ทองเปิดตลาดร่วง 300 รูปพรรณขายออกบาทละ 21,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 09:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780062

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 11 พ.ย. ลดลง 300 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,000 ขายออกบาทละ 21,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,617.60 ขายออกบาทละ 21,600 บาท ขณะที่ ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก ปิดร่วงลง 7.10 ดอลลาร์ เหตุนักลงทุนเทขายทอง หลังหุ้นพุ่งรับทรัมป์ …

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาลดลง 300 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,000.00 บาท ขายออกบาทละ 21,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,617.60 บาท ขายออกบาทละ 21,600.00 บาท

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กส่งมอบเดือน ธ.ค. ปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (11 พ.ย.) 7.10 ดอลลาร์ หรือ 0.6% ปิดที่ระดับ 1,266.40 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นติดต่อกัน 2 วันทำการ และยังส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นด้วย

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ตลาดการเงินขานรับชัยชนะของนายทรัมป์ มาจากความคาดหวังที่ว่า ทรัมป์จะดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ได้ให้คำมั่นไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงผ่อนคลายกฎข้อบังคับของภาคธนาคาร ทำการปรับลดภาษีของภาคธุรกิจ และกระตุ้นการใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค

นอกจากนี้ การคาดการณ์ที่ว่า ทรัมป์จะกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่นั้น ยังส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำเช่นกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดอลลาร์จะยังคงปรับตัวแข็งแกร่ง จนถึงช่วงเวลาที่นายทรัมป์ทำพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค.ปีหน้า และอาจแตะระดับ 107.49 เยน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค.

 

เด้งปลัดปุ๊บงานเดินปั๊บ ทีโอทีติดสปีดเน็ตหมู่บ้าน 1.5 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779846

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากความล่าช้าของโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจการทำงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เนื่องจาก ครม.อนุมัติให้ดำเนินการเมื่อเดือน ม.ค.59 จนถึงเดือน พ.ย.59 แต่ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจ ม.44 ของรัฐธรรมนูญปี 2557 ฉบับชั่วคราว สั่งให้นางทรงพร โกมลสุรเดช พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงดีอี และให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย.59 ที่ผ่านมานั้น

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากที่คณะกรรมการเตรียมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (บอร์ดดีอี) ได้มอบหมายให้ทีโอทีดำเนินการโครงการขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง วงเงิน 15,000 ล้านบาท จำนวน 24,700 หมู่บ้านนั้น ขณะนี้ทีโอทีอยู่ระหว่างปรับแผนการดำเนินงานใหม่ โดยจะเพิ่มการติดตั้งอินเตอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) เข้าไป จากเดิมเป็นการวางสายไฟเบอร์ออปติกทั้งหมด คาดว่าภายในเดือน ธ.ค.59 นี้จะมีความชัดเจน

สำหรับแผนการดำเนินงานโครงการเน็ตหมู่บ้าน คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนและเมื่อ ครม.อนุมัติแล้ว ทีโอทีจะติดตั้งพร้อมกัน 24,700 หมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อให้เสร็จตามนโยบายนายกรัฐมนตรีในเดือน ธ.ค.60 ทั้งนี้ ในเบื้องต้นทีโอทีจะของบประมาณทั้งสิ้น 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นจัดซื้ออุปกรณ์ติดตั้งอินเตอร์เน็ต 24,700 หมู่บ้าน วงเงิน 9,000 ล้านบาท เงินบำรุงรักษาระบบ 3,000 ล้านบาท หรือปีละ 1,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี ส่วนที่เหลืออีก 3,000 ล้านบาท จะนำไปติดตั้งจุดให้บริการไวไฟฟรีหมู่บ้านละ 1 จุด.

 

เล็งจัดระเบียบท่องเที่ยวทางน้ำ สั่งอบรมไกด์รับมือเหตุไม่คาดฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779841

 

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เตรียมร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาตรการจัดระเบียบการท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากพบว่าประสบอุบัติเหตุทางน้ำเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่บนเกาะต่างๆ ที่อยู่ในเขตบริเวณของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยตั้งแต่เดือน ม.ค.-ส.ค.59 พบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวบาดเจ็บทางน้ำกว่า 101 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 24 เท่า หรือประมาณ 4 คน ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางน้ำพบว่ามี 55 คน เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เสียชีวิต 41 คน ถึง 34.14% โดยประเทศที่มียอดนักท่องเที่ยวเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุทางน้ำเป็นอันดับ 1 คือ นักท่องเที่ยวจีน ส่วนจังหวัดที่นักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุรวมถึงเสียชีวิตจากการท่องเที่ยวทางน้ำเป็นอันดับ 1 คือ จ.สุราษฎร์ธานี รองลงมาคือ จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้มอบหมายให้กรมการท่องเที่ยวหารือกับกรมอุทยานฯ ให้มีการฝึกอบรมเทรนนิ่งไกด์ให้รู้จักวิธีการปฐมพยาบาล และดูแลนักท่องเที่ยวได้ด้วย เพราะจำนวนอาสาสมัครดูแลนักท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่เพียงพอ โดยไกด์จะต้องรู้เทคนิคการเล่นกิจกรรมทางน้ำ

เช่น ดำน้ำ เพราะที่ผ่านมาพบว่านักท่องเที่ยวจมน้ำจากกิจกรรมดำน้ำค่อนข้างมาก ส่วนกรมอุทยานแห่งชาติฯยังเตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตนเอง (เอฟไอที) และบริษัททัวร์ซื้อบัตรท่องเที่ยวเข้าอุทยานแห่งชาติทางเว็บไซต์ เพื่อเป็นการจัดระเบียบและควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวันได้ ซึ่งระบบการซื้อบัตรด้านการท่องเที่ยวต่างๆ นี้ โดยกระทรวงจะมาพัฒนาระบบให้อยู่ในโครงการทัวริสซึ่มเกตเวย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการประชารัฐท่องเที่ยวด้วย.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม บ.เทคโนโลยีฉุดแนสแด็กร่วงหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779926

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยดาวโจนส์ปิดทุบสถิติใหม่ จากโมเมนตัมชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่แนสแด็กร่วงหนักจากแรงฉุดกลุ่มเทคโนโลยี…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 10 พ.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 218.19 จุด หรือ 1.17% ปิดที่ 18807.88 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 4.22 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 2167.48 จุด ขณะที่ ดัชนีแนสแด็กลดลง 42.27 จุด หรือ 0.80% ปิดที่ 5208.80 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า การถดถอยของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขายหุ้นไปลงทุนในภาคส่วนอื่น กับความกังวลว่าอุตสาหกรรมนี้อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้งได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ.

 

กฟผ.จัดทัพลงทุนถ่านหินอินโดฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779836

 

นายวัชรา เหมรัชตานันต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เปิดเผยถึงการเข้าซื้อหุ้นบริษัท อะโดโร อินโดนีเซีย จำกัด (AI) ซึ่งเป็นเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซีย ว่า เป็นไปตามกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทในฐานะที่เป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ กฟผ.ถือหุ้น 100% เพื่อเป็นตัวแทน กฟผ.ลงทุนในโครงการเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า เพื่อการจัดหาพลังงานไฟฟ้าส่งกลับประเทศไทย ที่ผ่านมา บริษัทได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลเวียดนาม ให้ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ 1 มีขนาดกำลังผลิต 1,320 เมกะวัตต์ มีกำหนดแล้วเสร็จ และสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2565 ซึ่งถ่านหินที่ได้จากอินโดนีเซียจะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าดังกล่าว “การลงทุนดังกล่าวยังช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทและลดการพึ่งพาเงินลงทุนของ กฟผ.ในอนาคต เนื่องจากแหล่งเงินทุนของบริษัทมาจาก กฟผ.และจากการทำธุรกิจ การลงทุนในบริษัทอะโดโรฯครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีสินทรัพย์ และสามารถระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจได้ด้วยตัวเองในอนาคต”.

 

สินค้าหมวกแฟชั่นฮิต!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779826

 

นายวิจักษ์ สิริสิงห์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกสปอร์ต-แวร์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าสตรีทแวร์ และสตรีทแฟชั่น ภายใต้ แบรนด์ “นิว อีร่า” (NEW ERA) ในประเทศไทย เปิดเผยว่า การเติบโตของตลาดสินค้าแฟชั่นในกลุ่มสตรีทแวร์ และสตรีทแฟชั่น ในตลาดเมืองไทยยังมีต่อเนื่อง รวมถึงความต้องการสินค้าประเภทต่างๆ รวมถึง “หมวก นิว อีร่า” หมวกยุคใหม่แห่งตำนานสตรีทแฟชั่นระดับโลก จากสหรัฐอเมริกา ที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้บริษัทมองเห็นโอกาส ด้วยการนำเข้าสินค้าแบรนด์ “นิว อีร่า” เข้ามาทำตลาด โดยใช้ “หมวก” สุดฮิปเป็นตัวนำร่อง ซึ่งหลังเปิดตลาด เปิดสาขาแรกในเดือน ก.ย.59 ที่ผ่านมา ที่ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ภายใต้เงินลงทุนกว่า 1.5 ล้านบาท ทำยอดขายได้เดือนละกว่า 1,000 ใบ ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด จึงลุยเปิดสาขา 2 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 15 พ.ย.นี้ และมีแผนเปิดสาขา 3 ที่ จ.เชียงใหม่ ในเดือน ม.ค.60 เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักมากกว่า 50% ซึ่งกลุ่มนี้เศรษฐกิจไม่มีผลกระทบกับเรื่องของแฟชั่น “ปีหน้ามีแผนขยายตลาดเพิ่มด้วยการนำเข้าสินค้าประเภทอื่นๆ อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า พวงกุญแจ ยางลบ เข้ามาทำตลาดเสริมทัพปี 60 เฉพาะแบรนด์นิว อีร่า ตั้งเป้าทำยอดรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และ 3 ปีแตะ 300 ล้านบาท ชิงฐานลูกค้ามาจากตลาดออนไลน์เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ช่วงชิงมาได้แล้วกว่า 40%”.

 

หนี้เน่ากลับมาหลอกหลอนอีกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779821

 

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3 ปี 2559 โดยพบว่าสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ยังชะลอตัว โดยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้สินเชื่อขยายตัว 2.4% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี และเป็นการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวต่ำกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งตามปกติการขยายตัวของสินเชื่อจะอยู่เท่ากัน หรือสูงกว่าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยเป็นการชะลอตัวของทั้งสินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยสินเชื่อธุรกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 1.1% จากระยะเดียวกันของปีก่อน และติดลบ 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนั้น ในส่วนของความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจยังลดลง 10% จากไตรมาสก่อนหน้าด้วย

ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคชะลอตัวลงในทุกภาค โดยรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.2% ลดลงจาก 6% ในไตรมาสก่อนหน้า จากความระมัดระวังในการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากสินเชื่อด้อยคุณภาพสูงขึ้น รวมทั้งความต้องการกู้เงินของภาคประชาชนที่ลดลง ทั้งนี้ ธปท.คาดว่าทั้งปีของปี 2559 นี้ สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 2-3% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

นอกจากนั้น คุณภาพของสินเชื่อเป็นอีกส่วนที่ต้องจับตา โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของไตรมาสที่ 3 มียอดทั้งสิ้น 393,600 ล้านบาท หรือ 2.89% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 19,900 ล้านบาท และเป็นสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2554 หรือในรอบ 5 ปี โดยเป็นเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลในทุกภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขึ้นเอ็นพีแอลในส่วนของบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้นสูงสุด ในรอบ 11 ปี หรือตั้งแต่ปี 2548 โดยคิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของสินเชื่อรวม เช่นเดียวกับสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ หรือหนี้ที่เริ่มค้างชำระ แต่ยังไม่ค้างถึง 3 เดือน ในไตรมาสที่ 3 ก็ปรับเพิ่มขึ้นด้วย โดยมียอดอยู่ที่ 324,000 ล้านบาท.

 

อสังหาฯพรีเมียมปีหน้ามาแรง! “พฤกษา” โชว์ผลงาน 9 เดือนไปได้สวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779802

 

“พฤกษา” โชว์ผลการดำเนินงาน 9 เดือน ทำยอด ขายแตะระดับ 34,662 ล้านบาท เหตุเพราะเปิดโครงการใหม่ๆต่อเนื่องไม่มีตก ด้านรายได้และกำไรก็ไม่น้อยหน้าทำได้ 32,972 ล้านบาท และ 4,068 ล้านบาท ตามลำดับ เผยแผนปีหน้าจัดเต็มรุกตลาดพรีเมียม เห็นแน่ 4-5 โครงการ

นายเลอศักดิ์ จุลเทศ รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ร่วม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่าตลาด 265,777 ล้านบาท เติบโต 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และตลาดต่างจังหวัดมีมูลค่า 78,869 ล้านบาท หรือเติบโต 12.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งหากยังไม่มีปัจจัยบวกมาสนับสนุน จากสภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของไตรมาส 4 ที่ยังชะลอตัว คาดว่าทั้งปีตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะเติบโตทรงตัวหรือใกล้เคียงกับปี 2558 คือมีมูลค่าตลาดรวม 350,000 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ สามารถทำยอดขายรวม 34,662 ล้านบาท โดยคิดเป็น 68% ของเป้ายอดขายทั้งปีที่ตั้งไว้ 51,000 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นนั้นส่วนหนึ่งมาจากการเปิดโครงการใหม่ 25 โครงการ มูลค่ารวม 22,431 ล้านบาท ในไตรมาส 3 โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียม 2 โครงการ คือ พลัมคอนโด รามคำแหง สเตชั่น และพลัมคอนโด ปิ่นเกล้า สเตชั่น ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า สำหรับด้านรายได้ 9 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 32,972 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,068 ล้านบาท โดยหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลงเล็กน้อยสำหรับทั้ง 2 ด้าน

“9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทเปิดโครงการไปแล้ว 52 โครงการ มูลค่ารวม 42,145 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 4 ของปีนี้บริษัทมีแผนเปิดเพิ่มอีก 18-20 โครงการ มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท รวมทั้งปีคาดว่าจะเปิดได้ 70-72 โครงการ ซึ่งสูงกว่าเป้าที่เคยวางไว้ที่ 60-65 โครงการ นอกจากนี้เพียงสิ้นไตรมาสที่ 3 บริษัทยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้อยู่ที่ 27,629 ล้านบาท โดยจะเป็นยอดรับรู้ในปีนี้จำนวน 10,320 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะส่วนช่วยผลักดันให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายยอดขายและรายได้ที่วางไว้ได้แน่นอน”

นายเลอศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปี 2560 จะเป็นปีที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ จะมีแผนปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ซึ่งบริษัทก็มีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนยอดขายและรายได้ในกลุ่มที่อยู่อาศัยในระดับพรีเมียม เพื่อเต็มเติมความครบครันให้ผู้บริโภคในทุกระดับราคาที่อยู่อาศัย อีกทั้งบริษัทยังมองเห็นโอกาสในการเติบโตในตลาดนี้ โดยในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมาตลาดกลุ่มพรีเมียมในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลเติบโต 22-32% ของตลาดรวม ซึ่ง 9 เดือนแรกของปีนี้ เติบโตถึง 58,997 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 บริษัทเตรียม เนรมิตโครงการในระดับพรีเมียมโปรเจกต์ลงสู้ศึกในตลาดกลุ่มนี้ 4-5 โครงการ โดยจะเป็น โครงการคอนโดมิเนียมระดับราคา 250,000-300,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมที่ดินไว้พัฒนาโครงการเรียบร้อยแล้วคือ โซนเอกมัย, พญาไท, พหลโยธินช่วงต้น และทองหล่อ ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ากลุ่มธุรกิจพรีเมียมต้องเติบโต 10% ในปี 2560 และ 3-5 ปี ต้องเติบโตเป็น 20-30%.

 

ตื่น!คุมน้ำหนักรถบรรทุกเกิน “อาคม” ขู่งานนี้ไม่อะลุ้มอล่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779791

 

เจอจับปรับหนักไม่เว้น

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงมาตรการควบคุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดว่า ขณะนี้กระทรวงได้สั่งการไปยังกรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ให้บูรณาการการตรวจรถบรรทุกน้ำหนักเกินทั่วประเทศ หลังพบว่าถนนชำรุดเสียหายจำนวนมาก จากรถบรรทุกน้ำหนักเกินมากเท่าตัว เช่น รถบรรทุก 10 ล้อ ตามกฎหมายกำหนดไว้ 25 ตัน ก็บรรทุก 50 ตัน รถบรรทุกพ่วงกำหนดไว้ 50.5 ตัน ก็บรรทุก 100 ตัน จนส่งผลให้น้ำหนักของรถบรรทุกไปบดถนนให้เกิดการชำรุดเร็วขึ้น โดยในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง ทล.และ ทช.ได้เข้มงวดในการชั่งน้ำหนักรถบรรทุกทั้งด่านชั่งถาวร และด่านชั่งเคลื่อนที่ทั่วประเทศ โดยเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สามารถจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินได้ 19 คัน

สำหรับในช่วงฤดูกาลหีบอ้อยทุกปีจะมีการขอผ่อนผันเรื่องน้ำหนักรถบรรทุกอ้อยเข้ามาด้วย แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นโยบายของรัฐบาลชัดเจน คือ ไม่อนุญาตให้บรรทุกน้ำหนักเกินและไม่อนุญาตให้มีการผ่อนผัน เพราะหากรถอ้อยบรรทุกเกินและไม่มีผ้าคลุมจะทำให้อ้อยตกเรี่ยราดบนถนน จนเป็นอันตรายกับรถคันอื่น ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมบูรณาการกับหน่วยงานของจังหวัด ตำรวจ และทหาร เพื่อร่วมกันตรวจตราให้เข้มงวดกับรถบรรทุกน้ำหนักเกินมากขึ้นด้วย

นายอาคมกล่าวว่า สำหรับ ทล.ในแต่ละปีจะมีงบซ่อมบำรุงถนนประมาณ 20,000 ล้านบาท หรือประมาณ 20% ของงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปี โดยส่วนหนึ่งเป็นการบำรุงตามระยะเวลา และบำรุงตามความเสียหายด้วย ขณะเดียวกันยังนำไปใช้ขยายถนนและก่อสร้างทางใหม่ จึงส่งผลให้งบประมาณไม่เพียงพอ เบื้องต้นพบว่าถนนที่ชำรุดเสียหายมากที่สุดไม่ใช่ถนนของ ทล. หรือ ทช. แต่เป็นขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีอยู่ประมาณ 200,000 กิโลเมตร (กม.) มากกว่า เพราะไม่มีงบประมาณในการซ่อมบำรุง ขณะที่ ทล.มีถนนอยู่ประมาณ 50,000 กม. และ ทช.ประมาณ 48,000 กม. ทั้งนี้ ยังได้ให้นโยบาย ทล. และ ทช.ไปปรับแก้ถนนสายหลักที่สำคัญ โดยเฉพาะบริเวณสี่แยกทั่วประเทศด้วย ต้องปรับเป็นคอนกรีตแทนยางมะตอย.

 

“ทรัมป์..ฉันเป็นฉันเอง” ประกาศลั่นอเมริกาจะมีแต่สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779781

 

ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ-อเมริกา “โดนัลด์ ทรัมป์” (Donald Trump) เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ชื่อเสียงที่ว่า มาจากอุปนิสัยส่วนตัวที่นิยมสร้าง “แบรนด์” ให้ตัวเองเป็นหลัก ขณะที่หากวัดความสำเร็จ ในแง่ธุรกิจแล้ว นิตยสาร The Economist ประเมินผลงานระหว่างปี 2528–2559 ให้ เกรดทรัมป์อยู่ในระดับกลางๆ พิจารณาจากความสำเร็จและความล้มเหลวจากการ บริหารธุรกิจจนล้มละลายถึง 6 ครั้งด้วยกัน นอกเหนือจากการถูก “นิวยอร์กไทม์” เจาะ ข่าวเรื่องการเลี่ยงภาษีอย่างมีข้อพิรุธ ในช่วงต้นทศวรรษ 90 เพื่อปกป้องฐานะทาง การเงินของอาณาจักรทรัมป์ด้วย


ธุรกิจหลักๆของทรัมป์ อยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวและมีฐานหลัก อยู่ที่นิวยอร์ก โดยนอกจากอพาร์ตเมนต์ โรงแรม รีสอร์ต กาสิโน สนามกอล์ฟ ซึ่งภายหลังขยายการลงทุนไปทั่วสหรัฐอเมริกาแล้ว ไฮไลต์คือ ตึกทรัมป์ทาวเวอร์ 58 ชั้น ดีไซน์สุดหรูหรากลางมหานครแมนฮัตตัน ที่มีสัญลักษณ์ตึกทำจากทองคำ

ทรัมป์ยังมีความใฝ่ฝันที่จะเข้าสู่ธุรกิจบันเทิงเพื่อสร้างชื่อเสียงตั้งแต่ยังเด็ก เคยลงทุนสร้างละคร บรอดเวย์ซึ่งเจ๊งไม่เป็นท่าตั้งแต่อายุ 23 และเป็น เจ้าของลิขสิทธิ์การประกวดมิสยูนิเวิร์ส มิสยูเอสเอ และมิสทีนยูเอสเอจนถึงปี 2558


เขายังเคยปรากฏตัวในหนัง เป็นดีเจ ถูกเสนอ ชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ และเป็นเจ้าของรายการเรียลลิตี้โชว์ คัดเลือกนักธุรกิจที่มีความสามารถชื่อ The Apprentice ประสบความสำเร็จพอสมควร โดยทรัมป์ปรากฏตัวในฐานะผู้ตัดสินหลัก หรือซีอีโอ ของรายการ

นอกจากนั้น เขายังเคยเป็นเจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล เคยเปิดมหาวิทยาลัยทรัมป์ สอนโปรแกรมด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่โดนปิดไปเพราะละเมิดกฎหมายหลายข้อ ตลอดจนขายสินค้าอุปโภค บริโภค แบรนด์ “ทรัมป์” หลากหลาย อาทิ น้ำดื่ม ระหว่างการหาเสียงทรัมป์ยังเรียกเครื่องบินโบอิ้ง 757 ที่เขาใช้บินไป-มาทั่วประเทศว่า “ทรัมป์ ฟอร์ซ วัน” (Trump Force One) ด้วย โดยในปี 2554 นิตยสารฟอร์บส์ประเมินว่า แบรนด์ “ทรัมป์” มีมูลค่าอยู่ที่ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ทรัมป์โต้ว่ามีมูลค่า สูงถึง 3,000 ล้านเหรียญฯต่างหาก


ณ ปีล่าสุด นิตยสารฟอร์บส์ประเมินทรัพย์สินของทรัมป์ว่าอยู่ที่ 3,700 ล้านเหรียญฯ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักธุรกิจการเมืองที่รวยที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 324 ของโลก

คำสัญญากับชาวอเมริกัน

คำสัญญาที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้ไว้กับชาวอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การประกาศตั้งโต๊ะเจรจาข้อตกลงใหม่กับกลุ่มความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เพื่อถอนตัวออกจากกลุ่ม และประกาศถอนตัวจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งเป็นข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีสมาชิกเข้าร่วม 12 ประเทศ คิดเป็นสัดส่วนราว 40 %ของจีดีพีโลก

ขณะเดียวกัน เขาจะให้ รมว.คลังควบคุมดูแลค่าเงินหยวนของจีน ให้ รมว.พาณิชย์และสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯตรวจหาข้อเสียเปรียบทางการค้ากับต่างประเทศ ที่ชาวอเมริกันต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม และจะใช้ทุกเครื่องมือกำจัดข้อเสียเปรียบโดยทันที

นอกจากนี้ จะพิจารณายกเลิกการให้สิทธิ์งดเว้นภาษีศุลกากรกับบริษัทต่างชาติ เพื่อป้องกันบริษัทเหล่านี้ปลดพนักงานแล้วย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า จากนั้นค่อยส่งสินค้ากลับมาในสหรัฐฯโดยไม่เสียภาษี และจะกระตุ้นการลงทุนในโครงการพื้นฐานด้วยงบประมาณ 1 ล้านล้าน ดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

ส่วนการจ่ายภาษีของชาวอเมริกัน จะมีการแบ่งเบาภาระภาษีแก่คน ชั้นกลาง ครอบครัวที่มีลูกสองคนจะได้รับลดหย่อน 35% แบบชำระภาษีจะแก้ไขให้เข้าใจง่ายขึ้น ภาคธุรกิจจะได้ลดภาษีจาก 35% เหลือ 15%

สร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง

ทันทีที่ผลการเลือกตั้งระบุชัด นายโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับชัยชนะ เขากล่าวสุนทรพจน์ว่า ถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯจะสมานบาดแผลแห่งความแตกแยกและรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และให้คำมั่นว่า “ผมจะเป็นประธานาธิบดีสำหรับชาวอเมริกันทุกคน สำหรับคนที่ไม่สนับสนุน ผมจะเดินไปหาพวกคุณเพื่อขอคำแนะนำและขอความช่วยเหลือ เพื่อที่จะได้ร่วมมือกันทำงานเพื่อ ทำให้ประเทศเป็นหนึ่งเดียวกัน จะเริ่มปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนโดยทำงานร่วมกับทุกฝ่ายในการพลิกฟื้นประเทศและนำความฝันแบบอเมริกันกลับคืนมา”

นายทรัมป์กล่าวว่า ได้ใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการทำธุรกิจ ค้นหาศักยภาพที่ยังไม่มีใครค้นพบในโครงการต่างๆและในผู้คนทั่วโลก และนี่เป็นสิ่งที่ปรารถนาจะทำเพื่อให้สหรัฐฯเป็นประเทศที่มีศักยภาพมหาศาล จะฟื้นฟูเมืองที่อยู่ชั้นใน จะสร้างถนนไฮเวย์ สะพาน อุโมงค์ สนามบิน โรงเรียน โรงพยาบาลขึ้นมาใหม่ จะปรับปรุงสาธารณูปโภคต่างๆ และทำให้ผู้คนนับล้านมีงานทำ

“ผมจะเริ่มโครงการเพื่อสร้างความเติบโตของประเทศ จะใช้ประโยชน์จากความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของคนที่เก่งและฉลาดที่สุด เรามีแผนงานด้านเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยมมาก จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเท่าตัว และทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯแข็งแกร่งที่สุดในโลก ต่อจากนี้สหรัฐฯจะมี แต่สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น”

ผลกระทบกับประเทศไทย

ข้าราชการและนักธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบ และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ ทั้งนี้ เนื่องจากนายทรัมป์มีนโยบายชัดเจนที่จะให้การดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศของสหรัฐฯอย่างเต็มที่ หลังจากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าจีดีพี (รายได้ ประชาชาติ) ของสหรัฐฯในปีนี้จะเติบโตราว 2.9%


กรณีดังกล่าวจึงน่าจะทำให้ไทยมีความเสี่ยงในเรื่องของเงินทุนไหลออกพอสมควร และเงินบาทน่าจะแข็งค่าขึ้นตามลำดับจากปัจจุบันอยู่ในระดับ 34.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องเพราะนายทรัมป์จะลดภาษีธุรกิจลง นอกจากนี้ ในกรณีที่นายทรัมป์กล่าวถึงนโยบายกีดกันทางการค้ากับจีนนั้น มีรายงานว่าหลายประเทศเริ่มหันกลับมาทบทวนนโยบายการเปิดเสรีให้จีนและเวียดนามเข้าไปลงทุนซื้อสินทรัพย์ต่างๆในประเทศของตนมากขึ้น

ด้านกระทรวงพาณิชย์ น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ไทยทั้งในสหรัฐฯและทั่วโลกจับตาดูนโยบายของนายทรัมป์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นการช่วยเหลือคนอเมริกันให้มีงานทำมากขึ้น เพราะอาจกระทบถึงผู้ประกอบการไทยในสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจมีต่อการส่งออกของไทยไปยัง สหรัฐฯมากขึ้นจากนโยบาย Buy American ด้วย

ตลาดทุนประเมินอนาคต

งานสัมมนา “ทิศทางตลาดทุนและเศรษฐกิจไทย…หลังเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และความเชื่อมั่นนักลงทุนปี 60” จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานในตลาดทุนที่เกี่ยวข้อง นายสุรงค์ บูลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า ต้องเตรียมรับมือกับทิศทางการค้าโลกที่จะ เปลี่ยนแปลงไป เพราะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯจะกลับไปปกป้องพึ่งพาเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯเอง ลดพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้การค้าจากเอเชียไปสหรัฐฯจะได้รับผลกระทบ ซึ่งไทยมาถูกทางแล้วที่ต้องเร่งไทยแลนด์ 4.0 สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม และทำการตลาดภายในให้เข้มแข็ง

ขณะที่นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์ กล่าวว่า ยังประเมินยากถึงผล กระทบต่อไทย ต้องรอดูนโยบายหลังเข้ารับตำแหน่งส่วนตัวมองว่าหลายนโยบายทำไม่ได้ แต่นโยบายแรกที่นายทรัมป์จะทำคือ ลดภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา การยกเลิกความตกลง TPP

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯกับประเทศอื่นๆอาจแย่ลงไปในช่วงแรกจากการกีดกันการค้า จึงเป็นโอกาสของเอเชียในการรวมกันมากขึ้น ซึ่งโอกาสธุรกิจของโลกขณะนี้อยู่ที่เอเชียทั้งการรวมกลุ่มและการพัฒนาของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ส่วนการ ดึงการลงทุนกลับไปสหรัฐฯ ไทยคงไม่กระทบมาก เพราะบริษัทสหรัฐฯที่มาลงทุนในไทยเป็นการผลิตเพื่อขายในเอเชีย

“การขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในช่วงแรกอาจจะดูวุ่นวาย แต่หากมองคนรอบๆนายทรัมป์ที่ดึงมาใช้งานล้วนเป็นมือเก๋าที่มีความสามารถ อาจเป็นช่วงที่นำสหรัฐฯไปสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้อีก 3-4 ปีข้างหน้าได้ หลังจากเศรษฐกิจซบเซาตกต่ำมานาน เมื่อสหรัฐฯดี ไทยก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย”.