อย่าปล่อยให้ โรคหลอดเลือดสมองคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/472383

อย่าปล่อยให้ โรคหลอดเลือดสมองคุกคาม

โดย…พุสดี

จากรายงานขององค์การอัมพาตโลก ชี้ชัดว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของประชากรอายุมากกว่า 60 ปีทั่วโลก และยังเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับ 5 ของประชากรที่อายุระหว่าง 15-59 ปี ในแต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองกว่า 6 ล้านคน ถือว่ามากกว่าคนที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ วัณโรค และโรคมาลาเรีย รวมกันซะอีก

คำถาม คือ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร?

จริงๆ แล้วโรคหลอดเลือดสมอง คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก โดยสังเกตอาการได้จากมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้า หรือบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว น้ำลายไหล กลืนอาหารลำบาก มีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก เดินเซ ทรงตัวลำบาก เป็นต้น

ภกญ.วิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ถือเป็นโรคที่อันตรายมาก ทางที่ดีเพื่อป้องกันมฤตยูดังกล่าว เราต้องสำรวจพฤติกรรมของเราก่อนว่าเสี่ยงจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองหรือไม่ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด-ปิ้งย่างหรือไม่ เพราะปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองทั้งสิ้น หากเราไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ ต้องหมั่นตรวจเช็กร่างกายเป็นประจำทุกปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ถ้าพบต้องรีบปรึกษาแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันการเกิดโรคได้

หากตรวจพบว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือเริ่มมีอาการโรคหลอดเลือดสมองแล้ว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โดยทันที แต่หากยังไม่ว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แนะนำให้ดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาที/วัน ให้ได้ 3 ครั้ง/สัปดาห์ และควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่สำคัญควรกินอาหารอย่างสมดุล หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม หวาน มัน และเน้นบริโภคปลาทะเลน้ำลึก อย่างปลาแซลมอน ปลาแอนโชวี่ ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า เป็นต้น เพราะในปลาทะเลน้ำลึกมักพบกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า-3 ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญของร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหัวใจและสมองขาดเลือดได้

“นอกจากอาหารประเภทปลาแล้ว อาหารบางชนิดก็มีโอเมก้า-3 เช่นกัน อาทิ ไข่ไก่ ผักใบเขียวบางชนิด อย่างผักคะน้า ผักกาดหอม ผักโขม ฯลฯ หรือผักตระกูลกะหล่ำ น้ำมันพืช อย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา และถั่วเหลือง เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่เราหันมาใส่ใจเรื่องการบริโภคอย่างสมดุล ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการทำลายสุขภาพ เพียงเท่านี้เราก็จะมีสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคภัยทั้งปวง” ภกญ.วิชชุลดา กล่าวทิ้งท้าย

 

ท่าโยคะ เพื่อเรียวขาสวย สตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/472215

ท่าโยคะ เพื่อเรียวขาสวย สตรอง

โดย…พุสดี

“รองเท้าส้นสูง” คือหนึ่งในแฟชั่นไอเท็มชิ้นสำคัญสำหรับคุณผู้หญิงทุกคน เพราะสามารถช่วยเสกขาของสาวๆ ให้ดูเรียวยาวมีเสน่ห์ ลำตัวสูงขึ้นได้ในพริบตา ยิ่งนำมามิกซ์แอนด์แมตช์ลุคต่างๆ ก็ยิ่งเสริมสร้างความมั่นใจได้อย่างดี ทว่าภายใต้ความสวยนั้นหลายคนต้องแลกด้วยความเจ็บปวด เพราะการสวมใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน ทำให้นิ้วเท้าต้องรองรับน้ำหนักตัวมากขึ้น และอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น นิ้วเท้าขด เท้าผิดรูป ท่าทางการเดินเปลี่ยนไป กล้ามเนื้อน่องหดเกร็ง รู้สึกปวดเมื่อยเกิดอาการขาชา ข้อเข่าเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร และกระดูกสันหลังผิดรูป นานวันจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดปัญหาสุขภาพระยะยาวได้

งานนี้สาวๆ ไม่ต้องสวยแบบกังวลใจไป เพราะ “ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช” และ “ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ” สองกูรูโยคะจากสตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) มีท่าฝึกโยคะพื้นฐานง่ายๆ มาเป็นตัวช่วยสำหรับสาวที่อยากสวมใส่รองเท้าส้นสูงอย่างมั่นใจและปลอดภัย ด้วยการยืดเหยียด สร้างความยืดหยุ่นคู่กับความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง ต้นขา น่อง และข้อเท้า เพื่อผ่อนคลายอาการหดตึงกล้ามเนื้อ กระชับกล้ามเนื้อขา ลดไขมันสะสมบริเวณสะโพกและก้น พร้อมจัดเรียงกระดูกสันหลังให้ยืดตรง เพื่อปรับสรีระให้งดงามบุคลิกภาพดี ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายช้าๆ สัมพันธ์กับลมหายใจเข้าออกหนักเบาอย่างเป็นจังหวะ

1.Chair Pose

ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ต้นขา น่อง ข้อเท้า และช่วยยืดหัวไหล่ แผ่นอก พร้อมทั้งจัดเรียงกระดูกสันหลังให้ยืดตรง กระชับกล้ามเนื้อขา ลดไขมันสะสมบริเวณสะโพกและก้น ทั้งยังช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างลงไปถึงขา อันเนื่องมาจากการนั่งกดทับเป็นเวลานาน

Chair Pose

 

2.Warrior II

ช่วยสร้างความแข็งแรง และเพิ่มความยืดหยุ่นสะโพก ขา และข้อเท้า พร้อมยืดหัวไหล่ แผ่นอก ปอด และกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน บรรเทาอาการปวดหลัง

Warrior II

3.Triangle

ช่วยสร้างความแข็งแรง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ต้นขา เข่า และข้อเท้า ในขณะเดียวกันจะช่วยยืดหัวไหล่ แผ่นอก กระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อสะโพก ต้นขาด้านในและน่อง ทั้งยังช่วยบำบัดโรคปวดหลัง หรือในสตรีตั้งครรภ์ที่มีอาการปวดหลัง รวมถึงผ่อนคลายความเครียด

Triangle

 

4.Downward Dog

ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง คลายความเครียด ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมทั้งช่วยยืดไหล่ มือ ข้อมือ และน่อง รวมถึงสร้างความแข็งแรงให้แขนและขา ช่วยยืดเอ็นร้อยหวาย หลังจากใส่ส้นสูงนานๆ

Downward Dog

 

5.Standing Forward Bend

ช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้สมองปลอดโปร่ง ช่วยยืดน่อง พร้อมสร้างความแข็งแรงและช่วยกระชับต้นขา ช่วยยืดตั้งแต่หลัง สะโพก ขา และข้อเท้าจากการใส่ส้นสูงนานๆ เนื่องจากเวลาใส่ส้นสูง สรีระของผู้หญิงจะอยู่ในท่าที่หลังส่วนล่างแอ่นออกไปมากกว่าปกติ สะโพก และเข่าโค้งงอ ส่งผลให้ร่างกายอาจบาดเจ็บได้ในระยะยาว

Standing Forward Bend

 

‘กล้วย’ อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกเพศทุกวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/471305

‘กล้วย’ อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกเพศทุกวัย

โดย…พุสดี

กล้วย ผลไม้ที่คนไทยเห็นชินตามาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะฤดูไหนก็สามารถหามากินได้ จนหลายครั้งที่เรากินเพราะความอร่อย โดยไม่รู้คุณประโยชน์มากมายที่ซ่อนอยู่ ทั้งที่กล้วยถือเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก วิตามินก็มีครบ ทั้งวิตามินเอ บี อี ซี และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ป้องกันมะเร็งแถมยังช่วยคลายเครียด นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโปรตีน สามารถใช้เป็นอาหารสุขภาพสำหรับเด็กและคนทุกเพศทุกวัยได้

ยิ่งกว่านั้น “กล้วย” ยังถือเป็นผลไม้ที่ช่วยคลายสารพัดปัญหาและโรคภัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยกตัวอย่างสำหรับคนที่มีกลิ่นปากกวนใจ เพียงแต่กินกล้วยสุกหลังตื่นนอนแล้วจึงค่อยแปรงฟัน ทำอย่างนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ กลิ่นปากก็จะหายไป ขณะที่ส่วนต่างๆ ของกล้วย ไม่ว่าจะกินแบบผลสุก ผลดิบ กินหยวกกล้วยหรือปลีกล้วย ก็ยังให้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่า ในตำราอาหารไทยโบราณ “กล้วย” มักถูกเลือกใช้ในสำรับทั้งอาหารหวานคาวและของว่าง

ข้อมูลจากหนังสือบันทึกของแผ่นดินเล่มที่ 6 สมุนไพรท้องไส้ในวิถีอาเซียน ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า กล้วยมีคุณประโยชน์มากๆ ในการคลายสารพัดปัญหาในช่องท้อง มีงานวิจัยที่พบว่ากล้วยสามารถรักษาโรคกระเพาะได้ผลน่าพอใจ เนื่องจากกล้วยจะกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกมากขึ้น เยื่อเมือกนี้จะปิดแผลทำให้แผลหายเร็ว ผู้ที่มีปัญหาแผลในกระเพาะจะมีอาการดีขึ้น กระเพาะแข็งแรงขึ้นโอกาสเป็นแผลก็น้อยลง แต่ไม่ไปลดกรดอันจะไปทำลายกลไกธรรมชาติของร่างกาย จนทำให้เกิดความแปรปรวนของธาตุในร่างกาย ดังนั้น กล้วยจึงเป็นทั้งยารักษาและป้องกันโรคกระเพาะในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ กรดอะมิโนทริปโตเฟนที่มีอยู่ในกล้วยยังสามารถเปลี่ยนเป็นซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้เกิดอาการผ่อนคลาย อารมณ์ผ่องใส และรู้สึกมีความสุข ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าความเครียดเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ดังนั้นการกินกล้วยจึงเท่ากับเป็นการรักษาโรคกระเพาะแบบองค์รวมเลยทีเดียว

ส่วนกล้วยดิบนั้น สังเกตง่ายๆ กล้วยที่เพิ่งเริ่มสุกเปลือกยังมีสีเขียวอยู่ประปรายนั้น เป็นทั้งยาและอาหารที่ดีมากสำหรับคนท้องเสีย เนื่องจากในกล้วยดิบ มีสารที่เรียกว่า แทนนิน ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปทำลายผนังกระเพาะลำไส้ แก้ท้องเสีย นอกจากนี้ยังช่วยหล่อลื่นลำไส้ เพิ่มกากเวลาถ่าย และมีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก ดังนั้น การใช้กล้วยแก้ท้องเสียเท่ากับให้ธาตุโพแทสเซียมชดเชยกับที่สูญเสียไปเวลามีอาการท้องร่วง ถ้าร่างกายสูญเสียโพแทสเซียมไปมากๆ จะทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติ ในคนชราอาจทำให้หัวใจวายและเสียชีวิตได้

ขณะที่กล้วยสุกงอม ได้ชื่อว่ามีฤทธิ์ช่วยระบายอย่างดี เนื่องจากมีเพกตินอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยเพิ่มกากให้กับลำไส้ เมื่อผนังลำไส้ถูกดันก็จะทำให้รู้สึกอยากขับถ่าย นอกจากนี้ ยังมีเส้นใยที่ร่างกายไม่ย่อย เรียกว่า อินูลิน ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ หรือโปรไบโอติกส์ ซึ่งทำหน้าที่ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ อย่างไรก็ตามด้วยความที่กล้วยน้ำว้าสุกมีฤทธิ์ระบายไม่แรงมาก จึงต้องกินเป็นประจำวันละ 5-6 ลูก ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน จึงจะเห็นผล โดยสังเกตได้ว่าอุจจาระจะเป็นสีเหลือง ไม่มีกลิ่นเหม็น เนื่องจากการทำงานของโปรไบโอติกส์นั่นเอง อีกทั้งกล้วยยังช่วยหล่อลื่นในการขับถ่าย จึงไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก และรู้สึกว่าถ่ายออกหมดไม่เหลือกากตกค้าง

หยวกกล้วยอ่อน หรือแกนในต้นกล้วยอ่อน ถือเป็นผักพื้นบ้านที่พบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีสานและภาคใต้ หยวกกล้วยประกอบด้วยเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเส้นใยเหล่านั้นจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรก สารพิษตามลำไส้ สิ่งที่ไม่สามารถย่อยได้ และยังช่วยกระตุ้นลำไส้ให้บีบตัวดันของเสียนั้นออกมา ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่สารพิษเหล่านั้นจะไปก่อให้เกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารนั่นเอง

 

The Rack Variations

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470687

The Rack Variations

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่านี้เป็นการออกแบบต่อยอดมาจากกูรูโยคะชื่อดังชาวยูเครนคือท่าน Andrey Lappa ในแบบออริจินอล จะไม่มีการยกขาและทำพร้อมกัน 2 แขนเลย แต่ครูได้ปรับท่าจากของเดิม เพื่อให้เน้นความรู้สึกของกลุ่มกล้ามเนื้อที่แตกต่างกันออกไป แต่ผู้ฝึกยังคงรู้สึกถึงต้นแขนด้านใน ด้านนอกของหน้าอกส่วนบน รวมถึงข้อศอก ที่สำคัญต้องระวังข้อต่อข้อศอก อย่าทำเกินพอดี พลังงานจะไหลเวียนผ่านช่วงไหล่ ไปจนถึงปลายนิ้วมือ รวมทั้งได้ยืดเส้นขาด้านหลังเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย

วิธีปฏิบัติ

1.นั่งหลังตรงในท่า Dandasanaแล้วชันเข่าขวาขึ้นมาเพื่อเตรียม

 

2.มือขวาให้วางไว้บนเข่าขวา ส่วนมือซ้ายให้วางพื้นด้านหลัง แล้วเลื่อนมือไปเรื่อยๆ ให้ไกลจากลำตัว กระดูกสันหลังโค้งตามแนวธรรมชาติ ไม่ฝืนเกินไป ระวังข้อศอก ไม่ยืดมากไป เอาแบบพอดีๆ หายใจเข้า-ออก สักครู่ อาจค้างท่าสัก 10 วินาทีก่อนได้

 

3.หายใจเข้า ยกขาขวาขึ้นมา ใช้มือจับที่ฝ่าเท้าหรือน่อง ตามความยืดหยุ่นของร่างกาย

 

4.หายใจออกกดขาและหน้าผากมาเจอกัน กดคางต่ำ ค้างท่าประมาณ 20-45 วินาทีขณะค้างท่าให้หายใจเข้า-ออกตามธรรมชาติจากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

 

เมื่อฝึกครบทั้ง 2 ข้างแล้ว พักและปรับสมดุลในท่านั่งก้มตัว โดยพับตัวไปด้านหน้า(Paschimottanasana) แล้วค่อยๆ คลาย

 

‘ท่อนำไข่ตัน’ สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470686

‘ท่อนำไข่ตัน’ สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

โดย…แพทย์จีน ธนภร ตันสกุล (เฉิน รุ่ย อิ๋น) แผนกอายุรกรรมบุรุษเวช-นรีเวช คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

ท่อนำไข่ตันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของภาวะการมีบุตรยาก เพราะเป็นบริเวณที่อสุจิกับไข่ปฏิสนธิกันก่อนที่จะเคลื่อนตัวลงมาฝังตัวที่มดลูก ถ้าท่อนำไข่ตันส่งผลให้อสุจิไม่สามารถไปพบกับไข่ได้ หรือถ้าท่อนำไข่ตีบอสุจิสามารถเล็ดลอดเข้าไปพบและปฏิสนธิกับไข่ แต่ไม่สามารถเคลื่อนตัวมาฝังตัวที่มดลูกได้ และเกิดการฝังตัวที่ท่อนำไข่ทำให้เกิดท้องนอกมดลูกจนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ ท่อนำไข่ตันจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการมีบุตร ถ้าผู้ป่วยที่ต้องการมีบุตร แต่งงานมานานไม่ตั้งครรภ์แนะนำตรวจท่อนำไข่ด้วยการฉีดสีเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของภาวะมีบุตรยาก

ทางแพทย์แผนจีนมีแนวความคิดว่า “ท่อนำไข่ตัน” เกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ ที่แตกต่างกันอยู่ 2 ประการ ได้แก่1.เลือดและลมปราณ (ชี่) ติดขัด  2.ความร้อนชื้นคั่งค้าง ซึ่งหมอจะขออธิบายขยายความเพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจหลักการในการวินิจฉัยแบบแพทย์จีนนะคะ

เลือดและลมปราณ (ชี่) ติดขัด

มักจะเกิดมาจากความเครียด โกรธ หรือโมโห ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลมปราณ (ชี่) ของตับติดขัด ตับในศาสตร์การแพทย์แผนจีนมีหน้าที่ควบคุมและระบายถ่ายเทชี่ทุกส่วนในร่างกาย และสัมพันธ์โดยตรงกับอารมณ์ เมื่อร่างกายเกิดความเครียดขึ้น ชี่ในร่างกายจะไหลเวียนถ่ายเทไม่ดีเกิดการติดขัดรวมทั้งบริเวณท่อนำไข่ จึงส่งผลให้ท่อนำไข่ตีบตัน ลักษณะอาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยก็คือประจำเดือนมักมาช้า เลือดประจำเดือนสีคล้ำ มีก้อนเลือดปน อารมณ์หงุดหงิด คัดหน้าอก ก่อนหรือขณะมีประจำเดือน ช่วงตกไข่อาจมีอาการปวดจี๊ดเหมือนเข็มแทงที่บริเวณท้องน้อยทั้งสองข้าง

ความร้อนชื้นคั่งค้าง

หมายถึง ความร้อนและความชื้นที่เป็นพิษคั่งค้างสะสมอยู่ภายในร่างกายเป็นเวลานาน จึงเกิดเลือดคั่งบริเวณท่อนำไข่ ส่งผลให้ท่อนำไข่ตัน ซึ่งความร้อนชื้นนี้มีสาเหตุจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ขาดสุขอนามัย หรือกินอาหารรสเผ็ดร้อนหรือหวานจัดมากเกินไป หรือเคยมีอาการติดเชื้อ มดลูกอักเสบ เป็นต้น ลักษณะอาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่มักพบมีอาการปวดท้องหน่วงๆ ซึ่งไม่ใช่ขณะมีประจำเดือน มักมีตกขาวร่วมด้วย

ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จจากการรักษาโดยแพทย์แผนจีน คุณ ม. อายุ 30 ปี ตั้งใจพร้อมที่จะมีบุตร จึงไปพบแพทย์ฉีดสีตรวจดูท่อนำไข่ พบว่าท่อนำไข่ตันทั้งสองข้าง ตรวจซักประวัติแจ้งว่ารอบเดือนมาปกติทุกเดือน ไม่มีประวัติตั้งครรภ์มาก่อน พบสิวบริเวณใบหน้า ไม่มีตกขาว มีอาการปวดหน่วงช่วงกลางเดือน อัลตราซาวด์มดลูกพบก้อนเนื้องอกขนาดเล็ก 1 ก้อน และมีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แทรกตัวอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูกขนาด 6 ซม. ในการแพทย์แผนจีนจะวินิจฉัยว่า “อาการปวดหน่วงช่วงกลางเดือนและมีสิวบริเวณใบหน้าเกิดจากความร้อนชื้นอุดกลั้นภายในระยะเวลานานจึงเกิดเลือดคั่งในมดลูกส่งผลให้เกิดก้อนเนื้องอกในมดลูก” ดังนั้นการใช้ยาจีนจะขับความชื้นระบายความร้อน สลายก้อนเนื้องอกและกระจายให้ชี่ไหลเวียน

แผนการรักษาโดยแพทย์แผนจีน กำหนดไว้ที่ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน หลังการรักษาให้ผู้ป่วยไปตรวจท่อนำไข่ซ้ำอีกครั้ง พบว่า ท่อนำไข่ทั้งสองข้างไม่ตันแล้ว หลังการรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน สีที่ฉีดสามารถผ่านเข้าในท่อนำไข่สังเกตได้จากมีการฟุ้งกระจายของสี ซึ่งหมายถึงท่อนำไข่ไม่ตันแล้ว

 

ปลาทูของดีที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470332

ปลาทูของดีที่ไม่ควรมองข้าม

โดย…กันย์ ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ขณะที่เราๆ นั้นเอะอะอะไรก็ปลาแซลมอนกันไปหมด จนลืมปลาทูไทยหน้างอคอหักแถวแม่กลอง ราคาก็ถูกกว่าแซลมอนหลายบาท โอเมก้า 3 ก็เยอะมาก โดยเนื้อปลาทู 100 กรัม จะให้โอเมก้า 3 ประมาณ 2-3 กรัม ซึ่งเพียงพอที่ร่างกายต้องการ

นำปลาทูนึ่งทอดกินกับน้ำพริก ต้มยำปลาทู เมี่ยงปลาทู ปลาทูทอดขมิ้น ฉู่ฉี่ปลาทู เยอะแยะได้อีกหลายเมนู แล้วยังมากมายด้วยคุณค่าอีกด้วย เพียงแต่บางเมนูจะทำลายโอเมก้า 3 ไปมากด้วยความร้อนสูง เราจึงต้องเลือกกันหน่อยว่าจะนำปลาทูมาทำอะไรกินกันดีเพื่อให้ได้โอเมก้า 3 กันเต็มๆ

ปลาทูทอด การทอดปลาทูในน้ำมันจะทำให้โอเมก้า 3 ถูกทำลาย ละลายหายไปอยู่ในน้ำมัน ดังนั้นจึงอาจทอดปลาทูด้วยไฟกลางในน้ำมันแบบแค่พอเปื้อนกระทะเพื่อให้น้ำมันร้อนๆ ทำให้หนังปลาทูพองเหลืองน่ากิน

ต้มยำปลาทูสด เป็นเมนูที่นอกจากจะได้คุณค่าของปลาทูแล้ว ยังได้ซดน้ำที่อุดมไปด้วยคุณค่าจากสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ข่า หอมแดง ใบมะกรูด ผักชีฝรั่ง น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว และพริกขี้หนู แบบนี้คุณค่าเต็มเปี่ยมไม่ไปไหนแน่

เมี่ยงปลาทู เป็นเมนูโอเมก้า+สมุนไพร ที่อร่อยเต็มคำ เต็มคุณค่า

ยำปลาทู-ขนมจีน เป็นเมนูแนะนำ ที่อิ่มแบบไม่ต้องมีข้าวสวย แล้วโอเมก้า 3 ยังไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนสูงอีกด้วย เพราะเราจะใช้ปลาทูนึ่งมาแกะเนื้อยำกับสารพัดสมุนไพรอย่างตะไคร้ ผักชีฝรั่ง หอมแดง บีบมะนาว น้ำปลา แล้วคลุกเข้ากับขนมจีน เติมน้ำปลาและมะนาว พริกขี้หนูซอยเพิ่มให้ได้รสยิ่งขึ้น

คุณค่าในปลาทู มีตั้งแต่ วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส เพื่อไปซ่อมแซมกระดูกและฟัน รักษาระบบประสาท การทำงานของหัวใจ

ไอโอดีน ส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมน ควบคุมการทำงานของร่างกายให้เจริญเติบโตอย่างปกติ

กรดอะมิโนโปรตีน ที่จำเป็นต่อร่างกายสูงกว่าปลาชนิดอื่น โดย เฉพาะไลซีน ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น และข้อ ส่วนทรีโอนีน ซึ่งจำเป็นต่อความเจริญเติบโตในวัยเด็ก

โอเมก้า 3 ประโยชน์จากโอเมก้า 3 ต่อร่างกายนั้นมากมาย เช่น ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากช่วยป้องกันการเกิดก้อนไขมันในสมอง ช่วยลดภาวะการอักเสบของร่างกาย ช่วยเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ เพิ่มสมาธิ ความจำ และปรับสมดุลอารมณ์

ข้อควรระวัง หญิงมีครรภ์ไม่ควรรับประทานปลาทู รวมถึงปลาและสัตว์น้ำประเภทอื่นมากจนเกินไป เพราะเป็นอันตรายต่อพัฒนาการสมองของเด็กในครรภ์โดยสารเมธิลเมอร์คิวรี่ ซึ่งเกิดจากน้ำเสียที่ถูกปล่อยจากโรงงานอาจปนเปื้อนในตัวปลา

ปลาทูอร่อยต้องเป็นปลาทูในช่วงเดือน 8-11 โดยเฉพาะปลาทูแม่กลอง เพราะเป็นช่วงน้ำหลาก ทำให้ระบบนิเวศสามน้ำนำความสมบูรณ์มาเป็นอาหารของปลา จึงทำให้ปลาทูที่จับได้ในช่วงเดือนนี้มีเนื้ออร่อยที่สุด แต่ถึงยังไงเราก็ยังควรกินปลาทูกันตลอดทั้งปีด้วยนะคะ ไม่จำเป็นต้องรอกินเฉพาะช่วงอร่อยเท่านั้น เพื่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพสมองด้วยค่ะ

 

ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ – ปวารา อภิลพูลลาภ ขั้วเหมือนที่ดึงดูดกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473197

ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ - ปวารา อภิลพูลลาภ ขั้วเหมือนที่ดึงดูดกัน

โดย…สมแขก ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่สองสาวที่นิสัยแสนจะเหมือนกันคบหาผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านทั้งฤดูรัก ฤดูร้าว ของกันและกันมาหลายปีดีดัก เรากำลังพูดถึงนักแสดงสาว หยก-ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ และ นุคนิค-ปวารา อภิลพูลลาภ ที่สนิทซี้จนกลายเป็นหุ้นส่วนในหลายเรื่องในชีวิต และล่าสุดเธอสองคนก็ลงทุนทุบกระปุกร่วมลงขันกันเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น Sushi Otaru ที่อารีน่า 10@ ทองหล่อ 10 ไปหมาดๆ นี่ก็เพราะชอบตระเวนกินอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ ทั้งคู่จึงอยากมีร้านของตัวเอง

จุดเริ่มต้นของมิตรภาพ 10 ปี เกิดขึ้นง่ายมากเหมือนมองตาก็ปิ๊งกัน นั่นเพราะนิสัยที่ห้าว ตรง โผงผาง เปิดเผย การเจอกันครั้งแรกของสองสาวจึงต่อกันติดทันที และแม้ในระยะแรกที่ยังไม่ได้สนิทสนมกันขนาดเข้านอกออกในบ้านกันและกันได้ แต่ด้วยชะตาที่ต้องกัน ทำให้การเจอะเจอกันในครั้งต่อๆ มา ก็ค่อยๆ สร้างสัมพันธ์ที่ดีและยืนยาวมาจนถึงวันนี้

 

เมื่อ ‘นุคนิค’ สาวรุ่นพี่ พูดถึง ‘หยก’ เพื่อนซี้รุ่นน้อง

“กับหยกเรารู้จักกันเพราะว่าเพื่อนของนุคนิคแนะนำให้รู้จักกัน น่าจะประมาณสิบกว่าปีที่แล้วเลยค่ะ ตอนแรกเราเห็นหน้าน้องก็เออ…ถูกชะตา ถึงมันจะหน้าเหวี่ยงนิดๆ มันเหมือนมีเคมีบางอย่างที่บอกว่าไอ้คนนี้น่าคบ และพอเราสังเกตก็เห็นว่า เอ้ย! น้องคนนี้มันนิสัยคล้ายๆ เรา คือเราสองคนชอบอะไรคล้ายๆ กัน ในแนวทางของผู้หญิงแบบสาวๆ ที่เขาคบกันได้ แต่มุมต่างมีไหมก็มี แต่เรามารู้ลึกรู้จริงเมื่อคบกันไปสักพักแล้ว (หัวเราะ) แต่นิสัยโดยรวมแล้วเราเหมือนกัน จะว่าแมนก็แมนในความตรงไปตรงมา ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ถูกใจอะไรก็บอกก็เตือนกันตรงๆ ทำให้เราไม่ค่อยมีอะไรทะเลาะกันเท่าไร

“หยกเป็นคนตรงๆ มีอะไรตรงๆ เราไม่ได้เจอกันบ่อย แต่เจอทีไรก็ต่อกันติด ความต่าง เราชอบกันเลย เจอกันทุกครั้งก็พูดคุยเล่นกันได้ เราไม่เคยทะเลาะกันเลย แต่มีช่วงไม่ได้เจอกัน เราอัพเดทชีวิตกันก็ต่อเมื่อมาเจอกัน ซึ่งแต่ละฝ่ายก็จะเล่าพรั่งพรูออกมา เป็นยังไง มีหนุ่มไหม ถามถึงครอบครัว เราก็ไปบ้านเขาบ่อย คุณแม่ชอบทำกับข้าวให้กิน ส่วนตัวเขาเองก็เป็นน้องที่มีน้ำใจ และมีอะไรก็คุยได้ บอกได้ ไม่ดื้อ (หัวเราะพร้อมกับเสียงแทรกของหยกว่าดื้อเงียบ) แต่โดยรวมแล้วเขาจะรับฟังคำตักเตือนของเรา และต่างฝ่ายต่างรับฟังกันทำให้ไม่เคยมีเรื่องเคืองใจกันเลย”

เมื่อถามถึงช่วงที่อีกฝ่ายมีมรสุมข่าวคราวเรื่องความรัก นุคนิค ตอบว่า “เราถือเป็นคนหนึ่งที่รู้เห็นในความรักครั้งนั้นของเขาตั้งแต่เริ่มต้น พอรู้ข่าวก็ต้องเป็นห่วงตามประสาคนที่ใกล้ชิดกัน แต่ช่วงที่เขาเจอปัญหาจริงๆ เราคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เขาต้องตัดสินใจเอง นุคแค่ให้กำลังใจ เพราะเราก็อยากให้เขาได้คิดด้วยตัวเอง ซึ่งความเป็นห่วงอาจจะมีถามไถ่จากคนรอบข้างและส่งกำลังใจบ้าง เราจะรอให้เขาเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน รวมถึงจิตใจของเขาเอง เราก็ค่อยนัดเจอกัน หลังจากนั้นก็จะชวนเขาไปปฏิบัติธรรมมาตลอด เพราะเราอินสายนี้ แต่เขาก็ยังไม่พร้อม สุดท้ายเมื่อปลายปีที่ผ่านมาก็ชวนได้สำเร็จ เขายอมมาแค่หนึ่งวันก็ดีใจมาก (ลากเสียงยาว) คือเราอยากเห็นภาพนี้มานานแล้ว (หัวเราะ)”

 

‘หยก’ เปิดใจอะไรทำให้รัก ‘นุคนิค’

“ตอนที่พี่นุคชวนมาทำร้านโอตารุ เราก็ตกลงทันที เพราะหนึ่งอยากมีธุรกิจอาหาร และสองพี่นุคเคยมีประสบการณ์และเราเชื่อใจกัน เลยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกันในระยะยาว สิ่งที่ทำให้เรารักเขาเลยคือ เราสองคนเป็นคนห้าวๆ เหมือนกัน ชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็บอกกันตรงๆ ไม่แอ๊บ ไม่เสแสร้ง คนที่มันคลิกกัน ต่อให้เจอกันหรือไม่เจอกัน พอมาเจอกันอีกครั้งก็จะต่อกันติดทันที หยกกับพี่นุคก็เหมือนกัน เจอกันนี่โผกอดไม่อายฟ้าอายดิน (หัวเราะ) มีความกรี๊ดกร๊าด เพราะเราไม่มีอะไรต้องปิดบังกัน เลยคุยกันได้ และโชคดีที่ว่าเวลาเราคุยงานกันหรือธุรกิจกัน แนวคิดของเราสองคนจะไปในทิศทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรขัดแย้ง หรือมีอะไรขัดนิดหน่อยเราก็จะจูนกันได้เร็ว

“พี่นุคเป็นคนง่ายๆ สบายๆ กับพี่กับน้องนะ เป็นคนแบบห่วงใยเรา มีอะไรก็เตือนตลอด หยกเป็นคนชอบคนตรง ไม่ชอบคนมีลับลมคมใน เราชอบที่เขาบอกเขาเตือน เพราะเราเคารพเขาเป็นพี่สาว ซึ่งเราเห็นแล้วว่าตลอดเวลาที่คบกันมาเขามีแต่ความหวังดีให้เรา” เมื่อถามถึงความเป็นห่วงซึ่งกันและกัน มีเสียงหัวเราะจากสองสาว ก่อนที่หยกจะบอกว่า “นอกจากสุขภาพของเจ้แล้ว ในมุมของหยก หยกเป็นห่วงพี่นุคเรื่องชีวิตคู่ เพราะว่าพี่สาวของเรายังโสดอยู่ แม้จะมีหนุ่มๆ เข้ามาบ้าง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ ก็มีผลัดกันสกรีนให้บ้าง ก็ปลอบใจกันว่าสุดท้ายก็มาเองแหละ (หัวเราะ)”

“สิ่งสำคัญที่ทำให้มิตรภาพของเรานานขนาดนี้ ข้อหนึ่งคือความจริงใจ เวลาหยกมองหน้าคน เราจะเห็นในแววตาเลยว่าใครจริงใจ ใครเฟก คือถ้าเราให้ใจเขา เขาสัมผัสได้ เขาก็จะให้ใจเรามา แต่หยกไม่ได้ให้กับทุกคน เพราะเราก็เชื่อในเซนส์ของตัวเองด้วย บางคนก็มีเหมือนกันที่เราให้แค่ 50-50 หรือบางคนให้ 70 เหลือไว้ 30 แต่ที่เราเปิดใจให้เต็มร้อยมีน้อยมากๆ ซึ่งพี่นุคก็คือคนนั้น

แต่สิ่งที่หยกยังไปไม่ถึงเขาก็คือพี่นุคเป็นสายธรรมะจริงจัง ล่าสุดเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาเขาชวนเราไปภาวนา ก็ไปนะ เขาดีใจมาก (ยิ้ม) คือเป็นคนแรกที่ชวนเราไปภาวนาแล้วเราไป คือปกติเราทำบุญ ทำทาน ไหว้พระ เป็นเรื่องปกติ แต่เราคิดว่าจิตเรานิ่งไม่พอที่จะไปทำสมาธิ ไปปฏิบัติธรรม คือต้องใช้ใจล้วนๆ ซึ่งหยกสติยังแตกอยู่ คิดว่าไม่สำรวมได้ขนาดนั้น แต่เขาเป็นคนแรกที่ดึงหยกไปได้ ถึงจะเป็นการเจริญภาวนาแค่หนึ่งวันเขาก็ดีใจมาก เพราะปกติหยกติดโทรศัพท์ ทีนี้ไปวันนั้นเหมือนดัดนิสัย เอาเข้าจริงๆ วิธีการและบรรยากาศก็พาเราให้สงบได้ ซึ่งเราก็ทำได้จริงๆ”

 

เอกภาสน์ เตพละกุล อยากทำเพื่อประเทศต้องลงมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473196

เอกภาสน์ เตพละกุล อยากทำเพื่อประเทศต้องลงมือ

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ความชอบในสิ่งเล็กๆ บางอย่าง สำหรับบางคนแล้วก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำ ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่สำหรับบางคนกลับนำความชอบมาเป็นแรงผลักดันไปสู่การสร้างฝันที่ยิ่งใหญ่ให้เป็นจริงขึ้นมาได้

เอกภาสน์ เตพละกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท สกายเวนเจอร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความชอบ มีฝัน แล้วลงมือทำจนสำเร็จ แทนที่จะปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นหายไปในอากาศ เพราะเอกภาสน์ มีแนวคิดว่า “ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ เราอย่ารอช้า ต้องลงมือทำ ทำไม่เป็นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นก็คือคุณทำรึเปล่า เพราะคนเราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา”

จากการมีแนวคิดเช่นนี้เอง เมื่อบวกกับความชื่นชอบสร้างเมือง ต่อรถไฟ จากของขวัญเมื่อวัยเยาว์ 20-30 ปี ก่อนที่คุณพ่อซื้อมาให้เล่น และความต้องการอยากให้เมืองไทยมีแหล่งท่องเที่ยวสักแห่งที่คนทั้งครอบครัวมาทำกิจกรรมร่วมกันได้ โดยได้ทั้งความบันเทิงและสาระ ในที่สุดจึงลงทุนลงแรงจนสร้างฝันสำเร็จเปิดตัว

 

“สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์” เมืองจำลองย่อส่วนอัตรา 1:87 เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ชั้น 2 เกตเวย์ เอกมัย ติดกับไฟลท์ เอ็คซพีเรียนซ พื้นที่ให้คนได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์เสมือนเป็นนักบิน ซึ่งเอกภาสน์ก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้งเช่นกัน

เอกภาสน์ เล่าว่า ความคิดอยากทำแหล่งท่องเที่ยวประเภทสาระบันเทิง (เอ็ดดูเทนเมนต์) ในเมืองไทย เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีก่อน จุดเริ่มต้นมาจากเวลานั้นผมเริ่มมีลูก 2 คน จึงเริ่มหาสถานที่ที่จะพาลูกๆ ไปเที่ยว ซึ่งในเมืองไทยพอมีบ้าง แต่พอไปแล้วลูกๆ รู้สึกสนุกสนาน ส่วนพ่อแม่อาจไม่ได้รู้สึกสนุกสนานร่วมด้วยเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยได้ ทำให้เกิดความคิดว่า น่าจะมีสถานที่ที่คนในครอบครัวไปสนุกสนานร่วมกันได้ทั้งหมด

เวลานั้นก็ไปค้นหาสถานที่อยู่หลายประเภท ทั้งเกมเซ็นเตอร์ ซิมูเลเตอร์รถแข่ง แทรมโพลีน เกมเลเซอร์ รวมถึงเมืองจำลอง ไปดูมหกรรมขายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ในสหรัฐอเมริกา และสุดท้ายก็ได้ไปที่เมืองจำลอง ในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ซึ่งเปิดมาประมาณ 10 ปีแล้วก็มองว่าเมืองจำลองน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์เรื่องเอ็ดดูเทนเมนต์ได้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้เข้าชมสูงถึงปีละ 1 ล้านคน จึงตัดสินใจว่าจะทำเมืองจำลอง

 

ช่วงแรกที่ตัดสินใจได้แล้วเคยไปเจรจากับทางผู้ที่เป็นเจ้าของเมืองจำลองในเมืองฮัมบูร์กเพื่อขอซื้อแฟรนไชส์มาทำในไทย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าจะทำเมืองจำลองขึ้นมาเอง ซึ่งความท้าทายสำคัญที่รออยู่ข้างหน้าก็คือ ไม่มีผู้ให้คำแนะนำว่าการสร้างเมืองจำลองต้องทำอย่างไร ประกอบกับในประเทศไทยไม่มีบุคลากรที่เคยทำแหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้มาก่อน ซึ่งการสร้างเมืองจำลองย่อส่วนต้องใช้ทักษะสูง ความมุมานะก็ต้องสูง รายละเอียดในการทำก็มาก

ในประเทศไทยนั้นมีคนที่สร้างเมืองจำลองย่อส่วนเป็นงานอดิเรกอยู่บ้าง พอให้ไปหาความรู้จากคนเหล่านี้ได้ แต่คนเหล่านี้ก็ไม่สามารถสร้างทุกอย่างในเมืองจำลองได้ด้วยตัวเอง บางอย่างจะต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง อีกทั้งค่าตัวยังแพงมาก ดังนั้นจึงหันกลับมาเริ่มสร้างคนและทำเมืองจำลองย่อส่วนให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ระหว่างหาทีมงานก็ไปเจอกับอาจารย์ชาติขจร เลิศสวัสดิ์ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จึงนำเสนอโครงการนี้ไปและได้อาจารย์มาร่วมงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการผลิต สร้างสรรค์เมืองนี้ขึ้นมา

“อุปสรรคในการสร้างสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ มีเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคนและเรื่องการหาวัตถุดิบอุปกรณ์ ต่อมาเป็นเรื่องของเงินทุน เพราะวัตถุดิบราคาสูง ปัญหาคือความเร็วในการทำงานทำเร็วมากไปก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงใช้เวลาสร้างกว่า 2 ปีจึงจะเสร็จ ซึ่งระหว่างก่อสร้างก็มีคนบอกว่าเราไม่มีทางทำเสร็จได้ แต่เราก็ทำได้จนเสร็จตามวันที่เราบอกเอาไว้ เลยรู้สึกภูมิใจที่ทำได้ ดีใจที่เด็กๆ จะเดินเข้ามาดูได้เสียที” เอกภาสน์ กล่าว

 

ทั้งนี้ สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เกิดขึ้นได้จากทีมงานกว่า 50 คน และกล่าวได้ว่าที่นี่คือเมืองจำลองฝีมือคนไทยแท้ก็ได้ ถือเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความสามารถที่จะทำเมืองจำลองได้ สิ่งสำคัญมาจากทีมงานทุกคนมีความมุ่งมั่นสูงมาก เชื่อในสิ่งที่ทำว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศและสังคมไทย พอมีความเชื่อร่วมกันแบบนี้จึงทำงานได้แบบไม่มีการมองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของผม เป็นหน้าที่คุณ เวลางานหมดก็กลับบ้าน แต่ทุกคนมาเช้ากว่ากำหนดเวลางาน กลับดึกกว่ากำหนด ทำแบบไม่มีบ่น โดยเฉพาะคนที่อยู่ร่วมกันตั้งแต่วันแรกที่เริ่มสร้างจนมาถึงวันนี้

เอกภาสน์ ระบุว่า ที่มาของการตั้งชื่อเมืองจำลองย่อส่วนว่า สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ มาจากการให้โจทย์กับนักเขียนการ์ตูนให้ช่วยสร้างเรื่องราว สร้างตัวละครมาเล่าเรื่องราวในเมืองจำลองย่อส่วนนี้ ซึ่งพอเล่าแนวทางเรื่องราวที่ต้องการไป นักเขียนการ์ตูนก็หยิบชื่อลูกชายของเอกภาสน์ คือ สแตนลีย์ มาเป็นตัวละครหลัก

เรื่องราวก็มีอยู่ว่า การผจญภัยของหนุ่มน้อยสแตนลีย์ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อคุณปู่ของเขาได้เล่าถึงสมบัติล้ำค่าที่เคยเก็บซ่อนไว้ในโลกแห่งนี้ สแตนลีย์จึงออกเดินทางตามหาสมบัติเหล่านั้น ซึ่งระหว่างทางก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ ได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายผ่าน 11 โซนแห่งความสุขและความมหัศจรรย์ในเมืองจำลองย่อส่วน

 

ได้แก่ 1.เมืองแห่งทรัพยากรที่เป็นต้นกำเนิดชีวิต ซึ่งรวบรวมทรัพยากรจำเป็นไว้ที่นี่ รวมถึงเขื่อนฮูเวอร์ แดม ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นที่สุดในวิศวกรรมโลก รวมทั้งเหมืองแร่ดีบุกที่แปรรูปเป็นของใช้ โซนก่อสร้างที่จำลองให้เห็นขั้นตอนการทำงานของช่างก่อสร้างและเหมืองแร่ทองคำ 2.เมืองเกษตรกรรมและการทำปศุสัตว์ เต็มไปด้วยต้นไม้และทุ่งหญ้าเขียวขจี การใช้ชีวิตแบบปลูกสวนผัก ผลไม้ ทำฟาร์มสัตว์ ผลิตไฟฟ้าจากแรงลม มีไฮไลต์เด็ดเป็นกังหันลมที่ทำด้วยฝีมือช่างไทย

3.เมืองแห่งประวัติศาสตร์และอารยธรรม แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ อเมริกาและยุโรป ฝั่งอเมริกาจะสะท้อนภาพเมืองที่แข็งแรงเรื่องแนวคิดการใช้งาน การออกแบบง่าย ไม่หวือหวา ส่วนฝั่งยุโรป จะสะท้อนเรื่องการออกแบบวิจิตรงดงาม 4.เมืองแห่งจุดเริ่มต้นของการคมนาคมและความบันเทิง โดยเมืองนี้รถไฟเป็นพระเอก มีไฮไลต์เป็นราวด์ เฮาส์ โกดังเก็บรถไฟที่หาชมยาก พร้อมทั้งสวนสนุก คอนเสิร์ต และสนามบอล

5.เมืองแห่งทะเลทรายที่ร้อนระอุ ประกอบด้วยคาราวานพ่อค้ากลางทะเลทราย มีโอเอซิสจำลอง พร้อมสวนสัตว์ 6.เมืองแห่งท้องทะเล มีไฮไลต์เป็นเรือเก่าแก่ที่จมอยู่ใต้ทะเลลึก 7.ถ้ำแห่งกาลเวลา ที่จะได้พบกับสิ่งแปลกพิสดารที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย 8.เมืองท่าสีขาว โดยจะปกคลุมด้วยหิมะทั่วเมือง ได้เห็นความน่ารักของสัตว์ขั้วโลก พร้อมกระเช้าลอยฟ้าขยับได้จริง และเครนยกตู้คอนเทนเนอร์ที่ทำงานเสมือนจริงร่วมกับเรือสินค้าขนาดใหญ่

 

9.สนามบินไร้ขอบฟ้า ถือเป็นจุดสำคัญที่สุดในสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เป็นเมืองแห่งการพบพาและจากไป ได้เห็นฉากความซาบซึ้งเกี่ยวกับตัวละครต่างๆ บนโซนนี้ พร้อมทั้งเห็นความอลังการของการทะยานขึ้นและลงจอดของเครื่องบินสายการบินมากกว่า 30 ลำ รวมถึงเครื่องบินเจ็ตของทหาร พร้อมโชว์ระบบการจัดการสนามบินอย่างละเอียด

10.ย่านธุรกิจพันล้าน สะท้อนความรุ่งเรืองของย่านธุรกิจและแสดงตึกระฟ้าโด่งดังในโลก สะท้อนภาพย่านชุมชนแออัด เพื่อให้ได้ศึกษาวิถีชีวิตคนเมืองแบบครบถ้วน ได้เห็นนสังคมเดียวกันที่มีคุณภาพชีวิตแตกต่างกันสิ้นเชิง และ 11.เมืองไท้ยไทย ที่นำเอาจุดสำคัญในประเทศไทยมารวมไว้บนโต๊ะนี้ เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จตุจักร ตลาดน้ำ

เอกภาสน์ กล่าวว่า ถ้าเป็นคนทั่วไปที่มาเที่ยวชมสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ น่าจะใช้เวลาเฉลี่ย 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นช่างภาพอาจจะใช้เวลาขั้นต่ำกัน 4 ชั่วโมง เพราะช่างภาพน่าจะชอบกับการได้รูปเมืองจำลองย่อส่วนแบบเต็มที่ โดยหวังว่าจะมีคนมาเยี่ยมชมที่แห่งนี้ 1 แสนคนในปีแรกหลังเปิดให้บริการ และกลายเป็น 4 แสนคน/ปี ภายใน 3 ปีข้างหน้า สำหรับการเข้าชมเมืองนี้จะเปิดให้เข้าได้ 10.00-20.00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชมสำหรับเด็ก ความสูง 80-130 เซนติเมตร อยู่ที่ 450 บาท ผู้ใหญ่ 650 บาท

เมืองจำลองย่อส่วนแห่งนี้จะมีการปรับปรุงส่วนต่างๆ อยู่เรื่อยๆ โดยทุกๆ วันจะมีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ตามโซนต่างๆ โดยหลังจากนี้ก็จะรอฟังความคิดเห็นของผู้ที่เข้ามาชมเมืองจำลองย่อส่วนแห่งนี้ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร อยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้เพื่อนำมาปรับปรุง

ท้ายนี้ เอกภาสน์ ฝากไว้ว่า หากเป็นไปได้ก็อยากให้มีการสร้างแหล่งท่องเที่ยวในลักษณะเอ็ดดูเทนเมนต์ในไทยมากๆ เพราะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของกลุ่มครอบครัวได้ดี เด็กไทยจะได้ประโยชน์ไปด้วยนอกเหนือจากการได้รับความบันเทิง

การสร้างสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ นอกจากทำให้ประเทศไทยเกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ขึ้นมาแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่เหนือไปกว่าคือสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เป็นเครื่องหมายที่สะท้อนความสามารถของคนไทยได้ดีว่า ถ้ามีความพยายาม ตั้งใจทำ และลงมือจริง ในที่สุดก็จะสำเร็จได้ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะยากเย็นเพียงใดก็ตาม

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘จวนเก่าเมืองอุบล’ ปฐมภูมิพิพิธภัณฑ์อีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249106

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดินแดนประเทศไทยนั้น ภาคอีสานถือเป็นแผ่นดินเก่าที่มีอายุอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์ ทำให้มีเรื่องราวของสัตว์ดึกดำบรรพ์และเรื่องราวมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่มีการสร้างบ้านแปลงเมืองต่อเนื่องกันหลายยุคสมัย นายวีระ โรจนพจน์รัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้ความสำคัญถึงแหล่งเรียนรู้ที่ปรากฏอยู่ในภาคอีสานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ที่ใช้จวนหรือศาลากลางหลังเก่า ซึ่งสร้างบนที่ดินของหม่อมเจียงคำชุมพล ณ อยุธยา ชายาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสำเร็จราชการมณฑลลาวกาว (มณฑลอีสาน) ครั้งมาประทับว่าการที่เมืองอุบลราชธานีนั้นมาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้น สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่เลขที่ 318ถนนเขื่อนธานี ตำบลในเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยกรมศิลปากรได้ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อให้เป็นศูนย์อนุรักษ์ เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น และให้บริการทางการศึกษาเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ศิลปะ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

เดิมนั้นเป็นอาคารศาลากลางเมืองอุบลราชธานีในรัชกาลที่ 6 สร้างเมื่อพ.ศ.2461 เป็นอาคารชั้นเดียวก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูง หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องว่าวมีครุฑประดับส่วนบนสุด ภายในอาคารประกอบด้วยห้องโถงใหญ่อยู่ตรงกลาง มีสวนหย่อมขนาบข้าง ล้อมรอบด้วยระเบียงทางเดินและห้องขนาดเล็ก เหนือกรอบประตูและบัวหัวเสารับชายคาที่ระเบียงมีการประดับตกแต่งด้วยไม้ฉลุลายพันธุ์พฤกษาเมื่อมีการสร้างศาลากลางใหม่และย้ายที่ทำการไปเมื่อ พ.ศ.2511 ศาลากลางหลังเก่าจึงปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ของจังหวัดอุบลราชธานี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2532

การจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานีนั้นมุ่งเน้นเรื่องราวด้านต่างๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี ทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ชาติพันธุ์วิทยา ศาสนาและการปกครอง โดยจัดแสดงนิทรรศการออกเป็นห้องๆ เช่น แสดงข้อมูลทั่วไปของจังหวัดอุบลราชธานีแสดงธรณีวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยจัดแสดงข้อมูลและหลักฐานทางโบราณคดี ประกอบด้วยโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในเขตจังหวัดอุบลราชธานี เช่น เครื่องมือหิน กลองมโหระทึก ภาชนะดินเผารูปทรงต่างๆ เครื่องใช้และเครื่องประดับสำริด รวมทั้งอาวุธที่ทำจากสำริดและเหล็ก ที่ผนังจะมีภาพเขียนสีจำลองจากแหล่งภาพเขียนสีผาแต้ม ซึ่งเป็นแหล่งภาพเขียนสีที่สำคัญในเขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

แสดงประวัติศาสตร์เริ่มแรก วัฒนธรรมทวาราวดีและวัฒนธรรมเจนละ จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยประวัติศาสตร์เริ่มแรกในวัฒนธรรมเจนละหรือวัฒนธรรมเขมรก่อนเมืองพระนคร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 และวัฒนธรรมทวาราวดีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-15 โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่สุดได้แก่ พระอรรธนารีศวร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 พบในจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประติมากรรมที่สลักรวมรูปพระศิวะและพระอุมาผู้เป็นชายารวมไว้เป็นองค์เดียวกัน พระคเณศหินทราย ศิลปะเขมร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้น แสดงวัฒนธรรมไทย-ลาว ผ้าโบราณ และผ้า
พื้นเมืองอุบลราชธานี ดนตรีพื้นเมือง ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือนและผลงานประณีตศิลป์เนื่องในพุทธศาสนา ด้วยสถานที่คับแคบของจวนเก่าแห่งนี้ และโบราณวัตถุยังมีอีกจำนวนมากนั้น ทำให้ถูกมองถึงพัฒนาการเป็นแหล่งเรียนรู้ในวันข้างหน้ามากขึ้น

 

แหวกฟ้าหาฝัน : Scene from Bible ใน Palazzo Barberini 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249108

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Christ Driving the Money Changer out of the Temple ของ Valentin de Boulogne

ใน National Gallery of Ancient Art กรุงโรม ยังมีภาพจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลอีกหลายภาพ เช่น The Raising of Lazarus ของ MattiaPreti ศิลปินอิตาลียุคบาโรก ตอนหนึ่งจากพระคัมภีร์จอห์น 11: 1-44 ที่พระเยซูทำอัศจรรย์เพื่อให้ Lazarus of Bethany ฟื้นคืนชีพหลังจากที่เขาถูกฝังไปแล้วนี้เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ศิลปินนิยมนำมาสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งนี้เพราะช่วงเวลานี้ไม่เพียงเป็นการถวายพระเกียรติกับพระองค์แล้วยังเป็นตอนหนึ่งที่ศิลปินสามารถใช้จินตนาการได้อย่างหลากหลายด้วย ภาพการฟื้นคืนชีพของ Lazarus นี้เป็นผลงานที่ศิลปินสามารถผสมผสานแนวทางศิลปะแบบเรอเนสซองส์และนาโปลีได้อย่างลงตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แสงและเงาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความขลัง ผู้ชมที่เห็นผลงานของจริงจะสามารถเห็นถึงรัศมีที่แผ่ออกจากนิ้วดัชนีของพระเยซูและรอบๆ เศียรเลยทีเดียว

Christ Driving the Money Changer out of the Temple ของ Valentin de Boulogne detail

Christ Driving the Money Changerout of the Temple ของ Valentin deBoulogne ศิลปินฝรั่งเศสแนว Tenebrism เรื่องราวตอนนี้เกิดขึ้นในเยรูซาเลมเมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในวิหารและเห็นพ่อค้ามาขายสัตว์เพื่อให้ชาวบ้านนำมาบูชายัญ พระองค์ทรงพิโรธมากจึงขับไล่พ่อค้าเหล่านี้ไป และกล่าวว่า  มีพระวจนะเขียนไว้ว่า “นิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐาน” แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น “ถ้ำของพวกโจร” ดั้งเดิมนั้นภาพเขียนนี้ของศิลปินเคยอยู่ในของสะสมของราชวงศ์สเปน แต่ในช่วงที่นโปเลียนเรืองอำนาจก็ปล้นสเปนมาเป็นของตัว หลังจากนั้นภาพเขียนนี้ก็ถูกเปลี่ยนมืออีกหลายครั้งจนมาอยู่ที่ National Gallery of Ancient Artในปี 1895  ผลงานชิ้นนี้แสดงอัตลักษณ์ของงานแนว Tenebrism อย่างเด่นชัดตรงที่มีการใช้แสงสลับกับเงาขับเน้นความรุนแรงของเรื่องราวจากตัวละครในภาพ

Samson and Delilah ของ Mathias Stom

The Judgment of Solomon ของ Valentin de Boulogne ศิลปินชาวฝรั่งเศสแนว Tenebrism ฉากที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของกษัตริย์โซโลมอน บุตรดาวิด ในการตัดสินคดีหญิงสองคนแย่งลูกคนเดียวกันนี้เป็นฉากที่แสดงการยกย่องกษัตริย์โซโลมอนอย่างมาก ในตอนนี้เมื่อมีหญิงสองคนมาให้พระองค์ตัดสินว่าทารกที่รอดตายเป็นของใคร พระองค์จึงสั่งให้ทหารนำดาบมาเพื่อแบ่งเด็กให้หญิงทั้งสองคนละครึ่ง เมื่อหญิงคนหนึ่งร้องว่า อย่าฆ่าเด็กเลย ยกเด็กให้อีกคนเถอะส่วนอีกคนร้องว่า ให้พระองค์แบ่งเด็กไปเลยเด็กจะได้ไม่ต้องเป็นของทั้งเธอและหญิงคนแรก พระองค์จึงตัดสินให้หญิงที่เป็นคนร้องคนแรกโดยให้เหตุผลว่าเพราะเธอเป็นแม่เด็กจึงไม่อยากให้เด็กตาย เรื่องราวที่แสดงความปราดเปรื่องนี้ส่งผลให้พระนามของกษัตริย์โซโลมอน กระเดื่องไปทั่วอิสราเอล แม้ผลงานชิ้นนี้จะมาจากศิลปินคนเดียวกัน และใช้เทคนิคใกล้เคียงกันในการวาดทั้งสองภาพ นั่นคือ ใช้แสงเป็นตัวสร้างความโดดเด่นให้กับตัวละคร แต่เขากลับสามารถที่จะใช้ภาพสื่อถึงความยุติธรรมและความปราดเปรื่องของกษัตริย์โซโลมอนได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายอันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด นอกจากนี้ ศิลปินคนเดียวกันยังมีภาพฮิตในพระคัมภีร์จัดแสดงในห้องภาพนี้ด้วยคือ The Last Supper

The Judgment of Solomon ของ Valentin de Boulogne

Samson and Delilah ของ Mathias Stomศิลปินชาวดัทช์แนว Caravaggism เรื่องราวในตอนนี้ของพระคัมภีร์กล่าวถึงแซมซั่น บุตรของสามีภรรยาชาวอิสราเอลที่ถือกำเนิดตามคำทำนายของนางฟ้า แต่มีเงื่อนไขว่าเขาต้องรับใช้ชาติ อุทิศตัวให้กับพระผู้เป็นเจ้าและห้ามตัดผม แซมซั่นเป็นชายหนุ่มที่มีพละกำลังมาก เริ่มทะนงตนและผิดสัญญาด้วยการไม่ดำรงตนอย่างบริสุทธิ์ ชอบเที่ยวโสเภณี แต่เขายังไม่ผิดสัญญาในเรื่องไม่ตัดผม เขาจึงยังคงแข็งแรง แต่เมื่อเขาติดผู้หญิงโสเภณีที่มีนามว่า Delilah ที่ได้รับสินบนมาให้หลอกถามเขาว่าอะไรคือความลับของความแข็งแรง เขาก็สารภาพกับนางและถูกตัดผมจนหมดกำลังในที่สุด ศิลปินเขียนให้ Delilah ถือกรรไกรและแซมซั่นดูหมดแรงซึ่งสามารถบอกถึงเรื่องราวตามพระคัมภีร์ได้ในฉากเดียวอันสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Caravaggio อย่างเด่นชัด สังเกตได้จากการให้แสง แต่ยังคงมีเอกลักษณ์ของตัวเองตรงที่ศิลปินชอบจัดวางองค์ประกอบของภาพแบบสามเหลี่ยมและให้จุดเด่นอยู่ตรงฐานเหมือนอย่างตัวแซมซั่นในภาพ

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Palazzo Barberini ไม่เพียงจะได้ชมพระราชวังอันสวยงาม ยังได้มีโอกาสชมภาพเขียนจากพระคัมภีร์จนจุใจอันน่าจะทำให้รู้สึกคุ้มค่าและอิ่มเอได้ไม่น้อยทีเดียว  (ภาพจาก Guidethe National Gallery of Ancient Art at PalazzoBarberini)

The Last Supper

The Last Supper detail

The Raising of Lazarus ของ Mattia Preti

The Raising of Lazarus ของ Mattia Preti detai