เป็กกี้ โคฟ รีสอร์ท หมู่บ้านชาวประมงริมหาดคุ้งวิมาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/468488

เป็กกี้ โคฟ รีสอร์ท หมู่บ้านชาวประมงริมหาดคุ้งวิมาน

โดย…นิทรา ราตรี

หมู่บ้านริมทะเลในแคนาดาถูกสร้างขึ้นริมหาดคุ้งวิมาน เป็กกี้ โคฟ รีสอร์ท (Peggy’s Cove Resort) จันทบุรี ถูกสร้างขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจมาจากหมู่บ้านชาวประมงตะวันตกที่ชื่อว่า เป็กกี้ โคฟ วิลเลจ (Peggy’s Cove Village) หมู่บ้านขนาดเล็กบนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกแห่งโนวาสโกเชีย โดดเด่นด้วยบ้านหลากสีที่ถูกจำลองมาใช้เป็นห้องพัก รวมถึงบรรยากาศริมทะเลที่ถูกแทนที่ด้วยสระว่ายน้ำ และสะพานไม้ที่ใช้เป็นทางเดินล้วนให้บรรยากาศเสมือนหมู่บ้านชาวประมง

รีสอร์ทมีห้องพัก 38 ห้อง เริ่มต้นที่ห้องดีลักซ์ ขนาด 45 ตร.ม. ภายในตกแต่งเรียบง่าย เน้นสีขาว ใช้เฟอร์นิเจอร์สีขาว มีระเบียงกว้าง และอ่างอาบน้ำ ดีลักซ์ พูล แอ็กเซส ขนาด 45.6 ตร.ม. ห้องสีฟ้าอ่อน มีระเบียงติดสระว่ายน้ำ และอ่างอาบน้ำ ดีลักซ์ จากุซซี่ วิลล่า ขนาด 50 ตร.ม. ห้องเดี่ยวริมน้ำพิเศษตรงที่มีอ่างจากุซซี่ในห้องกระจก และแกรนด์ ดีลักซ์ พูล วิลล่า ขนาด 60 ตร.ม. มีสระว่ายน้ำส่วนตัวขนาด 14 ตร.ม. มีระเบียง สวนส่วนตัว และอ่างอาบน้ำ โดยทุกห้องใช้ที่นอนแบบหนาพิเศษ 12 นิ้ว หมอนขนเป็ด ฟรีมินิบาร์ ฟรีอินเทอร์เน็ต ลำโพงเซรามิก และฟรีชากาแฟ

 

สระว่ายน้ำมี 2 แห่ง ด้านหน้ารีสอร์ทมีสระว่ายน้ำแบบอินฟรีนิตี้พูลและสระจากุซซี่ ส่วนตรงกลางโซนห้องพักมีสระว่ายน้ำแบบทะเลสาบที่อนุญาตให้ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นลงไปเล่นน้ำได้ นอกจากนี้รีสอร์ทยังมีร้านกาแฟและร้านอาหารที่ได้รับความนิยม ห้องอาหารไลท์เฮาส์ บาร์ แอนด์ กริลล์ ให้บริการอาหารจันท์ฟิวชั่น ซีฟู้ด พิซซ่า และอาหารฝรั่ง ส่วนร้านกาแฟคอฟฟี่ โคฟ มีทั้งเครื่องดื่ม ของหวาน และในร้านยังมีประภาคารให้ขึ้นไปชมวิวหาดคุ้งวิมานมุมสูงด้วย

สำหรับกลุ่มประชุมขนาดเล็กสามารถใช้บริการที่ห้องประชุม เซ็นต์ มาร์กาเร็ต เบย์ รับได้สูงสุด 80 คน พร้อมโปรเจกเตอร์และระบบเสียงทันสมัย และสำหรับใครที่ยังไม่มีแพลนเที่ยว ทางรีสอร์ทมี 2 กิจกรรมให้เลือกระหว่างกิจกรรมทำผ้ามัดย้อมที่รีสอร์ท กับล่องเรือชมโขดหินสีชมพู และให้อาหารปลาฉลามที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน เป็นกิจกรรมเสริมให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสความเรียบง่ายและวิถีชีวิตติดน้ำของชาวประมง

 

หมู่บ้านชาวประมง เป็กกี้ โคฟ วิลเลจ เป็นต้นแบบด้านสถาปัตยกรรม แต่บรรยากาศ การตกแต่ง และมู้ดแอนด์โทนของ เป็กกี้ โคฟ รีสอร์ท ช่างตอบโจทย์คนไทย เพราะไม่ว่ามุมไหนก็สบาย (และถ่ายรูปสวย)

Price : ดีลักซ์ 9,100 บาท ดีลักซ์ พูล แอ็กเซส 10,600 บาท ดีลักซ์ จากุซซี่ วิลล่า 10,600 บาท แกรนด์ ดีลักซ์ พูล วิลล่า 16,600 บาท

Place : ริมหาดคุ้งวิมาน ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต จ.จันทบุรี โทร. 039-460-345, 06-1405-4499 เว็บไซต์ peggyscoveresort.com

Promotion : แพ็กเกจออลอินวัน รวมห้องพัก อาหารเช้า อาหารเย็น และกิจกรรม เริ่มที่แพ็กเกจห้องดีลักซ์ 4,499 บาท เฉพาะการเข้าพักคืนวันอาทิตย์-วันศุกร์ ตั้งแต่วันนี้-29 ธ.ค. 2559

 

 

 

 

ความยิ่งใหญ่ของดอกไม้กระจิริด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/468487

ความยิ่งใหญ่ของดอกไม้กระจิริด

โดย…จำลอง บุญสอง

ความสูงของป่าเต็งรังในภูมิภาคอีสานใต้อยู่ที่ 150-700 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นป่าที่มีลักษณะจำเพาะแบบหนึ่งที่แตกต่างจากป่าเต็งรังในภาคกลางและภาคใต้ ด้วยเป็นผืนป่าที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็นหินทราย หรือ Sand Stone ซึ่งประกอบไปด้วยทรายขนาด 1/16-2 มม. หรือแร่ควอตซ์ หินทรายจึงถูกน้ำฝนกัดกร่อนประมาณ 800-1,500 มม./ปี ผสมกับใบไม้ใบหญ้าที่ร่วงหล่นทำให้กลายเป็นดินตะกอนที่มีแร่ธาตุไม่มากนักส่งผลให้ต้นไม้ขึ้นเป็นหย่อมๆ ไม่หนาแน่น

แต่ด้วยลักษณะเฉพาะนี้เองทำให้ภูเขาหินทรายและป่าอีสานใต้มีเสน่ห์ในตัวมันเอง เช่น มีน้ำตกหินทรายที่ผู้คนสามารถเข้าไปเล่นน้ำตกที่มีหลุมหรือโบกได้ มีดอกหญ้าที่ขึ้นบนพลาญหินทรายที่สวยงามในช่วงปลายฝนต้นหนาว อดีตที่ผ่านมาดอกไม้สีสันสวยงาม ทั้งเหลือง ส้ม แดง ภายใต้อัตลักษณ์จำเพาะของพืชพันธุ์เหล่านั้น สร้างความตื่นตาตื่นใจกับช่างภาพจำนวนมาก ซึ่งภาพที่ถูกเผยแพร่ออกไปได้เชิญชวนคนทั่วไปให้เข้ามาเห็นความงามของดอกไม้เหล่านั้นด้วย

ดอกดุสิตา

 

ดอกเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนเติบโตขึ้นอยู่บน “พลาญหินทราย” พลาญหินในส่วนที่น้ำในฤดูฝนพัดพาเอาตะกอนดินทรายบางๆ มาบวกกับซากต้นหญ้าเล็กๆ กองรวมกันเป็นหย่อมๆ ซึ่งพลาญหินที่เกิดของดอกไม้เล็กๆ เหล่านี้ไม่สามารถให้กำเนิดต้นไม้ใหญ่อย่างเหียง พลวง รัง และเต็ง อันเป็นไม้หลักของป่าเต็งรังได้ เพราะเนื้อดินมีน้อย ธาตุอาหารมีน้อยเกินไป ที่พอจะขึ้นได้ก็มักเป็นในช่องแยกของหินทรายที่มีตะกอนดินสะสมไว้มากพอ รากของต้นไม้จะเกาะยึดหินทรายเอาไว้อย่างแน่นเหมือนหนวดปลาหมึกสายที่เกี่ยวมือคน เพื่อให้มันไม่ล้มไปกับลมและฝนที่จะรุนแรงในบริเวณลานหินทราย

ปีนี้ทุกภาคมีฝนนานเป็นพิเศษ ทว่าก็ไม่ได้พิเศษสำหรับดอกไม้บนพลาญหินมากมายนัก เพราะหลังจากฝนหยุด ลมหนาวโชยมาแม้เพียงเล็กน้อย นั่นก็เพียงพอต่อการส่งสัญญาณให้ต้นไม้ต้นเล็กๆ ผลิดอกออกมาให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมแล้ว อีสานมีแหล่งชมทุ่งดอกไม้ป่าหลายแห่ง ทั้งในอุบลราชธานี ได้แก่ บนเนินผาแต้ม แถวน้ำตกสร้อยสวรรค์ ภูจองนายอย ภูฆ้องคำ ภูแอ่วขัน น้ำตกผาหลวง ภูอานม้าของ อ.ศรีเมืองใหม่ หนองหญ้าม้า และภูสมุยตระการพืชผล

กล้วยไม้ป่าสีม่วงสด

 

สถานที่ยอดนิยมต้องขยายความถึงทุ่งดอกไม้ป่า อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ลักษณะเป็นลานหินทรายโล่งแล้งอยู่เหนือน้ำตกสร้อยสวรรค์ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นทุ่งดอกไม้ป่านับล้านดอกเมื่อสายลมแห่งฤดูหนาวมาเยือน ทั้งดอกสร้อยสุวรรณา ดุสิตา มณีเทวา ทิพเกสร อันเป็นชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยดอกไม้มักออกดอกในช่วงเดือน ต.ค.-ก.พ. และช่วงเวลาที่ดอกไม้ป่าเบ่งบานเต็มที่ คือ ในช่วงเช้าก่อนแดดแรง

ภายในอุทยานแห่งชาติผาแต้มยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นให้ชม เช่น น้ำตกสร้อยสวรรค์ เสาเฉลียง และลานหินแตก

ในมุมของขอนไม้

 

แหล่งชมทุ่งดอกไม้ป่าวนอุทยานน้ำตกผาหลวง ทุกๆ ปีหลังสายน้ำจากน้ำตกผาหลวงค่อยๆ แห้งไป มวลหมู่ดอกไม้ป่าบนพลาญยอดภูหลวงจะค่อยๆ ผลิดอกเบ่งบานรับลมหนาว ปรากฏเป็นทุ่งดอกไม้ป่ากว้างใหญ่ ซึ่งทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมมือกับชุมชนและทางป่าไม้ส่งเสริมให้ลานดอกไม้ป่าน้ำตกผาหลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอุบลราชธานี

นอกจากนี้ยังมีแหล่งชมดอกไม้ป่าใน จ.อำนาจเจริญ ได้แก่ ภูผาเทิบ อุทยานภูสิงห์ ภูผาผึ้ง และในมุกดาหารที่อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว ซึ่งมีทุ่งดอกหญ้าบนยอดภูวัด เป็นภูเขาสูงประมาณ 367 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง อยู่ต่อจากลานภูผาแต้มออกไปทางทิศเหนือ 500 เมตร เป็นบริเวณที่ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ และบนลานหินบนภูวัดมีดอกไม้ป่าหลายชนิด เช่น เอนอ้า กระดุมเงิน ดุสิตา สร้อยสุวรรณา และหยาดน้ำค้าง ทั้งนี้ทุกที่ล้วนมีดอกไม้บนพลาญหินให้ดูทุกปีซึ่งจะมีเวลาอวดความงามต่างกันแล้วแต่ช่วงเวลาของความชื้นและความแห้งของดิน

เหลืองเด่นบนลานหิน

 

ดอกไม้ต้นกระจิริดที่พบมากมีทั้ง ดุสิตาหรือหญ้าข้าวก่ำ ช่อสีม่วงเข้ม แทงขึ้นจากโคนกอ ช่อดอกตั้งสูงประมาณ 5-20 ซม. สรัสจันทรหรือดอกดิน มีกลีบดอกสีชมพูแกมม่วงและสีม่วงอ่อนเกือบขาวจนถึงสีม่วงเข้ม สร้อยสุวรรณาหรือหญ้าสีทอง พืชกินแมลงมีดอกสีเหลืองที่จะเปลี่ยนเป็นสีทองเมื่อต้องแดด มณีเทวาหรือกระดุมเงิน ดอกเล็กสีขาวทรงกลมคล้ายกระดุมเม็ดจ้อย ตามท้องนาก็จะเริ่มมีดอกกระดุมเงินแทรกขึ้นมาจากพื้นดิน โดยเฉพาะช่วงอากาศปลายฝนต้นหนาวจนถึงปลายเดือน ม.ค. เหลืองพิศมร กล้วยไม้ดิน ออกเป็นช่อโปร่ง 5-8 ดอก มีสีเหลือง และอาจมีขีดสีม่วงที่โคน รวมถึงดอกไม้หลากสี แดงอุบล เทียนน้อย เทียนดอย ฝ้ายป่า หญ้ารากหอม โคลงเคลง ส้มเช้า ทั้งนี้ดอกสวยๆ ส่วนใหญ่เป็นพืชกินแมลงแทบทั้งสิ้น เพราะผืนดินที่มีธาตุอาหารน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไนโตรเจน ดอกไม้จึงต้องหาหนทางอยู่รอดซึ่งก็คือการดักกินสัตว์โดยใช้ยางเหนียวๆ ที่ติดอยู่กับดอกหรือรากจับแมลงตัวเล็กๆ เป็นอาหาร

แผ่นดินอีสานใต้นั้นมีอัตลักษณ์ของผืนดินเฉพาะถิ่นที่แตกต่างไปจากภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออก ก่อนไปดูถ้าได้ศึกษากายภาพของผืนดินและความหลากหลายพรรณไม้ไปก่อนจะได้รับความเพลิดเพลินและเที่ยวสนุก แนะนำให้รีบไปเที่ยวปลายฝนต้นหนาวหรือภายในเดือน ธ.ค.นี้ จะได้เห็นฟ้าใส แสงสวย และดอกไม้ป่าที่งามที่สุดในรอบปี

ดอกไม้สีผสม

 

น้ำตกผาหลวง

 

ทุ่งดอกหญ้า

 

ลานดอกไม้ป่าผาแต้ม

 

แมลงเต่าทองบนดอกกระดุมเงิน

 

พลังเลนส์มาโครทำให้ดอกไม้จิ๋วกลายเป็นใหญ่

 

หยดน้ำค้างบนกลีบดอกไม้

 

หินเทินแบบนี้จะเห็นได้บนเทือกเขาหินทราย

 

กระดุมเงิน

 

เพชฌฆาตสีสวย

 

ดอกไม้กินแมลง

 

เมือกเหนียวจากจอกบ่วายเป็นเครื่องมือในการจับแมลงเพื่อทดแทนสารอาหารประเภทไนโตรเจนที่มีน้อยของดิน

 

พาหัวใจ…ไปดอยเชียงดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/467443

พาหัวใจ...ไปดอยเชียงดาว

โดย…สมแขก ภาพ : จิ ดาภา/สมแขก

หนาวแล้ว! ขึ้นเหนือไปเดินเล่นบนดอยกัน ชักชวนเพื่อนร่วมทางตั้งแต่ยังไม่พ้นร้อน จากนั้นก็รอวันที่ได้แบกเป้ตะลอนป่าที่ดอยหลวงเชียงดาว ภูเขาที่ร่ำลือกันว่าขึ้นยากไม่ใช่น้อย ด้วยระดับความสูงอันดับ 3 ของประเทศ สูงถึง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเลยิ่งท้าทายหัวใจและร่างกายว่าเราจะพิชิตยอดดอยแห่งนี้ได้หรือไม่ คณะของเราเลือกไปเชียงใหม่ด้วยรถไฟไทยขบวนใหม่ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แล้วต่อรถสู่ อ.เชียงดาว

ก่อนจะเดินขึ้นยอดดอย เราไม่พลาดเรื่องเล่าของดอยหลวง เรื่องเล่าจากโบราณของดอยหลวงเชียงดาวเดิมเรียกว่า “ดอยอ่างสลุง” ตามตำนานว่ากันว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อมพระอรหันต์ 8 รูป ทรงลงสรงน้ำบริเวณอ่างสลุง บางคนเรียกดอยแห่งนี้ว่า “ดอยหลวง” ตามขนาดที่สูงใหญ่ (หลวง หมายถึง ใหญ่) และเพี้ยนมาเป็นดอยหลวงเพียงดาว จนกระทั่งกลายมาเป็นดอยหลวงเชียงดาว หรือดอยเชียงดาว นอกจากตำนานความเชื่อแล้ว ทางภูมิประเทศดอยหลวงเชียงดาวเป็นภูเขาหินปูนล้วน มีอายุระหว่าง 230-250 ล้านปี เกิดจากการทับถมของตะกอนทะเล และซากสัตว์ที่มีหินปูน สันนิษฐานว่าพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน

 

ที่นี่เป็นภูเขาที่ไม่มีน้ำตก หรืออ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ และอากาศเย็น เมื่อฝนตกลงมาจะไหลตามซอกหิน รวมกันเป็นธารน้ำเล็กๆ ไหลสู่เบื้องล่าง ความพิเศษของพืชพรรณที่นี่จึงเป็นกึ่งอัลไพน์ คือกลุ่มพุ่มไม้เตี้ยและไม้ล้มลุก เพราะหน้าดินมีน้อย พืชเฉพาะถิ่นจึงมีดอกไม้สวยๆ ที่เราพบได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น เช่น เทียนนกแก้วที่รูปร่างเหมือนนกแก้ว ค้อเชียงดาวหรือปาล์มรักเมฆ ที่ท้าแรงลมอยู่ตามไหล่เขา เหยื่อจงหรือเทียนหมอคา ชมพูพิมพ์ใจ ฟองหินเหลือง หญ้าดอกลาย เลื้อยเชียงดาวหรือศรีจันทรา นอกจากนี้ดอยหลวงเชียงดาวยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์ เช่น ผีเสื้อสมิงเชียงดาว ไก่ฟ้าหางลายขวาง กวางผาหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าม้าเทวดาและเลียงผา เป็นต้น

ความยิ่งใหญ่ไม่ได้มีเฉพาะดอยหลวงเชียงดาว ความโดดเด่นของป่าผืนนี้ยังมีดอยกิ่วลม ดอยเหนือหรือดอยพีระมิด ดอยหนอก ดอยสามพี่น้อง ซึ่งเราได้รับอนุญาตให้ท่องเที่ยวเฉพาะยอดดอยกิ่วลมและยอดดอยหลวงเชียงดาว ยอดดอยกิ่วลมซึ่งเหมาะกับการไปชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกหยอกเย้ากับดอกไม้ที่สวยสดรอรับแดดยามเช้า ส่วนยอดดอยสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว เหมาะสำหรับไปชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น ซึ่งจะเห็นยอดดอยโดยรอบ

 

ช่วงเวลาที่เหมาะกับการไปเดินป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวเปิดให้ท่องเที่ยวได้เป็นเวลา 5 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ย.-สิ้นเดือน มี.ค.ของทุกปี เส้นทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาวมี 2 เส้นทาง คือ เด่นหญ้าขัด-อ่างสลุง เดินสบายเป็นเส้นทางที่นิยมใช้มากที่สุด เพราะเส้นทางไม่ชันมาก แต่ระยะทางไกลกว่าอีกเส้นทางหนึ่ง ส่วนเส้นทางที่สอง คือ ปางวัว-อ่างสลุง เส้นทางค่อนข้างชันผ่านดงไผ่หก

โดยทั้งสองเส้นทางจะมาบรรจบกันที่สามแยก หลังจากนั้นเดินต่อไปยังเส้นทางเดียวกัน ผ่านดงกล้วยป่าแดง ซึ่งแต่ละต้นสูงใหญ่ สัมผัสที่เปลือกเย็นเยียบที่มือ ไม่แปลกใจที่เมื่อหนที่เจอไฟป่า เราจะใช้กล้วยช่วยระงับไฟก่อนจะลุกลามเข้าป่าได้ ผ่านดงกล้วยก็เข้าดงน้อย กิ่วป่าคา เส้นทางเล็กๆ ล้อมด้วยทุ่งหญ้าสูงเทียมหัว มีก้อนหินและภูเขาหินปูนล้อมรอบ แดดบ่ายจึงส่งมาถึงโดยไม่มีที่กำบัง ผ่านกิ่วป่าคาเข้าดงเย็น ทำเลที่ต้นไม้ดกรกชื้น ภาพมอส เถาวัลย์ โยงพันต้นไม้น้อยใหญ่ยังติดตา ป่านี้เป็นป่าดักเมฆดักฝน พื้นที่จึงชุ่มชื่นตลอดเวลา ต้นไม้จึงต้องแข่งกันแทงยอดให้สูงเพื่อใกล้แดด

 

เวลาใกล้ค่ำก็พ้นดงเย็นเข้าอ่างสลุงจุดกางเต็นท์ ฝ่าความเมื่อยต้องเดินเรื่อยหาจุดกางเต็นท์ ก่อนจะเตรียมตัวปีนยอดดอยหลวง เพื่อดูพระอาทิตย์ลับฟ้า ลงมาเมื่อแสงสุดท้ายหมดไป มาล้อมวงกินข้าวเย็น ก่อนจะมองดูดาวชัดๆ ในคืนที่แสนสงัดและหนาวเย็นให้เห็นดาวและทางช้างเผือก ก่อนจะสลัดความหนาวไปชมทะเลหมอกในตอนเช้า แน่นอนว่าจะต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ วอร์มร่างกายให้อบอุ่น พาไฟฉายฝ่าความมืดปีนให้ถึงยอดดอยกิ่วลม

ข้อควรรู้ถ้าอยากไปดอยหลวงเชียงดาว คือที่นี่จำกัดจำนวนคนเดินทางขึ้นสู่ยอด ไม่เกิน 150 คน/วัน และต้องติดต่อขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน เมื่ออยู่บนดอยเชียงดาว คุณจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น ต้องเตรียมอาหารและน้ำดื่ม รวมไปถึงสัมภาระขึ้นไป เช่น เต็นท์ ถุงนอน เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม ไฟฉาย ไฟแช็ก เทียนไข กระดาษทิชชู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ถุงมือ ถุงเท้า หมวก เสื้อกันฝน ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำดื่มและน้ำใช้ทั้งหมดจะต้องจ้างลูกหาบเพื่อแบกเข้าไป ฉะนั้นควรใช้น้ำอย่างประหยัด

ดอยหลวงเชียงดาวไม่ได้มีไว้เพื่อพิชิตความสูงอย่างเดียว ในความงดงามมีความหลากหลายของป่า เส้นทาง พืชและสัตว์น้อยใหญ่ถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำให้ผืนป่าแห่งนี้ยังสมบูรณ์และน่าค้นหาเสมอ หนีร้อนจากตึกสูงมาพิจารณาและฟังเสียงหอบเหนื่อยของตัวเองพร้อมกับมองธรรมชาติสีเขียว เป็นเรื่องที่น่าทำไม่น้อย…แล้วคุณจะหลงรักดอยเชียงดาว

 

 

 

 

 

 

น้ำตาหลั่งริน แผ่นดินช้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/467396

น้ำตาหลั่งริน แผ่นดินช้าง

โดย…ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ช่วงเดือน พ.ย.ของทุกปี จ.สุรินทร์ จะจัดเทศกาลประจำปี งานช้างจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมากสนใจเดินทางมาชม สร้างความคึกคักให้ดินแดนถิ่นเลี้ยงช้างที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศแห่งนี้

แต่ปีนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง และคงจะหาชมไม่ได้อีกแล้ว เมื่อทางจังหวัดได้เปลี่ยนรูปแบบงานเป็น การแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งจริงๆ แล้วงานนี้เกือบจะไม่ได้จัดขึ้น เนื่องจากหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต ยังความเศร้าโศกแก่คนไทยทั้งประเทศ รวมถึงชาว จ.สุรินทร์ ด้วย ข้าราชการและพสกนิกรล้วนอยู่ในอารมณ์แห่งความเศร้า จนแทบไม่มีจิตใจจะคิดถึงการจัดงานดังกล่าว อนึ่ง การจัดงานดังกล่าวอาจกลายเป็นงานรื่นเริงซึ่งไม่เหมาะในช่วงนี้

ผวจ.สุรินทร์ พร้อมข้าราชการระดับสูงในจังหวัดประชุมร่วมกันคิด และเห็นพ้องกันว่าควรจะต้องจัด และต้องจัดอย่างยิ่งใหญ่เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มจากกิจกรรม “ชาวสุรินทร์ ร้อยดวงใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง” วันที่ 18 พ.ย. 2559 ข้าราชการ พสกนิกร และนักเรียน นักศึกษาจากหลายสถาบันใน จ.สุรินทร์ ร่วมกันแปรอักษรเป็นรูปหัวใจ และเลข ๙ ขบวนช้าง 189 เชือก เดินตามถนนเข้าสู่งาน ณ อนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง พร้อมหมอบลงหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกคนร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่แสนประทับใจและน่าจดจำ

 

ส่วนอีกกิจกรรมคือ “งานช้างจังหวัดสุรินทร์” ก็ได้จัดในรูปแบบการแสดงความอาลัยเช่นกัน ในชื่อ “รวมช้าง รวมใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง” วันที่ 19-20 พ.ย. 2559 ณ ลานแสดงช้าง อัฒจันทร์ แน่นขนัดไปด้วยผู้ชม ซึ่งการแสดงในปีนี้พิเศษกว่าทุกปีและคงหาชมไม่ได้อีกแล้ว เพราะนอกจากการแสดงตามเนื้อเรื่องตามปกติของทุกปีแล้ว ปีนี้ยังมีการเพิ่มสาระสำคัญของการทำฝนหลวงซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การเสด็จพระราชดำเนินเยือน จ.สุรินทร์ เมื่อปี 2498 นอกนั้นก็เป็นการแสดงตามปกติเหมือนทุกปี คือเกี่ยวกับประวัติพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (เจ้าเมืองในอดีต) ที่มีส่วนในการติดตามหาช้างเผือกที่หลุดหนีจากกรุงศรีอยุธยามาที่ จ.สุรินทร์ แล้วนำส่งคืนในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ และการทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นช่วงไฮไลต์ของทุกปี

แต่ตอนท้ายสุดของการแสดงปีนี้ ยิ่งใหญ่และอลังการกว่าทุกปี เมื่อควาญช้างนำช้างที่ร่วมแสดง 160 เชือก ออกมาแปรอักษรเป็นเลข ๙ ล้อมรอบด้วยรูปหัวใจ นักแสดงทุกคนออกมาแปรอักษรเป็นคำว่า “Surin” พร้อมชูพระบรมฉายาลักษณ์ไว้เหนือหัว

เพลงสรรเสริญพระบารมีเริ่มบรรเลง ผู้ชมทั้งสนามลุกขึ้นยืนตรงและร้องตาม ข้าพเจ้าร้องตามไปได้ 2 วรรค และไม่อาจจะร้องต่อไปได้ เพราะยิ่งร้องน้ำตายิ่งไหล พสกนิกรทั้งสนามต่างร้องเพลงไปร้องไห้ไป บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก แต่น่าประทับใจยิ่งนัก

 

สุวิกรม อัมระนันทน์ ขอเดินทางตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/467395

สุวิกรม อัมระนันทน์ ขอเดินทางตามรอยพ่อ

โดย…รอนแรม

การเดินทางในโครงการ “เดินทางพ่อ” เส้นทางอินทนนท์ ไม่เพียงคัดเลือกคนรุ่นใหม่จำนวน 20 คน มาร่วมทริป แต่ยังเลือก เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์ มาเป็นหนึ่งในสมาชิกด้วย เขาร่วมกิจกรรมทุกอย่าง ล้อมวงสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนคติกับทุกคน ซึ่งสิ่งที่เขาถ่ายทอดออกจากความคิดนั้น ช่างไม่ธรรมดา

เปอร์เป็นผู้ชายวัย 28 ปี ที่เหมือนกับว่าผ่านเรื่องราวมามาก เพราะเขาเข้าใจชีวิต และพยายามเดินบนทางที่เลือกอย่างไม่ยอมแพ้ โดยมีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นแบบอย่าง ทั้งด้านการใช้ชีวิต การทำงาน และการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นต่อไป

ทำเพื่อพ่อ

เปอร์เล่าว่า เขากำลังมีโปรเจกต์ทำรายการพิเศษเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ชื่อโครงการว่า กาลครั้งนั้นของฉันกับในหลวง โดยจะทำภาพยนตร์สั้น 70 เรื่อง จากผู้กำกับ 70 คน เป็นตัวแทนของพสกนิกรทั้งหมด 70 ล้านคน เพื่อฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี

 

“เราอยากให้พระองค์ท่านเห็นว่าพสกนิกรมีความรู้สึกอย่างไร” เขากล่าว

และระหว่างการทำงานนั้น ทางโครงการเดินทางพ่อได้ติดต่อให้มาร่วมทริป ซึ่งเขาตอบรับคำทันทีด้วยความรู้สึกยินดี ทว่าความรู้สึกนั้นกลับเปลี่ยนไป เมื่อเกิดเหตุการณ์วันที่ 13 ต.ค. 2559 วันเสด็จสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9 จากที่คิดว่าจะมาเพียงศึกษาพระราชกรณียกิจ ความรู้สึกข้างในกลับกลายมี “ปม” นั่นคือ ปมของความโศกเศร้าเสียใจที่ติดตัวมา ซึ่งทำให้เขาตั้งใจมาศึกษาสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำไว้อย่างลึกซึ้ง

“ผมตั้งใจเรียนรู้เพื่อจะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้จริง ทริปเดินทางพ่อที่ได้ศึกษาโครงการหลวงอินทนนท์ เราพยายามค้นหาคำตอบว่าพระองค์ทรงทำอะไร เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่เป็นอย่างไร (ดอยอินทนนท์) พวกเขารู้สึกรักและศรัทธาพระองค์ท่านแบบไหน รักด้วยเหตุผลอะไร เราอยากได้ยินจากปากของเขาเอง แน่นอนว่าคนไทยทุกคนบอกว่ารักในหลวง แต่ความรักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงอยากรู้ว่าความรักของชาวอินทนนท์นั้นมีความหมายว่าอะไร”

 

คำตอบที่เขาได้จากการไปคลุกคลีกับชาวบ้านมาตลอด 3 วัน ชาวบ้านบนดอยอินทนน์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเขาไม่เดือดร้อนกับการที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯ มา แต่ทุกอย่างที่พระองค์ทรงแนะนำและพวกเขาได้ทำตามมีแต่เรื่องดีๆ ทั้งสิ้น ทำให้พวกเขาเข้าใจคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง จากวันนั้นที่ชาวบ้านปลูกข้าวไม่พอกิน วันนี้ผืนป่าอุดมและผืนนาสมบูรณ์ มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว พวกเขายังคงใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ และยังยึดหลักความพอเพียงที่พระองค์ทรงสอนไว้มาปรับใช้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเขานิยามมันว่า “มหัศจรรย์”

ทำตามพ่อ

ตลอด 70 ปีที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงงานหนัก เปอร์ได้ตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดว่า อะไรคือสาเหตุที่พระองค์ทรงทำ ซึ่งเขาได้อุปโลกน์คิดคำตอบเองว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ในขณะที่พระองค์อยู่ในวัง มีข้าราชบริพารมากมาย และมีชีวิตที่สุขสบาย มีพร้อมทุกอย่าง แต่สำหรับคนอื่นๆ ในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน เขารู้สึกอย่างไร

“พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า ชีวิตของคนอื่นนั้นสำคัญไม่แพ้ไปกว่าชีวิตของตัวเอง พระองค์จึงอุทิศสิ่งที่ตัวเองมีทั้งหมดให้กับคนอื่น ให้กับการทำเพื่อคนอื่น ผมรู้สึกว่านี่คือแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้เรามองเห็นว่าพระองค์ท่านเห็นคุณค่าของชีวิตทุกคน นอกจากนี้ ตลอด 70 ปีที่พระองค์ทรงครองราชย์ เราได้สังเกตและคิดตามเอาเองด้วยเหตุและผลแล้วพบว่า พระองค์ท่านเป็นคนที่เวลาคิดแล้วจะลงมือทำจริงๆ ผมเชื่อว่า ต่อให้ไม่มีคนมาช่วยท่านทำ ท่านก็จะทำอยู่ดี และเมื่อท่านทำจริงจึงส่งผลให้มีคนทำตาม ส่งผลให้เกิดความศรัทธา ไม่มีข้อกังขาว่าจะทำตามไปเพื่ออะไร พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างที่ดีจริงๆ และเมื่อพระองค์ท่านทำได้ คนอื่นก็ต้องทำได้”

 

เปอร์ยังกล่าวด้วยว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ไม่ได้ทำเพื่อให้คนรัก ไม่ได้ทำให้คนมาเคารพ เชิดชู สรรเสริญ แต่พระองค์ทำเพื่อเป็นตัวอย่าง ทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งโครงการต่างๆ ที่พระองค์ทรงริเริ่มนั้นต่างประสบความสำเร็จประจักษ์แล้วว่า พระองค์ทรงทำเพื่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

“ผมไม่รู้ว่าผมเป็นคนพอเพียงหรือเปล่า” เขากล่าวถึงชีวิตพอเพียง “ชีวิตของผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับความพอเพียงเป็นหลัก แต่ผมให้ความสำคัญกับเรื่องของความรู้ ความรู้สำหรับผมมันไม่เคยพอเพียงเลย ถ้าเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวัน แก้วแหวนเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ หรืออะไรก็ตาม ไม่ใช่สิ่งมีค่าสำหรับผมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงไม่รู้สึกว่าเราต้องพอเพียงหรือไม่พอเพียง เพราะมันไม่เคยมีค่า เงินทองไม่สามารถนำพาไปสู่สิ่งที่ต้องการ สิ่งที่มีค่าสำหรับผมคือ ความรู้ ถามว่าผมใช้ชีวิตแบบไหน ผมอยู่เพื่อเรียนรู้ ทำให้ชีวิตของผมแปรเปลี่ยนตลอดเวลาเพื่อที่จะได้ทำการศึกษามนุษย์ในวิธีที่แตกต่างกันออกไป การที่เรามีความรู้จะทำให้เรามีคุณค่า และเมื่อเรามีคุณค่าเงินก็จะมาเอง”

อาชีพพิธีกรจึงเป็นอาชีพที่เขาค้นหามาเนิ่นนาน ด้วยเป็นอาชีพที่ได้ศึกษาชีวิตคนอื่น ศึกษาความรู้ใหม่ๆ และสามารถบอกต่อแก่คนหมู่มาก

 

เดินทางพ่อ

เส้นทางเดินทางพ่อในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีเส้นทางที่ต้องขึ้นเขา ลงเขา เผชิญกับอากาศร้อนสลับอากาศหนาว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเส้นทางที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ มาเมื่อครั้งที่ถนนหนทางยังไม่เจริญ เส้นทางเดินป่ายังไม่มี ดังนั้นการเดินตามรอยเท้าพ่อจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักแม้จะในห้วงเวลาปัจจุบันก็ตาม

“หลายคนคิดว่าพระองค์ท่านลำบาก แต่โดยส่วนตัวของผม ผมคิดว่า พระองค์ทรงชอบป่า ชอบเขา ชอบธรรมชาติ เพราะถ้าพระองค์ท่านไม่ชอบจะเป็นเรื่องที่ยากมากที่ท่านจะอยู่กับมันได้มากขนาดนี้ คนเรามีความชอบไม่เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องเดินป่า ขึ้นเขา แต่จงทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เรื่องที่ทำอาจจะแตกต่าง แต่วิธีการในการปฏิบัติสามารถศึกษาจากพระองค์ท่านได้ ผมรู้สึกแบบนั้น พระองค์ท่านรักแม่ขนาดไหน พระองค์ท่านรักประชาชนขนาดไหน พระองค์รักหน้าที่และความรับผิดชอบขนาดไหน เราคนไทยสามารถนำวิธีการใช้ชีวิตเหล่านี้มาเป็นเชื้อเพลิงให้ตัวเองได้”

 

เขายังกล่าวด้วยว่า การเดินทางพ่อครั้งนี้ตรงกับสุภาษิตไทย สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น กล่าวคือ คนไทยได้ยินเรื่องของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาตั้งแต่เด็ก แต่เราไม่เคยเห็นด้วยตัวเอง และสิบตาเห็น ไม่เท่าลงมือทำ เมื่อเห็นแล้วก็ต้องลงมือทำ เพราะการลงมือทำจะทำให้รู้ถึงปัญหา รู้จักวิธีการแก้ไข เฉกเช่นพระองค์ท่านที่นำสันติวิธีมาแก้ไขปัญหา และถ้าตั้งใจทำแล้ว สุดท้ายก็จะทำได้

“พระองค์ท่านเป็นแบบอย่างให้กับผม ผมจึงต้องทำ ทำ ทำ ทำให้เต็มที่ ถ้าเจออุปสรรคก็ต้องทำ ทำ ทำ ทำไปเรื่อยๆ เวลาจะพิสูจน์เอง อย่างน้อยคนรอบข้างที่เห็นจะเกิดการทำตาม เราสามารถเป็นเชื้อเพลิงให้คนอื่นต่อไป ซึ่งสิ่งนี้แหละเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะทุกอย่างต้องเริ่มจากตัวเองก่อน จากนั้นมันจะขยายไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

อัล มีรอซ โรงแรมฮาลาลแห่งแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/467394

อัล มีรอซ โรงแรมฮาลาลแห่งแรกของไทย

โดย…นิทรา ราตรี

โรงแรมฮาลาลแห่งแรกของไทย อัล มีรอซ (Al Meroz) มีจุดเด่นชัดเจนกับการเป็นโรงแรมฮาลาล 100% ใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งห้องพัก อาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ได้ถูกจัดสรรให้เป็นไปตามหลักของศาสนาอิสลาม

สถาปัตยกรรมของโรงแรม อัล มีรอซ ถูกดีไซน์แบบอิสลามิกทันสมัย และเน้นโทนสีทองและสีน้ำตาล โดยมีห้องพักจำนวน 242 ห้อง แบ่งเป็นห้องสุพีเรียร์ ขนาด 30 ตร.ม. ห้องเดอลักซ์ ขนาด 30 ตร.ม. และห้องสวีทขนาด 60 ตร.ม. พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพัก ทั้งชุดชงชา ชุดชงกาแฟ คัมภีร์อัลกุรอาน สัญลักษณ์บอกทิศตะวันตกหรือกิบลัต พรมปูละหมาด และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน

 

ห้องอาหารมี 2 ห้อง ห้องอาหารดีวาน บริการอาหารนานาชาติแบบฮาลาลทั้งหมด ทั้งไทย จีน ยุโรป ญี่ปุ่น และได้เพิ่มความแปลกใหม่ของอาหารตะวันออกกลาง อาทิ แก้มวัวตุ๋น อกเป็ดราดซอสส้ม ซี่โครงแกะย่างกับเครื่องเทศ โซปราโน่สุพรีมพิซซ่า รวมถึง นาซิ เลอมัก ข้าวบรียานี โดยได้นำเข้าข้าวบัสมาตีหรือราชินีแห่งความหอมจากอินเดียมาใช้ในการปรุงอาหาร และห้องอาหารบารากัต บริการอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ในครัวแบบโอเพ่นที่จะได้สัมผัสกลิ่นหอมของอาหาร สร้างอรรถรสในการรับประทานอาหาร

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนสเซ็นเตอร์ ที่ได้จัดสรรเวลาการให้บริการสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในช่วงเวลาที่ต่างกัน ห้องละหมาด ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่รองรับได้ 1,200 คน ห้องประชุมบนดาดฟ้าชั้น 16 จุได้ 200 คน และห้องประชุมขนาดต่างๆ ตั้งแต่ 30-150 คน

 

ทั้งนี้ คอนเซ็ปต์โรงแรมฮาลาลไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม แต่รวมถึงการบริการ ความปลอดภัย ความสะอาดที่ต้องได้คุณภาพตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามหลักการอิสลาม นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้เกิดการมึนเมา และทำให้ขาดสติทุกประเภท ทางโรงแรมจะไม่นำมาเป็นส่วนผสมในอาหาร และไม่มีให้บริการในโรงแรมโดยเด็ดขาด อัล มีรอซ จึงเป็นโรงแรมที่ชาวมุสลิมสามารถไว้วางใจว่าทุกอย่างจะถูกต้องตามกฎเกณฑ์

Price : สุพีเรียร์ราคาเริ่มต้น 4,000 บาท เดอลักซ์ 5,000 บาท. สวีท 5 หมื่นบาท

Place : ถนนรามคำแหงซอย 5 สวนหลวง กรุงเทพฯ โทร. 02-136-8700 เว็บไซต์ www.almerozhotel.com

Promotion : โปรโมชั่นซูเปอร์เซฟ ส่วนลด ห้องพัก 35% ตั้งแต่ วันนี้ – 31 ธ.ค. 2559

 

 

 

 

‘พะเยา’ อย่ารีบมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/467393

‘พะเยา’ อย่ารีบมา

โดย…กาญจน์ อายุ

เกิดขึ้นแล้ว กับการเดินทางมาราธอนตลอด 4 วัน ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และพะเยา พื้นที่ 5 จังหวัดทางภาคเหนือที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปมากที่สุด โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติครองแชมป์ที่เชียงใหม่ รองลงมาคือ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และพะเยา ส่วนนักท่องเที่ยวไทยนิยมไปที่ เชียงใหม่ มากที่สุดเช่นกัน รองลงมาคือ เชียงราย ลำปาง ลำพูน และพะเยา

ดังนั้น จะขอเรียงไล่ไปตามความนิยมจากน้อยไปหามาก ทว่ามีเสน่ห์จากมากไปหาน้อย

เจดีย์วัดติโลกอาราม (วัดกลางน้ำกว๊านพะเยา)

 

พะเยา

น่าสงสาร “พะเยา” ที่มีคนสนใจน้อยที่สุด ทั้งที่เป็นจังหวัดเจ้าเสน่ห์ที่สุด เรื่องนี้ วีระวุฒิ ต๊ะปินตา ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา รับทราบและเข้าใจดี เพราะตัวเลขแต่ละปีชี้ชัด อาจมีสาเหตุมาจาก หนึ่ง พะเยาไม่มีสนามบิน ทำให้ต้องพ่วงผลพวงจากจังหวัดอื่น เช่น ลำปางหรือเชียงรายที่มีสนามบิน แล้วลุ้นให้นักท่องเที่ยวขับรถมาทางพะเยาซึ่งอยู่ตรงกลางของ 2 จังหวัด ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. กล่าวคือ ต้องตั้งใจมา เพราะต่อให้ขับรถมาจากกรุงเทพฯ ผ่านลำปาง พะเยาจะเป็นได้แค่จุดแวะเข้าห้องน้ำ แล้วต่อไปเชียงรายในที่สุด

สองเด้งมาเจอกันทั้งไม่มีสนามบินและเป็นทางผ่าน ทำให้พะเยากลายเป็นจังหวัดที่ไม่มีอะไรในสายตาของนักท่องเที่ยว แต่จริงๆ แล้ว พะเยามี “กว๊านพะเยา” ไฮไลต์เด่นที่หลายคนอาจคิดว่ามีแค่นี้ แต่เพียงแค่นี้ก็คุ้มค่าการมา

วิถีเรือพายของชาวบ้านรอบกว๊านพะเยา

 

กว๊าน หมายถึง หนองน้ำหรือบึงน้ำขนาดใหญ่ เป็นภาษาล้านนาที่ใช้เฉพาะที่พะเยาแห่งเดียวเท่านั้น ตัวกว๊านพะเยาตั้งอยู่ในเขตตัวเมือง เป็นบึงน้ำรูปพระจันทร์เสี้ยวเกือบครึ่งวงกลม เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลกเมื่อประมาณ 70 ล้านปีมาแล้ว มีความลึกเฉลี่ย 1.5 เมตร ซึ่งกว๊านพะเยานี้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดของพะเยา รวมทั้งเป็นแหล่งประมงน้ำจืดและแหล่งเพาะพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ อย่างปลาบึกและปลาเทพา ที่สำคัญที่สุดของภาคเหนือตอนบน

ใจกลางกว๊านพะเยา เป็นที่ตั้งของ วัดติโลกอาราม เป็นโบราณสถานที่จมอยู่ในกว๊านพะเยามาเนิ่นนาน พระเจ้าติโลกราชแห่งราชอาณาจักรล้านนาโปรดให้พระยายุทธิษฐิระ เจ้าเมืองพะเยา สร้างขึ้นราวปี 2019-2029 ในบริเวณที่เรียกว่า บวกสี่แจ่ง โดยวัดแห่งนี้ปรากฏชื่ออยู่ในศิลาจารึกที่ถูกค้นพบในวัดร้างกว๊านพะเยาอายุมากกว่า 500 ปี วัดถูกจมอยู่ในกว๊านเนื่องจากในปี 2482 กรมประมงสร้างประตูกั้นน้ำในกว๊านเพื่อกักเก็บน้ำ ทำให้บริเวณกว๊านที่แต่เดิมเป็นชุมชนโบราณและมีวัดจำนวนมากต้องจมน้ำไป จนกระทั่งปริมาณน้ำค่อยๆ ลดลงจนเห็นเจดีย์วัดติโลกอารามที่อยู่บนเนินคล้ายเกาะกลางน้ำโผล่ขึ้นมา เปลี่ยนสภาพจากโบราณสถานกลับมาเป็นวัดติโลกอารามและหลวงพ่อศิลาพระพุทธรูปเก่าแก่กว่า 500 ปีภายในวัด ได้กลับมาเป็นที่เคารพบูชาของชาวพะเยาอีกครั้ง โดยแต่ละปีจะมีการเวียนเทียนทางน้ำรอบวัดติโลกอาราม 3 ครั้งในวันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นการเวียนเทียนบูชาองค์พระปฏิมากลางน้ำแห่งเดียวในโลก

ประติมากรรมนูนต่ำบนหน้าผาหินทราย วัดห้วยผาเกี๋ยง

 

นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการเรือพายของชาวบ้านที่จุดให้บริการเพื่อไปยังวัดติโลกอาราม ไป-กลับ ราคาคนละ 20 บาท นั่งได้ลำละ 20 คน ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ ยามเย็น ต้องกะเวลาให้พอดีกับช่วงพระอาทิตย์อัสดง เพราะการล่องเรืออยู่กลางกว๊านพะเยายามที่แสงสุดท้ายอาบท้องน้ำนั้น ช่างวิจิตรประหนึ่งจิตรกรรมสีน้ำที่ธรรมชาติละเลงอย่างไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะยามเย็นในฤดูหนาว พระอาทิตย์จะแดงกลมใหญ่และจะทิ้งแสงสุดท้ายไว้ให้ตะลึงไม่เว้นวัน

ขณะนั้นเองมีบทเพลงดังก้องอยู่ในหัว “แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา ทอแสงเรืองอร่ามช่างงามตา ในนภาสลับจับอัมพร… ต้องอยู่เดียวเปลี่ยววิญญาณ์ เหมือนดังนภาไร้ทินกร โอ้ยามเย็น จวบยามนี้เป็นเวลาสุดอาวรณ์ ยามไร้ความสว่างห่างทินกร ยามรักจำจะจรจากกันไป”

ประติมากรรมพระพุทธรูปบนหน้าผา

 

บทเพลงพระราชนิพนธ์ ลำดับที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แว่วเข้ามาเหมือนมีใครเปิดทรานซิสเตอร์กลางกว๊านพะเยา ทำให้พลันคิดถึงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ที่ติดไว้ริมผนังวิหารครูบาศรีวิชัย ครั้งนั้นในปี 2501 ในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสพะเยาครั้งแรก เพื่อเยี่ยมสถานีประมงกว๊านพะเยา และทรงปล่อยพันธุ์ปลาริมแม่น้ำอิงในบริเวณสถานีประมงกว๊านพะเยา จากนั้นเสด็จฯ ไปยังวัดศรีโคมคำเพื่อทรงนมัสการพระเจ้าตนหลวง

วัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) ถูกสร้างมานานกว่า 525 ปี พร้อมกับการสร้างพระเจ้าตนหลวง โดยความร่วมมือระหว่างเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่กับพระยาเมืองตู้ เจ้าผู้ครองเมืองพะเยา พระเจ้าตนหลวงเป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนที่ใหญ่ที่สุดในล้านนา ชาวพะเยาถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งหากไม่ได้ไปนมัสการพระเจ้าตนหลวงแล้ว จะถือว่ามาไม่ถึงพะเยา โดยทุกเดือน พ.ค.จะมีงานประเพณีไหว้สาปู๋จา พระเจ้าตนหลวง-แปดเป็ง หรืองานนมัสการพระเจ้าตนหลวง เดือนแปดเป็ง เป็นงานบุญใหญ่ประจำ จ.พะเยา ที่ชาวบ้านต่างเฝ้ารอ

วิหารครูบาศรีวิชัย วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา

 

นอกจากนี้ ท่านผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา ยังโปรโมท วัดห้วยผาเกี๋ยง ตั้งอยู่บนเขาที่เต็มไปด้วยหินและผาหิน ซึ่งเป็นแนวเขตเดียวกันกับเมืองโบราณ เมืองผายาว หรือพะเยาในปัจจุบัน ภายในวัดมีอุทยานพุทธศิลป์ที่เกิดขึ้นจากการแกะสลักผาหินทรายเป็นรูปพระพุทธรูปโดยฝีมือของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ตอนนี้มีงบประมาณราว “204” ล้านบาท ในการแกะสลักหน้าผาหินความยาวหลายกิโลเมตร สร้างลานพระเจ้าห้าตน เจดีย์ และลานประทักษิณ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนา (ที่ใหญ่โตมโหฬาร) ของ จ.พะเยา

นอกจากวัดที่ถูกจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนาแล้ว คำว่าอารยธรรมล้านนาน่าจะตีความหมายไปถึงชุมชนประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณคดี และธรรมชาติ เข้าไปในเขตที่ว่าด้วย เช่น แหล่งเตาเวียงบัวที่บ้านเวียงบัว จุดพบเตาเผาและเครื่องถ้วยชามในพื้นที่เมืองโบราณเวียงบัวตามริมห้วยแม่ต๋ำ สันนิษฐานว่าเตาเผาจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17-18 โบราณสถานเวียงลอ ปรากฏซากกำแพงเมืองเก่าและวัดร้างมากมาย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 21 หรือประมาณ 900 กว่าปี บ้านร่องไฮและบ้านแม่นาเรือ สองหมู่บ้านที่ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิม ที่บ้านร่องไฮยังคงเป็นแหล่งตีมีดและเครื่องมือทางการเกษตร ส่วนบ้านแม่นาเรือ ชาวบ้านยังสร้างแบบบ้านเฮือนวาน หรือบ้านที่ชาวบ้านร่วมแรงหรือเอามือร่วมสร้างให้กัน และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บ้านบัว หมู่บ้านที่พึ่งพาตนเองตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9

รอยเท้าและฝ่ามือครูบาศรีวิชัยจากเมืองลำพูน

 

พะเยายังมีอุทยานแห่งชาติหลายแห่งที่เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในพื้นที่ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยหลวง ประกอบด้วย น้ำตกผาเกล็ดนาค น้ำตกแม่เหยี่ยน น้ำตกจำปาทอง และดอยหนอกหรือภูเขาหินทรงพีระมิด แห่งขุนเขาผีปันน้ำ ซึ่งบนยอดดอยจะเห็นทิวทัศน์ได้ 360 องศา ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากฝั่งพะเยาและชมพระอาทิตย์ตกจากฝั่งลำปาง ถ้ำปางงุ้นใน เขตอุทยานแห่งชาติดอยภูนองวนอุทยานแห่งชาติภูลังกา มีดอยภูลังกาเป็นไฮไลต์ด้วยลักษณะเป็นสันเขาแคบ ฝั่งตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขา และฝั่งตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชัน มีหญ้าปกคลุม ลมพัดแรง นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปนอนเต็นท์ชมพระอาทิตย์ขึ้น ชมทะเลหมอก และภูมิประเทศฝั่ง สปป.ลาว วนอุทยานไดโนเสาร์แก่งหลวง จากการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์พันธุ์ซอโรพอดที่สันนิษฐานว่าได้พลัดหลงมาจากทางอีสาน อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำยม และน้ำตกธารสวรรค์ และ อุทยานแห่งชาติภูซาง มีน้ำตกภูซางซึ่งมีน้ำอุณหภูมิสูงถึง 35-36 องศาเซลเซียส เป็นน้ำตกอุ่นเพียงแห่งเดียวที่พบในไทย

นอกจากนี้ ช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้าพะเยาจะงดงามไปด้วยทุ่งดอกไม้ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวของ อ.ดอกคำใต้ ม่อนทานตะวัน แหล่งปลูกต้นทานตะวันกว่า 1,000 ไร่ ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และถนนสายดอกไม้ ทองกวาว เมื่อถึงเดือน ก.พ. ถนนจาก อ.ดอกคำใต้ไปทาง อ.จุน จะกลายเป็นเส้นทางที่สวยที่สุดเพราะเป็นช่วงเวลาที่ดอกทองกวาวสีส้มแสดจะบานสะพรั่งเป็นระยะทางกว่า 20 กม. โดยเส้นทางนี้สามารถเดินทางต่อไปที่ภูลังกาและภูชี้ฟ้าได้

พระอารามหลวงวัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง)

 

ตามเส้นทางของเขตอารยธรรมล้านนา ต้องเริ่มเดินทางจาก จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา และไปจบที่เชียงราย นักท่องเที่ยวจะได้นั่งเครื่องบินมาลงเชียงใหม่และกลับจากเชียงรายอย่างสะดวกรวดเร็ว แต่หากมีเวลาจำกัดเหมือนหน้ากระดาษนี้ ถ้าให้เลือกหนึ่งจังหวัด คงเลือก “พะเยา” จังหวัดที่คนมาเที่ยวน้อยที่สุด แต่มีเสน่ห์ที่สุด ซึ่งเสน่ห์ที่แท้จริงอาจเป็นเพราะมีนักท่องเที่ยวน้อย (ที่กำลังแนะนำอยู่นี้ก็กลัวว่าคนจะแห่กันไป) แต่ดูจากระยะทางพิสูจน์ใจ ใครไปถึงพะเยาได้ก็สมควรได้เชยชมอย่างเต็มที่ จาก 4 วัน เที่ยวมาราธอนล้านนา 5 จังหวัด เปลี่ยนมาอยู่พะเยา 4 วันติดก็คิดว่าไม่ผิดอะไร ดีเสียกว่ารีบเที่ยวจนลืมหยุดมองความงามที่แท้ของสถานที่ที่ไป มิฉะนั้นจะเรียกว่า เสียเที่ยว

เจดีย์สีทองอร่ามในวัดปงสนุกจ.ลำปาง

 

ชามลายรถม้าสัญลักษณ์เมืองลำปาง

 

เซรามิกลวดลายของธนบดีเซรามิคจ.ลำปาง

 

เด็กอนุบาลมาทัศนศึกษาที่วัดร่องเสือเต้น จ.เชียงราย

 

เชียงรายมีหอพระหยกที่ประดิษฐานพระหยกองค์แทนพระแก้วมรกตองค์จริง

 

เจ้าแม่กวนอิม ณ วัดห้วยปลากั้งจ.เชียงราย

 

สัมผัสสีสัน… อเมริกาใต้ ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/473207

สัมผัสสีสัน... อเมริกาใต้ ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ

โดย…ทีมงาน โลก 360 องศา youtube/facebook : โลก 360 องศา

มรดกชิ้นสำคัญที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ลูกหลานคนไทยก็คือ การตั้งรกรากในดินแดนที่มีพิกัดอยู่ละแวกใกล้เคียงเส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นเขตร้อนชื้น อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์อันหลากหลาย เป็นทรัพยากรอันมีค่ายิ่ง ช่วยหล่อเลี้ยงให้ผู้คนในประเทศได้อยู่กันอย่างสบายไม่ต้องดิ้นรนมากนัก หากรู้จักกินรู้จักใช้อย่างมีสติ โดยเฉพาะการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็จะยิ่งอยู่เย็นเป็นสุขใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยในทุกพระองค์

เช่นเดียวกับหลายประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้ ที่ตั้งอยู่ในพิกัดเส้นรุ้งที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศเหล่านี้ก็มีความหลากหลายของทรัพยากร และภูมิอากาศคล้ายคลึงกับของเรา ที่ช่วยสร้างความรุ่งเรืองให้กับประเทศมาตั้งแต่อดีตกาล

ทีมงานโลก 360 องศา แตะแผ่นดินของทวีปอเมริกาใต้ครั้งแรกที่ประเทศเม็กซิโก ประเทศที่เลื่องชื่อด้านความมีสีสันประเทศหนึ่งที่ผู้คนจากทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี และปรารถนาที่จะไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต นอกจากความมีสีสันของวิถีชีวิตผู้คนแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่สำคัญของโลกอีกด้วย

น้ำตกแองเจิ้ล นางฟ้าแห่งเวนชุเอลา

 

 

ในเมืองเม็กซิโก ซิตี้ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก จะมีเขตเมืองเก่าที่เรียกว่า “เซ็นโทร ฮิสโตริโค่” (Centro Historico) มีคุณค่าทั้งด้านสถาปัตยกรรมและเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของโลก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และใต้ผืนดินประเทศเม็กซิโกนั้น เชื่อกันว่า หากมีการขุดค้นลงไป มีโอกาสที่จะเจอแหล่งอารยธรรมโบราณอีกจำนวนมาก ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้หยุดขุดค้นหากันแต่ประการใด

นอกจากนี้ เมืองเม็กซิโก ซิตี้ ยังขึ้นชื่อด้านภูมิปัญญา ในการเพิ่มพื้นที่ให้กับเมืองเพื่อใช้สำหรับเพาะปลูกอีกด้วย ภูมิปัญญานั้นเรียกว่า “ชินัมป้า (Chinampa) โดยการใช้ไม้ไปปักล้อมกรอบในทะเลสาบ แล้วนำโคลนมาถม จากนั้นนำต้นไม้มาปลูกไว้เพื่อให้รากยึดพื้นดินเอาไว้ เทียบกับบ้านเราก็ประมาณว่าปลูกหญ้าแฝกไว้ให้รากยึดดินไว้ไม่ให้เกิดปัญหาดินถล่มนั่นเอง

เดินทางออกจากเม็กซิโก ซิตี้ ไปประมาณ 50 กิโลเมตร จะถึง “เตโอติอัวกัน” (Teotihuacan) หรือเมืองแห่งเทพเจ้า ซึ่งเป็นนครร้างกลางหุบเขา แม้จะไม่ทราบที่มาที่ไปแน่ชัดว่า ชนชาติใดเป็นผู้สร้างนครแห่งนี้ แต่ที่นี่ก็เป็นเหมือนเมืองต้นแบบขนาดใหญ่แห่งแรกของโลกตะวันตก ที่มีผู้คนอาศัยอยู่รวมกันกว่า 2 แสนคน หลังจากที่นักโบราณคดีขุดค้นภายใต้พีระมิดของเมืองแห่งเทพเจ้าแห่งนี้ ก็พบว่าเป็นเมืองที่มีการปกครองแบบชนชั้น มีการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบตามหลักจักรวาลวิทยา รวมถึงการพัฒนาใช้หินออบซิเดี้ยน (Obsidian) เป็นอาวุธและเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันด้วย

ธารน้ำแข็งเปอร์ริโต้ โมเรโน่

 

ส่วนใจกลางของเมือง “เตโอติอัวกัน” ก็เป็นที่ตั้งของ “มหาพีระมิดพระอาทิตย์” พีระมิดขนาดใหญ่ที่มีฐานกว้าง 220 เมตร ยาว 225 เมตร และสูง 65 เมตร ถูกจัดให้เป็นพีระมิดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีบันไดกว่า 200 ขั้น นำขึ้นไปสู่ยอดพีระมิด ซึ่งจะมีลานหินกว้างมองเห็นบรรยากาศโดยรอบได้ทุกทิศทาง เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวทุกคนควรต้องมาเยือน และที่คู่กันก็คือพีระมิดพระจันทร์ ที่จะมีจุดถ่ายภาพที่นักท่องเที่ยวนิยมกัน

อีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทีมงานโลก 360 องศา ได้สัมผัสแล้วรู้สึกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างสรรค์ปั้นแต่งให้เกิดขึ้นมาก็คือ ธารน้ำแข็งในประเทศอาร์เจนตินา ประเทศที่มีเวลาห่างกับประเทศไทยถึง 10 ชั่วโมง ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ ธารน้ำแข็งนี้เกิดจากหิมะที่ตกบนยอดเขา เมื่อทับถมกันนานๆ จะเปลี่ยนเป็นผลึกน้ำแข็งที่มีน้ำหนักมาก ค่อยๆ ไหลเลื่อนลงสู่ที่ต่ำ จนเห็นเป็นธารน้ำแข็งนั่นเอง และเมื่อไหลมาสัมผัสกับน้ำ บางส่วนจะละลายและทรุดตัวลง ที่ทรุดตัวลงเร็วก็จะได้ยินเป็นเสียงก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ตกลงไปในน้ำ ดังสนั่นหวั่นไหว กึกก้องไปทั้งหุบเขา

ธารน้ำแข็งที่สุดวิจิตร งดงามตระการตาของอาร์เจนตินาที่มีชื่อเสียงที่สุดชื่อว่า เปอร์ริโต้ โมเรโน่ อยู่ในอุทยานแห่งชาติลอส กลาเซีย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2524 มีเนื้อที่กว่า 7,000 ตารางกิโลเมตร เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในอาร์เจนตินา พื้นที่กว่า 30% ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ธารน้ำแข็ง เปอร์ริโต้ โมเรโน่ ทอดยาวไปไกลกว่า 30 กิโลเมตร มีพื้นที่รวม 250 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่ากรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของประเทศเสียอีก ธารน้ำแข็งละลายอยู่เสมอตามธรรมชาติเพื่อให้กำเนิดน้ำ เป็นการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ หากธารน้ำแข็งไม่ละลายจะไปขวางทางน้ำตามธรรมชาติ และจะไม่มีน้ำจืดเติมลงไปในทะเลสาบอาร์เจนติโน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมืองเอลคาราฟาเต้

“เซ็นโทร ฮิสโตริโค่” เขตเมืองเก่าในประเทศเม็กซิโก

 

ได้อ่านเรื่องราวของโบราณสถานที่น่าทึ่งในเม็กซิโก และธารน้ำแข็งที่แสนงดงามในอาร์เจนตินากันไปแล้ว ขอต่อให้ครบรสกันด้วยน้ำตกแองเจิ้ล (Angel Fall) หรือน้ำตกนางฟ้า ในประเทศเวเนซุเอลา แม้การเดินทางเข้าชมน้ำตกแห่งนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรค และความยากลำบาก ทางเดียวที่จะได้ชมน้ำตกแห่งนี้คือ การล่องเรือทวนแม่น้ำที่คดเคี้ยวขึ้นไป แต่เมื่อได้ไปชมแล้วหัวใจจะพองโต และจะเผลอแอบคิดในใจลึกๆ ว่า “เราเกือบพลาดโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตไปเสียแล้ว ถ้าไม่ได้มาชมน้ำตกแห่งนี้ แม่น้ำตกนางฟ้าผู้งดงามของฉัน”

น้ำตกแองเจิ้ล ตั้งอยู่บนภูเขา อาอูยันเทปุย (Auyantepui Mountain) ที่มีความสูงประมาณ 1 กิโลเมตร เรียกได้ว่ามองย้อนขึ้นไปสุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว เห็นก้อนเมฆปกคลุมยอดเขา เวลามองน้ำตกจึงให้ความรู้สึกราวกับว่า น้ำตกไหลรินมาจากท้องฟ้า แทรกตัวแหวกผ่านก้อนเมฆลงมา เห็นภาพนี้แล้วก็เข้าใจทันทีเลยว่าทำไมถึงเรียกว่า น้ำตกนางฟ้า เพราะประหนึ่งเหมือนว่า น้ำตกไหลรินมาจากสรวงสวรรค์นั่นเอง

คุณผู้อ่านสามารถติดตามชมเรื่องราวและความงดงามต่างๆ เหล่านี้ได้ในรายการ โลก 360 องศา วันเสาร์นี้ เวลา 21.20 น. ททบ.5

 

2 มาดามส์ เลี้ยงลูกด้วยการเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/473204

โดย…รอนแรม ภาพ… 2Madames.com

ครอบครัวตัวอย่างด้านการท่องเที่ยว ต้องยกให้ครอบครัว สิมะพิเชฐ ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวการท่องเที่ยวแบบครอบครัวลงในเพจ “2Madames.com เที่ยวและไลฟ์สไตส์แบบครอบครัว” และเว็บไซต์ www.2madames.com ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน ได้แก่ พ่ออิน-อินทราวุฒิ แม่แอน-กนกพร สิมะพิเชฐ รวมทั้งน้องเกรซ น้องกาย ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกบ้านกล้าพาลูกออกไปท่องโลก

และนี่คือบทสนทนา “ถาม-ตอบ” ของคุณพ่อคุณแม่ลูกสองที่กล้าพาเจ้าตัวเล็กออกเดินทาง

ความสัมพันธ์ในครอบครัว

แม่แอน : ครอบครัวเรามีฐานะปานกลางที่ต้องทำงาน มีภาระ ไม่ต่างไปจากครอบครัวอื่น แต่มุมที่ต่างออกไปคงเป็นด้านการดำเนินชีวิต

 

พ่ออิน : อย่างหลายครอบครัวในยุคนี้ที่มีแนวคิดแบบวัตถุดิบ อยากมีบ้านหลังใหญ่ๆ ถึงจะมีความสุข แต่สำหรับเราแล้วสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งอำนวยความสะดวกเท่านั้นเอง เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าครอบครัวที่มีฐานะดีจะมีครอบครัวที่อบอุ่น เราเลยกลับมานั่งทบทวนว่า แท้จริงแล้วความสุขคืออะไร สุดท้ายเราก็รู้ว่าความสุขไม่ได้วัดจากขนาดของบ้าน ราคาของรถยนต์ แต่ความสุขวัดจากความอบอุ่นของบ้านต่างหาก

แม่แอน : เราจึงให้ความสำคัญกับการใช้เวลาร่วมกันมากๆ ผ่านกิจกรรมที่เราชื่นชอบนั่นคือ การท่องเที่ยว เพราะเวลาที่เราได้เดินทางพร้อมๆ กัน พ่อแม่จะได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกันกับลูกๆ และสามีภรรยาอย่างเราจะได้ใช้ความสุขร่วมกันด้วย น้องเกรซ (ลูกสาวคนโต) น้องกาย (ลูกชายคนเล็ก) เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่อย่างใกล้ชิด ซึ่งในมุมของแม่คิดว่าการได้เลี้ยงลูกด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะนอกจากเราจะได้ดูแลลูกทางด้านร่างกายแล้ว เรายังมีโอกาสได้อบรมสั่งสอน ซึ่งแอนคิดว่าสิ่งเหล่านี้แหละที่จะทำให้ลูกเติบโตมาเป็นคนดีได้

พ่ออิน : สำหรับผมการเลี้ยงลูกต้องจ่ายแพง แต่ว่าไม่ใช่เรื่องค่าใช้จ่าย เพราะสิ่งที่แพงที่สุดคือ เวลา พ่อแม่ต้องให้เวลากับลูกให้มากที่สุด เด็กๆ เข้าใจนะว่าเราไม่ได้ว่างตลอดเวลา แต่สิ่งที่เขาต้องการคือเวลาคุณภาพ ซึ่งเรามีให้เขาในทุกๆ วัน

 

ทำไมถึงอยากทำเพจ 2Madames

พ่ออิน : ตั้งแต่ผมกับแอนเป็นแฟนกันเราก็ชอบการเดินทาง ผมชอบถ่ายรูป แอนชอบเดินทาง เคยฝันกันไว้ว่าจะเดินทางไปรอบโลก เราสองคนตัดสินใจออกเดินทางด้วยตัวเอง โดยศึกษาข้อมูลจากหนังสือบ้าง จากอินเทอร์เน็ตบ้าง และออกเดินทางจริง หลังจากกลับมาแล้วสิ่งที่เราได้กลับมาด้วยคือ ข้อมูลการเดินทางกับประสบการณ์จริง ซึ่งเราคิดว่า ไม่ควรทิ้งมันไป เราควรนำมาแบ่งปันต่อเพื่อคนที่อยากไปเที่ยวด้วยตนเองบ้าง และอีกส่วนหนึ่งมันยังเป็นการบันทึกความทรงจำที่เหมือนมีไทม์แมชีนย้อนกลับไป

นอกจากนี้ ข้อมูลในเพจและในเว็บไซต์ทูมาดามส์ยังเป็นประโยชน์ให้ผู้อื่น และเป็นแรงบันดาลใจให้ครอบครัวอื่นออกเดินทาง เพราะเราทำให้ดูแล้วว่าการพาเด็กไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องยาก และเราก็ดีใจเสมอๆ ที่เห็นหลายครอบครัวเดินทางตามเรา

ข้อดีของการพาลูกเที่ยว

แม่แอน : หลายๆ คนคงมีคำถามอยู่ในใจว่า โลกของเด็กแต่ละคนกว้างเท่ากันจริงหรือเปล่า ซึ่งแอนคิดว่าไม่น่าเท่ากัน เพราะเด็กที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ เช่น รั้วบ้าน รั้วโรงเรียน กับเด็กอีกคนที่ได้เดินทางอยู่ตลอดเวลา เด็กที่ได้เจออะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ น่าจะมีโลกที่กว้างกว่าเด็กในวัยเดียวกัน การพาเด็กออกเดินทางจะทำให้เขาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอบตัว มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่มีมากกว่าตำราเรียน อย่างเรื่องหูอื้อบนเครื่องบิน ถ้าไม่เจอกับตัวเอง ถ้าไม่เคยลองเคลียร์หูดูสักครั้งหนึ่ง ก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าเด็กควรทำยังไง และเด็กๆ ยังมีโอกาสได้ฝึกความอดทนด้วย อย่างการรอคิวในสวนสนุกนานๆ เขาจะรู้จักการอดทนรอคอย การเข้าคิว หรือแม้กระทั่งการนั่งเครื่องบิน เด็กทุกคนย่อมเบื่อ แต่เราจะสอนลูกยังไงให้เขาเล่นโดยไม่รบกวนคนอื่น เด็กๆ ก็จะได้ฝึกความอดทนตรงนี้ ซึ่งเราพาน้องเกรซกับน้องกายเดินทางตั้งแต่อายุได้ 1 เดือน

 

พัฒนาการของลูกเมื่อได้ท่องเที่ยว

พ่ออิน : เราอยากให้ลูกๆ เป็นคนเก่ง แต่เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ความรู้ ไม่สำคัญเท่า ทักษะ อย่างความรู้ที่ร่ำเรียนมาในโรงเรียน ถ้าเด็กไม่ใช้นานๆ ก็ลืม ต่างจากทักษะที่จะอยู่กับตัวเราไปตลอดชีวิต การเดินทางก็คือการสร้างทักษะ เวลาเราเดินทางเราจะได้ฝึกทักษะเรื่องการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะการหาข้อมูล ที่เห็นชัดคือ การที่เราได้ออกเดินทางไปเจอผู้คนหลากหลาย ทั้งต่างภาษาต่างวัฒนธรรม มันเป็นการฝึกทักษะทางสังคมไปในตัว ซึ่งน้องเกรซน้องกายได้เจอผู้คนเยอะมาก พวกเขาจะมีทักษะทางสังคมสูงกว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน เขาจะเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย และยอมรับความแตกต่างได้เยอะมาก โดยบางทีเราไม่ต้องสอนด้วยซ้ำ

เทคนิคการพาลูกเที่ยว

พ่ออิน : การเที่ยวแบบครอบครัวจะมีลักษณะของตัวเอง อย่างแรกคือ การเที่ยวแบบครอบครัวต้องเผื่อเวลา เพราะบางทีอาจเกิดเหตุการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น น้องเข้าห้องน้ำ น้องนอนกลางวัน ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องรีบร้อน แต่ไปเที่ยวแบบช้าๆ ยืดหยุ่นแผนการเดินทาง ซึ่งเราจะสามารถมีความสุขในแบบของเราเอง

แม่แอน : ส่วนเรื่องเทคนิคการเดินทางมีหลายเรื่องมาก แต่ที่พ่อแม่มักเป็นกังวลน่าจะเป็นเรื่อง เด็กร้องโวยวายบนเครื่องบิน โดยส่วนตัวแอนก็ไม่ชอบหรอกเนอะ ที่ต้องนั่งเครื่องกับเด็กที่ร้องอยู่ตลอด ซึ่งสาเหตุที่เด็กร้องไห้ส่วนใหญ่เป็นเพราะหูอื้อและเคลียร์หูไม่เป็น แถมต้องนั่งอุดอู้ในเก้าอี้โดยสารแคบๆ เป็นเวลานาน คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องงัดสารพัดวิธีมาจัดการ อย่างแอนจะปล่อยให้น้องวิ่งเล่นอยู่หน้าเกต ให้เขาปล่อยพลังกันเต็มที่ พอถึงเวลาขึ้นเครื่องก็จะขึ้นเป็นคนท้ายๆ และก่อนเครื่องบินจะเทกออฟ แอนจะให้ลูกกินนมเพื่อช่วยให้เขาเคลียร์หูไปในตัว

พ่ออิน : เด็กที่เดินทางใหม่ๆ พ่อแม่ควรเล่าเรื่องแผนการเดินทางล่วงหน้าให้น้องฟัง เช่น เดือนหน้าเราจะไปญี่ปุ่น นั่งเครื่องบิน 7 ชั่วโมงนะ ถ้าหนูเบื่อต้องทำแบบนี้ๆ สมมติเหตุการณ์ให้เขาฟัง เพื่อให้เขาเกิดการยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้นเวลาเดินทางจริง

แม่แอน : หรือเรื่องอาหารการกิน พวกเราจะชอบเลือกโรงแรมที่มีครัวเพื่อที่จะได้ทำอาหารไทยให้ลูกกิน และการทำอาหารเองยังเป็นเทคนิคประหยัดเงินในการเดินทางด้วย

พ่ออิน : ส่วนสถานที่ที่จะไปก็สำคัญมากสำหรับลูกมาก อันดับแรกเราต้องเลือกที่ที่เด็กชอบ เช่น สวนสัตว์ สวนสนุก ทำให้เขามีความสุขที่ได้เดินทาง และเมื่อลูกมีความสุขแล้ว พ่อแม่อย่างเราก็มีความสุขไปด้วย

 

ทริปแรกของครอบครัว

แม่แอน : ทริปแรกตอนนั้นเรายังเที่ยวกันไม่เก่ง เป็นช่วงที่น้องเกรซออกเดือนได้ไม่นาน เราก็ไปเที่ยวทะเลระยองกัน ซึ่งตอนนั้นแอนขนของเด็กไปเยอะมาก ทั้งผ้าปูรองที่นอน เครื่องนึ่งขวดนม สารพัดอย่างเหมือนย้ายบ้าน แต่พอมาถึงยุคน้องกาย เราเดินทางจนแก่กล้า มีประสบการณ์แล้วก็ทำให้รู้ว่า มีแค่นมขวดเดียวก็พอ

พ่ออิน : ส่วนทริปต่างประเทศครั้งแรก เราพาน้องเกรซไปมาเก๊า ตอนนั้นน้องยังไม่เดิน และเป็นครั้งแรกของน้องหลายอย่าง ไปต่างประเทศครั้งแรก เจออากาศหนาวครั้งแรก ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้เขาอาจจะลืม แต่อย่างหนึ่งที่จะไม่ลืมคือ ความสัมพันธ์ ความใกล้ชิด และความรักที่ได้อยู่กับครอบครัว มันเป็นสิ่งที่จะติดตัวเขาไปตลอดแม้ว่าจะจำไม่ได้ก็ตาม

ทริปสนุกๆ

พ่ออิน : ครอบครัวของเราเดินทางปีละมากกว่า 40 ทริป สนุกทุกทริป ซึ่งถ้าให้ยกตัวอย่าง คงต้องพูดถึงทริปนิวซีแลนด์ ตอนนั้นเราเลือกขับรถบ้าน นอนบนรถ ใช้ชีวิตบนรถ พอเจอทะเลสาบสวยๆ ก็จอดรถนอนกันตรงนั้น ทำอาหารกินเอง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับครอบครัว และอีกทริปคือ นิวยอร์ก ที่เพิ่งกลับมาเมื่อเดือนตุลาฯ เราจองเรือดิสนีย์ครุยส์ อยู่บนนั้น 7 วันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนเรือแห่งความฝัน เพราะมีการ์ตูนเดินเล่น มีคิดส์คลับ มีสวนน้ำบนดาดฟ้า มีโชว์ดิสนีย์ทุกวัน เป็นช่วงเวลาที่เราทั้งสี่คนมีความสุขมากๆ อีกทริปหนึ่ง

ปัจจุบันน้องเกรซอายุ 8 ขวบ น้องกายอายุ 5 ขวบ โดยทุกวันหยุดและปิดเทอมอินและแอนจะพาลูกๆ ออกจากบ้านไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ เสมอ ตามสโลแกนที่ว่า “รักใครให้พาไปเที่ยว” เพราะการท่องเที่ยวคือการบอกรัก และการสร้างช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันแบบไม่มีวันหมดอายุ

 

อะ ทรีบิวต์ พอร์ตโฟลิโอ ฮอกไกโด ตามรอยคุณเด่นชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/473202

โดย…นิทรา ราตรี

ลานสกีที่ดีที่สุดของฮอกไกโดอยู่ที่ คิโรโระ รีสอร์ท อาณาจักรหิมะที่ประกอบด้วย 2 รีสอร์ท คือ เชอราตัน ฮอกไกโด คิโรโระ สกีรีสอร์ทติดขอบลานสกีสำหรับนักสกีโดยเฉพาะ และ เดอะ คิโรโระ อะ ทรีบิวต์ พอร์ตโฟลิโอ โฮเต็ล ฮอกไกโด (The Kiroro, a Tribute Portfolio Hotel, Hokkaido) โรงแรมสำหรับการพักผ่อนที่ได้รับการรีโนเวตใหม่ให้ทันสมัยภายใต้มาตรฐานสตาร์วูด

อะ ทรีบิวต์ พอร์ตโฟลิโอ ฮอกไกโด เป็นโรงแรมที่ได้รวบรวมสิ่งที่คนไทยต้องการไว้ครบครัน ทั้งห้องพักขนาดใหญ่ ออนเซน และห้องอาหารที่มีให้เลือกหลายประเภท โดยโรงแรมมีห้องพักจำนวน 282 ห้อง ตั้งแต่ห้องสแตนดาร์ด ขนาด 30 ตร.ม. ห้องซูพีเรียร์ ห้องดีลักซ์ และห้องสวีทหลายระดับ เช่น โอเรียนทอลสวีท เจแปนนิสสวีท คิโรโระสวีท ไปจนถึงเมาน์เทนสวีทที่มีขนาดถึง 149 ตร.ม. โดยทุกห้องจะมีอ่างอาบน้ำ มีหน้าต่างบานใหญ่พร้อมวิวภูเขา มีมุมโซฟาริมหน้าต่าง และมีโต๊ะทำงานตามแบบฉบับของโรงแรมญี่ปุ่น

 

ในส่วนของห้องอาหารมีให้เลือก 6 แบบ ไม่ว่าจะเป็นห้องอาหารนานาชาติ ห้องอาหารอิตาเลียน สเต๊กเฮาส์ ซูชิเฮาส์ บาร์บีคิว และออลเดย์ไดนิ่ง โดยผู้เข้าพักสามารถเลือกใช้บริการอาหารเช้าได้ทุกห้องอาหาร (ยกเว้นซูชิเฮาส์และบาร์บีคิว) สำหรับออนเซนจะใช้น้ำแร่ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส แยกห้องหญิง-ชาย มีทั้งบ่อจากุซซี่ บ่อน้ำเย็น และบ่อกลางแจ้ง และในบริเวณโรงแรมยังมีส่วนที่เรียกว่า โบสถ์น้อย (Chapel) ที่ใช้เป็นสถานที่แต่งงานซึ่งสามารถประกอบพิธีทางศาสนาได้จริง

อะ ทรีบิวต์ พอร์ตโฟลิโอ ฮอกไกโด ตอบรับนักสกีด้วยรถรับส่งระหว่างโรงแรมกับเชอราตัน ฮอกไกโด คิโรโระ ทุกๆ 10 นาทีในทุกวัน ทั้งยังตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทั่วไปที่ต้องการสัมผัสหิมะคุณภาพดี และตอบความฟินของคอหนัง “แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว” ที่จะได้พักในสถานที่ถ่ายทำหลักของนุ้ยและเด่นชัย

 

Price: เช็คราคาที่ดีที่สุดได้ในเว็บไซต์

Place: ห่างจากเมืองโอตารุ 40 นาที อีเมล tribute@tributeportfolio.com เว็บไซต์ tributeportfolio.com

Promotion: แพ็คเกจตามรอยแฟนเดย์รวมที่พัก 2 คืน อาหารวันละ 3 มื้อ ออนเซ็นตลอดการเข้าพัก สกี 1 วันพร้อมชุดและอุปกรณ์ และขึ้นกระเช้าไปสั่นระฆังแห่งความรัก ราคาคนละ 19,900 บ.