อดีต สปช.มองสภาขับเคลื่อนฯ ผลงานปฏิรูป คืบหรือคงที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468101

อดีต สปช.มองสภาขับเคลื่อนฯ ผลงานปฏิรูป คืบหรือคงที่

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เริ่มต้นนับเวลาถอยหลังสำหรับการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. กับหน้าที่ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปให้ออกมาสอดคล้องไปตามโรดแมปของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้วางไว้

โดยในวันที่ 30 พ.ย. สปท. มีคิวนัดแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ทว่าได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นวันที่ 7 ธ.ค. เวลา 10.30 น. ซึ่งรวม 108 เรื่องการปฏิรูป ก่อนหมดวาระการทำงาน 120 วัน ตามมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2559

ซึ่งเป็นฉบับผ่านการลงประชามติจากประชาชน โดยการดึงอำนาจปฏิรูปประเทศคืนให้กับ คสช. ในฐานะผู้เเต่งตั้งมา เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปประเทศต่อไปในอนาคตใหม่

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองการทำงาน สปท. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพร้อมอธิบายให้เห็นภาพ ว่า วัตถุประสงค์ของรัฐบาลในการจัดตั้งสปท.ขึ้นมา ก็เพื่อให้มาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่ได้หมายความว่าลงไปปฏิรูป แต่หมายถึงมาดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ ตามที่ สปช.ได้กำหนดวาระไว้แล้ว

“ตอนที่ สปช.ทำงานมา และได้กำหนดวาระการปฏิรูปมีกี่วาระ เรื่องอะไรบ้าง และส่งให้รัฐบาล แต่เมื่อมี สปท.เขาก็ส่งเรื่องที่ สปช.ทำไว้ให้มายัง สปท. และ สปท.บางท่านเองก็เป็น สปช.มาก่อน จะรู้งานดี ว่างานที่ทำเป็นอย่างไร และมีอะไรบ้างต้องทำ ซึ่งเป็นเรื่องการทำงานทางความคิด ไม่ได้เป็นการลงไปปฏิรูป ไม่ใช่อำนาจหน้าที่”

ทั้งนี้ สปท.มีอำนาจหน้าที่ในการมาคิดต่อว่า ประเด็นต่างๆ จะขับเคลื่อนไปสู่การปฏิรูป หรือไปทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปได้อย่างไรบ้าง ซึ่งต้องไปดูตรงนั้น และถ้าจะดูก็ต้องดูว่าร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทำไปแล้วกี่ฉบับ โดยทั้งหมดถือเป็นภารกิจการทำงานตรงของ สปท.

อย่างไรก็ดี หลังจากนี้อีกไม่กี่เดือน สปท.จะหมดวาระ ซึ่งเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้วก็จะเป็นไปตามนั้น และจากการติดตามการทำงาน สปท.ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะกฎหมายนั้น แม้จะมีการวิจารณ์ต่างๆ นานา แต่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่ง

สมบัติ ขยายความว่า เพราะเวลาคนที่ทำ คือ คณะกรรมาธิการในการพิจารณาร่างกฎหมายแต่ละฉบับ และกระบวนการทำก็จะมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความเห็นด้านต่างๆ รวมถึงการปรับแก้ไข กระบวนการทำงานโดยตัวกระบวนการเอง มันมีความรอบคอบ รัดกุมอยู่ในตัว

อย่างไรก็ตาม  เพราะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น อีกทั้ง ต้องเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปในการเสนอร่าง และเมื่อเสนอร่างแล้วต้องให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาอีก ซึ่งก็ถือว่าผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนอยู่พอสมควร เมื่อผ่านร่างแล้ว ยังต้องเสนอไปให้รัฐบาลตรวจสอบอีกที ก่อนเสนอให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถ้าหากว่าตรงกับที่รัฐบาลต้องการอย่างนี้เป็นต้น

“หากเปรียบเทียบการทำงานระหว่าง สปช. และ สปท. แม้ สปช.จะวางพื้นฐานมาทั้งหมด แต่ประเด็น สปช.ได้ถกกันแต่เริ่มต้น มีกรอบรัฐธรรมนูญกี่ด้าน แล้วแต่ละด้านจะต้องขับเคลื่อนปฏิรูปอะไรบ้าง มีการเก็บข้อมูลรวบรวมถกเถียง จนกระทั่งสรุป พร้อมทั้งมีการสัมมนาเพื่อสรุปเป็นประเด็น เป็นวาระต่างๆ ซึ่งมีผลงานเป็นเอกสารชัดเจนว่าทำงานอะไรไปบ้าง ก่อนส่งให้กับรัฐบาล”

สมบัติ อธิบายต่อว่า จากนั้นรัฐบาลส่งวาระต่างๆ มาให้กับ สปท. โดย สปท.ส่วนหนึ่งเป็นคนเก่าทำงานมาแล้วก็จะรู้ว่ามีอะไรอยู่บ้าง แล้วส่วนที่มาใหม่ไม่ต้องไปคิดอะไรในเรื่องอื่น เพราะมีวาระต่างๆ ให้ศึกษาแล้วดำเนินงานต่อได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะคิดเรื่องอื่นไม่ได้

อย่างไรก็ดี หากสมาชิก สปท.มีความเห็นต้องการเสนอเรื่องอื่นๆ แล้วที่ประชุมเห็นด้วย ก็สามารถเติมเรื่องอื่นนั้นเข้าไปได้ แต่มันมีเรื่องหลักๆ ที่ สปช.ได้ศึกษาและสรุปไว้แล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการ ในการจะพัฒนาต่อไปให้เป็นร่างกฎหมายสำหรับการปฏิรูปประเทศ

สมบัติ ยอมรับว่า ความยากในการทำงานสมัย สปช.ขณะนั้น เดิมคิดว่าจะผลักดันให้ออกมาเป็นร่างกฎหมายเลย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล โดยให้ สปช.หมดวาระ ยุติบทบาทลง ดังนั้น ก็จำเป็นต้องสรุปเพียงเฉพาะประเด็น คือ ระหว่างนั้นมีบางเรื่องที่สามารถผลักดันทำออกมาเป็นร่างกฎหมายได้บางร่างออกไปแล้ว

สมบัติ บอกต่อว่า แต่จริงๆ ตั้งใจว่าทุกประเด็นต้องมีร่างกฎหมายออกมาหมด แต่เมื่อรัฐบาลกำหนดแบบนั้นให้ยุติบทบาท จำต้องสรุปประเด็นแล้วนำเสนอ สิ่งที่ สปท.จะทำต้องนำประเด็นต่างๆ เหล่านั้นมาขับเคลื่อนต่อให้เป็นร่างกฎหมายเป็นต้น ดังนั้น ต้องไปดูว่า สปท.สามารถทำเป็นร่างกฎหมายได้กี่ฉบับที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ เหล่านั้น

อดีตสมาชิก สปช. มั่นใจว่า งานที่ สปช.เคยศึกษาไว้ สปท.จะสามารถผลักดันออกมาได้เป็นรูปธรรมเพื่อตอบโจทย์ต่อการปฏิรูปประเทศ เพราะเท่าที่ทราบมา วาระ สปท.ได้ขับเคลื่อนไปตามแนวทาง สปช.ได้สรุปไว้ ดังนั้นจึงไม่มีข้อกังวลอะไร เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดเรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูปไว้ชัดเจน

สมบัติ ระบุด้วยว่า ฉะนั้นรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ ก็จะมีองค์กรทำหน้าที่เรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ และส่วนตัวคงไม่ฝากอะไรเพิ่มให้กับ สปท. เพราะด้วยจะครบ 1 ปีของการทำงาน และอีกไม่นาน สปท.ก็จะต้องมีการสรุปรายงานออกมาว่าทำอะไรไว้บ้าง ซึ่งต้องไปรอดูผลตรงนั้นว่าระยะเวลาที่ผ่านมานั้นมีผลงานอะไรบ้าง ซึ่งไม่ต่างจากตอน สปช.ครบวาระ

“เมื่อรู้ว่าหมดวาระการทำงานก็จะต้องสรุปสิ่งที่ทำมาทั้งหมด แล้วเสนอต่อรัฐบาล และก็รู้ว่าวาระหมดเมื่อไหร่ ดังนั้น ต้องเตรียมจัดทำสรุปว่าตลอดระยะทำงาน สปท. ได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง”

 

พักยก พรบ.ปิโตรเลียม ลดแรงเสียดทาน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468097

พักยก พรบ.ปิโตรเลียม ลดแรงเสียดทาน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม มีอันต้องสะดุดลงชั่วคราว ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งในขั้นตอนการพิจารณารายละเอียดของกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ

เมื่อที่ประชุม กมธ.มีมติให้แก้ไขนิยาม “Service Contract” จาก “จ้างสำรวจผลิต” เป็น “จ้างบริการ” เพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหาได้สมบูรณ์ครบถ้วน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต

ขั้นตอนต่อไปคือการส่งเรื่องกลับไปยัง ครม. เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเนื้อหา จากนั้นจึงจะส่งกลับมาให้ กมธ.พิจารณาตามกระบวนการต่อไป

แม้ทาง พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ในฐานะประธาน กมธ. จะชี้แจงว่าในเบื้องต้นได้ประสานกับทาง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน แล้ว และมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับระยะเวลาการพิจารณากฎหมายทั้งสองฉบับ

แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าทุกอย่างจะสามารถสำเร็จลุล่วงภายในเดือน ธ.ค. ตามแผนเดิมที่กำหนดไว้

เมื่อยังมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง โดยเฉพาะ “การตั้งบรรษัท” ซึ่งยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ แถมยังเป็นประเด็น “เปราะบาง” ที่สุ่มเสี่ยงจะบานปลายไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ รวมกับประเด็นอื่นๆ ที่ทำให้การพิจารณาในชั้น กมธ. ต้องขยายเวลาออกไปหลายรอบ

ลำพังแค่ในชั้น กมธ. ก็ยังมีความเห็นหลากหลาย ถึงขั้นที่ พล.อ.สกนธ์ ในฐานะประธาน กมธ.เองก็ถือเป็นสียงข้างน้อย 4 คน ที่หนุนเรื่องการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเอาไว้ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับนี้ แต่ก็ไม่อาจทัดทานเสียงข้างมากจาก 21 เสียง จนสุดท้ายก็ต้องมาจบที่ให้เขียนเป็นข้อสังเกตแนบท้ายกฎหมาย

ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังไม่อาจหาข้อสรุป การส่งเรื่องกลับไปยัง ครม.เพื่อแก้ไขเนื้อหา จึงอาจเป็น “ทางออก” ที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งไม่อาจถอนเรื่องกลับมาเริ่มต้นใหม่ หรือหากจะดึงดันเดินหน้าต่อไปก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ ยิ่งประเด็นเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงผลประโยชน์มหาศาลของประเทศ

การพักยกในช่วงเวลานี้จึงอาจเป็นการลด “แรงกดดัน” ที่กำลังถาโถมเข้าใส่รัฐบาล คสช.

เมื่อข้อเท็จจริงชัดเจนว่ามีความเห็นแตกออกเป็นสองด้านทั้งสนับสนุนและคัดค้าน ดังนั้น ต่อให้เดินหน้าหรือถอนเรื่องกลับไปใหม่ก็ต้องเผชิญกับกระแสไม่เห็นด้วย สุดท้ายผลเสียก็ตกที่ คสช.ทั้งขึ้นทั้งล่อง

จะเห็นว่ากลุ่มหนึ่งสนับสนุนให้เร่งเดินหน้า พ.ร.บ.ฉบับนี้โดยเร็ว ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายของภาครัฐหรือเอกชนที่ผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามหยิบยกประเด็นเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” ขึ้นมาจูงใจปนข่มขู่เพื่อโน้มน้าวให้เร่งออกกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายในอนาคต

แต่ทาง พล.อ.อนันตพร เองก็ระบุว่าอาจมีการออกประกาศประมูล 2 แหล่งปิโตรเลียม คือ เอราวัณ และบงกช ได้ในช่วงกลางปี 2560 หากการพิจารณากฎหมายและขั้นตอนต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบที่วางไว้ หรือเกิดความล่าช้าเล็กน้อย

อีกกลุ่มหนึ่ง ฝั่งคัดค้านบางส่วนเป็นกลุ่มที่เคยออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่แรก หลายครั้งที่ออกมารวมตัวเรียกร้องให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม จนแม้แต่ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบในหลักการ ร่างพ.ร.บ.นี้ก็ยังเคลื่อนไหวให้ถอนร่างออกจากการพิจารณาของ สนช.ต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่เรื่องการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ซึ่งยังไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ชัดเจนในตัวเนื้อหาร่างพ.ร.บ.ตั้งแต่ต้น ยิ่งทำให้แรงต่อต้านยิ่งเพิ่มขึ้นตามมาด้วย

อีกด้านหนึ่ง ทางประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินส่งหนังสือมายังนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ถอนร่างพ.ร.บ.
ทั้งสองฉบับออกไปก่อน เนื่องจากเห็นด้วยกับข้อเสนอจากศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งทำเรื่องเสนอมาว่าร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับเนื่องจากมีช่องโหว่อันก่อให้เกิดการรั่วไหลและไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีอาการ ค่าภาคหลวงและรายได้อื่นของแผ่นดิน

สถานการณ์ในเวลานี้จึงเต็มไปด้วยความเห็นที่แตกต่างจนยากจะหาข้อสรุปให้เป็นที่ยอมรับร่วมกันทั้งสองฝั่งได้ และหากปล่อยไปเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีที่จะเดินหน้าไปทางหนึ่งทางใด

สุดท้าย แรงกดดันที่จะตามมาในอนาคตย่อมมีแต่จะซ้ำเติมสั่นคลอนความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป

ยิ่งเวลานี้รัฐบาล คสช.กำลังเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานจากรอบด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องการเร่งออกกฎหมายลูกเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง 2560 ซึ่งมีหลายประเด็นที่ยังเห็นต่างกันในสังคม

การพักยกเรื่องร้อนอย่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเวลานี้ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็อาจช่วยลดแรงเสียดทานให้ คสช.ได้ไม่มากก็น้อย

 

“ประยุทธ์”เดินสายลงพื้นที่เรียกคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467999

"ประยุทธ์"เดินสายลงพื้นที่เรียกคะแนนนิยม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภารกิจทัวร์ภาคเหนือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะในช่วงเวลานี้นับเป็นอีกหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่าเป็นการลงพื้นที่เรียกคะแนนนิยมจากประชาชนในช่วงปลายโรดแมป

ไม่ต่างจากรัฐบาลก่อนๆ ที่มักจะใช้กลยุทธ์นี้เร่งทำคะแนนในภาวะที่คะแนนนิยมตกต่ำ ด้วยการไปพบปะประชาชน ทั้งตรวจเยี่ยม รับฟังปัญหา สื่อสารถึงเป้าหมายการทำงานไปถึงประชาชน

ที่สำคัญยังรวมไปถึงการจัดงบประมาณและโครงการทั้งเล็ก กลาง หรือใหญ่ ลงพื้นที่นั้นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างการพัฒนา ที่สุดท้ายจะแปรรูปไปสู่คะแนนนิยม

รอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ นำคณะเดินทางไป จ.เชียงราย ประกาศขอความร่วมมือเดินหน้าสร้าง “ประชารัฐ” สู่เป้าหมายสู่อนาคตตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่พยายามขับเคลื่อนทุกอย่างไม่ใช่ดีแต่พูด

“หลายคนบอกรัฐบาล คสช.เข้ามา 2 ปี ไม่เห็นมีประโยชน์ นั่นเป็นเพราะโครงสร้างยังไม่เกิด รัฐบาลกำลังทำให้เกิด สิ่งสำคัญต้องทำให้ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองมีเสถียรภาพ และตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาการทะเลาะเบาะแว้งลดลงได้”

ทั้งนี้จะเห็นว่าหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านหลายมาตรการของรัฐบาลที่ทยอยออกมา โดยเฉพาะล่าสุดกับการทุ่มงบ 4 หมื่นล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกจังหวัดเพิ่มเติมจากงบ 2561 ที่จัดสรรสำหรับกลุ่มจังหวัดไว้ 2 หมื่นล้านบาท

อีกด้านหนึ่งยังอัดแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ซื้อใจประชาชน ทั้งแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท ให้กับชาวบ้านประมาณ 5.4 ล้านคน ตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค.นี้

การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด สำหรับปี 2560 ที่ถือเป็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกในรอบ 4 ปี รวมทั้งการช่วยเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว 2.9 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 6,540 ล้านบาท

การลงพื้นที่ภาคเหนือรอบนี้ จึงเห็นว่านอกจากนายกรัฐมนตรีจะนำ ครม.ลงพื้นที่แล้ว รอบนี้ยังนำคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ร่วมขบวนไปด้วย แถมยังมีบทบาทสำคัญไม่น้อย

โดย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุม ทั้ง กรอ.ส่วนกลาง และ กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการทุกโครงการที่จังหวัดเสนอเข้ามา แต่ต้องกลับไปจัดทำรายละเอียดของโครงการต่างๆ ให้มีความชัดเจนอีกครั้ง

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการขยายเส้นทางถนน 4 เลน ขยายด่าน 3 ด่าน และการพัฒนาแหล่งน้ำ 20 โครงการก่อสร้างรถไฟสายเด่นชัย-แพร่-เชียงราย-เชียงของ โดยจะให้เริ่มดำเนินการในระยะที่ 1 ในปี 2560 และรวมทั้งการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวไทย-ลาว-จีน ผ่านเส้น R3A

รวมทั้งการเร่งรัดขยายทางหลวงหมายเลข 103 (อ.ร้องกวาง จ.แพร่-อ.งาว จ.ลำปาง) การบริหารจัดการน้ำ จ.แพร่ โครงการก่อสร้างและปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร จ.แพร่ จำนวน 244 โครงการ

ไม่ใช่แค่พื้นที่ภาคเหนือก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยลงพื้นที่ จ.ปทุมธานี ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเหมือนปี 2554 รวมทั้งพบปะเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา เพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาเรื่องการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าว ทั้งการบริหารการจัดการน้ำและการให้จัดพื้นที่ทำการตลาด

คล้ายกลับการลงพื้นที่ จ.พระนคร ศรีอยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่สร้างความเสียหายกับราษฎรใน 7 อำเภอ 22,075 ครัวเรือน ที่เตรียมการเสนอแนวทางแก้ปัญหาในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมกับโปรยยาหอม ระบุว่าการมาครั้งนี้มาด้วยใจและไม่ว่าจะมาหรือไม่มา ขอให้รู้ว่าใจอยู่ตรงนี้ อยู่ที่คนยากจน ผู้มีรายได้น้อย

ย้อนไปก่อนหน้านี้ช่วงกลางปีที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีนำคณะลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และการพัฒนาอ่างเก็บน้ำถึงขั้นเตรียมเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดล “ร้อยเอ็ด 4.101” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเศรษฐกิจของจังหวัด

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ แต่จะเห็นว่าพื้นที่ที่นายกรัฐมนตรีนำคณะลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมประชาชนนำโครงการลงพื้นที่ และช่วยแก้ปัญหาส่วนใหญ่จัดเป็นพื้นที่ี่สีแดงที่เป็นฐานเสียงของขั้วอำนาจเก่า

ส่วนสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถโกยคะแนนเสียงจากสารพัดโครงการที่จัดลงไปในแต่ละพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน คงอยู่ที่ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจ

 

คำถวายสัตย์ 3 นายกฯ เครื่องเตือนใจรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467734

คำถวายสัตย์ 3 นายกฯ เครื่องเตือนใจรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การถวายสัตย์ปฏิญาณของประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นประเพณีปฏิบัติที่อยู่ในกฎหมายและไม่ได้อยู่ในกฎหมาย ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติที่สำคัญที่ดำเนินการสืบเนื่องมาเป็นเวลานาน

กล่าวคือการถวายสัตย์ปฏิญาณตามกฎหมายนั้นมักจะใช้กับกรณีที่บุคคลเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมไปถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะกำหนดให้ สส.และรัฐมนตรีจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ โดยมีข้อความดังนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ส่วนการถวายสัตย์ปฏิญาณนอกเหนือไปจากที่กฎหมายกำหนดส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในวาระสำคัญ อย่างเช่นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพิ่งได้กล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณแสดงความจงรักภักดีเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 22 พ.ย.

“ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พล.อ.ประยุทธ์ ขอนำประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า และทุกภาคส่วนซึ่งชุมนุมกันอยู่ ณ ที่นี้ ถวายสัตย์ปฏิญาณเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช…

…แม้บัดนี้จะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่ยังทรงสถิตอยู่ในใจของปวงประชาชนชาวไทยด้วยความวิปโยคอาลัยอย่างไม่มีวันลืมเลือน ณ วาระนี้ ซึ่งปกติเคยเปล่งสัจวาจาถวายพระพรชัยมงคลเสมอมา จึงขอตั้งสัตยาธิษฐานถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเครื่องบูชาพระมหากรุณาธิคุณแทนด้วยข้อความดังต่อไปนี้

“จะซื่อตรงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ในพระบรมราชจักรีวงศ์จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ข้าพระพุทธเจ้า จะปฏิบัติหน้าที่พลเมือง เคารพกฎหมาย รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศ อย่างสมดุลและยั่งยืน”

“ทั้งจะร่วมกันปฏิรูปประเทศ และสนับสนุนให้มีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ปกครองประเทศ ด้วยหลักนิติธรรม และธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขแห่งประชาชนชาวไทย จะเป็นคนดี มีคุณธรรม ร่วมกันนำพาประเทศชาติไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน สงบสุข สันติสุข จะรู้รักสามัคคี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนตลอดไป น้อมนำพระราชดำรัสดำเนินตามพระราชกรณียกิจ แนวทางการดำรงชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ เพื่อสืบสานพระบรมราชปณิธาน” นายกฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การที่นายกฯ นำประชาชนกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณในวาระสำคัญก็เป็นหนึ่งในประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตลอดทุกรัฐบาล

ย้อนกลับไปในปี 2554 ซึ่งเป็นปีแรกของการเป็นนายกฯ ของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นอกจากจะเป็นผู้นำคณะรัฐมนตรีซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่ เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่แล้ว ในโอกาสพิเศษเมื่อครั้งวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครบ 7 รอบ ยิ่งลักษณ์ก็ได้เป็นประธานพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณด้วย

“ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำบรรดาข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและเป็นพลังของแผ่นดิน สนองพระมหากรุณาธิคุณดังต่อไปนี้”

“ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะประพฤติปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท และมุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและของประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา และตามแนวทางในพระบรมราโชวาทตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

เช่นเดียวกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เมื่อครั้งเป็นนายกฯ เมื่อปี 2553 ได้นำข้าราชการและประชาชนถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในพิธีถวายเครื่องราชสักการะ จุดเทียนชัยถวายพระพร และถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ โดยคำถวายสัตย์ปฏิญาณมีสาระสำคัญ ดังนี้

“เนื่องในมหามงคลสมัยคล้ายวันพระบรมราชสมภพ วันที่ 5 ธันวาคม ศกนี้ ข้าพระพุทธเจ้าในนามของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดอภิบาลประทานชัยมงคลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย พระชนมพรรษายิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงเป็นฉัตรแก้วร่มเกล้าของเหล่าพสกนิกรตราบกาลนิรันดร”

“ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพสกนิกร กราบบังคมทูลถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยน้อมนำพระราชดำรัสเกี่ยวกับคุณธรรม 4 ประการ ซึ่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงพระกรุณาพระราชทานไว้ ในการเสด็จออกมหาสมาคมในงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2549 มายึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ ดังนี้”

“ข้าพระพุทธเจ้าจะคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกันจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันประสานงาน ประสานประโยชน์กันให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และแก่ประเทศชาติ จะประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกาและในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน และจะทำความคิดเห็นของตน ให้ถูกต้องเที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงจะยึดถือคุณธรรมที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระราชทานไว้ เป็นหลักประจำกายและใจ และปลูกฝังให้อนุชนประพฤติปฏิบัติตามตลอดไป”

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ทุกรัฐบาลต่างยืนยันว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่ความเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติเป็นสิ่งที่ประชาชนรอการพิสูจน์ต่อไป

 

กระตุ้นเศรษฐกิจ เดิมพันเสถียรภาพคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467733

กระตุ้นเศรษฐกิจ เดิมพันเสถียรภาพคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทุ่มหมดหน้าตักในเดิมพันเศรษฐกิจรอบใหม่กับยุทธ ศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0

ล่าสุด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดทุ่ม 4 หมื่นล้านบาท ให้ “จังหวัด” เป็นพลังขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจ จากเดิมงบประมาณปี 2561 ที่จัดสรรสำหรับกลุ่มจังหวัดไว้ 2 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยจังหวัดละ 400-500 ล้านบาท

“ในปีหน้าเราจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง รัฐบาลยังมีเวลาอีก 1 ปี ที่จะขับเคลื่อนและปูพื้นไปยังปีต่อไป แม้ว่าเศรษฐกิจไม่ดีแต่เราจะต่อสู้ได้ เราจะต้องสร้างเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่เราก็จะไม่เซ อยากให้ทุกคนมองเศรษฐกิจในแง่บวกมากกว่า”

สาเหตุที่ให้น้ำหนักกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านจังหวัด เพราะแนวทางนี้ไม่จำเป็นต้องรอแผนจากส่วนกลางที่ต้องผ่านการวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน แต่อาศัยกลไกจังหวัดที่สามารถคิดอ่านทำอะไรได้ตามความต้องการที่ตอบโจทย์และตรงจุดได้อย่างหลากหลายในแต่ละพื้นที่

นั่นหมายความว่าจะมีเครื่องปั๊มขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 76 จังหวัด และ 20 กลุ่มจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้เห็นผลการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการหมุนระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานรากขึ้นมาสู่ระดับบน

อีกด้านหนึ่งยังไปเกลี่ยเอางบประมาณที่จ่ายไม่หมดก่อน 31 ธ.ค. เรียกคืนมารวมกันแล้วกระจายไปเป็นโครงการขนาดย่อยให้กลุ่มจังหวัด จากนั้นช่วง ม.ค.- ก.ย. ก่อนงบประมาณปี 2561 จะเริ่มใช้ ก็จะหางบประมาณเพิ่มเติมมาให้กลุ่มจังหวัดบวกกับปี 2561

สอดรับกับแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ก่อนหน้านี้ที่ออกมาซื้อใจประชาชนด้วยเหตุผลว่า จะเป็นตัวกระตุ้นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้ในช่วงที่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

เริ่มตั้งแต่มาตรการแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท ให้กับชาวบ้านประมาณ 5.4 ล้านคน ด้วยวงเงิน 3,450 ล้านบาท โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค.นี้

คู่ขนานไปกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด สำหรับปี 2560 ที่ถือเป็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ค่าจ้าง
ขั้นต่ำของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น 300 บาททั่วประเทศ เมื่อปี 2556

ที่สำคัญก่อนหน้านี้ ครม.เคยมีมติอนุมัติมาตรการช่วยเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว 2.9 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 6,540 ล้านบาทไปแล้ว

ทั้งหมดล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังทุ่มเททุกสรรพกำลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่และรอบใหญ่ หลังจากก่อนหน้านี้เคยพยายามเข็นสารพัดมาตรการออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่รัฐประหาร

ทว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงดัชนีชี้วัดหลายตัวกลับกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อย บรรยากาศการค้า การลงทุน การส่งออก ยังไม่อาจช่วยหล่อเลี้ยงให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างที่หวัง

ล่าสุดผลกระทบจากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของภาครัฐ ซ้ำเติมปัญหาการท่องเที่ยวในภาพรวมอย่างรุนแรงที่หากยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนย่อมมีแต่จะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไป

การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้จึงถือเป็นเดิมพันที่ คสช.ต้องทุ่มแบบหมดหน้าตัก ซึ่งยังไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นไปตามที่คาดหวังได้หรือไม่

ถึงขั้นที่ต้องยอมแลกกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสุดท้ายต้องงัดนโยบายอัดฉีดที่เข้าเค้าประชานิยมมาใช้ เพราะความสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ มีผลต่อความเป็นอยู่ของคนในชาติและย้อนกลับมามีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.

เมื่อในมุมการเมืองและความมั่นคงเวลานี้ ต้องยอมรับว่าด้วยอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช.สามารถสะกดให้ทุกอย่างอยู่ในร่องอยู่ในรอยจนไม่น่าจะมีปัญหาหรือแรงกระเพื่อมใดๆ ในอนาคต

แต่ปัญหาน่าเป็นห่วงอยู่ที่สภาพเศรษฐกิจ ซึ่งเวลานี้ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หากรัฐบาล คสช.ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นรุนแรง

เมื่อบทพิสูจน์ฝีมือของ คสช.ครั้งนี้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกหยิบยกนำไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต

สุดท้ายหากไม่อาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ย่อมมีแต่จะเพิ่มแรงกดดันที่ย้อนกลับมาถาโถมใส่ คสช.อย่างรุนแรง ในฐานะที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ไม่อาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะกับเรื่องปัญหาปากท้องซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ แถมยังเปราะบางเมื่อเวลานี้มีหลายกลุ่มที่กำลังเดือดร้อนรุนแรงไล่มาตั้งแต่ภาคธุรกิจ ภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยว และกลุ่มเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ของคนในประเทศ

การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของ คสช.ที่จะต้องติดตามผลลัพธ์ในอนาคต

 

วัดฝีมือ คสช.ไล่ปิดเว็บหมิ่น แค่สกัดแต่ไม่อาจสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467576

วัดฝีมือ คสช.ไล่ปิดเว็บหมิ่น แค่สกัดแต่ไม่อาจสลาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศท่าทีอันแข็งกร้าวพร้อมลุยตรวจสอบการใช้สื่อโซเชียลมีเดียไปในทางที่ก่อความเข้าใจผิดและบิดเบือนกระทบต่อความมั่นคง และเร่งติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่มหมิ่นสถาบันเบื้องสูงที่หลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาลงโทษให้ได้

เริ่มที่ปฏิบัติการสกัดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน หรือเพจต่างๆ ที่เกลื่อนในโลกโซเชียลมีเดีย หัวหอกภารกิจหลักนี้ คือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารในยุคโซเชียลมีเดียควบคุมได้ยากมาก ดังนั้นจำเป็นต้องหารือกับต้นทาง นั่นคือบริษัทที่จัดทำแอพพลิเคชั่น อาทิ กูเกิล ไลน์ เฟซบุ๊ก และยูทูบ เพื่อขอความร่วมมือเรื่องการโพสต์ แชร์ข้อความและภาพ ที่ไม่เหมาะสมในช่วงนี้ ทั้งกูเกิล ไลน์ เฟซบุ๊ก และยูทูบ ในฐานะที่บริษัทเหล่านี้มีเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ที่สำคัญรัฐบาลต้องการรู้ต้นตอ หรือยูสเซอร์แอ็กเคานต์ หรือไอดีของมือโพสต์ เพื่อนำไปสู่การควานหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ จึงจำเป็นต้องหารือกับผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียที่มีสำนักงานในประเทศไทย

ผลการหารือปรากฏว่าได้รับความร่วมมืออย่างดี แต่ในทางปฏิบัติการจับกุมต้นตอมือโพสต์จริงๆ เป็นเรื่องยาก เพราะผู้กระทำผิดอยู่ต่างประเทศ จึงทำได้เพียงตามไล่ปิดไล่บล็อก พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับการร้องเรียน โดยสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1212 หรือการจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์กองทัพบกที่เข้ามาช่วยภารกิจนี้

แต่ทุกวันนี้แม้รัฐบาลจะตามไล่ปิดเพจหรือเว็บไซต์ ก็กลับมาเปิดกันใหม่อีก จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว เพราะไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาไทย ดังนั้นการประสานขอความร่วมมือกับประเทศต้นทางที่ให้แหล่งกบดานแก่บุคคลเหล่านี้จึงกลายเป็นงานสำคัญของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ใช้โอกาสในการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ หรือ ADMM Retreat ที่เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในช่วงระหว่างวันที่ 16-17 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านให้ช่วยดำเนินการกับกลุ่มเคลื่อนไหวที่มีคดี 112 ติดตัว

จนกลายเป็นที่มากรณีที่ทางการสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวใช้มาตรการจริงจังกับผู้ต้องหาคดีอาญามาตรา 112 ด้วยการปิดคลื่นวิทยุที่คนกลุ่มดังกล่าวใช้โจมตีสถาบันและรัฐบาลไทย โดยทางการลาวเอาจริงกับกลุ่มดังกล่าว ในที่สุดต้องหยุดเคลื่อนไหวไป หรือล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในเวทีการประชุมประชาคมข่าวกรองอาเซียน ที่มี รวี ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ใช้โอกาสนี้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลงานข่าวกรองและประสานการจับกุมกับตามหาถิ่นกบดานของคนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม โดยรวมในหลายๆ ประเทศที่บุคคลที่มีคดี 112 ติดตัว ยากมากที่จะนำตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยได้ เพราะตั้งแต่รัฐบาล คสช.ตั้งชุดพิเศษที่มี “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือคดี 112 ที่ล่าสุดได้ประสานกับ 7 ประเทศ ที่เป็นฐานกบดานของผู้ต้องหา 19 ราย ที่พบว่าเป็นผู้กระทำผิดที่ยังคงเคลื่อนไหวและกระทำการอันไม่บังควรอยู่ แต่ก็ยังไร้วี่แวว

เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ คงได้เพียงประสานงานกับทางการทูต แต่ไม่อาจทำให้ประเทศต้นทางส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาได้แต่อย่างใด เช่นเดียวกับการหาทางสกัดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน หรือเพจต่างๆ ในโลกโซเชียลมีเดียคงยากที่จะไล่จับตัวมือโพสต์ ทำได้เพียงแค่บล็อกหรือปิดเว็บไซต์เหล่านี้ได้ชั่วคราว

ดังนั้น ในปฏิบัติการสกัดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบันกับภารกิจจับตัวผู้กระทำผิดคดี 112 จึงต้องติดตามอย่ากะพริบตาว่ารัฐบาล คสช.จะมีมาตรการไม้แข็งอะไรทยอยออกมาอีก เพราะลำพังการตามไล่ปิดไล่บล็อกเว็บไซต์ หรือไล่ตามจับกุมตัวคนผิดส่งเข้าเรือนจำ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น เพราะการใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวแก้ปัญหานี้ไม่ได้ยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการใดออกมา สิ่งสำคัญ คือ ต้องหาแนวทางการแก้ปัญหาระยะยาวโดยอยู่บนพื้นฐานไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพประชาชนผู้บริสุทธิ์ จึงถือเป็นบทพิสูจน์ฝีมือ คสช.ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จจริงมากน้อยแค่ไหน

 

จับจริงปรับจริง มอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/473194

จับจริงปรับจริง มอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้า

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

คนเดินเท้าในกรุงเทพฯ ต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชน อันเกิดจากการขาดจิตสำนึก ไม่เคารพกฎหมาย กฎระเบียบของบ้านเมือง เห็นแก่ความสะดวกรวดเร็วของตนเองจึงขับขี่จักรยานยนต์ขึ้นมาวิ่งบนทางเท้า ภาพเช่นนี้มีให้พบเห็นทั่วทุกแห่ง

ที่ผ่านมาทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล จัดโครงการ “คืนความปลอดภัยบนทางเท้าให้ประชาชน” เพื่อคุมเข้มบังคับใช้กฎหมายกับรถจักรยานยนต์ที่ฝ่าฝืนวิ่งบนทางเท้า โดยจะให้ทุก สน.ไปสำรวจจุดพื้นที่ที่มีปัญหา สน.ละ 1 จุด มุ่งเน้นบริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้า หน้าสถานศึกษา และจุดที่ปัญหารถติด หลังจากนั้นจะให้แต่ละ สน.จัดกำลังพลสายตรวจจราจรหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกตรวจตรา หากพบผู้กระทำความผิดสามารถจับปรับได้ทันที โดยมีอัตราโทษปรับ 400-1,000 บาท ตามมาตรา 43 (7) ว่าด้วยห้ามเดินรถบนทางเท้า พ.ร.บ.จราจร พ.ศ. 2522

ด้านกรุงเทพมหานคร (กทม.) พบสถิติการจับกุมผู้กระทำผิด พ.ร.บ.รักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง เฉพาะในปี 2559 มีจำนวนถึง 9,514 ราย รวมยอดค่าปรับกว่า 7.2 ล้านบาท แม้จะมีกฎหมาย 2 ฉบับ ในการควบคุมดูแลความปลอดภัยให้คนเดินเท้า แต่จำนวนผู้ละเมิดกฎหมายยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า นโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำทันทีคือ การแก้ปัญหารถจักรยานยนต์ขับขี่บนทางเท้าอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งได้รับการร้องทุกข์จากประชาชนทั่วทุกพื้นที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก  6 เส้นทางที่มีปัญหาสูงสุด ได้แก่ 1.ถนนสุขุมวิท 2.ถนนพระราม 4 3.ถนนเพชรบุรี 4.ถนนพหลโยธิน 5.ถนนรัชดาภิเษก และ 6.ถนนจรัญสนิทวงศ์ จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่เทศกิจทุกสำนักงานเขต ลงพื้นที่เข้มงวดกวดขัน จับจริง ปรับจริง สูงสุด 5,000 บาท หากประชาชนพบเห็นสามารถแจ้งร้องเรียนบริเวณที่มีปัญหาได้ที่สายด่วน 1555

ทางฝั่งของสังคมโซเชียลกำลังร่วมกันรณรงค์สร้างจิตสำนึกผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก อาทิเพจ “ลงขันความคิด ปฏิรูปประเทศไทย” และ “เฮ้ย นี่มันฟุตบาทไทยแลนด์” ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาโดยไม่ต้องรอภาครัฐ จากนั้นทำการทดลองด้วยวิธีต่างๆ เช่น ทางเท้าเป็นสิทธิที่จะเดิน ดังนั้นอย่าหลบให้, สกรีนเสื้อระบุข้อความ “ขึ้นทางเท้ามีโทษปรับ 5,000 บาท” และทำป้ายแสดงว่าพื้นที่นี้ติดตั้งกล้องซีซีทีวี ผลปรากฏว่าหลากหลายวิธีไม่สามารถยับยั้งพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายได้ ยกเว้นวิธีที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ออกตรวจตราเป็นกิจวัตรจึงจะแก้ปัญหาได้แน่นอน ดังนั้นการปฏิบัติงานของตำรวจและเทศกิจอย่างจริงจัง เท่านั้นที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้หมดไปได้

 

ปิดฉาก 2559 ไทยโศกเศร้า สุดอาลัยทั่วแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 07:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/473155

ปิดฉาก 2559 ไทยโศกเศร้า สุดอาลัยทั่วแผ่นดิน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปี 2559 นับเป็นปีแห่งความเศร้าโศกของประเทศ เมื่อต้องจารึกไว้ว่า ในวันที่ 13 ต.ค. 2559 เวลา 19.00 น. สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ที่ทำให้ทราบว่า ประเทศไทยได้สูญเสีย “พ่อของแผ่นดิน” เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต สิริพระชนมพรรษาเป็นปีที่ 89 ทรงครองสิริราชสมบัติได้ 70 ปี ภายหลังที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาประทับรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นเวลากว่า 2 ปี

นับเป็นการสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ที่คนไทยทุกหมู่เหล่าไม่อยากจะให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น

ก่อนหน้าวันที่ 13 ต.ค. ซึ่งถือเป็นวันมหาวิปโยคของคนไทย ปวงชนต่างพากันหลั่งไหลไปที่โรงพยาบาลศิริราช สถานที่ประทับรักษาพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลายคนต่างสวดมนต์หลังทราบข่าวว่าพระองค์ทรงพระประชวรอย่างหนัก ขอพรที่สถิตอยู่ในโลกหล้าให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลอดภัย กระนั้นแม้คณะแพทย์ถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรได้ทรุดหนักตามลำดับ จนเสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบ

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ถึงประชาชนทั่วประเทศเมื่อวันที่ 13 ต.ค. ในช่วงค่ำตอนหนึ่งว่า

“พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมากมายล้นพ้นหาที่สุดมิได้มากเพียงใด ความวิปโยคอาลัยของพสกนิกรชาวไทยก็มีมากมายหาที่สุดมิได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในยามทุกข์โศก น้ำตานองหน้าเพียงใด ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเราและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศต้องดำรงต่อไป อย่าให้การสูญเสียครั้งนี้ทำให้พระราชปณิธานของพระองค์ท่านต้องหยุดชะงักลง”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงงานอย่างหนักนับแต่่ได้ทรงขึ้นครองราชย์ ในทุกพื้นที่ถิ่นฐานทุรกันดาร แม้จะห่างไกลเพียงใด แต่ไม่มีสถานที่ใดที่พระองค์เสด็จฯ ไปไม่ถึง ทั้งหมดเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทยยิ่ง ในวันที่พระองค์ได้เสด็จสวรรคต ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมายังที่โรงพยาบาลศิริราช ตลอดสองข้างทางขบวนเคลื่อนพระบรมศพไปยังพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง คลาคล่ำไปด้วยน้ำตาและเสียงร้องไห้ รวมถึงประชาชนที่ทั่วประเทศที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพเพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของพระองค์อย่างไม่ขาดสาย

 

หลังพระองค์เสด็จสวรรคต ทุกภาคส่วนต่างรวมใจกันทำความดีเพื่อถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9  คนไทยได้เห็นภาพแห่งความสามัคคี เอื้ออาทรต่อกัน ทั้งการทำอาหารแจกผู้รอแถวเข้าสักการะพระบรมศพที่ต่อคิวรอที่ท้องสนามหลวง ขณะที่ภาครัฐ กระทรวงวัฒนธรรมทำหนังสือรวบรวมพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์แจกจ่ายให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้น้อมนำพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ในวาระต่างๆ รวม 99 พระบรมราโชวาท เพื่อนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติตนและดำเนินชีวิตจำนวน 2 ล้านเล่ม ซึ่งประชาชนต่างเดินทางมารับหนังสือจนหมดอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันประชาชนจากทุกสารทิศหลั่งไหลมายังท้องสนามหลวง เพื่อต่อแถวรอเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท รวม 60 วัน จนถึงวันที่ 29 ธ.ค. สำนักพระราชวังบันทึกไว้ว่า มีประชาชนเข้าสักการะแล้วทั้งสิ้น 2.5 ล้านคน

ที่ปลื้มปีติเป็นล้นพ้นในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า เมื่อพระบรมวงศานุวงศ์ทรงแสดงความห่วงใยประชาชนเช่นกันโดย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำอาหารอย่างดีด้วยชุดเมนูพิเศษมาแจกจ่ายให้ประชาชน โดยตั้งโต๊ะตรงข้ามประตูวิเศษไชยศรี  โดยอาหารพระราชทานมี 3 เวลา ประกอบด้วย เช้า กลางวัน และเย็น รอบละ 5,000 ชุด ตามรับสั่งของพระองค์ที่รับสั่งผ่านมหาดเล็กว่า ประชาชนคือแขกของพระองค์ ดังนั้นเจ้าหน้าที่จะต้องดูแลอย่างดีที่สุด มอบอาหารที่อร่อยที่สุด

 

ขณะที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้ทรงทอดไก่ประทานแก่ประชาชนที่มารอเข้าถวายสักการะพระบรมศพที่ท้องสนามหลวงด้วยพระองค์เอง รวมถึง ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จประทานอาหารให้ประชาชนด้วยเช่นกัน พร้อมตรัสกับประชาชนว่า “ขอบคุณทุกคนมาก เรามีพ่อคนเดียวกัน”

ไม่เฉพาะในประเทศไทยที่โศกเศร้าต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ ทว่าทั่วโลกต่างถือโอกาสนี้ยกย่องเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องจากพระองค์ทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนคนไทย

เสียงจากต่างชาติจากหลากหลายองค์กร โดยเฉพาะสหประชาชาติ ได้จัดประชุมสมัชชาสมัยพิเศษเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติภายหลังการสวรรคต ณ สำนักงานใหญ่ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ต่างสดุดีพระองค์ว่า โลกได้สูญเสียบุคคลสำคัญยิ่ง

บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ ระลึกถึงพระองค์ในที่ประชุมสหประชาชาติว่า พระองค์ทรงเป็นพลังที่สำคัญของประเทศไทยในการรักษาเสถียรภาพ ทั้งยังทรงทุ่มเทในพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อให้ประชาชนเป็นอยู่อย่างเป็นสุข

 

ไม่ต่างจาก ซามาธาร์ พาวเวอร์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐ ประจำสหประชาชาติ บอกเช่นกันว่า นับเป็นโชคดีของประชาชนไทยและชาวโลกที่ได้มีพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เช่นพระองค์ท่าน รวมถึงพระองค์ยังได้ทรงถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพผ่านนวัตกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์เพื่อทำฝนเทียม โครงการเกษตรต่างๆ ในพระราชดำริ เป็นแนวทางการปฏิบัติตนทั้งของคนไทยและของโลก

ขณะเดียวกัน คนไทยในต่างประเทศต่างพร้อมใจแสดงความไว้อาลัยในทุกมุมโลก ทั้งที่สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ยุโรป ญี่ปุ่น ด้วยการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีรำลึกถึงเกียรติคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9

ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจ กระนั้นปวงชนชาวไทยก็ปลื้มปีติเป็นล้นพ้น เมื่อแผ่นดินไทยได้พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นทรงราชย์ โดยเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2559 รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ทำเรื่องอัญเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ในฐานะองค์รัชทายาทเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ เพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์สุของประชาชนชาวไทยทั้งปวง พร้อมกันนี้รัฐบาลได้มีประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยในการเรียกขานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2559 เมื่อเวลา 18.55 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้เสด็จฯ ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเปิดอาคารศาลากลางจังหวัดกระบี่หลังใหม่ และนับเป็นจังหวัดแรกในรัชสมัยรัชกาลที่ 10 ที่พระองค์ได้เสด็จฯ

นับเป็นความปลื้มปีติของประชาชนชาวกระบี่ ที่แสดงความจงรักภักดีด้วยการเฝ้าฯ รับเสด็จในเส้นทางที่รถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯ ผ่านเป็นระยะทางยาวถึง 16 กิโลเมตร พร้อมเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” อย่างกึกก้อง

 

ดัชนีเศรษฐกิจแย่ ร้านข้าวแกงลูกค้าลด30%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/472775

ดัชนีเศรษฐกิจแย่ ร้านข้าวแกงลูกค้าลด30%

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

จากข้อมูลของสวนดุสิตโพลเมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค. พบว่าสิ่งที่ประชาชนมองว่าสิ่งที่เป็นปัญหาขณะนี้ คือค่าครองชีพสูงขึ้นทำให้ราคาสินค้าอาหารแพง ส่งผลต่อความเป็น อยู่ปากท้องของประชาชน โพสต์ทูเดย์สำรวจเสียงสะท้อนจากผู้ที่ประกอบ อาชีพค้าขายว่าตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา สถานการณ์การค้าจริงเป็นอย่างไร ย่ำแย่ตามภาวะเศรษฐกิจจริงหรือไม่

นงนิตย์ แก่นกระโทก อายุ 50 ปี แม่ค้าขายอาหารตามสั่งย่านดินแดง  เล่าว่า ขายอาหารบริเวณนี้มานานกว่า 25 ปี เริ่มขายมาตั้งขนมกะหรี่ปั๊บพัฟฟ์ ก๋วยเตี๋ยว และปัจจุบันขายอาหารตามสั่งมาได้ประมาณ 5 ปี ช่วงแรกขายตลอด 7 วัน แต่ช่วงหลังขายไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน จึงลดเวลาการขายเหลือ 5 วัน ส่วนปัจจัยที่ทำให้จำนวนลูกค้าลดลงกว่า 30% เพราะพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป คือเลือกทำอาหารมาจากบ้านเพื่อรับประทานกันเอง หรือซื้อเฉพาะกับข้าวที่จะรับประทานและหุงข้าวกินรวมกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีร้านสะดวกซื้อที่เป็นอีกทางเลือก

ส่วนราคาวัตถุดิบแม้จะมีการปรับตัวสูงขึ้นมานานแล้ว แต่ที่ร้านพยายามจะไม่ปรับราคาอาหารขึ้น พยายามขายอยู่ที่ 35-40 บาท ซึ่งยอมใช้วิธีลดกำไรลงบ้าง เพื่อที่จะได้ขายใกล้บ้าน มีเวลาดูแลครอบครัว และไม่เหนื่อยเรื่องการเดินทาง แต่จะไม่ลดปริมาณคุณภาพอาหารลง อย่างไรก็อยากให้รัฐบาลช่วยควบคุมราคาวัตถุดิบให้ถูกลงไม่ควร สูงมาก

นุชนาฏ สาแสง อายุ 50 ปี แม้ค้าขายอาหารตามสั่งย่านการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เล่าว่า ขายบริเวณนี้มานานกว่า 20 ปี เมื่อก่อน ที่ร้านจะขายดีมาก แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้เริ่มขายได้ลดน้อยลง เนื่องจากมีร้านอาหารเปิดใหม่เพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับในการไฟฟ้าฯ มีร้านอาหารไว้บริการพนักงาน และลูกค้าเก่าที่เคยรับประทานก็เกษียณไป ดังนั้นเมื่อพนักงานใหม่ เข้ามาจึงเลือกรับประทานอาหารร้านที่สะดวกและราคาถูกลง เช่น ก๋วยเตี๋ยว สลัด ข้าวแกงตักจานเดียว หรือเข้าร้านสะดวกซื้อ ที่มีตั้งแต่ไข่ต้มและหมูปิ้ง

ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ปัจจุบันลูกค้าที่ร้านหายไปเกือบ 30-40% ซึ่งทาง ร้านต้องปรับตัวตามสภาพโดยเลือกใช้วัตถุดิบที่จำเป็น แต่ต้องคงคุณภาพรสชาติอาหารไว้เพื่อให้ไม่เสียกลุ่มลูกค้าเดิม แต่ถึงอย่างไรก็อยากให้หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยดูแลช่วยเหลือควบคุม เรื่องราคาวัตถุดิบให้ถูกลง เพราะคิดว่าหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้คาดว่าภายใน 2-3 ปีทางร้านคงแย่

ไพร ศรีลาโลอายุ 61 ปี แม่ค้า ข้าวแกงภายภายในกระทรวงแรงงาน เล่าว่า ขายอาหารมากว่า 15 ปี และตลอดเวลาที่ผ่านมาราคาวัตถุดิบก็ เพิ่มขึ้นอยู่ทุกปีในจำนวนที่ไม่มากแต่ค่อยๆ ปรับขึ้น เช่น เนื้อหมูเมื่อก่อนซื้ออยู่ที่ราคาไม่เกิน 100 บาท/กิโลกรัม ปัจจุบันราคา 130-145 บาท/กิโลกรัม ดังนั้นเมื่อราคาวัตถุดิบมีราคาแพงขึ้น ทางร้านจึงต้องปรับตัวโดยเลือกใช้ วัตถุดิบที่ราคาสามารถพอรับได้นำมาปรุงอาหาร และหมุนเวียนเมนูอาหารตามวัตถุดิบที่มีเพื่อควบคุมให้สามารถขายได้ในราคาที่ 25-30 บาท ซึ่งก็พออยู่ได้เนื่องจากทางร้านมีลูกค้าประจา

มุมของของนักวิชาการอย่าง เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยเปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่การประหยัดค่าใช้จ่าย เลือกทำอาหารเองมากขึ้น ลดการรับประทานอาหารในร้านที่มีราคาแพง หากจำเป็นจะเลือกร้านบุฟเฟ่ต์ที่กินได้ไม่อั้นเพราะสามารถควบคุมรายจ่ายได้ แม้สถานการณ์ราคาสินค้าปีนี้ ที่ไม่ได้ขยับขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา

สาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าค่าครองชีพแพงขึ้น เนื่องจากเป็นผลกระทบที่ตลอด 10 ปีมานี้ ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาระบบเชิงโครงสร้างการผลิตและเศรษฐกิจ เห็นได้จากไทยยังคงผลิตสินค้าได้มากขึ้นด้วยวิธีการเดิม ขณะที่ประเทศคู่แข่งผลิตสินค้าได้มากแต่ใช้วิธีใหม่ จึงทำให้ไทยไม่สามารถสู้กับประเทศอื่นได้บนเวทีโลก ประกอบกับเกิดเงินเฟ้อสะสมมาตั้งแต่ปี 2555 และเมื่อประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

เมื่อมีปัญหาเหล่านั้นจึงไม่สามารถสู้ประเทศอื่นได้ ทำให้เงินเข้าประเทศน้อยลงจนเกิดความลำบากสะสม ประกอบกับช่วงที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ถือว่าเป็นก้าวกระโดดที่เร็วเกินไป แม้จะเป็นนโยบายที่ทำให้คุณภาพชีวิตแรงงานดีขึ้นในระยะสั้น แต่ก็ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนย้ายฐานการผลิต โรงงานที่อยู่ก็ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และประกอบกับเกิดภัยธรรมชาติยิ่งทำให้ปัญหาที่สะสมมานานเป็นสาเหตุทำให้ของแพงขึ้นเรื่อยมา จนปัจจุบัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าลดลง ทั้งที่ความเป็นจริงราคาสินค้าขยับเพิ่มขึ้นไม่มาก

ผู้ช่วยรองอธิการฝ่ายวิจัย มหา วิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ประเมินว่า  2-3 ปีนี้จากนี้สถานการณ์ของประเทศ ไทยจะทรงตัวเช่นนี้ แต่หากรัฐบาล ไม่พยายามทำอะไรภายใน 4-5 ปีข้างหน้า เชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจไทยจะแย่ลงกว่านี้ เพราะกำลังซื้อของประเทศ จะอ่อนแอและหากเป็นเช่นนั้น จากเมื่อก่อนที่ไทยเคยแข่งขันการค้ากับประเทศมาเลเซีย และขณะนี้แข่งกับเวียดนาม อนาคตอีก 5 ปีถ้าหากไทยไม่ปรับปรุงพัฒนาคงต้องแข่งขันการค้ากับลาว หรือกัมพูชา

 

เป้าหมายความปลอดภัย ตัวเลขตายปีใหม่ 5% ต้องลดลงจากปีเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/472571

เป้าหมายความปลอดภัย ตัวเลขตายปีใหม่ 5% ต้องลดลงจากปีเก่า

โดย….กันติพิชญ์ ใจบุญ

เป็นที่ถกกันในทุกช่วงเทศกาลปีใหม่เกี่ยวกับ “ยอดตาย” ของประชาชนในการสัญจรบนท้องถนน

ตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตในเทศกาลปีใหม่ 2559 พุ่งสูงถึง 380 ราย และหากนับรวมระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องจบชีวิตบนถนนในเทศกาลปีใหม่มากถึง 4,136 คน เฉลี่ยตายชั่วโมงละกว่า 2 คน หรือวันละเกือบ 54 คน

มาตรการ “หยุดการตาย” บนท้องถนนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐจำต้องเข้ามาเร่งแก้ไขปัญหา

น่าสนใจกับรายงานเพื่อหาทางออกเรื่องดังกล่าวของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ชูหัวข้อเรื่อง “การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน” เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุท้องถนนในช่วงเทศกาล

ในรายงานวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่าประชาชนเลือกใช้ช่วง วันหยุดยาวเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวจำนวนมาก กอปรกับนิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมากกว่าโดยสารรถสาธารณะ ทั้งนี้ก็เพราะความเร่งรีบให้ ถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าทางร่างกาย อีกทั้งยังนิยมเลี้ยงฉลองจนมึนเมา สร้างความคึกคะนอง นำไปสู่ความประมาท ขับขี่รถโดยไม่เคารพกฎจราจร จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นในทุกปี ค่าเฉลี่ยการ เสียชีวิตจึงพุ่งสูงขึ้นในทุกปี โดยล่าสุดปี 2559 ก็มากกว่าปี 2558 ถึง 11%

นอกจากความประมาทส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แล้ว รายงานของคณะกรรมา ธิการฯ ยังพบความไม่มีเอกภาพใน หน่วยงานของการแก้ไขปัญหา ขาด การบูรณาการบวกกับการสร้างพื้นฐานของการขับขี่ที่ไม่เคารพกฎของสังคมให้เด็กและเยาวชนได้เห็นจนคิดว่าเป็น เรื่องปกติ ทั้งการฝ่าฝืนกฎเล็กๆ น้อยๆ สิ่งที่ตามมาจึงเกิดการขาดจิตสำนึกในการรักษากฎระเบียบวินัยบนท้องถนน แม้จะมีวิชาการด้านกฎหมายออกมาให้ข้อมูลอยู่ตลอดก็ตาม

สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจึงนำไปสู่ แผนแม่บทที่ต้องเริ่มตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป โดยแบ่งเป็นแผนระยะสั้น ซึ่งคือการลดตัวเลขผู้เสียชีวิตในปี 2560 โดยมุ่งหวังใช้มาตรการนี้เป็นต้นแบบ ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ทั้งเมาแล้วขับถูกยึดรถ ซึ่งเป้าหมายที่จะเป็นค่าวัดได้ รัฐบาลต้องการลดการ เสียชีวิตจากช่วงเดียวกันของปี 2559 ให้ได้อย่างน้อย 5%

ต่อมาที่แผนระยะกลาง ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 6 ด้าน โดยจะนำหลักการตามที่องค์กรสหประชาชาติมากำหนดกรอบ ที่จะให้ลดอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนให้ได้ 50% ภายในปี 2563 เพราะแต่ละปีประชากรทั่วโลกต้องจบชีวิตบนท้องถนนมากถึง 2.6 หมื่นคน และบาดเจ็บอีกกว่า 8 แสนคน

ตามแผนดังกล่าวของนานาชาติ ประเทศไทยถือเป็นกลุ่มประเทศหลัก ที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะ สถิติที่ไม่เคยโกหกใครระบุเอาไว้ว่า ประเทศไทยเกิดอุบัติทางถนนสูงเป็นอันดับสองของโลก

แผนการปฏิรูประบบความปลอดภัยบนท้องถนนระยะยาวมีกรอบเวลา 20 ปี หนึ่งในนั้นรวมถึงการจัดตั้งศาลจราจร การให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนน (จปถ.) การพัฒนาคุณภาพคนในทุก ช่วงวัยให้มีภูมิคุ้มกันต่อความปลอดภัย โดยให้สถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน สังคม

ในรายงานระบุถึงรูปแบบการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่นที่เน้นตั้งแต่การปลูกฝังเด็ก ให้เรียนรู้ถึงความปลอดภัย และใช้ชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน เช่น ช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องความปลอดภัยทางถนน หรือกำหนดเส้นทางสู่โรงเรียนอย่างปลอดภัยให้เด็ก

ขณะที่ประเทศออสเตรเลียจะเริ่มให้ความรู้กับเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาล โดยจะสอนในลักษณะการเล่นบทบาทในสถานการณ์ ระดับประถมศึกษาต้นจะเรียนรู้ว่าอะไรควรปฏิบัติหรือไม่ควรปฏิบัติ เพื่อให้เด็กจดจำได้ง่าย รวมทั้งการนำกระบวนทางวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นสื่อการสอนเรื่องความปลอดภัย ทางถนน เช่น การข้ามถนน ถ้ารถมาด้วยอัตราความเร็วเท่าใดและต้องใช้ เวลาข้ามถนนเท่าใด

รายงานยังระบุว่า ประเทศไทย จะต้องนำระบบการจัดการศึกษาของ ต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทสภาพการศึกษาและสังคม ของประเทศไทย อาทิ ปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ในระดับต่างๆ 2.นำความรู้เรื่องความปลอดภัยทางถนนบรรจุในโปรแกรม ของการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้  สร้างสภาพแวดล้อมบริเวณภายในโรงเรียนให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ รวมถึงอบรมพัฒนาบุคลากรครูเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยทางถนน