ท่องโลกทั้งใบในวันเดียว @สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/472101

ท่องโลกทั้งใบในวันเดียว @สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์

โดย…สมแขก

เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ สำหรับเมืองจำลองฝีมือคนไทยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก บนพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร เมืองจำลอง “สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์” ย่อโลกทั้งใบในสัดส่วน 1:87 เกิดจากความมุ่งมั่นและตั้งใจและงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท เพื่อสร้างให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใจกลางกรุงที่จะเปิดมุมมองความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการให้คนทุกเพศทุกวัย ก่อตั้งโดยคนไทยและใช้ช่างฝีมือชาวไทยในการสร้างสรรค์งานทุกขั้นตอน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Perspective of Happiness and TO be Little Again” เหมือนเราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

จุดเด่นของสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ คือขั้นตอนการคิดและการสร้างชิ้นงานจริงเกิดจากทีมงานชาวไทยกว่า 20  ชีวิต ที่ใช้เวลาศึกษาดูงาน และทำงานต่อเนื่องมากว่า 3 ปี จนออกมาเป็นเมืองจำลองที่มีชีวิตทั้ง 11 โซน โดยรวบรวมพัฒนาการของมนุษย์ในแต่ละห้วงเวลา สะท้อนผ่านภาพหลากหลายมุมมอง เช่น วิวัฒนาการของโลก สิ่งแวดล้อมในโลกของเรา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน สำหรับ 11 โซนแห่งความสุขและความมหัศจรรย์ ประกอบด้วย

โซน11 Very Thai เมืองไท๊ยไทย

 

โซนที่ 1 เมืองแห่งทรัพยากร ต้นกำเนิดชีวิต (Resource Town) เมืองนี้รวบรวมทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็นต่อโลกมาไว้ในเมืองนี้ ไฮไลต์เด็ดของโซนนี้คือเขื่อน Hoover Dam จำลองที่ได้รับการรับรองว่าเป็นที่สุดของวิศวกรรมโลก นอกจากนี้ยังมีเหมืองแร่ดีบุกที่นำมาแปรรูปเป็นของใช้ ทั้งพลาสติก จาน ชาม และอีกมากมาย รวมทั้งโซนก่อสร้างที่จำลองให้เห็นถึงขั้นตอนการทำงานของช่างก่อสร้าง และเหมืองแร่ทองคำ โซนที่ 2 เมืองแห่งเกษตรกรรมและปศุสัตว์ (Organic Farm) เมื่อค้นพบทรัพยากรธรรมชาติแล้ว เราก็ต้องนำมาใช้ประโยชน์ สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ จะพาคุณก้าวเข้าสู่ความอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ ด้วยการเติมพื้นที่ด้วยสีเขียว อุดมไปด้วยต้นไม้และทุ่งหญ้า ไลฟ์สไตล์ของคนในเมืองนี้แสนจะเรียบง่ายและพึ่งพาธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกสวนผัก-ผลไม้ ฟาร์มสัตว์ และไฟฟ้าที่ได้จากแรงลม

เมืองแห่งเรื่องราวและประวัติศาสตร์ (Residential and Historical Town) อยู่ในโซนที่ 3 เข้าถึงตัวเมืองมากขึ้น แบ่งได้เป็นสองรูปแบบ คือเมืองอเมริกาและยุโรป ฝั่งแรกที่เป็นอเมริกาเป็นภาพของเมืองที่แข็งแรง สะท้อนออกมาจากดีไซน์ที่เรียบง่ายไม่หวือหวา ซึ่งจากโซนยุโรปที่เน้นความวิจิตร มีจุดเด่นที่รูปแบบสถาปัตยกรรม หน้าต่าง ประตู และการจัดผังเมืองที่เน้นความโรแมนติก และไม่หยุดนิ่งในโซนที่ 4 เมืองแห่งความหรรษาและบันเทิง (Transportation and Entertainment) เมืองนี้ต้องยกให้รถไฟเป็นพระเอก ไฮไลต์ที่จะได้เห็นคือ Round House ซึ่งเป็นโกดังเก็บรถไฟที่หาชมยาก จากนั้นก็มาถึงฝั่งของความบันเทิงที่จะได้เห็นสวนสนุก คอนเสิร์ต และไฮไลต์อีกอย่างหนึ่งคือสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ที่เราย่อส่วนมาให้ได้ชม

โซน7 Cave ถ้ำกาลเวลา

 

สำหรับโซนที่ 5 ที่เรียกว่าเมืองแห่งทะเลทราย (Desert) เราจะเห็นการเดินทางของคาราวานพ่อค้ากลางทะเลทราย ไฮไลต์คือโอเอซิสจำลอง นอกจากนั้นยังตื่นตาตื่นใจไปกับสวนสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น ม้าลาย ฮิปโปโปเตมัส ยีราฟ หมีโคอาลา ฯลฯ และสุดท้ายกับมิวเซียมไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธุ์ มาถึงโซนที่ 6 เมืองแห่งท้องทะเล (Beach) หาดทรายและทะเลสีมรกตที่เรียกร้องให้เราอยากไป และภาพเรือเก่าแก่ที่จมอยู่ใต้ทะเลลึกร้องเรียกให้คุณส่องดูด้านในเพื่อหาสมบัติที่ซ่อนอยู่คือไฮไลต์ของจุดนี้ ขยับมาที่ถ้ำแห่งกาลเวลา (Cave) ในโซนที่ 7 เราจะได้เห็นสิ่งที่ไม่คาดว่าจะได้เห็นแต่เจอได้ที่ถ้ำแห่งนี้  หรือว่าจะเป็นต้นถั่วและต้นไม้ยักษ์ที่ประหนึ่งว่าหลุดมาจากเทพนิยาย ไดโนเสาร์สัตว์ยุคกำเนิดโลก ค้างคาวที่นอนห้อยหัว มังกรพ่นไฟ การทำรังของนกนางแอ่น

ต่อเนื่องมาที่ โซนที่ 8 เมืองท่าสีขาว (Port) เมืองท่าที่มีหิมะปกคลุมทั่ว คุณจะได้เห็นความน่ารักของสัตว์ขั้วโลก เช่น เพนกวิน หมีโพลาร์ นอกจากนั้นยังมีกระเช้าลอยฟ้าขยับได้จริง และเครนยกคอนเทนเนอร์ที่ทำงานเสมือนจริงร่วมกับเรือขนสินค้าขนาดใหญ่ โซนที่ 9 เป็นสนามบินไร้ขอบฟ้า (Airport) แสดงถึงการเดินทาง คุณจะได้เห็นถึงฉากโรแมนติก ภาพการจากไปของคู่รัก หรือจะเป็นการจากลาของพ่อแม่ลูกที่ลูกไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ความซาบซึ้งทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ และยังได้เห็นความอลังการของการ Take Off และ Landing ของเครื่องบินมากกว่า 30 ลำ รวมไปถึงเครื่องบินเจ็ตของทหาร สมจริงและตระการตา

โซน8 Port เมืองท่าสีขาว

 

ขยับเข้าใจกลางเมืองก้าวสู่ความเจริญรุ่งเรืองในโซนที่ 10 ย่านธุรกิจ (CBD) ในโซนนี้จะเต็มไปด้วยตึกระฟ้าที่มีชื่อเสียงในโลก ไม่ว่าจะเป็น Chrysler Building, Oakland Tower, Empire State, World Financial Center, Metlife Building ฯลฯ แต่ท่ามกลางความเจริญก็มีมุมที่สะท้อนภาพของชุมชนแออัดเป็นข้อเปรียบเทียบ เด็กๆ สามารถศึกษาความเป็นไปของผู้คนในแบบจำลองได้ และปิดท้ายที่โซน 11 เมืองไท๊ยไทย (Very Thai) ที่ยกแลนด์มาร์คสำคัญๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตลาดนัดสวนจตุจักร ตลาดน้ำ และสารพัดกลิ่นอายความเป็นไทย และบ้านเมืองของไทยสมัยโบราณ และไฮไลต์ที่เด็ดที่สุดคือรถรางที่ได้กลิ่นอายแบบไทยจริงๆ

สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย เปิดอาณาจักรแห่งความสุขแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. ค่าเข้าชมบัตรราคา 650 บาท (สำหรับผู้ใหญ่) และราคา 450 บาท (สำหรับเด็ก) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-248-9924 เฟซบุ๊ก : StanleyMiniVenture หรือ www.stanleyminiventure.com

โซน4 Transportation and Entertainment เมืองที่ไม่หยุดนิ่งและความหรรษาบันเทิง

 

โซน3 Residential and Historical Town เมืองแห่งเรื่องราวและประวัติศาสตร์

 

โซน2 Organic Farm เมืองแห่งเกษตรกรรมและปศุสัตว์

 

โซน9 Airport สนามบินไร้ขอบฟ้า

 

โซน10 CBD-ย่านธุรกิจพันล้าน

 

โซน6 Beach เมืองแห่งท้องทะเล

 

โซน5 Desert เมืองแห่งทะเลทรายที่ร้อนระอุ

 

ศิลปะเพื่อพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/471992

ศิลปะเพื่อพ่อหลวง

จ.สกลนคร ห่างจากกรุงเทพมหานคร647 กิโลเมตร แต่ความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของคนที่นี่ ไม่ได้ลดลงตามระยะทางเลย ภายในงานนิทรรศการศิลปะกำพืด การแสดงผลงานทางศิลปะของกลุ่มศิลปินในนาม กลุ่มสกละ และกลุ่มสกลเฮ็ด ณ จังหวัดสกลนคร เมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2559 มี 2 งานที่น่าสนใจงานชิ้นแรก คือ ปกสมุดรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 89 เล่ม ผลงานของพระอาจารย์ฉัฐกรณ์ มหาปุญโญ แห่งวัดป่าภูมิธนารักษ์ธรรมาราม หรือสถานปฏิบัติธรรมชลประทานเดชมี บ้านหนองแคน ต.ไร่ อ.พังโคน จ.สกลนคร ปกของสมุดทั้ง 89 เล่ม อันเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ใน 89 พระอิริยาบถที่ไม่ซ้ำกัน ผ่านงานศิลปะแบบเดโคพาจ โดยนำผ้าแคนวาสผสมทิชชู่ แล้วพิมพ์เป็นรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลงบนหน้าปกสมุด ภาพที่ได้คล้ายภาพวาดที่มีสีสันที่สดใสสวยงามยิ่งขึ้นถัดมาอีกมุมหนึ่งเด็กนักเรียนจาก โรงเรียนบ้านดงขวาง อ.เมือง จ.สกลนคร กำลังร่วมทำภาพพิมพ์ด้วยเทคนิคเจลาติน เพลส โดยมีศิลปินในงานเป็นผู้สอน ด้วยการทาสีลงบนเพลส แล้วนำวัสดุใบไม้ที่มีร่องลวดลายสวยงาม ประกอบกับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ดัดแปลงทำเป็นเพียงโครงร่าง วางลง จากนั้นนำกระดาษขาววางทับลง ก็จะได้ภาพที่สวยงาม 1 รูป จากนั้นดึงใบไม้ออก แล้ววางกระดาษอันใหม่ลงอีกครั้ง ก็จะได้อีก 1 ภาพที่สวยงามเช่นกันในอดีตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงงานที่ จ.สกลนคร มากกว่า 100 ครั้ง ทรงติดตามความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ และการเสด็จฯ ส่วนพระองค์ โดยไม่มีหมายกำหนดการ เพื่อรับทราบความต้องการของประชาชน ก่อเกิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวนมากจากพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ เป็นผลให้ชาวสกลนครรักพระองค์ท่านเหมือนกับคนไทยทั้งประเทศ งานศิลปะจากหัวใจของศิลปินเหล่านี้ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สื่อแทนหัวใจของชาวสกลนคร

การพิมพ์ภาพด้วยเทคนิคเจลาติน เพลส

 

นักเรียนจากโรงเรียนบ้านดงขวาง อ.เมือง จ.สกลนคร ทำภาพพิมพ์ด้วยเทคนิคเจลาตินเพลส

 

ยู อินจันทรี มุมใหม่ริมแม่น้ำแคว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/471988

ยู อินจันทรี มุมใหม่ริมแม่น้ำแคว

โดย…นิทรา ราตรี

ระยะเวลากว่า 6 ปี ที่โรงแรม ยู อินจันทรี กาญจนบุรี อยู่คู่แม่น้ำแคว ด้วยเสน่ห์จากความเรียบง่าย เงียบสงบ และอยู่เย็นสบาย ทำให้โรงแรมกลายเป็นที่หนีความวุ่นวายจากเมืองหลวงมาเนิ่นนาน ทว่าเมื่อต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ยู อินจันทรี เพิ่งมีเซอร์ไพรส์เปิดโซนใหม่ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

แต่เดิมโรงแรมให้บริการห้องพักประเภทสุพีเรียร์และสวีท จำนวน 24 ห้อง ห้องทั้งหมดอยู่บนตึก 2 ชั้น ตั้งอยู่ล้อมรอบสนามหญ้า และต้นอินจัน อันเป็นเอกลักษณ์และที่มาของชื่อโรงแรม โดยห้องสุพีเรียร์มีขนาด 18 ตร.ม. เป็นห้องขนาดกะทัดรัดแต่สามารถบรรจุสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้ครบ ทั้งเตียงนอนใหญ่ เครื่องเล่นไอพอดและลำโพง ตู้เย็น ตู้เซฟ และเครื่องทำชา-กาแฟ พร้อมมุมนั่งเล่นริมหน้าต่าง โดยทุกอย่างจัดวางไว้ไม่อึดอัดและง่ายต่อการใช้งาน ส่วนห้องสวีทพิเศษตรงที่มีห้องรับแขก อ่างอาบน้ำแยกส่วนจากห้องอาบน้ำ และมีพื้นที่มากกว่าด้วยขนาด 36 ตร.ม.

 

ล่าสุด โรงแรมเพิ่งเปิดโซนใหม่ โซนห้องดีลักซ์จำนวน 26 ห้อง อยู่บนอาคารแบบโลว์ไรส์ 2 ชั้น เป็นรูปตัวยู โดยแต่ละห้องมีขนาดกว้าง 30 ตร.ม. ซึ่งยังคงมาตรฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ แต่การดีไซน์นั้นต่างไป ด้วยสีน้ำตาลเทาทันสมัย เฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายแต่มีสไตล์ และภาพบนหัวเตียงที่บ่งบอกความเป็นกาญจนบุรี นอกจากนี้โซนใหม่จะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพราะเป็นโซนที่สร้างขึ้นสำหรับห้องดีลักซ์เท่านั้น

ห้องอาหารมีให้บริการที่เปปเปอร์ ห้องอาหารไทยพื้นเมืองและนานาชาติ เปิดให้บริการตลอดวัน ซึ่งช่วงเย็นบริเวณริมแม่น้ำแควจะงดงามเป็นพิเศษ โดยสามารถดื่มด่ำบรรยากาศพร้อมจิบเครื่องดื่มต่อได้ที่เทอเรส เลานจ์ ระเบียงชิลริมน้ำที่สามารถมองเห็นโค้งแม่น้ำแควได้สวยที่สุด

 

ทั้งนี้ โรงแรมแบรนด์ยูทุกแห่งจะมีบริการที่เป็นเอกลักษณ์ของยู ได้แก่ การให้บริการห้องพัก 24 ชั่วโมง เมื่อเช็กอินเวลาใดสามารถเช็กเอาต์ได้ในเวลาเดียวกันของวันถัดไป สามารถรับประทานอาหารเช้าได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้ามากินข้าว แต่สามารถเลือกกินตอนไหนและที่ไหนก็ได้จนถึงเวลา 4 ทุ่ม ในห้องพักมีบริการไอพอดที่สามารถเลือกเพลงที่ชอบ บริการเลือกหมอน ชา และสบู่ที่ถูกใจตอนเช็กอิน รวมถึงฟิตเนส ห้องสมุด และที่ยู อินจันทรี ยังมีจักรยานฟรีให้ขี่ชมเมืองกาญจน์ด้วย

นอกจากนี้ เมื่อพักที่ยู ทางโรงแรมจะนำเงินทุก 30 บาทจากอัตราห้องพักทุกห้องต่อวันไปบริจาคให้มูลนิธิธรรมานุรักษ์ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า จ.กาญจนบุรี ปีละ 2 ครั้ง ซึ่งนับเป็นกิจกรรมหนึ่งของแบรนด์ยู เพื่อช่วยเหลือหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ที่ตั้งอยู่ใกล้โรงแรม

 

Price: ห้องดีลักซ์ราคาเริ่มต้นที่ 2,999 บ.

Place: ริมแม่น้ำแคว ห่างจากสะพานข้ามแม่น้ำแคว 500 ม. โทร. 034-521-584 เว็บไซต์ www.ukanchanaburi.com

Promotion: โปรโมชั่นเปิดตัวห้องดีลักซ์ ราคาคืนละ 2,999 บ. รวมอาหารเช้า และเมื่อพักต่อเนื่องตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไป รับบัตรรับประทานทานอาหาร มูลค่า 500 บ. สำหรับใช้ในห้องอาหารภายในโรงแรม

 

 

 

ตามรอยพ่อ ณ แม่ฮ่องสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/471987

ตามรอยพ่อ ณ แม่ฮ่องสอน

โดย…กาญจน์ อายุ

บอกลา “พ่อ” เป็นครั้งสุดท้าย ณ สถานที่ที่พ่อเคยไปใน “แม่ฮ่องสอน” จังหวัดที่โอบล้อมด้วยภูเขาที่พ่อปลูก บนพื้นที่เกษตรกรรมที่พ่อสร้าง และในชุมชนชาวเขาที่พ่อพัฒนา เพื่อให้เราได้ไปศึกษาในสิ่งที่พ่อทำ

บ้านห้วยห้อม โครงการหลวงแม่ลาน้อย

หมู่บ้านเลี้ยงแกะ ปลูกข้าว และไร่กาแฟ 3 อย่างในบ้านห้วยห้อมที่ล้วนมาจากการส่งเสริมของโครงการหลวงแม่ลาน้อย ซึ่งสิ่งที่น่าเซอร์ไพรส์ที่สุดต้องยกให้เจ้าแกะขนปุย สัตว์แปลกถิ่นที่ไม่คิดว่าจะเติบโตในไทยได้

แกะตัวแรกเดินทางมาพร้อมกลุ่มมิชชันนารี มันมาโดยไม่มีใครรู้จักและไม่มีใครคิดว่าจะรอด และเมื่อเวลาผ่านไป สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทราบข่าว จึงมีรับสั่งให้นำแกะจากต่างประเทศมาปรับปรุงสายพันธุ์ เพราะเห็นว่าบ้านห้วยห้อมสามารถเลี้ยงแกะได้ กระทั่งปัจจุบันมีแกะที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของไทย 3 สายพันธุ์ ซึ่งถูกแจกจ่ายให้ชาวบ้านในภาคเหนือนำไปเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมควบคู่ไปกับการเกษตร

ยามเช้าที่โครงการพระราชดำริปางตอง 2

 

แม่มะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะและกาแฟ เจ้าของฝูงแกะ ไร่กาแฟ และทุ่งนา ให้ความรู้ว่า ชาวบ้านห้วยห้อมส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและเลี้ยงแกะเพื่อตัดขน โดยแต่ละปีจะตัดได้ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 5 กก. จากนั้นจะนำขนแกะไปแปรรูปต่อเป็นผ้าพันคอ เสื้อผ้า และสิ่งทอต่างๆ ซึ่งขายได้ราคางามกว่าการทำเกษตร

นอกจากนี้ บ้านแม่มะลิวัลย์ยังเปิดบ้านเป็นโฮมสเตย์ มีร้านกาแฟ และเป็นจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวในหมู่บ้าน โดยมีโปรแกรมเที่ยวแบบวันเดียวเห็นทุกอย่าง เริ่มด้วยแม่จะพาเดินเท้าตัดผ่านหมู่บ้าน ทักทายบ้านหลังนู้นหลังนี้จนถึงปากทางเข้าป่า ลัดเลาะสันเขาไปเรื่อยๆ จนหยุดที่ไร่กาแฟ (ของใครก็ไม่รู้) จุดนี้แม่เล่าว่า กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านห้วยห้อมปีละกว่า 1 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์อราบิก้าจากบริษัท สตาร์บัคส์คอฟฟี่ประเทศไทย โดยจะปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่ซึ่งจะช่วยอนุรักษ์สภาพป่าไปด้วย จากนั้นแม่นำทางไปผ่านกอไผ่ปล้องใหญ่สองข้างทาง แม่เล่าต่อว่า แต่เดิมป่าแห่งนี้ไม่มีไผ่ แต่เพราะสมัยก่อนยังไม่มีระบบประปา ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงแนะนำให้ปลูกไผ่เพื่อใช้ปล้องลำเลียงน้ำจากภูเขาไปสู่หมู่บ้านแทน (คนกรุงถึงกับอึ้งกับภูมิปัญญา)

จากนั้นแม่พาเดินต่อไปดูอ่างเก็บน้ำที่พ่อของเธอเป็นคนขุดเอง แม่มะลิวัลย์ เล่าว่า ครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มา ทรงแนะนำให้สร้างบ่อน้ำบนภูเขาเพื่อเก็บกักน้ำฝนและน้ำซับไว้ใช้ยามหน้าแล้ง หลังจากนั้นพ่อของเธอก็เริ่มลงมือขุดด้วยแรงตัวเองจนได้บ่อขนาดใหญ่และยังเก็บกักน้ำไว้ใช้ถึงรุ่นปัจจุบัน

หมอกบนผิวน้ำที่ปางอุ๋ง

 

นอกจากนี้ ระหว่างทางเดินกลับบ้าน แม่ยังเล่าต่อว่า อาชีพแรกของครอบครัวคือ ชาวนา ปลูกไว้กินในครอบครัว จนกระทั่งโครงการหลวงแม่ลาน้อยสามารถวิจัยและพัฒนาการปลูกกาแฟ และเลี้ยงแกะได้สำเร็จ แล้วนำมาส่งเสริมให้ชาวบ้าน ทำให้เธอและชาวห้วยห้อมมีตัวเลือกมากกว่าเดิม พร้อมตลาดรองรับผลผลิตที่การันตีราคาว่าจะไม่ตกต่ำแน่นอน

ทั้งนี้ โครงการหลวงแม่ลาน้อยกำลังทดลองการเลี้ยงแกะที่แม่แจ่มและดอยอินทนนท์ เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านในภาคเหนือมีอาชีพเสริมสร้างรายได้จากการเป็นเกษตรกร

ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตอง ตามพระราชดำริ

เมื่อครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาประทับแรมที่ปางตอง ทรงมีรับสั่งให้หาทางแก้ไขปัญหาเรื่องความมั่นคง และปัญหายาเสพติด ด้วยการสร้างศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริขึ้น โดยได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และราบ 21 สร้างฐานเรียนรู้ให้คนเข้าไปเรียนและตักตวงนำไปใช้ประโยชน์

แกะขนปุยรอนักท่องเที่ยวป้อนอาหาร

 

ภายในศูนย์มีความรู้หลายแขนงให้ศึกษา ทั้งการสร้างฝายให้เป็นตัวอย่างเรื่องน้ำ โดยกรมชลประทาน การทดลองเลี้ยงปลากดหลวง และปลาสเตอร์เจียน (ทดลองมาแล้ว 10 ปี) โดยกรมประมง การสนับสนุนปลูกพืชนาขั้นบันได และการใช้หญ้าแฝก เพื่อป้องกันดินสไลด์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน การเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อขยายคืนกลับธรรมชาติ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การส่งเสริมและปรับปรุงการเลี้ยงแกะและการแปรรูปขนแกะ โดยกรมปศุสัตว์ การปลูกกาแฟสายพันธุ์อราบิก้าและการพัฒนาชุมชนให้อยู่กับป่า โดยกรมวิชาการเกษตร และการสนับสนุนพันธุ์ข้าวและจัดหาพันธุ์ข้าวโดยศูนย์ข้าว

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวในศูนย์ได้ด้วยตนเอง อย่างโรงเรือนเฟิร์น โรงเรือนกล้วยไม้ บ่อเลี้ยงปลากดหลวงและปลาสเตอร์เจียน รวมถึงฟาร์มแกะที่ทางศูนย์จะปล่อยออกมากินหญ้าตามธรรมชาติในช่วงเช้าและเย็นที่มีอากาศไม่ร้อนจัด ซึ่งอาจต้องวัดดวงกันเล็กน้อยว่าจะเจอหรือไม่ แต่ที่เจอแน่ๆ คือ แกะประมาณ 5-6 ตัวในคอกที่รอให้นักท่องเที่ยวป้อนหญ้า

ในปีหน้าทางศูนย์จะเริ่มพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวมากขึ้น หลังเห็นว่านักท่องเที่ยวให้ความสนใจและเข้ามาชมฐานต่างๆ วันละหลายร้อยคน ซึ่งการพัฒนาให้มีร้านค้าและร้านอาหารจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้จับจ่าย และชาวบ้านที่เข้ามาเปิดร้านก็จะได้รายได้อีกทางหนึ่งด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวจะอยู่ภายในกรอบเดิมคือการเป็นแหล่งเรียนรู้ ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่ทำให้รบกวนฝูงแกะและสิ่งแวดล้อมเด็ดขาด

รอยยิ้มของชาวลัวะที่บ้านป่าแป๋

 

โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)

วัยรุ่นไทยรู้จักปางอุ๋ง ในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวหน้าหนาวที่มีบึงน้ำ มีป่าสน และมีความฮิปสเตอร์เหมาะสมแก่การท่องเที่ยว ซึ่งปางอุ๋งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ซึ่งนอกจากอ่างเก็บน้ำแล้ว ภายในโครงการยังมีหมู่บ้านรวมไทยที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นหมู่บ้านตัวอย่างด้านเกษตรกรรม และขณะเดียวกันก็สามารถเป็นยามชายแดนระหว่างไทยกับเมียนมาด้วย

ก่อนที่จะมีโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ที่นี่มีสภาพเป็นป่าหัวโล้นจากการทำไร่เลื่อนลอย กระทั่งกรมป่าไม้เข้ามาปลูกป่า สร้างฝาย และปล่อยน้ำให้ชุมชนทำการเกษตรแทนถางป่าทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนำไปสู่การฟื้นฟูป่า สร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้ชาวบ้าน รวมทั้งแก้ปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่

นักท่องเที่ยวนิยมมานอนกางเต็นท์ริมปางอุ๋งในช่วงฤดูหนาว เพื่อรอชมไอหมอกยามเช้าและชมดวงดาวยามค่ำคืน ซึ่งการเดินทางมาที่นี่ช่างสะดวกสบาย และไม่ต้องลำบากมากมายก็สามารถสัมผัสธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าใครก็สามารถไป (ถึงขั้นแย่งกันไป) ปางอุ๋งช่วงต้นหนาวแบบนี้

ผลกาแฟสายพันธุ์อราบิก้า

 

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะเรียง

น้อยคนนักที่จะรู้จักบ้านป่าแป๋ ในเขตพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะเรียง ซึ่งเป็นสถานที่กำเนิดธนาคารข้าวแห่งแรกในประเทศไทย

ในอดีตช่วงปี 2499-2508 ชาวบ้านป่าแป๋ประสบปัญหาขาคแคลนข้าวอย่างหนัก เพราะทุกคนต่างทำไร่เลื่อนลอย ทำให้ไม่มีต้นไม้และไม่มีน้ำเพียงพอแก่การปลูกข้าว เมื่อถึงฤดูแล้งชาวบ้านจึงจำเป็นต้องไปซื้อข้าวราคาแพงจากนายทุน หรือต้องติดหนี้ดอกเบี้ยสูงเพื่อมีข้าวพอประทังชีวิต ทว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทอดพระเนตรเห็นความยากลำบาก จึงได้พระราชทานข้าว และมีพระราชดำริให้จัดตั้งธนาคารข้าวแห่งแรกในประเทศไทยขึ้น โดยมีหลักการว่าชาวบ้านต้องช่วยกันสร้างยุ้งข้าวและรวมกลุ่มกันดูแลการจ่ายออกและทวงคืน เมื่อไม่มีข้าวกินให้มายืมข้าวจากธนาคาร และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวให้นำข้าวมาคืนแบบยืมสิบบวกสอง เช่น ถ้ายืมข้าวไป 10 ถัง ให้คืน 12 ถัง อันเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนข้าวได้อย่างถาวร

จากนั้นเมื่อมีการก่อตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะเรียง ทำให้ชาวบ้านหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว เสาวรส อโวคาโด พลับ เคฟกูสเบอร์รี่ กาแฟอราบิก้า และเลี้ยงสุกร รวมทั้งได้ส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้ดูแลเรื่องโปรแกรมการท่องเที่ยว โฮมสเตย์ และการบริหารจัดการการท่องเที่ยว

กระบวนการตีขนแกะให้ฟูก่อนนำไปทอเป็นผ้าทอขนแกะ

 

ในวันนั้น ไกด์ท้องถิ่นได้นำทางไปยังธนาคารข้าวและเริ่มอธิบายว่า เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2513 ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้แก่ราษฎรบ้านป่าแป๋ จำนวน 2 หมื่นบาท เพื่อจัดตั้งธนาคารข้าว และทรงรับสั่งว่าเป็น “ธนาคารข้าวแห่งแรกของโลก”

นอกจากนี้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ก็เคยเสด็จมา และทรงปลูกต้นลิ้นจี่ไว้ในโรงเรียนเจ้าพ่ออุปถัมภ์ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2518 ซึ่งปัจจุบันต้นลิ้นจี่ยังเติบโตสมบูรณ์และออกผลให้ชาวบ้านเก็บมารับประทานทุกปี

นับตั้งแต่ปี 2489 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงริเริ่มโครงการหลวงส่วนพระองค์และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า 4,000 โครงการทั่วประเทศ เพื่อให้ราษฎรในพื้นที่ห่างไกลมีความเป็นอยู่ที่ดี และสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อย่างที่พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธ.ค. 2540 ไว้ว่า

ต้นลิ้นจี่ของสมเด็จย่า

 

“…การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกินแบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…

…ความพอเพียงนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็มาบอกว่าล้าสมัยจริง อาจจะล้าสมัย คนอื่นเขาต้องมีการเศรษฐกิจที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่าเป็นเศรษฐกิจการค้าไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหรา แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่าผลิตให้พอเพียงได้…

…ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่ต้องทั้งหมดแม้แต่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะแก้ไขได้…”

ชาวบ้านป่าแป๋กำลังโกยข้าวลงถังเพื่อนำไปเก็บไว้ในยุ้ง

 

อาหารกลางวันแบบชาวลัวะ

 

ลานกางเต็นท์ริมปางอุ๋ง

 

โรงเรือนเฟิร์นในศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตอง ตามพระราชดำริ

 

ธนาคารแห่งแรกในประเทศไทย

 

อ่างเก็บน้ำช่วงใกล้รุ่ง

 

อ่างเก็บน้ำปางตอง

 

ทุ่งดอกคอสมอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/471109

ทุ่งดอกคอสมอส

นักท่องเที่ยวแห่เข้าชมทุ่งดอกคอสมอส รับลมหนาว บริเวณก่อนทางขึ้นอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก สวยงาม

 วันที่ 19 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงวันหยุดได้มีประชาชนเดินทางมาไปเที่ยวสัมผัสรับลมหนาวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เลี้ยวเข้าทางแยกบ้านหนองกระท้าว ก่อนถึงทางขึ้นภู ประมาณ 10 กิโลเมตร จะมีร้านกาแฟ ได้ปลูกดอกคอสมอส ดอกเสี้ยนฝรั่ง และดอกแวววิชียร ในแปลงขนาดใหญ่ ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งหลากหลายสีสันสวยงามรับลมหนาว ทุ่งดอกคอสมอส” หรือ “ดอกดาวกระจาย” หรือที่ภาษาเหนือจะเรียกว่า ทุ่งดอกคำแผ้แหล้ มีต้นดอกคอสมอสสีชมพูมากมาย ถูกปลูกอย่างงดงามเป็นทุ่งขนาดใหญ่ พร้อมจัดทางเดินเล็ก ๆ เชื่อมถึงกัน และให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปคู่กับดอกไม้หลากสีสันเหล่านี้ได้อย่างใกล้ชิด

นอกจากทุ่งดอกคอสมอสแล้ว เจ้าของยังได้ปลูก ดอกเสี้ยนฝรั่งหลายสี คือ สีขาว สีชมพู และสีม่วง และ ดอกแวววิเชียรหรือบางทีเรียกว่าเทียนญี่ปุ่น เดิมเคยเรียกว่าฟอร์เกตมีนอท ที่กำลังออกดอกสีม่วงอย่างงดงาม ทั้งนี้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเที่ยวชมทุ่งดอกคอสมอสได้ฟรี โดยดอกคอสมอสจะบานไปจนถึงปลายเดือนมกราคม 2560 และที่นี่มีลานจอดรถกว้างขวางให้บริการ รวมทั้งยังอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอื่น ๆ ของจังหวัดพิษณุโลก อาทิ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ภูแผงม้า ภูลมโล อีกด้วย

 

ยุคทองแห่งความศิวิไลซ์ เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/470795

ยุคทองแห่งความศิวิไลซ์ เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124

โดย…รอนแรม

อดีตอันรุ่งโรจน์ยุคสมัยรัชกาลที่ 9 กลับมามีชีวิตอีกครั้งที่ เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 จ.กาญจนบุรี สถานที่ที่จะให้คนไทยได้ไปสัมผัสรากเหง้าความเป็นไทย ผ่านสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตของชาวสยามในอดีตช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้ถ่ายทอดวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวไทยสมัยโบราณ เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสถึงแก่นประวัติศาสตร์มากกว่าการชื่นชมเศษซากหรือร่องรอยทางวัฒนธรรมที่หลงเหลือจากอดีตถึงปัจจุบัน

พื้นที่กว่า 60 ไร่ด้วยงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เป็นแนวคิดของ พลศักดิ์ ประกอบผู้ก่อตั้งที่สนใจประวัติศาสตร์ยุค ร.ศ. 124 ซึ่งเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงบนแผ่นดินสยามที่ส่งผลต่อรูปแบบการดำรงชีวิตของคนในยุคต่อไป ทั้งการประกาศเลิกทาส การแผ่ขยายอิทธิพลจากโลกตะวันตกเข้ามาในแผ่นดินสยาม และนำไปสู่การผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างวิถีชีวิตคนไทยดั้งเดิมกับวัฒนธรรมตะวันตก จนได้รับการนิยามว่าเป็นยุคทองแห่งความศิวิไลซ์ โดยชื่อ มัลลิกา เป็นชื่อแม่น้ำที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำอิรวดีในเมียนมาที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมอารยธรรมโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ด้วยกัน

 

ภายในเมืองประกอบด้วยเรือนไทย 4 ประเภท ซึ่งสะท้อนภาพสถานะของผู้อยู่อย่างชัดเจน เริ่มจาก เรือนเดี่ยว เป็นเรือนชาวบ้านชนชั้นกรรมาชีพ ชาวนา มีหน้าที่ผลิตปัจจัยพื้นฐานในการยังชีพ เรือนนี้นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับภูมิปัญญาชาวบ้าน ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งต่อไปใช้ในเรือนครัว กระบวนการสี และตำข้าวแบบโบราณ

เรือนคหบดี มีความพิเศษอยู่ที่ เรือนครัว สะท้อนวิถีชีวิตการทำอาหารอย่างวิจิตรของคนสมัยก่อน โดยกิจกรรมของนักท่องเที่ยวจะเน้นไปที่งานฝีมือ อย่างงานใบตอง งานดอกไม้ งานเครื่องแขวน งานแกะสลักผลไม้ ซึ่งเป็นผลงานศิลปะที่หาชมได้ยาก

 

เรือนหมู่ เป็นเรือนรับแขกบ้านแขกเมืองของคหบดี โดยปกติเรือนเหล่านี้มักมีคณะนาฏศิลป์ของตัวเองสำหรับรับแขก รวมทั้งความวิจิตรบรรจงของสำรับกับข้าวไทยที่ขึ้นชื่อทั้งรสชาติและหน้าตาอาหาร ที่นี่จึงถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ เพราะเป็นเรือนหมู่ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ปิดท้ายด้วย เรือนแพ ที่ตั้งของร้านค้า จำลองบรรยากาศย่านการค้าในอดีตบริเวณริมน้ำ รายล้อมไปด้วยร้านค้า เช่น ร้านกาแฟตงฮู ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นร้านกาแฟที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น เพราะมีการนำเข้าเมล็ดกาแฟสดจากต่างประเทศเข้ามาใช้ ร้านข้าวแกง ที่สร้างจุดขายได้อย่างน่าสนใจด้วยการนำเมนูข้าวแกงที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรด มานำเสนอเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับรสชาติของอาหารแบบไทยแท้แบบดั้งเดิม รวมถึงร้านจำหน่ายของชำร่วย เพื่อเป็นตัวแทนความทรงจำให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ

 

นอกจากนี้ เมืองมัลลิกายังมีการแสดงโชว์เพื่อให้เห็นวิถีแบบไทยแท้ โดยได้จำลองให้เมืองนี้มีประชากรราว 400 คน ประกอบด้วยกลุ่มคนใน 3 ช่วงวัย ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ และวัยรุ่น แต่งกายโบราณ และดำรงชีวิตในแต่ละวันเสมือนจริงในยุคสมัยนั้นให้เห็นภาพวัฒนธรรมผ่านการแสดงเสมือนจริง

สำหรับอาหารไทยโบราณ นักท่องเที่ยวจะได้ชิมอาหารไทยหายาก เช่น ขนมเสน่ห์จันทน์ ขนมจ่ามงกุฎ ขนมทองเอก ขนมหยกมณี ขนมบุหลันดั้นเมฆ ขนมน้ำดอกไม้ ขนมไข่ปลา เป็นต้น นักท่องเที่ยวจะได้ชมขั้นตอนการผลิตอย่างละเอียด ผ่านการใช้เตาถ่านแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ระหว่างการเดินชม นักท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้เป็นคนไทยโบราณสมัย ร.5 ให้เข้ากับบรรยากาศและอรรถรสในการรับชม สถานที่แห่งนี้จึงสร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตของผู้คนในยุคหลังเลิกทาสไว้ในรูปแบบ Living Heritage หรือมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ รวมถึงส่งต่อความทรงจำในอดีตที่เกือบเลือนหายสู่คนรุ่นหลัง

เมืองมัลลิกา ร.ศ. 214 การันตีว่าเป็นหนึ่งเดียวในไทยและแห่งเดียวในโลก เปิดให้บริการทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ โดยจำหน่ายบัตรสำหรับผู้ใหญ่ 150 บาท และเด็ก 75 บาท หากนักท่องเที่ยวจะเข้าชมพร้อมรับประทานอาหารโบราณและชมการแสดง มีบัตรจำหน่ายเหมารวม ผู้ใหญ่ 550 บาท และเด็ก 350 บาท (เด็กมีความสูงต่ำกว่า 80 ซม. เข้าฟรี) สอบถามรายละเอียดโทร. 034-540-884

 

 

 

 

 

ฤดูล่า ทะเลหมอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/470689

ฤดูล่า ทะเลหมอก

โดย…กาญจน์ อายุ

เสมือนเป็นธรรมเนียมของคนไทยไปแล้ว ที่เมื่อเข้าฤดูหนาวเมื่อไร คนจะเดินทางไปแอ่วเหนือเมื่อนั้น โดยเฉพาะแถวๆ ยอดดอยที่กำลังแผ่ไอหมอก กระจายสายลมหนาว และมีอุณหภูมิลดฮวบฮาบสวนทางกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นทุกที

ภาคเหนือน่ารัก คนก็คึกคักไปด้วย

1 ใน 9 จังหวัดทางภาคเหนือที่ไม่ค่อยมีใครคิดถึงนักอย่าง “แม่ฮ่องสอน” กลับเป็นไฮไลต์หนึ่งของฤดูกาลนี้ ด้วยความที่เป็นเมืองสามหมอก (ถูกปกคลุมด้วยหมอกทั้งสามฤดู) ขนาดเมืองเล็ก และอยู่ท่ามกลางป่าเขา ทำให้แม่ฮ่องสอนเป็นเมืองนอกสายตาแต่จะหลงรักโดยไม่รู้ตัว

ดอกบัวตองบานรับแดดแรกของวันใหม่

 

ล่าทะเลหมอกหยุนไหล

เมื่อพูดถึงปายจะนึกถึงอะไร แบ็กแพ็กเกอร์ ฝรั่ง ความหนาว ตัวเลข 1,864 โค้ง หรือวลีนิยามที่ว่า ปายช้ำแล้ว แต่ถ้ามองให้ดี มองให้ลึก ปายยังมีอีกมุมที่คนไม่ใคร่สังเกต นั่นคือ ธรรมชาติ อันเป็นตัวตนของเมืองปายที่กำลังจะหายลับไปกับนักท่องเที่ยว อย่างทะเลหมอกหยุนไหล ในชุมชนชาวจีนยูนนาน บ้านสันติชล

หยุนไหลคือสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่งดงามอลังการ หยุน แปลว่า เมฆ และ ไหล แปลว่า มา รวมกันได้ความหมายตรงตัวว่า เมฆมา ที่อธิบายถึงกลุ่มหมอกขนาดมหึมาที่ลอยสูงคลอยอดเขาที่สร้างเป็นจุดชมวิว ซึ่งในช่วงฤดูหนาวจะมีหมอกมากและหนาเป็นพิเศษ โดยทุกวันการันตีว่าเห็น

การขึ้นไปบนจุดชมวิวที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านไปประมาณกิโลเมตรครึ่งต้องใช้บริการรถกระบะของชาวบ้าน (ยกเว้นผู้ที่ค้างแรมในหมู่บ้านจะสามารถนำรถส่วนตัวขึ้นไปเองได้) ลักษณะเป็นถนนผ่ากลางชุมชน ลดเลี้ยวไปตลอดจนถึงลาดจอดรถ จากนั้นเดินขึ้นบันไดไปอีกหน่อยจะเจอร้านขายชาแบบจีนและด่านเก็บเงิน นอกจากค่ารถกระบะคนละ 30 บาท ยังมีค่าเข้าชมอีกคนละ 20 บาท เป็นค่าธรรมเนียมก่อนออกล่าทะเลหมอก

แสงแรก ณ ปางอุ๋ง

 

จุดชมวิวหยุนไหลเป็นลานกว้าง มองเห็นทิวทัศน์ได้ 360 องศา ซึ่งแต่ละด้านจะสวยต่างกัน ด้านทิศตะวันออกทิศที่พระอาทิตย์ขึ้นจะงดงามมากที่สุด โดยในช่วงเช้ามืดก่อนมีแสงจากขอบฟ้าจะเห็นดาวบนดินจากบ้านสันติชลส่องแสงระยิบแต่ไม่ระยับ จากนั้นแสงที่เห็นชัดจะเริ่มเบลอด้วยม่านหมอกเบาบางลอยปกคลุม หมอกเหล่านั้นเหมือนเป็นตัวเบิกทางให้กองทัพใหญ่ เพราะไม่นานที่เห็นสายหมอก ทะเลหมอกก็ซัดเข้าโถมพื้นดินจนเกือบมองไม่เห็นสิ่งใด มันเคลื่อนตัวแบบไร้ทิศทางจนไม่สามารถคะเนได้ว่า ตรงไหนจะบางตรงไหนจะบัง ตรงไหนจะต่ำตรงไหนจะสูง บางขณะมันก็ลอยปะทะหน้าเหมือนท้าทายให้ยิงเสียงชัตเตอร์ต่อสู้ แต่บางช่วงมันก็หลบหายแล้วเปลี่ยนไปสนทนากับดอกบัวตองเหมือนเพื่อนสนิทที่ห่างหน้าไปนาน

“หยุนไหลสมชื่อ” ฉันคิด

แต่หมอกไม่มีลักษณะนามจึงกล่าวไม่ได้ว่ามันมากมายขนาดไหน มันมากมายจนกลายเป็นทะเล และอยู่หนาแน่นจนไม่หวั่นพระอาทิตย์ วันนั้นกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไม่ผิดเพี้ยน แสงแรกสาดอาบโลกตามเวลา เปลี่ยนทะเลสีขาวให้กลายเป็นทะเลสีทองตัดกับทิวเขาสีฟ้า เป็นภาพที่วัดไม่ได้ว่างดงามอย่างไรเหมือนกับความรู้สึก อาจจะใช้คำว่า สวย งาม อลังการ มหัศจรรย์ หรือเหนือความคาดหมายก็คงใช้ได้ทั้งนั้น ภาพลักษณ์ของปายในห้วง 5 ปีที่ผ่านมาทำให้หมดความตื่นเต้นแบบไม่เหลือ แต่ทะเลหมอกตรงหน้าทำให้คิดถึงปายที่เป็นปาย จนต้องกลับไปทบทวนใหม่อีกทีว่า ตัวตนของปายคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าหรือร้านเหล้าที่เปิดอยู่ในเมือง เราเลือกมองและเลือกดื่มด่ำได้โดยไม่คิดถึงข้อครหาในใจ

นักท่องเที่ยวแห่นอนเต็นท์ริมอ่างเก็บน้ำปางตอง

 

“ปายก็จะยังคงเป็นปายในความทรงจำ” ฉันรู้สึก

ไอหมอกเหนือปางอุ๋ง

ปางอุ๋งคือชื่อในวงเล็บของโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) เกิดขึ้นจาก ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเห็นว่า บริเวณอ่างเก็บน้ำปางตองใหม่และฝายปางอุ๋ง เป็นพื้นที่ที่มีการบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว สภาพป่าไม้ไม่สามารถที่จะฟื้นตัวขึ้นเองตามธรรมชาติได้ทันกับความต้องการในด้านอุปโภคบริโภค การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และขาดสมดุลทางระบบนิเวศ ถ้าปล่อยให้สภาพการณ์เป็นไปเช่นนี้ก็จะมีผลเสียหาย และกระทบกระเทือนสู่บริเวณลุ่มน้ำแม่สะงา ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และนิเวศวิทยา พระองค์จึงทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับ พล.อ.ปิ่น ธรรมศรี หัวหน้าคณะทำงานส่วนพระองค์ในขณะนั้น เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2527 ว่า

“…ให้มีการปรับปรุงสภาพป่าบริเวณอ่างเก็บน้ำปางตองใหม่และฝายปางอุ๋ง ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม…”

ถ่ายภาพแสงสุดท้ายบนยอดภูชี้เพ้อ

 

โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ได้เข้าดำเนินการกิจกรรมเกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพป่าและปรับปรุงระบบนิเวศ มาตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การปลูกป่าในรูปแบบต่างๆ ทั้งการปลูกป่าทั่วไป ปลูกไม้ใช้สอย ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกหวายตามแนวพระราชดำริ ปลูกป่าปรับปรุงระบบนิเวศ การปลูกป่าเปียก รวมเนื้อที่ 20,710 ไร่ การจัดทำแนวกันไฟ การจัดทำฝายต้นน้ำชะลอความชุ่มชื้น รวมถึงการส่งเสริมการจัดทำโครงการธนาคารอาหารชุมชนเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ซึ่งส่งผลทำให้ป่ามีความสมบูรณ์ ระบบนิเวศกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง นอกจากนี้โครงการยังได้พัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของโครงการอยู่บนพื้นที่สูงมีทัศนียภาพป่าสนสามใบ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี

ในช่วงเช้ามืดของฤดูหนาว อ่างเก็บน้ำจะเต็มไปด้วยหมอกลอยต่ำอยู่บนผิวน้ำ ซึ่งเป็นอีกมุมมองของการชมหมอก ที่โดยทั่วไปตัวคนจะอยู่บนยอดเขาแล้วมองลงมา แต่คราวนี้คนกับหมอกอยู่ในระนาบเดียวกัน หากเช่าเรือไม้ไผ่ที่ไม่มีหลังคาและกราบเรือให้นายท้ายเรือล่องไปกลางอ่างเก็บน้ำ จะเป็นวิธีที่จะได้สัมผัสหมอกแบบนำตัวเข้าไปอยู่ในม่านหมอกได้อย่างน่าทึ่ง

“เหมือนในนิทาน” ฉันจินตนาการ

นอกจากหมอกที่ทำให้ตื่นใจ แนวต้นสนริมอ่างเก็บน้ำยังน่าตื่นตา มันอยู่ฝั่งตรงข้ามของทิศตะวันออกทำให้ลำแสงเล็ดลอดจากต้นและกิ่งใบเปล่งประกายแตกแฉกเหมือนในภาพวาด โดยใต้ป่าสนนั้นเป็นลานกางเต็นท์ที่ยากแก่การจับจอง เพราะในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมมากกว่า 1 แสนคน โดยเฉพาะในหน้าหนาว

จุดชมวิวทะเลหมอกบนความสูง 1,818 ม.

 

ปางอุ๋ง ตั้งอยู่ที่บ้านรวมไทย ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 44 กม. ได้รับสมญานานว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่เหมือนนัก เพราะที่นี่เป็นโครงการพระราชดำริที่ได้เปลี่ยนไร่ฝิ่นให้เป็นสวนดอกไม้ เปลี่ยนจากเขาหัวโล้นให้เป็นป่า และเปลี่ยนความหิวโหยให้ชาวเขามีชีวิตที่ยั่งยืนคู่กับธรรมชาติ ปางอุ๋งจึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวป๊อปปูลาร์ แต่ยังเป็นพื้นที่ศึกษาการพัฒนาตามหลักความยั่งยืน

ภูชี้เพ้อ ถึงขั้นเพ้อถึงเธอ

ไม่อาจเรียกว่าแหล่งท่องเที่ยวได้เต็มปาก เพราะเขตของหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ใน อ.ขุนยวม ที่ตั้งของภูชี้เพ้อ ไม่สามารถเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้เต็มรูปแบบ แต่สามารถเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ได้แบบไม่ผิดกฎเกณฑ์

ภูชี้เพ้ออยู่บริเวณเดียวกับทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ ซึ่งหมดช่วงเบ่งบานแล้ว เข็มทิศจึงเบนไปที่ภูชี้เพ้อที่อยู่ก่อนถึงทุ่งดอกบัวตอง 5 กม. ข้อมูลระบุว่า ยอดภูมีระดับความสูง 1,818 ม. จากระดับน้ำทะเล เป็นจุดวิวแห่งใหม่ของขุนยวม ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ในการเดินทางหรือเหมาของคนในพื้นที่ขึ้นไป (โทร. 06-1529-2278) เส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่เขาประมาณ 7 กม. และเมื่อไปจนสุดทางแล้วต้องขึ้นบันไดเดินต่อไปอีกจนถึงยอดภู จากนั้นเมื่อก้าวไปถึงจุดที่สูงที่สุด วินาทีนั้นจะเข้าใจความหมายของชื่อภูอย่างลึกซึ้งว่า ภูชี้เพ้อ หมายถึง สวยจนเพ้อ หรือเหนื่อยจนเพ้อ กันแน่

นักท่องเที่ยวจำ นวนมากแห่ไปสัมผัสอากาศหนาวบนยอดดอย

 

 

“เหนื่อยนั่นแหละถูกแล้ว” ฉันตอบ

ทิวทัศน์จากด้านบนจะมองเห็นแนวเขาสลับซับซ้อน เช่น ดอยอินทนนท์อยู่ลิบๆ ทางซ้าย และดอยแม่อูคอเหลืองอร่ามอยู่ทางขวา โดยในช่วงเช้ามืดจะมีทะเลหมอกหนาจัดอวดโฉมตระการตา มีพระอาทิตย์กลมโตเป็นไข่แดง และมีลมหนาวปะทะร่างให้สะใจตลอดเวลาที่อยู่บนนั้น

ภูชี้เพ้อจึงเป็นอันซีนเฉพาะผู้ที่ไปไม่ถึงเท่านั้น เพราะตอนนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน กำลังโปรโมทให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างดอยแม่อูคอและจากขุนยวมขึ้นมา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแห่งใหม่ที่ธรรมชาติได้คัดเฉพาะคนรักษ์ธรรมชาติตัวจริงด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว

ทะเลหมอกน่ารัก คนก็คึกคักไปด้วย

กลายเป็นเทรนด์ของวัยรุ่นยุคนี้ที่หันมาเที่ยวธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะสถานที่ที่ถ่ายรูปสวยเหมาะแก่การโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย (ทั้งสามแห่งมีสัญญาณมือถือชัดแจ๋ว) และเป็นสถานที่ใหม่ที่ทำให้เป็นคนแรกที่รีวิว ซึ่งเทรนด์เหล่านี้ดีต่อการท่องเที่ยว และเชื่อว่าวัยรุ่นจะตระหนักรู้พอที่จะไม่ทำลายสถานที่ท่องเที่ยวให้เป็นประเด็นดราม่า ทว่าจะเป็นพลังชักชวนพวกพ้องให้ออกไปสัมผัสธรรมชาติกันมากขึ้น

ทะเลหมอกบนภูชี้เพ้อ

 

นักท่องเที่ยวต่างเฝ้ารอพระอาทิตย์ขึ้นบนจุดชมวิวหยุนไหล

 

ความสวยงามที่เห็นแล้วต้องเพ้อ

 

นอนชิล อิงลมหนาว ชมดอกไม้ ฟลอร่า ครีค เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/469616

นอนชิล อิงลมหนาว ชมดอกไม้ ฟลอร่า ครีค เชียงใหม่

โดย…พุสดี

ร้อยทั้งร้อยของนักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาปักหมุดที่เชียงใหม่ในช่วงปลายปีแบบนี้ คงหนีไม่พ้นความหวังที่จะได้สัมผัสลมหนาว สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด พร้อมชมความงามของดอกไม้เมืองหนาวที่พร้อมผลิดอกสวยๆ ให้เชยชม สำหรับขาลุย ชอบผจญภัยขึ้นดอยปีนเขา ความหวังนี้คงไม่ไกลเกินเอื้อม แต่สำหรับขาเที่ยวที่รักความสบาย ไม่โลดโผน แต่อยากสัมผัสประสบการณ์ฟินครบรสของการมาเที่ยวเชียงใหม่ที่ไม่ใช่แค่ซิตี้ทัวร์ ลองแวะมาฟลอร่า ครีค เชียงใหม่ รีสอร์ทสุดหรูแห่งใหม่ที่พร้อมมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของวิวทิวทัศน์ และสวนดอกไม้กฤษดาดอยที่แวดล้อมด้วยบรรยากาศของดอกไม้และสายน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติสูง ภายใต้บริการระดับ 5 ดาว

บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ของถนนสายหางดง-สะเมิง เป็นที่ตั้งของฟลอร่า ครีค รีสอร์ทสุดหรูท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม ประกอบด้วยห้องพักทั้งหมด 70 ห้อง แบ่งออกเป็น 4 แบบ ได้แก่ ดีลักซ์ แพลนเทชั่น ดีลักซ์ ฮอร์ริซอน สุพีเรียร์ การ์เดน วิว ทั้งสามแบบมีขนาดตั้งแต่ 33-63 ตารางเมตร แต่หากชื่นชอบความสะดวกสบาย ต้องการพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขึ้น แนะนำห้องพักแบบพูล วิลล่า ขนาด 140 ตารางเมตร

ภายในห้องพักทั้งหมดได้รับการตกแต่งภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกันคือ การผสมผสานระหว่างความอ่อนหวานของดอกไม้และโทนสีเบจเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับอยู่บ้านของตัวเอง มีกลิ่นอายความเป็นตะวันตกผสมกับเสน่ห์ของล้านนา ด้วยการเลือกใช้โครงสร้างและวัสดุตกแต่งที่ทำมาจากไม้และอิฐ ผสานกับการนำกลิ่นอายล้านนาและศิลปะร่วมสมัยมาไว้ด้วยกัน

นอกเหนือจากความสวยงามและความสะดวกสบายที่สามารถสัมผัสได้จากทุกตารางนิ้วภายในห้องพักแล้ว ทางโรงแรมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนรักสุขภาพ ทั้งสระว่ายน้ำและห้องออกกำลังกาย และสปา ซึ่งนอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าแล้ว ยังมอบความสดชื่นกลับคืนสู่ร่างกายและจิตใจได้ด้วยทรีตเมนต์ที่คัดสรรมาอย่างดี

บำบัดร่างกายและจิตใจจนสดใสสดชื่นแล้ว อย่าพลาดแวะมาเดินเล่นชมสวนดอกไม้เพลินๆ พร้อมเก็บภาพสวยๆ ณ สวนกฤษดาดอย สวนดอกไม้ขนาด 15 ไร่ ที่ได้ สกุล อินทกุล นักจัดดอกไม้มือหนึ่งของเมืองไทยร่วมจัดสวนดอกไม้ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้อิ่มเอมกับความสดชื่นและความงดงามของดอกไม้ได้ในทุกฤดูกาล อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ ห้องอาหารครีค คาเฟ่ ที่สามารถดึงดูดความสนใจได้ตั้งแต่แรกเห็นด้วยสไตล์ตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ในสไตล์ทรอปิคอลล้านนา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า ผสมผสานกับความอบอุ่นจากไม้ เสริมความแข็งแรงจากเหล็ก สามารถรองรับได้กว่า 150 ที่นั่ง บริการอาหารรสชาติไทยแท้ๆ และเมนูอาหารนานาชาติตลอดทั้งวัน

 

อย่างไรก็ตาม แม้จุดเด่นของโรงแรมจะมีความงดงามของธรรมชาติเป็นไฮไลต์ แต่อย่าเพิ่งมโนไปไกลว่าที่ตั้งของโรงแรมจะต้องซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา เดินทางเข้าไปแล้วแทบไม่อยากกลับออกมา เพราะการเดินทางยังสะดวกสบาย ด้วยโลเกชั่นที่ห่างจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่เพียง 21 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองไม่มาก ใช้เวลาเพียง 30 นาที ก็สามารถไปเดินเล่น หาของอร่อยกินในตัวเมืองได้แล้ว นอกจากนี้ยังใกล้แหล่งท่องเที่ยวมากมาย อาทิ ไร่สตรอเบอร์รี่ ปางช้าง สวนงู และไนท์ซาฟารี

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรีสอร์ทที่ควรค่าแก่การมาปักหมุดสำหรับนักเดินทางที่อยากรู้จักเชียงใหม่ในอีกมุมอย่างแท้จริง

Price : สุพีเรียร์ การ์เดน วิว ราคา4,500-7,000 บาท/คืนดีลักซ์ แพลนเทชั่น ราคา 6,000-1 หมื่นบาท/คืนดีลักซ์ ฮอร์ริซอน ราคา 7,000-1.1 หมื่นบาท/คืน พูล วิลล่า ราคา 1.8-3 หมื่นบาท/คืน

Place : 90 หมู่ 4 ต.บ้านปง อ.หางดงจ.เชียงใหม่ 50230 โทร. +66(0)52-001-400 www.floracreekchiangmai.com

Promotion : สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี เมื่อสำรองห้องพักประเภทดีลักซ์ แพลนเทชั่น พร้อมอาหารเช้าในราคา 6,500บาท (จากราคาปกติ 29,675 บาท) นอกจากนี้ เมื่อสมาชิกสำรองห้องพัก 2 คืน หรือ 1คืน 2 ห้องขึ้นไป สามารถอัพเกรดเป็นห้องพักประเภทดีลักซ์ ฮอร์ริซอน พร้อมรับชุดอาฟเตอร์นูนที 1 มื้อ สำหรับ 2 ท่าน มูลค่า2,000 บาท ตั้งแต่วันนี้-31 มี.ค. 2560

 

เดินทางพ่อ เรื่องเล่าจากดอยอินทนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/469614

เดินทางพ่อ เรื่องเล่าจากดอยอินทนนท์

โดย…กาญจน์ อายุ

หลายคนเคยไปพิชิตดอยอินทนนท์ แต่จะมีสักกี่คนที่เคยไป “สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์” จำได้ว่าคำตอบที่เขียนในใบสมัครทริปเดินทางพ่อเป็นประมาณนี้

เดินทางพ่อ Walk Of The King เป็นโครงการที่ได้คัดเลือกคนรุ่นใหม่จำนวน 100 คน เดินทางไปตามรอยพ่อใน 5 สถานที่ (20 คน/ทริป) ได้แก่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โครงการหลวงแม่ลาน้อย สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน เพื่อสานต่อสิ่งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทำด้วยการส่งต่อมุมมองใหม่จาก 5 สถานที่ ซึ่งการเดินทางพ่อนี้เป็นหนึ่งในโครงการสานต่อที่พ่อทำ

น้ำตกในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน

 

โชคดีที่ได้เป็น 1 ใน 5,000 คน

สมุดจดมุงหลังคาจำนวน 20 แผ่น ถูกแจกพร้อมปากกาสีดำให้แก่ผู้ร่วมทริปทั้ง 20 คน มันเป็นกระดาษถนอมสายตาไร้เส้น ซึ่งได้เขียนประเดิมกระดาษหน้าสุดท้ายไว้ว่า

“11 พ.ย. 59 หมอก เย็น อาหารอร่อย ดอกไม้สวย แปลงปลูกดอกไม้ การพัฒนา การแก้ไขปัญหา ฝิ่น ต้นไม้ ในหลวงคือต้นไม้ ความรู้สึกแรกคือ ความร่มเย็น”

บทสรุปหลังจากอยู่ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อความที่เขียนขึ้นหลังได้คุยกับ พี่ แดงศรี จุลศิริ นักปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอก ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ เธอได้ปวารณาตนเป็น เกษตรกรของแผ่นดิน

ช่องทางลมของป่าสังเกตได้จากกิ่งก้านของต้นไม้

 

เธอเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ มายังโครการหลวงอินทนนท์เมื่อปี 2512 ซึ่งในขณะนั้นอินทนนท์มีสภาพเป็นเขาหัวโล้น ชาวบ้านชาวปกาเกอะญอและชาวม้งทำไร่ฝิ่นและไร่เลื่อนลอยเพื่อยังชีพ พระองค์จึงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวเขาเหล่านั้นให้มีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง จึงได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ทางด้านการเกษตรแผนใหม่ ด้วยการหันมาทำการเกษตรแบบถาวรเพื่อปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ต่อมาพระองค์มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์” ขึ้นในปี 2522 บริเวณบ้านขุนกลาง เพื่อเป็นสถานีวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง ดำเนินงานวิจัยด้านไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก และไม้ผล รวมทั้งถ่ายทอดผลงานวิจัยไปสู่การส่งเสริมให้เป็นรายได้ของครอบครัวเกษตรกร พร้อมกับการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานด้านสังคมและการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารควบคู่กันไป และโปรดให้เป็น “สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์” ในปี 2550

ต้นทางของดอกไม้

ปัจจุบันสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านงานวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน แยกย่อยเป็น งานวิจัยจำพวกไม้ดอกและไม้ประดับที่ได้พัฒนาและรวบรวมสายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อจำหน่ายเป็นไม้ตัดดอกและไม้ตัดใบ ประเภทผักที่มีการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ต้านทานโรค ประเภทพืชไร่ที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพันธุ์ข้าว ประเภทไม้ผลที่ได้ปรับปรุงเพื่อทดสอบสายพันธุ์ใหม่ให้ทนต่อการปลูกบนที่สูงของประเทศไทย เช่น เซเลอรี่ เฟนเนล มะเขือเทศโครงการหลวง ซุกินี เคพกูสเบอรี่ เสาวรส และประเภทส่งเสริมงานประมงบนพื้นที่สูงอย่าง ปลาเทราต์สายรุ้ง และปลาสเตอร์เจียน

พวงมะเขือเทศลูกโตส่งโครงการหลวงในบ้านผาหมอน

 

ด้านที่สองคือ การเป็นศูนย์การเรียนรู้การเกษตรบนพื้นที่สูง เพื่อส่งเสริมให้ผลงานวิจัยของสถานีเผยแพร่ไปยังชุมชนและผู้สนใจ ทั้งการจัดแสดงรวบรวมพันธุ์ไม้บนที่สูง งานผลิตพืชและไม้กระถาง และงานวิจัยประมงบนพื้นที่สูง

และสุดท้ายในด้านการดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรชาวไทยภูเขาไปพร้อมกับการฟื้นฟูอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยมีการส่งเสริมปลูกพืชไร่ งานหัตถกรรม งานท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ งานเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน งานฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

กลุ่มเมฆลอยเหนือโรงเรือนดอกไม้บนดอยอินทนนท์

 

โดยสรุปคือ ต้นทางของดอกไม้ เกิดขึ้นจากการวิจัยปลูกพืชต่างถิ่นที่เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งไม้ดอกและไม้ผล ซึ่งต้องวิจัยให้ได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ก่อนจึงนำไปสู่ขั้นตอน การขยายพันธุ์ เมื่อวิจัยจนได้พันธุ์ที่แข็งแรง สถานีฯ จะขยายพันธุ์เพื่อแจกจ่ายให้ชาวบ้าน พร้อมๆ กับขั้นตอนสุดท้าย การส่งเสริมชาวบ้านให้ปลูก และเมื่อพืชผลงอกงามพร้อมขาย ทางโครงการหลวงจะรับซื้อไว้ทั้งหมดเพื่อนำไปขายทั่วประเทศ

ต้นทางของกาแฟ

เมล็ดพันธุ์ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงหว่านไว้เมื่อ 37 ปีก่อน วันนี้ได้เติบโตสูงใหญ่เป็นต้นไม้ที่แข็งแรงและแผ่ขยายรากออกไปไกลทั่วทุกหมู่บ้านอย่างที่ บ้านหนองหล่ม

โรงเรียนจัดแสดงพันธุ์ เช่น ฟิวเซีย บีโกเนีย เป็นต้น

 

หมู่บ้านเล็กๆ กลางป่าใหญ่ที่ยากแก่การสัญจรและติดต่อสื่อสาร ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จฯ มาถึง 3 ครั้ง และผู้ที่คอยรับเสด็จทุกครั้งคือ คุณตา พะโย่ ตาโร อดีตผู้ใหญ่บ้านหนองหล่ม ตาพะโย่ กล่าวว่า เมื่อมีรับสั่งถามถึงต้นกาแฟ จึงได้นำทางไปทอดพระเนตรต้นกาแฟ 2-3 ต้นหลังบ้าน ทรงมีรับสั่งสอนให้มีการใส่ปุ๋ย และนำหญ้ามาใส่โคนต้น จากนั้นตาพะโย่ได้นำเมล็ดกาแฟทูลเกล้าถวายพระองค์ 2-3 กก. และทรงทอดพระเนตรเห็นว่าเมล็ดกาแฟมีความสมบูรณ์ดี ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือได้ จึงมีรับสั่งให้ส่งเสริมการปลูกกาแฟโดยใช้เมล็ดที่ตาพะโย่นำมาทูลเกล้าถวาย ไปวิจัย และนำกลับคืนให้ชาวบ้านนำไปปลูกต่อ ต่อมาในปี 2525 ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จทอดพระเนตรแปลงกาแฟที่ขุนวาง (ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ในปัจจุบัน) และทรงมีพระราชดำริให้กรมวิชาการเกษตรพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพที่สูงของประเทศไทยเพื่อปลูกทดแทนฝิ่นบนพื้นที่สูง จึงกล่าวได้ว่า เมล็ดกาแฟของตาพะโย่ คือ ต้นทางของการปลูกก้าแฟอราบิกาในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 24 ศูนย์

“ฝิ่นไม่มีแล้ว ป่าอยู่ได้ ในหลวงบอกว่าให้ปลูกกาแฟไป อีกปีสองปีจะเห็นว่าพัฒนา” ตาพะโย่ กล่าวและเล่าต่อว่า พระองค์ตรัสให้สานต่อการปลูกกาแฟเพื่อเป็นตัวอย่างแก่คนอื่น เพราะกาแฟมีราคาดี สภาพพื้นที่เหมาะสม ปลูกแล้วป่าอยู่ได้ และน้ำก็ยังอยู่คง

โรงเรือนปลูกกุหลาบที่บ้านผาหมอน

 

เช่นเดียวกันกับหมู่บ้านผาหมอน ที่ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกุหลาบ กาแฟ และมะเขือเทศ จนกลายเป็นอาชีพหลักของคนในหมู่บ้าน และหมู่บ้านแม่กลางหลวงที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเปลี่ยนไร่ฝิ่นให้เป็นนาข้าวกว่า 10 สายพันธุ์ ทำให้ชาวบ้านมีข้าวกินและมีรายได้จากการขายเมล็ดกาแฟ

ต้นทางของสายธาร

ผลลัพธ์ของการรักษาป่าคือ น้ำ ป่าต้นน้ำจึงสำคัญต่อทุกชีวิตตั้งแต่คนต้นน้ำ กลางน้ำ และคนปลายน้ำอย่างคนกรุงเทพฯ ตัวอย่างเส้นทางศึกษาธรรมชาติอันเป็นผลของการรักษาป่าและต้นน้ำอยู่ที่ เส้นทางกิ่วแม่ปาน ภายในเขตอุทยานแห่งชาติอินทนนท์

คุณตาพะโย่ ตาโร เจ้าของกาแฟต้นแรก

 

 

พี่ เมย์-ภาวิณี เกียรตากุล ผู้นำเที่ยวเฉพาะถิ่น เป็นคนนำทาง และอธิบายจุดต่างๆ ทั้ง 21 จุดระหว่างทางเดินกิ่วแม่ปาน เริ่มที่จุดที่ 1 ป่าเฟิร์นยุคโบราณอายุประมาณ 230 ล้านปีซึ่งเป็นเฟิร์นใบบางที่สุดในโลก ต่อด้วยป่าเมฆ ป่าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหลายเดือนจนทำให้การย่อยสลายใบไม้ยาก ไม้ที่พบมาก เช่น ก่อ หว้า กุหลาบพันปี และป่าต้นน้ำ สถานที่กำเนิดสายธารบริสุทธิ์สะอาด มีออกซิเจน ซึ่งลำห้วยทุกสายในลุ่มน้ำนี้จะไหลลงสู่แม่น้ำปิง ก่อนเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่หล่อเลี้ยงคนภาคกลางอย่างในปัจจุบัน พี่เมย์พาเดินไปเรื่อยๆ ผ่านจุดต่างๆ ทั้งป่าเมืองหนาว เฟิร์นทนไฟ จนกระทั่งถึงจุดไฮไลต์ที่ กิ่วแม่ปาน

กิ่วแม่ปาน หรือป่าสองมุมบนสันเขา ลักษณะเป็นสันบนเขา ป่าด้านนอกจะถูกแดดส่องและถูกลมปะทะแรงจนตัดยอดไม้ให้เตี้ยลง ผิดกับป่าด้านในที่ชุ่มชื้นด้วยพันธุ์ไม้ดั้งเดิม และบนนั้นยังเป็นแหล่งกำเนิดของกุหลาบพันปี พืชที่ปรับตัวเองให้เข้ากับอากาศหนาวเย็น มีดอกสีแดงสดเพื่อให้แมลงเข้ามากินน้ำหวานและผสมเกสรได้สะดวก รวมถึงเรื่องราวของสายน้ำ ยอดของสูงสุดของไทย อธิบายใจความว่า ห้วยน้ำเล็กๆ ปกคลุมด้วยป่าดิบเขา มีฝนชุก หมอกหนาตลอดปี ทำให้อากาศชื้นมาก ต้นไม้คายน้ำได้น้อย ทำให้ใบไม้ย่อยสลายช้า เกิดเป็นผ้าห่มที่ซับน้ำฝนแล้วส่งไปเก็บใต้ดินร่วนพรุน และกลายมาเป็นป่าต้นน้ำชั้นเยี่ยมที่เก็บกักน้ำไว้และปล่อยน้ำได้ทั้งปี

ภาวิณี เกียรติยากุล ไกด์ท้องถิ่นคอยอธิบายเรื่องราวของป่ากิ่วแม่ปาน

 

เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน มีระยะทาง 3.2 กม. ซึ่งสามารถแสดงให้ประจักษ์ถึงความเป็นมาของสายน้ำที่มีความสัมพันธ์กับป่าโดยตรง ไม่ใช่เพียงการเปิดก๊อกแล้วน้ำไหลออกมาอย่างที่เคยทำ

ทั้งสามต้นทางที่กล่าวมา ต้นทางของดอกไม้ ต้นทางของกาแฟ และต้นทางของสายธาร ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของหลายชีวิตไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ ชาวบ้าน และชาวเมือง อย่างคนรุ่นใหม่ทั้ง 20 ชีวิตในทริปเดินทางพ่อที่จะกลายเป็นต้นทางของอะไรบางอย่างในการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้ดีขึ้น เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ถูกบ่มเพาะมาตลอด 2 วัน 3 คืน จะเติบโตมาเป็นต้นไม้ใหญ่พร้อมออกผลแพร่พันธุ์ และไม่ว่าใครก็สามารถมีเมล็ดพันธุ์นั้นได้ หากมองเห็น ศึกษา และเข้าใจ ก็จะพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ตามทางของพ่อ

แกะขนปุยในสถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์

 

ชาวบ้านแกะต้นขึ้นฉ่ายจากกระถางเพื่อนำ ไปขาย

 

ผักปลอดสารพิษในแปลงปลูกผักโครงการหลวง

 

ความสวยงามย้อนเวลา พระราชวังบางปะอิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/468542

ความสวยงามย้อนเวลา พระราชวังบางปะอิน

โดย…สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ยังจำได้เมื่อคราวยังเด็ก คุณครูจะพามาทัศนศึกษาเป็นครั้งแรกที่พระราชวังบางปะอิน ตอนนั้นทั้งรู้สึกตื่นเต้นระคนความประทับใจเพราะเป็นพระราชวังสมัยโบราณที่ยังไม่ได้ถูกทำลาย

ตามประวัติแล้ว พระราชวังแห่งนี้เป็นพระราชวังบนเกาะกลางน้ำอันงดงามและกว้างขวาง ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน ย้อนไปถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง และยังเป็นต้นแบบการปรับตัวให้เข้ากับยุคตะวันตกในรัชกาลที่ 5 ทั้งยังกลายเป็นแหล่งรวมปูชนียสถานสำคัญหลายแห่งตกทอดมาถึงปัจจุบันอีกด้วยนะครับ

 

ตามพงศาวดารยังเล่าว่า “พระเจ้าปราสาททองหรือพระศรีสรรเพ็ชญ์ที่ 5” (พ.ศ. 2172-2199) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นบนเกาะบ้านเลนในลำแม่น้ำเจ้าพระยา อันเนื่องมาจากเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระเอกาทศรถ พระราชบิดาของพระเจ้าปราสาททองล่มลงแถวเกาะบางปะอิน ครั้งนั้นจึงทรงได้พบหญิงชาวบ้านซึ่งต่อมาทรงเป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

ครั้นใน พ.ศ. 2175 เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ 2 ปี จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดที่เกาะบางปะอิน บริเวณบ้านเดิมของพระราชมารดา แล้วพระราชทานนามว่า วัดชุมพลนิกายาราม รวมทั้งขุดสระน้ำสร้างพระราชนิเวศขึ้นกลางเกาะ และสร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งริมสระ พระราชทานนามว่า พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ซึ่งพระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับเมื่อยามเสด็จประพาสของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยาเสมอมา กระทั่งเสียกรุงครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 บริเวณนี้จึงรกร้างไป

 

กาลต่อมาในรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงทำนุบำรุงและ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างอีกหลายแห่งขึ้นภายในบริเวณพระราชวังบางปะอิน โดยเฉพาะรัชกาลที่ 5 โปรดประทับที่นี่มาก ด้วยเป็นพระราชวังบนเกาะกลางน้ำอันสงบร่มเย็น และเคยเป็นที่ประทับเมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จประพาสบางปะอินมาก่อน ยังทรงใช้ที่นี่เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะและพระราชทานเลี้ยงรับรองอยู่เนืองๆ อีกด้วย

เนื่องจากบริเวณพระราชวังกว้างขวางมาก และแบ่งเป็น 2 เขตใหญ่ๆ คือ เขตพระราชฐานชั้นนอก ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับออกมหาสมาคมและพระราชพิธีต่างๆ และยังมีเขตพระราชฐานชั้นในอันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ สำหรับส่วนที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมได้ คือ เขตพระราชฐานชั้นนอกเท่านั้น

 

สิ่งที่ยังยืนยัดท้ากาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้ ก็คือ หอเหมมณเฑียรเทวราช ปรางค์ศิลาจำลองแบบจากปรางค์ขอม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2423 เพื่อทรงอุทิศถวายแด่พระเจ้าปราสาททอง

นอกจากนี้ ยังมีพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างมหาปราสาทโถงทรงจตุรมุขกลางน้ำในสถาปัตยกรรมแบบไทยสร้างด้วยไม้ทั้งองค์ ถอดแบบมาจาก พระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ และพระราชทานนามตามพระที่นั่งองค์แรกที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ภายในประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสัมฤทธิ์ของรัชกาลที่ 5 ขนาดเท่าพระองค์จริง ทรงเครื่องยศจอมพลทหารบก ซึ่งรัชกาลที่ 6 สร้างถวายและมีรับสั่งให้เปลี่ยนเป็นเสากับพื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด

 

สิ่งที่งดงามไม่แพ้กัน พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระที่นั่งทรงวิหารกรีกแบบคอรินเธียรออร์เดอร์ ใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกขุนนางในงานพระราชพิธี เคยเป็นที่รับรองแขกเมืองหลายครั้ง เช่น พ.ศ. 2436 รับรองพระเจ้าซาร์นิโคลัสแห่งรัสเซีย พ.ศ. 2436 รับรองเมอร์ซิเออร์ปาวีร์ ทูตฝรั่งเศส และ พ.ศ. 2452 รับรองดยุกและดัชเชสโยฮันเบรตแห่งเมืองบรันทวีทแห่งเยอรมนี ภายในตกแต่งภาพเขียนสีน้ำมันชุดพระราชพงศาวดารอิเหนา พระอภัยมณี สังข์ทอง จันทโครพ และรามเกียรติ์ ตลอดจนเก็บอาวุธโบราณ ตุ๊กตาหินสลัก และเครื่องราชบรรณการต่างๆ

ที่ผมชอบใจและรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้เห็นอีกอย่าง ก็คือ สภาคารราชประยูร อาคาร 2 ชั้น ริมน้ำตรงข้ามพระที่นั่งวโรภาษพิมาน สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายหน้าและข้าราชบริพาร นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นใน คือ สะพานจากพระที่นั่งวโรภาษพิมานและประตูทางเข้าพระราชฐาน นามว่า ประตูเทวราชครรไล โดยออกแบบให้มีฉากคล้ายบานเกล็ดกั้นกลาง เพื่อแยกทางเดินของฝ่ายหน้าและฝ่ายใน สำหรับบริเวณเขตพระราชฐานชั้นใน มีอาคารที่น่าดูชมหลายแห่ง ได้แก่

 

พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร พระที่นั่งเรือนไม้สไตล์ชาเลต์สวิส ซึ่งมีเฉลียงทั้งสองชั้น ทาสีธรรมชาติงดงาม ด้านนอกเป็นสีเขียวอ่อนแก่สลับกัน ตัดกับเครื่องเรือนไม้มะฮอกกานีจัดสลับลายทองทับจากยุโรป รอบด้านตกแต่งเครื่องราชบรรณาการจากหัวเมืองต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นของหายากประจำเมืองทั้งสิ้น แต่ใน พ.ศ. 2481 เกิดอัคคีภัยขึ้นระหว่างการซ่อมแซม เป็นเหตุให้พระที่นั่งทั้งองค์สูญสิ้นไปกับเปลวเพลิง เหลือเพียงหอน้ำ ที่สร้างตามแบบหอรบของยุโรป ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามคำกราบบังคมทูลของสำนักพระราชวัง ให้สร้างพระที่นั่งคอนกรีตขึ้นแทนองค์เก่า

พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ สถานที่ประทับฤดูหนาวสร้างตามสถาปัตยกรรมจีน จึงมีชื่อเรียกง่ายๆ ว่าเก๋งจีน และมีชื่อเป็นภาษาจีนด้วยว่า เทียน (เวหา) เม่ง (จำรูญ) เต้ย (พระที่นั่ง) โดยพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีงานสถาปัตย์และงานประณีตศิลป์งดงามยิ่ง อาทิ ลายแกะสลักโถงหน้าปูพื้นกระเบื้องกังไส ซึ่งทุกแผ่นประดับภาพเขียนงานฝีมือ พร้อมเครื่องตกแต่งจากจีน เปิดให้เข้าชั้นล่างได้บางห้อง

 

นอกจากนี้ ยังมี เก๋งบุปผาประพาส ตำหนักเก๋งเล็กกลางสวนริมสระอันงดงาม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2424 และยังมีหอวิฑูรทัศนา ถ้าจะชมทิวทัศน์กว้างรอบด้าน ต้องขึ้นบันไดมาที่พระที่นั่ง 3 ชั้น มีลักษณะเป็นหอสูงยอดมนที่ตั้งอยู่บนเกาะน้อย ระหว่างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรและพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นหอส่องกล้องชมทิวทัศน์

และยังมีอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรืออนุสาวรีย์พระนางเรือล่ม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักและบรรจุพระสรีรังคารของพระมเหสีผู้เป็นที่รักยิ่งของพระองค์ ซึ่งเสด็จทิวงคตขณะทรงพระครรภ์ 5 เดือน พร้อมกับสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ พระราชธิดาเมื่อ พ.ศ. 2423 จากเหตุเรือพระที่นั่งล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปช่วยเหลือตามกฎมณเฑียรบาลที่ว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายพระมเหสี มิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งโคตร เป็นเหตุให้ทรงเสียพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง

อนุสาวรีย์แห่งนี้มีฐานรูปทรงสี่เหลี่ยมและยอดหกเหลี่ยมทรงสูง สร้างด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี ตอนกลางเป็นรูปสี่เหลี่ยม ด้านตะวันตกมีจารึกเป็นภาษาไทย ทางด้านใต้ของอนุสาวรีย์ทำเป็นรูปช่อดอกไม้ และใบไม้ล้อมพระนามย่อ “สกร” อยู่ภายใต้มงกุฎ ทางด้านเหนือทำเป็นรูปช่อดอกไม้ หรือพวงหรีดล้อมเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ คำจารึกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่รัชกาลที่ 5 พระราชนิพนธ์เองต่อปิยมหาราชินีผู้เป็นที่รักยิ่ง โดยรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2426 ซึ่งตรงกับวันที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์เสด็จทิวงคตครบรอบ 3 ปี

 

รวมไปถึงอนุสาวรีย์พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ และเจ้าฟ้า 3 พระองค์ ปีเดียวกับที่พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ พระอัครชายาองค์ที่ 1 ในรัชกาลที่ 5 สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2430 ขณะพระชันษา 33 พรรษา พระราชโอรสและพระราชธิดาที่ประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สิ้นพระชนม์ลงอีก 3 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้า (หญิง) พาหุรัดมณีมัยกรมพระเทพนารีรัตน์ พระชันษา 9 ปี, สมเด็จเจ้าฟ้า (ชาย) ตรีเพชรรุตม์ธำรง พระชันษา6 ปี และสมเด็จเจ้าฟ้า (ชาย) ศิริราชกกุธภัณฑ์ พระชันษา 2 ปี พระศพของเจ้านายทั้ง 4 พระองค์นี้ ได้พระราชทานเพลิงใน พ.ศ. 2430 ณ พระเมรุท้องสนามหลวง และใน พ.ศ. 2431 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ที่ระลึกทำด้วยหินอ่อนแกะสลักพระรูปเหมือนไว้ใกล้กับอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี

นอกเหนือจากพลับพลาที่ประทับและสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมหลากหลายชาติแล้ว รอบๆ ยังเป็นสวนร่มรื่นที่มีดอกไม้นานาพรรณบานสะพรั่งให้ได้ถ่ายรูปกันด้วย

นอกจากจะยังมีสิ่งสวยงามสะท้อนวันและเวลาแล้ว ถ้าไม่ต้องการจะเดินชม ก็ยังมีบริการรถกอล์ฟให้เช่าอีกด้วยนะครับ

เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็กนักเรียน นิสิตนักศึกษา (ในเครื่องแบบต้องมีบัตรประจำตัวนักศึกษา) 20 บาทสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักพระราชวังบางปะอิน โทร.035-261-044, 035-261-549, 035-261-673