บอร์พันธุ์แท้ สุดยอดแพะ ที่ “สุดรอดฟาร์ม” ปราณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

บอร์พันธุ์แท้ สุดยอดแพะ ที่ “สุดรอดฟาร์ม” ปราณบุรี

สวัสดีครับ ทุกวันที่ต้องไปทำงาน ผมขับรถไปกลับเกือบ 100 กิโลเมตร วันไหนมีเวลาผมขับรถกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งผมก็สังเกตเห็นว่าร้านกาแฟที่มีมากมายสองข้างทาง มีป้ายติดประกาศขายร้านบ้าง ปิดถาวรบ้าง ทั้งร้านเล็กร้านใหญ่ ตัวผมเองไม่ดื่มกาแฟ แต่คนที่นั่งข้างๆ นั่นติดงอมแงม ก็เลยทำให้คนนั่งข้างๆ บ่นว่า หาร้านถูกใจยากขึ้นไปอีก

การที่ทำธุรกิจตามกระแส ทำตามคนอื่น โดยไม่ดูความพร้อมและไม่ใช้ทักษะหลายด้านมาช่วย จึงทำให้ธุรกิจไปไม่รอด ซึ่งต่างจากสาวร่างเล็กแต่มากความสามารถที่ผมจะพาไปพบในฉบับนี้ เธอมุ่งมั่นกับงานปศุสัตว์ และพัฒนาชื่อเสียงให้ตนเองและจังหวัดจากงานที่เธอทำ ตามผมไปพบกับเธอเลยครับ

ลาออกจากงาน มาเลี้ยงแพะ

คุณณัฐิกา บัวขยาย หรือ คุณเจี๊ยบ อยู่ที่บ้านเลขที่ 157/28 หมู่ที่ 6 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่า ได้รับช่วงธุรกิจการเลี้ยงและขยายพันธุ์แพะมาจากพ่อ จนถึงวันนี้ก็เป็นปีที่ 9 แล้วกับอาชีพนี้

“ตอนเริ่มต้นตัดสินใจออกจากงานบริษัทมารับช่วงเลี้ยงแพะ ก็ได้ประสบการณ์มาเยอะมาก ทั้งโดนหลอกให้ซื้อแพะป่วย ซื้อเข้ามา 200 ตัว ตายไป 70 กว่าตัว โดนหลอกเรื่องพันธุ์แพะ เราก็ได้แต่นั่งร้องไห้เสียใจ แต่ก็บอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมเลิก และก็พยายามหาความรู้เพิ่มประสบการณ์จนมาถึงวันนี้ วันที่เรายึดการเลี้ยงแพะเป็นอาชีพหลัก เราใช้แรงงานคือตัวเราเองในครอบครัวเป็นหลัก ทำมาจนวันนี้มีกิน มีรถก็เพราะแพะให้เรามา” คุณเจี๊ยบ เล่า

แพะบอร์พันธุ์แท้ เลี้ยงน้อย ได้เงินมาก

คุณเจี๊ยบ เลี้ยงแพะสายพันธุ์บอร์พันธุ์แท้เกือบ 100 ตัว ที่ใช้วิธีการเลี้ยงง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

“ตอนนี้มีแม่พันธุ์บอร์แท้ 100% อยู่ 90 ตัว ใช้พ่อพันธุ์บอร์พันธุ์แท้คุมฝูง 3 ตัว ที่เลือกเลี้ยงแพะพันธุ์บอร์ เนื่องจากประสบการณ์ที่ทดลองเลี้ยงมาสอนเราว่า การเลี้ยงแพะพันธุ์แท้นั้น เลี้ยงจำนวนน้อยแต่ขายได้ในราคาแพง เลี้ยงน้อย ได้เงินมาก ต่างจากแพะพันธุ์ลูกผสมที่เลี้ยงมาก แต่ราคาไม่สูง”

“อีกอย่างการเลี้ยงแพะบอร์พันธุ์แท้ก็ไม่ได้เลี้ยงยากกว่าแพะพันธุ์อื่นๆ เจี๊ยบสั่งแม่พันธุ์บอร์พันธุ์แท้มาจากออสเตรเลีย ขนลงเรือมาในราคาตัวละ 17,000 บาท เราก็เอามาเลี้ยงแบบไล่ต้อนไปหาหญ้าข้างทางกิน สลับกับเลี้ยงปล่อยให้กินหญ้าในแปลงปลูกของเราเอง ที่มีพื้นที่ 30 กว่าไร่ มันก็อยู่ได้สบายๆ อ้วนท้วน แข็งแรง ให้ลูกได้ดี”

“หลายคนอาจจะมองว่า แพะบอร์พันธุ์แท้ต้องเลี้ยงยืนโรง ไม่ลงดิน เจี๊ยบทดลองดูแล้วก็พบว่า จะทำให้แพะเป็นไข้ขาอ่อน ไม่แข็งแรง ให้ลูกไม่ดี เราก็เลยเลี้ยงแบบธรรมชาติที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไร” คุณเจี๊ยบ ให้ข้อมูล

ใช้พ่อพันธุ์สายนอก

ในส่วนของพ่อพันธุ์แพะบอร์พันธุ์แท้ของสุดรอดฟาร์มนั้น คุณเจี๊ยบ เล่าให้ฟังว่า

“เมื่อก่อนเราใช้พ่อพันธุ์แพะบอร์พันธุ์แท้ชื่อ “เสือ” ที่ซื้อมาจากออสเตรเลีย ซึ่งคนที่มีความรู้ด้านวิชาการเคยบอกไว้ว่า เป็นบอร์สายเก่าของออสเตรเลีย มีลักษณะเตี้ย ล่ำสัน เนื้อเยอะ ให้ลูกที่มีลักษณะดีมาก ไม่ว่าจะผสมกับแม่พันธุ์แพะพันธุ์ไหนก็ตาม เจ้าเสือให้ลูกกับสุดรอดฟาร์มเอาไว้มากมาย”

“แต่สุดท้ายเราก็จำต้องขายเจ้าเสือออกไปเพื่อเปลี่ยนสายพ่อพันธุ์ เราขายเจ้าเสือออกไปตอนที่มันอายุ 2 ปี 7 เดือน ในราคา 125,000 บาท ให้กับชาวออสเตรเลียที่นิยมบอร์สายเก่าของออสเตรเลีย”

คุณเจี๊ยบ บอกอีกว่า ตอนนี้ได้เปลี่ยนมาใช้พ่อพันธุ์สายแอฟริกาของซีพี ที่ซื้อเข้ามาตั้งแต่เป็นลูกแพะ ในราคาตัวละ 15,000 บาท ซึ่งพ่อพันธุ์รุ่นใหม่ก็ให้ลูกที่มีลักษณะดีทั้งพันธุ์แท้และลูกผสม

ช้อนซื้อแพะลูกผสม เน้นทำบัญชีคุมต้นทุน

วัฏจักรราคาสินค้าเกษตรในบ้านเราเป็นเรื่องที่คาดการณ์กันได้สำหรับคนที่อยู่ในวงการมายาวนาน มีประสบการณ์มาก แต่สำหรับมือใหม่หัดทำการเกษตร เรื่องราคาที่ผันผวนชวนให้เลิกอาชีพเกษตรกันมานักต่อนัก ราคาแพะก็เช่นกัน ในบางช่วงที่แพะราคาดีก็มีเกษตรกรรายใหม่แห่มาเลี้ยงแพะกันมาก บางรายไปได้ดี บางรายไม่ถึงปีก็ต้องเลิก

คุณเจี๊ยบ บอกว่า ช่วงที่ราคาแพะตกต่ำจะมีคนเทขายแพะออกมามากมายในราคาต่ำ ช่วงนั้นจะเข้าไปช้อนซื้อแพะเข้ามา แพะตัวไหนหุ่นดี สายเลือดดี ให้ลูกดี จะเก็บไว้ทำแม่พันธุ์สำหรับสร้างแพะลูกผสมป้อนตลาด ส่วนตัวผู้ ตัวเมียที่คัดออก ก็ขุนส่งตลาดต่อไป หมุนวนอยู่อย่างนี้ตลอด

“ดังนั้น นอกจากเราจะมีแพะบอร์พันธุ์แท้สำหรับขายแล้ว เรายังมีแพะลูกผสม อย่างลูกผสมบอร์กับซาแนน ไว้ขายสนองความต้องการของลูกค้าด้วย” การทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม การควบคุมต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้คุณเจี๊ยบ เน้นว่า “เราจดทุกอย่างที่ทำ ทำบัญชีต้นทุนเอาไว้ครบถ้วน เพื่อจะได้รู้ว่าเราลงทุนอะไรไป แล้วสุดท้ายมันจะคุ้มค่าแค่ไหน มีอะไรต้องปรับลดหรือเพิ่มเติมเพื่อให้ฟาร์มของเรามีผลกำไร เราอยู่ได้ แพะอยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้”

กระถิน ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอไป

การเลี้ยงแพะของสุดรอดฟาร์มนั้น เน้นการปล่อยให้แพะหากินในแปลงหญ้าธรรมชาติและหากินหญ้าข้างคลองชลประทานเป็นหลัก กระถินไม่ใช่อาหารหลัก ซึ่งแตกต่างจากฟาร์มแพะทั่วไป

“ช่วงแรกที่เราซื้อแม่พันธุ์บอร์พันธุ์แท้จากต่างประเทศเข้ามา ก็ตัดกระถินมาให้กิน แต่มีปัญหาคือ แพะไม่ยอมกิน เราเลยเปลี่ยนเป็นการปล่อยให้หาหญ้ากินเองในพื้นที่ของเรา โดยที่ไม่ต้องใช้อาหารข้นเลย ในส่วนของกากถั่วเหลือง เราเคยทดลองแล้วพบว่ามันมีต้นทุนสูงเกินไป ไม่คุ้มค่า”

“เราเลยเลี้ยงแพะโดยใช้หญ้าธรรมชาติเป็นหลัก และมีการเสริมหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกเอาไว้มาโม่ ตัดกระถินมาโม่ให้บ้างในวันที่เราติดธุระอื่นๆ จนไม่มีเวลามาเฝ้าฝูงแพะให้ออกหาหญ้ากินได้ พูดได้ว่า สุดรอดฟาร์มเลี้ยงแพะแบบธรรมชาติ ใช้หญ้าธรรมชาติเป็นหลักอย่างแท้จริง”

“ส่วนการที่คนเลี้ยงแพะทั่วไปบอกว่า แพะต้องกินกระถินเป็นหลัก ตรงนี้เรามองว่าเป็นการเพิ่มงาน เพิ่มต้นทุนในการออกไปหากระถิน ตัดฟัน ขนส่งมาให้แพะ ถามว่าตรงนี้เป็นต้นทุนหรือไม่ คนเลี้ยงแพะบางคนบอกไม่ใช่ต้นทุน แต่สำหรับสุดรอดฟาร์มนั่นคือต้นทุน ทั้งเวลา แรงงาน และเงินที่เราต้องเสียไป ดังนั้น การตัดกระถินมาเลี้ยงแพะอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไปค่ะ” คุณเจี๊ยบ บอก

ลูกค้ามาจากทั่วประเทศ ต้องควบคุมโรคให้ดี

เพราะแพะของสุดรอดฟาร์มมีคุณภาพดีและมีพันธุ์ให้เลือกหลากหลาย จึงมีคนสนใจมาเลือกซื้อจากทั่วประเทศ

คุณเจี๊ยบ เล่าว่า ลูกค้ามีทั่วประเทศ ทุกจังหวัด กาญจนบุรี โคราช บุรีรัมย์ ก็มาซื้อไปเลี้ยง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา ได้ขายแพะออกไป 17 ครั้ง ทุกครั้งทำอย่างถูกต้องตามระเบียบกรมปศุสัตว์ ไม่มีการเคลื่อนย้ายเถื่อนเด็ดขาด เพราะเรารักษาคุณภาพและอยากจะช่วยรักษาวงการแพะเอาไว้

ปัจจุบัน สุดรอดฟาร์ม เป็นฟาร์มปลอดโรคระดับ B ของกรมปศุสัตว์

“เจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอปราณบุรี จะเข้ามาตรวจสอบดูแล ทำวัคซีนให้อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งให้ความรู้และแนะนำเรื่องการขนย้ายแพะให้กับลูกค้าที่มีอยู่ทั่วประเทศ”

“ในเรื่องวัคซีนและยาบำรุง เราจะให้แพะที่ซื้อเข้ามาใหม่ ให้ยาถ่ายพยาธิแพะทุกตัว ทุกๆ 15 วัน แม่แพะที่ท้องก็ทำได้ ไม่ส่งผลเสียกับลูกในท้อง ลูกแพะที่เกิดมาให้วิตามิน B12 ธาตุเหล็ก แม่แพะให้ยาแก้ไข้ เท่านี้ก็ทำให้แพะมีสุขภาพดี ปราศจากโรค ซึ่งดีมากต่อฟาร์มของเรา และดีต่อลูกค้าที่ซื้อแพะของเราไปด้วย จะได้ไม่มีการแพร่ระบาดของโรคแพะให้วงการเราถูกทำลาย” คุณเจี๊ยบ เล่า

ล่าสุดมีคนของทางการพม่าขอเข้ามาดูงานที่สุดรอดฟาร์ม และต้องการจะซื้อแพะบอร์พันธุ์แท้กลับไปเลี้ยงด้วย ในตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างติดต่อซื้อขายกัน อันเป็นสิ่งรับประกันมาตรฐานของสุดรอดฟาร์มได้เป็นอย่างดี

คุณเจี๊ยบ บอกว่า ตอนนี้รับหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ชมรมผู้เลี้ยงแพะ-แกะ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วย ใครสนใจอยากสอบถาม พูดคุยกับคุณเจี๊ยบ กริ๊งกร๊างกันไปได้ที่ โทร. (061) 426-0778 ครับ

…ฉบับนี้ขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ

ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพ์อย่าทิ้ง มาประดิษฐ์เพิ่มมูลค่ากันดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพ์อย่าทิ้ง มาประดิษฐ์เพิ่มมูลค่ากันดีกว่า

เครื่องอุปกรณ์ ไอที จะมีอายุการใช้งาน เมื่อใช้ไปได้สักระยะหนึ่ง เครื่องมือเหล่านี้ก็เสื่อมไปตามสภาพการใช้งาน ถึงแม้จะไม่เสื่อมแต่ก็ล้าสมัย ทำให้ตกยุคไป จนทำให้เกิดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น สร้างปัญหาการจัดเก็บขยะ เพราะขยะพวกนี้ล้วนสร้างมลภาวะเป็นพิษ

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงมีหลายหน่วยงานคิดจัดเก็บและกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น และการมีหลายสถาบันการศึกษาที่คิดค้นประดิษฐ์ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะทิ้งเป็นขยะให้เป็นปัญหา กลับมาเป็นประโยชน์อีกครั้ง กระทั่งสร้างเป็นรายได้

เช่น วิทยาลัยการอาชีพสระบุรี อาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี โดยการนำของ คุณเรวุฒิ ศงสนันทน์ คุณวศิน ปัญญา คุณดุษฎี อันโส คุณภาคภูมิ ไวยวารี และ คุณพรพิมล ใยเสงี่ยม นักเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ มี ครูนาตยา วงษ์กต พร้อมคณะครูหลายท่านเป็นครูที่ปรึกษา ประดิษฐ์เก้าอี้นั่งจากจอคอมพิวเตอร์

จอคอมพิวเตอร์แบบ ซีอาร์ที เป็นลักษณะจอตู้หรือจอนูน เป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัย เพราะปัจจุบันจอคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาเป็นจอแบบ แอลซีดี ลักษณะเป็นจอแบน จึงทำให้จอคอมพิวเตอร์แบบ ซีอาร์ที เมื่อเสื่อมสภาพหรือชำรุด จึงไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป กลายเป็นสิ่งของเหลือใช้หรือขยะกองไว้

แต่แทนที่จะนำจอไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ นำมาเพิ่มมูลค่าโดยการประยุกต์ใช้สิ่งของเหลือใช้ใกล้ตัว มาออกแบบและพัฒนา พร้อมทั้งดัดแปลงสิ่งของเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นการปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของสิ่งของที่ชำรุดและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสามารถสร้างรายได้อีกด้วย

วัตถุประสงค์ของผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เพื่อสร้างเป็นเก้าอี้นั่งจากจอคอมพิวเตอร์ สามารถใช้เก็บสิ่งของได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และเคลื่อนย้ายได้สะดวก

วัสดุอุปกรณ์

1. จอคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 จอ

2. เบาะสำหรับนั่ง จำนวน 2 อัน

3. หนัง 2 แผ่น

4. สีส้มกระป๋อง 4 กระป๋อง

5. สีดำกระป๋อง 1 กระป๋อง

6. สีเทากระป๋อง 1 กระป๋อง

7. โซ่ 4 เส้น

8. ไขควงปลายแฉก

9. น็อต 32 ตัว

10. ไม้อัด 1 แผ่น

11. สว่านไฟฟ้า

12. เทปกาว

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เขียนแบบที่ต้องการก่อน เป็นขั้นตอนของการใช้จินตนาการส่วนบุคคล มีข้อแนะนำว่า ควรออกแบบให้สิ่งประดิษฐ์เก้าอี้นั่งจากจอคอมพิวเตอร์มีความสวยงาม

ขั้นตอนที่ 2 เอาตัวเครื่องข้างในออก

ขั้นตอนที่ 3 เอาฐานจอคอมพ์ออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนที่ 4 พ่นสีที่จอคอมพ์

ขั้นตอนที่ 5 เอาเบาะติดที่จอก่อนนั่ง

ขั้นตอนที่ 6 ติดบานพับ

ขั้นตอนที่ 7 ติดบานพับบนจอคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนที่ 8 จะได้สิ่งประดิษฐ์ที่ภาคภูมิใจของตน

วิธีการใช้งาน ใช้สำหรับนั่งพักผ่อน และเก็บสิ่งของด้านในเก้าอี้จากจอคอมพิวเตอร์ การเก็บรักษา ควรเก็บในที่ร่มหรือภายในอาคารบ้านเรือน สามารถรับน้ำหนักได้ ประมาณ 80-100 กิโลกรัม

ส่วน วิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก อาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี กลุ่มนักเรียนซึ่งมี คุณจุฑามาศ สงวนศักดิ์ คุณรุ่งทิวา ดอกไม้ นักเรียนสาขาเทคโนโลยีสำนักงาน ประดิษฐ์ชั้นวางจากคีย์บอร์ดแบบประกอบ มี ครูเบญจวรรณ รุณชัยศรี เป็นครูที่ปรึกษา

จุดประสงค์ของงานประดิษฐ์ชิ้นนี้ เป็นวัสดุเหลือใช้จากคีย์บอร์ด ซึ่งเป็นส่วนประกอบจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้ชั้นวางของที่สามารถใช้งานได้จริงและสะดวกในการเคลื่อนย้าย นำไปเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งสถานที่ได้ ช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มมูลค่าให้กับคีย์บอร์ดที่ชำรุดและไม่ใช้แล้ว

อุปกรณ์ที่ใช้ในการประดิษฐ์

1. คีย์บอร์ด ที่ชำรุดและไม่ใช้แล้ว

2. น็อต ขนาด 1/2 นิ้ว

3. แผ่นฉากเหล็ก

4. สว่าน

5. สีกระป๋อง

นอกจากนี้ ทางนักเรียนของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งมี คุณศิริอร ไพฑูลย์ คุณพรนที ศิริวิโรจน์ ประดิษฐ์กระถางแฟนซีจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมี ครูศิริณภา กุลสุวรรณ ครูปวีณา เทกระโทก ครูแผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เป็นครูที่ปรึกษา

วิธีประดิษฐ์กระถางแฟนซีจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เริ่มจากนำหน้าจอคอมพิวเตอร์มาแยกชิ้นส่วน แล้วมาทำความสะอาด ใช้สีเปรย์พ่นชิ้นส่วนที่ต้องการ พร้อมวาดรูปการ์ตูนหรือภาพดอกไม้ตามที่ต้องการ โดยใช้สีโปสเตอร์วาด หลังจากนั้น พ่นสีเคลือบเพื่อป้องกันไม่ให้สีหลุด ประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน พร้อมใช้งานนำกระถางดอกไม้มาใส่

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้งานหรือหมดความจำเป็นแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่นำมาใช้ได้อีก ก่อนที่จะนำไปทิ้งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่นำมาเสนอนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น

6 โรงเรียนนำร่อง บ้านค่าย ระยอง พัฒนาคุณภาพชีวิต โรงเรียนเป็นศูนย์กลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

6 โรงเรียนนำร่อง บ้านค่าย ระยอง พัฒนาคุณภาพชีวิต โรงเรียนเป็นศูนย์กลาง

ในอดีต วัดและโรงเรียนเป็นสถานที่สำคัญ เป็นศูนย์กลางของชุมชน หากชุมชนเข้มแข็งก็จะช่วยส่งเสริมให้โครงสร้างเศรษฐกิจของชุมชนมีความเข้มแข็งที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน มุมมองการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และการส่งเสริมโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็งนั้น บริษัท สยามลวดเหล็กอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าลวดเหล็กแรงดึงสูงสำหรับงานคอนกรีตอัดแรง และลวดเหล็กตีเกลียว ที่ใช้ในการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เล็งเห็นถึงการดำเนินธุรกิจที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โครงการ “การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง” จึงเริ่มขึ้น

คุณนิกร อ่อนอ่อง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส-ทรัพยากรบุคคลและบริหารงานทั่วไป บริษัท สยามลวดเหล็กอุตสาหกรรม จำกัด กล่าวว่า โครงการการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง เริ่มขึ้นเมื่อปี 2555 โดยนำร่องพัฒนา 6 โรงเรียน จาก 11 หมู่บ้าน ในพื้นที่ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรและการบริหารจัดการ โดยแบ่งการดำเนินกิจกรรมออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ การมีส่วนร่วมและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การจัดตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อสังคมในโรงเรียนและโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน การฝึกอบรมครูและผู้นำ การพัฒนาด้านสังคม และ กองทุนเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

6 โรงเรียนนำร่อง ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองละลอก โรงเรียนวัดละหารไร่ โรงเรียนวัดดอนจันทน์ โรงเรียนบ้านมาบตอง โรงเรียนวัดหนองกระบอก และ โรงเรียนวัดเชิงเนิน

เป็นโอกาสที่ดีของโรงเรียนนำร่อง ทั้ง 6 แห่ง ที่มีหน่วยงานที่มีความรู้เฉพาะทางมาช่วยส่งเสริม และสนับสนุนในการดำเนินกิจกรรมการเกษตรภายในโรงเรียน ทั้งยังส่งเสริมกิจกรรมภายในชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งที่ยั่งยืน ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

โรงเรียนบ้านหนองละลอก 1 ใน 6 โรงเรียนนำร่อง ที่นี่มีแปลงเกษตรให้นักเรียนบริหารจัดการ เพื่อเรียนรู้เทคนิคด้านการเกษตร เช่น การปลูกมะนาวนอกฤดู การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การปลูกพืชสมุนไพร การเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในเรื่องของการสร้างอาชีพ และการสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวในอนาคต ซึ่งผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรภายในโรงเรียน มีการบริหารจัดการโดยนำเข้าสู่ระบบสหกรณ์ของโรงเรียน จากนั้นซื้อในราคาถูก นำมาใช้ประกอบอาหารตามโครงการอาหารกลางวันสำหรับนักเรียน ส่วนผลผลิตที่เหลือจะนำไปจำหน่ายในตลาดชุมชน เป็นรายได้คืนให้กับนักเรียนเมื่อสิ้นสุดการเรียนในแต่ละปีการศึกษา

นอกเหนือจากการทำการเกษตรในรูปของการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิต สร้างรายได้ ลดรายจ่ายแล้ว ยังมีการจัดตั้งธนาคารพัฒนาชุมชนและโรงเรียน ซึ่งเริ่มดำเนินการมาแล้วกว่า 1 ปี โดยจัดตั้งในโรงเรียนนำร่อง 6 แห่ง เช่นเดียวกัน

โดย บริษัท สยามลวดเหล็กฯ จัดเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมการบริหารจัดการในระบบธนาคารให้กับนักเรียนและชุมชน เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ในการบริหารจัดการระบบธนาคาร ต่อยอดไปถึงการบริหารจัดการรายได้มีความสมดุลในอนาคต ส่วนชุมชนก็สามารถเริ่มธุรกิจขนาดเล็ก และสร้างรายได้ภายในชุมชนได้ ซึ่งปัจจุบันมีชาวบ้านเป็นสมาชิกของธนาคาร จำนวน 306 คน และจำนวนหนึ่งเริ่มธุรกิจขนาดเล็กในชุมชนแล้ว เช่น การทำสวนมะนาว การทำขนมขาย เปิดร้านขายของชำ การเพ้นท์แก้ว การเลี้ยงปลา การเพาะเห็ด เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดสามารถเพิ่มรายได้ภายในครัวเรือนมากขึ้น 30-40 เปอร์เซ็นต์

อาจารย์ภัสราภรณ์ ธีร์ธนพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองละลอก กล่าวว่า ปัจจุบัน โรงเรียนบรรจุวิชาการเกษตรไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน โดยจะเน้น 2 สาระสำคัญ คือ 1. การงานอาชีพ ซึ่งจะรวมวิชาการเกษตรเข้าไปด้วย โดยคุณครูประจำชั้นจะพานักเรียนมาเรียนที่แหล่งเรียนรู้การเกษตร และ 2. สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม โดยจะสอดแทรกแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อปลูกฝังให้เด็กนักเรียนรู้จักการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เห็นคุณค่าของทรัพยากรต่างๆ มีจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันจากแหล่งเรียนรู้การเกษตร โดยจะแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบตามระดับชั้น เด็กเล็ก ก็จะมีหน้าที่รดน้ำ ถอนหญ้า ส่วนเด็กโต ก็จะมีหน้าที่พรวนดิน ให้ปุ๋ย เก็บผลผลิต เป็นต้น

“ตอนแรกโรงเรียนก็ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน แต่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก บริษัท สยามลวดเหล็กฯ และมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ และจัดส่งเจ้าหน้าที่มาให้ความรู้ สอนเทคนิคการดำเนินกิจกรรมเกษตร การบริหารการเงินในรูปแบบของธนาคาร เพื่อให้มีการออมและสร้างรายได้เพิ่มจากอาชีพที่ทำอยู่ ทำให้นักเรียนและชุมชนมีแหล่งเรียนรู้การเกษตรที่เป็นรูปธรรม รู้เทคนิคการทำเกษตรตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต อีกทั้งยังได้ฝึกทักษะการทำงาน และความรับผิดชอบให้กับนักเรียน ส่วนการเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละวัน นักเรียนก็จะนำไปจำหน่ายให้กับผู้ปกครองที่มารอรับนักเรียนในตอนเย็น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ประมาณ 2,000-3,000 บาท ต่อเดือน โรงเรียนจะนำเงินส่วนนี้ไปซื้อดิน หรือเมล็ดพันธุ์ เพื่อนำมาปลูกใหม่หมุนเวียนต่อไป”

เพราะกิจกรรมนี้ ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียน ปีละ 2 ครั้ง เพื่อติดตามดูการนำความรู้ของนักเรียนที่ได้ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ความรู้จากนักเรียนถ่ายทอดสู่ผู้ปกครองไปด้วย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนอีกทางหนึ่ง

เด็กหญิงธารารัตน์ เดชกุลรัมย์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองละลอก เล่าว่า ปัจจุบัน ที่บ้านประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป และปลูกพืชสวนครัวไว้รับประทานกันเอง เช่น มะเขือ ผักชี พริก ต้นหอม เป็นต้น โดยนำเมล็ดพันธุ์จากที่โรงเรียนมาปลูก ส่วนใหญ่ใช้เวลาหลังเลิกเรียนหรือวันหยุด ช่วยรดน้ำ ถอนหญ้า หรือบางทีก็ไปช่วยพ่อกับแม่เก็บผลผลิต แต่ถ้าช่วงไหนที่เก็บได้เยอะก็จะแบ่งไปขาย และแบ่งปันให้เพื่อนบ้านใกล้เคียง

ด้าน เด็กหญิงวัชราภรณ์ โจมเสนาะ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า อาศัยอยู่กับลุงและป้า โดยที่บ้านประกอบอาชีพกรีดยาง และขายของชำ ทั้งยังปลูกถั่วฝักยาว ผักกวางตุ้ง ฟักทอง ไว้กินในครัวเรือน เพราะมีพื้นที่ปลูกไม่มาก นำความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรมสวนเกษตรในโรงเรียนมาช่วยผู้ปกครองปลูก ทำให้รู้ว่า ผักแต่ละประเภทปลูกอย่างไร ดูแลอย่างไร ซึ่งหากมีปัญหาเรื่องเกษตรก็สามารถไปปรึกษาคุณครูที่ดูแลสวนเกษตรได้ รู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้ช่วยลุงกับป้าทำงาน

ส่วน คุณโชติชัย บัวดิษ ผู้จัดการธนาคารชุมชนบ้านมาบตอง ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง 1 ในพื้นที่ดำเนินการนำร่อง เล่าว่า ความสำคัญของการจัดตั้งโครงการธนาคารชุมชน คือ การมุ่งเน้นการส่งเสริมอาชีพและสร้างวินัยการออมให้กับชุมชน ด้วยการสนับสนุนเงินทุนธนาคาร จาก บริษัท สยามลวดเหล็กฯ ปัจจุบัน มีสมาชิก 112 คน วงเงินกู้รวมกว่า 500,000 บาท โดยมีการบริหารจัดการธนาคารตามระบบธนาคารจริง ซึ่งภาพรวมพื้นฐาน คนในชุมชนส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างถิ่นและหลากหลายอาชีพ เช่น ทำการเกษตร ปลูกมัน ขายก๋วยเตี๋ยว ขายข้าวแกง ซื้อขายผลไม้ เป็นต้น

“เราต้องมีการตรวจสอบข้อมูลของผู้กู้แต่ละรายก่อนว่าประกอบอาชีพอะไร รวมถึงการติดตามผลว่า เมื่อรับเงินไปแล้ว นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หรือประกอบอาชีพแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เราก็จะให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ ตลอดจนช่วยเหลือในการหาตลาดให้กับชุมชนด้วย นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขว่า สมาชิกที่มาสมัครจะต้องซื้อหุ้นกู้ ตั้งแต่ 20 บาท แต่ไม่เกิน 2,000 บาท และจะได้รับเงินปันผลทุกสิ้นปี โดยมีข้อกำหนดว่า สมาชิกแต่ละคนจะต้องฝากสัจจะออมทรัพย์ ซึ่งต้องฝากทุกเดือน ไม่เกิน 500 บาท ดังนั้น ถ้าเรามีสมาชิกมากเราก็จะมีเงินหมุนเวียนในระบบธนาคารที่ดีขึ้น ที่สำคัญสมาชิกแต่ละรายก็จะมีเงินออมทุกเดือนไปโดยปริยาย ซึ่งจากการดำเนินโครงการ นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้ชุมชนมีกำลังใจในการประกอบอาชีพมากขึ้นแล้ว ยังคาดว่าชุมชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 30-40 เปอร์เซ็นต์ ต่อครัวเรือน”

สำหรับ คุณนงเยาว์ ปลดปลิด ชาวบ้านจากชุมชนบ้านมาบตอง กล่าวว่า เดิมทีเปิดร้านขายของกับหลาน มีรายได้ประมาณ 9,000 บาท ต่อเดือน และคิดอยากมีอาชีพและรายได้เป็นของตนเอง แต่ติดที่ไม่มีทุน ซึ่งหลังจากที่ บริษัท สยามลวดเหล็กฯ และมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ เข้ามาสนับสนุนและให้ความรู้ แนะแนวทางให้การประกอบอาชีพ ทำให้มีความหวังมากขึ้น จึงตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารชุมชนมาส่วนหนึ่ง เพื่อมาทำร้านซักรีดเป็นของตัวเอง ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังรับงานได้ไม่เต็มที่ เพราะมีเครื่องซักผ้าเพียงเครื่องเดียว แต่ก็ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายของอีก ราว 4,500 บาท ต่อเดือน รู้สึกดีใจที่มีโครงการดีๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนตรงนี้ ทำให้เราและคนในชุมชนมีชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น และยังมีเงินออมเก็บไว้ใช้ในอนาคตอีกด้วย

นับเป็นการคืนกำไรสู่สังคมที่ดี เล็งเห็นแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเริ่มจากโรงเรียน ซึ่งมีรากฐานที่สำคัญของประเทศ คือ เด็กนักเรียน และต่อเนื่องไปถึงชุมชนที่มุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งสู่ชุมชน ให้ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นิสิตสัตวแพทย์เกษตร ออกค่ายอาสา นำความรู้จากห้องเรียน ลงพื้นที่ปฏิบัติจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เยาวชนเกษตร

จุไร เกิดควน

นิสิตสัตวแพทย์เกษตร ออกค่ายอาสา นำความรู้จากห้องเรียน ลงพื้นที่ปฏิบัติจริง

ค่ายสัตวแพทย์อาสานิสิต คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำทีมลงปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เสริมประสบการณ์วิชาชีพสัตวแพทย์ภาคสนาม ในปีการศึกษา 2558 ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเลี้ยงปศุสัตว์หนาแน่น โดยเฉพาะ กระบือ และข้อจำกัดทางปศุสัตว์ เช่น โภชนาการ การดูแลสุขภาพสัตว์ เป็นต้น

คุณณัฐวุฒิ ลิบขาว นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานโครงการค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ชุมนุมสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท กล่าวถึงความสำคัญในการลงพื้นที่ออกค่ายในปีการศึกษา 2558 นี้ว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้จะดำเนินการครอบคลุม 8 หมู่บ้าน ในจังหวัดสุรินทร์ แต่ละพื้นที่จะออกค่ายต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี เนื่องจากมีการเลี้ยงโค-กระบือ เป็นจำนวนมาก

กิจกรรมการออกค่ายที่ลงไปปฏิบัติ มีทั้งการถ่ายพยาธิ และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในโค-กระบือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ในสุนัขและแมว การหยอดวัคซีนในไก่ การทำ Tuberculosis skin test (TB) การเก็บตัวอย่าง Blood & Feces และตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น ตลอดจนอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรและเด็กในชุมชน ทำแบบสอบถามข้อมูลเกษตรกร และปรับปรุงแผนที่หมู่บ้านให้เป็นปัจจุบัน โดยจะคัดนิสิตชั้นปี 1-3 ชั้นปีละ 30 คน เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมสู่ค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท (pre-camp) เป็นเวลา 1 วัน โดยผู้สอนคือ นิสิตชั้นปี 4-5 ที่จะสอนหลักสำคัญๆ ของวัคซีน ผลกระทบหากสัตว์ไม่ได้รับวัคซีน การปฏิบัติตรวจสุขภาพสัตว์เบื้องต้น การพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อทำแบบสอบถาม วิธีการฉีดยา เจาะเลือด เก็บอุจจาระ และบังคับสัตว์ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

โครงการค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท นิสิตสัตวแพทย์เกษตร จะได้รับประสบการณ์ที่ดี ทั้งการทำงานร่วมกัน การพัฒนาทักษะทางการพูด กระบวนการคิด การวางแผน ฝึกความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา บริหารเวลาให้เหมาะสม และคิดสร้างสรรค์กิจกรรม ได้ทบทวนความรู้ ทบทวนฝึกการทำหัตถการ ได้เรียนรู้ทางวิชาการใหม่ๆ จากข้อมูลปัญหาสุขภาพสัตว์ภายในพื้นที่ที่ออกค่าย และเรียนรู้ขนบธรรมเนียม วิถีชีวิต ภาษาของชาวบ้าน และยังเป็นการช่วยเหลือสังคมให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย

คุณธนพล สันติวัฒนธรรม นิสิตชั้นปีที่ 3 ผู้ซึมซับเรื่องสัตวแพทย์จากครอบครัวมาตั้งแต่เล็กๆ และนับว่าโชคดีที่เป็นนักเรียนผู้มีความสามารถด้านกีฬา ง่ายต่อการตัดสินใจเรียนต่อคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าถึงหน้าที่ในการออกค่าย มีทั้งไปฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ เจาะเลือด เก็บตัวอย่าง ฯลฯ ให้กับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงแล้ว และยังพบปัญหา ด้านคอก ด้านโภชนาการ การคุมกำเนิดสุนัข ปัญหาด้านสุขภาพของสัตว์ เป็นต้น ในฐานะสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแก้ปัญหาสุขภาพสัตว์ให้กับเกษตรกรในชนบทอย่างหวังผล และที่สำคัญต้องบูรณาการองค์ความรู้จากห้องเรียนไปแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรชนบทที่ห่างไกลความเจริญ เพราะการปศุสัตว์ของประเทศไทย ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ยังต้องการความช่วยเหลือของสัตวแพทย์อีกมาก

“การที่จะเป็นอัศวินที่ดีได้นั้น ต้องเป็นคนเลี้ยงม้ามาก่อน รุ่นพี่สัตวแพทย์เกษตรคนหนึ่งเคยสอนผม การจะเป็นสัตวแพทย์ที่ดีต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ในชั้นปีต้นๆ การเรียนทำให้เรามีงานทำ แต่กิจกรรมจะทำให้เราทำงานเป็น”

คุณนุสบา เถระกุล นิสิตชั้นปีที่ 1 เล่าว่า การมาออกค่ายครั้งนี้ก็อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ และได้ร่วมทำงานในด้านต่างๆ ไม่ว่างานทะเบียนเก็บข้อมูล งานเวชภัณฑ์และแล็บ ตั้งแต่ปกป้องกระติกเก็บวัคซีน ฉีดวัคซีน เจาะเลือดเก็บตัวอย่าง ทำแล็บส่องกล้อง งานบังคับจับสัตว์ จากการไปออกค่ายได้เรียนรู้ทั้งการลงพื้นที่ทำงานในฐานะสัตวแพทย์ การปรับตัวการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนในบ้านและชาวบ้าน และยังได้พบปัญหาจากโรค Newcastle (โรคคอบิดในไก่ ตายเฉียบพลัน) โรคระบาด ความแห้งแล้งที่ส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชอาหารสัตว์ และอัตราการโตของสัตว์ปศุสัตว์ ในฐานะที่จะเป็นสัตวแพทย์ เราต้องรับผิดชอบชีวิตสัตว์ทุกตัว รวมทั้งให้ความรู้กับเจ้าของสัตว์ด้วย

คุณสิริฉัตร ปู่ชู รองประธานค่าย บอกว่า การออกค่าย เราจึงต้องรู้จักนำทฤษฎีเหล่านั้นมาประยุกต์เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์จริง เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล ได้เข้าถึงการบริการทางด้านสัตวแพทย์มากยิ่งขึ้น รวมถึงมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลรักษาสัตว์ที่ถูกต้อง เพื่อจะนำไปต่อยอดและอยู่อย่างพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง การออกค่ายมีคุณค่ามากกว่าความลำบากตอนลงพื้นที่ ถือเป็นความท้าทายหนึ่งที่จะทำให้เราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี และสัตวแพทย์ที่ดีในอนาคต

คุณณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า ค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท ของนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นโครงการที่ฝึกให้นิสิตทุกชั้นปี ได้นำความรู้จากในห้องเรียนสู่การปฏิบัติลงพื้นที่จริง โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลความเจริญที่ยังต้องการความช่วยเหลืออีกมาก นิสิตสัตวแพทย์เกษตร มีจิตอาสาที่จะออกไปรับใช้และช่วยเหลือสังคมชนบทอย่างต่อเนื่อง ดั่งปณิธานของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ว่า “สัตวแพทย์เกษตร สัตวแพทย์ของประชาชน”

“ห้องเรียนชีวิต” เด็กชาวเขา เชียงราย ฝึกเลี้ยงไก่ไข่เป็นอาหารกลางวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เยาวชนเกษตร

สาวบางแค 22

“ห้องเรียนชีวิต” เด็กชาวเขา เชียงราย ฝึกเลี้ยงไก่ไข่เป็นอาหารกลางวัน

เยาวชนทุกคนในโรงเรียนนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ได้เรียนรู้ว่า ไก่ไข่จะเริ่มให้ไข่เมื่ออายุ 19 สัปดาห์ แม่ไก่ไข่จะออกไข่ทุกวัน ช่วยให้พวกเขามีโอกาสรับประทานไข่ไก่สดเป็นอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการบริโภคตลอดช่วงการศึกษา

ทุกวันนี้ เยาวชนทุกคนได้เรียนรู้ “ห้องเรียนชีวิต” ฝึกดูแลฟาร์มไก่ไข่เหล่านี้ด้วยตนเอง ทุกคนได้ทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคี ตั้งแต่ การให้อาหาร การแยกไก่เป็นโรค การเก็บรักษาคุณภาพไข่ ทำความสะอาดโรงเรือน รวมทั้งบำรุงรักษาอุปกรณ์ และซ่อมแซมโรงเรือน เรียกว่าเรียนรู้ทักษะจากการปฏิบัติจริง ทำให้เด็กๆ เกิดทัศนคติที่ดีต่ออาชีพการเกษตร สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพได้จริงต่อไปในอนาคต

โรงเรียนนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขาแห่งนี้ เป็น 1 ใน 6 โรงเรียน ทั่วประเทศ ที่ได้รับทุนโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ประจำปี 2558 จากความร่วมมือ ระหว่าง 4 หน่วยงาน คือ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท สนับสนุนโดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซีพีเอฟ และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “กองทุนเพื่อการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21” เพื่อสนับสนุนให้เด็กนักเรียนได้บริโภคไข่ไก่ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ช่วยลดปัญหาทุพโภชนาการของเด็กไทยในพื้นที่ห่างไกล

มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท สนับสนุนโดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อแก้ปัญหาภาวะโภชนาการต่ำกว่ามาตรฐานของเด็กไทย มาดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนทั่วประเทศ มาตั้งแต่ปี 2532 โดยหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) ให้การสนับสนุนงบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้เสนอรายชื่อโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมโครงการ

ซีพีเอฟ สนับสนุนทุนก่อสร้างโรงเรือนและอุปกรณ์ มอบพันธุ์ไก่ไข่ อาหารสัตว์ วัคซีน และจัดส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงไก่ไข่มาถ่ายทอดองค์ความรู้ในการเลี้ยงไก่ที่ถูกต้อง และติดตามผลการดำเนินโครงการ และภาวะโภชนาการของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท ได้ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนอย่างต่อเนื่องมากว่า 25 ปี ปัจจุบัน ช่วยให้เด็กนักเรียนในโรงเรียน กว่า 330 แห่ง ทั่วประเทศ ผ่านพ้นจากภาวะทุพโภชนาการ เพราะได้รับโปรตีนและสารอาหารจำเป็นจากการรับประทานไข่ไก่ 3 ฟอง ต่อสัปดาห์ ช่วยเสริมสร้างโภชนาการที่ดี ช่วยลดปัญหาภาวะทุพโภชนาการ เหลือแค่ ร้อยละ 4-9 จากเดิมที่มีค่าภาวะขาดโภชนาการสูงถึง ร้อยละ 20-25

ขณะเดียวกัน บุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 5,000 คน ยังได้รับความรู้และเข้าใจกระบวนการบริหารจัดการเลี้ยงไก่ไข่ด้วย กิจกรรมนี้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหารกลางวัน สำหรับเลี้ยงเยาวชนของโรงเรียนที่ร่วมโครงการแล้ว ทางโรงเรียนยังมีรายได้สะสมจากการเลี้ยงไก่ไข่ในแต่ละรุ่น เป็นกองทุนสำหรับเดินหน้าเลี้ยงไก่ไข่ในรุ่นต่อไปอีกด้วย

ลงนามความร่วมมือ

นายสัตวแพทย์ อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีการลงนามความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบรีดนม แบบ Pipe Line และ Cooling Tank ระหว่าง สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ สหกรณ์โคนมปากช่อง และ บริษัท แดรี่ ฮับ ซัพพลาย เชน จำกัด เพื่อดำเนินการปรับปรุงและติดตั้งระบบรีดนม แบบ Pipe Line และ Cooling Tank ให้กับฟาร์มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ณ โรงแรมฮิลล์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเร็วๆ นี้

เรียนรู้อดีต ตามรอยมรดกไทย กับ “กศน. อำเภอสวรรคโลก” สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

เรียนรู้อดีต ตามรอยมรดกไทย กับ “กศน. อำเภอสวรรคโลก” สุโขทัย

คำกล่าวที่ว่า “คนโง่เรียนรู้จากประสบการณ์ คนฉลาดเรียนรู้จากประวัติศาสตร์” เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะการเรียนรู้อดีต คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่แท้จริง เนื่องจากอดีตมีความสัมพันธ์กับปัจจุบันและอนาคต ข้อมูลทางประวัติศาสตร์บอกเล่าถึงความสำเร็จและข้อผิดพลาดของมนุษย์ในสมัยอดีต การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทำให้มนุษย์รู้จักตนเอง ไม่ทำผิดพลาดซ้ำรอยอดีต และเรียนรู้ที่จะค้นหาทางออกใหม่ที่ดีกว่าเก่าเสมอ

“สวรรคโลก”

เมืองประวัติศาสตร์ที่น่าเรียนรู้

“เมืองสวรรคโลก” ซึ่งมีชื่อเสียงโดดเด่นในเรื่องแหล่งผลิตเครื่องถ้วย-ชามสังคโลก ในอดีตตั้งอยู่ขึ้นไปทางทิศเหนือตามลำน้ำยม (บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยในปัจจุบัน) ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง ในนาม “เมืองศรีสัชนาลัย” ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณปี พ.ศ. 1994 พระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา ได้ยกทัพมายึดเมืองศรีสัชนาลัย และได้เปลี่ยนชื่อเมืองนี้เป็น “เมืองเชียงชื่น” ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2017 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงตีเมืองเชียงชื่นคืนได้สำเร็จและทรงเปลี่ยนชื่อเมืองเชียงชื่นเป็น “เมืองสวรรคโลก”

ในสมัยกรุงธนบุรีถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองสวรรคโลกนั้นถูกพม่าข้าศึกเข้ามาตีบ่อยครั้ง เจ้าเมืองสวรรคโลกจึงตัดสินใจย้ายที่ตั้งเมืองมาตั้งอยู่ที่บ้านท่าชัย (ในเขตตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย ปัจจุบัน) ต่อมาราว พ.ศ. 2379 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมืองสวรรคโลกมีปลัดปกครอง นามว่า “นาค” ได้นำงาช้างเนียมไปถวายพระเจ้าอยู่หัว เกิดความดีความชอบ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นพระยาสวรรคโลก มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวิชิตภักดี (ต้นตระกูลวิชิตนาค) ได้ใช้บ้านพักหรือจวนที่บ้านวังไม้ขอน เป็นที่ว่าการเมืองสวรรคโลก จึงย้ายเมืองสวรรคโลก จากบ้านท่าชัยมาตั้งรกรากที่เมืองสวรรคโลกใหม่ (สวรรคโลก ปัจจุบัน)

ต่อมา ปี 2459 ทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเมืองสวรรคโลกเป็น จังหวัดสวรรคโลก มีอำเภอในการปกครอง 2 อำเภอ คือ อำเภอสวรรคโลกและอำเภอศรีสัชนาลัย และในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศยุบจังหวัดสุโขทัยให้มาอยู่ในความปกครองของจังหวัดสวรรคโลก ราวเดือนเมษายน พ.ศ. 2482กระทรวงมหาดไทย สั่งยุบจังหวัดสวรรคโลกให้ไปตั้งจังหวัดสุโขทัย ฐานะของจังหวัดสวรรคโลกจึงถูกลดให้เป็น อำเภอสวรรคโลกจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน อำเภอสวรรคโลก เป็น 1 ใน 9 อำเภอ ของจังหวัดสุโขทัย ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 14 ตำบล ได้แก่ ตำบลเมืองสวรรคโลก ตำบลในเมือง ตำบลป่ากุมเกาะ ตำบลคลองยาง ตำบลเมืองบางขลัง ตำบลคลองกระจง ตำบลวังไม้ขอน ตำบลวังพิณพาทย์ ตำบลย่านยาว ตำบลนาทุ่ง ตำบลเมืองบางยม ตำบลท่าทอง ตำบลปากน้ำ ตำบลหนองกลับ

กศน. อำเภอสวรรคโลก

ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก จัดตั้งตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้บริการการศึกษานอกโรงเรียนแก่ประชาชน และกลุ่มเป้าหมายกระจายครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ ประกาศ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2536 ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก เป็นสถานศึกษาในการบริหารส่วนกลาง สังกัดศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดสุโขทัย โดยใช้ห้องสมุดประชาชน อำเภอสวรรคโลก เป็นที่ทำการ

นอกจากนี้ กศน. อำเภอสวรรคโลก ยังเปิดให้บริการห้องสมุดประชาชนอำเภอสวรรคโลกมาอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งแรกได้ใช้สถานที่ร้านสหกรณ์สวรรคโลกเป็นสถานที่ดำเนินการ ต่อมาจังหวัดสุโขทัย ได้รับการเห็นชอบจากกรมการศึกษานอกโรงเรียน จัดสร้างห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ที่อำเภอสวรรคโลก ในปีงบประมาณ 2534 เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 36 พรรษา จึงได้ประกาศจัดตั้งห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ณ วันที่ 5 เมษายน 2534 และประกาศยุบเลิกห้องสมุดประชาชนอำเภอสวรรคโลก ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์

และศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก จึงได้ใช้ห้องสมุดประชาชนอำเภอสวรรคโลก (เก่า) เป็นที่ทำการระหว่างการตกแต่งห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” เพื่อเตรียมเปิดห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดห้องสมุดฯ “เฉลิมราชกุมารี” ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 เมื่อห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก เปิดทำการเรียบร้อยแล้ว ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก ได้ย้ายที่ทำการไปอยู่ที่ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ตามรอยมรดกท้องถิ่น

“จังหวัดสวรรคโลก”

กศน. อำเภอสวรรคโลก จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง ตามรอยมรดกท้องถิ่น “จังหวัดสวรรคโลก” โดยจัดทำทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ชุมชนและสังคมมีส่วนร่วมในการจัดทำสาระ กระบวนการเรียนรู้ และเพื่อสร้างความตระหนัก รัก และภาคภูมิใจในท้องถิ่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยไปศึกษาในสถานที่จริง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น

ตามรอยมรดกท้องถิ่น “จังหวัดสวรรคโลก” เป็นการเรียนรู้สถานที่สำคัญในอดีต ซึ่งเคยเป็นจังหวัดสวรรคโลกมาก่อน เช่น เสาหลักเมืองสวรรคโลก ที่พักสุราจังหวัดสวรรคโลก ต้นมะฮอกกานี ที่ได้รับพระราชทาน จากรัชกาลที่ 5 สมัยเป็นจังหวัดสวรรคโลก โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดสวรรคโลก “อนันตนารี” อนุสาวรีย์สงครามโลกครั้งที่ 1 ท่าลิฟท์สวรรคโลก วัดสว่างอารมณ์วรวิหาร บ่อน้ำรถไฟ สถานีรถไฟ (ครบ 100 ปี 15 สิงหาคม 2552) บะหมี่เม้ง (บะหมี่เจ้าคุณ) อนุสาวรีย์ตำรวจ พิพิธภัณฑ์สวรรค์วรนายก วัดสวรรคาราม ที่ว่าการอำเภอสวรรคโลก

นอกจากนี้ กศน. อำเภอสวรรคโลก ได้จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง “ย้อนรอยพระพุทธเรืองฤทธิ์” ซึ่งเป็นการเรียนรู้สถานที่สำคัญในอดีต เป็นเส้นทางเลียบริมแม่น้ำ อัญเชิญพระคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอสวรรคโลก คือพระพุทธเรืองฤทธิ์ จากวัดพระศรีมหาธาตุราชวรวิหาร (วัดพระปรางค์) อำเภอศรีสัชนาลัย มายังวัดสว่างอารมณ์วรวิหาร อำเภอสวรรคโลก ในเส้นทางจะผ่านสถานที่ บุคคล และอาชีพที่สำคัญ เช่น วัดสว่างอารมณ์วรวิหาร วัดสวัสติการาม พิพิธภัณฑ์สวรรค์วรนายก วัดสวรรคาราม สวนตาพ้อม วัดอัมพวนาราม นมัสการเกจิอาจารย์ดังวัดคุ้งยาง วัดท่าเกย วัดตลิ่งชัน วัดเชิงคีรี เรือนหลวงไชยเสนา ศาลารมย์หนองช้าง ร้านทองลายโบราณ กลุ่มศิลปินวัดช้างน้อย วัดช้างล้อม และวัดพระศรีมหาธาตุราชวรวิหาร (วัดพระปรางค์)

อีกหนึ่งหลักสูตรที่น่าเรียนรู้คือ เรื่อง “เมืองโบราณบางขลัง” ซึ่งเป็นการเรียนรู้โบราณสถาน พิธีกรรม ประเพณี อาชีพ เช่น ประเพณีตรุษไทยบ้านซ่าน นางด้ง ระบำเทวนารีศรีบางขลัง สมุนไพร การทำดินสอพองในอดีต วัดริมทาง วัดใหญ่ชัยมงคล วัดโบสถ์ วัดบ้านซ่าน วัดคลองแดน แหล่งตัดศิลาแลง พระเครื่อง การทำขนมลูกปรง การอัดด้ามมีดด้วยต้นผ่าด้ามและขุนอภิบาลบางขลัง

หากสนใจอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กศน. อำเภอสวรรคโลก เลขที่ 10/2 ถนนประชาสงเคราะห์ ตำบลเมืองสวรรคโลก อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย 64110 โทร. (055) 641-044

“วังขนาย จับมือ คูโบต้า พัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย”

กลุ่มวังขนาย ผู้ผลิตน้ำตาลออร์แกนิก และ บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำในธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ลงนามความร่วมมือ โครงการ วังขนาย-คูโบต้า พลังขับเคลื่อน อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดย สยามคูโบต้า วางแผนเปิดตัวอุปกรณ์เครื่องจักรรุ่นใหม่ที่ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการปลูกอ้อยได้ภายในปี 2560 เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการเพาะปลูก ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ของประเทศไทยให้มีรายได้ที่มั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการเก็บข้อมูลจากแปลงทดลองโครงการปลูกอ้อยข้ามแล้งช่วงที่ผ่านมา ที่สยามคูโบต้าทำร่วมกับกลุ่มวังขนาย พบว่า ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ไม่น้อยกว่า 20% เทียบกับการปลูกแบบดั้งเดิม แม้ว่าแปลงทดลองในปีที่ผ่านมาจะพบปัญหาภัยแล้งในช่วงกลางปี ซึ่งจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ก็จะส่งผลต่อกำไร ต่อไร่ ที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรเขาค้อ “นอนเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ท่องเที่ยวเกษตร

ทรงยศ พุ่มทับทิม songyotpu@hotmail.com

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรเขาค้อ “นอนเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี”

ขอเรียนให้แฟนพันธุ์แท้เทคโนโลยีชาวบ้านทราบว่า เรายังรักและ ชื่นชอบนิตยสารที่ให้โอกาสกับทุกๆ คนได้นำเสนอ ผลงาน อาชีพ กิจกรรม ที่สามารถทำให้ทุกคนได้รับรู้และนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันของตนเองได้

มาคราวนี้ผมมีเรื่องราวจากโครงการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร…บนพื้นที่เขาค้อมาฝากครับ…ด้วยไม่นานมานี้ หน่วยงานต้นสังกัดคือ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มอบหมายให้ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้คัดเลือกพื้นที่อำเภอเขาค้อเป็นจุดเข้าร่วมโครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตามนโยบายรัฐบาล ส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทย ปี 2558 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าในภาคการเกษตร ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศ เป็นผลให้เกษตรกร กลุ่มองค์กรต่างๆ ในพื้นที่อำเภอเขาค้อ มีการจำหน่ายสินค้าที่ตนเองผลิตสู่นักท่องเที่ยวโดยตรง และกำหนดให้สำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อเป็นสถานที่จัดงานประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับประเทศ (จุดที่ 3)

โครงการจัดงานประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในครั้งนี้ กำหนดให้มีการออกร้าน นิทรรศการของกลุ่ม องค์กรต่างๆ สินค้ายอดเยี่ยมจากสำนักงานเกษตรอำเภอทั้ง 11 อำเภอ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ และหน่วยงานภาคี ที่กรมส่งเสริม การเกษตรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรม เช่น กลุ่มยุวเกษตรกรในโรงเรียนฯ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มอาชีพการเกษตร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยจัดแสดงทั้งในสถานที่จริงและแปลงไร่นาของเกษตรกร ส่วนการจัดแสดงนิทรรศการ เน้นเรื่องเชิญชวนให้เข้ามา ท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเขาค้อ ชม ชิม ช็อป พักผ่อน รวมถึงการแสดงออกถึงวัฒนธรรมชนเผ่า ประเพณี อื่นๆ ที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร นอกเหนือจากการออกร้านนิทรรศการ

โครงการจัดให้มีการนำชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สายที่ 1 จำนวน 4 จุด โดยมี ท่านโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงาน และทีมวิทยากรได้นำชมยังแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 4 จุด คือ จุดที่ 1 บ้านไร่ไออุ่น (สตรอเบอรี่ปลอดภัยและพืชผักเมืองหนาว) จุดที่ 2 ไร่กาแฟจ่านรินทร์ (แหล่งผลิตและแปรรูปกาแฟอาราบิก้า ครบวงจร) จุดที่ 3 Amazone อะเมโซน (แปลงเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์) จุดที่ 4 ผักครูเฒ่าเขาค้อไฮโดรโปนิกส์ (แหล่งปลูกผักไร้ดิน) โดยมีเกษตรกร กลุ่มองค์กรต่างๆ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก หลังจากเปิดงานแล้วก็ได้เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวติดต่อขอเข้าชมจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่างๆ โดยผ่านข้อมูลทางสื่อมวลชน และผู้ประสานงานหลักของสำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อ โทร. (056) 728-090 ซึ่งมีจุดท่องเที่ยวให้ชม 4 สายทาง ด้วยกัน โดยแต่ละสายทางใช้เวลาประมาณ 1 วัน สายที่ 1 สวนเกษตรก้าวหน้า สายที่ 2 แหล่งท่องเที่ยวหลักเขาค้อ สายที่ 3 พายเรือล่องแก่งตามหาแมงกะพรุนน้ำจืด สายที่ 4 วัฒนธรรมการเกษตรเขาค้อ ท่านที่สนใจ ติดต่อได้ตามเบอร์โทรศัพท์ จะมีเจ้าหน้าที่ประสาน นำชมให้ทุกสายทางดังกล่าว

ในฉบับนี้เรามีข้อมูลแต่ละแปลง สายทางที่ 1 มาให้ท่านได้ตัดสินใจ ส่วนในฉบับต่อๆ ไป เราจะได้นำเสนอสายทางที่ 2-4 อย่าลืมนะครับ…นอนเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี…

จุดที่ 1 บ้านไร่ไออุ่น (สตรอเบอรี่ปลอดภัยและพืชผักเมืองหนาว)

เจ้าของแหล่งท่องเที่ยว คุณสุทธิพงค์ พลสยม ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 71 หมู่ที่ 2 ตำบล เขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

เดิมที คุณสุทธิพงค์ พลสยม (แอ็ด) เรียนจบด้านวิศกรรมเครื่องกล และ คุณอุบลรัตน์ พลสยม (ตุ๊กตา) เรียนจบเศรษฐศาสตร มหาบัณฑิต เคยทำงานโรงงานอยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่หลายปี จนรู้สึกเบื่อชีวิตที่อึดอัดในเมืองอุตสาหกรรม จึงหันมาเดินทางสายเกษตรกรรม

เมื่อปี 2549 คุณแอ็ดและคุณตุ๊กตา ตัดสินใจทิ้งชีวิตที่สับสนวุ่นวายในเมืองหลวง เดินทางมาเริ่มต้นเส้นทางสายใหม่ กับที่ดิน จำนวน 10 ไร่ ด้วยการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อบริโภคในครอบครัว เช่น ข้าวไร่ลืมผัว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมดอย อะโวกาโด ซาโยเต้ (มะระหวาน) โคเนื้อ จนสามารถขยายการผลิตมากขึ้นจึงจำหน่ายจนเป็นที่รู้จักกันในนาม “บ้านไร่ไออุ่น” โดยมีแนวความคิดที่ว่า “กินอาหารให้เป็นยา ดีกว่ากินยาเป็นอาหาร” ทำให้ผลผลิตที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะสตรอเบอรี่ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นรายแรกของอำเภอเขาค้อ ยิ่งทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

จุดที่ 2 กาแฟไร่จ่านรินทร์ (แหล่งผลิตและแปรรูปกาแฟอาราบิก้า ครบวงจร)

เจ้าของแหล่งท่องเที่ยว คุณนรินทร์ ศรีมรกตมงคล ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 63 หมู่ที่ 3 ตำบลริมสีม่วง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

ไร่กาแฟจ่านรินทร์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ จ่านรินทร์ (นรินทร์ ศรีมรกตมงคล) ย้ายมารับราชการที่อำเภอเขาค้อ เมื่อ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 ด้วยความที่ติดใจในอากาศ และความเป็นธรรมชาติของอำเภอเขาค้อ จึงชักชวนภรรยา (พี่เล็ก) ให้ลาออกจากงานในบริษัทที่ทำในกรุงเทพฯ มาใช้ชีวิตตามวิถีเกษตร ด้วยนิสัยที่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้ของทั้งคู่อยู่แล้ว จึงยึดรูปแบบการเกษตรผสมผสาน ปลูกกล้วย เพื่อเป็นร่มเงาให้พืชอื่น พอฤดูแล้งกล้วยก็รักษาความชุ่มชื้นในดินและสร้างความชุ่มชื้นให้พืชที่ปลูกใกล้เคียง จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำแก่พืชในฤดูแล้ง ในแปลงเนื้อที่ จำนวน 2 ไร่ ปลูกไม้ผล เช่น อะโวกาโด มะคาเดเมียนัท กาแฟ ผสมผสานกัน โดยเฉพาะกาแฟอาราบิก้า ที่ไร่จ่านรินทร์ ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) จากกรมวิชาการ พร้อมทั้งแปรรูปครบวงจร เป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานภายในครอบครัวขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งเปิดสวนถ่ายทอดความรู้ให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจทุกวัน

จุดที่ 3 AMAZONE (อะเมโซน), (แปลงเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์)

เจ้าของแหล่งท่องเที่ยว คุณสุขกมล จิตสมร ตั้งอยู่ เลขที่ 75 หมู่ที่ 3 ตำบลริม สีม่วง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

จากข้าราชการครูสายเกษตร ที่ผลิต ลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า นำความรู้ทั้งหมดอุทิศตนให้กับการทดลองปลูกพืชตามวิธีการของเกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน

ด้วยอุดมการณ์และวิญญาณของความเป็นครู ป้าแจง หรือ ครูสุขกมล จิตสมร เดินทางตามวิถีเกษตรอินทรีย์ ด้วยการใช้พื้นที่ของตนเองกว่า 5 ไร่ เป็นแปลงเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับลูกศิษย์และเกษตรกรในอำเภอเขาค้อ ได้ทดลองฝึกปฏิบัติจริง ด้วยการปลูกข้าวไร่ พืชผัก และผลไม้ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ฟาร์มถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจได้เข้าเยี่ยมชม พร้อมทั้งยังมีบ้านพัก โฮมสเตย์ ไว้บริการด้วย

จุดที่ 4 ผักครูเฒ่าเขาค้อไฮโดรโปนิกส์ (แหล่งปลูกพืชผักไร้ดิน)

เจ้าของแหล่งท่องเที่ยว คุณวิรัช พละเดช ตั้งอยู่ เลขที่ 82 หมู่ที่ 13 ตำบลเขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้วยอากาศที่ค่อนข้างเย็นตลอดทั้งปี ทำให้เขาค้อกลายเป็นแหล่งที่ปลูกผักไร้ดินแหล่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน ที่ในพื้นที่ภาคกลางไม่สามารถปลูกผักด้วยระบบนี้ได้ จากปัญหารากเน่า ยิ่งทำให้ตลาดผักไร้ดินที่เขาค้อยิ่งเติบโตมากยิ่งขึ้น

ครูเฒ่า หรือ อาจารย์วิรัช พละเดช เริ่มธุรกิจผักไร้ดิน เมื่อปี 2555 เพื่อเป็นแหล่งปลูกผักที่ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย (GAP) ป้อนตลาดให้กับห้าง สรรพสินค้าในกรุงเทพฯ เดือนละมากกว่า 100 ตัน โดยผลิตผักปลอดภัย ได้แก่ กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค เรดคอรัลฟิลเลย์ บัตเตอร์เฮดคอส นอกจากนี้ ยังปลูกสตรอเบอรี่ไร้ดินเพื่อการค้าเป็นรายแรก เมื่อปลายปี 2557 โดยปัจจุบันฟาร์มผักครูเฒ่าได้เปิดให้เกษตรกรในพื้นที่อำเภอเขาค้อ รวมถึงนักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชม และติดต่อสอบถามการปลูกผักไร้ดิน รวมถึงเลือกซื้อผักปลอดภัยจากฟาร์มได้โดยตรง

สหกรณ์เมืองเลย ช่วยสร้างอาชีพ จากไม้ไผ่ข้างบ้าน เป็นกระปุกออมสิน เดือนละหมื่นสบายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

สิรินนา อ้นบุตร

สหกรณ์เมืองเลย ช่วยสร้างอาชีพ จากไม้ไผ่ข้างบ้าน เป็นกระปุกออมสิน เดือนละหมื่นสบายๆ

การปลูกฝังนิสัยรักการออมให้แก่เด็กและเยาวชน นับเป็นสิ่งสำคัญที่หลายหน่วยงานหันมาให้ความสำคัญและจัดกิจกรรมรณรงค์ให้เด็กไทยมีวินัยทางการเงิน รู้จักการประหยัดและเก็บออมเงินเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น และวางรากฐานสำหรับอนาคต

กระปุกออมสิน เป็นเครื่องมือรณรงค์สำหรับการส่งเสริมการออมให้กับเด็กๆ

ปัจจุบัน มีรูปแบบที่หลากหลาย ผลิตจากวัสดุหลายประเภท ทั้งเซรามิก แก้ว พลาสติก และอะลูมิเนียม โดยออกแบบรูปทรงที่สวยงามและมีสีสันสดใส เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ มีความชื่นชอบและรักในการออมเงินมากยิ่งขึ้น

อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย มีชุมชนที่เป็นแหล่งผลิตกระปุกออมสินจากกระบอกไม้ไผ่ โดยชาวบ้านได้ร่วมกันคิดและออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยการนำวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

โดยได้รวมกันจัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ ตั้งแต่ ปี 2547 ในนาม “กลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง และกะลามะพร้าว” สังกัดสหกรณ์การเกษตรประชาสามัคคีตาดข่า จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 53 หมู่ที่ 10 บ้านผางาม ตำบล ปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ปัจจุบัน มี นายวีระยุทธ แก้วโวหาร ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม

กลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง และกะลามะพร้าว ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลย เป็นเงินอุดหนุนให้กลุ่ม 40,000 บาท สำหรับนำไปซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และซื้อวัตถุดิบสำหรับนำมาผลิตสินค้า รวมถึงเป็นทุนหมุนเวียนภายใน

นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดเลย เปิดเผยว่า สินค้าหลักของกลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ วัตถุดิบหลักคือ ไม้ไผ่ ที่นำเอามาจากในป่าใกล้กับหมู่บ้าน และมีชาวบ้านบางรายปลูกต้นไผ่ไว้ในพื้นที่หัวไร่ปลายนา ไม้ไผ่จะถูกนำมาแปรรูปเป็นกระปุกออมสินและของใช้ของที่ระลึก

ซึ่งขนาดของไม้ไผ่ที่จะนำมาแปรรูปได้นั้น ได้ดูขนาดอายุ 2 ปีขึ้นไป หากตัดไม้ที่มีอายุต่ำกว่านั้น จะมีปัญหาเรื่องการยุบตัวของไม้

เมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อสินค้า ทางกลุ่มจะแบ่งงานให้สมาชิกแต่ละบ้านรับไปทำตามความถนัด หรือตามเวลาว่างที่แต่ละคนจะสามารถทำได้ ก่อนจะรวบรวมมาส่งไว้ที่เดียวที่บ้านประธาน

สมาชิกจะมีรายได้เสริม ครอบครัวละประมาณ 10,000-20,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ดีกว่าการออกไปรับจ้าง

ยอดการสั่งซื้อสินค้ามีต่อเนื่องตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีใกล้วันปีใหม่ จนไปถึงเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงที่ลูกค้าโทร.มาสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก

สินค้าที่ขายดี ได้แก่ กระปุกออมสินไม้ไผ่แบบทรงสูง และสั่งซื้อคราวละประมาณ 3,000-5,000 ชิ้น

การทำกระปุกออมสินกระบอกไม้ไผ่ เป็นอาชีพที่ทุกคนสามารถทำได้อยู่กับบ้าน ในยามว่างที่เสร็จสิ้นหลังจากทำไร่ทำนา ขั้นตอนการทำกระปุกออมสินไม้ไผ่ เมื่อตัดไม้ไผ่มาแล้วจะพักไม้ไว้ประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้ไม้ไผ่อยู่ตัว ไม่ให้แตกหรือยุบตัว

เมื่อตัดเป็นท่อนๆ เป็นรูปร่างตามแบบ ก่อนจะนำมาขัดผิวเอาเปลือกไม้ไผ่เขียวๆ ออก และแต่งรูปร่าง จากนั้นจึงตกแต่งให้สวยงาม ใช้สีเมจิกวาดตัวลวดลายเป็นตัวการ์ตูนบนผิวไม้ไผ่

ซึ่งแต่ละวันลูกหลานของสมาชิกเมื่อกลับจากโรงเรียนจะมาล้อมวงกันวาดภาพ โดยใช้ทักษะฝีมือด้านศิลปะมาช่วยครอบครัวหารายได้เสริม

หลังจากวาดภาพและตกแต่งสีสันจนสวยงามแล้ว นำกระบอกไม้ไผ่ไปเคลือบเงาด้วยแล็กเกอร์ ก่อนจะผึ่งแดดสักระยะหนึ่ง เพื่อไล่ความชื้นไม่ให้เกิดเชื้อรา จากนั้นจึงรวบรวมและจัดส่งให้ลูกค้าได้ทันที

กำลังการผลิตของสมาชิกแต่ละบ้าน จะสามารถผลิตกระปุกออมสินได้ ประมาณ 100 กระบอก ต่อวัน สร้างรายได้ วันละประมาณ 1,000 บาท หากมียอดสั่งซื้อจากลูกค้า จำนวน 3,000 ชิ้น จะใช้เวลาในการผลิต ประมาณ 1 สัปดาห์

โดยจะขายส่งเป็นสินค้าทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ ราคาตั้งแต่ 10 บาท ถึง 100 บาท

สินค้ามีทั้งกระปุกออมสินหลายขนาด หลายรูปแบบ ตามลักษณะและจินตนาการของผู้ผลิต ซึ่งเป็นชาวบ้าน รูปแบบส่วนใหญ่จะเป็นทรงกระบอกตามลักษณะของไม้ไผ่ และบางครั้งก็จะนำกะลามะพร้าวมาทำเป็น กระปุกออมสินรูปสัตว์ต่างๆ ด้วย เช่น เต่า กระต่าย ไดโนเสาร์

นอกจากกระปุกออมสินที่เป็นสินค้าขายดีแล้ว ทางกลุ่มยังผลิตเป็นแก้วน้ำ แก้วกาแฟ แก้วไวน์ กระติกน้ำ โคมไฟไม้ไผ่ ซึ่งได้นำกะลามะพร้าวมาเป็นส่วนประกอบตกแต่งด้วย โดยทางกลุ่มจะผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า

แต่สินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ กระปุกออมสินไม้ไผ่ ซึ่งจะมีบริษัทห้างร้านและโรงเรียนสั่งซื้อไปแจกเป็นของที่ระลึกในโอกาสต่างๆ หรือแจกให้นักเรียนไว้ใช้สำหรับการออมเงิน และยังมีร้านค้าสั่งซื้อไปวางจำหน่ายตามสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเลย และสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคใต้ และอีสาน

สหกรณ์จังหวัดเลย กล่าวทิ้งท้ายว่า กลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ต่างๆ ในจังหวัดเลย ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลย ได้เข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือชาวบ้านมีการรวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ เพื่อใช้เวลาว่างจากงานประจำมาสร้าง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านและวัสดุในท้องถิ่นมาแปรรูปและเพิ่มมูลค่า เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ในครัวเรือน

นอกจากนี้ ยังได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคอยให้คำแนะนำและสนับสนุนด้านการตลาด โดยเชื่อมโยงกับสหกรณ์ต่าง ๆ ภายในจังหวัดเลย สั่งซื้อสินค้ากระปุกออมสินจากกลุ่ม ดังกล่าว สำหรับแจกจ่ายและใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการออมให้กับสมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่ง

ขณะที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลยก็ได้สั่งซื้อไปแจกให้กับเด็กและนักเรียน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการออมในหมู่เยาวชน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำไปมอบให้กับเด็กๆ ทุกครั้งที่มีการออกหน่วยในกิจกรรมจังหวัดเคลื่อนที่ในอำเภอต่างๆ

ในปี 2559 ทางกลุ่มยังได้รับงบฯ สนับสนุนเพื่อใช้สำหรับการพัฒนาการผลิตและบรรจุภัณฑ์อีก จำนวน 25,000 บาท

หากมีผู้สนใจ ติดต่อสอบถามและสั่งซื้อสินค้าได้ที่ โทร. (081) 058-3630

เที่ยวปีใหม่…ที่ วังน้ำเขียว อย่าลืมแวะชิม…มัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เที่ยวปีใหม่…ที่ วังน้ำเขียว อย่าลืมแวะชิม…มัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน”

เมื่อเอ่ยชื่อ “หม่อน” จะเข้าใจว่าเป็นพืชที่ใช้ใบเพื่อเลี้ยงไหมเป็นหลัก จนเป็นคำพูดประโยคติดปากว่า “ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม” ซึ่งเป็นหม่อนที่มีชื่อสามัญว่า White Mulberry ผลสุกมีรสเปรี้ยว ใช้รับประทานได้ แต่ไม่นิยม แต่ยังมีหม่อนอีกชนิดที่ปลูกเพื่อรับประทานผลสด มีชื่อสามัญว่า Black Mulberry เพราะผลสุกสีดำ รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีสรรพคุณทางโภชนาการมากมาย จึงนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ น้ำ แยม ฯลฯ เป็นต้น

สำหรับหม่อนประเภทนี้จะเรียกทับศัพท์กันว่า มัลเบอร์รี่ แล้วมักเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางกันในกลุ่มผู้รักสุขภาพ

“สวนแม่หม่อน” ตั้งอยู่ เลขที่ 201 หมู่ที่ 5 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นสถานที่ปลูกมัลเบอร์รี่ จำหน่ายทั้งแบบผลสดและแปรรูป

อาจารย์สุรพล และ อาจารย์นันทวัน โตอินทร์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ครูไก่ คู่สามีภรรยา ที่อดีตเคยเป็นทั้งพ่อและแม่พิมพ์ของชาติ ที่โรงเรียนวังหมีพิทยาคม วังน้ำเขียว ก่อนที่จะลาออกจากราชการมาก่อนครบอายุ แล้วหันมาเดินหน้าเต็มตัวเพื่อปลูกมัลเบอร์รี่และพืชทางการเกษตรอีกหลายชนิด

มารู้จักสวนแม่หม่อนกัน

มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อนผล ของสวนแม่หม่อน เป็นพันธุ์เชียงใหม่ ซึ่งมักเจริญเติบโตและมีความสมบูรณ์ในพื้นที่สูงตามดอย แต่เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ที่มีลักษณะทางธรรมชาติเหมือนกัน จึงทำให้สามารถรักษาคุณภาพและความสมบูรณ์ของมัลเบอร์รี่ได้เช่นเดียวกัน คือมีรสชาติอร่อย เนื้อแน่น กรอบ และที่สำคัญคือ ทางสวนแม่หม่อนจะปลูกมัลเบอร์รี่ด้วยการยึดหลักปลอดสารพิษ

สวนแม่หม่อน ได้รับความอนุเคราะห์และการแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลและการปลูก ไปจนถึงการแปรรูปจากสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน กระทั่งสามารถนำมาพัฒนาปรับปรุงและบริหารจัดการให้มีผลผลิตหรือผลสดตลอดทั้งปี จึงเป็นจุดเด่นและที่สนใจของบรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ต้องมาแวะเข้าสวนแม่หม่อนเพื่อชมสวนและซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปติดมือกลับบ้านทุกครั้งที่มาเยือนวังน้ำเขียว

อาจารย์สุรพล แจงว่า การปลูกมัลเบอร์รี่มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบปลูกถี่ แล้วโน้มกิ่งเข้าหากันในลักษณะคล้ายอุโมงค์ มีตัวอย่างที่สวนของกำนันจุล ซึ่งใช้ระยะห่างระหว่างต้นเพียง 1 เมตร และระหว่างแถว 4 เมตร วิธีนี้มีข้อดี เพราะง่ายต่อการตัดแต่งกิ่ง

ปลูกเชิงการค้า ต้องให้ต้นห่างและตัดแต่งกิ่ง

ส่วนอีกแนวทางที่สวนใช้ปลูกอยู่คือ ปลูกห่างกันทั้งระหว่างต้นและแถว คือ 4 คูณ 4 เมตร ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ต้นมีการเจริญเติบโตเต็มที่ สามารถแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปได้ทุกทิศทาง ในลักษณะคล้ายน้ำพุ แต่มีข้อเสียตรงที่ต้องคอยตัดแต่งกิ่ง ต้องใช้แรงงานมาก

“แต่มีข้อดีคือ เก็บผลง่าย สะดวก ได้ผลผลิตจำนวนมาก เนื่องจากต้นมีความสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงมารบกวน เพราะมีการตัดแต่งกิ่งทำให้ต้นมีความโปร่ง และแสงแดด ลม ผ่านได้ง่าย ทั้งนี้การตัดแต่งกิ่งก้านควรให้สูงอยู่ในระดับเดียวกับคนเก็บผลผลิต”

สำหรับการให้ผลผลิตของมัลเบอร์รี่นั้น ถ้าไม่มีการตัดแต่งกิ่ง ต้นหม่อนจะให้ผลผลิตไปตามธรรมชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ราวปลายฤดูฝน ไปจนถึงหน้าหนาว กระทั่งถึงเดือนเมษายน แต่จะให้ผลผลิตได้ไม่มากและไม่สวย

แต่ถ้าต้องการปลูกในเชิงการค้าให้คุ้มค่า ควรจะต้องนำวิธีการตัดแต่งกิ่งมาใช้ เพราะจะให้ผลดกมาก ยิ่งต้นมีความสมบูรณ์มากเท่าไร มีขนาดต้นใหญ่ก็จะยิ่งให้ผลผลิตดกมาก อย่างในปีแรกที่เริ่มให้ผลผลิตชุดแรก อาจได้เพียงต้นละ 1 กิโลกรัม เท่านั้น แล้วพอลงมือตัดแต่งกิ่งก้านสัก 6 เดือน ผลผลิตชุดสองที่ออกมาจะเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยผลผลิตจะให้เต็มที่หลังปลูกไปแล้ว 5 ปี

ระยะเวลาตัดแต่งกิ่งจะต้องดูจากความสมบูรณ์และความพร้อมของต้นก่อน ทั้งนี้หลังช่วงที่มีผลผลิตและเก็บเรียบร้อยแล้ว ก็จะจัดการตัดแต่งกิ่ง โดยจะนับไปอีก 50 วัน ซึ่งจะสามารถเก็บผลผลิตได้อีก 30 วัน จากนั้นควรพักต้นอย่างน้อย 60 วัน จึงกลับมาตัดแต่งกิ่งใหม่

ด้านการดูแลให้ปุ๋ย บำรุงต้น อาจารย์สุรพลให้รายละเอียดว่า มัลเบอร์รี่ชอบปุ๋ยคอกมาก โดยเฉพาะขี้วัว ใส่อย่างน้อยปีละครั้ง ใส่ต้นละ 15 กิโลกรัม ขณะใส่จะต้องใช้เครื่องจักรตีหน้าดินให้ร่วนซุยเต็มที่ ทั้งนี้ไม่ต้องกังวลว่ารากต้นจะขาดเพราะจะแตกรากใหม่ออกมา ซึ่งเป็นผลดีต่อต้น จากนั้นจึงนำขี้วัวใส่ลงในดิน เพื่อให้คลุกเคล้ากัน ทั้งนี้ในปีที่ 2 นับจากปลูก จะเริ่มให้ผลผลิต หรือถ้าใส่ใจอย่างเต็มที่อาจใช้เวลาเพียง 1 ปีกว่า เท่านั้น

ปัญหาระหว่างปลูกคือ อาจเจอเชื้อราบ้าง ซึ่งถ้าพบจะตัดทิ้งให้หมดแล้วนำไปเผา แต่ไม่บ่อยนักเพราะทางสวนมีการตัดแต่งกิ่งอยู่บ่อย จึงทำให้ต้นโปร่ง แสงแดดลอดผ่าน จึงยากที่เกิดเชื้อราขึ้น

มีทั้งผลสด และผลิตภัณฑ์

ครูไก่ เสริมว่า แนวทางการปลูกมัลเบอร์รี่ในสวนจะจัดให้เป็นชุด เป็นกลุ่ม มีการกำหนดเป็นแผนผัง เป็นโซน แล้วแต่ละชุดจะทยอยให้ผลผลิตหมุนเวียน ฉะนั้น จึงสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะวางแผนปลูกเพื่อให้ทันและรองรับกับช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ดังนั้น จึงดูเหมือนจะสามารถบังคับให้มีผลผลิตได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

“หลังจากเก็บผลสดจากต้นแล้วนำมาใส่ตะกร้า จะไม่ล้าง นำไปเก็บในถังน้ำแข็งเพื่อชะลอการสุก แล้วนำมาขายเป็นผลสดโดยไม่ล้าง เพราะถือเป็นการการันตีถึงความปลอดภัยจากสารเคมี อีกทั้งการล้างอาจทำให้ผลเน่าเสียได้ทันที แต่ถ้าต้องการล้างจะต้องรับประทานทันที”

ผลสดที่ขายจะบรรจุใส่กล่องพลาสติกแทนการใส่ถุง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการวางทับซ้อนกัน ซึ่งจะทำให้เน่าเสีย จำหน่ายกล่องละ 50 บาท น้ำหนักกล่องละประมาณ 3 ขีดกว่า

นอกจากผลสดที่มีจำหน่ายแล้ว ทางสวนแม่หม่อนยังนำมัลเบอร์รี่ไปแปรรูปเพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำสดพร้อมดื่ม ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบหวานและไม่หวาน โดยแบบไม่หวานคือ ไม่ใส่น้ำตาล ขนาดบรรจุ 700 ซีซี กับแบบใส่น้ำตาล ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบรรจุ 250 ซีซี ขายขวดละ 35 บาท ถ้า 3 ขวด 100 บาท

ผลิตภัณฑ์ต่อมาคือ แยม จำหน่ายกระปุกละ 40 บาท ขนาด 4 ออนด์ โดยเนื้อแยมใส่สารเพคติน ซึ่งเป็นสารสกัดจากส้ม เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานเจด้วย นอกจากนั้น ยังต่อยอดด้วยการทำมัลเบอร์รี่แบบกวน ที่ทำเป็นเม็ด ขายถุงละ 50 บาท ขนาด 200 กรัม ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ล่าสุดคือ มัลเบอร์รี่อบน้ำผึ้ง ทำมานานแล้ว แต่มีไม่สม่ำเสมอ เพราะต้องอบด้วยแสงแดดจากพลังงานแสงอาทิตย์ จึงต้องดูความพร้อมก่อนทำ

การขาย ส่วนมากจะขายอยู่ที่สวน มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวสวนแล้วซื้อผลิตภัณฑ์กลับไป แต่มีวางจำหน่ายที่อื่นน้อยมาก เพราะไม่ได้ส่งให้ ถ้าต้องการต้องมาซื้อไปขายเอง

นักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมสวนมักมากันเป็นประจำ โดยเฉพาะหน้าเทศกาลหรือวันหยุดยาว ทั้งนี้ถ้าเป็นช่วงหน้าเทศกาลสำคัญ มักเปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเดินชมต้นและผลอย่างใกล้ชิด แล้วยังอนุญาตให้เก็บผลสุกรับประทานได้ แต่ห้ามนำภาชนะไปใส่ ทั้งนี้ไม่ได้เก็บค่าเข้าชมสวนแต่อย่างใด

วันหยุดพักผ่อนยาวที่จะถึงนี้ ถ้าใครยังไม่ได้วางแผนการเดินทางท่องเที่ยว แนะนำให้ไปเที่ยวที่ วังน้ำเขียว เพราะท่านจะได้สัมผัสกับอากาศที่บริสุทธิ์ กับธรรมชาติที่รายล้อมด้วยขุนเขา แต่อย่าลืมแวะไปชิมมัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน” ด้วยก็แล้วกัน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (081) 382-1002, (081) 304-0980

“Great Food Good Course” เรียนทำอาหารสุดฮิต ในราคาสุดคูล ต้อนรับเทศกาลวันปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

“Great Food Good Course” เรียนทำอาหารสุดฮิต ในราคาสุดคูล ต้อนรับเทศกาลวันปีใหม่

ต้อนรับเทศกาลปีใหม่…เตรียมตัวกันให้พร้อม แล้วไปสนุกสนานกับการเรียนทำอาหารไว้สำหรับปาร์ตี้ และสังสรรค์กันให้เต็มที่ กับการเปิดตัวคอร์สเรียนทำอาหารและเบเกอรี่สุดชิก ในช่วงกิจกรรม Open House @ MATICHON ACADEMY ซึ่งทีมงานได้รวบรวมอาหาร และเบเกอรี่สุดฮิต ที่กำลังได้รับกระแสนิยมจากสังคมคนรักการทำอาหาร และโลกโซเชียล มาให้คุณได้ลองลิ้มชิมรสชาติแบบต้นตำรับ พร้อมเรียนรู้เคล็ดลับ-เทคนิคการปรุงกับเชฟคนดัง และเจ้าของสูตรตัวจริง! ทุกหลักสูตรทุกวิชา ราคาเดียว 1,299 บาท เท่านั้น!! ตั้งแต่วันที่ 16-20 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี)

ว่าแล้วก็อย่ารอช้า…ไปดูกันดีกว่า ว่าหลักสูตรอะไร ที่น่าสนใจบ้าง!!

เริ่มกันที่คอร์สแรก อย่าง “Quick Meals & Chill Snacks” นำเสนอ 3 เมนู สำหรับทำรับประทานง่ายๆ ในช่วงปีใหม่ อย่าง ปีกไก่บาร์บีคิว หมักซอสบาร์บีคิวสูตรพิเศษจนเข้าเนื้อ นำไปอบจนหอม สามารถนำไปทำเป็นของว่างรับประทานเล่นของเด็กๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีเมนูอร่อย อย่าง ฟิชฟิงเกอร์ และ ซอสทาร์ทาร์ ที่ใช้ปลาเนื้อขาวหั่นชิ้นยาว ชุบแป้งและเกล็ดขนมปังทอด รับประทานกับทาร์ทาร์ซอส รสชาติหอมมัน หวานอมเปรี้ยว รับประทานตัดเลี่ยนกับปลาทอดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สอนทุกเมนู-เรียนรู้ทุกขั้นตอน กับเชฟชื่อดังจากโรงแรมชั้นนำของไทย อย่าง เชฟประชัน วงศ์อุทัยพันธุ์ Executive Chef โรงแรมอโนมา กรุงเทพฯ ผู้มีฝีไม้ลายมือในการปรุงเมนูอาหารยุโรปขั้นเทพ

ตามติดกันด้วยคอร์ส Traditional Cottage pie & Choc Lava นำเสนอ 2 เมนูเด็ด อย่าง คอทเทจพายเนื้อกับผักอบ และของหวานสุดพิเศษ “ช็อกโกแลตลาวา” เมนูอาหารยุโรปสุดพิเศษ จากเชฟรุ่นใหม่ไฟแรง อย่าง เชฟธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ สำหรับเมนู คอทเทจพายเนื้อกับผักอบ นั้น นำเสนอเมนูอาหารสไตล์อเมริกัน สอนตั้งแต่เทคนิคการทำพายเนื้อ การผัดซอส การทำมันบด การอบพาย และการทำผักอบ สำหรับไว้รับประทานเคียงกับพายเนื้อ และเมนู ช็อกโกแลตลาวา ที่ใช้ช็อกโกแลตแท้เป็นส่วนผสมหลัก รับประทานคู่กับซอสราสป์เบอร์รี่ โดยในชั่วโมงเรียน เชฟจะสอนตั้งแต่การผสมแป้ง การละลายช็อกโกแลต การเตรียมพิมพ์ขนม การอบเค้ก สอนเทคนิคการเช็กขนม สอนการทำซอสราสป์เบอร์รี่ และการตกแต่งเพื่อความสวยงาม น่ารับประทาน

คอร์สถัดมาที่น่าสนใจ อย่าง Pizzas For Party พาเหรดสารพัดเมนูพิซซ่ายอดนิยม อย่าง ฮาวายเอี้ยนพิซซ่า ซีฟู้ดพิซซ่า ดับเบิ้ลชีสพิซซ่า มาให้คุณได้ลองทำทุกขั้นตอน พร้อมสอนทุกเทคนิคโดยเชฟทีมชาติไทย อย่าง เชฟจารึก ศรีอรุณ ที่จะมาสอนคุณทำ พิซซ่าสไตล์โฮมเมด แป้งบางกรอบสุดพิเศษ พร้อมหน้ายอดฮิต อย่าง ซีฟู้ด ฮาวายเอี้ยน และดับเบิ้ลชีส พร้อมบอกเทคนิคการทำแป้งพิซซ่าบางกรอบและซอสมะเขือเทศคองกาเซ่ สอนการอบและการตกแต่งหน้าต่างๆ อีกด้วย

The Best Charcoal Burger (เบอร์เกอร์ชาร์โคล) ชวนคุณมาเรียนรู้การทำเมนูสุดฮิตที่มาแรงเป็นอันดับหนึ่งในปี 2558 อย่าง “เบอร์เกอร์ชาร์โคล” ที่ใครหลายคนคิดว่า “ยาก” แต่จริงๆ แล้ว “ง่ายกว่าที่คิด” เปิดเผยทุกเทคนิค-ทุกขั้นตอน สอนการทำตัวแป้งเบอร์เกอร์ การทำไส้เบอร์เกอร์ทั้งหมูและเนื้อ โดย เชฟเขมจิรา คำสุวรรณ เชฟประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน

Mini Fruit Tart เมนูเบเกอรี่สุดสร้างสรรค์ ทำรับประทาน…ก็ง่าย จะทำเป็นของขวัญปีใหม่…ก็อินเทรนด์ พบกับเมนู ทาร์ตเค้กผลไม้รวม แต่งหน้าทาร์ตด้วยผลไม้อบแห้ง ถั่วอบ เคลือบแยมแอปริคอต คอร์สนี้ เชฟอภิวรรณ ฟักน่วม จะมาสอนการทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำตัวแป้งทาร์ต การกรุแป้ง ผสมแป้ง การทำเนื้อเค้กมิกซ์ฟรุตบัตเตอร์เค้ก การเชื่อมส้ม และการหมักมิกซ์ฟรุต รวมทั้งการตกแต่งอีกด้วย

Fantasy Cupcake Decorations สนุกกับการแต่งหน้าคัพเค้กต้อนรับเทศกาลปีใหม่ เรียนรู้เทคนิคการปั้นแผ่นน้ำตาลฟองดอง (Fondant) ที่กำลังอินเทรนด์สุดๆ ในวงการเบเกอรี่ยุคนี้ สอนโดย อาจารย์เมรนีย์ โชติสกุลรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเบเกอรี่ตัวจริง! ที่จะมาสอนตั้งแต่การตีแป้งเนื้อบัตเตอร์เค้ก การทำแยมมิกซ์ฟรุต และสอนการปั้นลวดลายต่างๆ ขั้นพื้นฐานอีกด้วย

Trendy Pandan Cake ฮิตติดกระแสไปกับ ขนมเค้ก สุดเทรนดี้ ที่จับเอาของหวานยอดนิยมแบบไทยๆ อย่าง “ฝอยทอง” มาผนึกความอร่อยกับ “เค้กใบเตย” ผสมผสานออกมาให้เข้ากับช่วงเทศกาลปีใหม่ได้อย่างลงตัว โดย เชฟเกษราภรณ์ รอดไหม จะมาสอนการทำเค้กชิฟฟ่อนใบเตย และการแต่งหน้าเค้กด้วยฝอยทอง ให้ทุกคนได้เรียนรู้กัน…

Popular Caf? Dessert พบกับ 3 เมนูยอดนิยมประจำร้านกาแฟ ที่คุณไม่ควรพลาด!! อย่าง บลูเบอร์รี่พาย สตรอเบอรี่พาย และ บานอฟฟี่พาย ที่ฮอตฮิตตลอดกาลทุกร้านต้องมี!! สำหรับคอร์สนี้ เชฟเขมจิรา คำสุวรรณ จะมานำเสนอการทำขนมแบบไม่ต้องใช้เตาอบ โดยสอนตั้งแต่การทำแป้งพายจากแครกเกอร์ แต่งด้วยซอสบลูเบอร์รี่ สตรอเบอรี่ พร้อมซอสทอฟฟี่ของขนมบานอฟฟี่ ที่ทำเองทุกขั้นตอน พร้อมสอนการทำซอสบลูเบอร์รี่ ซอสสตรอเบอรี่ และซอสทอฟฟี่ อีกด้วย

Wonderful Jelly สารพัดวุ้นหลากสี ครีเอตออกมาเป็นรูปดอกไม้ และสัตว์ต่างๆ แบบ 3 มิติ งดงามและน่ารับประทานในรูปแบบ 3 มิติ ต้อนรับเทศกาลวันปีใหม่ สอนการลงสีของวุ้นชนิดต่างๆ คอร์สนี้ อาจารย์บุศรินทร์ บุศยรัตน์ จะมาสอนการหยอดตัววุ้นลงพิมพ์ในแต่ละแบบ ทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ วุ้นกุหลาบ วุ้นเป็ด 3 มิติ วุ้นแฟนซีสีรุ้ง พร้อมแนะนำเทคนิคการหยอดวุ้นก็จะแตกต่างกันไปตามพิมพ์ที่เราใช้อีกด้วย

Signature Strawberry Crepe Cake By Natty สุดยอดเครปเค้กต้นตำรับ โดย เชฟแนทตี้ ที่ได้รับการยกย่องจากแฟนเบเกอรี่ว่า เป็นเจ้าแห่งเมนู “เครปเค้ก” สอนทุกขั้นตอน-บอกทุกเทคนิค โดย เชฟนภาวดี พยัฆโส แห่งร้าน Natty Cake ที่จะมานำเสนอ เครปแป้งบางสลับชั้นด้วยครีมสด รับประทานกับซอสสตรอเบอรี่ พร้อมสอนการผสมแป้ง การทอดแป้ง การประกอบตัวเค้กและวิธีการเก็บรักษา สอนการทำซอสสตรอเบอรี่

Christmas Chocolate Dome เฉลิมฉลองช่วงเทศกาล ไปกับเมนูมูสเค้กช็อกโกแลตแสนอร่อย ตกแต่งในธีม “ปาร์ตี้” ที่สามารถรังสรรค์ได้ด้วยตัวคุณเอง สอนโดย เชฟพุทธิพงศ์ เชี่ยววิจิตรพันธุ์ ที่จะมานำเสนอ มูสไวท์ช็อกโดมครีมสดไส้บลูเบอร์รี่ ตกแต่งแบบสัตว์ต่างๆ โดยในชั่วโมงเรียนจะสอนตั้งแต่การเคลือบช็อกโกแลตในรูปแบบต่างๆ สอนการตกแต่งลวดลายหน้าตาของมูสแต่ละชนิด เช่น ตา หู จมูก เป็นต้น

Classic Homemade Donuts สุดยอดโดนัทแสนอร่อยสุดคลาสสิก ที่สามารถทำได้ง่าย ด้วยตัวคุณเอง สอนโดย เชฟเกษราภรณ์ รอดไหม วิทยากรชื่อดังจากคอร์สเบเกอรี่ อย่าง “ฮอกไกโดเค้ก” ที่จะมานำเสนอโดนัททอด ตกแต่งด้วยช็อกโกแลตและน้ำตาลเคลือบ พร้อมสอนการตีแป้งโดนัท ขึ้นรูปร่างต่างๆ บอกวิธีการเช็กและการสังเกตแป้งที่มีคุณภาพที่ดี พร้อมสอนการตกแต่งลวดลายต่างๆ ให้อีกด้วย

จัดเต็มมาขนาดนี้…ใครที่กำลังเรียนทำอาหารไว้สำหรับเทศกาลปีใหม่ หรือนำไปเฉลิมฉลองปาร์ตี้ในกิจกรรมต่างๆ ต้องไม่พลาด ด้วยประการทั้งปวง!!

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน หรือหลักสูตรอาหารอื่นๆ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand