อัดงบกลาง 1.9 แสนล้าน​ ซื้อใจรากหญ้าก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 12:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/469886

อัดงบกลาง 1.9 แสนล้าน ซื้อใจรากหญ้าก่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2560 จำนวน 1.9 แสนล้านบาท ที่ ครม.เพิ่งอนุมัติและกำลังจ่อเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร็วๆ นี้ ถือเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ

สะท้อนผ่านคำชี้แจงจากรัฐบาลจะพบว่าการจัดทำงบกลางปีครั้งนี้ เพื่อให้มีงบประมาณรายจ่ายดำเนินการตามนโยบายที่จะสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมศักยภาพและเพื่อรักษาวินัยทางการคลังในการตั้งรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

นัยสำคัญของการจัดทำงบกลางปีรอบนี้อยู่ตรงที่ 1.เป็นการจัดทำงบก้อนใหญ่เกือบ 2 แสนล้านบาท 2.ออกมาในจังหวะเวลาช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

ทั้งหมดสอดรับกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทยอยออกมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการใช้จังหวัดเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รวมไปถึงบรรดาแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท ให้กับชาวบ้านประมาณ 5.4 ล้านคน ด้วยวงเงิน 3,450 ล้านบาท และการปรับค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด

ยังไม่รวมกับมาตรการช่วยเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยที่ออกมาช่วยเหลือเกษตรกร ก่อนหน้านี้  2.9 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 6,540 ล้านบาท

ทั้งหมดทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่เป็นมาตรการซื้อใจรากหญ้าที่ออกมาในช่วงที่คะแนนนิยมของรัฐบาล คสช.กำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ จนห่วงกันว่าจะทำให้เส้นทางตามโรดแมปอาจสะดุดก่อนไปถึงการเลือกตั้ง โดยเฉพาะแรงเสียดทานจากปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชนที่รุนแรงขึ้น

การจัดงบกลางปี 1.9 แสนล้านบาท จึงยิ่งตอกย้ำความพยายามซื้อใจรากหญ้าในช่วงเวลานี้

หากพิจารณารายละเอียดงบกลางปีทั้งหมด 1.9 แสนล้านบาท แบ่งเป็น การใช้จ่ายในโครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดวงเงิน 1 แสนล้านบาท งบประมาณที่จัดสรรให้กับกองทุนหมู่บ้านหมู่บ้านละ 5 แสนบาท รวมเป็นเงิน 6 หมื่นล้านบาท

จะเห็นว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ของงบกลางล้วนแต่ส่งตรงลงถึงรากหญ้าในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งโครงการพัฒนากลุ่มจังหวัด รวมไปถึงกองทุนหมู่บ้าน

ด้านหนึ่งอาจมองว่าการอัดเม็ดเงินลงพื้นที่นั้นเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานรากที่จะช่วยขับเคลื่อนหมุนเศรษฐกิจทั้งระบบและสามารถเห็นผลได้รวดเร็ว

แต่อีกด้านหนึ่งมองได้ว่าเป็นการหวังผลทางการเมืองเรียกคะแนนนิยมจากรากหญ้า ไม่ต่างจากรัฐบาลทั่วไปที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมักเลือกใช้กลยุทธ์อัดเม็ดเงินลงพื้นที่ในช่วงใกล้การหาเสียงที่เห็นผลชัดเจน

ส่วนหนึ่งเพราะเม็ดเงินเหล่านี้ส่งถึงประชาชนในพื้นที่โดยตรง สามารถจับต้องได้ทันที แถมยังนำไปใช้ตามความต้องการของคนในพื้นที่ ตามเงื่อนไข กฎเกณฑ์ของนโยบายที่กำหนดไว้

ต่างจากโครงการอื่นๆ ที่กว่าจะเห็นผลก็อาจจะต้องรอจนกว่าโครงการจะเสร็จ และหลายโครงการเงินเม็ดเงินก็ไม่ได้ส่งถึงประชาชนโดยตรง เพียงแค่เอื้อประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่

แม้ก่อนหน้านี้โครงการกองทุนหมู่บ้านจะถูกโจมตีว่ามีความหละหลวมปล่อยเงินไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่กำหนด จนสร้างปัญหาในอดีตพอสมควรแต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นนโยบายที่ได้ใจประชาชนไม่น้อย

การต่อยอดอัดฉีดเม็ดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านจึงสะท้อนให้เห็นความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แถมยังเพิ่มโครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดเข้ามาในรอบนี้ จึงยิ่งตอกย้ำว่า คสช.พยายามหามาตรการกระตุ้นเพิ่มความนิยมในพื้นที่เพื่อทำให้เส้นทางตามโรดแมปนับจากนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

เมื่อฐานรากหญ้าถือเป็นกลุ่มใหญ่ในประเทศ หากเกิดความไม่พอใจในแนวนโยบายหรือการบริหารงานของรัฐบาล คสช. อาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่จะยิ่งกัดกร่อนเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมปจำเป็นที่รัฐบาล คสช.จะต้องพยายามทำทุกอย่างให้เกิดความราบรื่นไม่มีอุปสรรค หรือปัจจัยเสี่ยงใดๆ เข้ามาเป็นชนวนทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งต้องได้รับผลกระทบ

เพราะบรรยากาศการเมืองนับจากนี้เป็นต้นไป แรงกดดันทางการเมืองจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากสารพัดปัจจัยที่รุมเร้า รวมไปถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงทำกฎหมายลูก

หากพลาดพลั้งคะแนนนิยมจากประชาชนในพื้นที่เริ่มเสื่อมคลาย ย่อมมีแต่จะทำให้เสถียรภาพของ คสช.สั่นคลอนตามไปด้วย รวมทั้งอาจกระทบต่อไปถึงโรดแมปและการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นไม่มากก็น้อย

 

ส่องเลือกตั้งสหรัฐ สะท้อนอนาคตเลือกตั้งไทยปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/469386

ส่องเลือกตั้งสหรัฐ สะท้อนอนาคตเลือกตั้งไทยปี’60

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเสวนาเรื่อง “มองการเลือกตั้งอเมริกา มุมสะท้อนเลือกตั้งไทย” ณ สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา

สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในฐานะที่เคยไปร่วมประชุมสัมมนา ทำให้เข้าใจระบบ วัฒนธรรม เป็นอย่างไร รวมทั้งการไปดูงาน 2 รัฐ จนเกิดคำถามว่าทำไมวันเลือกตั้งสหรัฐต้องจัดวันอังคาร ซึ่งคำตอบที่ได้เพราะจัดมานานแล้ว เลยจัดต่อไปเรื่อยๆ เพราะความเคยชิน ทั้งนี้ ถามว่าคนสะดวกไปลงคะแนนหรือไม่ คำตอบ คือ ไม่สะดวก แต่การเลือกตั้งมีการใช้สิทธิล่วงหน้า ถึง 35% ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สะดวกเดินทางมาลงคะแนนเลือกตั้ง

ทว่า ที่สำคัญทุกเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจของประชาชนจบลงด้วยการเลือกตั้งถือเป็นสปิริตที่ดี

“ยกตัวอย่าง แม้คำถามประชามติไม่ใช่เรื่องใหญ่ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย ถามประชาชนว่าอยากจะใช้ถุงพลาสติกหรือไม่ ซึ่งอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ของประชาชน ต้องถามประชาชนเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ ถามว่าประชาชนเหนื่อยไหม คำตอบคือเหนื่อย”

อีกประเด็นที่ส่วนตัวมีความสนใจ คือ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในการเลือกตั้งสหรัฐ มีการใช้เครื่องลงคะแนนเสียงหรือโหวตติ้งแมชีน แต่สหรัฐยกเลิกเพราะไม่สะดวกต่อประชาชน ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความไม่ไว้วางใจ แต่ยังเปิดคูหาฅให้ลงคะแนนโดยจะใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ได้

สมชัย ยังตั้งข้อสังเกตในประเด็นเรื่องระยะเวลาในการเปิดหีบลงคะแนน เพราะสหรัฐเปิดหน่วยไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่แต่ละมลรัฐกำหนด ทว่าไทยเปิดและปิดพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งสหรัฐพยายามให้ประชาชนไปใช้สิทธิเวลาไหนก็ได้ อีกทั้ง กกต.สหรัฐใช้คนประจำหน่วยเลือกตั้งน้อยกว่าไทย แม้กระทั่งวิธีการปฏิบัติของแต่ละรัฐก็ไม่เหมือนกัน เช่น บัตรลงคะแนน

ด้าน วิบูลย์พงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพว่า การเลือกตั้งสหรัฐ คนอเมริกันก็ไม่ค่อยเข้าใจทั้งหมด แต่สหรัฐกำหนดการเลือกตั้งไม่เคยเปลี่ยนแปลงมา 240 กว่าปี เพราะการเลือกตั้งสหรัฐเป็นส่วนหนึ่งของประวัติ ศาสตร์

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสหรัฐเป็นประเทศใหม่มาจากหลายประเทศในยุโรปรวมกัน จึงพยายามทำให้แตกต่างจากระบบในยุโรป ที่สำคัญคือปฏิเสธระบบกษัตริย์ ด้วยความต้องการสร้างคนธรรมดาให้มีอำนาจแต่ไม่ใช่กษัตริย์ จนนำมาสู่ระบบการเลือกตั้งสหรัฐ

ทั้งนี้ เนื่องจากอเมริกาเป็นมลรัฐเอกราชก่อนรวมตัวเป็นสหรัฐ ไม่ได้มองตัวเองเป็นจังหวัด แต่ละมลรัฐจึงมีอำนาจอธิปไตยเมื่อมารวมอยู่ในอำนาจรัฐธรรมนูญเดียวกัน

สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีถ้าให้ทุกคนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้วนับคะแนนเสียงข้างมาก มลรัฐใหญ่ก็จะได้เปรียบ จึงคิดวิธีสะท้อนความเป็นมลรัฐ แต่มลรัฐก็มีความแตกต่างกัน ไม่ใช่คนอเมริกันล้วนๆ

วิบูลย์พงศ์ ระบุด้วยว่า จนถึงวันนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้ชนะการเลือกตั้ง เพราะระบบอเมริการะบุไม่ใช่คะแนนเสียงประชาชนเลือกประธานาธิบดี แต่เป็นคะแนนเลือกคณะของทรัมป์ คะแนนของคณะผู้เลือกตั้งใช้เป็นตัวเลือกประธานาธิบดี ซึ่งจะเลือกจริงในวันที่ 19 ธ.ค.ตามระเบียบประเพณีดั้งเดิม

“คณะผู้เลือกตั้งจะลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีโดยใส่คะแนนปิดซอง แต่ก็มีโอกาสที่คณะผู้เลือกตั้งของทรัมป์จะเลือก ฮิลลารี คลินตัน ก็ได้ เพราะกฎหมายสหรัฐกำหนดไว้ว่าไม่ถือว่ามีความผิด แต่ก็ยากเพราะต้องได้ถึง 38 คน ซึ่งจะเปิดคะแนนในวันที่ 19 ม.ค.ปีหน้า โดยรองประธานาธิบดีเป็นประธานในการนับคะแนน ซึ่งปัจจุบันนี้ บารัก โอบามา ยังเป็นประธานาธิบดีอยู่ หากเกิดสงครามขึ้น โอบามายังมีอำนาจเต็มสั่งการ ซึ่งทรัมป์จะมีอำนาจเต็มตัวต่อเมื่อเที่ยงวันของวันที่ 20 ม.ค.”

ขณะที่ พลีธรรม ตริยะเกษม กรรมการและเลขานุการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) กล่าวว่า การเลือกตั้งของไทยมีความโปร่งใสกว่า ซึ่งภาพรวมจากการเดินทางไปดูงานเลือกตั้งที่ผ่านมาใน 5 เมืองของสหรัฐ ส่วนตัวเห็นมุมมองทางการเมืองแตกต่างกัน

โดยเฉพาะเมืองนิวแฮมป์เชอร์เป็นเมืองแรกในการเปิดหน่วยเลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภาของรัฐมีเงินปีละ 100 เหรียญสหรัฐ และใครบ้านสวยต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีประชาชนออกมาใช้สิทธิสูงมากถึง 70% และเป็นเมืองใช้งบประมาณหาเสียงต่ำ สุดท้ายรัฐนี้ก็เลือกคลินตัน โดยภาพรวมคนในเมืองนี้มีความอึดอัดทางการเมือง

ส่วนไอโอวาเป็นรัฐแรกที่มีการจัดการ Caucus (การประชุมของสมาชิกหรือกลุ่มผู้นำของพรรคการเมืองเพื่อลงคะแนนเลือกหรือวางแผนทางการเมือง) โดยเมือง Des Monies เป็นศูนย์อำนวยการการเลือกตั้งหลัก และมีธุรกิจเกี่ยวกับการหาเสียงค่อนข้างมาก และการเลือกตั้งครั้งนี้คนอเมริกันมองว่าไม่ปกติ เพราะมีอารมณ์อึดอัดมาก ซึ่งทั้งสองผู้สมัครไม่ได้เป็นคนที่ประชาชนชื่นชอบ แต่ภาพลักษณ์ฮิลลารีถูกมองเป็นคนโกหก และมองการต่อสู้ครั้งนี้ระหว่างคนมีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์ พบว่ามีการเน้นไปที่การโจมตีเรื่องส่วนตัวมาก

“ทรัมป์ภาพลักษณ์รวมดีไม่เท่าฮิลลารี จึงมีการดึงตรงนี้ออกมาและใช้สังคมออนไลน์ค่อนข้างมาก มีการโจมตีแบบตรงๆ สำหรับการเมืองอเมริกาให้ความสำคัญกับประชาชนค่อนข้างมาก แต่ช่องโหว่การเลือกตั้งก็มี เพราะแต่ละรัฐจัดการเลือกตั้งของตัวเอง ไม่มีมาตรฐาน ประชาชนไปใช้สิทธิน้อย 50% คนรุนใหม่ไม่สนใจเท่าที่ควร ต้องมีการลงทะเบียนก่อน ไม่มีองค์กรตรวจสอบแบบองค์กรกลาง ทรัมป์ชนะหาเสียงแบบ Populist ประสบความสำเร็จในการประชาสัมพันธ์ตัวเองและหาเสียง จัดเวทีหาเสียงอย่างต่อเนื่อง และเป็นทางเลือกที่ 3 จากมุมมองผม เพราะคนอเมริกันต้องการทำลาย CLINTON & BUSH DYNASTY” พลีธรรม ระบุ

 

ปรับครม.บิ๊กตู่4 เร่งผลงาน-สร้างศรัทธา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 08:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/469385

ปรับครม.บิ๊กตู่4 เร่งผลงาน-สร้างศรัทธา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเดินมาถึงช่วงสำคัญอีกครั้ง หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ปรากฏว่าดูท่าทีของผู้นำรัฐบาลยังสงวนท่าทีกับการปรับ ครม.ครั้งนี้อยู่พอสมควร

ไล่มาตั้งแต่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ ก็พยายามจะบ่ายเบี่ยงไม่อยากตอบคำถามนักข่าว ด้วยการย้อนว่า “อยากเป็นหรือเปล่า” หรือแม้แต่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ เดี่ยวมือหนึ่งด้านกฎหมายของรัฐบาลก็พยายามสับขาหลอกเช่นกันว่า “ไม่ทราบ ซึ่งเรื่องปรับ ครม. นายกฯ บอกแล้วว่าเป็นอำนาจของนายกฯ ที่จะตัดสินใจ และกรุณาอย่าไปถามคนอื่นเลย ไม่มีใครตอบได้ทั้งนั้นนอกจากนายกฯ”

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว ถึงอย่างไรเสียนายกฯ ก็คงเข้าสู่โหมดการปรับ ครม.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากมีเหตุผลอยู่ 2 ประการ

1.การเข้าไปทำหน้าที่องคมนตรี ของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ทำให้เก้าอี้ใน ครม.ว่างลง 2 ตัวทันที

2.สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองกำลังรุมเร้ารัฐบาล

เมื่อสองปัจจัยมาบรรจบกันเช่นนี้ จึงเป็นการบีบให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจปรับ ครม.ไปโดยปริยาย แต่สถานการณ์เช่นนี้มีความเป็นไปได้สูงที่การปรับ ครม.จะไม่ได้มีแค่ 2 ตำแหน่งที่ว่างลง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้โอกาสนี้ปรับ ครม.ล็อตใหญ่ไปในตัว เพื่อให้ “ครม.ตู่4” มีหน้าตาออกมาดูดีที่สุด

การปรับ ครม.รอบนี้ เป้าหลักอยู่ที่กระทรวงเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลจะมี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” มาทำหน้าที่รองนายกฯ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพักใหญ่แล้ว แต่ปรากฏว่ารัฐบาลยังคงเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นระยะ ดังจะเห็นได้จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในช่วงระยะหลังนี้ ส่วนใหญ่ยังคงไม่ประทับใจปัญหาการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลเท่าไหรนัก

จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมเริ่มมีข่าวออกมาว่ากำลังมีแนวคิดจะเอา อุตตม สาวนายน อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มานั่งเก้าอี้ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนเก้าอี้กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญอีกหลายกระทรวงอย่างกระทรวงพาณิชย์กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้หน้าตาทีมเศรษฐกิจดูดีขึ้น

โดยรัฐบาลก็หวังว่าเมื่อมีการปรับ ครม.โดยเฉพาะเศรษฐกิจแล้ว จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยตื่นตัวมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำลังพยายามจะเร่งผลักดันในรอยต่อปี 2559-2560 ซึ่งเร็วๆ นี้รัฐบาลเตรียมจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (งบกลางปี) ประจำปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 1.9 แสนล้านบาททั้งนี้

รัฐบาลวางแผนไว้ว่า แหล่งเงินจะมาจาก 2 ส่วน คือ ภาษีสภาพคล่องส่วนเกิน กำไรสะสมของรัฐวิสาหกิจกับส่วนราชการอื่นๆ 27,078.3 ล้านบาท และเงินกู้โดยออกพันธบัตรออมทรัพย์เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 162,921.69 ล้านบาท และจะเสนอกฎหมายเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในช่วงต้นปี 2560

นอกเหนือไปจากกระทรวงเศรษฐกิจที่อยู่ในข่ายผ่าตัดใหญ่แล้ว ยังมีกระทรวงในสายสังคมที่จำเป็นต้องรื้อเช่นกัน

กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงยุติธรรม เป็นสองกระทรวงที่ต้องดำเนินการปรับเปลี่ยนอย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทั้งสองคน ทั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์ และ พล.อ.ไพบูลย์ ลาออกไปดำรงตำแหน่งองคมนตรี

การหารัฐมนตรีมาแทนทั้งสองคนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะงานของสองกระทรวงนี้มีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานใหญ่ๆ ของรัฐบาล

อย่าง พล.อ.ไพบูลย์ คือ หัวเรี่ยวหัวแรงของรัฐบาลในการเดินหน้าปราบปรามการทุจริตและการดำเนินคดีความสำคัญหลายคดี หรือในรายของ พล.อ.ดาว์พงษ์ นั้นก็ได้วางแนวทางเกี่ยวกับแผนการปฏิรูปการศึกษาไว้พอสมควร ดังนั้นรัฐมนตรีใหม่ที่จะมาสานงานต่อจึงต้องเป็นคนที่สามารถเล่นดนตรีเพลงเดียวกันได้

ล่าสุด เริ่มมีรายงานข่าวที่ระบุถึงบุคคลที่เป็นตัวเต็งกันมาบ้างแล้ว เช่น ในกรณีของ รมว.ยุติธรรม มีแคนดิเดตที่น่าจับตามองอย่าง พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม และเป็นหัวหน้าสำนักงานของพล.อ.ไพบูลย์ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ขณะที่ เก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ มีการเสนอให้ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ขยับขึ้นมาเป็นแทน ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละชื่อนั้นล้วนเป็นกันเองของคสช.แทบทั้งสิ้น

การปรับ ครม.ที่กำลังจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นครั้งสำคัญที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ว่าได้ เพราะเป็นช่วงปลายอำนาจของรัฐบาลและ คสช. อีกทั้งเป็นรอยต่อสำคัญของประเทศที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560

เพราะฉะนั้น หาก ครม.ตู่ 4 สามารถสร้างผลักดันและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ได้ โอกาสที่คสช. จะลงจากอำนาจอย่างสวยงามก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินไป แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น การจากไปของ คสช.คงไปพร้อมกับคำว่า “เสียของ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

กรธ.เปิดเวที ลดแรงกดดันการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2559 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/469193

กรธ.เปิดเวที ลดแรงกดดันการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร้อนจนกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องจัดเวทีชี้แจงเนื้อหาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ต่อบรรดาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ณ สโมสรสันนิบาต ในวันที่ 14 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ พร้อมใช้โอกาสนี้รับฟังข้อมูลความคิดเห็นจากพรรคการเมืองที่ถือเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง

หลังจากที่แรงกระเพื่อมค่อยๆ ก่อตัวเมื่อพรรคการเมืองทยอยตบเท้าออกมาถล่ม ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีเนื้อหาปรับเปลี่ยนแตกต่างไปจากเดิมไม่น้อย ที่สำคัญเนื้อหาหลายส่วนถูกมองว่ามีความพยายามบีบพรรคการเมืองให้ขาดอิสระในการทำงานจนง่อยเปลี้ย

ที่สำคัญการออกมา “ตีปลาหน้าไซ” ของคนการเมืองช่วงที่ผ่านมา ดูจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากฝั่ง กรธ. ทั้งที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายที่ออกมาวางกฎเกณฑ์ สร้างกติกาควบคุมดูแลพรรคการเมืองโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา “พรรคการเมือง” ตกเป็นจำเลยของสังคมที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตความขัดแย้งที่หมักหมมมายาวนานในสังคมไทย

บทเรียนในอดีตจึงถูกนำมาเป็นธงในการปรับปรุงจัดวางโครงสร้างพรรคการเมืองใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน ที่ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ตกเป็น
เครื่องมือของนายทุนหรือมือที่มองไม่เห็น
คอยบงการอยู่เบื้องหลัง

จะเห็นว่าจากโครงสร้างพรรคการเมืองตามร่างกฎหมายใหม่มีความแตกต่างจากเดิมค่อนข้างมาก ไล่มาตั้งแต่การจัดตั้งพรรคที่จะต้องรวมคนให้ได้ 500 คน และจะต้องจ่ายเงินทุนประเดิมรายละไม่น้อยกว่า 2,000 บาทรวมเป็น 1 ล้านบาท

ต่อจากนั้นภายในหนึ่งปีจะต้องหาสมาชิกให้ได้ปีละ 5,000 คน และจัดให้มีสาขาพรรคการเมืองในแต่ละภาคและจังหวัดที่คณะกรรมการกำหนดอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา โดยสาขาพรรคแต่ละสาขาต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และต้องเพิ่มสมาชิกให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนใน 4 ปี

ในแง่พรรคขนาดกลาง หรือพรรคขนาดใหญ่นั้นอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ทั้งในแง่จำนวนสมาชิก สาขาพรรค ตลอดจนเงินทุนประเดิม แต่สำหรับพรรคขนาดเล็กนั้นย่อมได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะจาก 70 พรรค ในปัจจุบันมี 30-40 พรรคที่จะต้องปรับตัวหาสมาชิกพรรคเพิ่มอีกมาก

แม้จะมีเวลา 150 วัน หรือมากกว่านั้นที่ทาง กรธ.จะเปิดให้พรรคการเมืองได้ปรับตัวกติกาใหม่ แต่ก็ไม่ใชเรื่องง่ายสำหรับบางพรรค จนอาจทำให้เหลือพรรคที่สามารถส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งรอบหน้าได้ไม่กี่พรรค

ขณะที่รายละเอียดปลีกย่อยที่จะมาควบคุมดูแลการบริหารงานของพรรคการเมือง ทั้งเรื่องเงินอุดหนุนที่มีกลไกควบคุมผู้บริจาค ไม่ให้เกิดการผูกขาด ครอบงำ ที่จะเน้นเรื่องความโปร่งใสในการทำงานตรวจสอบได้ที่ออกมานั้น บางพรรคก็เห็นว่าเข้มงวดและสุ่มเสี่ยงเพราะการกำหนดโทษนั้นรุนแรงถึงขั้นยุบพรรค

ยังไม่รวมกับการกำหนดในมาตรา 23  ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ล็อกให้พรรคการเมืองต้องทำทั้งเสริมสร้างให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ เสนอแนวทางการพัฒนาประเทศและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหากไม่ดำเนินการก็มีความผิด

การตีกรอบของ กรธ.ที่ออกมา ทำให้พรรคการเมืองเริ่มแสดงความเป็นห่วงว่าจะทำให้หมดอิสระ เคลื่อนไหวไม่คล่องตัวแถมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรคได้ง่าย ยังไม่รวมกับการกลั่นแกล้งฝั่งตรงข้ามเหมือนที่เคยเกิดขึ้น

ปัญหายิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อกฎระเบียบต่างๆ ที่ออกมานั้น กลับไม่มีการรับฟังเสียงสะท้อนจากบรรดาพรรคการเมืองที่ออกมาถล่มร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

แม้แต่ทาง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นคัดค้านเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง แต่ก็แสดงความประสงค์จะเข้าให้ข้อมูลกับทาง กรธ.เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป

ไม่ต่างจากพรรคอื่นๆ ที่แสดงความประสงค์อยากให้ข้อเสนอแนะประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองต่อ กรธ.เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงในฐานะผู้มีประสบการณ์

แต่เมื่อทาง กรธ.ดูไม่สนใจท่าทีของบรรดาพรรคการเมือง ย่อมทำให้แรงกดดันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจลุกลามบานปลายสร้างการไม่ยอมรับกฎหมายนี้ในอนาคต ที่จะซ้ำเติมปัญหาความวุ่นวายมากขึ้น

การที่ กรธ.เปิดเวทีในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ จึงถือเป็นการลดแรงกดดันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

พลิกแฟ้ม 10 องคมนตรี ผสมผสาน ‘ทหาร-พลเรือน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 08:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468977

พลิกแฟ้ม 10 องคมนตรี ผสมผสาน ‘ทหาร-พลเรือน’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่คณะองคมนตรีได้กราบถวายบังคมลาออกจากตําแหน่ง องคมนตรี และทรงพระราชดําริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรี อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบกับมาตรา 12 มาตรา 13 และมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรี จำนวน 10 คน ดังนี้

1.พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2468 ตำแหน่งสูงสุดในชีวิตข้าราชการ คือ ผู้บัญชาการทหารบก ภายหลังเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2546 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่งในปี 2549 เพื่อไปทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี เมื่อสิ้นสุดการทำหน้าที่นายกฯ ก็ได้กลับมาดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกครั้ง

2.นพ.เกษม วัฒนชัย เกิดเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2484 เคยดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ในช่วง พ.ศ. 2544 แต่ทำงานในตำแหน่งดังกล่าวได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก็ได้ตัดสินลาออก ก่อนจะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรีในปีเดียวกัน ทั้งนี้ นพ.เกษม มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มโครงการสร้างแพทย์ชนบทขึ้นในประเทศไทย

3.พลากร สุวรรณรัฐ เกิดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2491 จบการศึกษาปริญญาโท M.A.I.A.(International Affairs, Southeast Asian Studies) จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ชีวิตราชการผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญมามากมายเช่น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2544

4.อรรถนิติ ดิษฐอํานาจ เกิดเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2487 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย (สอบได้อันดับที่ 3 ของสมัยที่ 18) ปี 2508 และปริญญาโทด้านกฎหมาย จาก Harvard Law School ประเทศสหรัฐอเมริกา ตำแหน่งสูงสุดในชีวิตราชการ คือ ประธานศาลฎีกา และภายหลังเกษียณอายุราชการได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2550

5.ศุภชัย ภู่งาม เกิดเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2488 จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย ชีวิตราชการเติบโตมาจากการเป็นผู้พิพากษาและผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ รองอธิบดีศาลแพ่ง ผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยในปี 2547 ได้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาต่อจากอรรถนิติและเกษียณอายุราชการในปี 2548 จากนั้นปี 2551 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี

6.ชาญชัย ลิขิตจิตถะ เกิดเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2498 จบการศึกษาคณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย โดยได้ทำหน้าที่ผู้พิพากษามาอย่างมากมาย เช่น ผู้พิพากษาศาลฎีกา หัวหน้าแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ หัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 รองประธานศาลฎีกา และประธานศาลฎีกา ต่อมาปี 2549 ได้เข้ามาทำหน้าที่ รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ ภายหลังสิ้นสุดการทำหน้าที่รัฐมนตรีก็กลับมารับราชการเป็นผู้พิพากษาอาวุโส และหลังจากเกษียณอายุราชการได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี ในปี 2551

7.พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก เกิดเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2491 จบการศึกษาโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 6 โรงเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ 13 ชีวิตการรับราชการในกองทัพอากาศได้ขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้บัญชาการทหารอากาศ ในปี 2549 ทำหน้าที่รองหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หลังจากเกษียณอายุราชการ พล.อ.อ.ชลิต ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี เมื่อปี 2554

8.พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2496 จบการศึกษาโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 12 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 23 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 63 ตำแหน่งสำคัญที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้ทำหน้าที่ คือ เสนาธิการทหารบก และรองผู้บัญชาการทหารบก ขณะเดียวกันได้เข้ามาร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ รมว.ศึกษาธิการ

9.พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เกิดเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2498 จบการศึกษาโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 14 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 25 รับราชการในกองทัพมาอย่างยาวนานและดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นรองเสนาธิการทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ก่อนจะขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากเกษียณอายุราชการได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

10.พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เกิดเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2498 โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 15 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 26 เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ คสช. ต่อมาเข้ามาทำหน้าที่เป็น รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

ทั้งนี้ ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 15 บัญญัติให้ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

 

ขยาด กฎหมายลูก ลดอำนาจพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468975

ขยาด กฎหมายลูก ลดอำนาจพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองส่อเค้ากลับมาวุ่นวายอีกรอบ เมื่อบรรดาสมาชิกพรรคการเมืองเริ่มขยับออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังจัดทำ

หลายเสียงออกมาสะท้อนปัญหาและความเป็นห่วงเนื้อหาที่เข้มงวดในกฎหมายลูกหลายฉบับ

โดยเฉพาะกับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่เริ่มปรากฏเนื้อหารายละเอียดไปแล้วบางส่วน ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างจากกฎหมายพรรคการเมืองในอดีตหลายประเด็น

เริ่มตั้งแต่ประเด็นเรื่องการจัดตั้งพรรค เงินทุนประเดิม การจ่ายเงินอุดหนุนพรรคการเมือง เรื่อยไปจนถึงกระบวนการตรวจสอบการทำงานของกรรมการบริหารพรรคที่เข้มงวดและมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น ยังไม่รวมกับประเด็นจำนวนสมาชิกพรรคที่กระทบถึงพรรคเล็กในปัจจุบันหลายสิบพรรค

จนนำมาสู่การตบเท้าออกมาดักคอแสดงความเป็นห่วงในหลายแง่หลายมุมจากคนการเมือง

ทั้ง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่เปรียบเทียบพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนอวัยวะต่างๆ ที่จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์ ดูดีไม่พิกลพิการ ขอให้ กรธ.ทำกฎหมายลูกออกมาให้ดี คิดให้รอบคอบ อย่าเอาแขนขาเทียมที่ทำขึ้นมาจากวัสดุที่ด้อยคุณภาพมาทำเป็นอวัยวะ แล้วในที่สุดก็ต้องมานั่งซ่อมแซม ยิ่งเจอทีมช่างที่เอาของไม่ดีมาทำเป็นอะไหล่มาหลอกใช้ในการซ่อมแซมก็ยิ่งแย่กันไปใหญ่

“ขอให้การยกร่างกฎหมายประกอบต่างๆ อย่าให้มีบทบัญญัติที่เป็นการบีบบังคับ แข็งกร้าว เอาเปรียบจนทำอะไรแทบไม่ได้”

ไม่ต่างจาก สมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่มองว่า พ.ร.บ.พรรคการเมืองจะสร้างความยุ่งยากกับพรรคการเมือง โดยกำหนดกฎเกณฑ์มากมาย โดยเฉพาะพรรคการเมืองเก่าที่จดทะเบียนไว้แล้ว หรือพรรคการเมืองใหม่ที่จะเริ่มต้นล้วนแต่สร้างภาระให้พรรคการเมืองทั้งสิ้น

แม้กระทั่งการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็ต้องจ่ายเงินค่าบำรุงพรรค ซึ่งผิดธรรมชาติการรวมตัวของประชาชนที่จะทำกิจกรรมทางการเมือง พ.ร.บ.พรรคการเมืองควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ให้ประชาชนรวมตัวกันได้โดยง่าย ไม่ควรมีกติกาที่หยุมหยิมจนเกินเลย เพราะพรรคการเมืองเติบโตได้ด้วยความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชน มิใช่กติกาที่บังคับ

คล้ายกับ อุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย  ที่แสดงความเป็นห่วง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีความพยายามบั่นทอนให้พรรคและการเมืองไทยอ่อนแอ สร้างข้อจำกัด วางกฎระเบียบมากมายที่เต็มไปด้วยอคติต่อฝ่ายการเมือง

“เชื่อว่าหากดื้อดึงออกมาในลักษณะที่ว่านี้จะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นก่อนถึงการเลือกตั้งด้วยซ้ำ เพราะมีการควบคุมพรรคการเมืองมากกว่า”

แม้ทาง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ได้แสดงความไม่เห็นด้วยในเนื้อหา แต่ก็แสดงความเป็นห่วงเรื่องการปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่ค่อนข้างรุนแรง อาจทำให้พรรคการเมืองใหม่หรือพรรคที่ไม่เคยทำตามแนวทางอย่างนี้ก็อาจจะปรับตัวไม่ค่อยทัน

แน่นอนว่าเป้าหมายของ กรธ.นั้นอยู่ที่ต้องการแก้ปัญหาการเมืองในอดีต ทั้งพรรคการเมืองถูกครอบงำโดยนายทุน ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างแท้จริง จนนำมาสู่การจัดวางระบบพรรคการเมืองใหม่

แต่อีกด้านในมุมของคนการเมืองกลับมองว่ากฎระเบียบที่เข้มงวดเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยเกินไป อันจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารของพรรคการเมืองในอนาคต เหมือนถูกตัดแขนตัดขา จนทำให้พรรคการเมืองอ่อนแรงยากจะขยับทำสิ่งต่างๆ

สอดรับกับข้อกังขาในอดีตเรื่องความการลดบทบาท สลายขั้วอำนาจพรรคการเมืองในอดีตเพื่อกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ แม้จะไม่มีการ “เซตซีโร่” อย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่การตีกรอบกติกากำกับดูแลพรรคการเมืองใหม่นี้ ย่อมทำให้พรรคการเมืองกลับมาเร่ิมต้นนับหนึ่งกันใหม่หมด

แถมยังเอื้อให้การเกิดการสลายขั้ว หรือปรับเปลี่ยนโยกย้ายหรือตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่หวังว่าจะเป็นปัจจัยช่วยลดความขัดแย้งในอดีต แม้บางฝ่ายจะมองว่านี่จะทำให้กลไกพรรคการเมืองอ่อนแอกว่าเดิม

ปัญหานี้ทำให้เห็นปรากฏการณ์ที่ขั้วอำนาจเก่าออกเริ่มออกมาเรียกร้องให้ กรธ.ทบทวนเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบพรรคการเมือง ไม่ให้มีรายละเอียดเข้าไปควบคุมพรรคการเมืองมากเกินไป

นับจากนี้แรงกดดันจากพรรคการเมืองที่ออกมาเรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมืองคงมีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนจะถึงขั้นมีน้ำหนักทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้หรือไม่ ยังอาจอยู่ที่กระแสสังคมว่าจะคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไรต่อไป

 

สปท.ตีปี๊บผลงาน เร่งเครื่อง “ปฏิรูป” โค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468804

สปท.ตีปี๊บผลงาน เร่งเครื่อง "ปฏิรูป" โค้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดีเดย์วันพุธที่ 7 ธ.ค.นี้ กับการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  ภายใต้ชื่อ “1 ปี สปท. 108 เรื่องการปฏิรูป” ที่รัฐสภา หลังจากทำงานมาจนครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา

นับเป็นอีกงานใหญ่ของ สปท.ที่มุ่งหวังจะประกาศให้ประชาชนคนทั่วไปได้รับรู้รับทราบถึงภารกิจปฏิรูปที่ได้ทำไปจนสำเร็จลุล่วงในแต่ละด้าน ตามที่ได้รับไม้ต่อมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำสิ่งเหล่านั้นนำไปสู่การปฏิบัติ

สอดรับไปกับการขยับสร้างผลงานของแม่น้ำสายๆ อื่น ทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่พยายามเร่งเครื่องในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป

ในจังหวะที่ “คะแนนนิยม” ของรัฐบาล คสช. กำลังลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ จากปมปัญหาที่ถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ

การแถลงผลงานของ สปท.ครั้งนี้ จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำเสนอให้เห็นผลงาน ตลอดจนความตั้งใจของ คสช. และแม่น้ำแต่ละสายที่พยายามทำในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยอาศัยกลไก กมธ.ทั้ง 12 คณะ

ความสำคัญของ สปท.อยู่ตรงต้องรับหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ ตามที่ คสช.ประกาศให้การปฏิรูปประเทศแต่ละด้านเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะรีบทำให้เสร็จก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เพื่อไม่ให้การรัฐประหารครั้งนี้ต้องเสียของ

ทว่าปัญหาที่ผ่านมาอยู่ตรงที่การปฏิรูปในแต่ละด้านนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลได้ทันทีทันใด หลายเรื่องต้องใช้เวลานานตั้งแต่ขั้นตอนการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการปรับโครงสร้าง วางระบบ และกลไกการทำงานกันใหม่

บทเรียนจากเมื่อครั้ง สปช.ที่ถูกค่อนขอดว่าไม่อาจผลักดันการปฏิรูปให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ มีเพียงแค่รายงานสรุปแต่ละเรื่องที่ยังไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติเสียที ทำให้ สปท.พยายามแก้ไขอุดช่องโหว่ตรงนี้แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

ก่อนหน้านี้หลังรับตำแหน่งช่วงแรก ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. เคยกล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า งานที่ สปท.จะต้องทำก่อนที่จะหมดวาระ คือสิ่งที่จะต้องจะออกมาเป็นกฎหมายและบางส่วนนำไปใช้ในมาตรา 44 เป็นเรื่องที่นายกฯ กระทรวงเจ้าของเรื่อง ครม.เห็นด้วย และคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยร่างภาษาให้ออกมาเป็นกฎหมาย

ที่สำคัญอยู่ที่ สนช. ไม่ว่าจะอยู่ในวาระ 1 หรือวาระ 2 หาก สปท.และ สนช.หมดวาระไป เรื่องนั้นก็ต้องนับหนึ่งใหม่สำหรับรัฐบาลใหม่ ดังนั้น สิ่งที่เราทำมาทำให้ผลลัพธ์บั้นปลายจะสูญเปล่า หาก กมธ.ทั้ง 12 ด้านผลักดันให้งานปฏิรูปสำเร็จสัก 1 ชิ้น หรือ 2-3 ชิ้นอย่างมากที่สุดมาเป็นกฎหมายให้เสร็จก่อนที่เราจะพ้นวาระก็ประเสริฐสุดแล้ว

“ถ้าอะไรก็ตามไม่เสร็จเป็นกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วถือว่างานปฏิรูปที่เราเสนอไปชิ้นนั้นๆ ไม่บรรลุผล สำหรับงานปฏิรูปที่ค่อนข้างจะสำเร็จเช่น กมธ.ด้านกีฬา กมธ.ด้านการศึกษา ที่มีการตั้ง กมธ.ร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเราต้องทำทุกวิถีทาง ล็อบบี้ ใช้กำลังภายในสูงส่ง เพราะทำงานแบบเป็นทางการมันไม่เวิร์ก”

แถมต่อมา สปท.ยังได้ปรับรูปแบบการทำงานหลายเรื่อง โดยเฉพาะการตั้งกลไกการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สนช. และ ครม. หรือที่เรียกว่าวิป 3 ฝ่าย เพื่อช่วงเร่งเครื่องการทำงานตามกลไกให้รวดเร็วขึ้น

แต่สุดท้ายก็ใช่ว่าหลายแนวคิดปฏิรูปจะสามารถเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติอย่างที่ตั้งใจ ดังจะเห็นว่าหลายเรื่องยังเป็นรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่ที่ประชุม สปท.รับรองเท่านั้ัน

ขณะที่บางเรื่องกำลังเริ่มเห็นความคืบหน้า แต่ก็เพียงแค่บางส่วนที่ยังต้องใช้เวลา อย่างเรื่องเร่งด่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณมายัง สปท.อาทิ การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย แนวทางปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ : เอทานอลและไบโอดีเซล การปฎิรูปความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring  : EM)

ทว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงแค่รายละเอียดปลีกย่อยของการปฏิรูปที่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือพลิกโฉมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นแบบจับต้องได้อย่างที่สังคมคาดหวัง

ในขณะที่เรื่องใหญ่ๆ อย่างการปฏิรูปตำรวจ การปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบสาธารณสุข ปฏิรูปพลังงาน แม้แต่การปฏิรูปการเมืองที่กำลังดำเนินการอยู่เวลานี้ ก็ยังไม่เห็นทิศทางความชัดเจนว่าจะนำไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นได้จริง

หลายเรื่องยังได้แต่ถกเถียงกันในเชิงหลักการจนยากจะหาข้อสรุป และคงยากจะฝากความหวังว่าจะเกิดการปฏิรูปได้จริงในช่วงเวลาที่เหลืออยู่อีกไม่นาน

ต้องยอมรับว่า หากกลไกหลักในการขับเคลื่อนการปฏิรูปยังไม่สามารถแสดงให้เห็นความตั้งใจ หรือพลังที่จะผลักดันการปฏิรูปแต่ละเรื่องก็คงเป็นเรื่องยากที่การปฏิรูปจะสำเร็จได้

 

ร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ กุญแจล็อกรัฐบาลใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468670

ร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ กุญแจล็อกรัฐบาลใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สำหรับคำพูดของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ออกมาขู่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งว่า หากไม่ดำเนินนโยบายตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐธรรมนูญใหม่กำหนดไว้ ถือว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่ได้กำหนดบทลงโทษไว้ชัดเจน แต่หากไม่ปฏิบัติตามย่อมมีโทษจากการกระทำอันขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน

ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. … ยกร่างโดย กรธ.หลังจากร่างรัฐธรรมนูญถูกประกาศใช้แล้ว กฎหมายว่าด้วยวิธีจัดทำยุทธศาสตร์และกฎหมายว่าด้วยวิธีจัดทำการปฏิรูป จะออกมาภายในระยะเวลา 120 วัน และหลังจากนั้นจะนำไปสู่การมียุทธศาสตร์และวิธีการปฏิรูปภายในระยะเวลา 1 ปี

เบื้องต้นสาระสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ทำการศึกษาและจัดทำร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติไว้ในเบื้องต้นแล้ว ขณะที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้โจทย์ไว้คร่าวๆ ว่า โฉมหน้าประเทศไทยอีก 20 ปีข้างหน้า ต้องมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องนำทาง หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความมั่นคงในทุกด้าน พร้อมรับภัยคุกคาม หรือความท้าทายใหม่ๆ ทุกรูปแบบ ประเทศต้องมีความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยต่ำๆ 5% ต่อปี เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำ และมีความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

หลักคิดสำคัญของ คสช.ต่อยุทธศาสตร์ชาติ คือ ไม่ต้องการให้การปฏิวัติ 22 พ.ย. 2557 เสียของ จึงกำเนิดกฎหมายเพื่อการปฏิรูปฝังไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยแบบต่อเนื่อง 20 ปี

เพราะ คสช.มองว่าการเมืองและการเลือกตั้งในอดีต วนเวียนกับความขัดแย้งเรื่องสีเสื้อ ช่วงเลือกตั้งแย่งชิงซื้อตัวนักเลือกตั้งกับจับขั้วทางการเมืองล่วงหน้าเพื่อจัดตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองติดกับดักเดิมๆ คือ มุ่งเสนอนโยบายเชิงประชานิยมที่สนองผลประโยชน์ระยะสั้น หวังผลทางการเมืองมากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างหรือวางรากฐานประเทศระยะยาว นโยบายทุกพรรคต่างมุ่งเน้นไปที่คะแนนเสียง มากกว่าการบริหารผลประโยชน์ประเทศชาติ โดยเฉพาะประชานิยม จึงกลายเป็นนโยบายหลักที่ทุกพรรคการเมืองต่างงัดเอามาสู้ศึกเลือกตั้ง จนไม่เกิดการประนีประนอมทางการเมือง เพราะต่างฝ่ายต่างออกนโยบายเพื่อเข้าสู่อำนาจการเมือง ไม่มีเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาประเทศว่าควรจะเป็นอย่างไร

ยุทธศาสตร์ชาติสร้างความกังวลใจต่อฝ่ายการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะยังไม่มีความคืบหน้าด้านเนื้อหาสาระของยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา ตามขั้นตอนมีระยะเวลาให้ทรงวินิจฉัย 90 วัน

อาจกล่าวได้ว่าประเด็นที่ฝ่ายการเมืองกังวลใจมากที่สุด เพราะเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นมรดกทางอำนาจของ คสช.ที่กำลังพยายามต่อท่ออำนาจ ผ่านการเข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีอำนาจเหนือกว่ารัฐบาลด้วยซ้ำ เพราะเป็นกลไกกำกับ ติดตามตรวจสอบ กำหนด วางกรอบนโยบายให้รัฐบาลต้องเดินตามทุกกระเบียดนิ้ว เปรียบเหมือนใส่กุญแจมือบังคับรัฐบาลเลือกตั้งให้ต้องเดินตามโรดแมป คสช.อย่างไม่มีข้อแม้ เพราะมีกฎหมายลูกกำกับไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าวาระรัฐบาลครั้งละ 4 ปี ผ่านการเลือกตั้งถึง 5 ครั้ง พรรคการเมืองและนักการเมืองถึงจะปลดล็อกได้ จึงเกิดข้อกังขาว่ายุทธศาสตร์ชาติคือแผนการครอบงำด้านการบริหารประเทศรัฐบาลเลือกตั้ง โดยมีร่างทรง คสช.นั่งอยู่ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

ขณะนี้จึงเกิดกระแสจากฝ่ายการเมืองเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกรูปแบบ พร้อมอนุญาตเปิดเวทีให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับล่าสุดที่ผ่านการทำประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 ได้มีการกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก เพื่อวางเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาประเทศ แตกต่างจากเดิมที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามรัฐบาล หรือมีการเปลี่ยนแปลงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังนั้นนักการเมืองจะตกขบวนนี้ไม่ได้

ดังนั้น เพื่อให้รัฐบาลเลือกตั้งเข้ามาแล้วมีภาระผูกพันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นำไทยไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ การยกร่างยุทธศาสตร์ชาติควรต้องมีการนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาจากทุกภาคส่วน อาทิ ข้าราชการ ภาคเอกชน ภาคการเมือง นักวิชาการ รวมถึงภาคประชาชนมาเป็นข้อมูลในการยกร่างยุทธศาสตร์ชาติร่วมกันกำหนดชะตากรรมอนาคตชาติ มิใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำหนด หรือขีดเส้นทางอนาคตการเมืองไทยเพียงฝ่ายเดียว

 

สนช.กางแผนปฏิรูปการเมือง คุมเข้มกระเป๋าเงินพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468285

สนช.กางแผนปฏิรูปการเมือง คุมเข้มกระเป๋าเงินพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี “กล้านรงค์ จันทิก” สมาชิกสนช.เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีศึกษา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550” โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.กำหนดนิยามของพรรคการเมืองใหม่ โดยให้พรรคการเมืองมีความหมายว่า “คณะบุคคลที่รวมกันจัดตั้งพรรค การเมือง โดยได้รับการจดแจ้งการจัดตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมุ่งที่ส่งสมาชิกรับเลือกตั้งเป็น สส. และมีการดำเนินการทางการเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่เป็นตัวแทนของกลุ่มบุคคลตามอุดมการณ์ทางการเมือง”

2.ปรับแก้เรื่องการกำหนดสมาชิกพรรคการเมือง โดยเห็นควรกำหนดจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองในอัตราก้าวหน้า เช่น ภายในหนึ่งปีแรกที่จัดตั้งพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกจำนวน 5,000 คน ปีที่ 2 ต้องมีสมาชิกเพิ่มเป็น  1 หมื่นคน ในปีที่ 3 มีสมาชิกเพิ่มเป็น 1.5 หมื่นคน และเห็นด้วยกับหลักการที่ให้พรรคการเมืองต้องจัดตั้งง่าย เพื่อให้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและยุบยาก

3.คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้ผู้ซึ่งพรรค การเมืองส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ อีกทั้งต้องมีมาตรการห้ามใช้ “Nominee” (ตัวแทน) มาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่ยินยอมให้บุคคลภายนอกเข้ามามีบทบาทชี้นำหรือครอบงำ ขณะเดียวกันการกระทำผิดดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีโทษเฉพาะที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจหรือเป็นผู้ใช้หรือเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด

4.ประเด็นเงินบริจาคพรรคการเมือง เห็นควรให้บริจาคโดยตรงต่อพรรคการเมือง การกำหนดอัตราการบริจาคไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นจำนวนที่ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน จึงควรปรับปรุงให้สูงขึ้นตามความเป็นจริง และให้กำหนดอัตราขั้นสูงไว้ด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งควรกำหนดในอัตราที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในสภาวการณ์ขณะนั้น

5.การกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนแก่พรรคการเมือง ควรจัดสรรเป็นรายปีโดยใช้เกณฑ์ เช่น ใช้จำนวนคะแนนเสียงที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ ใช้จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ไม่นำสัดส่วนจำนวนสาขาพรรคการเมืองและจำนวนสมาชิกที่ชำระค่าบำรุงรายปีมาคิดคำนวณในการจัดสรร

กรณีพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เมื่อได้ดำเนินการหาสมาชิกให้ได้ครบ 5,000 และต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้ว จะต้องมีสมาชิกเพิ่มในอัตราก้าวหน้าตามข้อเสนอ จึงจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐและจัดสรรเงินตามนโยบายและกิจกรรมทางการเมืองของพรรค การเมืองที่มีผลงานตลอด สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

สำหรับจำนวนเงินสนับสนุนที่รัฐจะจัดสรรให้นั้น จะขึ้นอยู่กับกลไกระบบการตรวจสอบที่ดีที่สร้างความมั่นใจให้แก่รัฐได้ว่าสามารถตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ภายใต้แนวความคิดว่า “ช่วยให้เกิดและช่วยให้โต” หมาย ความว่ารัฐควรส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งพรรคการเมืองและสนับสนุนให้พรรค การเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสม่ำเสมอทั้งในเชิงปริมาณและในเชิงคุณภาพ ทั้งในรูปตัวเงินและการอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ

6.รัฐพึงสนับสนุนให้พรรคการเมืองได้เจริญเติบโตทั้งในรูปแบบของตัวเงินและการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เช่น ในช่วง 4 ปีแรก รัฐต้องให้โอกาสและสนับสนุนพรรคการเมืองให้ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง แต่เมื่อครบ 4 ปี แล้วพรรคการเมืองจะต้องดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง หมายความว่าพรรค การเมืองต้องจัดส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งตามเกณฑ์ หากไม่สามารถส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งได้ รัฐต้องมีกระบวนการเพื่อทบทวนพรรคการเมืองและมีมาตรการในการจัดการพรรคการเมืองอย่างเป็นระบบ เช่น ยกเลิกหรือยุบพรรคการเมืองนั้นไป

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้พรรค การเมืองมีนโยบายและกิจกรรมทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสอด คล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ มีกิจกรรมที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแม้จะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบติดตามประเมินผลเพื่อเป็นตัวชี้วัดการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมือง

7.การสิ้นสภาพพรรคการเมือง กรณีที่พรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกัน หรือเป็นระยะเวลา 8 ปีติดต่อกัน สุดแต่ระยะเวลาใดจะยาวกว่ากันนั้น เห็นควรแก้ไขเป็น “พรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็น สส. ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกัน โดยไม่ต้องระบุจำนวนปี”

 

ล็อกพรรคการเมือง สกัดเกมป่วนฉุดเชื่อมั่นคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468283

ล็อกพรรคการเมือง สกัดเกมป่วนฉุดเชื่อมั่นคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการยืนกรานไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมใดๆ ในช่วงเวลานี้

“เอาไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาจะอนุญาตเอง เพราะอีกตั้งปีกว่า จึงจะมีการเลือกตั้ง แล้วจะทำกิจกรรมกันตอนนี้เลยหรือ …ไม่ทันก็ไม่ต้องเข้า ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญออกมาแบบนี้จะให้ทำอย่างไร เพราะ
วันนี้ก็เปิดพื้นที่มากอยู่แล้ว จะเอาอะไรกันอีก เอาไว้ก่อน”

ตอกย้ำความกังวลของ คสช. ที่ห่วงว่าหากเปิดให้คนการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อิสระ อาจสุ่มเสี่ยงให้เกิดแรงกระเพื่อมย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพ คสช. ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ทั้งที่คนการเมืองเริ่มเปิดหน้า พร้อมใจกันตบเท้าออกมาเรียกร้องให้ คสช.ผ่อนปรนกฎเหล็ก ไล่มาตั้งแต่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาทวงสัญญา คสช. ที่เคยระบุว่าจะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าและทำให้เป็นประชาธิปไตย จึงควรเปิดพื้นที่ทางเมือง

“ที่ผ่านมาไม่ได้มีเจตนาให้เกิดสิทธิและเสรีภาพของนักการเมือง ประชาชนสื่อสารกันไม่ได้มากนัก ไม่ได้เดินไปสู่การเป็นประชาธิปไตย การจะให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่คำพูดแต่ต้องมีกฎหมาย และองค์ประกอบให้เกิดภาพสมานฉันท์ โดยเฉพาะ คสช.ต้องทำให้ชาติเดินไปสู่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมประเทศไทยติดหล่มเป็นเวลานาน” 

แม้ท่าทีจากทางฝั่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเคยออกมาให้ความเห็นว่าถ้าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้ พรรคการเมืองก็จะสามารถทำกิจกรรมได้ทันทีเอง

แต่ทาง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เองก็ได้แต่โยนให้เป็นเรื่องของ รัฐบาลและ คสช.ที่จะพิจารณาผ่อนคลายให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ไม่ใช่บทบาทของ กรธ.

ไม่ต่างจากทางฝั่งประชาธิปัตย์ที่เห็นด้วยกับการอะลุ้มอล่วยเปิดให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้เพื่อเตรียมความพร้อม

รวมทั้งความเป็นห่วงของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เห็นว่า หากการประกาศบังคับใช้กฎหมายลูกเกิดขึ้นในช่วงใกล้ช่วงเลือกตั้งเกินไปก็จะทำให้พรรคการเมืองปรับตัวไม่ทัน

ทว่า เสียงสะท้อนเหล่านี้กลับไม่อาจมีพลังที่จะเปลี่ยนใจให้ คสช.ยอมยกเลิกคำสั่งห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว หรือดำเนินกิจกรรมได้

ทั้งที่เสียงเรียกร้องเหล่านี้มีให้ได้ยินตลอดตั้งแต่หลังรัฐประหาร แต่ทาง คสช.เองก็ยังไม่ประมาท ยอมปล่อยให้เกิดการเคลื่อนไหวได้อิสระ และเคยคาดการณ์กันว่า คสช.คงจะเปิดให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้ในช่วงก่อนประชามติ รวมทั้งช่วงหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้

แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นเช่นนั้นแถมยังไม่มีวี่แววความชัดเจนว่าจะเปิดให้พรรคการเมืองได้ขยับทำกิจกรรมได้เมื่อไหร่ แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจนถึงมีกฎกติกาเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ในหลายเรื่องจนจำเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าหลายเรื่องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติในอนาคต

สาเหตุสำคัญอยู่ที่ทาง คสช.ยังห่วงว่าหากเปิดให้พรรคการเมืองขยับได้เวลานี้อาจบานปลายไปสู่ความวุ่นวายจนควบคุมไม่อยู่

หากจำได้ ที่ผ่านมาช่วงหนึ่งที่มีแนวคิดจะปลดล็อก และชิมลางโดยปล่อยให้พรรคการเมืองออกมาขยับมีอิสระในการวิพากษ์วิจารณ์ถล่มแนวนโยบายของ คสช. ถึงขั้นบางกลุ่มใช้ช่องทางอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียจัดรายการที่มีเนื้อหารุนแรงฉุดความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช.ไปไม่น้อย

จนนำไปสู่การกระชับอำนาจเรียกคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไปปรับทัศนคติและควบคุมช่องทางการสื่อสารมากขึ้น จนบรรยากาศที่เคยจะเปิดให้แสดงความคิดความเห็นได้กลับมาสู่ความอึมครึมเหมือนเดิม

ถึงจะถูกต่อว่าต่อขานและมีแรงกดดันจากต่างประเทศหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อทาง คสช.ชั่งน้ำหนักแล้วเห็นว่าแรงกดดันจากภายนอกอาจไม่รุนแรงเท่าที่จะเกิดจากภายในซึ่งมีแนวโน้ม
ที่จะลุกลามขยายตัวได้ง่าย

บทเรียนในอดีตสะท้อนพลังของการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของ คสช. ย่อมไม่อาจทำให้ คสช. ย่อมเสี่ยงในรอบนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ในช่วงที่กำลังจะผลักดันกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ที่มีหลายประเด็นที่เต็มไปด้วยความเห็นขัดแย้ง

ในมุมของ คสช. การเปิดให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไป นอกจากจะส่งผลต่อการยอมรับในกฎหมายลูกแล้วอีกด้านยังอาจสะเทือนถึงความเชื่อมั่นของ คสช. และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ คสช.ไม่อาจปลดล็อกกฎเหล็กปล่อยให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้