ไอเดียเลือกของขวัญเพิ่มความสุขช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248474

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เริ่มนับถอยหลังส่งท้ายปีเก่าเข้ามาทุกขณะแล้ว เชื่อว่าตอนนี้หลายๆ คนอาจจะกำลังมองหาไอเดียดีๆ ในการหาของขวัญกันอยู่ใช่ไหมคะ ยูนิโคล่ นำเสนอไอเดียในการเลือกของขวัญชิ้นพิเศษ ให้ถูกใจคนรอบตัวแบบที่ต้องยิ้มกริ่มเมื่อเปิดกล่องของขวัญแน่นอน

แฟนสาวคนพิเศษ ลองเลือกของขวัญที่จะสามารถแทนความอบอุ่นจากคุณไปสู่เธอ อย่างผ้าพันคอเนื้อดีสักผืน หรือแจ๊กเกตดาวน์อุ่นๆ สักตัว เลือกที่สีกลางๆ อย่างสีเทา ขาว และดำ เป็นสียอดฮิตที่สามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้ตลอดทั้งปีไม่มีเบื่อ และอย่าลืมไอเท็มเด็ดมัดใจเธออย่างลิปแมตต์สีเดงลงไปในกล่องของขวัญด้วยล่ะ แค่นี้คะแนนความรักของคุณคงจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นกอง

เพื่อนสาวสุดซี้ ลองเลือกอะไรที่เพื่อนอาจคิดไม่ถึงอย่างอินเนอร์แวร์ (Innerwear) ไม่ว่าจะเป็น Body Shaper หรือ Wireless Bra หรือถุงเท้าเก๋ๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนรู้สึกสบายและผ่อนคลาย เหมือนกับมิตรภาพของพวกคุณ สีสันอาจไม่ต้องฉุดฉาดมาก สามารถแมทช์กับเสื้อผ้าได้ง่าย อย่าลืมหาเครื่องประทินผิวให้เพื่อนผ่อนคลายจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งปีอย่างสคลับขัดผิว และเครื่องสำอางชิ้นโปรด เช่น ลิปสีเบอร์กันดีสุดแซ่บ รับรองว่าเพื่อนสาวของคุณต้องกรี๊ดแบบลืมตัวแน่ๆ

พี่สาวคนเก่ง สำหรับเวิร์คกิ้งวูเม่น ผู้ทำงานหนักมาตลอดทั้งปี อาจไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเองมากนัก ถึงเวลาที่น้องๆ จะดูแลพี่ๆ บ้างด้วยการเลือกไอเท็มที่เรียบง่ายแต่คลาสสิก สามารถหยิบมาใช้ได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นหมวกไหมพรม ถุงมือ ผ้าพันคอ หรือเสื้อคาร์ดิแกน เสื้อผ้าขนสัตว์ ในโทนสีธรรมชาติกลางๆ อย่างสีเบจ หรือสีน้ำตาล พร้อมด้วยไอเท็มติดกระเป๋าอย่างบรัชออนสีสด อย่างสีชมพูกลีบกุหลาบ ให้ลุคสุขภาพดี พร้อมรับมือกับงานในปีหน้า

เพื่อนหนุ่มสุดชิค ของขวัญให้เพื่อนหนุ่มคนนี้กว้างมาก มีให้เลือกตั้งแต่ผ้าพันคอ หมวก เข็มขัด ถุงเท้า หรือแจ๊กเกตเดนิม ที่พร้อมให้เพื่อนได้ลุยอย่างเต็มที่ ในโทนสีที่แมน แมน แต่แฝงด้วยกลิ่นอายของความวินเทจ อย่างแดงเบอร์กันดี เทาเข้ม ดำ และสียีนส์ ตบท้ายเสริมหล่อให้เพื่อนด้วยไอเท็มสุดฮิตอย่างฮีทเทค ฟลีซ เสื้อตัวนอกที่เพิ่มความอบอุ่นให้ได้ตะลุยปีใหม่ได้อย่างสบายใจ แถมด้วยครีม หรือน้ำมันโกนหนวด ช่วยเพื่อนกลูมมิ่งก่อนออกไปฉลองปาร์ตี้ส่งท้ายปี

พี่ชายคนโปรด คงต้องมีกิมมิคหรือลูกเล่นในไอเท็มที่เลือกให้เขาสักนิด อย่างลายสามเหลี่ยมที่ถุงเท้า หรือลายทาง
ขวางบนเสื้อยืด คู่กับไอเท็มสีอบอุ่นอย่างสีเทาอ่อน หรือลองเลือกเสื้อที่จะแทนความอบอุ่น ให้หนุ่มๆ อุ่นได้ตลอดทั้งปีอย่าง เสื้อฮีทเทค (HEATTECH) แน่นอนว่าพี่ชายของเราต้องยิ้มแก้มปริถูกใจเลยงานนี้

แฟนหนุ่มสุดที่รัก สำหรับหนุ่มคนพิเศษส่งท้ายคนนี้ ของที่คุณเลือกอาจเป็นไอเท็มที่หนุ่มๆ พร้อมแพ็กลงกระเป๋าไปเที่ยวเคานท์ดาวน์กับคุณได้ทันที จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากไอเท็มที่หนุ่มๆ ต้องใช้ในชีวิตประจำวันทุกวัน สามารถเลือกได้ตั้งแต่อินเนอร์แวร์ ถุงเท้า ผ้าพันคอ ถุงมือ กางเกงยีนส์ และเสื้อแจ๊กเกต โดยเฉพาะหากวางแผนไปตะลุยหนาวในต่างประเทศคงต้องมีไอเท็มอย่าง อัลตร้าไลท์ดาวน์ หรืออาจเพิ่มหนังสือเล่มโปรดของเขาเข้าไปในกล่องของขวัญสุดพิเศษนี้ด้วย

พิธีบรรพชาสามเณร 89 รูป น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248485

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 เป็นวันครบรอบวันสวรรคต ครบ 50 วัน กอปรกับวันที่ 5 ธันวาคม 2559 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ 89 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ มีพระราชหฤทัยประกอบด้วยพระเมตตากรุณาอยู่เนืองนิตย์ ด้วยพระราชประสงค์จำนงหมายจะให้ประชาชนทั้งหลายมีความเจริญร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้า

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มูลนิธิสถานฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายสิรินธร โรงพยาบาลตุลาการเฉลิมพระเกียรติ และพุทธสถานตุลาการเฉลิมพระเกียรติ จึงได้จัดบรรพชาสามเณร 89 รูป โดยนำเยาวชนในส่วนของโรงพยาบาลตุลาการเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานศาลยุติธรรม และจากมูลนิธิสถานฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายสิรินธร ซึ่งเด็กและเยาวชนเหล่านี้ได้ยื่นความจำนงขอเข้าร่วมบรรพชาด้วยความสมัครใจและเต็มใจด้วยกันทุกคน และพร้อมที่จะปฏิบัติธรรม ปฏิบัติจิต รักษาศีลและเจริญจิตภาวนา เข้าถวายตัว และเข้ารับการบรรพชาเป็นสามเณรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศราชวรวิหารแห่งนี้ ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม ถึง 15 ธันวาคม 2559 รวมระยะเวลาการบรรพชา 15 วัน

โดยมี สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นองค์ประธานประกอบพิธีบรรพชาสามเณร, วีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และ ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ ประธานโครงการบรรพชาสามเณร 89 รูป เป็นผู้กล่าวถวายตัวนาค แด่ สมเด็จพระวันรัต และ ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พร้อมด้วย ชัยพรรษ เสริมสุวรรณ, ขรรค์ชัย สุนทร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง, พีระพัฒน์ มหาโพธิกุล เลขานุการฯ, เข็มทอง เกตุหลิม ผู้อำนวยการฯ, ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง โรงพยาบาลตุลาการเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานศาลยุติธรรม และมูลนิธิสถานฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายสิรินธรเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย

หลังเสร็จสิ้นพิธี สามเณรทั้ง 89 รูป ได้เดินทางไปจำวัด ณ พุทธสถานตุลาการ เฉลิมพระเกียรติ ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติจิตและรักษาศีล เจริญภาวนา ณ อาคาร 72 พรรษามหาราชินี ศูนย์กลางการปฏิบัติธรรม พุทธสถานตุลาการเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลตุลาการเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานศาลยุติธรรม ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ตลอดระยะเวลาทั้ง 15 วัน ที่สามเณร 89 รูปจำพรรษาอยู่ที่พุทธสถานตุลาการ เฉลิมพระเกียรติ ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ ได้จัดเพื่อนๆ อาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านธรรมหลายท่าน มาถวายความรู้แก่สามเณร

โดยช่วงเช้าจะเป็นอาจารย์ฆราวาส อาทิ ผศ.นพ.โรจน์รุ่งสุวรรณสุทธิ,รศ.ปัญจางค์ สุขเจริญ, รศ.ดร.ธัญญรัตน์ ปาณะกุล, ว่าที่ ร.ต.กฤษณศักดิ์ กัณฐสุทธิ์, ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ ส่วนช่วงบ่าย พระอาจารย์จากวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร จัดอาจารย์มาวันละ 1 รูป ตั้งแต่เวลา 14.00-16.00 น. มาให้ความรู้แก่สามเณร ซึ่งสามเณรจะได้เรียนรู้พระวินัย ทำวัตรเช้า-เย็น สวดบทสวดต่างๆ และได้เรียนรู้ทั้งพุทธประวัติ โอวาทปาฏิโมกข์ วิธีนั่งสมาธิ วิปัสสนา เดินจงกลม ฝึกสติและฝึกกรรมฐาน

และพิธีลาสิกขา จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2559 ที่พุทธสถานตุลาการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่ง ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ ประธานโครงการบรรพชาสามเณร 89 รูป และ ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เซ็นมอบเกียรติบัตรร่วมกัน ให้แก่สามเณรทั้ง 89 รูป ยังความปลาบปลื้มปีติ ยินดี เป็นอย่างยิ่ง แก่สามเณรทุกรูป พร้อมทั้งสัญญาว่า จะขอเดินตามรอยเท้าของพ่อหลวง จะตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ในการทำความดีเพื่อประเทศชาติต่อไป

 

อินเดียตำนานแห่งรักนิรันดร์ กับเอไอเอส เซเรเนด ทริป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248500

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เอไอเอส เซเรเนด พาลูกค้าคนสำคัญร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ กับ เซเรเนด เอ็กซ์คลูซีฟ ทริป ครั้งที่ 18 อินเดีย…ตำนานแห่งรักนิรันดร์ โดยมีไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้กับการเที่ยวชมความอลังการของทัชมาฮาล 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ต้องมนต์เสน่ห์แห่งความงดงามของพระราชวัง และสักการะพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ พร้อมฟังบรรยายจากวิทยากรกิตติมศักดิ์ อ.เผ่าทอง ทองเจือ

วิลาสินี พุทธิการันต์ ที่ปรึกษา บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “นับเป็นอีกหนึ่งในองศาความพิเศษจากแคมเปญ AIS LIVE 360° (เอไอเอสลีฟ 360 องศา) กับ เซเรเนด เอ็กซ์คลูซีฟ ทริป ครั้งที่ 18 อินเดีย…ตำนานแห่งรักนิรันดร์ ให้ได้ชื่นชมทิวทัศน์อันน่าประทับใจ ท่ามกลางแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ พร้อมสัมผัสความงดงามลํ้าค่าของสถาปัตยกรรมเก่าแก่อันเป็นเอกลักษณ์ของอินเดียที่ยังคงความสง่างามมาจนทุกวันนี้ ซึ่งนอกจากจะได้รับความสุขความสนุกสนานแล้ว ยังได้รับความรู้ผ่านการบรรยายจาก วิทยากรกิตติมศักดิ์ อ.เผ่าทอง ทองเจือ อีกด้วย”

ทั้งนี้ เซเรเนด เอ็กซ์คลูซีฟ ทริป ได้มอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าในรูปแบบการท่องเที่ยวในอินเดีย เยือนถิ่นกำเนิดโรตี ท่องมนต์เสน่ห์แห่งดินแดนภารตะ ชมความอลังการของ ทัชมาฮาล 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก อนุสรณ์สถานของความรักอันยิ่งใหญ่และเป็นอมตะเที่ยวชมแหล่งมรดกโลกที่สำคัญของอินเดีย ป้อมแดง หรือ ลาลกีล่า สถาปัตยกรรมขนาดมโหฬาร เป็นหลักฐานของระบอบกษัตริย์ในยุครุ่งเรืองในศตวรรษที่ 17 และ อัคราฟอร์ทป้อมปราการหินแดงทรายอันยิ่งใหญ่ ตั้งอยู่ตรงทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทัชมาฮาล เป็นทั้งป้อมปราการและพระราชวังของกษัตริย์สมัยก่อน ชื่นชมความงามของ กุตับมีนาร์ หอสูงซึ่งมีความงามได้สัดส่วน ศิลปกรรมแบบมุสลิมผสมฮินดูที่หาดูได้ยาก

ตระการตากับความงดงามของ 2 พระราชวัง พระราชวังแอมเบอร์ ตั้งตระหง่านอยู่บนภูผาและทัศนียภาพสองข้างทางที่สามารถเห็นภูมิประเทศเบื้องล่างได้อย่างสุดสายตา และฮาวามาฮาล หรือพระราชวังสายลม ที่ประดับประดาด้วยลวดลายอันวิจิตรบรรจง สร้างด้วยหินสีชมพู กรุเป็นช่องตามหน้ามุขและหน้าต่างถึง 953 บาน เพื่อระบายลม จึงเป็นที่มาของชื่อ ฮาวามาฮาลปิดท้ายทริปด้วยการเสริมสิริมงคลกับการ สักการะพระบรมสารีริกธาตุ บนบุษบกไม้สักและสลักปิดทอง ซึ่งรัฐบาลไทยได้จัดสร้างถวายเป็นพุทธบูชา เมื่อปี พ.ศ.2540

สำหรับลูกค้าเอไอเอส เซเรเนด สามารถร่วมสนุกกับทริปสุดพิเศษครั้งต่อไปได้ทาง http://www.ais.co.th/serenadetrip

ดื่มน้ำถูกวิธี จุดเริ่มต้นการมีสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248478

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พราะร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 75% ของน้ำหนักตัว เราอาจจะอดอาหารได้เป็นเดือนๆ แต่ร่างกายไม่สามารถขาดน้ำได้เกินกว่า 3-7 วัน เพราะน้ำถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังที่มีน้ำอยู่ถึง 64%, กล้ามเนื้อ 79%, หัวใจ 73%, สมอง 73%, ปอด 83% หรือแม้กระทั่งกระดูกที่มีปริมาณน้ำอยู่ถึง 31% ดังนั้นประโยชน์ของการดื่มน้ำอย่างถูกวิธี จะช่วยทำให้สุขภาพและการทำงานของอวัยวะต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น การทำงานของหัวใจเป็นปกติ สมองปลอดโปร่ง ผิวพรรณชุ่มชื่น ไม่ปวดกระดูก อีกทั้งยังช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงอย่างที่เรียกกันว่าสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

เราจึงมีคำแนะนำดีๆ จาก ทนงศักดิ์ วงษาโสม Fitness Training and Development Manager จาก ฟิตเนส เฟิร์สท ที่จะมาไขข้อข้องใจว่าการดื่มน้ำให้ถูกวิธีต้องทำอย่างไร

ทนงศักดิ์ วงษาโสม

ดื่มน้ำเท่าไรดี ตำราไหนก็บอกว่า ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ว่าแต่ขนาดแก้วนี่คือแก้วเล็กหรือแก้วใหญ่ แล้วคนตัวใหญ่กับคนตัวเล็กก็ดื่มน้ำเท่ากันเหรอ ในความเป็นจริงทุกคนสามารถคำนวณปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการต่อวันง่ายๆ โดยน้ำหนักร่างกาย 10 กิโลกรัม ต้องการน้ำ 300 มิลลิลิตรต่อวัน ดังนั้น คนที่มีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ก็ต้องการน้ำ 1,500 มิลลิลิตรต่อวัน คนที่น้ำหนัก 70 กิโลกรัม ร่างกายก็ต้องการน้ำ 2,100 มิลลิลิตรต่อวัน เป็นต้น และควรจะดื่มแบบค่อยๆ จิบตลอดวัน ทุก 15-20 นาที ไม่ใช่การดื่มรวดเดียวในปริมาณมากๆ

การดื่มน้ำช่วยให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับคนรักสุขภาพและการออกกำลังกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญกับการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากน้ำจะเป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อแล้ว ยังส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ และช่วยรักษาการทำงานของข้อต่อต่างๆ อีกด้วย ทั้งนี้ การดื่มน้ำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย เพราะกล้ามเนื้อทำงานได้ดี ซึ่งรวมถึงการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้ขนส่งออกซิเจนไปใช้ได้เพียงพอ

ระบบหายใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เกลือแร่และน้ำในกล้ามเนื้อมีความสมดุล หากขาดความสมดุลจะเป็นสาเหตุของความเมื่อยล้าหลังออกกำลัง น้ำช่วยหล่อลื่นและลดการกระแทกของข้อต่อขณะเคลื่อนไหว ทั้งนี้ จากข้อมูลของ American College of Sports Medicine ระบุว่า ร่างกายควรได้รับน้ำทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลัง เพื่อป้องกันการขาดน้ำ

วิธีการป้องกันการขาดน้ำในระหว่างออกกำลังกาย 2 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย 500-600 มิลลิลิตร ปริมาณโดยรวมแนะนำให้ค่อยๆ จิบดื่มเป็นระยะไม่ใช่ดื่มในครั้งเดียว ระหว่างออกกำลังกาย 120-240 มิลลิลิตร ปริมาณโดยรวมเมื่อจิบน้ำทุก 15-20 นาที เมื่อชั่งน้ำหนักหลังออกกำลังกายแล้วให้ดื่มน้ำทดแทนในปริมาณที่เท่ากับน้ำหนักที่ลดไป นั่นจึงเป็นเหตุผลของการชั่งน้ำหนักก่อนและหลังออกกำลังกายของนักกีฬา เพื่อจะได้รู้ปริมาณของน้ำที่ร่างกายเสียไป และดื่มทดแทนหลังออกกำลังกาย

ดังนั้น หากใครที่เคยออกกำลังกายแล้วรู้สึกว่าหมดแรงระหว่างออกกำลังกาย หลังออกกำลังกายมีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ สภาพร่างกายอ่อนล้า วันรุ่งขึ้นดูโทรมแทนที่จะรู้สึกสดชื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร่างกายอยู่ในสภาวะขาดน้ำ เนื่องจากดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อปริมาณที่สูญเสียไป โดยสัญญาณเตือนว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำที่สามารถจับสังเกตตัวเองได้ อาทิ กระหาย คอแห้ง ริมฝีปากแห้ง ตาโหล หายใจถี่ เวียนหัว ปัสสาวะสีเข้ม มีกลิ่นแรง ปัสสาวะน้อยไม่มีแรง หงุดหงิดง่าย ประสิทธิภาพในการทำงานการตัดสินใจ และการออกกำลังกาย ลดลง

รู้หรือไม่…ยิ่งร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อมากเท่าไร ยิ่งมีปริมาณน้ำมากเท่านั้น ในทางกลับกัน ยิ่งร่างกายมีปริมาณไขมันมากเท่าไร ยิ่งมีปริมาณน้ำในร่างกายน้อย ดังนั้น ร่างกายที่มีปริมาณไขมันมาก จึงลดประสิทธิภาพในการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกายไปด้วย ถ้าอยากมีสุขภาพดีก็หันมาดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายและดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการกันเถอะ

เดินหน้า‘สานต่องานที่พ่อทำ’แก้แล้ง-น้ำท่วมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248502

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ทำให้เกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินับพันโครงการ และหนึ่งในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเกษตรกรอย่างมากคือ โครงการชลประทานซึ่งทำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม

การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในชนบททุกครั้ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำริในการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระราชดำริในพระองค์ และอีกส่วนเป็นพระราชดำริอันเนื่องมาจากการกราบบังคมทูลขอพระราชทานความช่วยเหลือของราษฎรให้ช่วยจัดหาแหล่งน้ำในท้องถิ่นต่างๆ

ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรหมู่บ้านใด พระองค์จะทรงศึกษาสภาพภูมิอากาศ แหล่งน้ำ สภาพเศรษฐกิจ และสังคมในหมู่บ้านใกล้เคียง แล้วจึงทรงพิจารณาวางโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในเบื้องต้น โดยอาศัยแผนที่และภาพถ่ายทางอากาศประกอบเพื่อเตรียมจัดหาแหล่งน้ำ

อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบหลายประการโดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น ทำให้ ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเกิดความวิตกกังวล โดยเห็นว่าพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมประจำยังเกิดซ้ำซาก โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา จึงได้สั่งกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกันเพื่อหาวิธีเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างระยะสั้น กลาง และระยะยาว ภายใต้แผนยุทธศาสตร์น้ำ 12 ปี โดยเฉพาะจัดการน้ำของพื้นที่ฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพ มีความรวดเร็ว และเท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น

ที่สำคัญคือ การเร่งสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แนวคิดหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อสานต่องานพัฒนาแหล่งน้ำให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำน้อย-ใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และช่วยให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้อย่างสอดคล้องกับช่วงการทำเกษตรกรรมในแต่ละพื้นที่

ล่าสุด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมหารือกับผู้ทรงคุณวุฒิทั้งนักวิชาการ อาจารย์ผู้มีประสบการณ์ด้านน้ำ เพื่อร่วมกันพิจารณาแก้ไขปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ 12 ปีให้มีความสมบูรณ์และปรับให้เข้ากับสถานการณ์จริงมากขึ้น โดยเฉพาะเร่งรัดโครงการระยะยาวให้มีความรวดเร็วขึ้น พร้อมสั่งการกรมชลประทานไปทำแผนงานให้ชัดเจน เพื่อเป็นการป้องกันปริมาณน้ำจากตอนเหนือตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ ทั้งการทำแก้มลิงเพิ่มเติมในพื้นที่ตอนบน และการกักเก็บน้ำและระบายน้ำในพื้นที่ตอนล่าง เป็นต้น

ด้าน นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เผยว่า แผนระยะยาวที่กรมชลประทานกำลังเร่งผลักดันขณะนี้ ประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มความมั่นคงแข็งแรงของคันกั้นน้ำริมน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกและตะวันตก จากเดิมที่รับน้ำได้ 2,300 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาทีเพิ่มเป็น 2,800 ล้าน ลบ.ม./วินาที วงเงิน 316.409 ล้านบาท 2.แผนปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำสู่แก้มลิงของมหาชัย-คลองสนามชัย ออกสู่ทะเล โครงการเดิมระบายสู่แก้มลิงได้ 18 ลบ.ม./วินาที เป็น 36 ลบ.ม./วินาที และจากอ่าวไทยเดิม 20 ลบ.ม./วินาที เป็น 36 ลบ.ม./วินาที วงเงิน 637 ล้านบาท และ 3.แผนปรับปรุงคลองระพีพัฒน์ และโครงข่ายโดยปรับปรุงปากคลองระพีพัฒน์ จากเดิมรับน้ำได้ 210 ลบ.ม./วินาที เป็น 300 ลบ.ม./วินาที นอกจากนี้ ยังขุดลอกคลองพร้อมทำอาคารชั่วคราวเพื่อระบายน้ำในข้างแม่น้ำเจ้าพระยา 100 ลบ.ม./วินาที ส่วนนครนายกและบางปะกง 140 ลบ.ม./วินาที อ่าวไทย 60 ลบ.ม.เมตร/วินาที วงเงิน 2,360.85 ล้านบาท

นายสัญชัย กล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรภัยแล้ง 59/60 เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี’59/60 ในเขตพื้นที่ชลประทาน โดยเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลางและแหล่งน้ำอื่นๆ มีปริมาณน้ำทุนเพื่อใช้บริหารจัดการ 31,245 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)แบ่งเป็นจัดสรรน้ำเพื่อใช้ฤดูแล้ง 17,673 ล้าน ลบ.ม.และสำรองน้ำไว้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพ.ค.-ก.ค.ปี’60 จำนวน 13,205 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ในส่วนอื่นๆ กรมชลประทานยังได้เร่งรัดต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยการเดินเครื่องเจาะอุโมงค์ส่งน้ำโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2564

ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเป็นโครงการในพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สร้างฝายลุ่มน้ำแม่กวงตั้งแต่ปีพ.ศ.2519 เพื่อประโยชน์ด้านอุปโภค-บริโภคและการเกษตรครอบคลุมพื้นที่ประมาณ175,000 ไร่ ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่

อสมท ร้อยใจคนไทย ‘๙ ตามพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248504

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งเชิญชวนประชาชนร่วมสานต่อพระราชปณิธาน “มุ่งทำดีเพื่อผู้อื่นและสังคม” อสมท จึงร่วมกับ องค์กรพันธมิตร จัดงาน “๙ ตามพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน” โดยมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมชม โดยงานนี้จะจัดให้มีขึ้นตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2560 ตั้งแต่เวลา10.00-19.00 น.

ภายในงาน บริเวณกลางโถงด้านหน้า หอประชุมใหญ่ได้จัดให้มีนิทรรศการ “๙ ตามพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน” ขึ้น เพื่อถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นอกจากนี้ ยังได้นำต้นโพธิ์ทองมาตั้งอยู่เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เขียนปณิธานของตนเองที่จะทำเพื่อผู้อื่นลงบนแผ่นใบโพธิ์ทองเหลือง ซึ่งใบโพธิ์ทั้ง 1 ล้านใบ จะนำมาหล่อพระพุทธรูปเพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศต่อไป

สำหรับ ลานกิจกรรมกลางแจ้ง จัดขึ้นบริเวณลานประติมากรรมประวัติศาสตร์ ด้านหน้าหอประชุมใหญ่ โดยมีกิจกรรมเสวนาฉายวีดิทัศน์พระราชกรณียกิจและนิทรรศการ “ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย” และ “พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” จะมีกิจกรรมในช่วงเย็นของทุกวัน พร้อมกับมอบปฏิทินภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งรังสรรค์โดยศิลปินแถวหน้าจากสมาคมศิลปินทัศนศิลป์นานาชาติแห่งประเทศไทย จำนวน 99,999 ชุด ให้กับประชาชนทุกวันในแต่ละช่วงเวลาตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบนเวที จัดขึ้นภายในหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทุกวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เริ่ม 14.00 น. เป็นต้นไป โดย เดือนธันวาคม 2559 จัด ในวันที่ 4, 5, 10, 11, 12, 17, 18 และเดือนมกราคม 2560 วันที่ 7, 8, 14, 15, 21, 22, 28, 29 เวลา 14.00-18.00 น. โดยจะเปิดให้ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และสถานศึกษาที่สนใจเข้าร่วมจัดกิจกรรมการแสดงเพื่อให้ทุกหน่วยงานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความจงรักภักดี

ประชาชนที่สนใจ สามารถร่วมชมนิทรรศการและกิจกรรมในงาน “๙ ตามพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน” ได้ตั้งแต่วันนี้-
31 มกราคม 2560 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์www.mcot.net/followthekingfootprint และ FB: nineentertain โทร.02-2016000

ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ลดเสี่ยงมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248367

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

เบาหวาน รู้ทัน ควบคุมได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248366

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

ระวัง 7 โรคผิวหนังช่วงฤดูหนาว กลุ่มเสี่ยงทั้งเด็กเล็กและผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248365

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

หนึ่งภาพวาด…ร้อยล้านคำพูด เทิดเกล้า‘พ่อหลวง’ผ่านปลายพู่กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248384

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ภาพวาด” ของเยาวชนจากทั่วสารทิศที่ส่งเข้าร่วมกิจกรรมประกวดภาพวาด “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” จัดโดย “สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึง “พระมหากรุณาธิคุณ” ที่แผ่ไพศาล

นั่นเพราะ “ภาพวาด” ที่กลั่นจากจินตนาการของ “เด็กรุ่นใหม่” ก่อนถ่ายทอดผ่าน “ปลายพู่กัน”สามารถสื่อสารแทน “ล้านคำพูด” ของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อ “พ่อหลวง” ได้เป็นอย่างดี

“นายรักษเกชา แฉ่ฉาย” เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงการจัดงานประกวดครั้งนี้ ว่า เราเล็งเห็นว่าจะทำอย่างไรที่จะน้อมรำลึกถึง “พระมหากรุณาธิคุณ” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้ทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนที่ต้องการจะศึกษา หรือน้อมนำพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมานำเสนอด้วยภาพวาด และคิดว่าเป็นการคิดและใช้สติปัญญาเข้ามามีส่วนร่วม เพราะการที่จะนำเรื่องที่พระองค์ท่านทำมาตลอด 70 ปี มาวาดใส่ “กระดาษแผ่นเดียว” เป็นเรื่องสุดคลาสสิก

“สิ่งที่ดี คือ เยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งโครงการนี้จะแตกต่างจากโครงการอื่นๆ คือ นำพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดระยะเวลา 70 ปี มานำเสนอเป็นภาพวาด และเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากเพราะคณะกรรมการพิจารณาเห็นตรงกันในการคัดเลือกภาพวาดที่ส่งเข้ามาประกวด คือ เดินผ่านรูปไหนแล้วเราขนลุกเราเลือกรูปนั้น คล้ายๆ กับน้องๆ ได้ใช้ปลายพู่กันใส่จิตวิญญาณลงไปด้วย สื่อสารออกมาว่าพระองค์ท่านทรงทำอะไรบ้าง เราคัดเลือกกันหลายรอบกว่าจะได้รางวัลชนะเลิศ” เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัล กล่าว

ด้าน “ด.ช.อัฐพล เหล่าประชา” นักเรียนโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เล่าให้ฟังว่า“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้พสกนิกรอยู่อย่างมีความสุข จึงได้เขียนภาพที่แสดงถึง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดย “แรงบันดาลใจ” คือ การทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9ทรงยอมเหน็ดเหนื่อย ทรงงานหนัก เพื่อพสกนิกรของพระองค์ท่าน “กินดี อยู่ดี มีความสุข” ทรงคิดค้นโครงการต่างๆ

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 เปรียบเหมือนผู้ที่ทำให้แผ่นดินไทยเป็นประเทศที่รุ่งเรือง การที่วาดภาพพระองค์ท่านทรงเกี่ยวข้าว รดน้ำ พรวนดิน ตั้งแต่ยังเป็นต้นกล้า ก็เหมือนในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพัฒนาประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้” ด.ช.อัฐพล กล่าว

ขณะที่ “นายธนภูมิ บัวกลิ่น” นักเรียนโรงเรียนราษฎร์บำรุง ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เผยถึง “แนวคิด”ของภาพที่ได้รับรางวัล ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเปรียบเสมือน “ครู” ผู้วางแนวทางและให้ความรู้ เพื่อที่จะปฏิบัติในทางที่ถูกต้อง สุจริต พระองค์ท่านมีพระราชกรณียกิจ และอัจฉริยะในด้านต่างๆ รวมทั้งด้านศิลปะ ทรงดูแลทุกข์สุขพสกนิกรตลอดเวลา 70 ปี ที่ทรงครองราชย์ พระองค์ท่าน “ไม่เคยทิ้งประชาชน” ภาพที่วาดออกมาจึงเป็นช่วงเวลาที่พระองค์ท่านดูแลพสกนิกร ทรงยื่นพระหัตถ์เข้ามาช่วยเหลือโทนสีทั้งหมดจะเป็นการเล่นน้ำหนัก หนัก เบา เพื่อให้เห็นถึงระยะเวลาที่ผ่านมาว่าทรงงานหนักมามากเพียงใด

“แม้ผมจะเกิดช้า แต่ผมก็เห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่จำความได้ ท่านทรงงานตลอดเรื่อยมา ไม่เคยเห็นพระองค์ท่านใช้ชีวิตสุขสบายเหมือนพระราชา จะยากลำบากเพียงใดพระองค์ไม่เคยทิ้งประชาชน ผมจะเป็นพสกนิกรที่ดีและจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด” ธนภูมิ กล่าวอย่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

ส่วน “นายณธารา รุ่งวงษ์” นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าของรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ระดับอุดมศึกษา ถ่ายทอดความรู้สึกว่า ภาพที่ตนวาดได้แรงบันดาลใจมาจาก “โครงการพระราชดำริ” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ผ่านมาพระองค์ท่านมีแต่ “ให้”
ซึ่งการให้นั้นทำให้พสกนิกรอยู่ดี มีสุข อุดมสมบูรณ์ จึงวาดภาพพระองค์ทอดพระเนตรขึ้นไปมองฝนที่กำลังตกลงมาเป็น “สายฝน” ด้วยความหวัง อาจจะหวังให้พสกนิกรของพระองค์ท่านมีความสงบสุข และอุดมสมบูรณ์จากสายฝนที่ตกลงมา

“ตั้งแต่ผมเด็กๆทุกครั้งที่เห็นพ่อหลวง ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ใกล้ๆ เพียงแค่เห็นท่านในโทรทัศน์ หรือภาพของพระองค์ท่าน ผมรู้สึกอบอุ่นเหมือนพระองค์ท่านไม่เคยละทิ้งเราไปไหน ผมตั้งใจว่าจะเป็นพลเมืองที่ดี รู้จักการให้และเสียสละในสิ่งที่ทำได้ เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ”ณธารา กล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อ “พ่อหลวง”

สำหรับภาพวาดทั้งหมดที่ส่งเข้ามาประกวดนั้น“สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน” ได้จัดพิมพ์เป็น “ปฏิทิน”แจกจ่ายให้ประชาชนแล้ว พร้อมทั้งเตรียมนำไปจัดนิทรรศการต่อไป เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ผ่านความงามของภาพวาดที่ทุกภาพแสดงให้เห็นถึงความเหน็ดเหนื่อยที่ทรงงานหนักตลอด 70 ปี ที่ทรงครองราชย์ เพื่อทำให้พสกนิกรชาวไทยมีความร่มเย็นเป็นสุขภายใต้พระบรมโพธิสมภารอย่างต่อเนื่องยาวนาน ดังพระปฐมบรมราชโองการว่า…

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

สุชาดา วันทอง