ในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

สารคดีเทิดพระเกียรติ

ในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร”

ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปทุมธานี

“การจัดงานครั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม 2558 และทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และเพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการเกษตร และต้องการสืบสานพระราชปณิธานทำความดีเพื่อแผ่นดิน”

คุณจารุรัฐ จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานมหกรรม ในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร” ระหว่าง วันที่ 4-7 ธันวาคม 2558 ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

สำหรับพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539

โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ เมื่อ วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อ วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2545

ต่อมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) เพื่อดำเนินการบริหารงานตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2552 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552

นับตั้งแต่จัดตั้งมาจนถึงปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีการดำเนินงานตามเป้าประสงค์เป็นอย่างดี ไม่ว่าด้านเชิดชูและเผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมถึงการสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนา ยกระดับและขยายผลการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการเกษตร และประชาชนได้เรียนรู้ภูมิปัญญาและนวัตกรรมการเกษตร

ความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีอยู่อย่างมากมาย โดยเฉพาะในส่วนของการจัดนิทรรศการ การแสดงและอบรมอาชีพต่างๆ

ตัวอย่างนิทรรศการที่น่าสนใจ เมื่อยามเข้าไปยังส่วนจัดแสดง จะเริ่มต้นจาก นิทรรศการพระราชพิธีในวิถีเกษตร พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาเมื่อถึงต้นฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี ด้านข้างซ้ายและขวาเป็นจิตรกรรมฝาผนัง เป็นที่ยืนยันว่าพระราชพิธีนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลและกษัตริย์ทุกยุคทุกสมัยทรงให้ความสำคัญยิ่ง

จากนั้นไปยังส่วนที่เรียกว่า กษัตริย์เกษตร โรงภาพยนตร์ 3 มิติ ขนาดย่อม จุได้ 120 ที่นั่ง ขณะนี้จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “กษัตริย์เกษตร” รอบๆ โรงภาพยนตร์จัดแสดงความเป็นมาของคำว่า “กษัตริย์” ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเกษตร รวบรวมเรื่องราวพระราชประวัติและภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการ เรื่องของพ่อในบ้านของเรา ที่น่าสนใจ อาทิ

หลักการทรงงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีหลักการคิดและแนวประพฤติปฏิบัติพระองค์ในการทรงงาน ซึ่งสำนักงาน กปร. ได้รวบรวมไว้ทั้งหมด 23 ข้อ เพื่อให้ผู้ที่สนใจศึกษาหาความรู้นำไปใช้เป็นแบบอย่าง

ดอกบัวแห่งปัญญา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก ด้วยทรงประจักษ์ดีว่าเกษตรกรรมเท่านั้นที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น เมื่อพระองค์ทรงพบว่าภาคการเกษตรมีปัญหาใด ก็จะพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหานั้นๆ

ภาพรอยยิ้มและความสุขของคนไทยใต้ร่มพระบารมี เป็นความสุขที่สะท้อนกลับระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพสกนิกรทั่วประเทศ ชมและรับฟัง บทเพลงที่ประพันธ์ทั้งคำร้อง ทำนอง ขับร้องโดยกวีซีไรท์ คุณศักดิ์สิริ มีสมสืบ กับบทเพลงที่ชื่อว่า “บ้านของเรามีพ่อ”

หัวใจใฝ่เกษตร ดินแดนที่จะทำให้ท่านพบกับความสุข สนุกสนาน เรียบง่ายในวัยเด็กผ่านของใช้ ของเล่นจากธรรมชาติที่ทำอย่างง่ายๆ

ตามรอยพ่อ อยู่อย่างพอเพียง เปิดโอกาสให้ได้อ่าน ฟัง คิด ตรึกตรอง ด้วยบรรยากาศที่โปร่งโล่งสบาย พร้อมเรียนรู้ได้ด้วยตนเองกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วิถีเกษตรของพ่อ พระอัจฉริยภาพด้าน ดิน น้ำ ป่า และคน ผ่านโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา โครงการหลวง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 ศูนย์

ภูมิพลังแผ่นดิน พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ทรงพระเยาว์ในพระอภิบาลของสมเด็จพระบรมราชชนนี และแนวคิด แนวปฏิบัติในแต่ละช่วงวัย นำเสนอผ่านบิ๊กบุ๊กเล่มใหญ่

นวัตกรรมของพ่อ รวมผลงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านวรรณกรรม ศิลปะ ดนตรี สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่จดสิทธิบัตร จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าและแจ้งจดลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นมรดกสำหรับคนไทย และประเทศไทยสืบไป

น้ำคือชีวิต เรียนรู้วัฏจักรของน้ำ จากฟ้า สู่ป่า เขา ไร่ นา จนมาถึงท้องทะเล คุณประโยชน์ของน้ำที่เสียไปและในบางครั้งก็นำมาซึ่งวิกฤต น้ำแล้ง น้ำล้น น้ำท่วม น้ำเน่าเสีย…หากไม่มีการจัดการน้ำที่ดีและเหมาะสม

อารยเกษตรไทย เกษตรโลก นำเสนอแนวคิด เรียนรู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน สร้างสรรค์อนาคต เพื่อให้เราเรียนรู้ จุดเปลี่ยนสำคัญ พัฒนาการเกษตร ผลกระทบจากบริบทของสังคมโลกต่อเกษตรไทยในอดีต โดยเฉพาะในช่วง 5 ทศวรรษ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบที่เกิดขึ้นและการย้อนคืนสู่ฐานเดิมของสังคม ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

มหัศจรรย์ท้องทุ่ง ห้องมหัศจรรย์ท้องทุ่ง เป็นห้องนิทรรศการที่ต้องการให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ความสุขและความสนุกในวิถีเกษตร ที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ วิถีการหาอยู่หากินของเกษตรกรที่ได้มาจากการสั่งสมความเข้าใจในธรรมชาติของดิน น้ำ ต้นไม้ และสัตว์ เป็นภูมิปัญญาที่เกษตรกรได้นำมาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตในวิถีเกษตรที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ด้วยเทคนิคโฮโลแกรมที่ทันสมัย ที่ผู้ชมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วม ซึมซับสัมผัสความสุขของวิถีแห่งท้องทุ่ง

น้อมนำคำพ่อสอน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น “พ่อ” และ “บรมครู” ผู้ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย คำสอนของ “พ่อ” มาจากประสบการณ์การทรงงานหนัก “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” มาตลอดพระชนมชีพ ในห้องนี้ จะนำเสนอเรื่องราวของบุคคลผู้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาชีวิตตนและสังคมให้พบประโยชน์สุขอย่างยั่งยืน

นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง บอกเล่าเรื่องราวนวัตกรรมเกษตรที่จะช่วยพาเราผ่านวิกฤต ความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลง และปัญหาต่างๆ นวัตกรรมเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ที่พัฒนาจากภูมิปัญญาดั้งเดิม ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นที่มี เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเข้าถึงได้ นำไปพัฒนาต่อยอดได้ง่าย และเป็นการใช้ชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สำหรับการจัดงานมหกรรมในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร” ระหว่าง วันที่ 4-7 ธันวาคม 2558 ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า มีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน นอกจากร่วมใจจุดเทียนชัยถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม 2558 เวลา 19.00 น. ร่วมขบวนแห่กับคณะละครมรดกใหม่ โดยผู้กำกับละครชื่อดัง ครูช่าง (ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง) และฟังขลุ่ยบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ โดย ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี

ยังได้พบกับความอลังการของนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “70 ปี พระอัจฉริยภาพด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง”, “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน”, “ศิลปะเพื่อพ่อของแผ่นดิน” จากศิลปินชั้นนำทั่วเมืองไทยกว่า 80 คน อาทิ ศ. เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ปี 2552 สาขาทัศนศิลป์ ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จิตรกรรมประจำปี 2557 สมยศ ไตรเสนีย์ รางวัลศิลปินมรดกอีสาน

นิทรรศการ “เราจะอยู่อย่างไรกับน้ำน้อย น้ำมาก และน้ำเสีย” บทเรียนการประยุกต์ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า จาก 4 ชุมชน ภูมิปัญญาพยากรณ์น้ำ เรียนรู้จากรูปธรรมตามรอยพ่ออย่างพอเพียงในมิติปัจจัยสี่ อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย สมุนไพร และพลังงานทางเลือก นวัตกรรมเกษตร การจัดการทุนของชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง และอื่นๆ อีกมากมาย

พร้อมร่วมสานต่อองค์ความรู้แห่งภูมิปัญญาของคนไทย โดยเรียนรู้วิชาของแผ่นดินทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติการ มากกว่า 50 วิชา (ฟรี) จากปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เช่น “การพึ่งตนเองได้ด้วยศาสตร์ของพระราชา” โดย ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ “ทำนาอย่างไรให้ได้เงินล้าน” โดย ชาวนาเงินล้าน ชัยพร พรมพันธุ์ “สร้างคลังอาหารเลี้ยงครอบครัวได้ในพื้นที่ 5 ตารางเมตร” โดย ขวัญชัย รักษาพันธุ์

นอกจากนี้ เรียนรู้จากวิทยากรที่ผ่านการปฏิบัติการจริง ทดลองทำจริง ได้ผลจริง ที่มาถ่ายทอดวิชานำไปสู่การพึ่งตนเองได้ในด้าน เศรษฐกิจ อาหาร พลังงาน การจัดการทุน เช่น หลักสูตรปลดหนี้ด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน เทคนิคปลูกมะนาวไร้ดิน นวัตกรรมพลังงานพึ่งตนเอง ทำนาอินทรีย์ต้นทุนต่ำ การแปรรูปอาหารในรูปแบบต่างๆ และเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงผ่านฐานการเรียนรู้ต่างๆ ตลอดจนเรียนรู้ด้านโหราศาสตร์กับ อาจารย์ปางช้าง ทยาหทัย จากสมาคมโหราศาสตร์แห่งประเทศไทย

เพลิดเพลินไปกับสาระบันเทิง อาทิ ละคร “ถนนสายกลับบ้านชื่อ พึ่งตนเอง” A road home, called “self-reliance” ที่สะท้อนพลังเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จาก คณะละคร “มรดกใหม่” โดย ผู้สร้างและกำกับละครระดับประเทศ ครูช่าง (ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง) สัมผัสมนต์เสน่ห์ของศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง โจนัส แอนเดอร์สัน วงสุพรรณนิการ์โปงลาง วง V R U bigban จากมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยการแสดง แสง สี เสียง ตระการตาทุกวัน

สุข สนุก เรียนรู้ กับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ “ในหลวงรักเรา” และชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ ในโรงภาพยนตร์ 120 ที่นั่ง “เรื่องพ่อในบ้านของเรา” ฟรี!! เฉพาะในงานนี้เท่านั้น รวมทั้งเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในอาคารได้ในราคาพิเศษ ได้แก่ “พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม” สะท้อนความหลากหลายของพันธุกรรมพืชนับพันชนิด “พิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร” ทรัพยากรธรรมชาติเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างชีวิต “พิพิธภัณฑ์วิถีน้ำ 4 มิติ 270 องศา” ที่ฉายภาพความสัมพันธ์ของน้ำกับคน และ “พิพิธภัณฑ์ดินดล 360 องศา” ฐานกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ตื่นตาตื่นใจกับความน่ารักของควายยักษ์ คุณค่าและการอนุรักษ์ควายไทย สนุกสนานกับเกมงานวัดย้อนยุค ยิงปืนจุกน้ำปลา ปาโป่ง ตักไข่ สอยดาว ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน บ้านลม ระบายสีตุ๊กตา ระบายสีว่าว ปั้นวัวปั้นควาย เดินกะลา เดินโถกเถก

ชิม ชม ช็อป อาหารท้องถิ่น ของกินปลอดภัย ของใช้คุณภาพ และพันธุ์ไม้หลากหลาย จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ 4 ภาค มากกว่า 200 ร้านค้า

สำหรับผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถนนพหลโยธิน ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (นวนครเดิม) จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ (094) 649-2333, (087) 359-7171, (02) 529-2212 หรือสำรองที่นั่งอบรม (086) 901-4638 หรือคลิกดูรายละเอียดใน http://www.wisdomking.or.th และ facebook/Instagram/Line ID:wisdomkingfan

จุดเปลี่ยนชีวิต 2 คู่หู…”พยาบาล & เจ้าของโชห่วย” สู่คนต้นทางวิถีเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054011258&srcday=2015-12-01&search=no

นที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

จุดเปลี่ยนชีวิต 2 คู่หู…”พยาบาล & เจ้าของโชห่วย” สู่คนต้นทางวิถีเกษตรอินทรีย์

เทคโนโลยีการเกษตร

จากเหตุสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง 2 คน ที่ไม่เคยรู้จักกัน เมื่อพวกเธอได้สัมผัสกับชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย และต้องตายด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งเกิดจากผลพวงของสารพิษตกค้างในอาหารเหมือนกัน จนนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อสวรรค์ลิขิตให้พวกเขาได้มาเจอกันในพื้นที่โลกสีเขียว ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจเลือกออกแบบชีวิตตัวเอง ด้วยการหวนสู่วิถีอินทรีย์ เพื่อทำหน้าที่ผลิตอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

เรากำลังพูดถึง คุณพชรพรรณ ปัญญาสุทธากุล หรือ ดอท สาวชัยนาท วัย 48 ปี อดีตผู้จัดการฝ่ายการพยาบาลหน่วยงานพิเศษ ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ และ คุณณารินทร์ ทองยี่สุ่น หรือ ริน อายุ 44 ปี ผู้หญิงร่างเล็กที่เปี่ยมไปด้วยพลัง เจ้าของธุรกิจร้านโชห่วยในจังหวัดนครปฐม

หากย้อนดูหน้าที่การงานกับรายได้ ผู้หญิง 2 คนนี้ สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายๆ แต่ด้วยเหตุอันใดเล่า ที่ทำให้พวกเธอตัดสินใจละทิ้งสิ่งเหล่านั้น แล้วหันมาทำเกษตรอินทรีย์ หรือสิ่งที่ได้ร่วมกันทำเพียงหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพ และไม่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ด้วยโรคมะเร็งที่แฝงมากับพืชผัก

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนทั้ง 2 ได้มาเจอกัน เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน คุณรินเล่าว่า ตอนที่เปิดร้านขายของชำ มีโอกาสได้รู้จักกับญาติที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับคุณดอท วันหนึ่งญาติที่ป่วยแวะมาเที่ยวที่ร้านค้า ยิ่งได้รู้จักกันก็ยิ่งรู้สึกสงสาร เพราะว่าเขาเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายแล้ว

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าทำอะไรให้ได้ก็อยากทำให้ เพราะเรารู้ดีว่าชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายสภาพจิตใจมันแย่มากแค่ไหน ตัวเองเริ่มปลูกผักอินทรีย์เล็กๆ น้อยๆ ก็เลยนำไปฝากเขาบ้าง ไปส่งกับข้าวให้บ้าง รู้จักกันได้ปีกว่าๆ เขาก็จากไป ทำให้ย้อนคิดไปว่า หากเขาได้มีโอกาสดูแลสุขภาพของตัวเองตั้งแต่แรก ได้กินอาหารที่ปลอดสารพิษ คงไม่ต้องเป็นโรคร้ายเช่นนี้” ประกายความคิดเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้น

การเดินเข้าออกโรงพยาบาล กับช่วงเวลาที่ได้ดูแลญาติ ทำให้เธอมีโอกาสได้รู้จัก คุณ “ดอท” พยาบาลสาวผู้เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ได้พบปะพูดคุย จากความคุ้นเคย กลายเป็นความเคยชิน ถึงจุดหนึ่งทำให้รู้สึกได้ว่าแนวคิดตรงกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการหวนคืนสู่วิถีอินทรีย์

ย้อนไปที่คุณดอท เธอเล่าจุดเปลี่ยนชีวิตของตัวเองให้ฟังว่า ช่วงที่ทำงาน ตำแหน่งก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตำแหน่งสุดท้ายที่ได้รับ ก็ถือว่าสูงสุดสำหรับตัวเองแล้ว จึงเริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับสิ่งที่ทำ ประกอบกับภาพที่เห็นในแต่วันมีคนไข้เข้ามารักษาสุขภาพในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก และที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งก็เยอะ คิดว่าสาเหตุหนึ่งน่าจะเป็นผลพวงมาจากสารเคมีตกค้างในอาหาร

“หน้าที่ของพี่คือ ส่งคนไข้ไปสวรรค์ รู้ดีว่าเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ทุกคนอยากย้อนเวลากลับไปดูแลตัวเอง อยากกินอาหารดีๆ อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง เรื่องน่าเศร้าใจเหล่านี้มันเกิดขึ้นทุกวัน ประกายความคิดเล็กๆ มันแวบขึ้นมา เราต้องดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่ร่างกายยังแข็งแรง เพราะเมื่อโรคร้ายมาเยือน มีเงินมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้อีก” เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณดอท มุ่งมั่นที่จะก้าวเดินบนเส้นทางสายอินทรีย์

หลังจากใช้เวลา 2 ปี ในการเคลียร์ภาระตัวเอง และคิดคำนวณชั่งตวงวัด เมื่อค้นพบผลลัพธ์ของความสุข คุณดอทก็ยื่นใบลาออกเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา หันมาสร้างฐานชีวิตด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ แต่ทางโรงพยาบาลก็ยังให้ไปช่วยในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

เมื่อมั่นใจว่าจะเดินไปด้วยกัน ทั้งสองก็เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ด้วยการเพาะต้นอ่อนเมล็ดทานตะวัน โต้วเหมี่ยว ผักบุ้ง กระเจี๊ยบ คุณรินบอกว่า แรกๆ ก็ไม่เข้าใจระบบเกษตรอินทรีย์ แต่พอทำไปนานๆ ได้เจอเพื่อน เจอกลุ่มเครือข่ายพี่น้องสองตำบล+…จนได้เข้าร่วมโครงการสามพรานโมเดล ทำให้ได้พบกับสังคมเกษตรอินทรีย์ ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ จากโครงการสามพรานโมเดล ทำให้เข้าใจธรรมชาติ และมีความสุขกับการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น

“ชีวิตเกษตรอินทรีย์วันแรกๆ ก็ไม่ง่ายนัก เราไม่เคยหยุดนิ่ง ความรู้ไม่เยอะ แต่คุณรินไอเดียสุดยอด ทำงานแบบมีการวางแผน รู้เลยตื่นเช้ามาต้องทำอะไร ที่นี่เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ถึงรายได้ต่อเดือนจะไม่เยอะอย่างที่เคยได้รับ แต่ความสุขที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์มันไม่น้อยเลย” คุณดอท สะท้อนความรู้สึก

ด้าน คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการสามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและผลักดันให้เกิดโครงการสามพรานโมเดล กล่าวว่า สมาชิกแต่ละคนที่ก้าวมาทำเกษตรอินทรีย์ล้วนต่างมีแรงบันดาลใจ แต่ส่วนใหญ่ที่เจอคือ ปัญหาด้านสุขภาพ ทั้งของตนเองและคนรอบข้าง ซึ่งเป็นที่น่าดีใจที่เกษตรกรแต่ละคนที่ผมได้เจอ สามารถค้นพบวิถีทางใหม่ๆ ในการปลูกและดูแล ผลผลิต รวมถึงสามารถขยายต่อยอด จะว่าไปแล้ว การทำเกษตรอินทรีย์กับวิถีชีวิตคือเรื่องเดียวกัน เมื่อได้ปลูกเป็น ก็มีอิสระ เพราะมีแหล่งอาหารปลอดภัยเป็นของตนเอง เมื่อทำตลาดเป็น ก็สามารถขยายฐาน ขยายแปลงปลูกสู่การมีรายได้ที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้หลายคนไม่เพียงเปลี่ยนชีวิต มีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังมีสังคม และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบัน พื้นที่ 3 ไร่ ถูกจัดสรรเป็นสัดเป็นส่วน ปลูกผักผลไม้ที่อยากปลูกกว่า 20 ชนิด เอาผลไม้ลงก่อน ตั้งให้เป็นแนว ใส่ผักระหว่างแนวต้นไม้ ถัดไปปลูกกล้วย ในดงกล้วยก็ทำเล้าไก่ เลี้ยงไก่อารมณ์ดี (เลี้ยงแบบธรรมชาติ) กว่า 300 ตัว ไว้เก็บไข่ขาย ติดกับสวนกล้วย ขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำนา เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ ส่วนพื้นที่คันนาก็ปลูกบวบไปด้วย พื้นที่ภายในอาคารติดกับตัวบ้านใช้เพาะต้นอ่อน นอกจากนี้ มีการเลี้ยงไส้เดือน ทำน้ำหมักชีวภาพ หมักมูลวัว มูลสุกร ทำสูตรอาหารไก่ เอาไว้ใช้เองอีกด้วย

“ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราลงทุน รายได้ต่อเดือนเฉลี่ยประมาณ 20,000 บาท ส่งขายให้กับโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ โดยเฉพาะต้นอ่อนที่ตอนนี้ถือเป็นรายได้หลัก แต่เราตั้งเป้าไว้ว่า ปีหน้าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละแสน และอนาคตคิดว่า จะพัฒนาสวนแห่งนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์มีชีวิต ให้เป็นที่พักผ่อนของคนสูงอายุ และสำหรับคนรักษ์สุขภาพที่โหยหาธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ที่สำคัญเราเองก็จะเกษียณตัวเองอย่างมีความสุข” คุณริน คุยถึงเป้าหมายในอนาคตให้ฟัง

ถึงแม้จะลงมือได้เพียงไม่นาน ยังก้าวไปไม่ถึงฝัน แต่สิ่งที่ทั้งคู่เก็บเกี่ยวระหว่างทางเดิน มันมากกว่าเงินทอง แต่คือกำไรชีวิตที่มากับความสุข ได้มิตรภาพที่งดงาม ความสมดุลของระบบนิเวศกลับคืนมา ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่แท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมแชร์ประสบการณ์ แบ่งปันความรู้ เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์อย่างมีความสุข พร้อมเรียนวิธีการเพาะต้นอ่อนให้เติบโต แข็งแรง ด้วยเทคนิคง่ายๆ 4 ขั้นตอน ภายใน 20 นาที กับ คุณดอท และคุณริน ขอเชิญได้ใน “งานมหกรรมวันสังคมสุขใจ” ครั้งที่ 2 จัดโดย มูลนิธิสังคมสุขใจ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระหว่าง วันที่ 18-20 ธันวาคม 2558 ที่สวนสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รายละเอียดติดต่อศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ คุณชฤทธิพร เม้งเกร็ด โทร. (081) 854-0880 คุณเบญจรัตน์ สินสงวน โทร. (084) 670-0930 หรือที่ http://www.sampranmodel.com หรือ Facebook/Sampranmodel

ไพโรจน์ รัตนรัตน์ คนปากพนังกับอาชีพใหม่ เลี้ยง “ปูเปี้ยว” ขาย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

ไพโรจน์ รัตนรัตน์ คนปากพนังกับอาชีพใหม่ เลี้ยง “ปูเปี้ยว” ขาย!!

ชมพูเข้ม เรื่อง/ภาพ

กศน.ทั่วไทย

ปูเปี้ยว หรือบางที่เรียกว่า ปูแสม เป็นสัตว์น้ำดั้งเดิมมีชุกชุมอยู่คู่กับชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย ลักษณะของปูเปี้ยวที่นี่มีกระดองสีน้ำตาลปนดำ มีขนาดตัว ประมาณ 4-5 เซนติเมตร ก้ามและขามีสีแดงออกม่วงปนกับสีน้ำตาล กินผัก ใบไม้ และซากสัตว์ตามธรรมชาติเป็นอาหาร

ปูเปี้ยว ได้รับความนิยมนำไปดองเค็ม เพื่อเป็นส่วนผสมหลักของส้มตำ รวมถึงทำอาหารต่างๆ เช่น ยำปูเปี้ยว หลนปูเปี้ยว หรือทำน้ำพริกปูเปี้ยวได้

ปัจจุบัน จำนวนปูเปี้ยวลดลงไปมาก เนื่องจากชาวบ้านจับขาย จนปูรุ่นใหม่เกิดมาแทนไม่ทัน ชาวบ้านที่เคยจับปูขายก็ออกจากพื้นที่ย้ายไปจับปูเปี้ยวในจังหวัดอื่นๆ หากไม่มีการอนุรักษ์หรือขยายพันธุ์ให้มีจำนวนมากขึ้น ปูเปี้ยวจะสูญพันธุ์ไม่มีให้คนรุ่นหลังได้บริโภค

“ปากพนังฝั่งตะวันออก” เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีปูเปี้ยวอยู่ตามธรรมชาติ เนื่องจากสภาพพื้นที่โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1-8 เมตร พื้นที่ลาดเทจากทางตะวันตกไปทางตะวันออกจดอ่าวไทย

สภาพพื้นที่ปากพนังฝั่งตะวันออก ส่วนใหญ่ใช้ทำนากุ้ง และทำประมงเพาะเลี้ยงชายฝั่ง พื้นที่ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก มีทั้งหมด 7 หมู่บ้าน มีเนื้อที่ 15,544 ไร่ จำนวนประชากรประมาณ 7,566 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง เพาะเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา เป็นหลัก รองลงมาคือรับจ้างทั่วไป ค้าขาย และประกอบอาชีพเสริม

ที่ปากพนังในวันนี้มีอาชีพใหม่ที่น่าสนใจคือ การเลี้ยงปูเปี้ยว โดยเป็นผลงานที่เกิดจากภูมิปัญญาของ คุณไพโรจน์ รัตนรัตน์ เจ้าของพื้นที่เลี้ยงปูเปี้ยว ในหมู่ที่ 6 บ้านเนินน้ำหัก ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

จุดประกายจาก

บทความที่อ่านเจอ

คุณไพโรจน์ ได้เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนหนึ่งในชุมชนที่ประสบปัญหาขาดทุนจากการทำนากุ้ง คิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไร ให้วัสดุ อุปกรณ์ ที่เหลือจากการทำนากุ้งได้นำมาใช้ประโยชน์โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก จึงได้ศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ วารสารต่างๆ ไปพบบทความที่เขียนเกี่ยวกับการเลี้ยงปูเปี้ยว ก็เกิดความสนใจเรื่องนี้มาก เนื่องจากตนเองเติบโตในพื้นที่อำเภอปากพนังมาตลอด วิ่งเล่นเห็นปูเปี้ยวมาตั้งแต่เด็ก

คุณไพโรจน์ จึงได้นำกรอบความคิดที่ได้อ่านจากหนังสือมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพทุนที่มีอยู่ ทั้งบ่อกุ้ง และอุปกรณ์โดยปรับพื้นที่ที่มีอยู่เดิม ซึ่งมีสภาพเป็นบ่อกุ้งร้าง ที่มีเลนตมที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้ง สภาพพื้นบ่อกุ้งจึงเหมือนกับดินทั่วไป สูงเสมอเกือบขอบบ่อกุ้งร้าง ได้จ้างรถแบ๊คโฮขุดดิน ขุดเป็นคันดินด้านข้างรอบบ่อทั้ง 4 ด้าน เหมือนคันนา หรือการทำไร่นาสวนผสม

หลังจากนั้น ขุดดินรอบบ่อลึกลงไป 20-30 เซนติเมตร ใช้ผ้ายางสีดำ ขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร เอาดินถมกลบประมาณ 10 เซนติเมตร ส่วนผ้ายางที่เหลือยกขึ้นสูง ประมาณ 50 เซนติเมตร คลุมคันดินด้านบนตรึงด้วยตะปู คันดินจะช่วยป้องกันไม่ให้ปูเปี้ยวออกจากบ่อเลี้ยง

การเตรียมพื้นที่ คุณไพโรจน์ แนะนำว่าพื้นที่ที่เหมาะสมควรมีน้ำขึ้น-ลง ตลอดปี สำหรับการปรับพื้นที่บ่อกุ้งร้างขึ้นอยู่กับสภาพของบ่อกุ้งแต่ละแห่ง กรณีที่พื้นที่เดิมมีสภาพรกร้างให้เอาต้นไม้บางส่วนที่ไม่ใช้ออก เหลือต้นไม้ตามธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อการเลี้ยงปูเปี้ยว เช่น ผักเป็ด ต้นขลู โกงกาง หนามหมอ ให้ปล่อยไว้ตามธรรมชาติ เป็นร่มเงาและเป็นอาหารปูเปี้ยวได้

การเตรียมบ่อ นำยางรถยนต์ที่เหลือใช้มาวางเรียงกันเป็นระยะ เผื่อน้ำท่วมพื้นบ่อ ปูเปี้ยวจะได้ขึ้นมาตากแดด หรือเป็นที่เจาะรูหลบซ่อนตัวของปูเปี้ยว เปรียบเทียบเหมือนเป็นบ้านของปู หลังจากนั้นนำพันธุ์ปูเปี้ยวมาปล่อย

ขณะนี้ คุณไพโรจน์ ซื้อพันธุ์ปูเปี้ยวจากแหล่งขายในตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร และตำบลบางจาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจากชาวบ้านทั่วไปที่จับลูกปูขาย ในราคากิโลกรัมละ 30-50 บาท หากเป็นลูกปูคละขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ กิโลกรัมละประมาณ 70 บาท ตามราคาขายลูกพันธุ์ปูในท้องตลาด

ครั้งแรกได้ลงทุนซื้อลูกพันธุ์ปูเปี้ยว จำนวนประมาณ 200 กว่ากิโลกรัม

คุณไพโรจน์ เล่าเพิ่มเติมว่า ตนเองมีความตั้งใจเลี้ยงปูเปี้ยวให้ประสบความสำเร็จ เพราะคิดว่าถ้าตนเองทำสำเร็จจะสามารถเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นๆ ในชุมชนที่ประสบปัญหาการขาดทุนจากการเลี้ยงกุ้ง มีบ่อกุ้งร้างไว้ให้นำมาทำประโยชน์ หรือคนที่ว่างงาน ให้มีกำลังใจ อย่าท้อแท้ ทุกอย่างสามารถผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ หากตัวเราเองมีความมุ่งมั่นตั้งใจหารายได้เลี้ยงครอบครัว

สำหรับแรงงานภายในฟาร์มแห่งนี้จะเน้นให้สมาชิกในครอบครัวช่วยเหลือกัน เช่น ให้ลูกชายและเพื่อนๆ ช่วยกันจับปู ให้อาหารปู และนำปูดองไปขาย ซึ่งเป็นการปลูกฝังให้ลูกๆ ได้มีส่วนรับผิดชอบ ช่วยเหลือครอบครัวไปด้วยในตัว

เลี้ยงอย่างไร…ปูเปี้ยว

การให้อาหารปูเปี้ยวหลังจากปล่อยลูกปูแล้ว เลี้ยงปูเปี้ยวด้วยปลาสดสับชิ้นเล็กๆ คลุกกับรำ หรือปลาป่น หากเป็นช่วงฤดูมรสุมไม่มีปลาสด ใช้ปลาหมักน้ำ EM แช่ในช่องแช่แข็ง เพื่อนำไปเป็นอาหารให้ปูเปี้ยว

โดยธรรมชาติของปูเปี้ยวจะอยู่ในรูช่วงกลางวัน อาจจะออกมาเมื่อหิว หรือเมื่อปลอดคน

การให้อาหารปูเปี้ยว ให้ในช่วงเย็น ประมาณ 6 โมงเย็น หากให้อาหารเร็วกว่านี้ มดจะไปกินอาหารทำให้ปูเปี้ยวไม่กิน เนื่องจากถูกมดกัด

อาหารสามารถให้ทุกวัน หรือ 2-3 วัน ก็ได้ เนื่องจากปูสามารถหาอาหารซึ่งเป็นผักหรือซากสัตว์จากธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง

ในช่วงปูเริ่มโตขึ้น ให้อาหารเม็ด (อาหารปลาดุก) เสริมได้ การเลี้ยงมีการปล่อยน้ำให้ไหลเวียนภายในบ่อเลี้ยง โดยเฉพาะในช่วงฤดูวางไข่

การขยายพันธุ์ มี 2 ช่วง คือประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ปูเปี้ยวจะลอกคราบและวางไข่ ให้ตีน้ำกระเพื่อมเป็นระลอก จะทำให้ปูเปี้ยวขยายพันธุ์ได้มากกว่าเดิม

ระยะเวลาในการเลี้ยงปูเปี้ยว ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน โดยเฉพาะในช่วงฝนตกชุกปูเปี้ยวจะเจริญเติบโตได้ดี

การจับปูเปี้ยวขาย ให้เลือกเฉพาะปูที่มีขนาดใหญ่ ที่มีน้ำหนักมาก ปูเปี้ยวตัวเมียจะไม่จับไปขาย ปล่อยไว้ขยายพันธุ์

ช่วงที่เลี้ยงแรกๆ คุณไพโรจน์ บอกว่าจะได้ปูที่มีขนาดเล็ก ได้พยายามสังเกตการกินอาหารของปู และปรับปรุงสูตรอาหารมาตลอด ปัจจุบันปูมีขนาดน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น 18-20 ตัว ต่อกิโลกรัม

การจำหน่าย การจับปูเปี้ยวจับในช่วงกลางคืน ทำได้ 3 วิธี คือใช้ไฟฉายคาดศีรษะพร้อมแบตเตอรี่ส่องเดินจับทีละตัว ใช้กับดักด้วยกระป๋อง และการใช้ภูมิปัญญาที่คิดขึ้นเอง โดยใช้ปี๊บ/แกลลอน ขนาด 18 ลิตร ทำหลุมพรางล่อเหยื่อ มีเหยื่ออยู่ในแกลลอน เมื่อปูเปี้ยวตกลงไปจะขึ้นมาไม่ได้ นำแกลลอนขึ้นมาเลือกจับปูเปี้ยวเฉพาะที่มีขนาดใหญ่ ไปใช้ทำปูเปี้ยวดองน้ำปลา

พื้นที่การเลี้ยงปูเปี้ยวของคุณไพโรจน์ ได้แบ่งส่วนหนึ่งเป็นแปลงสาธิต ทดลองหาความรู้และเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปูเปี้ยว เป็นตัวอย่างของการใช้นากุ้งร้างที่มีอยู่เดิมมาปรับสภาพ แก้ปัญหาหนี้สินที่ขาดทุนจากการเลี้ยงกุ้ง

“ในอนาคต จะขยายพื้นที่ ใช้รถขุดดิน ขุดคันดินเพิ่มพื้นที่ว่าง ซึ่งเป็นลานกว้าง ยกร่องให้เป็นคันดินเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยวให้มากขึ้น ขยายพันธุ์ปูเปี้ยวเอง และเป็นศูนย์การเรียนรู้ปูเปี้ยวอย่างครบวงจรกับผู้สนใจ” คุณไพโรจน์ กล่าว

สำหรับผู้สนใจอยากทดลองเลี้ยงปูเปี้ยว คุณไพโรจน์ แนะนำว่า ควรเลือกพื้นที่ที่มีน้ำขึ้น น้ำลง คือบางช่วงน้ำท่วมและบางช่วงน้ำลด ปูเปี้ยวจะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดี การลงทุนสำหรับเกษตรกรรายใหม่ที่ต้องการเลี้ยงปูเปี้ยว กรณีที่มีที่ดินเดิมอยู่แล้ว มีค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนของค่าจ้างรถแบ๊คโฮขุดทำคันดิน ค่าลูกพันธุ์ปูเปี้ยว ค่าผ้ายางปูขอบคันดิน สำหรับยางรถยนต์ หรืออุปกรณ์อื่นๆ สามารถประยุกต์ใช้วัสดุที่มีอยู่เดิมได้

ไม่ขายสด

แต่ทำปูเปี้ยวดองน้ำปลา

สูตรเด็ดที่ต้องลิ้มลอง

ส่วนผลผลิตปูเปี้ยวที่ได้จากการเลี้ยงในขณะนี้ไม่มีการจำหน่ายเป็นปูเปี้ยวสด แต่คุณไพโรจน์นำปูเปี้ยวทั้งหมดมาดองน้ำปลา

ปูเปี้ยวดองน้ำปลา คุณไพโรจน์ ให้ข้อมูลว่า จะแตกต่างจากทั่วไปที่เป็นการดองด้วยเกลือ โดยขั้นตอนการดอง ให้ล้างปูเปี้ยวสดด้วยน้ำสะอาด 3 ครั้ง แช่น้ำปูนแดงใส แล้วแช่น้ำปลา ใช้เวลาดอง 2 วัน อุปกรณ์ที่ใช้ดองเป็นโอ่งมังกร ปิดฝาให้สนิท

ปูเปี้ยวดองน้ำปลา ส่งขายปลีก กิโลกรัมละ 200 บาท โดยบรรจุเป็นขวดขนาดต่างๆ หากขายปลีกหน้าบ่อเลี้ยง จะขายราคาขวดละ 99 บาท สามารถซื้อได้หน้าบ่อเลี้ยง หรือสั่งซื้อทางไลน์ ลูกค้าจะเป็นลูกค้าขาประจำที่รู้จัก และลูกค้าขาจรเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวแหลมตะลุมพุก ขับรถผ่านไปมา สามารถแวะอุดหนุนปูเปี้ยวดองน้ำปลาได้ นอกจากนั้นขายตามบู๊ธจัดงานต่างๆ

วิธีเก็บปูเปี้ยวดองน้ำปลาไว้จำหน่ายให้ลูกค้าได้ตลอดคือ เมื่อดองครบ 2 วันแล้ว นำปูเปี้ยวมาใส่ช่องแช่แข็ง จึงมีปูเปี้ยวไว้จำหน่ายได้ทุกวัน หากลูกค้าซื้อไปทำยำปูเปี้ยว ส้มตำ หรือหลนปูเปี้ยว ก็เก็บในลักษณะเดียวกัน

ปูเปี้ยวของที่นี่ เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า เพราะเนื้อแน่น อร่อย ความเค็มพอดี เปลือกกรอบ ทำให้ปอกเปลือกง่าย เนื้อไม่ติดเปลือก ที่สำคัญขั้นตอนการทำสะอาดปลอดภัยต่อสุขภาพ กินแล้วไม่ต้องกลัวท้องเสีย

ตอนนี้ครอบครัวคุณไพโรจน์มีรายได้เสริม โดยจับปูเปี้ยวสด ประมาณวันละ 5-10 กิโลกรัม นำมาดองขายตามจำนวนที่ลูกค้าสั่ง รายได้มากบ้าง น้อยบ้าง ขายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม ต่อวัน มีรายได้อย่างน้อย วันละ 600 บาท ต่อวัน

“การเลี้ยงปูเปี้ยวเพื่อเป็นอาชีพเสริมยังมีลู่ทางสดใส เป็นช่องทางใหม่ของคนลุ่มน้ำปากพนัง เพราะมีผู้ซื้อมาสอบถามความต้องการอีกมาก ทั้งปูเปี้ยวสดและปูเปี้ยวดองเค็ม ดังนั้น ควรอนุรักษ์ให้มีปูเปี้ยวอยู่คู่กับชายฝั่งทะเลตะวันออก และคนในพื้นที่ได้ซื้อปูเปี้ยวดองน้ำปลาจากการผลิตของคนในชุมชน ลดการสั่งซื้อปูเปี้ยวจากภายนอกชุมชน จะทำให้เศรษฐกิจในระดับชุมชนได้หมุนเวียนใช้จ่ายในชุมชนมากขึ้น” คุณไพโรจน์ กล่าว

กศน. สนับสนุนเต็มที่

นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ อาชีพการเลี้ยงปูเปี้ยวของคุณไพโรจน์ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี จาก สำนักงาน กศน. อำเภอปากพนัง โดย คุณสุรศักดิ์ อนันต์ ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอปากพนัง ได้พิจารณาว่าอาชีพการเลี้ยงปูเปี้ยวเป็นอาชีพที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน หมู่ที่ 6 บ้านเนินน้ำหัก ช่วยแก้ปัญหาการประกอบอาชีพของชุมชนได้

ผอ. สุรศักดิ์ จึงมอบหมายให้ คุณณภัทร อินนุพัฒน์ ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน และ คุณชุติกาญจน์ ชูเผือก ครู กศน. ตำบล เป็นผู้ประสานงานในการสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 12,000 บาท มาสมทบเป็นลูกพันธุ์ปู ในการปล่อยพันธุ์ลูกปู จะปล่อยครั้งละ 500 กิโลกรัม

อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ คุณบุษบา ณะแก้ว รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นำคณะนิเทศและติดตามผลการดำเนินงาน มาเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณไพโรจน์และสมาชิกกลุ่มปูเปี้ยว

คุณบุษบา กล่าวว่า การเลี้ยงปูเปี้ยวเป็นอาชีพที่น่าสนใจมาก เป็นการสร้างอาชีพที่ใช้ต้นทุนทรัพยากรเดิมที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า คุณไพโรจน์เป็นผู้ที่ใฝ่หาความรู้และประยุกต์ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่มาสร้างอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ประสบการณ์ในชีวิตสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่นได้ มุ่งมั่นในการแก้ปัญหาปากท้องของสมาชิกในชุมชน

“หากคนในชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ทะเลของท้องถิ่น ช่วยกันรักษาระบบนิเวศของธรรมชาติจะช่วยให้ปูเปี้ยวอยู่คู่กับพื้นที่ต่อไป และที่สำคัญกลุ่มเลี้ยงปูเปี้ยวสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน โดยมีชมรม หน่วยงาน ภาคส่วนต่างๆ มาช่วยสนับสนุนอีกทางหนึ่ง” คุณบุษบา กล่าวทิ้งท้าย

หากท่านใดสนใจสั่งซื้อปูเปี้ยวดองเค็มไปทำส้มตำ หลนปูเปี้ยว ยำปูเปี้ยว น้ำพริกปูเปี้ยว หรืออยากลองประกอบอาชีพเลี้ยงปูเปี้ยวเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ติดต่อสอบถามข้อมูลได้จาก คุณไพโรจน์ รัตนรัตน์ โทรศัพท์ (083) 642-1709

หรือหากเดินทางไปท่องเที่ยวแหลมตะลุมพุก ผ่านบ้านเนินน้ำหัก อย่าลืมแวะเยี่ยมชม ให้กำลังใจการเลี้ยงปูเปี้ยว ช่วยอนุรักษ์ปูพื้นบ้านให้อยู่คู่กับทะเลชายฝั่งตะวันออก และช่วยฟื้นฟูสภาพนากุ้งให้กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง

อย่าลืมนะคะ…

สัมภาษณ์พิเศษ “สุรพงษ์ จำจด” เลขาธิการ กศน. คนใหม่ เจาะ “แผนงานเด่น กศน. ปี 59”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

สัมภาษณ์พิเศษ “สุรพงษ์ จำจด” เลขาธิการ กศน. คนใหม่ เจาะ “แผนงานเด่น กศน. ปี 59”

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

กศน. ทั่วไทย

ในฉบับนี้ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน นำทีมผู้สื่อข่าวไปพูดคุยกับ “คุณสุรพงษ์ จำจด” เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เกี่ยวกับแผนงานและนโยบายต่างๆ ที่ กศน. นำมาใช้ในปี 2559 ซึ่งแต่ละประเด็นน่าสนใจติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นการใช้ “กศน. ตำบล” เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ นโยบายการจัด ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเพิ่มมิติการศึกษาชายแดนใต้ รวมทั้งโครงการอบรมอาชีพ “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่จังหวัดอุทัยธานี

ยุทธศาสตร์การทำงาน

ของ กศน. ใน ปี 2559

ยุทธศาสตร์แรก จะเน้นสร้างโอกาสความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ

ยุทธศาสตร์ที่สอง มุ่งสร้างอุดมการณ์รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ยุทธศาสตร์ที่สาม เป็นการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

ยุทธศาสตร์ที่สี่ พัฒนาการศึกษาในเขตพิเศษชายแดนภาคใต้

ยุทธศาสตร์ที่ห้า พัฒนา กศน. ตำบล ให้เป็นกลไกการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ภาคการปฏิบัติใช้ เนื่องจาก กศน. ตำบล เป็นกลุ่มที่ทำงานใกล้ชิดชุมชนที่สุด สามารถขับgคลื่อนการทำงาน สร้างการเรียนรู้ให้แก่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลดความเหลื่อมล้ำ

ทางการศึกษา?

กศน. มุ่งลดจำนวนผู้ไม่รู้หนังสือ โดยจะขับเคลื่อนให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานอาชีพพื้นฐาน เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ฯลฯ เพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบโลจิสติกส์ ระบบไอที ฯลฯ เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก กศน. จะส่งเสริมให้ชาวบ้านนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อพัฒนาต่อยอดอาชีพเดิม เพิ่มพูนรายได้ สินค้ามีคุณภาพที่ดีขึ้น และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดทั้งในประเทศ และส่งออก

เป้าหมายการสร้าง

อุดมการณ์รักชาติ

ประเทศไทย มีความเข้มแข็งได้ เพราะมีระบบสถาบันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข กศน. จึงมุ่งส่งเสริมให้กับประชาชน เกิดความรัก ความภูมิใจ และเทิดทูนในระบบสถาบัน ทั้งนี้ กศน. จะเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ ในลักษณะหมู่บ้านตามรอยพระยุคลบาท โดยมอบหมายให้ กศน. ตำบล กศน. อำเภอ และ กศน. จังหวัด ทุกแห่งไปสำรวจว่า ในท้องถิ่นของตัวเอง มีจุดใดบ้าง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ มาทรงงานด้านการพัฒนาที่ดิน การพัฒนาระบบชลประทาน ฯลฯ เพื่อจะเผยแพร่พระกรณียกิจดังกล่าวให้ชาวบ้านได้รับรู้ และตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ได้พระราชทานโครงการพระราชดำริเพื่อประโยชน์สุขแก่ชุมชนท้องถิ่น และส่งเสริมให้ชาวบ้านน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต

นโยบายการจัด

การเรียนรู้ทุกช่วงวัย?

กศน. จะมุ่งสร้างโอกาสการเรียนรู้ของประชาชนในทุกช่วงวัยต่างๆ เช่น กลุ่มผู้สูงวัย เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จึงส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่ม ตั้งชมรมผู้สูงอายุ เพื่อทำกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน หรือออกกำลังกายร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้สูงวัยจำนวนมาก ที่ยังมีศักยภาพในการทำงาน มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้าน จึงอยากดึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นวิทยากรอบรมความรู้ให้แก่ นักศึกษา กศน. และชาวบ้านในลำดับต่อไป

กศน. ตำบล ขับเคลื่อน

นโยบายไปสู่การปฏิบัติ?

ในปี 2559 กศน. กำหนดกรอบคิดการศึกษาตลอดชีวิต โดยใช้ กศน. ตำบล เป็นฐานการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ซึ่ง กศน. ตำบล จะทำหน้าที่สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง พัฒนายกระดับการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมรักการอ่าน สอนชาวบ้านให้ คิดเป็น รู้จักแสวงหาความรู้ มีจิตสาธารณะ

ขณะนี้ได้มอบหมายให้ กศน. ตำบล ทั่วประเทศ เร่งเก็บข้อมูลในท้องถิ่น เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีฐานข้อมูลที่ดีร่วมกันในการดูแลติดตามงานในชุมชนต่อไป กดข้อมูลคอมพิวเตอร์ ก็จะรู้ว่า กศน. ตำบลไหน ทำเรื่องอะไร มีกลุ่มผู้สูงอายุตรงไหน อบรมอาชีพเรื่องอะไร มีบ้านหนังสือชุมชนตรงไหน สำหรับโครงสร้างข้อมูลเหล่านี้จะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมาต่อไป จะก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานความร่วมมือระหว่าง กศน. กับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในโครงการต่างๆ จะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย

การสานต่อนโยบาย

หมู่บ้านรักการอ่าน?

เดิมใช้ชื่อโครงการ “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “บ้านหนังสือชุมชน” ซึ่งในหลักการ บ้านหนังสือชุมชน ไม่ได้เป็นของหน่วยงานราชการ แต่เป็นบ้านหนังสือของชาวบ้าน ที่เปิดมุมอ่านหนังสือฟรีหน้าบ้าน กศน. เล็งเห็นว่า กิจกรรมดังกล่าว ตอบโจทย์นโยบาย “ทศวรรษรักการอ่าน” ของภาครัฐบาล (ปี 2552-2561) จึงสนับสนุนหนังสือพิมพ์ และนิตยสาร แต่ประสบปัญหาหนังสือส่งไปไม่ถึงชุมชน จึงถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และถูกตัดงบประมาณส่วนนี้ไป อย่างไรก็ตาม กศน. จะยังคงเดินหน้าสานต่อนโยบายบ้านหนังสือชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2559 วางแผนจัดกิจกรรมระดมรับบริจาคหนังสือจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ เพื่อจัดหาหนังสือให้แก่ บ้านหนังสือชุมชนในอนาคต

นโยบายพัฒนาการศึกษา

ในเขตพิเศษชายแดนภาคใต้?

ปัจจุบัน สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นด้านการศึกษา ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ได้อย่างดี กศน. จะช่วยพัฒนาการศึกษาชายแดนใต้ในหลายมิติ เช่น การส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทย ส่งเสริมการยกระดับการศึกษา ให้เรียนต่อได้ในระดับที่สูงขึ้น เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีภูมิความรู้ที่ดีเพียงพอสำหรับนำไปใช้พัฒนาอาชีพได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน กศน. ก็ส่งเสริมกิจกรรมการเล่นกีฬาฟุตบอล เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติ

ทุกวันนี้ ครู กศน. ในพื้นที่ชายแดน.9h ทำงานเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยอยู่เยอะ แต่พวกเขาก็มีขวัญกำลังใจที่ดี เพราะครู กศน. ทุกคนทำงานด้วยความรัก ความจริงใจ พวกเขาทำงานใกล้ชิดกับชุมชน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับ กลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง การสร้างความเข้าใจที่ดีกับชาวบ้าน ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานให้น้อยลงในระดับหนึ่ง

โครงการอบรมอาชีพ

“ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์”

อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ

ที่ จังหวัดอุทัยธานี

ปัจจุบัน กศน. เดินหน้าสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้ชื่อ โครงการอบรมอาชีพ “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” จังหวัดอุทัยธานี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงต้องการช่วยเหลือชาวอุทัยธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ได้มีอาชีพ มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความผาสุก โครงการนี้นับเป็นความภูมิใจของชาว กศน. ทั้งประเทศ พวกเราตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อสนองงานพระองค์ท่าน และสร้างโอกาสที่ดีให้คนไทย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 10 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพ ชื่อว่า “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” (ชื่อผู้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน) ตั้งอยู่ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่ง สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการดังกล่าว ที่ผ่านมา ผมได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยม สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี และเข้าชมพื้นที่ก่อสร้างห้องสมุดเฉลิมราชฯ วัดท่าซุง พื้นที่ก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรจังหวัดอุทัยธานีแล้ว แม้การก่อสร้างอาคารยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี ได้จัดกิจกรรมพัฒนาอาชีพนำร่อง ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ตามพระราชดำริฯ ในพื้นที่ กศน. ครบทุกอำเภอ จำนวน 8 หลักสูตร ประกอบด้วย

1. หลักสูตร “ผลิตภัณฑ์เสื่อกกพารวยช่วยสร้างอาชีพ” จัดอบรมในพื้นที่ อำเภอทัพทัน

2. หลักสูตร “ตำนานอาหารคาวหวานบ้านท่าโพ” อบรมในพื้นที่ อำเภอหนองขาหย่าง

3. หลักสูตร “รวยด้วยปลาแรด” อบรมในพื้นที่ อำเภอเมืองอุทัยธานี

4. หลักสูตร “เรียนเรื่องกล้วย กล้วย ก็รวยได้” อบรมในพื้นที่ อำเภอห้วยคต

5. หลักสูตร “การปลูกพืชโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ” อบรมในพื้นที่ อำเภอสว่างอารมณ์

6. หลักสูตร “การปลูกทุเรียนเพื่อสร้างรายได้สู่ความยั่งยืน” อบรมในพื้นที่ อำเภอบ้านไร่

7. หลักสูตร “ข้าวสินเหล็กแก้จนคนหนองฉาง” อบรมในพื้นที่ อำเภอหนองฉาง

8. หลักสูตร “การปลูกข้าวหอมแดงอินทรีย์เพื่อวิถีชีวิตคนอุทัย” อบรมในพื้นที่ อำเภอลานสัก

สำหรับโครงการนำร่องอบรมอาชีพ จำนวน 8 หลักสูตร ในพื้นที่ 8 อำเภอ ของจังหวัดอุทัยธานี ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ เพราะมีผู้สนใจสมัครรับการอบรมอาชีพในรุ่นแรก รวมทั้งสิ้น 195 ราย ในปีหน้า กศน. ตั้งเป้าหมายปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน ทุกช่วงวัย ทั้งเด็ก เยาวชน รุ่นหนุ่มสาว ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน กศน. มุ่งมั่นทำงานสนองพระราชดำริให้ดีที่สุด โดยจะประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ตามพระราชดำริฯ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

เยือน…สวนไม้ดอก “ลุงวุฒิ” ที่ภูเรือ จังหวัดเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

เยือน…สวนไม้ดอก “ลุงวุฒิ” ที่ภูเรือ จังหวัดเลย

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เกษตรท่องเที่ยว

การตั้งตารอคอยของบรรดานักท่องเที่ยวเพื่อไปเยือนภูเรือ จังหวัดเลย ดินแดนที่หลายคนต้องการไปท้าลมหนาวกันซักครั้งในช่วงปลายปี!!

ความโดดเด่นและน่าสนใจของภูเรือ คงไม่เพียงการได้สัมผัสกับอุณหภูมิลดต่ำอย่างเดียว แต่ฤดูกาลแห่งความหนาวเย็นได้ปลุกให้ความสวยงามของไม้ดอก หลากหลายสายพันธุ์ต่างทยอยกันผลิบาน อวดสีสันแห่งพฤกษาให้ได้ยลโฉมกันมากมาย ตามสถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง

จึงนับเป็นอีกแรงดึงดูดเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้พากันมาเติมเต็มชีวิตด้วยสีสันแห่งดอกไม้ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและตามแหล่งปลูกดอกไม้เมืองหนาวที่เพาะปลูกไม้เหล่านั้น

ทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย” ซึ่ง นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ร่วมกับ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน หรือ มติชนอคาเดมี จัดขึ้น ในระหว่าง วันที่ 18-20 ธันวาคม 2558 ได้บรรจุโปรแกรมชมความงามของบรรดาไม้ดอกนานาพันธุ์ ทั้งชนิดไม้เมืองหนาวและไม้เมืองร้อน โดยทริปนี้ตั้งใจจะพาไปชมสวนไม้ดอกเลื่องชื่อที่โด่งดังบนภูเรือแล้วคงเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจาก “สวนลุงวุฒิ” เท่านั้น

สวนลุงวุฒิ เริ่มต้นมีชื่อเสียงมาจากความสวยงามของเหล่าสับปะรดสี ซึ่งเป็นพืชเมืองหนาว จึงเป็นที่มาของแรงจูงใจในการเพาะ-ขยายพันธุ์สับปะรดสีจำนวนมาก เพื่อไว้ขายในประเทศ

การจุดประกายเช่นนี้ จึงนำมาสู่การขับเคลื่อนเพื่อผลักดันการจัดงานไม้ดอกเมืองหนาว ที่อำเภอภูเรือขึ้นเป็นประจำทุกปี ทำให้อำเภอภูเรือเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ แล้วชาวบ้านโดยเฉพาะบ้านหนองบง ซึ่งเดิมทีมีอาชีพทำไร่นาก็หันมาปลูกไม้ดอกไม้ประดับขายเป็นอาชีพหลัก ฉะนั้น จึงไม่แปลกเมื่อเดินทางขึ้นบนภูเรือ มักจะพบเห็นร้านขายต้นไม้มากมายตามข้างทาง

สวนลุงวุฒิ ตั้งอยู่ เลขที่ 166 หมู่ที่ 4 ถนนเลย-ด่านซ้าย บ้านหนองเสือคราง ตำบลหนองบัว อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เป็นแหล่งพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับชนิดต่างๆ ขึ้นมามากมาย เช่น การปลูกกล้วยไม้เมืองหนาว ซิมบิเดียม ออนซีเดียม ไม้ใบชนิดต่างๆ

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีการเพาะพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ ไว้จำนวน 100 กว่าชนิด โดยจะมีพันธุ์ไม้ตามฤดูกาลและพันธุ์ไม้หลักไว้มากมายในพื้นที่ภายในพื้นที่ของหมู่บ้านหนองบง ตำบลหนองบัว อำเภอภูเรือ ประมาณ 10 ไร่ แล้วยังได้ขยายพื้นที่ออกเป็น 300 ไร่เศษ เพื่อสำหรับใช้เป็นแปลงปลูกไม้ผลอีกหลายชนิด ได้แก่ ลำไย มะคาเดเมียนัท ลิ้นจี่ แก้วมังกร ฯลฯ

ปัจจุบัน ภายในสวนลุงวุฒิมีการกำหนดพื้นที่โรงเรือนแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก โดยส่วนแรกอยู่ด้านหน้า เป็นโรงเรือนสร้างขึ้นเพื่อรองรับจำนวนพันธุ์ไม้ทุกชนิด พร้อมกับเปิดจำหน่ายด้วย ส่วนโรงเรือนด้านใน จะจัดเป็นแหล่งเพาะ-ขยายพันธุ์ไม้ ซึ่งมีโรงเรือนอยู่ประมาณ 10 กว่าโรงเรือน

ที่สวนลุงวุฒิ มีการเพาะพันธุ์ไม้ดอกที่มีชื่อเสียงโด่งดังไว้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น กล้วยไม้เมืองหนาว-เมืองร้อนหลากหลายชนิด เช่น คัทลียา ออนซีเดียม รองเท้านารี เอื้องปากนกแก้ว นอบิเล่ หวายนานาชนิด เป็นต้น แล้วยังมีอาซาเลีย หรือกุหลาบพันปี ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้นำเข้าจากฮอลแลนด์ มีทั้งดอกซ้อนและดอกชั้นเดียว มีสีสันสวยงามมาก

นอกจากนั้นแล้ว ยังได้พบกับกุหลาบหินหลากหลายสี อย่าง สีม่วง แดง เหลือง ส้ม ขาว ชมพู เป็นต้น หรือแม้แต่ต้นคริสต์มาส ซึ่งมีทั้งพันธุ์ธรรมดาและพันธุ์แคระ

สับปะรดสี ซึ่งถือเป็นพันธุ์ไม้ชนิดแรกที่นำมาปลูก และเป็นที่รู้จักกันดี อย่าง สกุลกุซแมเนีย สกุลเอคเมีย สกุลนีโอเรเจลยา สกุลทิลแลนด์เซีย และสกุลรีซี

ไม่เพียงเท่านั้น ยังจะได้พบเจอกับไม้ใบประดับชนิดต่างๆ เช่น บีโกเนีย พันธุ์สีแดงของญี่ปุ่น พันธุ์ลาย พันธุ์ใบสีเงิน ฯลฯ, สับปะรดรากอากาศ เป็นพืชที่ไม่ต้องปลูก เพียงวางไว้เฉยๆ โดยไม่ต้องใส่กระถาง, ไม้แขวนต่างๆ เช่น ลิปสติกสีเหลือง แดง ส้ม ชมพู ม่วง เป็นต้น

หรือ ซิมบิเดียม ซึ่งเป็นกล้วยไม้ดินจากฮอลแลนด์ ที่มีดอกใหญ่สวยงามมาก คัทลียา มีทั้งพันธุ์ดอกใหญ่ ดอกกลาง และดอกแคระ, หม้อข้าวหม้อแกงลิง พันธุ์ฮอลแลนด์หลายสี เช่น ลูกชมพู แดง ลาย ทั้งลูกเล็ก ลูกใหญ่ เป็นต้น

สวนลุงวุฒิ เป็นแหล่งไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว ตลอดจนผู้ค้าไม้ดอกไม้ประดับจากหลายแห่ง ทั้งนี้สามารถเข้าชมได้ทั้งเป็นรายบุคคลหรือหมู่คณะ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แล้วถ้าเกิดถูกใจพันธุ์ไม้ชนิดใด เลือกซื้อได้ในราคาไม่แพง ฉะนั้น สำหรับแฟนพันธุ์แท้ไม้ดอกแล้ว น่าจะเป็นอีกรายการที่ถูกใจ

นอกจากความสวยงามจากเหล่าพันธุ์ไม้ของสวนลุงวุฒิแล้ว ยังมีโปรแกรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ของโปรแกรม ทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย” จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเล่มนี้อย่างต่อเนื่อง แล้วรีบสำรองที่นั่งด่วน เพราะโปรแกรมดีๆ อย่างนี้ ถ้าพลาดแล้วจะเสียดาย..

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ด้วยต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ลดต้นทุนด้วยการผสมปุ๋ยใช้เอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ด้วยต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ลดต้นทุนด้วยการผสมปุ๋ยใช้เอง

คุณคำลา สีเหลือบ บ้านเลขที่ 38/1 หมู่ที่ 1 ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (089) 704-0397 เป็นเกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งที่เริ่มปลูกมาได้ 1 ปี ซึ่งถือเป็นพืชใหม่สำหรับตนเอง เพราะตนเองและครอบครัวปลูกข้าว ข้าวโพด มันเทศ พืชล้มลุกต่างๆ แต่จากที่ได้มีโอกาสพูดคุยและไปเห็นแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งของเพื่อนเกษตรกร ว่าปลูกแล้วสามารถเก็บเกี่ยวได้นาน 5-7 ปี มีรายได้ที่น่าสนใจ

จึงตัดสินใจแบ่งพื้นที่ทางการเกษตร จำนวน 3 ไร่ มาปลูกหน่อไม้ฝรั่ง โดยเลือกปลูกด้วยต้นหน่อไม้ฝรั่งอยู่ 2 แบบ คือ

แบบแรก ต้นหน่อไม้ฝรั่งแบบต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ตนเองเดินทางไปซื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ ในราคา 23 บาท ต่อต้น ซื้อมา จำนวน 3,000 ต้น ตอนได้มาเป็นต้นที่มีขนาดเล็กมาก ก็ต้องมาเลี้ยงอนุบาลต่อให้ต้นมีขนาดใหญ่แข็งแรงอีกราว 3 เดือน จึงจะเริ่มย้ายปลูกลงแปลงได้ โดยต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3,000 ต้น ลงปลูกในแปลงได้ 1.5 ไร่

แบบที่สองคือ ซื้อเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาเพาะกล้าเอง ซื้อจากเพื่อนเกษตรกรที่อำเภอหล่มเก่า เมล็ด 100 กรัม หรือ 1 ขีด ราคา 600 บาท คุณคำลา ได้ซื้อเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาเพาะกล้า จำนวน 1 กิโลกรัม เพราะต้องเพาะเมล็ดไว้เผื่อเลือกเผื่อซ่อม โดยเลือกต้นหน่อไม้ฝรั่งที่ดีที่สุดย้ายปลูกลงแปลง (โดยเกษตรกรบางท่านก็จะใช้เวลาว่างเก็บเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งในไร่เพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เป็นรายได้เสริม) อย่างเมล็ดก็ต้องเลี้ยงกล้าให้ได้สัก 8 เดือน จึงจะย้ายปลูกลงแปลงได้

การให้ผลผลิตก็มีข้อแตกต่างกัน อย่างต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดนั้น หลังปลูกลงดินไปแล้ว 8-12 เดือน ก็จะเริ่มมีหน่อให้ได้เก็บบ้างแล้ว แต่จะเป็นหน่อเกรดเล็ก หรือเรียกกันว่าหน่อเกรดซี (C) ในช่วงแรก ซึ่งเป็นธรรมดาของต้นหน่อไม้ฝรั่งที่อายุต้นยังน้อย แต่ถ้าต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อย่างน้อยต้องให้มีอายุต้น 1 ปีขึ้นไป จึงจะเพิ่มผลผลิต ซึ่งการให้ผลผลิตจะช้ากว่าต้นเพาะเมล็ด แต่ในระยะยาวต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะให้หน่อที่มีขนาดใหญ่หรือเป็นหน่อเกรดเอ ค่อนข้างสูงกว่าต้นเพาะเมล็ด

การเตรียมแปลงปลูก

คุณคำลา เล่าว่า ตนเองเลือกปลูกหน่อไม้ฝรั่ง แบบ 2 แถว ต่อแปลง หรือแถวคู่ โดยใช้ระยะปลูก 50×50 เซนติเมตร โดยแปลงปลูกกว้าง 1.20 เมตร เพราะต้องการให้ได้จำนวนต้นที่มากกว่าการปลูกแถวเดี่ยวที่เพื่อนเกษตรกรด้วยกันปลูกมาก่อนหน้านี้

การเตรียมแปลง เหมือนการปลูกผักทั่วไป โดยไถปรับที่ ยกแปลงปลูกให้สูงสัก 25-30 เซนติเมตร เพื่อให้รากมีพื้นที่เจริญเติบโตและที่สำคัญคือการระบายน้ำที่ดี นิสัยของหน่อไม้ฝรั่งชอบน้ำชอบความชื้น แต่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ เมื่อเตรียมแปลงเสร็จก็วัดระยะปลูกขุดหลุมไว้รอก่อนจะนำกล้าหน่อไม้ฝรั่งมาปลูก

จากนั้นก็ต้องวางระบบน้ำให้เรียบร้อยเสียก่อน ก่อนที่จะย้ายกล้าลงปลูก โดยการวางระบบน้ำก็ประยุกต์มาจากการไปดูงานเพื่อนเกษตรกรแล้วนำมาปรับปรุง คือวางสายระบบน้ำ 2 เส้น ยกลอยสูงจากพื้น โดยเส้นล่างสุดเป็นสายที่ไว้ให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำแบบน้ำหยด ส่วนเส้นที่สอง ที่อยู่สูงจากพื้นขึ้นไปราว 50 เซนติเมตร จะเป็นสายที่ไว้สำหรับการให้น้ำเพียงอย่างเดียว

สาเหตุที่แยกสายการให้น้ำและให้ปุ๋ยออกจากกัน เพื่อลดปัญหาการอุดตันของหัวน้ำ โดยเฉพาะสายที่ให้ปุ๋ย ที่อาจจะมีตะกอน เพราะเราจะใช้ปุ๋ยเคมีแบบเม็ดคนละลายน้ำทิ้งไว้ 1 คืน ให้ปุ๋ยเคมีได้แยกชั้นและดูดเอาเฉพาะน้ำปุ๋ยใสๆ ที่อยู่ด้านบนให้ผ่านระบบน้ำไป

เมื่อระบบน้ำพร้อมก็ย้ายกล้าหน่อไม้ฝรั่งปลูกลงแปลง เลี้ยงด้วยน้ำด้วยปุ๋ยให้ต้นกล้าแกร่งแข็งแรง ระบบรากเดินดี เลี้ยงราวๆ 6 เดือน ก็จะค่อยพรวนดินไปตามความยาวของแปลงแล้วใส่อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก

ช่วงเลี้ยงต้นก็ต้องตอกหลักแล้วขึงเชือกไนลอนขนาบต้นหน่อไม้ฝรั่งไม่ให้โค่นล้ม อย่างต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะให้ผลผลิตเร็วกว่า หลังย้ายกล้าปลูกได้ราว 8 เดือน ก็จะเตรียมความพร้อม คือตัดแต่งต้นที่สวยสมบูรณ์ได้ 3-4 ต้น ต่อกอ แล้วใช้จอบสับดินตามข้างๆ แปลง ยาวไปตลอดแปลงปลูก โดยจะไม่ไปพรวนโดนโคนต้นเด็ดขาด

จากนั้นก็จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ปุ๋ยคอกเก่า แล้วโรยทับด้วยแกลบดิบ หลังจากนั้นอีกสัก 7 วัน ก็จะเริ่มให้ปุ๋ยเคมีผ่านน้ำ โดยปุ๋ยก็จะเน้นสูตรเสมอ หรือปุ๋ยที่มีตัวหน้า (N) สูง ตามความเหมาะสม

คุณคำลา เล่าว่า ตนเองจะผสมปุ๋ยใช้เอง โดยใช้แม่ปุ๋ย คือการนำแม่ปุ๋ย สูตร 18-46-0, สูตร 46-0-0 และ สูตร 0-0-60 มาผสมให้เข้ากันตามตารางผสมปุ๋ย ที่กรมวิชาการเกษตรจัดทำขึ้น และสามารถผสมได้ทุกสูตรที่มีขายในท้องตลาด ดังในตารางสำเร็จรูปในการผสมปุ๋ยไว้ใช้เอง

ผสมปุ๋ยใช้เอง ลดต้นทุนอย่างมาก

วิธีการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำของคุณคำลา จะใช้ปุ๋ยเคมี 3 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร พื้นที่ 3 ไร่ จะผสมปุ๋ย 15 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร โดยปุ๋ยจะต้องคนให้ละลายทิ้งไว้ 1 คืน เช้าขึ้นมาก็จะดูดเอาน้ำปุ๋ยใสๆ ให้ผ่านระบบน้ำ จะให้ปุ๋ยแบบนี้ทุกๆ 10 วัน

หลังการตัดแต่งกอ พรวนดินบำรุงด้วยปุ๋ย ราวๆ 1 เดือน ต้นหน่อไม้ฝรั่งก็จะเริ่มให้ผลผลิตได้เก็บต่อเนื่องราว 2 เดือน จากนั้นก็จะทำแบบเดิม คือพักต้น ตัดแต่งต้น พรวนดิน ใส่ปุ๋ยและใส่แกลบดิบต่อเหมือนเช่นเดิม

การให้น้ำ

ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ผลผลิตจะมีคุณภาพดี ช่วงย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก ควรให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ทุกวันหรือวันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพดิน อุณหภูมิ ฝน แปลงที่มีความชื้นสูงก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ

การให้น้ำในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตต้องให้ทุกวัน พอหน้าดินชื้น และถ้าเป็นไปได้ไม่ควรให้ตอนเย็น จะทำให้เกิดโรคระบาดได้ การให้น้ำในพื้นที่ดอน ระบบสปริงเกลอร์จะช่วยชะล้างโรคและแมลงบางชนิดได้ เช่น เพลี้ยไฟ เป็นต้น

หน่อไม้ฝรั่งทนแล้งได้พอสมควร แต่ถ้าขาดน้ำหรือให้น้ำไม่สม่ำเสมอ มีผลให้ปริมาณผลผลิตลดลงอย่างมาก และคุณภาพหน่อไม้ฝรั่งไม่ดี ควรมีการให้น้ำทุกวัน ทั้งนี้ปริมาณน้ำที่ให้และระยะเวลาที่ให้น้ำขึ้นอยู่กับ วิธีการให้น้ำ สภาพแวดล้อม (ชนิดดิน อุณหภูมิของอากาศ ความชื้นในอากาศ)

หน่อไม้ฝรั่งชอบให้หน้าดินชื้น แต่ไม่ชอบให้หน้าดินแฉะและมีน้ำขัง พื้นที่ปลูกเป็นดินเหนียวผลผลิตจะไม่ดีเท่ากับพื้นที่ปลูกที่เป็นดินร่วน

หลักการให้น้ำ ควรให้ผิวหน้าดินชื้น แต่อย่าให้จนดินแฉะ เพราะถ้าแปลงปลูกเป็นดินเหนียว จะทำให้ปริมาณผลผลิตของหน่อไม้ฝรั่งลดลง หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตดี

หน่อไม้ฝรั่งที่ได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอจะมีคุณภาพของหน่อไม่ดี โดยจะมีเส้นใย (ไฟเบอร์) มาก หน่อจะเหนียว ทำให้คุณภาพในการบริโภคด้อยลง

การพักต้น

หลังจากเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ได้ 2 เดือน ต้นหน่อไม้ฝรั่งเริ่มโทรม ผลผลิตจะลดลงตามลำดับ จำเป็นต้องพักต้นหรือบำรุงต้นใหม่ 1 เดือน ให้ต้นหน่อไม้ฝรั่งได้สะสมอาหารแล้วพร้อมให้ผลผลิตได้เก็บต่ออีก 2 เดือน แล้วก็จะพักต้นต่อ ทำแบบนี้เรื่อยไปทั้งปี

การพักต้นนั้น คุณคำลา อธิบายว่า ตนเองจะเริ่มจากการ จะหยุดเก็บหน่อล่วงหน้า 3 วัน แล้วดูว่าหน่อไหนสวย ต้นใหญ่สมบูรณ์ก็จะเก็บเอาไว้เป็นต้นแม่ ต้นที่เหลือจากการคัดให้ตัดแต่งต้นโดยการถอนทิ้ง เช่น ต้นที่เหลืองและโทรมมีโรคแมลงรบกวนให้ถอนทิ้งไป จะคัดเลือกต้นใหญ่ที่แข็งแรงไว้เพียง 3-5 ต้น ต่อกอ เท่านั้น เพื่อเลี้ยงไว้เป็นต้นแม่ จากนั้นจะพรวนดิน

การพรวนดิน จะพรวนดินไปตามความยาวของแปลงปลูก ไม่ควรพรวนรอบโคนต้นหน่อไม้ฝรั่ง พรวนเพื่อให้ดินเกิดช่องว่าง เพื่อเราจะเติมแกลบและปุ๋ยต่างๆ จะได้แทรกลงในช่องว่างที่ได้พรวนเอาไว้ ทำให้ดินร่วนซุย

อีกอย่างการที่เกษตรกรเข้าไปทำงานในแปลงโดยตลอด การถอน การเก็บเกี่ยวผลผลิต สภาพดินในแปลงจะยุบตัวลงมา รากหน่อจะตื้น รวมถึงการดึงเอาแร่ธาตุในดินไปใช้ หลังการพรวนดินเกษตรกรจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพิ่มธาตุอาหารในดิน พร้อมกับพูนดินกลบโคนต้นทุกครั้งเพื่อให้หน่อที่เกิดขึ้นมาใหม่มีความสมบูรณ์

การใส่ปุ๋ย คุณคำลา จะใส่ปุ๋ยเคมีที่ผสม เป็นสูตรเสมอ 15-15-15 นำปุ๋ยไปหว่านโรยบนหลังร่องให้ทั่ว จากนั้นก็จะใส่แกลบดิบเพื่อเป็นการคลุมแปลงปรับสภาพให้แปลงร่วนซุย ให้หน่อไม้ฝรั่งแทงหน่อได้ง่าย ใส่ปุ๋ยเสร็จใส่แกลบทับก็จะให้น้ำเพื่อให้ปุ๋ยได้ละลาย หรือจะให้ปุ๋ยไปทางระบบน้ำก็ได้

สะเดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

สะเดา

สะเดา เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัด คือ อุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดัง โค กระบือ แต่ละท่อนของคำขวัญ มีความหมายดังนี้ คือ

อุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระชนกในรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี มีพระนามเดิมว่า ทองดี เกิดที่บ้านสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี หรือ จังหวัดอุทัยธานีในปัจจุบัน ต่อมาย้ายไปรับราชการที่กรุงศรีอยุธยา และสมรสกับหญิงสาวชาวจีน ชื่อ หยก มีบุตรธิดา รวม 5 คน บุตรชาย คนที่ 4 ชื่อ “ทองด้วง” ภายหลังได้สถาปนาเป็น “พระเจ้าแผ่นดิน” หรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และบุตรชาย คนที่ 5 ชื่อ บุญมา ต่อมาได้เป็นสมเด็จกรมพระยาบวรมหาสุรสิงหนาท

ปลาแรดรสดี ปลาแรดที่เลี้ยงในกระชัง ในแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี เป็นปลาแรดที่อร่อยที่สุดในประเทศ เพราะเนื้อแน่น นุ่ม หวาน และไม่มีกลิ่นโคลน ปัจจุบัน มีการเลี้ยงปลาแรดทั้งในกระชังในแม่น้ำสะแกกรัง และเลี้ยงในบ่อดิน แต่ปลาแรดที่เลี้ยงในกระชังจะมีราคาแพงกว่าปลาแรดที่เลี้ยงในบ่อดิน เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภคมากกว่า

ประเพณีเทโว ประเพณีตักบาตรเทโว หรือวันพระเจ้าเปิดโลก ที่วัดสังกัสรัตนคีรี บริเวณเขาสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เป็นประเพณีสำคัญในวันออกพรรษาของชาวอุทัยธานีและจังหวัดใกล้เคียง จัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี การตักบาตรเทโวเป็นภาพจำลองดั่งครั้งพุทธกาล พระสงฆ์ทุกรูปที่จำพรรษาในเขตอำเภอเมือง จะออกรับบิณฑบาต โดยมีประชาชนรอตักบาตรข้าวสารและข้าวต้มลูกโยนอยู่เชิงบันได บริเวณลานวัดสังกัสรัตนคีรี

ส้มโอบ้านน้ำตก บ้านน้ำตก หมู่ที่ 1 ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมือง เป็นแหล่งปลูกส้มโอพันธุ์ขาวอุทัย ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของจังหวัด มีรสชาติดี เนื้อละเอียดแบบเนื้อกุ้ง นิ่ม และแห้ง ทั้งยังมีเปลือกบางและเมล็ดน้อย เคยมีการปลูกส้มโอพันธุ์ขาวอุทัยกันมากที่บ้านน้ำตก เนื่องจากมีพื้นที่ติดแม่น้ำสะแกกรังและดินอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันมีการปลูกน้อยลง เพราะทุก 7-8 ปี แม่น้ำสะแกกรังจะเอ่อล้นท่วมใหญ่ครั้งหนึ่ง และกินเวลานานเป็นเดือนๆ ทำให้ส้มโอล้มตายหมด

มรดกโลกห้วยขาแข้ง เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตก ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ครอบคลุมพื้นที่ อำเภอลานสัก อำเภอห้วยคต อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี และ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารหลายสาย รวมทั้งมีความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์นานาชนิด ภายในมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ อนุสรณ์สถาน สืบ นาคะเสถียร

แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง แม่น้ำสะแกกรัง มีต้นกำเนิดจากยอดเขาโมโจกู ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร มีชื่อเรียกต่างกันตามท้องถิ่นที่แม่น้ำไหลผ่าน เช่น คลองแม่เร่-แม่วงก์ แม่น้ำตากแดด ส่วนที่เรียกว่าแม่น้ำสะแกกรัง เริ่มจากตอนปลายของแม่น้ำตากแดดที่ไหลมาบรรจบกับปากคลองขุมทรัพย์ หรือปากคลองอีเติ่ง ที่บ้านจักษา อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี และไหลผ่านตัวเมืองอุทัยธานี ไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อำเภอมโนรมย์ เหตุที่ได้ชื่อว่าแม่น้ำสะแกกรัง เพราะกลางหมู่บ้านที่แม่น้ำไหลผ่านมีต้นสะแกใหญ่ต้นหนึ่ง จึงได้ชื่อว่า บ้านสะแกกลาง และกลายเป็นสะแกกรังในที่สุด

ตลาดนัดดัง โค กระบือ เป็นตลาดนัดซื้อ-ขาย วัว-ควาย ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ อยู่ที่อำเภอทัพทัน มีการซื้อ-ขาย เฉพาะวันพุธและวันอาทิตย์เท่านั้น ในแต่ละนัดมีพ่อค้า แม่ค้า จำนวนมาก ขับรถขนวัว-ควายมาขายกันตั้งแต่เช้ามืดไปจนถึงเวลาประมาณ 11 โมงเช้า เมื่อซื้อ-ขายกันแล้ว หากต้องเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัด ก็ต้องพาวัว-ควายไปตรวจโรคกับปศุสัตว์จังหวัด ซึ่งเปิดให้บริการอยู่ด้านข้างตลาดนัด ชาวอุทัยธานีมีความภาคภูมิใจกับสิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นเป็นอันมาก แต่ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นสะเดา” ซึ่งเป็นต้นไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดอุทัยธานี ต่อไปนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับต้นสะเดา

ชื่ออื่น : สะเลียม (ภาคเหนือ) กะเดา (ภาคใต้) จะตัง สะเดาบ้าน เดา ไม้เดา กาเดา ควินิน

ชื่อสามัญ : Siamese neem tree, Nim, Margosa, Quinine, Holy tree, Indian Margosa tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Azadirachta indica A. Juss. var. siamensis Valeton

ชื่อวงศ์ : MELIACEAE

ถิ่นกำเนิด : พบขึ้นได้ทั่วไปตามป่าแล้งในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน ศรีลังกา และประเทศไทย

ข้อมูลทั่วไป :

ถ้าจะถามว่า ผักรสขม มีอะไรบ้าง ชื่อแรกที่แทบทุกคนจะนึกถึงคือ “สะเดา” ทุกคนรู้จักคุ้นเคยกับสะเดาเป็นอย่างดี และถือว่าเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ดังนั้น สะเดาเทียมหรือสะเดาช้าง จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดสงขลา และสะเดา หรือสะเดาไทยที่กำลังพูดถึงกันในขณะนี้ พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดอุทัยธานี

สะเดา เป็นพืชผักที่มีรสขมอันแสนเป็นเอกลักษณ์ แต่ในขณะเดียวกัน สะเดาก็เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ที่มากล้นด้วยเช่นกัน คือรวมทุกสิ่งพร้อมเสร็จสรรพในต้น เป็นทั้งสมุนไพร อาหาร และเป็นไม้ใช้สอย ทำที่อยู่อาศัย ถ้าสะเดา อายุ 20 ปี เนื้อไม้จะแกร่งเหมือนไม้แดง ไม้ประดู่ แก่นมีสีสวย ใช้ทำไม้พื้น ทำเฟอร์นิเจอร์ มอดไม่กิน และคุณสมบัติเด่นอีกประการหนึ่งคือ เป็นแปรงและยาสีฟันอย่างดี

สะเดา ปลูกง่าย โตเร็ว ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี โดยทั่วไปสะเดาแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ สะเดาอินเดีย สะเดาไทย และสะเดาช้าง แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในด้านลักษณะทางกายภาพ แต่โดยภาพรวมแล้ว ไม่ว่าจะกินชนิดไหน ก็คงได้รับคุณประโยชน์อย่างท่วมท้นไม่แตกต่างกัน

สะเดา ถือเป็นพืชสมุนไพรที่เด่นในเรื่องของการไล่แมลง ทำยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีไล่แมลง ส่วนใหญ่ต้องมีสะเดาเป็นส่วนประกอบด้วยเสมอ ใบ และเมล็ดของสะเดามาสกัดกับแอลกอฮอล์และน้ำ จะได้สารสกัดที่เรียกว่า อะซาดิแรคติน (Azadirachtin) ซึ่งเป็นสารที่ปลอดภัยต่อมนุษย์ และมีคุณสมบัติไล่แมลง ทำให้แมลงไม่ชอบกินอาหาร ยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง ทำให้หนอนไม่ลอกคราบ หนอนตายในระยะลอกคราบ

สะเดา ประโยชน์เหลือหลายจริงๆ ปลูกไว้ในบริเวณบ้านแค่ต้นเดียว รับรองว่าได้ประโยชน์คุ้ม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร เปลือกต้นแตกเป็นร่องลึกตามยาว ยอดอ่อนสีน้ำตาลแดง สะเดาของไทยใบจะโตกว่าสะเดาอินเดียเล็กน้อย

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับรูปใบหอก โคนใบมนไม่เท่ากัน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบเรียบ สีเขียวเป็นมัน

ดอก มีสีขาวนวล ดูโดดเด่นสะดุดตา ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ กลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะคล้ายช้อนแคบ มีกลิ่นหอม

ผล รูปทรงรี ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว สุกเป็นสีเหลืองส้ม มีเมล็ดเดียว รูปรี

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด หรือขุดหน่อที่แตกจากรากไปปลูก

นิเวศวิทยา สำหรับในประเทศไทย จะมีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ตามธรรมชาติ ตามป่าเบญจพรรณแล้ง และป่าแดงทั่วประเทศ

สรรพคุณทางสมุนไพร :

เปลือกต้น แก้ไข้ เจริญอาหาร แก้ท้องเดิน บิด มูกเลือด เปลือกต้น ใบ เป็นยาเจริญอาหาร ยาสมาน เป็นยารักษาโรคผิวหนัง กระพี้ แก้ถุงน้ำดีอักเสบ แก่น แก้อาเจียน ขับเสมหะ ยางจากเปลือกต้น เป็นยากระตุ้น ดับพิษร้อน

ใบ เป็นยาฟอกฝี ใบอ่อน และดอก เป็นยาช่วยเจริญอาหาร และช่วยย่อยอาหาร ก้านใบ แก้ไข้ ทำยารักษาไข้มาลาเรีย

ดอก ยอดอ่อน แก้พิษโลหิต กำเดา บำรุงธาตุ ขับลม

ผล ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ และยาระบาย แก้โรคหัวใจเดินผิดปกติ ผลอ่อน ใช้ถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวง และปัสสาวะพิการ

ราก แก้ลม เสมหะ ที่แน่นในทรวงอกและจุกคอ เปลือกราก เป็นยาฝาดสมาน แก้ไข้ ทำให้อาเจียน แก้โรคผิวหนัง น้ำมันจากเมล็ด ใช้รักษาโรคผิวหนังและยาฆ่าแมลง

ประโยชน์อื่น ยอดอ่อนและดอกอ่อน กินสดหรือลวกกินกับน้ำพริก ใบ และผล ใช้เป็นยาฆ่าแมลง ใบ นำไปหมักใช้ทำน้ำหมักพ่นไล่แมลง กิ่งอ่อน เคี้ยว ทำให้ฟันและเหงือกสะอาด แข็งแรง

พฤกษาบรรดาพุทธองค์ ทรงประทับ สดับโพธิ์พฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05031151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาบรรดาพุทธองค์ ทรงประทับ สดับโพธิ์พฤกษ์

“พระพุทธเจ้าทรงผจญมาร ณ โคนโพธิ์พฤกษ์

ถึงความเป็นผู้เลิศ

ทรงบันเทิงอยู่ในอภิเษกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ให้เกิดความยินดีแก่ชนชาวศากยะ

พระองค์ทรงชนะมาร ณ อปราชิตบัลลังก์

เหนือใบบัว คือ ปฐพี อันเป็นประธาน ฉันใด

ขอท่านจงเป็นผู้ชนะ (มาร) ฉันนั้นเถิด”

จาก…คำแปล บทบาลีคาถา ที่จารึกไว้ใต้ “พระแท่นวัชรอาสน์”

อนุสรณ์ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และในอนาคต พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงมีต้นโพธิ์ หรือต้นไม้เป็นที่ประทับตรัสรู้ เป็นต้นไม้ประจำทุกพระองค์ ดังคำกล่าวที่ว่า “พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ณ ควงต้นไม้ใด ต้นไม้นั้นเรียกว่า โพธิ์พฤกษ์ หรือ ต้นโพธิ์”

ปักษ์ที่ผ่านมาได้เขียนถึง ต้นโพธิ์ ศรีมหาโพธิ ซึ่งเป็นที่ประทับตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า “พระพุทธโคดม” ชาวโลกขนานนามต้นพระศรีมหาโพธิว่า “อัสสัตถพฤกษ์” ประดิษฐานอยู่ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา และมีวัดพุทธนานาชาติเรียงรายอยู่โดยรอบ เป็นที่ปฏิบัติธรรมของเหล่าศาสนิกศรัทธา

ต้นโพธิ์ ถือเป็น 1 ใน “สหชาติ” คือเกิดขึ้นในวันเดียวกับพระพุทธเจ้า จาก 7 สิ่ง จึงจัดเป็นความสำคัญที่เกี่ยวข้องและต้องกล่าวถึง เมื่อกล่าวถึงพระพุทธประวัติ หรืออาราธนามุทิตาจิตถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เปรียบเสมือนเจดีย์ที่ควรแก่การเคารพสักการะ ดังนั้น การเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของต้นพระศรีมหาโพธิ อันเป็นต้นไม้ประจำพระพุทธองค์ จึงถือเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอีกด้านหนึ่งด้วย

จากที่เคยกล่าวถึงหนังสือ “ต้นไม้ประจำพระพุทธองค์” ซึ่งรวบรวมโดย พระมหา ดร. ประมวล ฐานทัตโต (บุลาลม) และจัดพิมพ์โดย กองทุนบุญนิธิหลวงพ่อองค์ดำ ร่วมกับ สมาคมพุทธไทย และกองทุนปลูกรากแก้วศาสนทายาท วัดพระราม 9 เพื่อแจกเป็นธรรมทาน ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ได้กล่าวถึงเรื่องราวของพระพุทธเจ้า และต้นไม้ที่พระพุทธองค์ทรงประทับไว้ทั้งอดีตและอนาคต ทำให้ได้ทราบว่า พระพุทธเจ้าที่เราได้เรียนรู้จากพุทธประวัตินั้น ตามตำราพระพุทธศาสนามิได้มีเพียงพระพุทธองค์ที่เรารู้จักในบทเรียนเท่านั้น มีคัมภีร์วงศ์กล่าวไว้ว่า มีพระพุทธเจ้า ถึง 28 พระองค์ ดังปรากฏในหนังสือที่ได้กล่าวมานี้

คัมภีร์พุทธวงศ์ ว่าด้วยประวัติพระพุทธเจ้าทั้งหมด 28 พระองค์ เริ่มจากพระพุทธเจ้า พระนามว่า ทีปังกร จนถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ความจริงยังปรากฏพระนามของพระพุทธเจ้า อีก 3 พระองค์ ในพุทธปกิณณกกัณฑ์ คือ พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระเมธังกรพุทธเจ้า และพระสรณังกรพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้า ทั้ง 3 พระองค์นี้ เสด็จอุบัติขึ้นในกัปเดียวกันกับพระทีปังกรพุทธเจ้า แต่เพราะมิได้เป็นบุญเขตของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้ พระองค์จึงไม่ทรงเล่าพระประวัติพระพุทธเจ้า ทั้ง 3 พระองค์ ไว้ในพุทธวงศ์

พระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ ทรงมีต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ หรือ โพธิ์พฤกษ์ ที่แตกต่างกัน เป็นต้นไม้ประจำพระองค์ ดังมีรายชื่อต่อไปนี้

1. พระตัณหังกรพุทธเจ้า มีต้นสัตบรรณ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

2. พระเมธังกรพุทธเจ้า มีต้นทองกวาว เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

3. พระสรณังกรพุทธเจ้า มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

4. พระทีปังกรพุทธเจ้า มีต้นไม้เลียบ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

5. พระโกณฑัญญพุทธเจ้า มีต้นขานาง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

6. พระมังคลพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

7. พระสุมนพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

8. พระเรวัติพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

9. พระโสภิตพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

10. พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า มีต้นรกฟ้า เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

11. พระปทุมพุทธเจ้า มีต้นอ้อยช้างใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

12. พระนารทพุทธเจ้า มีต้นอ้อยช้างใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

13. พระปทุมุตตรพุทธเจ้า มีต้นสน เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

14. พระสุเมธพุทธเจ้า มีต้นสะเดา เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

15. พระสุชาตพุทธเจ้า มีต้นไผ่ใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

16. พระปียทัสสีพุทธเจ้า มีต้นกุ่ม เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

17. พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า มีต้นจำปา เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

18. พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า มีต้นมะกล่ำหลวง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

19. พระสิทธัตถพุทธเจ้า มีต้นกรรณิการ์ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

20. พระติสสพุทธเจ้า มีต้นประดู่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

21. พระปุสสพุทธเจ้า มีต้นมะขามป้อม เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

22. พระวิปัสสีพุทธเจ้า มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

23. พระสิขีพุทธเจ้า มีต้นกุ่มบก เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

24. พระเวสสภูพุทธเจ้า มีต้นสาละใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

25. พระกกุสันธพุทธเจ้า มีต้นซึก เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

26. พระโกนาคมนพุทธเจ้า มีต้นมะเดื่อ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

27. พระกัสสปพุทธเจ้า มีต้นไทร เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

28. พระโคดมพุทธเจ้า มีต้นโพธิ์ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

ดังนั้น โพธิ์พฤกษ์ ทุกต้น จึงมีคุณค่าและพึงสักการะด้วยประการทั้งปวง

ต้นไม้ หรือพืชชนิดต่างๆ มีความสัมพันธ์ และสำคัญกับมนุษย์และสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตทุกชนิดอย่างมากมายหลายประการ สุดจะพรรณนาได้หมดสิ้น โดยเฉพาะความสำคัญเบื้องต้นที่อาศัยเป็น ปัจจัย 4 กับทุกชีวิตที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ สำหรับในด้านพุทธศาสนา มีคำบอกอนุศาสน์ (นิสัย 4) ของภิกษุบวชใหม่ จะมีข้อที่ว่าด้วยการอยู่โคนต้นไม้ กับคำบาลี ที่ว่า รุกขเสนาสนัง นิสังสายปัพพัชชา หมายความว่า การบวช ต้องอยู่อาศัยเสนาสนะป่า คือ โคนต้นไม้ เป็นที่ปฏิบัติบำเพ็ญเพียร (ยกเว้นในฤดูฝน ซึ่งมีวินัยบัญญัติห้ามไว้ และจัดเป็น 1 ใน 13 ข้อ ของธุดงค์)

ในหนังสือ วิสุทธิมรรค ปฐมภาคตอนว่าด้วยธุดงคนิทเทส ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ ได้กล่าวพรรณนาอานิสงส์ของเสนาสนะป่า หรือ รุกขมูลเสนาสนะ ความว่า

“พระภิกษุผู้ถือรุกขมูลิธุดงค์เป็นปกตินั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสรรเสริญว่า ปฏิบัติสมควรแก่นิสัย ไม่มีภิกษุที่ยินดีในที่สงัดยิ่งไปกว่าภิกษุที่ถือธุดงค์ไปได้ เพราะเธอจะกำจัดความตระหนี่ที่อยู่ เป็นภิกษุที่มีวัตรงาม อยู่ในที่สงัดคือ รุกขมูล มีเทพยดารักษา เมื่อเห็นต้นไม้มีใบเขียวสดและแดง ที่หล่นจากขั้ว ก็จะละนิจจะสัญญา คือความสำคัญว่าเที่ยงได้ ฉะนั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยวิจารณปัญญา ยินดีในวิปัสสนา ไม่พึงดูหมิ่นรุกขมูลเสนาสนะอันสงัด ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

จะเห็นได้ว่า ในพระพุทธศาสนา ท่านเน้นเรื่องการอยู่ใกล้ชิดกับป่า หรือธรรมชาติมากเป็นพิเศษ ถึงกับมีพระวินัยบัญญัติ ห้ามมิให้ภิกษุตัดไม้หรือทำลายป่า และแม้แต่การเหยียบย่ำติณชาติที่เขียวสด แต่ท่านเน้นให้ทำลายป่าคือ อุปมาเป็นกิเลส ที่เกิดขึ้นภายในจิตสันดานของตนเอง ซึ่งปรากฏในพระสูตร หรือธรรมเทศนาหลายเรื่อง

จากความเชื่อและธรรมอุปมัยในพุทธศาสนา เมื่อกล่าวถึงโลกนรก สวรรค์ หรือชั้นภพต่างๆ มักจะกล่าวถึง จุติภพของโลกมนุษย์ ปฏิสนธิแห่งมนุษยโลก ในมนุษยโลกตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์เป็นต้นมา ก็ปรากฏว่ามีต้นไม้ประจำโลก หรือพญาไม้ประจำทวีป ทั้ง 4 ได้แก่

1. ชมพูทวีป มีต้นหว้า เป็นต้นไม้ประจำทวีป

2. อมรโคยานทวีป มีต้นกระทุ่ม เป็นต้นไม้ประจำทวีป

3. อุตตรกุรุทวีป มีต้นกัลปพฤกษ์ เป็นต้นไม้ประจำทวีป

4. ปุพพวิเทหทวีป มีต้นซึก เป็นต้นไม้ประจำทวีป

สำหรับในภพต่างๆ ของเหล่าอสูร ก็มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประจำภพ

ในภพพญาครุฑ มีต้นงิ้ว เป็นต้นไม้ประจำภพ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่า วิมานฉิมพลี นั่นเอง

มีความเชื่อและกล่าวกันว่า ต้นไม้ประจำทวีป ทั้ง 4 และต้นไม้ประจำภพเหล่านี้ จะมีอายุยืนยาวไปจนกว่าจะสิ้นภัทรกัปนี้

ในหนังสือ ต้นไม้ประจำพระพุทธองค์ ได้กล่าวถึง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่ทรงประทับใต้ต้นโพธิ์พฤกษ์ และยังได้กล่าวถึง พระศรีมหาโพธิพระพุทธเจ้า 10 พระองค์ ในอนาคตกาล ด้วยกล่าวอ้างคัมภีร์ในอนาคตวงค์ ว่าด้วยวงค์ของพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตกาล 10 พระองค์ ดังต่อไปนี้

1. พระเมตไตรยโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า เมตตไตรย มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

2. พระรามโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า รามะ มีต้นจันทน์ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

3.พระปเสนทิโกศลโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ธรรมราชา มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

4. พระอภิภูโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ธรรมสามี มีต้นสาละ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

5. พระทีฆชังฆีโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า นารทะ มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

6. พระโสณโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า รังสีมุนี มีต้นไม้เลียบ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

7. พระสุภโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า เทวเทพ มีต้นจำปา เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

8. พระโตเทยยโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า นรสีห์ มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

9. พระธนบาลโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ติสสะ มีต้นไทร เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

10. พระปาลิไลยกโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า สุมังคละ มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

ต้นไม้ ทั้ง 10 ชนิดนี้ จัดเป็นพฤกษามงคล หรือต้นไม้ตรัสรู้ หรือต้นพระศรีมหาโพธิของพระพุทธเจ้า ทั้ง 10 พระองค์ ในอนาคตกาล

จากอดีต ถึงปัจจุบัน สู่อนาคตกาล มีคำนิยามและอุปมา โดยนำธรรมชาติเป็นองค์แสดง แต่ส่วนที่เด่นชัดที่สุดที่นำต้นไม้มาเกี่ยวข้องชัดเจน ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรม หรือที่องค์พหูสูตทั้งอดีตและปัจจุบัน มักจะเอ่ยถึง “ธรรมะจากต้นไม้” ในธรรมชาติและชีวิตจริง แม้แต่ตามหมู่บ้านน้อยใหญ่ในชนบท หรือในแหล่งเมือง ก็ยังมีต้นไม้ประจำหมู่บ้าน หรือต้นไม้ประจำป่า ที่เรียกกันว่า “รุกขเจดีย์” หรือต้นไม้เจ้าป่านั่นเอง รวมทั้งเมื่อมีการรณรงค์ที่จะยับยั้งการตัดต้นไม้ทำลายป่า ก็มักจะเดินตามพระพุทธศาสนา ดังเช่น “การบวชต้นไม้” หรือบวชป่าต้นไม้ ดังเช่น ที่จังหวัดลำปาง ซึ่งได้บวชต้นจำปีหลวง หรือ “ต้นจำปีรัชนี” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เพลง พระพุทธเจ้า

คำร้อง ประภาส ชลศรานนท์

ขับร้อง อมรภัทร เสริมทรัพย์

ดนตรี จักรพัฒน์ เอี่ยมหนุน

วันที่ฟ้าเริ่มส่องแสง สำแดงให้เห็นเป็นคำถาม เกิดแก่เจ็บตาย (ซ้ำ) วนเวียนจนเห็นความเป็นไป ทุกสิ่งกำเนิดนั้น สถิตสถานตั้งอยู่ไว้ ถึงวันแตกสลาย ดับสิ้นไปไม่มั่นคง

จากเจ้าชายสุขล้นฟ้า ทิ้งทุกสิ่งมาเข้าป่าดง ทิ้งอบายแห่งใหลหลง บำเพ็ญทุกรกิริยา เข็ญกายาจนหิวโหย ทรุดโทรมร่วงโรยเวทนา แล้วจึงได้รู้ว่า ไม่ใช่หนทางสว่างเลย

พระองค์ทรงค้นพบ การเวียนจบของจักรวาล หนทางที่จะว่ายผ่าน วัฏสงสารอันปลดปลง สายพิณที่ดีดนั้น ถ้าปล่อยให้มันเริ่มหย่อนลง ละเลยและลืมหลง จะคงสำเนียงเป็นพิณไหม และสายพิณที่ตั้งขึง ถ้าบิดให้ตึงจนมากไป ถึงคราวดีดเล่นสาย คงขาดผึงไปไม่นาน

พระองค์ทรงค้นพบ การเวียนจบของจักรวาล หนทางที่จะว่ายผ่าน วัฏสงสารอันปลดปลง หนทางแห่งพุทธะ คือหลีก ลด ละ ในโลภหลง และมิใช่อย่างฝุ่นผง ที่ปล่อยล่องลอยไปวันวัน หนทางแห่งพุทธะ คือทางสายกลางอันเบิกบาน ให้อยู่กับคืนวัน คือปัจจุบันอันตื่นรู้

บทเพลงครองสติสู่การรู้แจ้ง ด้วยธรรมะพุทธประวัติ ซึ่งท่านผู้ประพันธ์คำร้อง ได้สรุปเนื้อหาสอดรับประสานทำนอง เสริมเสียงดนตรี หากท่านผู้ใดได้สดับฟังแล้วเชื่อว่า ให้ความรู้สึกประหนึ่งได้ร่วมทำวัตรภาวนาสวดมนต์ ในเสนาสนะแห่งอาราม เพราะท่วงทำนองแห่งเสียงที่ล่องลอยเหมือนควันธูป เทียน แต่สามารถหยุดสมาธิแห่งจิตภาวนาให้อยู่กับที่ได้ในภวังค์

“จากเจ้าชายสุขล้นฟ้า ทิ้งทุกสิ่งมาเข้าป่าดง” คงไม่มีคำอธิบายอะไรได้ชัดเจนกว่านี้อีก ว่า ระหว่าง “ป่า” กับ “วัง” แล้วพบทางเลือกแห่งทางสายกลางนั้น จะมีสุขยิ่งกว่านี้อีกไหม หนทางแห่งพุทธะ คือ ไม่ต้อง ลด ละปฏิบัติธรรม แล้วจะหมดกรรมด้วยธรรมปฏิบัติในป่าพฤกษ์ไพร สาธุ…เจริญพร!

มอบ ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นของขวัญแทนใจ ในวันปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

มอบ ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นของขวัญแทนใจ ในวันปีใหม่

ไม้ดอกไม้ประดับ หมายถึง พันธุ์ไม้ที่มีลักษณะ รูปร่างของลำต้น กิ่ง ก้าน ดอก ที่มีสีสันสวยงาม สามารถนำไปประดับตกแต่ง ทั้งภายในและภายนอกตามบ้านเรือน เพื่อให้มีความร่มรื่นน่าอยู่มากขึ้น

ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ โดยเฉพาะคนเมือง นับวันยิ่งห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้นทุกขณะ ไม้ดอกไม้ประดับจึงถือได้ว่ามีความสำคัญ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพราะมีแหล่งผลิตอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ทำให้ผู้ปลูกสามารถประกอบเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับครอบครัว จึงมีการผลิตไม้ดอกไม้ประดับจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ เป็นการนำเงินตราเข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท

ปัจจุบัน มีการเพาะและผสมพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ ให้เป็นที่ถูกตาต้องใจของผู้ซื้อมากขึ้น สายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการผสม นำมาตั้งชื่อใหม่ให้มีความเป็นมงคล เพื่อดึงดูดใจสำหรับคนที่มีความนิยมชมชอบไม้มงคล เพื่อนำมาประดับบ้านเรือนตามความเชื่อที่สืบทอดต่อๆ กันมา

ไม้ดอกไม้ประดับเป็นสิ่งจรรโลงใจให้แก่ผู้ปลูกได้รับความสุข ความเพลิดเพลิน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ทำให้สุขภาพทางจิตใจมีความสุข สดชื่น ผ่อนคลายความเครียด พร้อมทั้งช่วยให้ผู้พบเห็นมีความสุขกาย สุขใจ เจริญตาเมื่อมองพักสายตา

ในปักษ์นี้ จึงอยากจะชวนผู้อ่านทุกท่าน ที่กำลังมองหาของขวัญมอบให้กับคนที่เคารพรัก หรือเพื่อน ญาติ พี่น้อง ขอให้มามอบไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อเป็นสิ่งแทนใจให้แก่กัน ในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้ เพราะอย่างน้อยผู้รับ ยังสามารถมองเห็นพรรณไม้เหล่านั้นเจริญเติบโต จากการดูแลเอาใจใส่ของตนเอง และทุกครั้งที่เห็นพรรณไม้ ผู้รับยังสามารถนึกถึงหน้าผู้ให้ได้อีกด้วย ผู้ที่จะมอบความรู้ในหัวข้อต่างๆ ที่อาจจะเป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณทวีพงศ์ สุวรรณโร ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมไม้ดอกและไม้ประดับ สำนักส่งเสริมการเกษตรและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร มาอธิบายในหัวข้อต่างๆ ให้ดังนี้

ทำไม ถึงให้ดอกไม้

เป็นของขวัญเนื่องในวันปีใหม่

คุณทวีพงศ์ อธิบายว่า การให้ของขวัญ ทั้งวันปีใหม่และเทศกาลในโอกาสต่างๆ นั้น ในสมัยก่อนจะให้สิ่งของ เช่น อาหาร น้ำผลไม้ ฯลฯ ต่อมามีการห่วงเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น จึงมอบของขวัญที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ คนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยนิยมให้ดอกไม้หรือไม้ประดับเป็นของขวัญ ส่วนใหญ่จะมอบให้กันในวันรับปริญญา หรืองานแต่งงานเท่านั้น

แต่ปัจจุบันมีการให้ไม้ดอกไม้ประดับเป็นของขวัญมากขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะคนเมือง นับวันจะยิ่งห่างไกลธรรมชาติค่อนข้างมาก จึงนิยมให้ไม้ดอกไม้ประดับเพื่อเป็นสิ่งทดแทนธรรมชาติ ที่นับวันจะลดลงเต็มที

“ถ้าเราใช้ไม้ดอกไม้ประดับ ก็เหมือนเราอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ยิ่งคนอยู่ตามออฟฟิศต่างๆ นี่ ยิ่งไม่ค่อยได้เห็นต้นไม้ ซึ่งโอกาสที่จะเห็นในห้องคงน้อย ทำให้ปัจจุบัน จึงนิยมมาให้เป็นของขวัญมากขึ้น และที่สำคัญยังมีความสวยงาม ผู้รับสามารถนำไปจัดตกแต่ง วางในตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในบ้านหรือนอกบ้าน ต่อมาไม่ได้มองด้วยความสวยอย่างเดียวแล้ว แต่มีประโยชน์ด้วย ช่วยสร้างออกซิเจน ทำให้อากาศดีขึ้น อีกทั้งยังมีงานวิจัย เมื่อหลายปีรับรองออกมาด้วยว่า ไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิดสามารถลดสารพิษได้ เพราะสารพิษเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ สารพิษมีอยู่ได้ตามในห้อง บ้านเรือนของเราเอง เช่น สีจากเฟอร์นิเจอร์ ตามผนัง ที่ระเหยออกมา แม้ปริมาณไม่มาก แต่ถ้าสะสมนานๆ ไป ก็มีผลต่อสุขภาพ ฉะนั้น จะเห็นว่าไม่ได้สวยงามอย่างเดียว ยังมีประโยชน์ ทำให้ปัจจุบันมีคนนิยมมาให้ไม้ดอกไม้ประดับเป็นของขวัญเยอะมากขึ้น” คุณทวีพงศ์ กล่าวถึงประโยชน์ของการมอบไม้ดอกไม้ประดับเป็นของขวัญ

ชนิด และพันธุ์

ของไม้ดอกไม้ประดับ

ที่นิยมให้เป็นของขวัญ

เนื่องจากไม้ดอกไม้ประดับในเมืองไทย มีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ ในแต่ละช่วงจะมีการปลูกและความนิยมแตกต่างกันไป ทำให้มีการพัฒนาสายพันธุ์มากขึ้น เพื่อให้มีสีสวยสดใส คงทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ทำให้ในแต่ละปีของประเทศไทยมีพรรณไม้ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ

“ไม้ดอกไม้ประดับมีค่อนข้างหลากหลาย ผู้ที่จะมอบดอกไม้ให้กับผู้รับนั้น ส่วนมากจะรู้รสนิยม ความชอบของผู้รับ ว่าชอบอะไร สีไหนอย่างไร ไม้ดอกไม้ประดับมีมากมายหลายกลุ่ม ไม้ดอก ไม้ต้น และก็ไม้ดอกกระถาง เช่น โป๊ยเซียน หน้าวัว โดยทั่วไปพืชพวกนี้ต้องการแสง ไม่นานดอกก็หายไป แต่ต้นยังสามารถนำมาปลูก เพื่อให้ออกดอกต่อไปได้ ส่วนด้านไม้ใบ เป็นไม้ที่ทนหน่อย เหมาะสมที่จะนำมาวางไว้ภายในอาคาร เพราะอยู่ได้นาน อยู่ที่ความชอบของผู้รับ ซึ่งผู้ให้จะสามารถเลือกได้หลากหลาย และเข้ากับคนที่เราจะให้ ไม่ตายตัวมีให้เลือกมากมายหลายแบบ เราก็ต้องเลือกให้เข้ากับคนที่เราจะให้” คุณทวีพงศ์ กล่าว

รูปแบบการจัด

และการเลือกที่เป็นสื่อแทนใจ

คุณทวีพงศ์ เล่าว่า สมัยก่อนที่นิยมมากที่สุดคือ การให้ดอกไม้เป็นของขวัญมากกว่าต้นไม้ จึงจัดดอกไม้ลงในแจกัน กระถาง หรือเป็นช่อบูเก้ และกระเช้าดอกไม้สวยๆ แต่เนื่องจากดอกไม้ยังมีข้อจำกัด เพราะอายุการเก็บรักษาอยู่ได้ไม่นานเท่าที่ควร ต่อมาจึงนิยมให้ต้นไม้มากขึ้น เพื่อให้มีอายุของดอกยาวนานขึ้น

“สมัยก่อนนี้ จะเน้นที่ให้แต่ดอกไม้ ก็จะเป็นการจัดเป็นช่อ หรือว่าจะใส่แจกัน แต่ตอนนี้ก็ให้เป็นต้นมากขึ้น ก็เลยไม่ต้องเน้นการตกแต่งมาก อย่างดีก็แค่ห่อด้วยกระดาษของขวัญ ผูกโบส่งให้เลย ก็ง่ายและสะดวก ไม่ยุ่งยากในการจัดมากนัก ความนิยม ที่ชอบให้กันก็จะอยู่ที่ความเชื่อ อาจไม่ได้เน้นที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว จะเน้นที่ความเชื่อด้วย เช่น โป๊ยเซียน ถ้าออก 8 ดอก นี่จะถือว่าจะโชคดี หลังๆ มาก็จะตั้งชื่อ ไม้ต่างๆ ให้เป็นมงคลมากขึ้น เช่น วาสนา หยกนำโชค ทำให้คนที่ปลูก ก็ได้หวังทางจิตวิทยาเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น มีโชคลาภ ไม้อื่นๆ เช่น ต้นหยก ก็มีตั้งชื่อให้ดูดี ตามความเชื่อนั้นๆ จึงทำให้คนซื้อนิยมมากขึ้น” คุณทวีพงศ์ กล่าวด้วยใบหน้าที่นึกถึงช่วงยุคสมัยที่มีความนิยมแตกต่างกันไป

แหล่งที่จำหน่าย ควรเลือกซื้อที่ไหน

คุณทวีพงศ์ เล่าว่า ปัจจุบันร้านจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับมีการพัฒนามากขึ้น โดยเปิดเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต สำหรับขายด้านนี้โดยเฉพาะ ทำให้ผู้ซื้อสามารถเลือกพรรณไม้ที่ดีมีคุณภาพ เพราะถือว่าเป็นแหล่งที่เชื่อถือได้ พร้อมทั้งบริการห่อเป็นของขวัญ และมีการจัดแบบพิเศษตามเทศกาล หรือตามที่ลูกค้าต้องการ พรรณไม้ที่นำมาขายเป็นพรรณไม้ใหม่ๆ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้า ทำให้สามารถเลือกซื้อได้ตามที่ต้องการ ซึ่งไม้ที่แปลกใหม่อาจมีราคาที่แพงสักเล็กน้อย แต่ผู้ซื้อต้องทำความเข้าใจด้วยว่า เป็นของแปลกใหม่ เพื่อเป็นการส่งเสริมเกษตรกรให้มีความภาคภูมิใจ และคุ้มค่ากับการเสียเวลากับความตั้งใจทำพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศ ที่สามารถนำเงินตราเข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท ส่งผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น

“แหล่งที่ซื้อไม้ดอกไม้ประดับ สำหรับคนที่มีเวลา ก็จะมีแหล่งใหญ่ๆ ถ้าจะเอาไม้ดอก ก็ปากคลองตลาด ถ้าเป็นไม้กระถางต่างๆ ก็ต้องที่ตลาดจตุจักร ซึ่งทุกวันพุธ พฤหัสบดี ก็จะมีไม้มาขาย เพราะที่เหล่านี้เป็นแหล่งใหญ่ ส่วนใครที่อยู่ต่างจังหวัด ก็ลองหาตามแหล่งใกล้บ้าน ทำให้เรามีโอกาสเลือก ทำให้ซื้อได้ถูกลง แต่ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ ก็ดูตามความเหมาะสม เพราะบางทีอาจจะไม่แพงกว่ากันเท่าไหร่นัก แต่มีของให้เลือกน้อยกว่า ซึ่งดูได้ตามความพอใจเรา ส่วนงานที่มีการจัดนิทรรศการไม้แปลกๆ อันนี้ก็น่าไป โดยเฉพาะที่ สวนหลวง ร. 9 มีการจัดงานกันทุกปี ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้ได้ดูของใหม่ๆ มากขึ้น รวมทั้งซื้อของใหม่ๆ มามอบให้แก่กันด้วย” คุณทวีพงศ์ กล่าวแนะนำ

ผู้ประกอบการ

ควรเตรียมตัวอย่างไร

เมื่อเทศกาล หรือวันสำคัญต่างๆ มาถึง ด้านผู้ประกอบการเองต้องมีการเตรียมความพร้อม เพื่อให้ไม้ดอกไม้ประดับมีทันจำหน่าย หากพลาดโอกาสนาทีทองเหล่านี้ไป อาจจะต้องรอเวลานานไปอีกเป็นแรมปี จนกว่าโอกาสในช่วงปีใหม่หรือเทศกาลนั้นจะมาถึง

“ในแง่ผู้ประกอบการเอง หรือแม้แต่ผู้ปลูก ก็จะมีการเก็งกำไรตลาดด้วย ก็จะมีการวางแผนการผลิต เพราะไม้ดอกสามารถกำหนดระยะเวลาได้ ว่าใช้เวลาปลูกลงกระถางกี่เดือน ถึงเวลาก็จะออกดอก เพื่อพร้อมขาย เขาจะมีวันนับย้อนหลัง แต่ก็จะอยู่ที่ชนิดของพรรณไม้ โดยเฉพาะไม้ดอกกระถาง ต้องมีการจัดการที่ดี เพื่อไม่ให้ออกดอกไวเกินไป เพราะหากหมดเทศกาลแล้ว หรือออกดอกก่อนเทศกาลมาถึง ก็ทำให้ขายไม่ได้ สิ่งจำเป็นคือต้องศึกษา ว่าไม้แต่ละชนิด ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ รวมทั้งการบำรุงรักษาด้วยครับ เพราะของที่มอบเป็นของขวัญ เรื่องคุณภาพนี่สำคัญ ดอกสวย แต่ใบเป็นโรค ก็ไม่ได้ คือทุกอย่างต้องสมบูรณ์ จึงอยากฝากผู้ประกอบการเรื่องนี้ด้วย เพราะการซื้อขายอยู่ที่ความพอใจ มีตำหนินิดหน่อยก็ทำให้ราคาตกได้ คนไม่อยากได้” คุณทวีพงศ์ กล่าวพร้อมทั้งหัวเราะเล็กน้อย

การขนส่ง ควรทำอย่างไร

เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

คุณทวีพงศ์ อธิบายว่า สำหรับผู้ประกอบการ ช่วงขนส่งจะมีอยู่ช่วงเดียวคือ ช่วงจากสวนไปยังร้านจำหน่าย ซึ่งวิธีการเหล่านี้ในบ้านเราอาจจะยังทันสมัยสู้ต่างประเทศไม่ได้ เพราะอยู่ที่ต้นทุน และความพร้อมของยานพาหนะขนส่ง แต่ต่างประเทศค่อนข้างมีมาตรฐาน แต่ปัจจุบันเพื่อให้ความเสียหายลดน้อยลง บางร้านยอมลงทุนเพื่อให้มีการขนส่งที่ดีขึ้น โดยรถขนส่งเป็นแบบมีถาดรอง พร้อมทั้งจัดวางอย่างมีระเบียบ ทำให้เกิดความบอบช้ำน้อยลง เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องดอกไม้ ก็มีการขนส่งที่มีมาตรฐาน ซึ่งไทยเองยังมีจำนวนน้อย ที่ขนส่งในลักษณะนี้ คุณทวีพงศ์แนะนำว่า หากทำแบบนั้นต้นทุนสูง สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการนำกระดาษหนังสือพิมพ์ห่อต้นไม้ เพื่อให้ใบเสียหายน้อยที่สุด เพราะหากนำไปวางทับกันจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสียหายได้

“การขนส่งอยากให้ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะว่าช่วงปีใหม่นี้ใกล้มาถึง เพราะคนที่มาซื้อ เขาซื้อไปเพื่อส่งมอบต่อเป็นของขวัญ ถ้าใบเสียหาย ดอกเสียหาย คนก็ไม่อยากซื้อ ทำให้ผู้ประกอบการเองขายได้น้อยลง แทนที่จะมีกำไร อาจจะขาดทุน อย่างไม้ใบ ขอให้ห่อให้ดี เพื่อให้ใบกระทบกันน้อยลงจะดีที่สุด ถือว่าช่วยประหยัดต้นทุนได้ ของที่จำหน่ายจะได้ออกมาดีมีคุณภาพ” คุณทวีพงศ์ กล่าว

สำหรับผู้รับ ทำอย่างไร

ในกรณีดูแลรักษาได้

คุณทวีพงศ์ อธิบายว่า สำหรับผู้รับที่ได้ดอกไม้เป็นของขวัญ อาจต้องดูแลให้มีอายุที่นานขึ้น เพื่อความคงทนสวยงาม เช่น ช่อบูเก้ ถ้ายังคงสภาพไว้เช่นนั้นดอกไม้อาจจะอยู่ได้ไม่นาน สามารถยืดอายุให้คงนานด้วยการรื้อดอกไม้ออกจากช่อ จากนั้นนำไปตัดก้าน แล้วนำไปแช่น้ำ ปักลงในแจกันใหม่ ทำให้ยืดอายุของดอกไม้ชนิดนั้นได้นาน ดีกว่าให้คงสภาพอยู่ในช่อบูเก้

สำหรับไม้ประดับ ขอให้ทำการศึกษาเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยจะได้รู้ว่าไม้ประดับชนิดนั้น ต้องการสภาพแวดล้อมอย่างไร เพราะบางอย่างสามารถปลูกไว้ในห้องได้เป็นเวลานานเป็นปี อาจจะต้องให้ได้รับแสงบ้างเล็กน้อย สิ่งที่สำคัญคือการรดน้ำ อาจจะไม่ต้องรดน้ำบ่อยครั้ง เพราะไม้ประดับอยู่ภายในห้อง ซึ่งบางครั้งดูแลดีเกินไปก็สามารถตายได้ เช่น รดน้ำบ่อย เหมือนไม้ประดับที่อยู่ภายนอกอาคาร ทำให้รากเน่าต้นไม้ตาย

ไม้ประดับที่เหมาะสมจะอยู่ภายในอาคาร เช่น วาสนา เขียวหมื่นปี อะโกลนีมา ลิ้นมังกร ว่านงาช้าง ไม้ที่กล่าวมานี้ สามารถมอบให้กันเป็นของขวัญได้ เพราะมีความคงทน เมื่อนำมาตั้งประดับตกแต่งภายในห้อง ใน 1 สัปดาห์ นำไปสัมผัสแสงแดด 2 ครั้ง เพราะแสงจากหลอดไฟภายในอาคารไม่สามารถทดแทนแสงที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ หากไม้ประดับได้รับแสงจากหลอดไฟเพียงอย่างเดียว การสังเคราะห์แสงจะน้อยลง และไม้ประดับจะมีลำต้นยืดมากเกินไป ส่งผลต่อความสวยงาม เพราะทรงต้นสีสันอาจไม่เป็นดังสภาพเดิมเหมือนตอนที่ได้รับมา

ช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ คุณทวีพงศ์ ได้กล่าวส่งท้ายว่า “ในฐานะที่ผมดูแลเรื่องไม้ดอกไม้ประดับ ผมมองว่าเหมาะที่จะมอบให้กันเป็นของขวัญ อาจจะดีกว่าของอย่างอื่น เพราะของอย่างนี้เป็นของธรรมชาติ และก็มีให้เลือกเยอะ มีสีสันสวยงาม ทำให้คนที่ได้รับเห็นแล้วก็สดชื่นนะครับ อาจจะไม่ใช่ของที่เก็บไว้ได้นาน แต่ถ้าเรารู้จักวิธีการดูแล คนที่รับไปเขาดูแลเป็น ทำให้เกิดการเรียนรู้ตามมา ของอย่างอื่นอาจจะวางไว้เฉยๆ แต่ไม้ดอกไม้ประดับนี่ ทำให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติต่างๆ ของมัน เพื่อให้อยู่ได้นาน ที่สำคัญช่วยดูดสาร ทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น เพราะต้นไม้ช่วยดูดสารพิษบางตัวได้อีกด้วย”

“สิ่งที่สำคัญอีกอย่าง ประเทศเราเป็นแหล่งที่ผลิตไม้ดอกไม้ประดับแหล่งใหญ่ สายพันธุ์เองก็มีหลากหลาย โดยประเทศรอบๆ บ้านเรานี่ ก็มารอพันธุ์ใหม่ๆ จากประเทศเรา เพราะประเทศเรามีการสะสมแหล่งพันธุ์เยอะ ทั้งกล้วยไม้ และไม้ใบต่างๆ เราก็มีการพัฒนาพันธุ์ โดยหาจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก นำมาเก็บไว้ที่ประเทศเรา เพื่อทำพ่อแม่พันธุ์ ดังนั้น การนำไม้ดอกไม้ประดับมาใช้นี่ นอกจากใช้ในแง่ความสวยงามแล้ว ยังช่วยการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรคือ ขอให้ใช้ไม้ดอกไม้ประดับที่ปลูกในบ้านเรา มันจะช่วยส่งผลกับเศรษฐกิจของประเทศด้วย” คุณทวีพงศ์ กล่าวพร้อมนึกถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านทุกท่านคงจะมีพรรณไม้ในใจแล้วใช่ไหมครับ ที่จะมอบให้แก่กันในวันปีใหม่หรือเทศกาลต่างๆ นี้ อย่างน้อยไม้ดอกไม้ประดับก็เป็นสิ่งแทนใจ แม้ดูเล็กน้อยแต่แนบแน่นไปด้วยความสวยงาม ทั้งด้านจิตใจ ความสงบ ตลอดจนสภาพแวดล้อม และเศรษฐกิจของประเทศ มนุษย์ทุกคนคงจะหนีไม่พ้นการได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ เหมือนดังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดา พระองค์ได้ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ ท่ามกลางป่าดงที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ไม้ดอกไม้ประดับแม้ดูเล็กน้อย หากทุกท่านไม่ช่วยกันส่งเสริมและอนุรักษ์ อีกไม่นานพรรณไม้ธรรมชาติ และป่าไม้ในประเทศของเราอาจจะไม่มีให้ลูกหลานได้เห็นสืบไป จะมีก็แต่เพียงคำบอกเล่าว่า ประเทศไทยสมัยก่อนอุดมสมบูรณ์ ที่มีแต่เพียงคำพูดบอกเล่า แต่ไม่มีภาพจริงให้ลูกหลานได้เห็น

มีข้อสงสัย หรืออยากได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม สอบถามได้ที่กลุ่มส่งเสริมไม้ดอกและไม้ประดับ สำนักส่งเสริมการเกษตรและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. (02) 940-6104

ไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยดูดสารพิษ

ไม้ดอกไม้ประดับเมืองร้อนหลายชนิด ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะการประดับตกแต่ง เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติช่วยดูดซับสารพิษและช่วยฟอกอากาศ เพื่อลดมลพิษภายในบ้านเรือน อาคารสำนักงาน สร้างสุขภาวะที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย และเป็นการช่วยลดโลกร้อนอีกทางหนึ่งด้วย

สารพิษที่พบในอาคารและมีอันตราย ได้แก่

1. สารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งจะมีอยู่ในตัวตึกหรืออาคารที่สร้างใหม่ หรือบ้านที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ ไม้อัดบอร์ด สี พลาสติก รวมถึงสารพิษในเนื้อปูน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เซื่องซึม ภูมิแพ้ หอบหืด ผื่นคันตามผิวหนัง ระคายเคืองตา คอ จมูก ไซนัส จนถึงระบบประสาทผิดปกติ เรียกว่า อาการแพ้ตึก

2. สารไตรคลอโรเอทิลีน (Trichloroethylene : TCE) พบในตัวทำละลายเป็นส่วนมาก เช่น การซักแห้ง ในหมึกพิมพ์ สีทา แล็กเกอร์ น้ำมันชักแห้ง กาวสังเคราะห์ และมีรายงานว่าเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งตับ

3. เบนซิน (Benzene) พบในน้ำมันรถยนต์ หมึก สีทาพลาสติก และยาง เป็นสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนังและดวงตา หากมีการสูดดมในปริมาณมาก จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ และเกิดโรคทางเดินหายใจ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดลูคีเมียด้วย

4. ไซลีน (Xylene) เป็นสารประกอบที่มีการใช้มากในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสีสารเคลือบเงา และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับตัวทำละลายต่างๆ ถือเป็นสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่มีพิษต่อมนุษย์ มีผลไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการความจำเสื่อม หวาดกลัวกระวนกระวาย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ทรงตัวลำบาก คลื่นไส้อาเจียน ผิวหนังแห้ง และเกิดโรคผิวหนัง มักพบเป็นโรคไตร่วมด้วย

5. โทลูอีน (Toluene) หรือ ฟีนิลมีเทน เป็นสารตัวทำละลายอินทรีย์ที่สำคัญในกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย ใช้มากในอุตสาหกรรมต่างๆ สำหรับเป็นตัวทำละลาย และเป็นสารตั้งต้น สำหรับผลิตสารชนิดต่างๆ การสูดดมหรือหายใจเข้าสู่ระบบหายใจ จะทำให้รู้สึกมึนงง มีอาการประสาทหลอน เมื่อสูดดมมากจะทำลายระบบประสาทและสมอง

6. แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารที่ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ซึ่งคนเราสามารถสัมผัสกลิ่นแอมโมเนียได้ หากมีความเข้มข้นมากกว่า 5 ppm ถ้าหายใจเข้าไปเพียงเล็กน้อยจนทำให้น้ำตาไหล ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจอย่างแรง ทำให้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ง่าย

จากการวิจัย เรื่อง Interior landscape Plant for Indoor Air Pollution Abatement โดย ดร. บี ซี วูฟเวอร์ตัน นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยอวกาศนาซ่า สหรัฐอเมริกา พบไม้ดอกไม้ประดับที่มีความสามารถและประสิทธิภาพในการกำจัดสารมลพิษในอากาศได้อย่างดี มีจำนวน 27 ชนิด ตัวอย่างเช่น เขียวหมื่นปี ลิ้นมังกร เฟิร์นบอสตัน หน้าวัว กล้วยไม้สกุลหวาย เดหลี วาสนาอธิษฐาน ต้นมรกตแดง สาวน้อยประแป้ง แววมยุรา เศรษฐีเรือนใน ยางอินเดีย ปาล์มไผ่ ไอวี่ (ตีนตุ๊กแกฝรั่ง) ต้นไทรย้อยใบแหลม เยอร์บีร่า เข็มสามสี และประกายเงิน เป็นต้น

1. แก้วกาญจนา “เขียวหมื่นปี” หรือ Chinese Everygreen (Aglanema sp.) เป็นไม้ประดับที่มีใบสวยงาม ชอบดินร่วน ไม่ชอบน้ำขัง จึงนิยมใช้ปลูกเลี้ยงประดับภายในอาคาร ด้วยใบที่กว้าง จึงทำให้สามารถดูดสารพิษได้ดี มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษ จำพวกฟอร์มาลดีไฮด์

2. ลิ้นมังกร หรือ Mother – in – law”s Tongue (Sansievieria sp.) มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจำพวกเบนซิน

3. เฟิร์นบอสตัน หรือ Boston Fern (Nephrolepis exaltata) สามารถดูดสารพิษได้มาก โดยเฉพาะจำพวกฟอร์มาลดีไฮด์ที่มาจากกาว ฝ้าเพดานสำเร็จรูป และสารพิษจำพวกไซลีน

4. หน้าวัว (Anthurium andraeanum) มีประสิทธิภาพในการคายความชื้น และดูดซับสารพิษจำพวกฟอร์มาลดีไฮด์ ไซลีน และแอมโมเนีย

5. กล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium Orchid) มีความสามารถในการดูดสารพิษจำพวกแอลกอฮอล์ อะซีโตน คลอโรฟอร์ม และฟอร์มาลดีไฮด์ได้อีกด้วย

6. เดหลี หรือ Peace Lily (Spathiphyllum wallisei) มีความสามารถสูงในการดูดสารพิษจำพวกแอมโมเนีย หรือ ไตรคลอโรเอทิลีน (TCE) เบนซิน และฟอร์มาลดีไฮด์ได้ดี

นอกจากนี้ ยังมี กระบองเพชร หรือ แค็กตัส (Cactus) ซึ่งช่วยในการหักเหรังสีหน้าจอคอมพิวเตอร์ จอทีวี และลดไฟฟ้าสถิต

สันทัด วัฒนกูล ชาวนามืออาชีพ รู้จักดิน รู้จักน้ำ ทำนาประสบความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

กุลดิลก แก้วประพาฬ

สันทัด วัฒนกูล ชาวนามืออาชีพ รู้จักดิน รู้จักน้ำ ทำนาประสบความสำเร็จ

อาชีพชาวนา มีบ้างที่ต้องพบกับความเสี่ยงที่มีปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง หรือการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืช

เหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของชาวนา แต่สำหรับชาวนาอย่าง คุณสันทัด วัฒนกูล อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 1 ตำบลทัพทัน อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งประกอบอาชีพทำนาสืบต่อจากบรรพบุรุษ บนพื้นที่ประมาณ 190 ไร่ ถือได้ว่าเป็นชาวนามืออาชีพที่สามารถลดความเสี่ยงจากอาชีพทำนาได้

คุณสันทัด ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ของตำบลทัพทัน ด้วย ได้ทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture) มีการบริหารจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะดินและน้ำที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด แบ่งพื้นที่ทำการเกษตรออกเป็น 4 ส่วน คือจัดให้มี แหล่งน้ำ ร้อยละ 30 ทำนา ร้อยละ 30 พืชไร่พืชสวน ร้อยละ 30 และพืชผักสวนครัว ร้อยละ 10

ในเรื่องน้ำ ผู้ใหญ่สันทัดได้จัดหาแหล่งน้ำ โดยการขุดสระใหญ่เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ และค่อยๆ ขุดสระเพิ่มขึ้น ปัจจุบันขุดสระไว้ จำนวน 9 สระ รวมพื้นที่ ประมาณ 20 ไร่ โดยสระใหญ่สุด มีขนาดกว้าง 79 เมตร ยาว 121 เมตร และมีความลึกถึง 24 เมตร สามารถจุน้ำได้กว่า 200,000 ลูกบาศก์เมตร และอยู่บนพื้นที่ดอน ทำให้ง่ายต่อการระบายน้ำลงมายังสระอื่นๆ

ผู้ใหญ่สันทัดได้เรียนรู้การทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ มีการทำนาเป็นหลัก โดยปีหนึ่งทำนา พื้นที่ประมาณ 70 ไร่ ปลูกข้าวหลากหลายพันธุ์ตามความต้องการของตลาด ได้แก่ พันธุ์ กข ต่างๆ เช่น กข 31 กข 41 กข 49 ข้าวหอมชลสิทธิ์ ข้าวหอมปทุม ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งผู้ใหญ่สันทัดได้รับคัดเลือกเป็นประธานศูนย์ข้าวชุมชนของตำบลทัพทัน อำเภอทัพทัน ด้วย แบ่งพื้นที่ใช้ทำเป็นแปลงกล้าพันธุ์ข้าว พื้นที่ประมาณ 15 ไร่ โดยเพาะกล้าข้าวลงในถาดเพาะ แล้วจัดวางลงในแปลงเป็นผืนตามชนิดของพันธุ์ข้าว สะดวกต่อการปฏิบัติดูแลรักษา อายุกล้าตั้งแต่หว่านถึงนำไปปลูกปักดำ ใช้เวลา 12-15 วัน

การจัดทำแปลงกล้าข้าวแปลงใหญ่ ซึ่งผู้ใหญ่สันทัด ให้ชื่อเรียกว่า “แปลงกล้าหนึ่งเดียว” มีแนวคิดว่า การผลิตข้าวพันธุ์ดีให้ได้ราคาไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเมล็ดพันธุ์มักมีราคาแพงกว่าราคาข้าว ที่ชาวนาขายให้กับโรงสี จึงมองหาวิธีดีที่สุด ซึ่งก็พบว่า การทำนาดำจะช่วยให้ได้ผลผลิตสูงและสามารถเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ไว้ทำพันธุ์ได้ด้วย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ใหญ่สันทัด ที่ได้ทำกล้าพันธุ์ข้าวจำหน่ายด้วย เป็นผลให้มีการจ้างงานในชุมชนให้คนมีงานทำ และชาวนาในพื้นที่ต่างๆ ได้มาเรียนรู้ตลอดปี

การทำนา ผู้ใหญ่สันทัดได้ทำนาแบบลดต้นทุน โดยใช้ประโยชน์จากปัจจัยที่มีให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด เริ่มตั้งแต่เรื่องดิน ผู้ใหญ่สันทัดให้ความสำคัญกับการปรับปรุงดิน ด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า พอโตขึ้นมาในระยะเหมาะสม ทำการไถกลบเพื่อปรับปรุงสภาพดิน และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ที่จัดทำดีแล้วนำไปใส่ในแปลงนา ซึ่งวัสดุที่ทำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ก็ได้จากส่วนของผลิตผลในพื้นที่ โดยเฉพาะมูลสัตว์ ผู้ใหญ่สันทัดเลี้ยงกระบือที่ตกทอดจากพื้นที่เดิมเคยเป็นตลาดนัดโค-กระบือ ปัจจุบันมีกระบืออยู่ 50 ตัว ทำให้ได้มูลกระบือจำนวนมาก เป็นโรงงานผลิตปุ๋ยธรรมชาติที่เหมาะสมที่เดียว

นอกจากนี้ พื้นที่นาแปลงปลูกข้าว ผู้ใหญ่สันทัดได้เก็บตัวอย่างดินไปตรวจ วิเคราะห์ ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ดิน ทำให้ประหยัดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีลง และต้นข้าวยังมีการเจริญเติบโตดี เพราะได้รับอาหารที่ตรงกับความต้องการในอัตราที่ถูกต้อง และตรงกับเวลาที่ต้นข้าวต้องการ

ในเรื่องดินอีกเช่นกันคือ การเตรียมพื้นที่ก่อนทำนา มีการเตรียมดินอย่างพิถีพิถัน ไม่เผาทำลายต้นฟางข้าว แต่ใช้วิธีไถพลิกหน้าดินเพื่อกลบฟางข้าว การไถดะควรทิ้งไว้ 7-10 วัน จากนั้นจึงไถแปร แล้วจึงหว่าน (นาน้ำตม) แต่หากเป็นนาดำให้ทำเทือกปรับระดับพื้นที่ให้เสมอ ทิ้งไว้ 1 คืน รักษาระดับน้ำในแปลง สูงประมาณ 5 เซนติเมตร จากผิวดิน และในการทำนาดำ ปัจจุบันได้นำเครื่องจักรมาใช้ดำนา ทำให้ประหยัดแรงงาน เวลา สะดวกในการปฏิบัติดูแลรักษาแปลงนา การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวก็ประหยัดลง ให้เมล็ดพันธุ์เพียง 8-10 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น

พื้นที่มีการจัดการน้ำอย่างเหมาะสม การทำนาดำต้องปล่อยน้ำให้ขังในแปลงนา จะช่วยลดปัญหาวัชพืชใบแคบ สกุลหญ้าที่อ่อนแอต่อสภาพน้ำขังได้ รอบพื้นที่ยังขุดลอกคลองซอย เพื่อระบายน้ำเข้า-ออกนา ทำให้สามารถเลี้ยงปลาในนาข้าว และยังจัดทำระบบน้ำหยด นำน้ำไปใช้ในแปลงทำการเกษตรชนิดอื่น บริเวณขอบสระและคันนา นอกจากใช้พื้นที่บางส่วนในการปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ยืนต้น ยังมีการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

ในการประกอบอาชีพการเกษตรของผู้ใหญ่สันทัด ปีหนึ่งผู้ใหญ่สันทัดใช้พื้นที่ทำนา ประมาณ 50 ไร่ หรือสูงสุดไม่เกิน 70 ไร่ แม้จะมีแหล่งกักเก็บน้ำ ซึ่งเป็นสระถึง 9 สระ ปริมาณความจุของน้ำกว่า 200,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งคำนวณสามารถใช้ทำนาได้ถึงกว่าร้อยไร่ (คิดปริมาณน้ำทำนาดำ 1,500 ลูกบาศก์เมตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่) แต่ผู้ใหญ่สันทัดได้พิจารณาหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หากปีใดมีภาวะฝนแล้งที่ยาวนาน เกรงว่าน้ำที่กักเก็บไว้จะไม่เพียงพอ จึงวางแผนทำกิจกรรมการเกษตรชนิดอื่นไปด้วย มีการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพด ทานตะวัน ซึ่งต้นจะออกดอกให้ความสวยงามแก่พื้นที่ (พื้นที่เกษตรแห่งนี้จัดทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรด้วย) หลังจากออกดอกและเก็บเมล็ดพันธุ์ ยังนำเมล็ดทานตะวันมาเพาะเป็นทานตะวันงอกจำหน่ายด้วย และกิจกรรมอื่นๆ ก็มี การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย เห็ดถุง ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ประดับต่างๆ มีหลากหลายกิจกรรม หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด โดยผู้ใหญ่สันทัด มีแนวความคิดว่า หากทำนาเพียงอย่างเดียวหรือทำนามากเกินไป ยิ่งทำนาแบบลดต้นทุน ซึ่งผู้ใหญ่สันทัด ทำได้ผลผลิตสูงสุดถึง 1,132 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตก็มาก ต้องจำหน่ายข้าวเปลือกให้กับโรงสี หรือพ่อค้าคนกลาง ก็จะจำหน่ายได้ราคาต่ำ ผู้ใหญ่สันทัด รวมกลุ่มชาวนา นอกจากเป็นศูนย์ข้าวชุมชนแล้ว ยังจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งผู้ใหญ่สันทัด ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกลุ่ม ทำนา นอกจากจำหน่ายผลผลิต ยังเก็บพันธุ์ข้าวเปลือกไว้ทำพันธุ์ ผลผลิตส่วนหนึ่งแปรรูป จำหน่ายเป็นข้าวสารและข้าวกล้อง ทำให้มีกิจกรรมทางเกษตรทำตลอดปี และเกิดรายได้สำหรับครอบครัวและชุมชน

สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในพื้นที่ทำการเกษตรของผู้ใหญ่สันทัด ได้หลีกเลี่ยงหรือไม่มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำการเกษตรแบบปลอดภัยและลดต้นทุน โดยการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีการเกษตร ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การกำจัดวัชพืชในแปลงนา ความชื้นในดินทำให้เกิดวัชพืชในนาได้มาก การใช้วิธีการปลูกข้าวแบบนาดำที่ผู้ใหญ่สันทัดทำ ช่วยลดปริมาณวัชพืชได้มากกว่าวิธีอื่น ในการปักดำจะใช้ต้นกล้าที่เจริญเติบโตแล้ว ขณะปักดำ วัชพืชกำลังจะเริ่มโต ซึ่งไม่ทันกับการเจริญเติบโตของข้าว

การป้องกันโรคแมลงศัตรูข้าว มีการเฝ้าระวัง ตรวจนับ ตรวจแปลงนา อย่างใกล้ชิด สม่ำเสมอ ตามแนวทางโรงเรียนเกษตรกร เรียนรู้วิธีการจัดการกับโรคแมลงศัตรูโดยใช้ศัตรูธรรมชาติ หากสำรวจพบสิ่งผิดปกติ การป้องกันกำจัดจะใช้สารชีวินทรีย์ที่ผลิตขึ้น มีการนำมาใช้ในกลุ่มสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนด้วยกัน

การทำนาของผู้ใหญ่สันทัด จึงเป็นการทำนาที่ไม่เสี่ยง ทำนาด้วยความพอดีและมีเหตุผล สามารถพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพาตลาดและกระจายความเสี่ยงโดยการปลูกพืช หรือทำกิจกรรมทางการเกษตรหลายชนิด ทำให้แก้ปัญหาของครอบครัวและชุมชนได้ไปพร้อมกัน ซึ่งในพื้นที่บริเวณนาได้จัดทำเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยการสนับสนุนจากองค์กรและส่วนราชการต่างๆ และผู้ใหญ่สันทัด ยังได้รับรางวัลเป็นเครื่องหมายประกาศเกียรติคุณจำนวนมาก สามารถเป็นต้นแบบนำไปเป็นแบบอย่างได้ เช่น

1. เกษตรกรสาขาอาชีพทำนาดีเด่น ระดับเขต ปี 2558 ของสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก

2. เกษตรกรสาขาอาชีพการทำนาดีเด่น ติดต่อกันหลายปีของจังหวัดอุทัยธานี

3. เกษตรกรมืออาชีพดีเด่น แปลงเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี

4. รางวัลชนะเลิศเกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบด้านข้าว (Smart Farmer) จังหวัดอุทัยธานี จากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

5. เกษตรกรสัมมาอาชีพดีเด่น จากสภาเกษตรกรแห่งชาติ

6. รางวัลดีเด่น ระดับจังหวัด ระดับเขต ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี 2558

ทั้งนี้ การประกอบอาชีพทำนาของ คุณสันทัด วัฒนกูล ได้ยึดหลักของพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน”

นอกจากนี้ ผู้ใหญ่สันทัด ยังมีบทบาทในฐานะผู้นำชุมชนในด้านอื่นๆ อีกหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ใหญ่สันทัด มีความปลาบปลื้มและภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตชาวนาคือ ได้ร่วมจัดแสดงผลงาน และเฝ้าฯ รับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์โอท็อป เมืองพระชนกจักรี อุทัยธานี เมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา

แลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ใหญ่สันทัด ได้ตามที่อยู่ หรือโทร. (081) 888-3579