โอนสิทธิพยาบาลให้บริษัทประกัน ความเสี่ยงข้าราชการ 5 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 08:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/468979

โอนสิทธิพยาบาลให้บริษัทประกัน ความเสี่ยงข้าราชการ 5 ล้านคน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สิทธิการรักษาพยาบาลถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานจำเป็นที่คนไทยทุกคนควรได้รับ โดยระบบรักษาพยาบาลของแต่ละกลุ่มอาชีพจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแล ประกอบด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะดูแลประชาชนทั่วไปเกือบ 50 ล้านคน ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท/ปี

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ดูแลผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคน ใช้งบประมาณ 3.8 หมื่นล้าน/ปี และกลุ่มข้าราชการไทยกับครอบครัว 5 ล้านคน กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางเป็นผู้ดูแลใช้งบประมาณ 6 หมื่นล้านบาท/ปี

ทว่า ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ค่ายาสูงขึ้น การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นทุกปี ล่าสุด อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง มีแนวคิดโอนย้ายระบบสิทธิดูแลค่ารักษาพยาบาลข้าราชการจากเดิมที่รัฐเป็นผู้ดูแล เป็นให้บริษัทประกันเอกชนเข้ามาบริหารทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าเพื่อลดการรั่วไหลของงบประมาณ และจะทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นศึกษารายละเอียด ท่ามกลางเสียงคัดค้านของข้าราชการที่เกรงว่า การให้บริษัทประกันดูแลจะมุ่งแต่เน้นผลประโยชน์ กำไร ขาดทุน สุดท้ายข้าราชการจะเสียประโยชน์และสิทธิการรักษาพยาบาลที่ควรได้รับ

นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) กล่าวว่า การปฏิรูประบบรักษาพยาบาลข้าราชการมีการพูดมาตลอด ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลเงินหมดจึงต้องตัดสิทธิประโยชน์หลักออก แต่หลังจากนั้นมีปฏิรูปย่อยเรื่อยมา เช่น เปลี่ยนวิธีจ่ายเงินคนไข้ใน ปรับเรื่องการจ่ายยา รวมถึงมีข้อเสนอว่าควรมีมืออาชีพเข้ามาบริหารระบบให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่งทุกรัฐบาลพยายามให้เอกชนเข้ามารับช่วงบริหารต่อ แต่หลังการพูดคุยทุกครั้งเรื่องมักเงียบหายไป

“ครั้งนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน แต่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ซื้อเวลามานานมากเกิน ซึ่งมองว่าไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะมาบริหารแต่การดูแลคน 4-5 ล้านคน ใช้เงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท/ปี ควรมีระบบที่เป็นรูปธรรมดูแล เพราะระบบนี้มีขนาดใหญ่กว่าตลาดประกันเอกชนที่มีเพียง 3-4 ล้านกรมธรรม์ มีเงินหมุนเวียนไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท” นพ.ถาวร กล่าว

ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีข้อดีคือ ดูแลคุ้มครองข้าราชการกับครอบครัวได้อย่างกว้างขวาง ส่วนข้อเสียคือ ถึงแม้จะมีการจัดทำทะเบียนข้อมูลและกลไกการเบิกจ่ายที่สามารถตรวจสอบได้บางส่วน แต่ยังไม่มีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ เพราะที่มีอยู่มีเพียงบุคลากรดูแล 20 คนเท่านั้น

ปัญหา คือ บริษัทประกันยังใช้โมเดลเดิม คือ รักษาหายก็ให้ผู้ป่วยกลับบ้าน และบริษัทประกันหากอายุเกิน 60 ปี หรือเป็นโรคก็ไม่รับ เมื่อค่าใช้จ่ายถึงในระดับหนึ่งก็หยุดจ่าย สิ่งเหล่านี้เป็นระบบที่ใช้มานาน ฉะนั้นระบบใหม่ต้องรองรับสังคมผู้สูงอายุ ควบคู่กับการติดตามดูแลให้ความรู้ผู้ป่วยให้เกิดความแข็งแรงในระยะยาว

นี่คือการแก้ปัญหาที่แท้จริงๆ ไม่ใช่อยู่ที่บริษัทประกัน แต่รู้หรือไม่ว่าจะต้องแก้ปัญหาอะไร เพราะอนาคตงบ 6 หมื่นล้านบาท ที่ใช้รักษาข้าราชการและครอบครัวคงไม่พอ หรือถ้าจะให้เอกชนรับภาระส่วนเกินก็อาจทำให้บริษัทเจ๊งได้ เพราะส่วนต่างแต่ละปีสูงถึงหลักพันล้านบาท แต่ไม่ควรตกใจเพราะเรื่องเงินเฟ้อเกิดขึ้นทุกวัน เพียงแต่ต้องรู้ว่าการทำให้ระบบสวัสดิการมีคุณภาพมากขึ้น

นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายที่จะให้เอกชนเข้ามาดูแลถือว่าเป็นการแก้ปัญหาผิดจุดและขอคัดค้าน เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงตามมา เช่น ข้าราชการได้รับสิทธิลดลง รวมถึงจะมีผลกระทบต่อระบบการเงินของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ดังนั้น อยากให้กระทรวงการคลังที่กำลังเดินหน้าอยู่ อธิบายเหตุผลให้สังคมรับทราบว่านโยบายครั้งนี้มีรายละเอียดหลักประกันที่ดีกว่าเดิมอย่างไร เพื่อให้ข้าราชการไม่เสียประโยชน์

ปัจจุบันเงินที่ดูแลระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวอยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านบาท/ปี หากทำระบบใหม่จะมีการปรับงบให้เหลือ 6 หมื่นล้าน/ปี งบประมาณจะหายไปทันที 20% รวมถึงบริษัทประกันต้องกันเงินส่วนหนึ่งอย่างน้อย 30% ไว้เป็นค่าบริหารจัดการสร้างระบบและกำไรของบริษัท ฉะนั้นตัวเลขหลังจากที่ถูกตัดออกแล้วจะเหลือเงินเข้าสู่ระบบที่ไว้ดูแลข้าราชการเพียง 4.8 หมื่นล้านบาท ในขณะที่เทคโนโลยีทางการแพทย์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การแก้ปัญหานี้สามารถใช้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ตามมาตรา 9 เพื่อขอออกกฤษฎีกาโอนหน้าที่บริหารจากกรมบัญชีกลางมาเป็น สปสช.ได้ทันที โดยไม่ต้องตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ เพราะ สปสช.ก็เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลสูง สามารถรองรับดูแลระบบข้าราชการอีก 5 ล้านคนได้ และระบบการทำงานยังเชื่อมโยงกับระบบข้าราชการจึงไม่ต้องปรับมาก ส่วนปัญหาค่าใช้จ่ายบานปลายเชื่อว่าสามารถเจรจารูปแบบรัฐต่อรัฐได้

 

“สถาบันภูมิราชธรรม” ต่อยอดชีวิตกับวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2559 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/468652

"สถาบันภูมิราชธรรม" ต่อยอดชีวิตกับวิถีพอเพียง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา ใน พ.ศ. 2560 และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในด้านการศึกษาและศิลปวิทยาการ ทั้งฝ่ายวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ทุกแขนง

ตลอดจนน้อมนำพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพที่ทรงมีอยู่เต็มเปี่ยมในความรู้ทุกด้าน และได้ยังให้เกิดประโยชน์สุขแก่พสกนิกรมาช้านาน เพื่อมาเป็นแบบอย่างในการจัดกระบวนการศึกษาเรียนรู้ อีกทั้งเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีอยู่เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของประชาชาติไทยไปในอนาคตกาลโดยไม่มีเวลาสิ้นสูญ

ทำให้รัฐบาลยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงศึกษาธิการเสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันภูมิราชธรรม และเนื่องจากสถาบันดังกล่าวเป็นสถาบันทางอุดมศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐและอยู่ในอุปถัมภ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงต้องเสนอร่างกฎหมายเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติและให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา สนช.ส่วนใหญ่เห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.สถาบันภูมิราชธรรม วาระแรกด้วยคะแนนเอกฉันท์ 217 เสียง

สำหรับสถาบันภูมิราชธรรม จะสร้างอยู่ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จำนวน 436 ไร่ โดยใช้กองทุนประเดิม 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้งบประมาณของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดให้เป็นรายปี รวมถึงเงินหรือทรัพย์ที่มีผู้อุทิศให้

อย่างไรก็ดี กฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้ อาทิ มาตรา 5 ให้ รมว.ศึกษาธิการรักษาการตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 6 ให้สถาบันดังกล่าวมุ่งหวังให้บัณฑิตมีคุณธรรมกำกับความรู้ เพียบพร้อมด้วยสติปัญญาและจริยธรรม ใฝ่รู้ กอปรด้วยวิจารณญาณ มีความซื่อสัตย์ ความอ่อนโยน ความเพียร ความอดทนอดกลั้น

ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีจิตสำนึกช่วยเหลือผู้ที่ด้อยและอ่อนแอกว่า มีจิตใจเสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และตั้งมั่นในความยุติธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม

มาตรา 12 กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ แต่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันต้องได้รับการคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน

มาตรา 13 สถาบันมีอำนาจหน้าที่กระทำการต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมาตรา 6 อาทิ (1) ซื้อ ขาย รับจ้าง สร้าง จัดหา โอนเช่า หรือทำนิติกรรมใดๆ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของสถาบัน ตลอดจนถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง มีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา หรือมีสิทธิต่างๆ ในทรัพย์สินของสถาบัน และจำหน่ายทรัพย์สินทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุดหนุนหรืออุทิศให้

(2) ดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ในการให้การศึกษาและการบริการทางวิชาการ (3) รับค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการในการให้บริการภายในอำนาจหน้าที่ของสถาบัน รวมทั้งทำความตกลงและกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการนั้น

(4) ร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน หรือกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ และ (5) กู้ยืมเงินและให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สิน ถือหุ้น เข้าเป็นหุ้น และลงทุนหรือร่วมลงทุน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของสถาบัน ทว่า ถ้าเป็นจำนวนเงินเกินกว่าวงเงินที่รัฐมนตรีกำหนด ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน

มาตรา 14 รายได้สถาบัน อาทิ (1) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี (2) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบัน (3) เงินที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบให้เพื่อจัดตั้งกองทุนภูมิราชธรรม หรือมอบสมทบภายหลัง และรายได้ ดอกผล หรือผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว

มาตรา 16 บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สถาบันได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือซื้อด้วยเงินรายได้ของสถาบัน หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินของสถาบัน หรือได้มาโดยทางอื่น ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบัน มาตรา 18 บรรดารายได้และทรัพย์สินของสถาบันจะต้องจัดการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา 6

อย่างไรก็ตาม แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว สถาบันต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้อุทิศหรือทายาท หากไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏ จะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาสถาบัน

ส่วน หมวด 2 การดำเนินการ มาตรา 19 ให้มีสภาสถาบัน ประกอบด้วย (1) นายกสภาสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง (2) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 10 คน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกสถาบัน

(3) กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการบดีและผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (4) กรรมการสภาสถาบัน จำนวน 3 คน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี จำนวน 1 คน จากผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีจำนวน 1 คน และจากผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะจำนวน 1 คน

(5) กรรมการสภาสถาบัน จำนวน 2 คน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำ มิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (3) และ (4) โดยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตาม (2) (4) และ (5) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภาสถาบัน

ทั้งนี้ ต้องสรรหากรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจากรายชื่อที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอ จำนวน 1 คน ให้สภาสถาบันเลือกกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง เป็นอุปนายกสภาสถาบัน และให้อุปนายกสภาสถาบันทำหน้าที่แทนนายกสภาสถาบัน

เมื่อนายกสภาสถาบันไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอุปนายกสภาสถาบัน ให้สภาสถาบันเลือกกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งทำหน้าที่แทนนายกสภาสถาบัน ให้สภาสถาบันแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่ง ซึ่งมิใช่กรรมการสภาสถาบันตาม (4) เป็นเลขานุการสภาสถาบัน และจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการด้วยก็ได้

 

รัฐ-เอกชนลุยกระตุ้นเที่ยวไทยฤดูหนาวปั๊มศก.ปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/468630

รัฐ-เอกชนลุยกระตุ้นเที่ยวไทยฤดูหนาวปั๊มศก.ปลายปี

โดย…พีรดา ปราศรีวงค์

ผู้ที่อยู่ในวงการท่องเที่ยววาดหวังว่าอุณหภูมิที่ลดลงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะช่วยสร้างสีสันทางการท่องเที่ยวภายในประเทศให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังคนไทยตกอยู่ในบรรยากาศโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

นอกจากนี้ นโยบายการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่มีแผนสำรองรองรับกับผลกระทบที่จะตามมาด้านการบริหารจัดการในการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำให้ไตรมาส 4 ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยต้องลุ้นระทึกว่าการเติบโตในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีจะรุ่งหรือร่วง สามารถพลิกฟื้นสร้างความคึกคัก สร้างรายได้ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตบโต๊ะลั่นห้องสั่งการเมื่อครั้งมาประชุมร่วมกับข้าราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปั๊มรายได้ทางการท่องเที่ยวไตรมาสนี้เติบโต 6% เมื่อเทียบกับ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

แม่ทัพใหญ่ด้านส่งเสริมการตลาดกระตุ้นให้คนไทยและต่างชาติเดินทางเที่ยวไทย อย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เล่าว่า ททท.ได้เตรียมแผนยุทธศาสตร์การตลาดกระตุ้นการเดินทางในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี ตลอดเดือน ธ.ค.นี้ ให้นักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายที่ตั้งไว้กว่า 5.5 แสนคน แบ่งเป็น ต่างชาติ 3 แสนคน คนไทย 2.5 แสนคน/ครั้ง ช่วยเพิ่มรายได้ตลาดต่างประเทศกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

สำหรับแนวทางกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในปีนี้ มาในรูปแบบเทกระจาดสวนกระแสฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ของทุกปี ที่เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถปรับราคาห้องพักได้ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทว่าปีนี้รัฐบาลได้คลอดหลายมาตรการจูงใจดึงกำลังซื้อภายในและภายนอกให้คืนชีพกลับมา อย่างตลาดในประเทศได้ออกมาตรการหักลดหย่อนภาษีการเดินทางท่องเที่ยวเป็นของขวัญให้คนไทยที่เดินทางพร้อมใช้จ่ายค่าที่พักโรงแรมที่มีใบอนุญาตประกอบการถูกต้องตามกฎหมาย ค่าแพ็กเกจทัวร์กับบริษัททัวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในช่วงวันที่ 1-31 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ สามารถนำใบเสร็จรับสิทธิหักลดหย่อนภาษีเพิ่มอีก 1.5 หมื่นบาท/คน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์การหักลดหย่อนเพิ่มเติม จากเดิมที่คนไทยเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค-31 ธ.ค. 2559 รวมสิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 3 หมื่นบาท จากเดิม 1.5 หมื่นบาท

“ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ มีวันหยุดติดต่อกันหลายสัปดาห์ เชื่อว่ามาตรการนี้จะจูงใจให้คนไทยวางแผนเที่ยวในประเทศได้ รวมถึงอากาศที่หนาวเย็นทางภาคเหนือ ภาคอีสาน จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ โดย ททท.ได้สอบถามไปยังพื้นที่ต่างๆ พบว่าบริเวณที่พักพื้นที่ดอยส่วนใหญ่มียอดการจองเต็มถึงเดือน ก.พ.ปีหน้าแล้ว”ยุทธศักดิ์ กล่าว

เดือนสุดท้ายปลายปีนี้ ททท.ได้มอบหมายให้ทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทยจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่หลากหลายในแต่ละพื้นที่ เช่น เทศกาลดนตรีแจ๊ซ ภายใต้แนวคิด แจ๊ซ อิน ดิ เวิลด์ เฮอริเทจ ระหว่างวันที่ 26-27 พ.ย. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และเทศกาลดนตรีแจ๊ซ จ.ชลบุรี เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานรวม 5-7 หมื่นคน โดยแต่ละภูมิภาคต้องกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเพิ่มกว่า 5 หมื่นคน/ครั้ง ทั้ง 5 ภูมิภาค

ในส่วนตลาดต่างประเทศ ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา (วีซ่า) เข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2559-28 ก.พ. 2560 ใน 19 ประเทศ เช่น จีน อินเดีย รวมถึงปรับลดค่าธรรมเนียมวีซ่าออนอะไรวัล จาก 2,000 บาท/คน เป็น 1,000 บาท/คน ในช่วงดังกล่าวด้วย เพื่อลดความแออัดบริเวณสนามบิน รวมถึงอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่วางแผนเดินทางมาไทยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นี้ มาตรการดังกล่าวจะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาไทยได้เพิ่มขึ้น

ยุทธศักดิ์ บอกอีกว่า ททท.ได้แบ่งแผนการส่งเสริมตลาดใน 2 ส่วนใหญ่ ได้แก่ แผนตลาดระยะใกล้ เน้นตลาดจีน ได้สั่งการสำนักงาน ททท. ในประเทศจีน 5 แห่ง ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู กวางโจว และคุนหมิง ร่วมจับมือกับสายการบิน บริษัททัวร์โฮลเซลขนาดใหญ่ของบริษัทจีน จัดรายการส่งเสริมการขาย เช่น เพิ่มมูลค่าแพ็กเกจทัวร์ การจัดกิจกรรมท่องเที่ยว เน้นสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยว การเพิ่มช่องทางสินค้าช็อปปิ้ง ผ่านสินค้าและบริการที่หลากหลาย เช่น แพ็กเกจ กอล์ฟ สปา การตรวจเช็กสุขภาพ การเสริมความสวยความงาม เป็นต้น โดยแพ็กเกจดังกล่าวตั้งเป้าไว้ที่ 1.2 แสนแพ็กเกจ เช่น ซี ทริป ซึ่งเป็นช่องทางออนไลน์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจีน ตั้งเป้าจำหน่ายผ่านช่องทางนี้กว่า 1 แสนแพ็กเกจ

ด้านแผนระยะใกล้มุ่งเจาะตลาดอาเซียน ภายใต้แนวคิด วีกเอนด์ เดสติเนชั่น กระตุ้นให้เกิดความถี่ในการเดินทางอย่างน้อยอีก 1 แสนคน เช่น ตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา โดยได้สั่งการให้ ททท.สำนักงานในประเทศที่มีพื้นที่ติดกับเพื่อนบ้าน หรือมีเขตติดต่อกับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น จ.เชียงราย หนองคาย สระแก้ว กาญจนบุรี ตาก นครพนม และหาดใหญ่ จัดกิจกรรมกิน ช็อป เที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ พร้อมสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ท่องเที่ยวพร้อมเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งมองว่านักท่องเที่ยวอาเซียนมีความถี่ในการเดินทาง เพราะเป็นตลาดที่ใช้เวลาการเดินทางไม่มากนัก ขณะที่บางประเทศสามารถเดินทางข้ามเขตชายฝั่งบริเวณชายแดนได้

“ช่วง 3 เดือนที่มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า แต่นักท่องเที่ยวต้องยื่นทำวีซ่าตามปกติ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศไทยนั้น ททท.จะเร่งร่วมมือกับพันธมิตรสายการบิน บริษัททัวร์ สื่อออนไลน์ ช่องทางการตลาดอื่นๆ ที่เหมาะสมในแต่ละตลาด ขยายฐานนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาไทยให้ปักหมุดเลือกเที่ยวเมืองไทยก่อนเป็นที่แรก” ยุทธศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ธ.ค. ททท.ร่วมกับ บริษัท การบินไทย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเป็นคนที่ 30 ล้าน พร้อมมอบบัตรของขวัญโรงแรมที่พักระดับ 5 ดาว กรุงเทพฯ หัวหิน พัทยา จำนวน 5 คืน พร้อมตั๋วเครื่องบินโดยสารไปกลับประเทศไทยอีกครั้ง จำนวน 2 ใบ และโครงการนี้จะร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวคนที่ 31 และ 32 ล้าน ตามลำดับ

ด้าน ภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เล่าว่า ในเดือนธ.ค.นี้ สมาคมฯ ได้ร่วมกับสมาชิกจำหน่ายแพ็กเกจทัวร์ 70 เส้นทางตามรอยพระบาท โดยเลือกเส้นทางที่รถบัสและการเดินทางในลักษณะกลุ่มใหญ่เข้าถึงพื้นที่ได้นำเสนอต่อนักท่องเที่ยวคนไทย เช่น พิพิธภัณฑ์ ยายตุ้ม จ.นครพนม เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนการซื้อทัวร์ประมาณ 10% เทียบจากปัจจุบันคนไทยเดินทางผ่านบริษัททัวร์ 30% เดินทางเที่ยวด้วยตัวเอง 70%

ทั้งนี้ มาตรการหักลดหย่อนภาษีที่รัฐบาลออกมากระตุ้นการท่องเที่ยวจะได้รับความสนใจมากน้อยสามารถจูงใจให้เกิดการเดินทางได้จริงหรือไม่นั้น ต้องเร่งโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้องให้กับคนไทย หรือการนำดารา เซเลบริตี้ที่มีชื่อเสียง ร่วมโปรโมทสร้างความแรงให้กับมาตรการด้วย

มาตรการที่รัฐบาลจัดให้ในโค้งสุดท้าย รวมถึงตารางวันหยุดยาวติดต่อกันแบบสัปดาห์เว้นสัปดาห์เดือนธ.ค.นี้ ในฐานะคนไทยใครยังไม่วางแผนเที่ยวสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็นของประเทศตัวเอง ควรเร่งวางแผนปักหมุดการท่องเที่ยวโดยด่วน เพราะการเดินทางท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นนอกจากจะช่วยประสบการณ์การเรียนรู้แล้ว นักเดินทางยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นชีพจรเศรษฐกิจประเทศที่แผ่วลงให้เต้นเร็วขึ้นจนกลับเข้าสู่จังหวะปกติได้

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ปีนี้ไทยหนาวนาน-เย็นฉ่ำกว่าปีที่แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/468576

ผู้เชี่ยวชาญชี้ปีนี้ไทยหนาวนาน-เย็นฉ่ำกว่าปีที่แล้ว

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์หน้าหนาวปีนี้ได้รับการยืนยันจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า จะเย็นลงและยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะกระตุ้นให้คนไทยอยากจะเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น

วันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า สถานการณ์อากาศเย็นในปีนี้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นที่พัดลงมาจากขั้วโลกเหนือผ่านมาทางรัสเซีย จีน และเข้ามาไทยทำให้ในปีนี้ประเทศไทยจะมีฤดูหนาวยาวไปถึงกลางเดือน ก.พ. 2560

สำหรับอุณหภูมิความเย็นในแต่ละพื้นที่ ภาคเหนือ อีสานเริ่มมีอากาศเย็นมาตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. ซึ่งอุณหภูมิความเย็นจะลดต่ำลงสูงสุดช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2559 ถึงกลางเดือน ม.ค. 2560 โดยจุดที่อุณหภูมิจะลดลงต่ำสุดจะอยู่ในภาคเหนือเป็นหลักซึ่งจะลดต่ำถึงเหลือเลขตัวเดียว

ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ช่วงแรกที่เข้าสู่ฤดูหนาวอากาศไม่เย็นมากแต่เพิ่งเริ่มมีอากาศเย็นในตอนเช้าช่วงนี้เพราะได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นที่พัดลงมามากจากประเทศจีน คาดว่าในปีนี้กรุงเทพฯ ช่วงที่อากาศเย็นที่สุดอยู่ช่วงต้นเดือน ม.ค. 2560 โดยอุณหภูมิจะลดลงต่ำอยู่ที่ 15-16 องศาเซลเซียส แต่จะเป็นวันไหนต้องรอประเมินดูสภาพมวลอากาศเย็นก้อนใหญ่ที่จะพัดลมหนาวมาอีกครั้ง ก่อนที่ กทม.จะหมดฤดูหนาวช่วงต้นเดือน ก.พ.

ขณะที่ภาคใต้ปีนี้อากาศจะไม่หนาวเย็นมาก อาจมีบางวันอากาศจะเย็นในตอนเช้า แต่พื้นที่ส่วนใหญ่จะมีฝนตกไปถึงกลางเดือน ม.ค. เนื่องจากภาคใต้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมในอ่าวไทยที่พัดพาเอาความชื้นเข้าหาชายฝั่ง ทำให้มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่โดยเฉพาะฝั่งอ่าวไทย ทำให้ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ลงไปมีฝนตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ และวันที่ 1-4 ธ.ค.นี้ จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำทำให้เกิดฝนตกหนักเกิดคลื่นลมแรง

อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวด้วยว่า ฤดูหนาวในปีนี้ระยะเวลาจะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา แต่อุณหภูมิความเย็นจะไม่ลดต่ำลงมากเท่ากับปีที่แล้ว สภาพอากาศเย็นจะมีเป็นช่วงๆ คือ อากาศอุ่นขึ้น 3-4 วันก็จะกลับไปหนาวใหม่ จึงขอเตือนประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน ขอให้ระวังเรื่องสุขภาพเพราะปีนี้อากาศเย็นจะนาน รวมถึงขอให้ระวังเรื่องการจุดไฟเพราะเมื่ออากาศเย็นประชาชนมักนิยมก่อกองไฟคลายหนาว

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ระบุว่า เป็นไปได้อย่างยิ่งที่ฤดูหนาวปีนี้จะมีอากาศหนาวเย็นลงกว่าค่าเฉลี่ยเพราะสภาพอากาศโดยภาพรวมในปีนี้ยังอยู่ในอิทธิพลของ ลานินญา ซึ่งพบว่าในช่วงปลายๆ ของปีที่เกิดปรากฏการณ์นี้ทุกครั้ง จะสำรวจพบหรือบันทึกได้ว่า อากาศจะหนาวเย็นกว่าปีที่ไม่มีลานินญา

ทั้งนี้ ปีนี้จะมีอากาศแกว่งตัวแรงกว่าปกติ ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์หิมะที่ตกลงมาตกค่อนข้างเร็วในรอบ 54 ปี ในประเทศญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแกว่งตัวของมวลอากาศเย็นในบริเวณโดยรอบมหาสมุทรอาร์กติก ขั้วโลกเหนือ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวในประเทศญี่ปุ่นเร็วกว่าปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ตรงตามปรากฏการณ์ต่างๆ ทุกครั้งไป เพราะยังมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรเกิดขึ้นได้ในระหว่างนั้นเสมอ เช่นปีนี้ซึ่งมีลานินญาแรงตอนต้นปีจึงมีการคาดการณ์ว่าลานินญาน่าจะหมดเร็วหรือหมดไปแล้วเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา แต่ปรากฏการณ์นี้ก็ยังลากยาวมาถึงปัจจุบัน

อานนท์ กล่าวว่า ไม่เฉพาะแต่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ประเทศจีนบางส่วนและเกาหลี ก็มีสภาพอากาศค่อนข้างเย็นในช่วงนี้ ขณะที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบบางส่วน และประกอบกับสภาพอากาศในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้พื้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือประชาชนส่วนใหญ่จะได้สัมผัสถึงอากาศหนาวเย็น

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นผลมาจากมวลอากาศเย็นทางภาคเหนือปะทะกับอากาศอุ่นชื้นจากภาคใต้ และคาดว่าในเดือน ธ.ค.-ม.ค. 2560 อุณหภูมิโดยรวมของประเทศไทยจะลดลงและมีอากาศหนาวเย็นมากขึ้นตามลำดับ อุณหภูมิเฉลี่ยโดยทั่วไปจะต่ำกว่าปี 2558 และประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีโอกาสได้สัมผัสอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสได้ประมาณ 3-4 วันเป็นอย่างน้อย

 

ปลดล็อกคนไทยไร้สัญชาติ 4 แสนคน สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทำงานได้ทุกอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467737

ปลดล็อกคนไทยไร้สัญชาติ 4 แสนคน สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทำงานได้ทุกอาชีพ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่มีการเรียกร้องให้คนไร้สัญชาติและครอบครัวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคนควรได้รับสิทธิ เช่น การได้รับสัญชาติไทย สิทธิการเดินทางในประเทศ และการทำงานที่เสรี เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอย่างมั่นคง

จนเมื่อวันที่ 15 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามมาตรา 13 พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 อนุญาตให้คนต่างด้าวที่อาศัยในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและได้รับการผ่อนผันให้อาศัยเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงบุตรของคนต่างด้าวดังกล่าวที่เกิดในไทย และคนต่างด้าวซึ่งอยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติไทยตามกฎหมาย ทำงานได้ทุกประเภท ยกเว้นต่างด้าวสัญชาติอื่นๆ เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ซึ่งอาจถือเป็นการปลดล็อกจากเดิมที่กำหนดให้คนกลุ่มนี้ทำงานได้เพียง 27 อาชีพเท่านั้น

สิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ขยายความว่า กฎหมายฉบับนี้ออกเพื่อให้ผู้อพยพที่ได้รับการผ่อนผันซึ่งเข้ามาในไทยตั้งแต่โบราณ แต่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เช่น คนพื้นที่สูง คนพลัดถิ่น กลุ่มตองเหลือง ให้สามารถทำงานได้ทุกประเภทตั้งแต่วันนี้ จากเดิมให้เพียง 27 อาชีพเท่านั้น

“ตอนนี้จะเป็นหมอ ทนายความ อะไรทำได้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อจำกัด เพียงหากจะเดินทางไปทำงานพื้นที่อื่นของประเทศควรแจ้งฝ่ายปกครองให้รับทราบเพื่อรู้ถึงสถานะปัจจุบัน ประกาศนี้จะช่วยปลดล็อกทำให้ประเทศไทยมีกำลังแรงงานเข้ามาเติมในอุตสาหกรรมที่ขาดมากขึ้น” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ มองว่า นโยบายนี้ถือว่าเป็นการปลดล็อกปัญหาคนไร้สัญชาติได้ เนื่องจากเรื่องนี้หลายฝ่ายร่วมกันผลักดันมานานกว่า 10 ปี จึงขอชื่อชมว่าเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษย์ชนครั้งแรก

เนื่องจากก่อนหน้านี้บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยถือเป็นคนต่างด้าวแทบจะไม่มีสิทธิทำงาน เว้นเฉพาะงานบางอย่างที่รัฐยินยอม เพราะคนต่างด้าวไร้สัญชาติที่มีจำนวนกว่า 4 แสนคน ในไทยไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นสัญชาติไทย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นชาวเขา ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มชาติพันธุ์ อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงมานานกว่า 40-50 ปี ไม่มีโอกาสติดต่อกับหน่วยงานรัฐ จึงทำให้ไม่ได้รับสัญชาติ แต่คนกลุ่มนี้มีความกลมกลืนกับสังคมไทยมาโดยตลอด

นักสิทธิมนุษยชนผู้นี้ ฉายภาพว่า บุคคลกลุ่มนี้กระจายอยู่ในจังหวัดแนวชายแดน เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมปลูกผัก ปลูกข้าว ปลูกผลไม้ หาของป่า รับจ้างเพื่อเลี้ยงชีพ

ขณะที่เยาวชนรุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2548 กฎหมายเปิดโอกาสให้เรียนระดับชั้นต่ำสุดไม่น้อยกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงทำให้เด็กไร้สัญชาติรุ่นใหม่จบปริญญาตรีมากขึ้น แต่หลายคนเมื่อจบการศึกษาแล้วไม่มีโอกาสทำงานตามความรู้ความสามารถเนื่องจากติดขัดข้อจำกัดกฎหมายการทำงาน ฉะนั้นการที่รัฐออกประกาศนี้จะทำให้คนกลุ่มนี้รวมถึงเยาวชนรุ่นใหม่ที่อยู่ประเทศไทยเป็นเวลานานทำงานได้ทุกอาชีพจะเป็นการปลดล็อกปัญหาดังกล่าว

นอกจากนี้ จะเป็นการให้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเรื่องการทำงาน และช่วยประเทศพัฒนาแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้มาก

พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนและบุคคลไร้สัญชาติ มองว่า ประกาศที่ออกมามีการใช้ภาษากฎหมายที่
ซับซ้อน หากใครไม่เข้าใจเรื่องนี้จริงจังจะทำให้คนที่ไร้สัญชาติกลุ่มหน้าๆ ตกหล่นหายไป ซึ่งมองว่าสิ่งที่ออกมายังไม่สมบูรณ์ ฉะนั้นหากวิธีปฏิบัติไม่ชัดเจนอาจช่วยไม่ได้จริงและอาจเอื้อต่อการทุจริต ประเด็นหลักที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มชาวเขาและชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอาศัยอยู่นาน

นักวิชาการด้านกฎหมาย ระบุว่า หลักการในมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าวที่ใช้ คือ ต้องการใช้กับคนต่างด้าวที่ถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายซึ่งยังไม่มีสัญชาติ แต่ก็มีคนไร้สัญชาติที่ไม่ถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายแต่เป็นคนไร้สัญชาติ เช่น อยู่ในเยาวราช ตรงนี้เป็นอีกกลุ่มที่อยู่ในมาตรา 9 ซึ่งถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว มองว่าคนเหล่านี้ควรจะได้รับสิทธิดีที่สุด

พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า วันนี้ต้องชมเชยกระทรวงแรงงาน สภาความมั่งคงแห่งชาติเพราะคนเหล่านี้ไม่มีประเทศต้นทางเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ฉะนั้นรัฐควรต้องดูแล แต่การแก้ไขปัญหานี้เสนอว่าควรประกาศใช้กลุ่มคนในมาตรา 9 เพิ่มเติม และเขียนกฎหมายให้ชัดเจน เพราะที่ประกาศออกมานี้ใช้เพียงมาตรา 13 ถ้าตั้งเป้าจะช่วยคนไร้สัญชาติทุกคนที่เข้ามานานแล้ว ไม่ควรเลือกปฏิบัติเพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีประเทศต้นทาง ฉะนั้นคนต่างด้าวที่เข้ามานานควรได้รับการพิจารณาที่สุด

“ต่างด้าวแท้ คือ มีรัฐและเจ้าของสัญชาติดูแลจริง แต่นโยบายนี้ควรใช้กับต่างด้าวเทียมที่ไม่มีเจ้าของสัญชาติซึ่งเขาเป็นคนของประเทศไทย เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของคนไทยที่โชคร้าย ฉะนั้นคนกลุ่มนี้ควรได้รับสิทธิการทำมาหากินอย่างสุจริต ไม่ถูกเรียกเก็บเงิน ไม่ถูกนายจ้างเอาเปรียบ ซึ่งเป้าหมายที่รัฐบาลทำมาถูกแล้ว แต่ควรทำให้ชัดเจน” รศ.พันธุ์ทิพย์ กล่าว

 

“ยกระดับคนขับให้เป็นกัปตัน”…ถอดบทเรียนอุบัติเหตุรถทัวร์ตกเหว18ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467703

"ยกระดับคนขับให้เป็นกัปตัน"...ถอดบทเรียนอุบัติเหตุรถทัวร์ตกเหว18ศพ

โดย…ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน

จากกรณีอุบัติเหตุรถโดยสาร บขส.999 ทะเบียน 32-4188 กรุงเทพมหานคร ซึ่งชมรมผู้เกษียณอายุ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เช่าเหมาเดินทางมาเที่ยวที่ จ. แพร่ และ จ.น่าน ได้ประสบอุบัติเหตุขณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตกเหวลึกข้างทางบริเวณเขาพลึง ต.ด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ มีผู้เสียชีวิต 18 ราย บาดเจ็บ 20 คน

ทั้งนี้ รมว.คมนาคมฯ ได้เน้นย้ำการบริการของ บขส. ให้มีความเข้มงวดเรื่องมาตรฐานการเดินรถเทียบเท่ากับมาตรการด้านการบิน โดยเฉพาะการกำหนดเส้นทางการเดินรถจะต้องมีความชัดเจนว่าจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางไปที่ไหน เพื่อมีหลักฐานเก็บบันทึกไว้หากมีปัญหาเกิดขึ้น ขณะที่คนขับรถและพนักงานต้อนรับบนรถโดยสาร (บัสโฮสเตส) ก็ต้องแนะนำตัวเองต่อผู้โดยสารว่าชื่อ นามสกุลอะไร เนื่องจากเป็นบุคคลที่ดูแลชีวิตของผู้โดยสาร ขณะเดียวกันต้องคุมเข้มในเรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัย โดยบัสโฮสเตสจะต้องแจ้งให้ผู้โดยสารได้รับทราบ ถ้าไม่คาดเข็มขัดก็ไม่สามารถที่จะออกรถได้

พร้อมทั้งสั่งการให้กรมการขนส่งทางบก กำหนดมาตรการที่ชัดเจนให้กับ บขส. และรถร่วม บขส. เกี่ยวกับการจำกัดชั่วโมงการขับขี่รถโดยสารประจำสัปดาห์ด้วยว่า แต่ละสัปดาห์จะต้องมีชั่วโมงขับรถไม่เกินเท่าใด ทำเหมือนกับการจำกัดชั่วโมงการบินของนักบินหรือกัปตันบนเครื่องบิน เพื่อให้ผู้ขับขี่พักผ่อนเพียงพอและไม่เป็นความเสี่ยงภัยในการขับรถ เนื่องจากปัจจุบันมีข้อกำหนดเฉพาะกำหนดเวลาการพักรถในระหว่างวันเท่านั้นซึ่งกำหนดว่าทุกๆ 4ชม. ผู้ขับขี่จะต้องมีการจอดพักรถเป็นระยะเวลา 30 นาที ซึ่งต่อไปอาจมีการกำหนดเป็นรายสัปดาห์ว่า สัปดาห์หนึ่ง คนขับรถจะสามารถขับได้กี่ชั่วโมง รวมทั้งให้กรมการขนส่งทางบกและบขส.ติดตามข้อมูลเรื่องระบบติดตามรถ (จีพีเอส) เพื่อเฝ้าติดตาม (มอนิเตอร์)รถโดยสาร ควบคุมความเร็ว และป้องกันไม่ให้รถออกนอกเส้นทาง

 

การผลักดันให้เกิด นโยบาย “คนขับรถ” ที่มีความเป็นวิชาชีพเทียบเท่ากัปตัน ถือเป็นสิ่งที่ดีกับประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องฝากชีวิตไว้กับรถสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถประจำทางและรถไม่ประจำทาง (เช่น รถทัศนาจร รถนักเรียน รถรับส่งพนักงาน ฯลฯ) ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มมีตัวอย่างที่ดีเกิดขึ้นในหลายบริษัทฯ เช่น ระบบบริหารจัดการของ บ.นครชัยแอร์ มนตรีทรานสปอร์ต ฯลฯ แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับบริการที่มีอยู่ โดยสาเหตุที่ทำให้ระบบจัดการลักษณะนี้ทำได้ช้าและจำกัด มีหลายปัจจัยแต่ที่สำคัญ คือ

(๑) โครงสร้างการประกอบการรถสาธารณะ ทั้งรถประจำทางและรถไม่ประจำทาง ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80  จะเป็นรายย่อย มีรถ 1-2 คัน ทำให้การลงทุนเพื่อยกระดับความปลอดภัย พัฒนาคนขับเป็น “กัปตัน” การดูแลรักษา (maintenance) สภาพรถ การเปลี่ยนอะไหล่ตามระยะเวลา เป็นไปได้ยากเพราะมีต้นทุนที่สูง

(๒) เมื่อเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้ระบบบริหารจัดการพนักงานขับรถ ตั้งแต่การคัดเลือก การฝึกอบรมพัฒนาทักษะ การกำหนดเงินเดือนในระดับที่สูงเพียงพอ สวัสดิการคนขับ การพักตามกำหนด การให้รางวัลหรือลงโทษ ฯลฯ ไม่สามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกับบริษัทใหญ่ที่มีจำนวนรถ ระบบบำรุงรักษาและระบบบริหารจัดการพนักงานขับรถ กรณีตัวอย่างเช่น วันที่ 10 พ.ย. 2559 รถตู้ร่วม บขส. (กท-ชัยนาท) ได้สกัดจับคนขับรถตู้เมาขับแหกด่านตำรวจ วัดแอลกอฮอล์ได้ 241 mg% โดยคนขับให้การว่านั่งดื่มเหล้ากับเพื่อน แต่ถูกเรียกตัวมาขับรถแทนคนขับหลักที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ แสดงว่าวินรถตู้/ผู้ประกอบการรายนี้ ไม่มีระบบที่จะเตรียมคนขับสำรองให้พร้อมกรณีคนขับประจำไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้

หรือวันที่ 23 ต.ค. 2556 ชมรมผู้สูงอายุ ต.ชมภู อ.สารภี ได้นำคณะทัวร์ผ้าป่าฯ เช่าเหมารถทัศนาจร หจก.วีระพันธ์ทัวร์ และประสบเหตุที่ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 23 ราย บาดเจ็บ 19 ราย โดยผู้ประกอบการดังกล่าว ใช้คนขับรถที่แม้จะมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะแต่ไม่ได้เป็นพนักงานขับรถประจำ และมาขับรถให้กับคณะทัวร์นี้เป็นงานแรกของปี (ล่าสุด 20 ธค.2558 รถทัวร์นำเที่ยวของ หจก.วีระพันธ์ฯ ได้นำคณะท่องเที่ยวมาเลเชียเกิดเหตุที่ดอยสเก็ต มีผู้เสียชีวิตถึง 14 ราย และทางกรมการขนส่งทางบกได้เพิกถอนใบอนุญาตหลังจากเกิดเหตุติดกัน 3 ปี 39 ศพ)

(๓) อุปกรณ์-ระบบเสริมต่างๆ เพื่อให้คนขับ ทำหน้าที่เทียบเท่า “กัปตัน” ในความเป็นจริงยังไม่เอื้ออำนวย อาทิ ระบบแจ้งตื่น (alert) เมื่อขับเร็วเกินกำหนด ขับเข้าสู่เส้นทางเสี่ยงหรือเหตุการณ์ต่างๆ เช่น อุบัติเหตุในเส้นทาง การซ่อมสร้างทาง จุดที่ควรหลีกเลี่ยง รวมทั้งอุปกรณ์ที่จะอำนวยให้รับข่าวสารได้สะดวกปลอดภัยในระหว่างขับรถโดยไม่ต้องใช้มือถือหรือ Hand free ระหว่างขับ ฯลฯ ซึ่งอุปกรณ์และข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ แต่คนขับมักจะต้องจัดหา ต้องสังเกตุหรือสื่อสารกันเอง
ปัจจุบันได้เริ่มมีระบบการใช้การ์ดแสดงตนก่อนขับรถ การตรวจวัดแอลกอฮอล์ และระบบ GPS ติดตาม ซึ่งจะช่วยระบุชั่วโมงการทำงาน การต้องจอดพักเมื่อครบ 4 ชั่วโมง ห้ามขับเกินชั่วโมงที่กำหนด และแจ้งเตือนเมื่อขับเร็วเกินกำหนด โดยระบบเหล่านี้ถ้าดำเนินการได้ครอบคลุมและกำกับอย่างจริงจังก็จะเป็นระบบที่มาช่วยกำกับให้เกิดความปลอดภัยได้อีกทางหนึ่ง แต่ขณะนี้ ก็ยังพบข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้ไข อาทิ กรณีจอดเสียริมทาง แต่ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปในที่ปลอดภัย (วันที่ 21 สค. 59 จ.ลำปาง รถร่วม บขส.หมายเลข 175-29 จอดเสียริมทางตั้งแต่ช่วงเย็นและมีรถปิกอัพมาชนท้ายติดๆ กัน 2 เหตุการณ์ ในช่วงกลางคืน)

กรณีขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด โดยเฉพาะในเส้นทางเสี่ยง จำเป็นต้องมีการแจ้งเตือนเพื่อให้คนขับได้ใช้ความเร็วที่เหมาะสม ก่อนจะเกิดเหตุ ซึ่งที่เป็นอยู่ยังทำได้จำกัดและจะทราบตัวเลขความเร็วจาก GPS ก็เมื่อเกิดเหตุแล้ว (หรือบางกรณีก็ยังไม่ได้ติดตั้ง GPS) กรณีแท็กซี่ รับเบอร์ผู้โดยสารจากศูนย์วิทยุ (โดยเฉพาะในต่างจังหวัด) ยังคงต้องขับไปพิมพ์เบอร์โทรศัพท์ไป ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้

(๔) ผู้โดยสารหรือคณะทัวร์เองบางครั้งก็ละเลยเรื่องความปลอดภัย แต่กลับเน้นเรื่องราคา ความสะดวกสบาย หรูหรา รวมทั้งขาดการตรวจสอบประวัติบริษัทหรือผู้ประกอบการ การตรวจสภาพรถ การทำประกันภัย สัญญาเช่าเหมาที่รัดกุม และที่สำคัญคือไม่ได้เน้นคาดเข็มขัดนิรภัยในระหว่างการเดินทาง เพราะการไปทัศนาจรมักจะมีกิจกรรมสันทนาการบนรถ ร้องเพลงการเดินไปมา ฯลฯ ดังนั้น การคาดหวังให้คนขับ เจ้าหน้าที่หรือบัสโฮสเตสมาช่วยกำกับผู้โดยสารให้ร่วมมือก็ไม่ง่ายเหมือนบนเครื่องบิน

1) ผลสำรวจการใช้เข็มขัดนิรภัยในปี 2558 โดย TDRI ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน พบว่า ยังมีถึง 10% ที่ยังไม่ได้ติดตั้งทุกที่นั่ง ผู้โดยสารรถทัวร์กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัดมีการคาดเข็มขัดสูงสุด แต่ค่าเฉลี่ยเพียง 46% และมีสัดส่วนคาดเข็มขัดลดลงโดยเฉพาะกรณีนั่งรถตู้

2) ทั้งนี้เหตุผลที่ระบุว่าไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ได้แก่ อึดอัดไม่คุ้นเคย เดินทางใกล้ อายไม่กล้าใส่ และบางส่วนพบว่าเข็มขัดผูกติดไว้กับเบาะที่นั่ง

 

ดังนั้น เพื่อให้นโยบายพนักงานขับรถสาธารณะมีความเป็นวิชาชีพแบบ “กัปตัน” และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับรถสาธารณะจึงเป็นความท้าทายที่ทางกระทรวงคมนาคมจะหาแนวทางจัดการช่องว่างของปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้

1) คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง

1.1 ทบทวนหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบการที่จะต้องเข้มงวดเรื่องระบบบริหารจัดการความปลอดภัย เพื่อป้องกันผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่พร้อมมาวิ่งร่วมบริการ หรือกำหนดให้มีระบบรวมกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อให้มีศักยภาพในการจัดการระบบความปลอดภัย ทั้งมาตรฐานพนักงานขับรถ มาตรฐานการดูแลรักษารถ และอื่นๆ

1.2 จัดทำโพลล์สำรวจความปลอดภัยของรถสาธารณะเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการติดตามและประเมินผลมาตรการด้านความปลอดภัยต่างๆ ที่กำหนดไว้

2) กรมการขนส่งทางบก และ บขส. เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับติดตามเรื่อง “การขับเร็ว” โดยใช้ระบบ GPS ที่มีอยู่ให้สามารถแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุ ทั้งรถที่รับผิดชอบดูแลและรถร่วมบริการ รวมทั้งความเสี่ยงอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ การทำรอบ-ขับเกินชั่วโมงการทำงาน ส่งผลให้อ่อนล้าหลับใน การจอดรถในที่ห้ามจอด ฯลฯ

3) กระทรวงคมนาคม พัฒนาระบบการสืบสวนสาเหตุเชิงลึกในเหตุการณ์สำคัญหรืออุบัติเหตุซ้ำซาก เพื่อทราบสาเหตุที่แท้จริง (ไม่เฉพาะเรื่องขับรถประมาท) แบบเดียวกับต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริการ จะมี NTSB (National Transportation Safety Board) เป็นหน่วยงานอิสระที่เชี่ยวชาญเพื่อสอบสวนสาเหตุทั้งทางบก อากาศ ทางน้ำฯ และให้ข้อเสนอหรือมาตรการแก้ไขเพื่อแก้ปัญหาซ้ำซาก รวมทั้งมีระบบตรวจสอบ (Audit) ผู้ประกอบการที่ไม่มีความพร้อมให้บริการ ต้องระงับบริการหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ

4) กรมการขนส่งทางบก จัดทำข้อมูลประวัติผู้ประกอบการให้สามารถสืบค้นได้ เช่น มี Application สืบค้นเมื่อต้องใช้บริการรถสาธารณะ (ประวัติให้บริการ การเกิดเหตุที่ผ่านมา ผลการตรวจสภาพ การทำประกันภัย ฯลฯ)

5) การส่งเสริมการคาดเข็มขัดนิรภัย

5.1 กรมการขนส่งทางบก ทบทวนระเบียบการคาดเข็มขัดนิรภัย ให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมรับผิดชอบ แทนที่กฎหมายเดิมที่กำหนดผู้โดยสารถูกปรับสูงสุด 5,000 บาทถ้าไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย
5.2 กรมการขนส่งทางบก กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานต่างๆ เพิ่มการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ ให้ประชาชนตระหนักความสำคัญของการคาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อโดยสารรถประจำทาง
5.3 หน่วยงานทั้งรัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน ร่วมกำหนดเป็นมาตรการองค์กรให้พนักงานที่โดยสารรถขององค์กรต้อง “คาดเข็มขัดนิรภัย”

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาถือเป็นวันสำคัญของโลก เนื่องจาก UN กำหนดให้เป็นวัน “โลกรำลึก ผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 เพื่อให้ทุกๆ ความสูญเสียได้รับการรำลึกและที่สำคัญคือนำมาเป็น “บทเรียน” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

ดังนั้น ความสูญเสียครั้งใหญ่ของชมรมผู้เกษียณอายุของ กสท.โทรคมนาคม จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้ง เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของรถสาธารณะในเมืองไทย.

 

ช็อปปิ้งพาราไดซ์ “ไทย” สวรรค์ภาษี0%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467532

ช็อปปิ้งพาราไดซ์ "ไทย" สวรรค์ภาษี0%

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

หลังจากบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกเดินหน้าเสนอให้ภาครัฐปรับลดอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยมาพักใหญ่ ล่าสุดกระทรวงการคลังก็ออกมาไฟเขียวให้ทดลองปรับลดภาษีนำเข้า ด้วยการนำร่องด้วยกลุ่มสินค้าเครื่องสำอาง เช่น น้ำหอม แป้ง ลิปสติก โดยปรับลดอัตราภาษีนำเข้าลงเหลือ 0% จากปกติเก็บอยู่ที่ 5-20% จะดีเดย์เริ่มเดือน ก.พ.-มี.ค. 2560 ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นกระแสปูทางไทยให้เป็นแหล่งช็อปปิ้งพาราไดซ์สวรรค์ของนักช็อป เสริมอีกหนึ่งจุดขายท่องเที่ยวไทยสร้างรายได้ภาคบริการจากทั่วโลก

วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า ในภาวะปกติไม่ควรลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย แต่หากมีความจำเป็นและมีเหตุผล เช่น ต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ก็สามารถลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยได้ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมามีการหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงผู้ประกอบการไปบางส่วนแล้ว เหลือรายละเอียดที่หารือกันอีกครั้ง

สำหรับภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะลดครั้งนี้ จะมีน้ำหอมและเครื่องสำอางเท่านั้น โดยปัจจุบันสินค้าดังกล่าวจะเสียภาษีนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 50% ของราคาสำแดงนำเข้า กรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศก็จะเสียภาษีสรรพสามิต 15% ของราคาหน้าโรงงาน หากมีการยกเว้นภาษีดังกล่าวก็จะทำให้ราคาสินค้าลดลงมาก

ทั้งนี้ การขอลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอางเป็นคำร้องขอผู้ประกอบการ เนื่องจากสินค้าดังกล่าวเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ซึ่งตอนนี้ได้ลดจำนวนลงจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาล หากมีการลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอาง จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับเข้ามาเที่ยวได้จำนวนหนึ่ง

นอกจากนี้ การลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอางยังจูงใจให้กับผู้บริโภคในประเทศด้วย โดยเฉพาะผู้มีรายได้ระดับสูง ซึ่งที่ผ่านมาจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศและซื้อน้ำหอมและเครื่องสำอางกลับมาใช้จำนวนมาก ก็จะหันมาซื้อในประเทศเพราะราคาไม่แตกต่างจากต่างประเทศมาก

วิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอาง ไปพร้อมกับการออกมาตรการลดหย่อนภาษีจากการช็อปช่วยชาติ ที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาใน 1-2 สัปดาห์นี้ ซึ่งหากดำเนินการในช่วงเวลาเดียวกัน ก็จะทำให้การลดภาษีสินค้าน้ำหอมและเครื่องสำอางมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยนักช็อปกระเป๋าหนักของเมืองไทย เพราะนอกจากจะซื้อสินค้าแพงในราคาถูกแล้ว ยังสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีกต่อหนึ่งด้วย ซึ่งถือว่าได้ลดแล้วลดอีก

จากแนวทางดังกล่าว ส่งผลให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ประกอบการค้าปลีกห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ต่างแสดงความยินดีกับจุดเริ่มต้นที่ดีดังกล่าว เนื่องจากจะช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติช็อปปิ้งซื้อสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางและน้ำหอมมากขึ้น แต่เนื่องจากระยะเวลาที่ลดภาษีซึ่งประกาศออกมาเบื้องต้นเพียง 2 เดือนเท่านั้น อาจจะสั้นเกินไปสำหรับการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบถึงมาตรการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยดังกล่าว

วัลยา จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย ให้ความเห็นว่า การทดลองลดอัตราภาษีนำเข้าในกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมที่ประกาศออกมาว่าจะทำประมาณ 1-2 เดือนนั้น มองว่าควรจัดอย่างน้อย 1 ปี ระยะเวลาที่ประกาศออกมาถือว่าน้อยเกินไปอาจไม่เห็นผลการตอบรับที่ชัดเจน เพราะหากต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาช็อปปิ้งเพิ่มขึ้น ต้องใช้ระยะเวลาในการประชาสัมพันธ์

นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยในกลุ่มอื่นๆ ด้วย เพราะหากภาครัฐสามารถปรับลดได้บางส่วน จากปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ประมาณ 30-70% ก็จะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการค้าปลีกและเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันคนไทยใช้เงินไปท่องเที่ยวในต่างประเทศต่อปีสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท ในจำนวนเงินดังกล่าวเป็นการซื้อสินค้าแบรนด์เนม 5.1 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกัน หากมองในด้านของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยมีการใช้จ่ายต่อคนต่อทริปที่ 4.9 หมื่นบาท ใช้เฉลี่ยต่อวันที่ประมาณ 5,200 บาท ในจำนวนดังกล่าวใช้ไปกับการช็อปปิ้ง 1,200 บาท หากภาครัฐสามารถลดกำแพงภาษีได้จะทำให้ประเทศไทยมี
รายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวและธุรกิจค้าปลีกอย่างแน่นอน

วัลยา กล่าวต่อว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะธุรกิจค้าปลีกถือเป็นภาคธุรกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับ 2 หรือคิดเป็น 16% ของจีดีพี ขณะที่ภาคท่องเที่ยวอยู่ในอันดับ 3 หรือคิดเป็น 12% ของจีดีพี ซึ่งหากนำ 2 ธุรกิจรวมกันถือว่าสร้างรายได้ให้กับประเทศมหาศาล

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิ เอ็มโพเรียม กรุ๊ป ที่ออกมาเปิดเผยว่า การปรับลดอัตราภาษีนำเข้ากลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมในครั้งนี้เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันราคาสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมของไทยยังแพงกว่าคู่แข่งในตลาดประมาณ 30-40% แต่ละระยะเวลาในการทำควรทำอย่างน้อย 3 ปี จึงจะเห็นผล เพราะต้องใช้สื่อมหาศาลในการสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมแล้ว ควรขยายมาตรการไปในส่วนของกลุ่มสินค้าลักซ์ชัวรี่หรือสินค้าหรูหรา แบรนด์เนม เพราะการปรับลดสินค้าดังกล่าวไม่ได้แข่งในประเทศไทย แต่เป็นการแข่งขันกับต่างประเทศ เมื่อประเทศไทยมีความดึงดูดในด้านของการช็อปปิ้งก็จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากเข้ามาท่องเที่ยวและช็อปปิ้งในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถหยุดเงินให้ไหลออกได้ เนื่องจากคนไทยจะหันกลับมาช็อปปิ้งในประเทศมากขึ้น

เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีทุกอย่างที่หลายประเทศไม่มี ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือธรรมชาติที่สวยงาม แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้มีการเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้เงิน เพราะไม่มีสิ่งดึงดูด จึงทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยไม่ใช้จ่ายในด้านของการช็อปปิ้ง เพราะราคาสินค้านำเข้าของไทยแพงเกินไป ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงมาเที่ยวแค่เอาบรรยากาศที่สวยงาม

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแนวคิดเรื่องลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาช็อปปิ้งแข่งกับประเทศในแถบเอเชีย เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และเป็นการไม่ให้เงินตราต่างประเทศไหลออกไป จากการที่คนไทยไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย จากการท่องเที่ยวต่างประเทศ มีความพยายามผลักดันมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่เกิดขึ้น เพราะว่าผู้ผลิตสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ออกมาค้านว่าการลดภาษีดังกล่าวจะทำให้ผู้ผลิตในไทยโดนกระทบรุนแรง และมีการกล่าวกันว่าผู้ประกอบการร้านปลอดภาษีหรือดิวตี้ฟรีก็ออกมาค้าน จึงทำให้แผนช็อปปิ้งพาราไดซ์ ซึ่งเล็งกันไว้ว่าจะทำลากยาวตั้งแต่แยกปทุมวัน แยกราชประสงค์ ยาวไปถึงแยกอโศกฯ ต้องค้างคาไป

ดังนั้น การทดลองลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เฉพาะแค่น้ำหอม เครื่องสำอาง เช่น แป้ง ลิปสติก ในระยะเวลาสั้นๆ ครั้งนี้ จึงถือเป็นการทดลองครั้งสำคัญ ว่าเมืองไทยกำลังจะเลือกทิศทางในการสร้างการเติบโตด้วยวิธีทางไหนถึงจะคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด งานนี้ห้ามกะพริบตา

 

Vatayanasana Variation ท่าม้าหมอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473199

Vatayanasana Variation ท่าม้าหมอบ

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้อาจจะเป็นท่าม้าในเวอร์ชั่นที่ง่ายที่สุดเลยทีเดียว การฝึกท่าม้านั้นนักเรียนมือใหม่หลายคนไม่กล้าฝึก เพราะมีแรงกดอย่างหนักลงที่ข้อต่อโดยเฉพาะหัวเข่าและข้อเท้า ท่าม้าหากฝึกไม่ถูกอาจทำร้ายตัวเองให้บาดเจ็บได้ เพราะถือเป็นท่าที่อยู่ในระดับกลางถึงระดับสูงเลยทีเดียว สำหรับท่าม้าหมอบเป็นท่าที่ไม่ยากและได้ประโยชน์บริเวณสะโพก ขาหนีบ ทั้งยังผ่อนคลายแนวกระดูกสันหลัง

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มจากทำท่าแมว ให้เช็กตำแหน่งวางฝ่ามือ หัวเข่า ให้ถูกต้อง หายใจเข้าออกสักครู่ เพื่อเตรียม

 

2 หายใจเข้า จากนั้นให้ตั้งเข่าข้างซ้ายขึ้นเหมือนม้า เปิดฝ่าเท้าซ้ายชี้ออกไปด้านข้าง หากรู้สึกช่วงขาแคบไปให้ขยับฝ่าเท้าซ้ายออกไปด้านข้างเล็กน้อย

 

3 หายใจออก ให้โน้มตัวไปด้านหลังคล้ายท่าเด็กหมอบ ยืดแขนด้านหน้าให้รู้สึกสบาย ข้อศอกไม่ตึงจนเกินไป ลดก้นขวาลงไปใกล้ส้นเท้า วางหน้าผากลงพื้น หายใจเข้าออกตามธรรมชาติ ค้างท่าประมาณ 20 วินาที จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองทำสลับข้าง

 

มาเข้าใจผิว รับมือลมหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/473198

 

โดย…นพ.ธาดา เปี่ยมพงศ์สานต์ นายกสมาคมเวชสำอางและศัลยศาสตร์ผิวพรรณ

ลมหนาวใกล้เข้ามาทุกที วันนี้คุณหมอมีสาระดีๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับเตรียมผิวให้พร้อมรับมือในช่วงหน้าหนาว เพราะเมื่อลมหนาวโชยมาทำให้อุณหภูมิของอากาศลดลง ความชื้นในอากาศก็ย่อมลดลง ทำให้อากาศแห้งกะทันหัน ผิวกายของเราก็เริ่มแห้ง จะสัมผัสได้จากผิวที่เริ่มหยาบ ลอก ตกสะเก็ด แตก เพราะผิวขาดความมัน ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วยิ่งจะมีอาการเพิ่มมากขึ้น โดยจะเริ่มมีผื่นสีแดงๆ กระจัดกระจายตามแขนขา ในคนสูงอายุก็จะมีผื่นขึ้นตามตัวด้วย เพราะต่อมไขมันทำงานได้ไม่ดี ถ้าหากอากาศหนาวจัดๆ อย่างทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผิวจะมีอาการชัดมาก เริ่มจากเป็นสีแดงๆ มีสะเก็ดหนา และมีรอยแตกเป็นร่องเป็นทาง บางรายถึงขั้นมีเลือดไหลซิบร่วมด้วย

ผิวหนังมีหน้าที่ป้องกันอันตรายจากสิ่งภายนอก ซึ่งเซลล์ชั้นนอกสุดมี 2 ชั้นใหญ่ๆ คือ

1.ชั้นหนังกำพร้า (ชั้นขี้ไคล) ประกอบด้วยเซลล์ซึ่งตายแล้วเรียงตัวกันหลวมๆ ประมาณ 15 ชั้น ไร้ส่วนประกอบของเซลล์ทั่วๆ ไป เป็นที่สะสมของน้ำนวลธรรมชาติ อาทิ กรดอะมิโน ไขมัน น้ำมัน และแร่ธาตุบางอย่าง ดังจะเห็นได้ชัดในคนหนุ่มสาว อย่างที่คนโบราณกล่าวว่า คนมีน้ำ มีนวล

2.เซลล์ใต้ชั้นขี้ไคล เป็นเซลล์ที่อยู่รวมกันอย่างแน่นหนา ถ้าเราลอกผิว เช่น ลอกหน้าบางๆ ออกแล้วจะเห็นชั้นนี้ใสมัน หน้าที่คือป้องกันไม่ให้น้ำระเหยจากผิวมากเกินไป ตามปกติน้ำจะระเหยออกจากผิวหนังประมาณวันละ 100 ซีซี และระเหยทางต่อมเหงื่อที่มือและเท้า วันละ 300-500 ซีซี แต่ถ้าอากาศร้อนมากๆ เราจะเสียเหงื่อไปถึงวันละ 2 ลิตร/ชั่วโมง การที่เราผิวแห้งขึ้นอยู่ที่เซลล์ผิวในชั้นนี้ ซึ่งอยู่ที่น้ำนวลธรรมชาติจะอุ้มน้ำไว้ได้เท่าใด รวมถึงอิทธิพลจากน้ำซึ่งอยู่ใต้ผิวที่มาแทนที่น้ำที่ระเหยออกได้ เซลล์ชั้นล่างสุดจะชุ่มชื้นกว่าชั้นบนๆ ชั้นกลางมีกรดอะมิโน ซึ่งมีความสามารถอุ้มน้ำไว้ได้มากกว่าสารต่างๆ ที่อยู่ในชั้นเหล่านี้ คือ ยูเรีย กรดยูโรคานิก โซเดียมพีซีเอ 2% ดังนั้นเมื่อล้างสิ่งสกปรกออกจากผิว จะล้างเอาโซเดียมพีซีเอออกไปด้วย จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า เช่น เจลล้างหน้าที่ผสมโซเดียมพีซีเอทดแทนกลับมาคืน

อาการผิวแห้งมักเกิดที่แขน มือ ขา โดยปกติแล้วอาการจะไม่รุนแรงนัก แต่ในบางกรณีอาจเป็นผื่นคัน สำหรับคนผิวคล้ำอาการผิวแห้งจะสังเกตได้ชัดมากกว่าคนผิวขาว และหากดูแลรักษาไม่ถูกวิธีก็อาจนำไปสู่โรคผิวหนังได้ จะสังเกตผิวแห้งได้เพียงแค่มองดูว่าผิวมีสะเก็ดขุยบางๆ ซึ่งความจริงอาจเป็นเพียงชั้นขี้ไคลหนาขึ้นเท่านั้น เมื่อมีสะเก็ดหนาขึ้นอาจจะการลอกหลุดเป็นแผ่น สำหรับในคนสูงอายุผิวจะมีความชุ่มชื้นของผิวพรรณ กรดอะมิโน และการผลิตไขมันที่ลดลง เพราะว่าผิวไวต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว มีการปรับเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิรอบข้างช้ากว่าคนหนุ่มสาว ทำให้เกิดผื่นคันได้ง่าย รวมถึงน้ำนวลธรรมชาติในคนสูงอายุลดลง เนื่องจากมีไขมันลดลง

เมื่อร่างกายปะทะกับลมหนาว แสงแดดและอากาศเย็น ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวมากขึ้น จึงต้องดูแลรักษาโดยใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นเพื่อถนอมผิวพรรณ ซึ่งมีสารหลายกลุ่มดังนี้

1.กลีเซอร์รีน เป็นที่รู้จักกันมานาน ราคาถูก แต่ก็ให้ความชุ่มชื้นดี

2.ยูเรีย เหมาะกับทาตัว แขนขา ไม่เหมาะกับผิวหน้า

3.โซเดียมพีซีเอ เป็นองค์ประกอบของน้ำนวลธรรมชาติ สังเคราะห์ได้และใช้แทนของธรรมชาติ

4.ปิโตรลาตัม ของเก่าใช้ได้ดี แต่เหนียวเหนอะหนะ หลายคนอาจไม่ชอบใช้

5.เกลือกรดแลกติก สำหรับใช้ทาผิวกาย

6.กรดฮัยอัลยูโรนิก ของดีแต่ราคาแพง นิยมใช้กับผิวหน้า

7.กลุ่มโปรไปลีน ไกลคอล บิวไตลีน ไกลคอล ฯลฯ

8.กลุ่มซิลิคอน

9.สมุนไพร เช่น ว่านหางจระเข้ และคอลลาเจน ฯลฯ

ครีมบำรุงผิวที่ดีจะต้องมีส่วนประกอบของสารที่กล่าวมา ขึ้นอยู่ว่าจะใช้ทากรณีใด ทาแขน ทาลำตัว หรือทาหน้า บางทีแยกออกเป็นทามือ ทาเท้า ถ้าใช้ทาหน้าจะต้องทดสอบว่าใช้แล้วสิวขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมัน (Oil) บางคนว่าใช้น้ำมันแล้วดี จริงอยู่ที่อาจดีสำหรับคนบางคน แต่คนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่เป็นสิว เมื่อใช้แล้วสิวจะเห่อ ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ Oil Free คือไร้ไขมัน บางคนทาแล้วผิวยังแห้ง โดยเฉพาะคนสูงอายุหรืออยู่ในเขตหนาวจัด ผู้ผลิตอาจผลิตครีมบำรุงผสมไขมันชนิดสำหรับผิวแห้งมาก แต่ก็อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องสิวตามมา

ในกรณีที่เป็นผื่นตามตัว ถ้าใช้สารป้องกันและบำรุงแล้วผื่นยังไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ โดยใช้ยาสเตียรอยด์ทา สำหรับบางคนที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้าแตกมาก เคยใช้มาสารพัดอย่าง ไปตระเวนพบแพทย์ผิวหนังหลายสิบคนก็ยังไม่หาย ความจริงต้องไม่ทำอย่างนั้น แทนที่จะเปลี่ยนแพทย์ เปลี่ยนยาไม่ดีกว่าหรือ เพราะแพทย์ที่เคยให้ยาแล้วจะทราบว่าชนิดนี้ไม่ดีสำหรับคุณ ต้องเพิ่มใช้อย่างแรงขึ้น ถ้าเปลี่ยนแพทย์ใหม่เขาไม่ทราบว่าใช้ยาอะไรมาถึงจะพอดีกับการรักษา ครั้นจะใช้ยาแรงตั้งแต่ครั้งแรก ก็ยังดูกระไรอยู่ เป็นต้น

หลังจากที่ผื่นหายแล้ว จำเป็นต้องใช้ครีมบำรุงป้องกันอีก บางคนอาจจะใช้แบบธรรมดา แต่ในบางคนต้องใช้ชนิดที่เรียกว่า Protective Cream หรือแบบป้องกันได้จริง ไม่ใช่แค่ป้องกันซึ่งจะต้องมีส่วนผสมของสารกลุ่มซิลิคอนร่วมด้วย สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้สามารถผ่านหน้าหนาวนี้ไปได้โดยปราศจากโรคแพ้ผื่นคัน และมีสุขภาพผิวที่ดีกันทุกคน

เลือกกินอาหารให้เหมาะสมช่วงวัย ช่วยป้องกันความเครียดได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/472732

เลือกกินอาหารให้เหมาะสมช่วงวัย ช่วยป้องกันความเครียดได้

โดย…ราภรณ์

ปัจจุบันมีโรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ปฏิบัติอยู่นั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกายในแต่ละช่วงวัย และนำมาซึ่งร่างกายที่แข็งแรงอย่างแท้จริง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินแบลคมอร์ส จากประเทศออสเตรเลีย นำโดย ผุสดี สุจิตจร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แบลคมอร์ส (ประเทศไทย) จึงจัดกิจกรรม Blackmores Livemore VIP Days 2016 สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเองด้วยวิถีธรรมชาติ โดยเชิญ พญ.ธิศรา วีรสมัย หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 1 ร่วมให้ความรู้ในหัวข้อ “Be a Well Being สุขภาพดีทุกช่วงวัยใครว่ายาก?”

พญ.ธิศรา กล่าวว่า การใช้ชีวิตในแบบ Well Being คือ การกินดีอยู่ดี ชีวิตเต็มไปด้วยความผาสุก ต้องประกอบไปด้วยความสุขสมบูรณ์ทั้งในแง่ร่างกายและจิตใจ มีหน้าที่การงานมั่นคง อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและครอบครัวที่ดี ทั้งนี้ความผาสุกของร่างกายและจิตใจนั้น จะต้องสามารถบริหารความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในแต่ละช่วงวัยจะมีความเครียดและการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมือนกัน

กลุ่มวัยทำงาน ควรกินวิตามินบี ซี และอาหารที่มีสารอาหารแมกนีเซียม

กลุ่มวัยทำงาน เป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับภาวะเครียดมากที่สุด เพราะสนใจกับหน้าที่การงานจนลืมดูแลสุขภาพ ซึ่งการทำงานหนักทำให้ร่างกายเผชิญความเครียดทุกๆ นาทีโดยที่ไม่รู้ตัว ปัจจุบันมีโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer vision syndrome) หมายถึง การใช้สายตาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ จนกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อตาลดลงจนปวดกล้ามเนื้อตา มองภาพไม่ชัด เหล่านี้แฝงอยู่ในความเครียดและกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอยากความหวาน รับประทานแต่อาหารในกลุ่มแป้ง น้ำตาล ทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เหมาะสม ประกอบกับการใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านเป็นส่วนใหญ่ ในกลุ่มนี้การดูแลสุขภาพจึงเน้นการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้เหมาะสม และที่สำคัญคือ การรับประทานอาหารและได้สารอาหารที่ครบถ้วน ปัจจุบันอาหารที่มีงานวิจัยพบว่าสามารถต้านความเครียดได้ดี จะอยู่ในกลุ่มพวกวิตามินบี และควรรับประทานอาหารที่มีสารอาหารแมกนีเซียม วิตามินซี เช่น รับประทานผลไม้ ฝรั่งและส้ม และธาตุสังกะสีร่วมด้วย

กลุ่มครอบครัวควรกินโอเมก้า 3

กลุ่มครอบครัว ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มนี้ หากอยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมจะมีบุตร ก่อนการตั้งครรภ์มีงานวิจัยพบว่า การรับประทานโฟเลตก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน และหลังตั้งครรภ์รับประทานอย่างต่อเนื่องอีก 3 เดือน จะช่วยลดความพิการของไขสันหลังเด็กลงได้ส่วนหนึ่ง ในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร ก็ควรได้สารอาหารที่อยู่ในกลุ่มโอเมก้า 3 ซึ่งจะมีสาร DHA ช่วยบำรุงสมองลูก แต่หากอยู่ในช่วงการเลี้ยงลูก ร่างกายที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยวิตามินซีจะพบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ผักใบเขียว แต่ข้อเสียคือวิตามินซีสลายตัวง่าย การปรุงอาหารด้วยความร้อนจะสูญเสียวิตามินซีได้ถึงร้อยละ 60 การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทวิตามินซีจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย นอกจากนี้ในแง่ของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย การศึกษาวิจัยพบว่า การรับประทานวิตามินซีวันละ 2,000 มิลลิกรัม ติดต่อกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จะช่วยลดสารก่อภูมิแพ้ที่เรียกว่าสารฮิสตามีนได้ร้อยละ 40 อีกด้วย

กลุ่มวัยทอง ควรกินสารอาหารโคเอนไซม์ คิวเทน

กลุ่มวัยทองหรือวัยสูงอายุ ร่างกายจะขาดฮอร์โมน เกิดความเสื่อมของเซลล์ เช่น ผิวพรรณไม่ชุ่มชื้น ความทรงจำแย่ลง ไขมันในเลือดสูงขึ้นทำให้มีโอกาสเกิดไขมันอุดตันและเกิดภาวะหลอดเลือดตีบ ไม่ว่าจะเป็นสมองหรือหัวใจ การเสื่อมของข้อเข่า ดังนั้นการดูแลที่สำคัญคือปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต พักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ควรออกกำลังกายในลักษณะที่เรียกว่า เวต แบริ่ง เน้นการออกกำลังกายให้กระดูกแข็งแรง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ แต่หากมีน้ำหนักตัวมากจนมีอาการเจ็บข้อเข่า อาจเป็นการเดินออกกำลังในน้ำแทน

สารอาหารที่เหมาะสำหรับคนกลุ่มนี้ ได้แก่ สารอาหารโคเอนไซม์ คิวเทน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย โดยเฉพาะการทำงานของหัวใจ และในขณะเดียวกันก็มีฤทธิ์ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยลดคอเลสเตอรอล รวมถึงควรรับประทานอาหารที่ให้โอเมก้า 3 ซึ่งมี EPA และ DHA โดยเฉพาะ EPA มีบทบาทลดไขมันตัวร้าย หรือไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่ม HDL หรือไขมันตัวดีให้กับร่างกาย รวมถึงยังช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือด ส่วนปัญหาผู้สูงอายุเข่าเสื่อม นอกจากรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีแล้ว กลูโคซามีนก็มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นสารตั้งต้นของไฮยาลูโรนิคแอซิด ซึ่งพบมากในกระดูกอ่อนตามข้อ มีคุณสมบัติช่วยให้ความยืดหยุ่นกระดูกอ่อนดี การเคลื่อนไหวของข้อต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น ลดกระบวนการอักเสบตามข้อได้ดีอีกด้วย