อาชีพไหนก็พอเพียงได้! 5 สิ่งน่าเที่ยว ศปร. สมดุลชีวิตตามวิถีพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 พ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/791671

คำว่า ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ คงเป็นหลักคำสอนจากพ่อหลวงที่คนไทยจำได้ขึ้นใจ แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ เพราะต้องมีการเรียนรู้ และฝึกฝนปฏิบัติอย่างจริงใจ (และจริงจัง) ใช้เวลากับมันอย่างถ่องแท้ ดอกผลที่ดีนั้นจึงจะเติบโตให้คุณเห็น

ไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสดีได้ไปร่วมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง หรือ ศปร. เป็นการเที่ยวที่ไม่เหมือนครั้งไหนๆ เลย เพราะรู้สึกว่ายิ่งได้เที่ยวชม ได้เห็น ได้สัมผัส โครงการต่างๆ ของพระองค์ท่าน ก็ยิ่งซาบซึ้งและภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย

โดยเฉพาะได้รู้ความหมายอันลึกซึ้งของ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ว่า… ทุกคนต้องลาออกแล้วไปเป็นเกษตรกร! แต่มันคือหลักการที่ทุกๆ อาชีพสามารถเรียนรู้แล้วนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเราซึมซับมันผ่านจุดเรียนรู้ต่างๆ ของที่นี่

ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจในศูนย์ฯ แห่งนี้บ้าง ตามมาดู…

1. ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง หรือ ศปร. ตั้งอยู่ที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ถูกจัดตั้งเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2551 มีภารกิจในการวางแผน อำนวยการ ประสานงาน และบูรณาการงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง ของเหล่าทัพและกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

2. ภายในอาคารแห่งนี้ จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยแสดงถึงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจที่สำคัญ หลักการทรงงาน และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เหล่าทัพและกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนรับผิดชอบ

3. ภายนอกอาคารจัดแสดงการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเกษตรผสมผสานในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ประกอบด้วยการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่มีการเกื้อกูลกัน ทำให้เกษตรมีความมั่นคงทางด้านอาหารและรายได้ เป็นการแสดงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี

4. นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงโครงการป่ารักษ์น้ำ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมและเรียนรู้อีกด้วย แสดงให้เห็นความสำคัญของป่าที่จะช่วยสร้างแหล่งต้นน้ำ และหลักการปลูกป่าตามหลักการ ปลูกป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง

5. เจษฎา ศรีทองทราย วิทยากรบรรยายความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นคนละอย่างกัน ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน อย่าเข้าใจผิดว่าการจะดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงตามรอยพ่อหลวง คือการลาออกจากงานประจำแล้วไปทำเกษตร ไม่ใช่! แต่เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นการเอาหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้สำหรับคนที่มีอาชีพเกษตรกร

ส่วนคนที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัท ข้าราชการ พ่อค้า หรือนักลงทุน ก็ล้วนแต่สามารถเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ทุกคนทุกอาชีพ เพียงแค่เริ่มต้นที่ตัวเอง

เริ่มพิจารณาจากการใช้ชีวิต การทำงาน การเป็นอยู่ ว่าเราอยู่แบบพอเหมาะพอเพียงกับศักยภาพแล้วหรือยัง ใช้ชีวิตตามกำลังของตนหรือไม่ ทำในสิ่งที่เกินตัว หรืออยากได้ในสิ่งที่เกินตัวหรือไม่ เมื่อทำงาน มีเหตุผลที่ดีเพียงพอมาสนับสนุนงานหรือไม่ และมีภูมิคุ้มกันที่ดี กล่าวคือเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นต้น

*ล้อมกรอบ*
นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม และเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง ได้ทุกวัน ในเวลาราชการ ตั้งแต่ 08.30-16.30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งที่ตั้งของศูนย์ฯ อยู่ตรงข้ามกับอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ฝั่งถนนวิภาวดีรังสิต

 

บุกถิ่นมูเซอ วิวสวยหลักล้าน ราคาแค่ร้อย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 26 พ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/792757

A-Bo-Da-ya (อาบูดะยา) ขอกล่าวทักทายเพื่อนๆ เป็นภาษาของชาวลาหู่หรือมูเซอ ก่อนเลยครับแปล่า “สวัสดี” วันนี้แบกกล้องเที่ยว มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมาแนะนำอีกแล้ว สดๆ ร้อนๆ เลย เพิ่งไปมาเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมานี่เอง

ชุมชนบ้านจ่าโบ่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างปาย ใช้เวลาเดินทางจากปายประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า การเดินทางจากปายไปยัง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้นขับตรงไปอีก 12 กิโลเมตร เจอแยกบ้านแม่ระนาเข้าไปยังหมู่บ้านขับรถตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เส้นทางทำใหม่ลาดยางตลอดทาง

ที่นี่เป็นชุมชนของชาวลาหู่นะ (มูเซอดำ) ที่อพยพโยกย้ายมาจากห้วยยาว และก่อตั้งเป็น “ชุมชนจ่าโบ่” ซึ่งมาจากชื่อของผู้นำหมู่บ้าน เมื่อปี พ.ศ.2521 คนในชุมชนล้วนเกี่ยวดองเป็นญาติกันทั้งหมด และยังคงใช้ภาษาและเครื่องแต่งกายแบบลาหู่

ไฮไลต์ของที่นี่จะมีร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขา และร้านกาแฟขายอยู่บริเวณจุดชมวิว ถ้าจะบอกว่าที่นี่ขายอาหารหลักสิบ แต่วิวหลักล้าน นี่คงไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงสำหรับที่นี่แน่นอน ร้านรวงต่างๆ เปิดรอรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 06.00 น. กันเลยครับ วันนี้ผมได้ลองสั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำ รสชาติใช้ได้เลยครับ ราคาไม่แพงด้วย แค่ 35 บาท แต่วิวเมื่อเช้านี้ ตอนที่เราทานอาหารกันและกาแฟ นั่งชมพระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้น มาพร้อมกับสายหมอกไหลผ่าน มันเหนือคำบรรยายจริงๆ เลยครับ

ที่นี่มีที่พักโฮมสเตย์บริการด้วยครับ ส่วนที่กางเต็นท์ กำลังเปิดบริการเร็วๆ นี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองที่พักล่วงหน้า ติดต่อ คุณศรชัย ไพรเนติธรรม ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนบ้านจ่าโบ่ โทร. 08-0677-5794

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

 

ลดแรงกระแทกใจ! สแกน 5+5 โปรโมชั่นดีที่สุดส่งท้ายปี มีอะไรบ้าง เช็กด่วน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ย. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/792546

ใกล้สิ้นเดือนทีไร ใจเต้นแรงทุกทีสิน่า…อีกไม่กี่วันเงินเดือนก็ออกแล้ว มนุษย์เงินเดือนอย่างเราจะมีอะไรดีไปกว่าการออกไปทานข้าวนอกบ้านบ้าง และช็อปปิ้งนิดๆ หน่อยๆ พอให้หายเครียดเนอะ แต่ แต่ แต่…จะช็อปปิ้งทั้งที ยุคนี้ต้องฉลาดช็อปนิดหนึ่ง มองหาป้ายลดราคาเข้าไว้นะจ๊ะ และซื้อเฉพาะของจำเป็นนะตัวเธอ

ปฏิทิน ไทยรัฐออนไลน์ สัปดาห์นี้เราเสาะหาโปรโมชั่นร้านอาหารดีๆ มาฝากเช่นเคย  แถมด้วยเคาน์เตอร์สินค้าลดราคา มีทั้งกระเป๋า เสื้อผ้าแฟชั่น ร้านขนม เครื่องสำอาง มาให้เลือกช็อปเพียบ พร้อมแล้วตามมาเช็กลิสต์ที่นี่เลยจ้า…

1. Indian By Nature ลด 10%

วันนี้ – 10 ธ.ค. 2559 ชวนไปชิมอาหารอินเดียรสเลิศ การันตีด้วยรางวัล Travelers’ Choice Award 2016 อย่างร้าน “Indian By Nature” ณ ถนนทัพพระยา เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ทางร้านเฉลิมฉลองรางวัลจึงมอบโปรโมชั่นล่าสุด “10/10/10 ส่วนลด 10%”

สำหรับรางวัล Travelers’ Choice Award 2016 มอบให้ร้านนี้เป็น 1 ใน 10 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเมืองไทย ในหมวดอาหารเลิศรส (Fine Dining) โดย TripAdvisor’s ส่วนเมนูอาหารแนะนำ ได้แก่
– King Prawn Curry แกงอินเดียกุ้งใหญ่
– Rack of New Zealand lamb with Tandoori spices สเต็กเนื้อแกะ
– Lamb Curry แกงอินเดียเนื้อแกะ
– Naan แป้งนาน
– Kulfi, Indian Ice Cream ไอศกรีมนมใส่อัลมอนด์

นอกจากนี้ ทางร้านยังได้รับรางวัลในหมวดอาหารเลิศรสแห่งเอเชีย (มีเพียง 25 แห่งในภูมิภาคนี้เท่านั้น) และยังเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในประเทศไทยของนิตยสาร Tatler มาตั้งแต่ปี 2013-2016 รวมถึงรางวัล TripAdvisor’s Certificate of Excellence ติดต่อกันตั้งแต่ปี 2013-2016 เช่นกัน

2. Cinnabon Snickers ลด 50%

วันนี้ – 14 ม.ค. 2560 ชวนมาชิมขนมอร่อยราคาโปรโมชั่น “Cinnabon Snickers” ณ ร้าน Cinnabon ทุกสาขา พร้อมมอบโปรโมชั่นสุดคุ้ม โดยซื้อผ่าน E-Coupon Line@ เมื่อซื้อ Cinnabon Roll on the go made with Snickers 1 ถ้วย แลกซื้อเครื่องดื่มในราคาส่วนลด 50% (เฉพาะเครื่องดื่มกาแฟร้อนและเย็นเท่านั้น)

และยังมีเมนูพิเศษมากมาย ได้แก่
– Cinnabon ROLL-ON-THE-GO Made With Snickers ราคา 69 บาท
– Cinnabon LATTE Made With Snickers ราคา 69 บาท
– Cinnabon CHILLATTA Made With Snickers ราคา 108 บาท

3. Longchamp ลด 30-50%

วันนี้ – 31 ธ.ค. 2559 ชวนสาวๆ มาช็อปกระเป๋าคุณภาพดีราคาสุดคุ้ม กับโปรโมชั่น “Longchamp End Of Season Sale” ณ ช็อปลองฌองป์ทั้ง 5 สาขา พบกับกระเป๋าแบรนด์ลองฌองป์ มอบส่วนลดพิเศษส่งท้ายซีซั่น ขนมาลดราคาสูงสุดถึง 30-50% เป็นของขวัญพิเศษให้กับตัวคุณหรือคนที่คุณรัก มองหาได้ที่

– ดิ เอ็มควอเทียร์ ชั้น G เฮลิกซ์ควอเทียร์ โทร. 0-2003-6166
– สยาม พารากอน ชั้น 1 โทร. 0-2610-9973
– เซ็นทรัล ชิดลม ชั้น 1 โทร. 0-2361-1075
– เซ็นทรัล ลาดพร้าว ชั้น 1 โทร. 0-2937-1578
– เซ็นทรัล บางนา ชั้น 1 โทร. 0-2351-1075

4. EVEANDBOY ลด 90%

วันนี้ – 28 พ.ย. 2559 ชวนสาวๆ มาช็อปเครื่องสำอางลดราคาครั้งใหญ่ “EVEANDBOY ฉลองครบรอบ 4 ปี” ณ ร้านอีฟแอนด์บอย สาขาสยามสแควร์ ภายในร้านพบกับ สินค้าเพื่อความงามตั้งแต่หัวจรดเท้า เมคอัพ สกินแคร์ น้ำหอม ทรีตเมนต์บำรุงผม บำรุงผิวหน้า และผิวกายต่างๆ มากมาย ยกขบวนมาลดสูงสุด 90% มากกว่า 3,000 รายการ จำหน่ายเฉพาะหน้าร้านเท่านั้น ไม่ร่วมรายการสั่งผ่านออนไลน์

5. Central Zen Midnight Sale

วันนี้ – 30 พ.ย. 2559 ชวนไปช็อปส่งท้ายปี “Central | Zen Midnight Sale” ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลทุกสาขา และเซน (เวลาเปิด-ปิดห้างตามปกติ) ภายในงานพบกับ สินค้าลดราคาทั้งห้าง สินค้าราคาปกติลดสูงสุด 30% พร้อมเสิร์ฟกาแฟตลอดทั้งวัน

– ลดสูงสุด 70% สินค้าเฉพาะรุ่น เฉพาะแบรนด์
– ลดสูงสุด 30% สินค้าราคาปกติ ทุกชั้น ทุกแผนก
– ลดสูงสุด 15% ที่บิวตี้แกลลอรี่ รับคูปองสูงสุด 5,000 บาท จาก Beauty Bonus ช็อปตามเงื่อนไข
– The1Card ลดเพิ่มสูงสุด 12.5% เมื่อใช้คะแนน
– ฟรี คูปองส่วนลดเงินสด เมื่อช็อปตามเงื่อนไขในเวลา 16.00 น.- เวลาห้างปิด
(เฉพาะวันที่ 23-27 พ.ย. 59/คูปองใช้ได้ถึง 14 ธ.ค. 59 คูปองฯ 100, 400, 1,000 บาท)
– รับสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตชั้นนำ
– รับฟรี กาแฟจาก Nescafe’ Dolce Gusto และไอศกรีม เมื่อช็อปตามเงื่อนไข

6.ศูนย์การค้า เกษร จัด นิทรรศการ “Father of our Nation – พ่อหลวงของแผ่นดิน”

ศูนย์การค้าเกษร เชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมชื่นชมความงดงามอันวิจิตรของผลงานศิลป์หลากหลายแขนง จากฝีมือการสร้างสรรค์ของศิลปินชั้นนำ 32 ท่านของประเทศไทย อาทิ อคิน กาญจนโภคิน, อนินท์ บุญโนทก, อติ กองสุข, ชลันธรณ์ เมนะคงคา, คัมภีร์ ทัพน้อย, ก้องศักดิ์ พูนผลวัฒนาภรณ์, พเยาว์ บุตรสำราญ, นฤดล กาฬดิษฐ์, ณัฐณิฐ ไกรเพิ่ม, สุรกิจ ธรรมาสถิตย์, สุริยการ กิจสำเร็จ, ธนสาร คณะเกษม,ติณณา หงส์งาม, ยุรี เกนสาคู, ธนกร บุญลือ, ธนากร สารารักษ์ ฯลฯ ที่มาร่วมถ่ายทอดความรักจากดวงใจ และความทรงจำที่งดงาม จนเป็นผลงานศิลปะ 32 ชิ้นงาน ในนิทรรศการ “Father of our Nation – พ่อหลวงของแผ่นดิน” ซึ่งเป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในพระราชอิริยาบถต่างๆ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ตลอดจนถึงช่วงเวลาการครองสิริราชสมบัติทั้ง 70 ปี ด้วยเทคนิคการวาดภาพทั้ง Painting (ภาพวาด), Digital Painting (ภาพวาดดิจิทัล), Digital Collage Painting (ภาพปะติดดิจิทัล) และ Mixed Media Painting (ภาพวาดสื่อผสม) เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้

โดยรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายผลงาน (ไม่หักค่าใช้จ่าย) จะนำไปสมทบทุน ให้กับมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ “Father of our Nation – พ่อหลวงของแผ่นดิน” พร้อมรับโปสการ์ดที่ระลึกภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ 19 แบบจาก 19 ศิลปิน (ผลิตในจำนวนจำกัด) ได้ทุกวัน ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 – 6 มกราคม 2560 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ชั้น G ศูนย์การค้าเกษร

7. โครงการตู้ยา BIOPHARM เพื่อชุมชน ปีที่ 2

เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน เป็นความมุ่งมั่นของ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด บริษัทยาคนไทย เพื่อคนไทย ที่ขอทำดีตามรอยพ่อ สานต่อโครงการ “ตู้ยา BIOPHARM เพื่อชุมชน ปีที่ 2” เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงยาที่มีคุณภาพตามปรัชญาของบริษัทฯ “โอบอุ้มดูแลคุณค่าทุกชีวิต” โดยลงพื้นที่มอบตู้ยาและยาคุณภาพจำนวน 100 ตู้ ให้กับหน่วยพิทักษ์ป่าและจุดสกัดที่อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในพื้นที่ผืนป่าตะวันตก ทั้งหมด 17 แห่ง อยู่ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร และตาก มีพื้นที่ 18,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 11.7 ล้านไร่ ไบโอฟาร์มหวังจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยดูแลป่า ซึ่งเป็นรากฐานของความอุดมสมบูรณ์และช่วยป้องกันภัยธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยส่งต่อความห่วงใยแทนคำขอบคุณไปยังผู้กล้าพิทักษ์ป่าไทยให้มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อความพร้อมในการทำหน้าที่ดูแลผืนป่าแผ่นดินไทยอย่างเข้มแข็ง

ทั้งนี้ นายปริญญา เปาทอง ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานองค์กร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด กล่าวย้ำว่า โครงการตู้ยา BIOPHARM เพื่อชุมชน ปีที่ 2 ยังคงสานต่อความห่วงใยชุมชนเดิมที่ได้มอบตู้ยาไปแล้ว 100 ชุมชน ในปี 2558 โดยนำยาไปเติมเต็มในตู้ยาเดิมทั้ง 100 ชุมชนในปี 2559 นี้ด้วยเพราะปรัชญาของ BIOPHARM คือโอบอุ้มดูแลคุณค่าทุกชีวิตนั่นเอง

8. บายันทรีวันสตาร์เฮาส์ปาร์ตี้ (One Star House Party)

ปรากฏการณ์ร้านอาหารที่น่าตื่นเต้นจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ในกรุงเทพฯ วันสตาร์เฮาส์ปาร์ตี้ (One Star House Party) จะเปิดร้านอาหารป๊อปอัพแบบชั่วคราว ณ ละติจูดเลาจน์ แอนด์ บาร์ หนึ่งในบาร์แบบเปิดโล่งที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ บนชั้น 52 โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ระหว่างวันนี้ถึงวันที่ 3 ธันวาคม

ทีมเชฟที่มากประสบการณ์และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จระดับนานาชาติของ วันสตาร์เฮาส์ปาร์ตี้ จะคิดเมนูต่างๆจากประสบการณ์และอิทธิพลในท้องถิ่นที่แสดงถึงเอกลักษณ์ต่างๆ ของไทย

ทีมวันสตาร์เฮาส์ปาร์ตี้ นำโดยเชฟเจมส์ ชาร์แมน (อดีตเชฟจากร้านอาหารโนมา (NOMA) ซึ่งถูกจัดอันดับอย่างต่อเนื่องให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก) ซึ่งขณะนี้ได้วางแผนที่จะไปเปิดร้านอาหารป๊อปอัพแบบชั่วคราว ใน 20 ประเทศ ภายในเวลา 20 เดือน จำนวน 20 ร้านที่แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ที่เขาพบ

ก่อนที่จะมาเปิดร้านป๊อปอัพแบบชั่วคราวที่กรุงเทพฯ นั้น ทีมเชฟได้เดินทางไปทั่วประเทศไทยตามภูมิภาคต่างๆ รวมถึงหมู่บ้านและตลาดในท้องถิ่น เพื่อที่จะเรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิตและวัตถุดิบในการปรุงอาหารของท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อที่จะนำมาสร้างเมนูใหม่ โดยที่แต่ละเมนูเกิดจากแรงบันดาลใจจากการเดินทางและประสบการณ์ของพวกเขาและเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาในระหว่างที่อยู่ในประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ทีมเชฟได้สร้างร้านอาหารป๊อปอัพแบบชั่วคราวในนครนิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก โซลและปักกิ่ง ซึ่งเมื่อเปิดให้จองก็จะเต็มภายในเวลาไม่กี่นาที

ถ้าคุณไม่อยากพลาดโอกาสพิเศษสำหรับประสบการณ์รูปแบบใหม่ในการรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใคร

9.ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ พรีเซนเตอร์ โซดา

เห็นยิ้มๆ มาดกวนๆ ไม่ทันไร ล่าสุด “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” หนุ่มขี้เล่น มาดกวน มาเป็นพรีเซนเตอร์คนแรก ของ “โซดาลีโอ” ซึ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบเครื่องดื่มผสมโซดาน้ำ เรียกว่าเงินทองไหลมาเทมาจริงๆ หนุ่มคนนี้

10. ‘Basketball Needs Creators’ แคมเปญสุดเท่

อาดิดาส เปิดตัว ‘Basketball Needs Creators’ แคมเปญความคิดสร้างสรรค์สำหรับกีฬาบาสเกตบอลที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นถึงความสำคัญเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่เสมือนสิ่งสำคัญหล่อเลี้ยงกีฬาประเภทนี้ให้แอ็กทีฟอย่างต่อเนื่อง แคมเปญนี้ได้ เจมส์ ฮาร์เดน นักบาสเกตบอลชื่อดังตำแหน่งพอยต์การ์ด (point guard) จากทีมฮุสตัน ร็อกเก็ตส์ (Houston Rocket) มาสร้างสีสันในภาพยนต์โฆษณาชุดใหม่ที่ได้เปิดตัวไปในคืนวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมาในช่วงเกมการแข่งขันบาสเกตบอลระหว่างทีมฮุสตัน เท็กซานส์ (Houston Texans) และทีมโอคแลนด์ เรดเดอร์ส (Oakland Raiders)

สำหรับไฮไลต์ของภาพยนตร์โฆษณาชุด Basketball Needs Creators นี้ ได้สื่อให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ผลักดันให้เกมออกมายอดเยี่ยม ฮาร์เดนได้ตั้งคำถามให้ผู้ชมได้ฉุกคิดว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราทุกคนหยุดที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ” พร้อมทั้งยังได้แสดงให้เห็นถึงภาพของโลกบาสเกตบอลที่ขาดการใช้ความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ในการเล่นเกม

ชมภาพยนตร์โฆษณาได้ที่ https://www.youtube.com/watch?

 

เปิดประตู “ชุมพร” สู่ภาคใต้ เยือนถิ่นหาดทรายสวย 400 ลี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/793427

“ชุมพร” มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชายหาด ท้องทะเลงาม หรือน้ำตกกลางผืนป่า แต่สำหรับจุดหมายปลายทางที่จะพาไปเยือนในครั้งนี้ เป็นการตามรอยพระบาทของ “ในหลวง รัชกาลที่ 9” ที่ทรงริเริ่มโครงการพัฒนาตามพระราชดำริไว้มากมาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพสกนิกรภาคใต้

หนึ่งในโครงการพัฒนาสำคัญ ที่เป็นแลนด์มาร์กของการน้อมนำแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการพัฒนาจังหวัดชุมพร คือ “โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ ตามพระราชดำริ” ได้รับการขนานนามว่า “แก้มลิง หนองใหญ่” สืบเนื่องมาจากแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่โปรดให้สร้างเส้นทางเดินน้ำ เพื่อพักน้ำไว้ในแก้มลิง ไม่ให้เกิดน้ำท่วมใหญ่อย่างที่ชุมพรเคยประสบมาตลอด โดยได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อช่วยในการขุดคลองหัววัง-พนังตัก ให้เสร็จภายใน 1 เดือน ทันต่อพายุไต้ฝุ่นลินดาที่กำลังเข้าฝั่ง ชาวชุมพรจึงรอดพ้นจากอุทกภัยในครั้งนั้น มาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากนั้นชาวชุมพรก็ร่วมแรงร่วมใจกันสานต่อแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการสร้างศูนย์ความรู้โครงการหนองใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางการใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่สุขล้นให้กับชุมชนท้องถิ่น

พื้นที่ในโครงการแบ่งออกเป็น3 ส่วน คือ ส่วนของป่าธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของหมู่นกหลากหลายพันธุ์ ส่วนของการทำเกษตร เป็นพื้นที่ประกอบอาชีพจริง และส่วนของเกาะเลข 9 คืออาคารของหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ ถือเป็นไฮไลต์ของการท่องเที่ยว เพราะมีการจัดโฮมสเตย์ที่พักได้จริง

นอกเหนือจากสารพันแปลงนาทดลองที่พร้อมเสมอในการให้ความรู้กับบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแปลงสมุนไพรพืชผักต่างๆ, นาข้าว, การทำไบโอดีเซล ยังมีการสอนเลี้ยงกบ, หมู, ไก่, ปลา ให้ชาวบ้านได้มีเทคนิคในการทำมาหากินเพิ่มขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวก็ได้เรียนรู้การท่องเที่ยววิถีเกษตรอย่างใกล้ชิดด้วย

ชุมพรยังมี “โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ จังหวัดชุมพร” ตั้งอยู่อำเภอปะทิว เมื่อปี พ.ศ.2541 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ริเริ่มพัฒนาที่ดินบ้านน้ำพุ ให้เป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยทางการเกษตรของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เนื่องจากมีพื้นที่ติดชายทะเล และถูกกระแสลมพัดพาเอาเม็ดทรายขึ้นมาทับถม จนกลายสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมบนเนินทราย ที่นี่ไม่เพียงจะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ครอบคลุมระยะทางกว่า 2.3 กิโลเมตร ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่สำหรับคนรักในหลวง

จังหวัดชุมพรถือเป็นประตูสู่ภาคใต้ ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยน้ำทะเลสวยใส และชายหาดที่ทอดยาวกว่า 200 กิโลเมตร อันเป็นที่มาของฉายา “หาดทรายสวย 400 ลี้” อีกหนึ่งเพชรเม็ดงามของชุมพรคือ “อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร” มีเกาะเล็กเกาะน้อยเรียงรายรวมกันมากกว่า 40 เกาะ เดิมมีชื่อว่า อุทยานแห่งชาติหาดทรายรี ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2542 มีพื้นที่ครอบคลุม 5 อำเภอ ทั้งในส่วนของป่าชายเลน ภูเขา ชายหาด ท้องทะเล และหมู่เกาะ ที่นี่ไม่เพียงเหมาะแก่การดำน้ำตื้นเพื่อดูปะการัง แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถแวะทำกิจกรรมได้สารพัด ไม่ว่าจะเป็นเดินชมป่าชายเลนตามเส้นทางที่เป็นสะพานไม้ทอดยาว หรือพายคายัคไปทักทายป่าชายเลนที่สมบูรณ์สวยงามที่สุดของเมืองไทย.

 

ย้อนรอยเสด็จประพาส..เบลเยียม ยิ้มแห่งไทย..ในใจชาวโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/793347

จัตุรัสในเมืองบรูก.

แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะมิได้เสด็จฯเยือนต่างประเทศ เป็นเวลานานกว่า 22 ปี นับตั้งแต่เสด็จฯเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อปี 2537 เป็นครั้งสุดท้าย

แต่กระนั้นก็ตาม ต้องยอมรับว่า ในช่วง 20 ปีแรกของการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ใช้เวลาในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเพื่อผูกมิตรและนำความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทยไปมอบให้ชาติต่างๆ เป็นที่ประทับใจอย่างหาที่สุดมิได้

บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม ส่งผ่านความประทับใจของชาวเบลเยียมเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราช ดำเนินเยือนประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 4-7 ตุลาคม 2503 จากภาพประวัติศาสตร์ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่ชาวเบลเยียมยังคงประทับไว้ในความรู้สึกไม่รู้ลืม โดยเฉพาะพระราชไมตรีของกษัตริย์บนแผ่นดินสองประเทศ ที่ทรงมีต่อกันอย่างแน่นแฟ้น

บุญธง บอกว่า ในช่วงนั้น ประชาชนชาวเบลเยียมต่างตื่นเต้นและรอคอยการเสด็จฯมาถึงของทั้งสองพระองค์ โดยเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2503 เวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาในประเทศเบลเยียม ทั้งสองพระองค์เสด็จฯถึงสนามบินกรุงบรัสเซลส์ มีเครื่องบิน Hunter ของกองทัพอากาศเบลเยียมจำนวน 6 ลำขนาบข้างถวายการต้อนรับตั้งแต่เครื่องบินพระที่นั่งเริ่มเข้าพรมแดนเบลเยียม ถือเป็นการถวายพระเกียรติอันยิ่งใหญ่

นอกจากนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงแห่งเบลเยียม ได้เสด็จมารอรับเสด็จด้วยพระองค์เอง พร้อมกับรัฐมนตรีต่างประเทศเบลเยียม สมุหราชองครักษ์

สื่อมวลชนเบลเยียม ลงข่าวว่า กองดุริยางค์ทหารเบลเยียมบรรเลงเพลงชาติไทย ทหารปืนใหญ่ยิงสลุต 51 นัด ทรงแนะนำบุคคลสำคัญที่รอรับเสด็จ มีการถวายช่อดอกไม้แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงแนะนำคณะผู้ตามเสด็จ ซึ่งประกอบด้วย นายถนัด คอมันตร์ รมว.ต่างประเทศ พระยาศรีวิสาร องคมนตรี พลเอกหลวงสุรณรงค์ สมุหราชองครักษ์ และ หม่อมเจ้าวิภาวดีรังสิต นางสนองพระโอษฐ์ ก่อนจะเสด็จประทับรถไฟพระที่นั่งมุ่งหน้าเข้ากรุงบรัสเซลส์

จากการสืบค้นหนังสือพิมพ์ของเบลเยียมในห้วงเวลานั้น บุญธง บอกว่า สื่อมวลชนในประเทศเบลเยียมตีพิมพ์ภาพข่าวการเสด็จฯเยือนของทั้งสองพระองค์บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

ในวันนั้น เมื่อเสด็จฯถึง สถานีรถไฟการ์ซองทราล มีคณะนักข่าวรอถ่ายรูปทำข่าวเป็นจำนวนมาก มี นายฌอง เดอ เนฟ ผู้ว่าการจังหวัดบราบองท์ นายคอร์เรอมองส์ นายกเทศมนตรีกรุงบรัสเซลส์ ผู้ว่าการรถไฟเบลเยียม มารอรับเสด็จ โดยเมื่อเสด็จฯถึงบริเวณ ลานคาร์ฟูร์เดอลูโรป หน้าสถานีรถไฟ วงดุริยางค์ทหารบรรเลงเพลงชาติไทยและทรงตรวจแถวทหารเกียรติยศจากโรงเรียนนายร้อย ก่อนจะเสด็จขึ้นประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังพระราชวังกรุงบรัสเซลส์โดยมีทหารม้าเกียรติยศประกอบขบวน ท่ามกลางประชาชนชาวเบลเยียมที่มารอเฝ้ารับเสด็จหลายร้อยคนแม้ว่าจะมีฝนโปรยปรายก็ตาม เพราะถือเป็นครั้งแรกที่ชาวเบลเยียมได้สัมผัสและถวายการต้อนรับราชวงศ์ไทย

หนังสือพิมพ์เลอซัวร์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของเบลเยียม ตีพิมพ์ข่าวหน้า 1 ฉบับ วัน พุธที่ 5 ตุลาคม 1960 ว่า

“กษัตริย์และพระราชินีแห่งประเทศไทยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น” พร้อมกับตีพิมพ์ใต้ภาพด้วยว่า “รอยพระสรวลอันทรงเสน่ห์และความ เป็นมิตรของกษัตริย์ไทยสร้างความประทับใจให้กับคนบรัสเซลส์” ทั้งยังมีภาพที่ทั้งสองพระองค์ทรงฉายร่วมกับสมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงแห่งเบลเยียมที่พระบรมมหาราชวังกรุงบรัสเซลส์ก่อนงานเลี้ยงพระกายาหารค่ำ

“ความรู้สึกของคนเบลเยียมที่ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จในครั้งนั้นคือ ความแปลกใจที่ทั้งสองพระองค์ยังดูทรงพระเยาว์มาก แต่ที่คนเบลเยียมประทับใจมากที่สุด เห็นจะเป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจของสมเด็จพระราชินีกับท่วงท่าที่สง่างามของทั้งสองพระองค์ จนกระทั่ง นิตยสารเลอซัวร์อิลลูสเตร่และเลอแพทริออตได้นำภาพสมเด็จพระราชินีขึ้นปกพร้อมภาพการเยือนของทั้งสองพระองค์เป็นสกู๊ปใหญ่ทีเดียว” บุญธง เล่า

แม้เบลเยียมจะเป็นประเทศเล็กๆในยุโรปในเวลานั้น แต่ด้วยความมีสถาบันกษัตริย์อันยิ่งใหญ่เหมือนกัน จนถึงวันนี้ เมื่อพูดถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกคนที่แม้จะเคยอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวหรือเห็นภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์เก่า จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่องค์หนึ่งของโลก

การเสด็จฯเยือนเบลเยียมในครั้งนั้น แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทั้งสองพระองค์ก็ได้เสด็จฯเยือนหลายเมืองของเบลเยียม ทั้งบรูก เกนท์นามูร์ วาฟร์ ฌอมบลู๊ก ชาร์เลอรัว โดยระหว่างที่เสด็จฯเยือนเมืองต่างๆนั้น จะมีประชาชนชาวเบลเยียมมาถวายการต้อนรับและถวายช่อดอกไม้แด่พระองค์ท่านตลอดการเสด็จฯเยือน

นับเป็น….มหาราชันผู้ทรงเปี่ยมด้วยไมตรีที่โลกไม่มีวันลืม.

 

ฮั่นแน่เจอตัวซะที! 10 ข้อเหมยขาบ พบครั้งแรกของปี หนาวนี้ต้องไปดู!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/789391

มาให้ได้ชมอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ ‘เหมยขาบ’ หนาวแรกแห่งปี 2559 แว่วว่าเห็นที่แรกบนดอยอินทนนท์ ซึ่งมาแบบจัดเต็มเห็นชัดเจนมาก แต่เอ๊ะ! เจ้าเหมยขาบสวยๆ แบบนี้ เกิดมาจากอะไรกันนะ?

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะชวนไปหาคำตอบเกี่ยวกับแม่คะนิ้งหรือเหมยขาบ ที่เกาะอยู่ตามใบไม้ใบหญ้าในยามที่ลมหนาวพัดหวนมาในแต่ละปี ส่วนจะมีข้อน่ารู้อย่างไรบ้าง ตามมาอ่านรัวๆ ทางนี้เลยจ้า!

1. น้ำค้างแข็ง แม่คะนิ้ง หรือเหมยขาบ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นและสามารถพบได้ในที่อากาศหนาวจัด ประมาณ 0-3 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิบนยอดหญ้า)

2. เจ้า ‘น้ำค้างแข็ง’ ที่ว่านี้ จุดกำเนิดของมันเริ่มมาจาก ‘น้ำค้าง’ ที่กลั่นตัวจากหมอกเย็นๆ จนเป็นหยดน้ำเล็กๆ เกาะอยู่ตามยอดหญ้าหรือใบไม้ จากนั้นเมื่ออุณหภูมิต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงสภาวะที่เหมาะสม น้ำค้างนั้นจะแข็งตัวอยู่บนยอดหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง มีสีขาวคล้ายเกล็ดหิมะ

3. สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ  ไม่ได้ปรากฏขึ้นในทุกภาคของประเทศไทย แต่มักจะพบมากในช่วงฤดูหนาวบนยอดดอยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยภาษาถิ่นเหนือเรียกน้ำค้างแข็งว่า เหมยขาบ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า แม่คะนิ้ง

4. ลักษณะทั่วไปของแม่คะนิ้ง จะเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวจับตัวอยู่บนยอดหญ้า ใบไม้ หรือวัตถุต่างๆ ที่อยู่บนพื้นดิน มีทั้งเป็นเกล็ดฝอยเล็กๆ ละเอียดฟู ปกคลุมใบหญ้าไปทั่วใบ หรืออีกแบบคือเป็นเกล็ดน้ำแข็งที่เห็นชัดมากกว่า แต่มักเกาะอยู่ตามขอบใบไม้

5. กระบวนการการเกิดปรากฏการณ์นี้ จะมีด้วยกัน 2 แบบ คือ 1) การเกิดน้ำค้างแข็งโดยตรง จะเกิดในช่วงที่อุณหภูมิของอากาศใกล้ผิวโลกลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และ 2) การเกิดน้ำค้างแข็งโดยอ้อม จะเกิดเมื่ออุณหภูมิของอากาศลดต่ำลง โดยมีปริมาณความชื้นใกล้พื้นดินสูง

6. สถานที่ที่พบปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งในประเทศไทยได้บ่อยแทบทุกปี มักจะเกิดบนดอยหรือภูเขาสูง เช่น จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน จ.เลย เป็นต้น โดยจะมีให้เห็นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน – เดือนมกราคม ของทุกปี

7. สำหรับในมุมของนักท่องเที่ยว การเกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งอาจจะดูสวยงาม ให้บรรยากาศของหน้าหนาวที่เหมาะกับการเดินทางไปเที่ยวชมและถ่ายภาพสวยๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง แม่คะนิ้งกลับไม่ใช่สิ่งดีสำหรับเกษตรกร เนื่องจากแม่คะนิ้งสร้างความเสียหายให้แก่พืชผักต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยจะทำให้ข้าวที่กำลังออกรวงมีเมล็ดลีบ  ส่วนพืชไร่ก็จะชะงักการเจริญเติบโต พืชผักก็จะมีใบหงิกงอ เป็นต้น

8. ล่าสุด มีรายงานข่าวว่าวันที่ 21 พ.ย. 2559 นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวบริเวณ ‘กิ่วแม่ปาน’ บนยอดดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ได้เจอกับเหมยขาบชุดแรกของหน้าหนาวปีนี้กันแล้ว ท่ามกลางอุณหภูมิประมาณ 3 องศาเซลเซียสเท่านั้น หนาวปากสั่นควันออกปากกันเลยทีเดียว

9. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ระบุว่า เหมยขาบชุดที่พบนี้ ถือว่าเป็นเหมยขาบแรกของปีที่เกิดขึ้นบนดอยอินทนนท์ที่เห็นอย่างชัดเจน พบเห็นตามยอดหญ้า เกาะติดเป็นเกล็ดสีขาวงดงามมาก เป็นแนวยาวขึ้นไปตามทางขึ้นสู่ยอดดอยร่วม 5 กม. สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวอย่างมาก

10. สำหรับสถานที่อื่นๆ ที่คาดการณ์ว่าสามารถพบเห็นแม่คะนิ้งหรือเหมยขาบได้ ได้แก่ ดอยอ่างขาง ภูเรือ ภูกระดึง ภูสอยดาว ดอยผ้าห่มปก อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว เป็นต้น ส่วนถ้าใครอยากไปเที่ยวใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ อากาศก็เริ่มเย็นลงเช่นกัน เช่น ดอยม่อนแจ่ม อ.แม่ริม และน้ำพุร้อนสันกำแพง เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม : ขาวงามเต็มยอดหญ้า! รวม 7 ที่ชม ‘แม่คะนิ้ง’ ฟรุ้งฟริ้งศูนย์องศา

ชมให้เป็นบุญตา! ที่พักระดับไฮเอนด์ หรูหรากลางเมืองสไตล์นีโอคลาสสิก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/789572

ถ้าคุณคือนักธุรกิจที่กำลังหาที่พักส่วนตัวแบบหรูหรา สะดวกสบาย และเดินทางสะดวก เพื่อแพลนสำหรับการเดินทางมาทำธุรกิจหรือท่องเที่ยวในประเทศไทยอยู่ล่ะก็…ลองมาทำความรู้จักกับ เมโทรโพล แบงค็อก พร็อพเพอร์ตี้สุดหรูแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก ไม่แน่คุณอาจจะหลงรักเข้าเต็มเปา!

ไทยรัฐออนไลน์ ขอแนะนำให้รู้จักที่พักระดับไฮเอนด์แห่งใหม่ เมโทรโพล แบงค็อก ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ สามารถพักได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เหมาะสำหรับมาพักเพื่อดีลทางธุรกิจ หรือทริปท่องเที่ยวของคุณ ผ่อนคลายไปกับความสะดวกสบายที่มีให้อย่างครบครัน ถ้าให้เทียบเป็นดาว ขอเรียกว่า…มากกว่าห้าดาวละกัน

มาทำความรู้จักที่นี่ให้มากขึ้นกันดีกว่า

สำหรับ เมโทรโพล แบงค็อก เป็นพร็อพเพอร์ตี้สุดหรูภายใต้ เดอะ เครสท์ คอลเลคชั่น แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงความงดงามและยิ่งใหญ่ตามแบบอย่างสถาปัตยกรรมยุโรป

ด้วยโลเกชั่นที่ตั้งอยู่ในย่านทองหล่อ ทำให้สะดวกสบายในการเดินทาง และใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร คาเฟ่สุดโมเดิร์น ร้านค้า ไลฟ์สไตล์มอลล์ บาร์ และคลับชื่อดัง อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งธุรกิจและศูนย์การแพทย์และโรงพยาบาลชั้นนำ ซึ่งนักธุรกิจระดับแถวหน้ามักจะรู้จักย่านทำเลทองแห่งนี้ดีอยู่แล้ว ถือเป็นใจกลางของการเติบโตทางธุรกิจของเมืองไทยเลยทีเดียว

ส่วนการออกแบบตกแต่งนั้น อย่างที่บอกไปว่าที่นี่สะท้อนความงดงามตามแบบสถาปัตยกรรมยุโรป จึงไม่ต้องแปลกใจที่คุณจะเห็นว่าภายในมีการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมยุโรปในยุคโคโลเนียล ผสมผสานการออกแบบในสไตล์นีโอคลาสสิก และยังนำสถาปัตยกรรมแบบไทยมาประยุกต์ไว้ได้อย่างลงตัว

จอห์น เคจเดนเนอร์ ผู้จัดการใหญ่ของแอสคอทท์ประจำประเทศไทย เล่าว่า เมโทรโพล เป็นพร็อพเพอร์ตี้หนึ่งเดียวในเอเชียที่ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 4 พร็อพเพอร์ตี้ ภายใต้ลักซ์ซูรี่ คอลเลคชั่น ของแอสคอทท์ เดอะ เครสท์ คอลเลคชั่น (The Crest Collection) แสดงถึงความเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในมหานครที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยทำเลทองหล่อเป็นทำเลทองย่านสุขุมวิทซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจ

“ที่นี่ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแบบไลฟ์สไตล์คนเมือง เราเน้นความหรูหราคลาสสิกเหนือกาลเวลา ให้ผสมผสานเข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ซึ่งคิดว่าลูกค้าไม่สามารถหาแบบนี้ได้จากที่อื่น” จอห์น เคจเดนเนอร์ อธิบายเพิ่มเติม

ตัวอาคารของที่พักแห่งนี้ ประกอบไปด้วยห้องชุดจำนวน 116 ห้อง ที่มีขนาดความกว้างตั้งแต่ 27-67 ตารางเมตร ในรูปแบบของห้องพักสตูดิโอ ไปจนถึงห้องชุดขนาด 1 ห้องนอน

ไม่ใช่แค่การตกแต่งที่หรูหราร่วมสมัยผสานความอบอุ่นเสมือนพักผ่อนอยู่ที่บ้านเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์ความสะดวกอย่างครบครัน อย่างเช่น อุปกรณ์เชื่อมต่อ Wi-Fi, โทรศัพท์ที่สามารถโทรติดต่อต่างประเทศ, โทรทัศน์หน้าจอ LCD พร้อมเคเบิลทีวี, ชุดครัวพร้อมเครื่องครัวครบครัน พิเศษสำหรับบางยูนิตยังมีเพดานสูงโปร่ง และระเบียงกว้างเป็นส่วนตัว สามารถนั่งพักผ่อนชมทัศนียภาพของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนได้สบายๆ

ส่วน facility อื่นๆ ได้แก่ สระว่ายน้ำ ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศความร่มรื่นของสวนสวย ห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัยครบครัน ห้องอาหาร และมุมพักผ่อนส่วนตัว การบริการซักแห้ง และบริการส่งอาหารถึงห้องพัก เป็นต้น

การเดินทางไปที่นี่ก็ง่ายนิดเดียว หากเดินทางโดยรถยนต์ จากสนามบินสุวรรณภูมิสามารถเดินทางมาได้สะดวกรวดเร็วด้วยทางด่วน เพราะเมโทรโพลตั้งอยู่ในจุดเชื่อมต่อทางด่วนพอดี หรือถ้าจะให้ง่ายสุดๆ สามารถเดินทางมาได้โดยรถไฟฟ้า เมโทรโพลอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีทองหล่อเพียง 10 นาทีเท่านั้น

*ล้อมกรอบ*

เมโทรโพล แบงค็อก ภายใต้การบริหารของแอสคอทท์ ซึ่ง ‘แอสคอทท์’ เป็นหนึ่งในธุรกิจของกลุ่มแคปปิต้าแลนด์ เริ่มต้นธุรกิจด้วยการเปิดตัว ดิ แอสคอทท์ สิงคโปร์ เซอร์วิสเรสซิเด้นท์ระดับสากลแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี พ.ศ. 2527

จวบจนทุกวันนี้ บริษัทได้สั่งสมประสบการณ์ในแวดวงเซอร์วิสเรสซิเด้นท์มากว่า 30 ปี การันตีคุณภาพด้วยรางวัลมากมายและชื่อเสียงที่เป็นที่กล่าวขานทั่วโลก ได้แก่

– รางวัลจาก World Travel Awards 2016 ในสาขา “แบรนด์เซอร์วิสเรสซิเด้นท์ชั้นนำ” ในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง
– รางวัลจาก Business Traveller Asia-Pacific Awards 2016 ในสาขา “แบรนด์เซอร์วิสเรสซิเด้นท์ที่ดีที่สุด”
– รางวัลจาก Business Traveller Middle East Awards 2016 ในสาขา “บริษัทบริหารเซอร์วิสเรสซิเด้นท์ที่ดีที่สุด”
– รางวัลจาก Business Traveller UK Awards 2016 ในสาขา “บริษัทบริหารเซอร์วิสเรสซิเด้นท์ที่ดีที่สุด”
– รางวัลจาก TTG China Travel Awards 2016 ในสาขา “บริษัทบริหารเซอร์วิสเรสซิเด้นท์ที่ดีที่สุดในประเทศจีน”
– รางวัลจาก Destin Asian Readers’ Choice Awards 2016 ในสาขา “แบรนด์เซอร์วิสเรสซิเด้นท์ที่ดีที่สุด”
– รางวัลจาก Business Traveller China Awards 2015 ในสาขา “แบรนด์เซอร์วิสเรสซิเด้นท์ที่ดีที่สุด” และ “เซอร์วิสเรสซิเด้นท์ที่ดีที่สุด”

 

เพชรยอดมงกุฎแห่งทะเลแคริบเบียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย National Geographic 22 พ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/790327

สิบห้าปีผ่านไป นับตั้งแต่เรามาสำรวจการ์เดนส์ออฟเดอะควีน (Gardens of the Queen) ครั้งสุดท้าย ในหมู่เกาะปริ่มน้ำ ซึ่งเรียงตัวคล้ายสายสร้อย เกาะเล็กๆ ที่มีป่าชายเลนขึ้นอยู่ และแนวปะการังห่างจากชายฝั่งประเทศคิวบา ประมาณ 80 กิโลเมตรแห่งนี้ เราค้นพบทะเลอันพิสุทธิ์ที่ชวนให้เราพิศวงด้วยสรรพชีวิตอันน่าตื่นตา

เรากลับมาคิวบาด้วยความกังวลถึงผลพวงจากกาลเวลา และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เราจะพบเห็นในอุทยานแห่งชาติแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,200 ตารางกิโลเมตร ในการดำน้ำครั้งแรก เราลงไปยังกลุ่มปะการังเขากวางขนาดใหญ่

ซึ่งอยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง และลดจำนวนลงมากทั่วทะเลแคริบเบียน เราเข้าไปอยู่ในดงปะการังหนา พลางรู้สึกทึ่งเมื่อเห็นปลากะพงแสมแถบน้ำเงิน และปลากะพงต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ท่ามกลาง กิ่งปะการังที่แผ่กว้าง นี่ตรงกับสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะเห็น เราหวนคืนสู่โลกแห่งปะการังอันร่ำรวยไปด้วยฝูงปลา เช่นเดียวกับที่ทะเลแคริบเบียน ปรากฏแก่สายตาเราเมื่อกว่าทศวรรษก่อน

เช้าวันหนึ่ง เราเข้าไปในป่าชายเลน และแหวกว่ายผ่านป่าน้ำขังที่เต็มไปด้วยฝูงปลาข้างเงิน เราออกไปสู่น่านน้ำเปิดเพื่อดำน้ำกับฉลามซิลกีที่ปราดเปรียวหลายสิบตัว ตกค่ำเรากลับไปยังป่าชายเลนอีกครั้ง และดำลงไปในน้ำอันมืดมิด ด้วยไฟฉายกำลังแรงสูง เราแกะรอยตามจระเข้พันธุ์อเมริกันตัวหนึ่ง การได้พบกับเหยื่อมากมายขนาดนั้นและสัตว์นักล่าอันดับสุดยอด ภายในระบบนิเวศเพียงระบบเดียว อย่าว่าแต่ในเวลาเพียงวันเดียว เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ

ฟาเบียน ปีนา อามาร์โกส นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เน้นย้ำว่า โอเอซิสกลางมหาสมุทรแห่งนี้อุดมสมบูรณ์เพราะคิวบาให้ความคุ้มครองอย่างแข็งขันแก่เขตอนุรักษ์ จวบจนปัจจุบัน ระบบนิเวศทางทะเลแห่งนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถฟื้นตัวจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว แต่ยังคงเผชิญภัยคุกคามแบบเดียวกับที่แนวปะการังอื่นๆ ประสบ เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น มีความเป็นกรดมากขึ้น และระดับทะเลสูงขึ้น

เมื่อมาตรการคว่ำบาตรคิวบาของสหรัฐฯ สิ้นสุดลง มนตร์เสน่ห์ของน่านน้ำของคิวบาย่อมดึงดูดชาวอเมริกันให้มากันมากขึ้นอย่างแน่นอน การหาจุดสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับการอนุรักษ์ จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ชาวคิวบารู้ว่าเดิมพันคืออะไร นั่นคือเพชรยอดมงกุฎที่มีชีวิตแห่งทะเลแคริบเบียนนั่นเอง

ที่มา – National Geographic
www.ngthai.com

 

บุกตะลุย Pangong Tso ทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 20 พ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/774731

“เฮ้ย! เราจะไปเที่ยวลาดักห์กันกี่วัน จะได้ทำเรื่องลางานกับหัวหน้าได้ถูก” มิตรสหายของผมถาม
“คิดไว้ว่าจะไป 9 วันนะ แต่ลางานไว้เผื่อเลย 10 วัน” ผมตอบ
“ยาวฉิบหาย 10 วัน จะขอลาไปเที่ยวได้ไหมเนี่ย ทำเรื่องลาคลอดยังจะง่ายเสียกว่า”

เวลา 10 วัน หากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปต้องถือว่าเป็นระยะเวลาที่มากเกินพอสำหรับการไปเที่ยว แต่สำหรับแคว้นลาดักห์ที่อินเดียแล้ว ต้องถือว่าน้อยเกินไป ด้วยความที่การเดินทางไปที่นั่นยุ่งยากและใช้เวลานาน (นั่งรถจากเมืองนิวเดลีใช้เวลาสองวัน หรือไม่ก็ต้องนั่งเครื่องบินต่ออีกหนึ่งไฟลต์), ต้องเผื่อเวลา 1 วันสำหรับการพักผ่อนร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ความสูง (Altitude Sickness), ที่เที่ยวไฮไลต์มีหลายแห่งและอยู่ห่างกันมาก จนต้องใช้เวลานั่งรถ 3 – 6 ชั่วโมง

ซึ่งนั่นทำให้ผมและเพื่อนร่วมเดินทางอีก 2 คนต้องตัดสถานที่เด็ดๆ ที่เล็งไว้ทิ้งไปหลายแห่ง ยกเว้นก็แต่ทะเลสาบปันกอง (Pangong Tso) เนื่องจากไกด์บุ๊กและรีวิวทุกแห่งล้วนแต่มีคนแนะนำ นอกจากนั้นเอเจนซี่ทัวร์ทั่วทั้งเมืองก็ล้วนแต่ขึ้นป้ายว่า บริการพาไปทะเลสาบปันกอง ด้วยความที่ถูกกรอกหูกรอกตาขนาดนี้ จึงไม่แปลกใจที่เราจะคุยกันว่า เราจะตัดที่เที่ยวที่อื่นทิ้งไปเท่าไรก็ได้ แต่จะตัดทะเลสาบปันกองออกไปไม่ด้ายย (โปรดนึกภาพ meme จากซีรีส์ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ตามไปด้วย)

“ถ้าจะไปปันกอง พวกคุณควรค้างที่นั่นสักคืนนะ เพราะบรรยากาศดีมาก แถมไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทางแบบรีบๆ ด้วย เพราะถ้าไปแบบ one day trip แปลว่าคุณต้องใช้เวลาเดินทางบนเส้นทางสุดโหดรวมไปกลับนานกว่า 10 ชั่วโมง เพื่อสัมผัสทะเลสาบเพียงแค่ชั่วโมงเดียวเองนะ” มิตรใหม่ชาวอิตาเลียนที่พักอยู่โรงแรมเดียวกันบอกเรามา เล่นเอาเราลังเลว่าจะทำอย่างไรดี แต่ด้วยความที่เรามีเวลาไม่มาก บวกกับเชื่อมั่นในพลังหนุ่ม (ที่เหลือไม่มาก) ของตัวเองว่าน่าจะรับมือการนั่งรถนานๆ ไหว เราก็เลยเลือกที่ไปแบบวันเดียวกลับนี่แหละ เดินทาง 10 ชั่วโมง เพื่อแลกกับการได้เที่ยวแค่ 1 ชั่วโมงไม่ใช่ปัญหา ถ้าจุดหมายปลายทางนั้นงดงามจริง

ด้วยความที่ค่าแท็กซี่ออกนอกเมืองมีราคาโคตรแพง ทำให้มักจะมีประกาศหาเพื่อนร่วมเดินทางช่วยลงขันค่ารถแปะตามหน้าเอเจนซี่ทัวร์แทบทุกที่ เช่นเดียวกับเราที่ไปร่วมประกาศกับเขาด้วยเหมือนกัน ซึ่งสุดท้ายก็ได้ผู้ชายอินเดียวัย 30 กว่าๆ จากเมืองโกลกาตาสองคนมาเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง หลังจากยื่นเรื่องขอใบ permit ขออนุญาตผ่านทางเรียบร้อย การเดินทางสู่ทะเลสาบของเราก็เริ่มต้น

รถโฟร์วีลมารับเราตั้งแต่ตีห้าครึ่ง (แม้ว่าเราจะพยายามต่อรองให้มาสายกว่านี้ก็ไม่เป็นผล) ในช่วงแรกเรานอนหลับบนรถได้อย่างราบรื่น เพราะถนนยังคงราบเรียบอยู่ แต่ต่อมาเส้นทางก็เริ่มทวีความวิบากมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลับไม่ลง จากทางคอนกรีตเปลี่ยนเป็นเส้นทางหลายรูปแบบ ตั้งแต่ลูกรังขรุขระ, ทางเป็นหลุมเป็นบ่อราวกับโลกพระจันทร์, ทางรถที่ต้องลงไปในน้ำ, บางจุดมีหินถล่มจนเจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันเคลียร์ ไปจนถึงทางที่ชวนให้สงสัยว่านี่หรือคือทางรถ ซึ่งความลำบากยิ่งทบทวีด้วยความเป็นทางขึ้นเขาสูงชัน ซึ่งบางจุดเราคิดว่าขึ้นมาสูงโคตรๆ แล้ว แต่ที่ไหนได้มีทางขึ้นเขาที่สูงกว่านี้อีก 20 ลูก (ร้องไห้แป๊บ)

สิ่งที่ทำให้การเดินทางสุดลำบากดังกล่าวยังพอมีความรื่นรมย์ก็ด้วยภาพวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่หลากหลายและสวยจนแทบหยุดหายใจ โดยมีทั้งภูเขาหิมะและภูเขาหินที่เรียงตัวกันซับซ้อน, ทุ่งหญ้า แม่น้ำ ที่ราบเวิ้งว้าง ซึ่งเป็นวิวที่หาดูไม่ได้ในบ้านเราหรือประเทศข้างเคียงแน่นอน แต่การดูวิวก็ต้องแลกกับความหวาดเสียว เนื่องจากแปลว่าเราจะได้เห็นเหวข้างล่างที่สุดลึกและถนนข้างหน้าที่แคบจนรถขับได้เลนเดียวและแทบไม่มีที่กั้น ซึ่งถ้าคนขับเกิดหักลงเหวหรือรถวิ่งสวนไม่พ้น ไม่ต้องลำบากหาหน่วยกู้ภัยมาช่วยชีวิต เพราะดูจากความสูงแล้ว ถ้าตกลงไปรับรองตายชัวร์ แต่ถึงทางจะเสี่ยง  ระหว่างทางเราก็เห็นกลุ่มนักปั่นจักรยานมากมายหลายกลุ่ม เห็นแล้วยอมใจในความทุ่มเทของพวกเขามาก

อาจเป็นเพราะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย ทำให้มีการติดธงทิเบตตามจุดต่างๆ มากมายราวกับต้องการอวยพรให้ผู้เดินทางโชคดี นอกจากนั้นยังมีป้ายเตือนให้ลดความเร็วอยู่มากมาย ซึ่งถ้อยคำบนป้ายต่างก็มีการครีเอตถ้อยคำอย่างมีอารมณ์ขันและเจ้าสำบัดสำนวน เช่น Be Mr.Late than Late Mr. (เป็นคนมาสายดีกว่าเป็นคนที่ตายไปแล้ว), Time is money but life is precious, Speed is like a knife that cuts a life และอีกมากมาย เล่นเอาเราติดตามอ่านถ้อยคำเหล่านี้ด้วยความเพลิดเพลิน ซึ่งถ้าคนคิดคำเหล่านี้มาอยู่เมืองไทย รับรองว่า คัตโตะกับ 6 สิงหาไม่ได้เกิด

แม้เส้นทางจะโหดขนาดไหน คนขับก็ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องแคล่วไม่ตะกุกตะกักจนต่อให้เป็นวิน ดีเซลก็ยังพลิ้วได้ไม่เท่า ซึ่งดูแล้วคนขับรถที่นี่น่าจะเป็นอาชีพที่โหดพอสมควร เนื่องจากต้องขับรถบนเส้นทางอันตรายนานหลายชั่วโมง เราชวนเขาคุยโดยได้คู่หูนักท่องเที่ยวอินเดียช่วยแปลให้อีกที โดยคนขับรถบอกว่า “เขาอายุ 30 ปีแล้ว เป็นคนเชื้อสายทิเบต ขับรถมา 6 ปี ได้รายได้ไม่มาก เพราะเงินส่วนใหญ่ตกเป็นของเอเจนซี่ทัวร์ แต่ก็พออยู่ได้ เสียแต่ลาดักห์มันเที่ยวได้แค่ไม่กี่เดือน  เพราะช่วงหน้าหนาวหิมะจะปกคลุมทุกอย่างจนรถแล่นไม่ได้ ทำให้ไม่มีใครบ้ามาเที่ยวช่วงนั้น”

ระหว่างทางเราแวะพักกินโมโม่ (อาหารทิเบตที่เป็นเกี๊ยวแป้งห่อผัก) จิบมาซาล่าไช (ชาอินเดียผสมเครื่องเทศ) ที่ร้านอาหารแถว Chang La Pass – ถนนที่รถวิ่งได้ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ที่ระดับ 17,688 ฟุต หรือ 5,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล  ด้วยความเมารถบวกกับอยู่ในพื้นที่ที่ออกซิเจนเบาบางจนหายใจไม่ออก – เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าเมืองเลห์เสียอีก ทำให้ผมวิ่งหาห้องน้ำเพื่อจะเข้าไปอาเจียน แต่พอเปิดเข้าไปเห็นสภาพภายในที่เละเทะและเต็มไปด้วยอาวุธชีวภาพ อาการอยากอาเจียนของผมก็หายเป็นปลิดทิ้ง และยอมขึ้นรถต่อโดยดี

นั่งรถมาสักพักใหญ่ ในที่สุดทะเลสาบสีฟ้าก็ปรากฏให้เห็นอยู่ลิบๆ ตรงหน้า ซึ่งเป็นภาพที่เรียกได้ว่าเหลือเชื่อ เมื่ออยู่ดีๆ ทะเลสาบสุดใหญ่โตก็โผล่ขึ้นมากลางเทือกเขาเอเวอเรสต์ ราวกับมียูเอฟโอยกแอ่งน้ำทั้งหมดมาไว้ที่นี่ ด้วยที่ตั้งของมันทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ครองสถิติเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก (4,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล) ซึ่งแหล่งน้ำของมันมาจากน้ำแข็งและหิมะที่หลงเหลือจากยุคโบราณที่ค่อยๆ  ละลาย ส่วนความเค็มของมันมาจากเหล่าแร่ธาตุที่ไหลมารวมกัน ทะเลมีความยาว 134 กิโลเมตร โดยพื้นที่ 60% อยู่ในเขตประเทศจีน 40% อยู่ในอินเดีย

สังเกตได้ว่าบริเวณรอบทะเลสาบทั้งในโรงแรมและร้านอาหารนั้นเต็มไปด้วยภาพจาก 3 Idiots หนังอินเดียแนวตลกสุดฮิตที่มีเนื้อหาสะท้อนเรื่องการศึกษา โดยผู้กำกับคนเดียวกับเรื่อง PK (ผมเคยดูแล้วชอบมาก ขอเชิญผู้สนใจไปหาชมกันได้ เคยเห็นมีแผ่นขายที่ร้านลิโด้ดีวีดี) ซึ่งฉากเด่นของหนังอยู่ในตอนที่นางเอกขี่สกู๊ตเตอร์สีเหลืองริมทะเลสาบปันกอง ทำให้ที่นี่โด่งดังเป็นพลุแตก มีคนมาเที่ยวตามรอยหนังมากมาย ผลก็คือมีรูปจากหนังเรื่องนี้อยู่รอบทะเลสาบเต็มไปหมด แถมตรงด้านหน้ายังมีสกู๊ตเตอร์สีเหลืองแบบเดียวกับในหนังจอดไว้ให้คนเช่าถ่ายรูป ซึ่งพอเห็นแล้วก็เกิดรู้สึกขัดๆ ที่เวลาเที่ยวธรรมชาติแต่กลับเจอภาพเหล่านี้ (แต่ยังไม่พีคเท่าตอนที่ผมไปอุทยานอู่หลงในจีน แล้วอยู่ดีๆ มีหุ่นยักษ์จากหนัง Transformers โผล่ขึ้นมากลางป่า ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังซะอย่างนั้น เล่นเอาอารมณ์ดื่มด่ำธรรมชาติลดลงไป 50%)

ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาในทะเลสาบมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวชาวอินเดีย (ผิดจากที่คิดไว้ตอนแรกว่าน่าจะเต็มไปด้วยแบ็กแพ็กเกอร์) เห็นคุณป้าบางคนแม้อายุน่าจะเกิน 70 ปีแล้ว แต่ก็ยังเดินตัวปลิว เล่นเอาพวกเราที่เดินหอบแฮกๆ ต้องอายม้วน

สีของทะเลสาบเป็นสีฟ้าหลายเฉดสี แต่ภาพที่เราเห็นด้วยตานั้นไม่สวยเท่าในภาพถ่ายที่เราเคยเห็น อาจเป็นเพราะความแรงของแสงแดดหรือลักษณะการไหลของน้ำที่ส่งผลต่อสี (อันนี้เดาล้วนๆ) หรือไม่ก็ตากล้องที่ถ่ายภาพทะเลสาบนั้นฝีมือเทพมากเสียจนเราตั้งความหวังเอาไว้สูงลิบจนอดผิดหวังไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรด้วยบรรยากาศสุดชิลทำให้เรานั่งเล่นดื่มด่ำบรรยากาศริมทะเลสาบอย่างเพลิดเพลินจนเวลา 1 ชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ขากลับคนขับพาเราซิ่งเสียยิ่งกว่าตอนขามา ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้เนื่องจากเขาต้องการกลับเข้าเมืองก่อนฟ้ามืด เพราะถ้าไม่อย่างนั้นจะยิ่งอันตราย เพราะสองข้างทางไม่มีไฟถนน หมู่บ้านคน แต่ยิ่งรีบก็เหมือนชะตากรรมกลั่นแกล้งให้ยิ่งช้าลง เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำหลากจนถนนขาด รถติดยาวเป็นชั่วโมง กว่าจะเคลียร์ทางให้รถผ่านไปได้
คนขับรถพาเรามาส่งในเมืองอย่างปลอดภัย เราสามคนชาวไทย คนอินเดียสองคน และคนขับรถทิเบตโบกมือร่ำลาแล้วกล่าวว่าหวังว่าจะได้พบกันใหม่ ชวนให้คิดว่าถึงแม้พรมแดนจะอยู่ในทุกที่แม้แต่ในทะเลสาบ แต่มิตรภาพของคนบางทีกลับไม่มีพรมแดนขวางกั้น

How to go there

– Pangong Tso อยู่ห่างจากตัวเมืองเลห์ 170 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ 5 ชั่วโมงอย่างเร็ว สามารถติดต่อรถได้จากทุกเอเจนซี่ทัวร์ในเมือง เฉลี่ยราคาประมาณ 1,500 – 3,000 บาทต่อคน

– การเดินทางอีกวิธีคือ รถบัส ค่าตั๋ว 150 บาท แต่มีรอบแค่วันเว้นวัน และใช้เวลาเดินทางนาน 9 – 10 ชั่วโมง

– การเดินทางมาที่นี่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต (permit) สามารถขอได้จากเอเจนซี่ทัวร์ในเมือง

– เส้นทางมาทะเลสาบอยู่สูงและอากาศเบาบางยิ่งกว่าในตัวเมืองเลห์ ส่งผลให้รู้สึกอึดอัด คลื่นไส้ หายใจไม่ออก วิธีแก้ไขคือให้เคลื่อนไหวร่างกายช้าๆ

เรื่อง – บดินทร์ เทพรัตน์
ภาพ – บดินทร์ เทพรัตน์ และ TM

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

1,000 บาท! เที่ยวระยองได้มากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 19 พ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/784061

จริงๆ ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ การไปเที่ยว “ทะเล” ก็จะได้อารมณ์ไปอีกแบบนะครับ นอกจากราคาตั๋วเครื่องบินไม่แพงแล้ว คนยังไม่เยอะมากเท่าช่วงหน้าร้อนด้วย แถมที่ที่ แบกกล้องเที่ยว จะพาไปสัปดาห์นี้ก็เดินทางง่ายๆ จากกทม.เพียงแค่ 2 ชม. เท่านั้นเองครับ เพราะ “ระยอง” เป็นจังหวัดหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลสวย น้ำใส แหล่งดำน้ำดูปะการังก็เริด แถมยังมีภูเขาให้ดูวิวพระอาทิตย์ตกอีก ฟินไหมล่ะ ที่พูดมาทั้งหมดนี้คือไม่เกินพันบาท!!!

ด้วยความที่เราวางแผนเที่ยวกันแบบชิลๆ จึงคิดว่าเมื่อไปถึงจะมองหาทัวร์แบบ One Day Trip ลองๆ ไปเดินดูหลายที่ก็พบกับ บ้านสังข์ทัวร์ ที่มีโปรแกรมน่าสนใจ เช่น เกาะมันใน เกาะมันกลาง เกาะกุฎี เกาะขาม เกาะปลาตีน ปิดท้ายด้วย ชมพระอาทิตย์ตกดินที่ เกาะเสม็ด จากกรุงเทพฯ ไปตามถนนสุขุมวิทเพียง 198 กม. เลยสวนวังแก้วไป 1 กม. ก็ถึงจุดที่ขึ้นเรือนำเที่ยวของเรา

เกาะแรกที่เราจะไปกันคือ เกาะมันใน เสน่ห์ของเกาะมันใน คือเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล แถมด้วย ชายหาดอันเงียบสงบ จากนั้นไปที่เกาะมันกลาง ไฮไลต์ที่นี่ ตรงปลายเกาะจะมีทะเลแหวก ทรายสีขาว น้ำใสมากๆๆ แถมมีเกาะเล็กๆ ที่โผล่มาเฉพาะชายหาดสีขาวขึ้นมาด้วย อันซีนมากๆ บอกเลย

จากนั้นก็มาแวะที่เกาะทะลุ จุดเด่นของเกาะอยู่ที่ชายหาดสวยๆ จุดชมวิวและจุดดำน้ำรอบๆ เกาะ ซึ่งนับว่าเป็นแนวปะการังที่สวยที่สุดของทะเลระยอง และเกาะกุฎี ที่มีรูปร่างคล้ายกับรูปประเทศอินเดีย มี เกาะค้างคาว เกาะเล็กๆ ใกล้เกาะกุฎีทางทิศใต้ รอบๆ เกาะ มีแนวปะการังน้ำตื้นเป็นแนวกว้าง เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาสวยๆ กิจกรรมหลักจึงเป็นการดำน้ำรอบเกาะ

บนเกาะกุฎียังเต็มไปด้วยธรรมชาติ มีเส้นทางให้เดินเล่นได้รอบเกาะ ระยะทางประมาณ 1.1 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที มีทางเดินขึ้นเขาไปยังจุดชมวิว “ผานิลมังกร” ที่อยู่ทางทิศใต้ของเกาะ เส้นทางเดินผ่านซุ้มต้นไม้ขึ้นไปบนเขา ไม่ลาดชันมาก ไม่ต้องปีนป่าย ระยะทางประมาณ 480 เมตร จากที่ทำการด้านล่าง เป็นจุดมองเห็นวิวของแนวปะการังรอบๆ เกาะอ่าวหูกวาง และช่องเขาระหว่างเกาะถ้ำค้างคาวกับเกาะกุฎี ที่เวลาน้ำลงเยอะๆ ก็สามารถเดินไปเที่ยวที่ถ้ำค้างคาวได้

ส่วนชายหาดที่สวยที่สุดอยู่ด้านหน้าเกาะ คือ หาดสินสมุทร เป็นบริเวณที่เรือจะมาจอดรับส่งด้วย ชื่อต่างๆ บนเกาะนี้จะถูกเรียกตามชื่อตัวละครในวรรณคดีในเรื่องพระอภัยมณี

สุดท้ายของโปรแกรมวันนี้ คือ เกาะขาม เกาะกรวย และเกาะปลายตีน ทั้งสามเกาะนี้อยู่ทางตอนเหนือของเกาะกุฎี เกาะกรวยและเกาะขามอยู่ใกล้กันมาก มีแนวสันทรายเชื่อมต่อระหว่างเกาะทั้งสอง รอบเกาะมีแนวปะการัง ส่วนเกาะปลายตีน อยู่ห่างจากเกาะกรวยและเกาะขามประมาณ 400 เมตร เกาะเป็นรูปเรียวยาวในแนวเหนือ-ใต้ มีเกาะเกล็ดฉลามอยู่ทางใต้เกาะ บริเวณทั้ง 3 เกาะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากบริเวณหาดดวงตะวัน และบริเวณปากคลองแกลง เป็นหมู่เกาะที่เหมาะกับการดำน้ำลึก และน้ำตื้นเพื่อชมปะการัง

จากนั้นมาปิดท้ายด้วยการชมพระอาทิตย์ตกดินที่เกาะเสม็ด โรแมนติกอย่าบอกใครเลยล่ะ เอาเป็นว่าใครสนใจก็ลองมาเที่ยวกันดูนะครับ เพราะฤดูท่องเที่ยวและช่วงที่เปิดเกาะนั้นจะอยู่ในเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ของทุกปี รับรองว่าไม่ผิดหวังและราคาไม่แพงอีกต่างหาก….

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong