะมีลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกับกลไกในข้อ 2 แต่การเรียกว่า cold front และ warm front ไม่ถูกต้อง เพราะแถบเขตร้อน (อย่างประเทศไทย) ไม่นิยมเรียกว่า แนวปะทะอากาศ (front) ดังเช่นที่เกิดในแถบละติจูดกลาง (mid-latitude)
ขอบคุณคลิปเหตุการณ์จากคุณ Den Thanaphon
https://www.facebook.com/den.mcotphrae