ตามหาความรัก ที่ฮอกไกโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/473201

ตามหาความรัก ที่ฮอกไกโด

โดย…กาญจน์ อายุ

ฮอกไกโด คือ เกาะขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่นที่คนไทยเพิ่งรู้จักและนิยมได้ไม่เกิน 10 ปี แต่กลายเป็นเมืองฮิตแซงภูมิภาคอื่นอย่างรวดเร็วด้วยจุดขายที่ไร้คนเทียบเทียมอย่าง สกีหิมะ ซึ่งฮอกไกโดเป็นเดสทิเนชั่นที่นักสกีญี่ปุ่นเองยังเลือกให้เป็น เดอะ เบสท์ โดยเฉพาะที่ “คิโรโระ รีสอร์ท”

ความหนาวและหิมะเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนเมืองร้อนอย่างเรามานานหลายปี แต่เมื่อไม่นานมานี้ คิโรโระเพิ่งมีแรงดึงดูดใหม่กับเส้นทางตามรอย “แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว” ภาพยนตร์รักแห่งปีของค่ายจีดีเอชที่ใช้คิโรโระ รีสอร์ท เป็นสถานที่ถ่ายทำหลักของเรื่อง

ลานสกีของคิโรโระ รีสอร์ท

 

ซัปโปโร

เส้นทางตามรอยคุณเด่นชัยและคุณนุ้ยเริ่มที่เมืองซัปโปโร โดยลงเครื่องบินที่สนามบินชิโตเสะที่ใครไม่รีบเดินทางเข้าเมืองสามารถใช้เวลาเป็นวันๆ ในสนามบินได้ สนามบินชิโตเสะเป็นสนามบินนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโด ภายในมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ พิพิธภัณฑ์โดราเอมอน ช็อกโกแลตรอยส์ รวมทั้งยังเป็นแหล่งของกินและแหล่งรวมของฝากทั่วเกาะฮอกไกโด

หรือถ้าไม่ก็ให้มุ่งหน้าสู่เมืองซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ซัปโปโร คือ เมืองศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของเกาะฮอกไกโด และเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมอันหลากหลายเข้าด้วยกัน เท้าความไปในอดีต เกาะฮอกไกโดเป็นแผ่นดินของชาวพื้นเมืองไอนุ แต่เมื่อถึงยุคญี่ปุ่นปกครอง ผู้คนจากทั่วสารทิศในญี่ปุ่นต่างเข้าไปจับจองพื้นที่ทำเกษตรกรรม จึงทำให้ฮอกไกโดเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมกระทั่งทุกวันนี้

สถานที่ถ่ายทำเรื่องแฟนเดย์ที่ทานุกิโคจิ ถนนคนเดินเก่าแก่ในเมืองซัปโปโร

 

จุดแรกเป็นการตามรอยคุณเด่นชัยที่ถนนคนเดิน ทานุกิโคจิ ถนนเก่าแก่อายุกว่า 130 ปี ลักษณะเป็นตลาดมุงหลังคาจำนวน 8 บล็อก ที่แต่ก่อนชาวบ้านจะนำของสดและอาหารทะเลมาขาย ทว่าวันนี้ร้านค้าได้เปลี่ยนไปแต่สถาปัตยกรรมยังถูกอนุรักษ์ไว้เหมือนเดิม ริมสองฝั่งทางเดินมีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายยา ร้านขายเครื่องสำอาง ร้านขายเสื้อผ้า รวมถึงร้านค้าขวัญใจคนไทยอย่างดองกี้และร้านเอบีซี รวมๆ แล้วมีกว่า 200 ร้านในระยะทางกว่า 1 กม.

จากนั้นเดินทางต่อไปยังใจกลางเมืองซัปโปโร ซึ่งน่าเสียดายที่คุณนุ้ยกับคุณเด่นชัยไม่ได้ไปเที่ยวที่ ที่ทำการรัฐบาลเก่าฮอกไกโด หรือ ตึกแดง สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ก่อสร้างด้วยอิฐสีแดง โดยต้องเล่าย้อนกลับไปในยุคแรกที่เกาะฮอกไกโดยังมีสถานะเป็นจังหวัดหนึ่งของญี่ปุ่น ทำให้ต้องมีที่ทำการรัฐบาลฮอกไกโด ปัจจุบันตึกแดงกลายสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเกาะฮอกไกโด ซึ่งตัวสถาปัตยกรรมเองสามารถบ่งบอกความเป็นประวัติศาสตร์ได้จริง ท่ามกลางตึกสูงสมัยใหม่ที่ช่างผิดแผกและแตกแยกในกาลเวลา

ร้านค้าช่าวงคริสต์มาสด้านหน้าซัปโปโร ที่มี ทาวเวอร์

 

เมื่อหันหลังให้ตึกแดง ภาพด้านหน้าจะเห็นพื้นที่ว่างระหว่างตึกสองข้างทาง ซึ่งช่วงหนึ่งของพื้นที่ว่างนั้นคือ สวนสาธารณะโอโดริสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามเทศกาล อย่างในตอนนี้เป็นช่วงเทศกาล ไวท์ อิลลูมิเนชั่น หรือเทศกาลประดับประดาไฟในช่วงคริสต์มาส จากนั้นเมื่อเข้าสู่เดือน ก.พ. สวนโอโดริจะเปลี่ยนไปจัดงาน สโนว์ เฟสติวัล เทศกาลหิมะที่คุณนุ้ยใฝ่ฝันอยากมาดูให้เห็นกับตา โดยจะขึ้นช่วงต้นเดือน ก.พ.เท่านั้น

คิโรโระ

เมื่อตกเย็นที่ดูเหมือนค่ำ อุณหภูมิในเมืองซัปโปโรลดลงเหลือ -4 องศาเซลเซียส แต่นั่นก็ยังไม่หนาวสะท้านเท่า คิโรโระ ที่อยู่ห่างจากซัปโปโรด้วยรถยนต์ประมาณ 1 ชม.

สกีลงจากยอดเขาอาซาร

 

คิโรโระ รีสอร์ท คือ สถานที่ถ่ายทำหลักของภาพยนตร์ เป็นสกีรีสอร์ทขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เมืองซัปโปโรที่สุด ประกอบด้วย 2 โรงแรม ได้แก่ เชอราตัน ฮอกไกโด คิโรโระ รีสอร์ท และ เดอะ คิโรโระ อะ ทรีบิวต์ พอร์ตฟอริโอ โฮเต็ล ทั้งสองแห่งเป็นรีสอร์ทของคนไทย โดยพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค และบริหารงานโดย สตาร์วูด

จุดเกิดเหตุของคุณเด่นชัยและคุณนุ้ยอยู่บนจุดสูงสุดของเขาอาซาริที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,180 ม. โดยก่อนอื่นทุกคนต้องเปลี่ยนชุดเป็นชุดสกีทั้งเสื้อ กางเกง รองเท้า หมวก แว่นตา และถุงมือ จากนั้นต้องขึ้นกอนโดล่า (กระเช้า) ไปยังยอดเขาอาซาริ ยอดเขานี้เป็นที่รู้จักดีของหมู่นักสกี เพราะเป็นจุดลงที่สนุกและท้าทาย ทว่าเมื่อราว 9 ปีที่ผ่านมา กลับกลายเป็นที่รู้จักของคู่รักและคนที่อยากมีรัก เพราะการมาของระฆังแห่งความรักนาม นิซะ ที่เชื่อว่า ใครที่ลั่นระฆังจะสมหวังในรักทุกราย

ต้นไม้กลายเป็นต้นหิมะ

 

ตำนานระฆังแห่งความรัก เกิดขึ้นเมื่อการท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้จัดตั้งโครงการคัดเลือก 100 สถานที่ที่วิวสวยที่สุดทั่วญี่ปุ่น เพื่อติดตั้งระฆังแห่งความรัก ด้วยความงดงามของแนวเทือกเขาทำให้ยอดเขาอาซาริติดหนึ่งในร้อย และกำลังเป็นที่โด่งดังมากในหมู่คนไทย เพราะคุณเด่นชัยเล่นไปลั่นระฆังแล้วได้คุณนุ้ยมาเป็นแฟนหนึ่งวันนั่นเอง

ลานสกีของคิโรโระ รีสอร์ท มีหิมะที่มีคุณภาพอันดับต้นๆ ของโลก เรียกว่าพาวเดอร์ สโนว์ คือ หิมะนุ่ม เบา และแห้ง ดีต่อการเล่นสกี แต่สำหรับคนไทยที่ไม่เคยเล่นมาก่อน สามารถเรียนคอร์สเริ่มต้นกับครูฝึกคนไทย ตั้งแต่การใส่รองเท้าบนสกี การเคลื่อนไหว การทรงตัว จนกระทั่งสามารถเล่นสกีลงเนินได้อย่างปลอดภัย อย่าสวมบทบาทเป็นคุณนุ้ยที่เล่นสกีพลาดจนสมองได้รับการกระทบกระเทือน

เทศกาลไวท์ อิลลูมิเนชั่น กลางสวนสาธารณะโอโดริ ปาร์ค

 

การตามรอยแฟนเดย์จะสมจริงเฉพาะฤดูหนาวเท่านั้น ซึ่งเกาะฮอกไกโดมี 4 ฤดู คือ หนาว ฤดูกาลของการเล่นสกี ช่วงที่ดีที่สุดคือ ก.พ. และหิมะจะค่อยๆ หมดไปในเดือน มี.ค. ใบไม้ผลิ ฤดูกาลของดอกไม้และผลไม้ ร้อน ฤดูของทุ่งหญ้าและอาหาร และใบไม้ร่วง ฤดูเหงาๆ ก่อนย่างเข้าฤดูหนาวอีกที

ทั้งนี้ นอกจากเมืองซัปโปโรและคิโรโระ คุณเด่นชัยและคุณนุ้ยยังไปถ่ายทำที่เมืองอื่นทั้ง โอตารุ จิโกคุดานิ และฮาโกะดาเตะซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถเที่ยวจบในวันเดียว และไม่สามารถเขียนจบในบทเดียวได้ดังนั้นโปรดติดตามการเดินทางของทั้งสองในบทต่อไปที่ว่าด้วยเรื่อง ความรักและความโรแมนติกของคนและสถานที่

รถรางแล่นผ่านถนนคนเดินทานุกิโคจิ

 

ที่ทำการรัฐบาลเก่าฮอกไกโด (ตึกแดง)

 

มันฝรั่งคาลบีทอดสดมีขายที่สนามบินชิโตเซะ เมืองซัปโปโร

 

กางร่มบังหิมะ

 

ระฆังแห่งความรัก นิซะ

 

ไฟประดับที่สวนโอโดริ

 

ฟังเสียงคลื่น…ชมฟ้าคราม…น้ำทะเลสีน้ำเงิน ลัดเลาะริมฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/471993

ฟังเสียงคลื่น...ชมฟ้าคราม...น้ำทะเลสีน้ำเงิน ลัดเลาะริมฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน

โดย…ทีมงาน โลก 360 องศา  facebook : โลก 360 องศา  youtube : โลก 360 องศา

ฟองคลื่นสีขาวนุ่มละมุนแข่งกันวิ่งเข้าเส้นชัยที่ชายฝั่งเป็นระลอกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีฉากหลังผืนใหญ่เป็นท้องฟ้าสีครามนัดพบกับท้องทะเลสีน้ำเงินเข้มที่เส้นขอบฟ้า เรือใบพลิ้วไหวหยอกล้อกับคลื่นอย่างสนุกสนานอยู่กลางทะเล โดยมีภาพสถาปัตยกรรมบ้านเรือนสีส้มอ่อน หรือสีน้ำเงินปนสีขาว ทอดยาวไปตามชายฝั่ง

ภาพที่มองแล้วสบายตา พาใจสบายในอารมณ์ ชวนให้อยากทิ้งโลกที่วุ่นวายไว้เบื้องหลังเหล่านี้ ธรรมชาติสรรค์สร้างไว้อย่างลงตัวที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลที่อยู่ในอ้อมกอดของ 3 ทวีป ทิศเหนือเป็นทวีปยุโรป ทิศใต้คือทวีปแอฟริกา และทวีปเอเชียอยู่ทางตะวันออก มีชายฝั่งทอดยาวครอบคลุมพื้นที่ถึง 21 ประเทศ นอกจากความงดงามทางธรรมชาติของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว ในแต่ละประเทศที่รายล้อมยังมีสิ่งล้ำค่าให้น่าไปเยือนและค้นหาอีกมากมาย

ทีมงานโลก 360 องศาปักหมุดแรก ที่ “อิสตันบูล” (Istanbul) เมืองที่มีประชากรมากที่สุดของตุรกี เป็นเมืองท่าทางเศรษฐกิจ และเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์สำคัญในหลายยุคหลายสมัย ด้วยเหตุที่เป็นเมืองที่มีพื้นที่ตั้งอยู่บน 2 ทวีป ฝั่งหนึ่งอยู่ในทวีปยุโรป อีกฝั่งอยู่ในเอเชีย บนช่องแคบบอสฟอรัสที่เชื่อมทะเลดำกับทะเลมาร์มารา ทำให้อิสตันบูลมีความหลากหลาย กลายเป็นเสน่ห์ของความผสมผสานด้านวัฒนธรรมทั้งกรีก โรมัน และออตโตมัน และด้านศาสนาระหว่างคริสต์และอิสลาม แถมยังเป็นเมืองที่กลมกลืนไปด้วยความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์และความทันสมัยอีกต่างหาก ชวนให้หลงใหลจนไม่อยากจากลา

เอกลักษณ์ของเมือง “ซิดิ บู ซาอิด” คือ บ้านเรือนที่ทาด้วยสีฟ้าและขาว

 

ในประเทศตุรกี ยังมีอีกสถานที่หนึ่งซึ่งสวยงามและมีสีสันไม่แพ้กัน คือ ปามุคคาเล่ (Pamukkale) ซึ่งมาจากภาษาตุรกี ที่แปลว่า “Cotton Castle” แปลเป็นภาษาไทยแบบตรงๆ ก็คือ “ปราสาทปุยฝ้าย” สาเหตุที่ชื่อว่าปราสาทปุยฝ้ายก็เพราะมีหินปูนสีขาวที่เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติอายุกว่า 1,000 ปี รวมกันจนเป็นภูเขาใหญ่ มองไกลๆ คล้ายกับภูเขาหิมะ ยิ่งตัดกับท้องฟ้าสีเข้มด้วยแล้ว เป็นภาพที่งดงามเกินบรรยาย

ตุรกี ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ดังนั้นจะได้พบเห็นเมืองโบราณ เห็นซากโบราณสถานอยู่บ่อยครั้ง และที่ปามุคคาเล่ ก็เช่นกัน มีเมืองโบราณที่ชื่อว่า “ฮีเอราโพลิส” (Hierapolis) บริเวณนี้มีแหล่งความร้อนใต้พิภพ ทำให้เกิดบ่อน้ำพุร้อนขึ้น ทอดตัวลดหลั่นเป็นชั้นๆ คล้ายการทำนาขั้นบันไดที่บ้านเรา แต่เป็นนาขั้นบันไดสีขาวที่แสนจะวิจิตรงดงาม บางครั้งก็มีไอน้ำและความร้อนปะทุขึ้นมาบนผิวโลก

คนสมัยโบราณคิดว่าไอน้ำและความร้อนที่ปะทุขึ้นมาเป็นการกระทำของเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงมีความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาเทพเจ้าแห่งบาดาลและใช้บ่อน้ำพุเป็นที่บำบัดโรค ก่อนที่เมืองฮีเอราโพลิส จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับเมืองปามุคคาเล่ ในปี ค.ศ. 1988 จึงได้ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวลงไปแช่น้ำ

“ปามุคคาเล่” หินปูนสีขาวที่เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติอายุกว่า 1,000 ปี

 

นอกจากนั้น ตุรกียังมี “แคปพาโดเชีย” ดินแดนที่มีประติมากรรมทางธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตั้งอยู่ในตุรกีตอนกลาง เป็นภูมิประเทศทางธรรมชาติ ที่เต็มไปด้วยแท่งหินทรงรูปกรวยคล้ายดอกเห็ดขนาดใหญ่ผุดขึ้นมา เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ

เราข้ามไปฝั่งทวีปแอฟริกากันบ้าง ทีมงานได้มีโอกาสไปเยือนประเทศตูนิเซีย ประเทศมุสลิมเล็กๆ ที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ที่มีความหลากหลายไม่แพ้ตุรกีเช่นกัน เป็นทั้งที่ตั้งของโบราณสถานยุคโรมัน มีหมู่บ้านสวยๆ ริมทะเล โอเอซิสกลางทะเลทราย และพิพิธภัณฑ์ระดับโลกก็ตั้งอยู่ที่นี่

ใน “ตูนิส” ซึ่งเป็นเมืองหลวงของตูนิเซีย ค่าครองชีพจะไม่แพงมาก ผู้คนมีมิตรไมตรีอัธยาศัยดี และที่พลาดไม่ได้คือการไปเยือนหมู่บ้านเล็กๆ ริมทะเลที่ชื่อว่า “ซิดิ บู ซาอิด” ห่างจากตูนิสออกมาประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่น คือ บ้านเรือนจะทาสีฟ้าและสีขาวเป็นหลัก เหมือนจำลองเกาะซานโตรินี ในประเทศกรีซมา จะต่างกันที่ซิดิ บู ซาอิด เป็นเมืองเล็กๆ ที่ไม่พลุกพล่าน

“อิตเบนฮัดดู” เมืองโบราณที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987

 

และอีกหนึ่งประเทศที่สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ไปเยือนคือ โมร็อกโก นอกจากมีที่ตั้งทางตอนเหนือติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว ทางตะวันตกยังติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ส่วนทางตะวันออกติดกับทะเลทรายซาฮาราที่แสนกว้างใหญ่

โมร็อกโก ห่างจากประเทศสเปนตรงช่องแคบยิบรอลตาร์ (Straits of Gibraltar) เพียง 14 กิโลเมตรเท่านั้น จึงมีความใกล้ชิดกับยุโรปมากเป็นพิเศษ มีเมืองหลวงชื่อว่า ราบัต (Rabat) ไม่ใช่เมืองคาซาบลังกา (Casablanca) อย่างที่คุ้นเคยและคนส่วนหนึ่งเข้าใจผิดกัน ที่สำคัญคือ โมร็อกโก เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีความงาม มีสีสัน ที่เป็นเอกลักษณ์ทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปนิยมไปเที่ยวกัน

ส่วนผู้ที่ชื่นชอบตามรอยเส้นทางในภาพยนตร์เรื่องดัง เราขอแนะนำให้ไปเยือนเมืองอิตเบนฮัดดู (Ait Benhaddou) เมืองโบราณที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987 ด้วยความโดดเด่นและเก่าแก่ของบ้านดิน ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโกตอนใต้ ตั้งอยู่ระหว่างทะเลทรายซาฮาราและเมืองมาร์ราเกช (Marrakesh) จึงถูกใช้เป็นฉากสำคัญของภาพยนตร์หลายเรื่อง เมืองโบราณที่ยิ่งใหญ่อลังการของที่นี่สร้างขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ จากวัสดุดินผสมน้ำและฟางเรียงกันเป็นชั้นๆ ตั้งตระหง่านบนเชิงเขา ปัจจุบันยังมีบางกลุ่มคนที่ยังอาศัยอยู่ในสถานที่โบราณแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของสิ่งปลูกสร้างที่ทนทานมาหลายร้อยปี

“มาร์ราเกช” ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประตูสู่ทะเลทรายซาฮารา

 

ออกจากเมืองอิตเบนฮัดดู มุ่งสู่เมืองมาร์ราเกช (Marrakesh) ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประตูสู่ทะเลทรายซาฮารา มาร์ราเกช เป็นอีกเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโมร็อกโก เป็นเมืองโอเอซิส ที่ในอดีตจะเป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่เดินทางมาจากทางตอนใต้ของโมร็อกโก ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์รวมของความหลากหลายทั้งผู้คนและวัฒนธรรม สองข้างทางในเมืองมาร์ราเกช จะเห็นบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้ม ซึ่งคนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือเมืองสีชมพู เป็นเมืองที่มีมนตร์เสน่ห์ตามสไตล์โมร็อกโก และที่เมืองแห่งนี้ยังเป็นจุดนัดพบของศิลปินจากทั่วโลกที่มาตั้งรกรากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ดินแดนแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยสีสันและมีงานศิลปะมากมายให้ได้ชมกันอย่างเต็มอิ่ม

คุณผู้อ่านสามารถติดตามชมเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้ในรายการ โลก 360 องศา วันเสาร์นี้ เวลา 21.20 น. ททบ. 5

 

นพ.วันฉัตร ชินสุวาเทย์ เมื่อหมออยากเป็นนักเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/471989

นพ.วันฉัตร ชินสุวาเทย์ เมื่อหมออยากเป็นนักเดินทาง

โดย…รอนแรม

ชอบเดินทาง ชอบวาดรูป ชอบถ่ายภาพ คือคุณสมบัติของ หมอเสียง-นพ.วันฉัตร ชินสุวาเทย์ แพทย์เฉพาะศัลยกรรมกระดูกและข้อ เจ้าของหนังสือบันทึกการเดินทาง 4 เล่ม 4 ประเทศ ตั้งแต่เล่มแรกทริปตะลุยเมืองแขกที่ราชาสถาน ต่อด้วยทริปตามล่าแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์ ทริปตามหาฝูงแกะที่นิวซีแลนด์ และล่าสุดเขาเพิ่งไปหลงทางจนตกหลุมรักกับทริปโมร็อกโก

หมอเสียงเป็นคนหาดใหญ่ ที่เลือกเป็นหมอเพราะไม่ชอบคำนวณ เขาจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคนเรียบร้อย อยู่ติดบ้าน จนกระทั่งได้ออกค่ายไปเขาใหญ่ จึงทำให้รู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักท่องเที่ยว

“การเดินทางครั้งแรกไปเขาใหญ่ แค่เขาใหญ่ก็ตื่นเต้นแล้ว เพราะว่าผมเป็นคนนราธิวาส ไม่มีหน้าหนาว แล้วพอขึ้นไปบนเขาใหญ่ก็รู้สึกตื่นเต้น เป็นการสัมผัสอากาศหนาวครั้งแรก นอนเต็นท์ครั้งแรก เพิ่งเคยเห็นดาวเต็มฟ้าครั้งแรก” ประสบการณ์นักศึกษาแพทย์ปี 1 ทำให้เขาค้นพบตัวเองอีกด้าน ซึ่งหลังจากนั้นพอไม่มีค่ายก็แบ็กแพ็กโบกรถเที่ยวกับเพื่อน จนกระทั่งตอนนี้ถึงวัยทำงาน เขาก็ยังไม่หยุดเที่ยว

 

“การออกค่ายมันทำให้เรารู้ว่าอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว ข้างนอกยังมีอะไรอีกมากรอให้เราไปเรียนรู้อยู่ คนข้างนอกมักคิดว่าเรียนหมอต้องอ่านหนังสือตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วเราก็เหมือนคนทั่วไปที่ต้องพักผ่อน เที่ยวเตร่ ถ้าช่วงไหนไม่มีสอบเราอยากพัก อยากไปเที่ยวเหมือนทุกคน” หมอเสียงยังกล่าวต่อว่า “ในจังหวะที่เราไม่ใช่หมอ เราก็เป็นคนธรรมดา หมอเหมือนหมวกใบหนึ่งที่เราไม่ต้องใส่ตลอดเวลา ดังนั้นเราทุกคนต่างมีอีกด้านเสมอ”

หมอเสียงจะให้เวลาเดินทางปีละ 1-2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 สัปดาห์ โดยใช้วันลาพักร้อนตามที่ข้าราชการกำหนดหมดทุกปี

Nice to see you ราชาสถาน

เรื่องทั้งหมดเกิดจากความงดงามของภาพเมืองราชาสถานที่พอเห็นแล้วต้องไป ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาไปอินเดีย และเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับทัวร์

 

“รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับอินเดีย และด้วยความที่เป็นอินเดียครั้งแรกทุกอย่างมันประทับใจกว่าที่คิดไว้ สถานที่แต่ละแห่งก็แปลกตา พอกลับมาอยากทำหนังสือเกี่ยวกับภาพวาดภาพถ่าย เลยลองไปเสนอ แต่ทางสำนักพิมพ์บันลือบุ๊คส์บอกให้ลองเขียนดู ผมเลยเริ่มเขียน ถูกแก้ไปเกือบ 20 รอบ (หัวเราะ) จนออกมาเป็น Nice to see you ราชาสถานเมื่อปี 2554” หมอเสียง กล่าว และหลังจากนั้นเขาได้ไปกลับอินเดียหลายครั้งที่เมืองลาดักห์ แคชเมียร์ และเดลี (แต่ไม่ได้เขียนหนังสือ)

Lost and Found in Iceland

ไอซ์แลนด์เป็นประเทศในฝันของใครหลายคน รวมถึงหมอเสียงด้วย เขาอยากไปไอซ์แลนด์ จึงได้ชักชวนเพื่อนๆ เดินทางเพื่อตามล่าแสงเหนือ

“ผมเป็นคนวางแผนเดินทางเอง ศึกษาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เพราะตอนนั้นหนังสือเกี่ยวกับไอซ์แลนด์ยังไม่ค่อยมี ดูรูปว่าชอบที่ไหน แล้วมาเล็งกับแผนที่ กำหนดเป็นเส้นทางขึ้นมา โดยครั้งนั้นได้เช่ารถพร้อมคนขับเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากหิมะ ซึ่งเราไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด เพราะพวกเราไม่อยากพลาดดูแสงเหนือ”

 

ความรู้สึกเมื่อได้เห็นแสงเหนือตรงหน้า เขาบอกว่าตื่นเต้น เพราะการไปครั้งนั้นไม่ได้พกโชคไป ทำให้ต้องรอนานหลายวัน และเมื่อปรากฏตัวแล้วกลับไม่ชัดเหมือนในรูป

“เป็นทริปที่ไม่สมหวังแต่ก็สนุก มันทำให้เรารู้จักการมีความสุขกับโมเมนต์ตรงนั้น เพราะถ้าคาดหวังแล้วผิดหวัง มันจะเป็นอารมณ์ที่ทำให้ทั้งทริปไม่สนุกเลย” เขาคิด

หมอเสียงวางแผนจะกลับไปไอซ์แลนด์อีกครั้งในฤดูร้อน เพื่อกลับไปขับรถเที่ยวไฮแลนด์ หรือพื้นที่บริเวณกลางเกาะที่เปิดให้เข้าเฉพาะหน้าร้อน

 

The sound of New Zealand

ทริปไปตามเพื่อนสู่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นทริปที่เขาทำการบ้านน้อยที่สุด ทำให้เนื้อหาในหนังสือ The sound of New Zealand ออกเป็นแนวคุยกับตัวเอง เปรียบเทียบธรรมชาติกับความรู้สึก อย่างข้อความบนปกหลังที่เขียนไว้ว่า

“ผมได้พบกับท้องฟ้าสีฟ้าจัด ใบไม้หลากเฉดสี ทะเลสาบแสนงาม ธารน้ำแข็งระบือโลก ฝูงแกะขาวหม่นกลางทุ่งกว้าง บันจี้จัมพ์ที่หวาดเสียวสุดขั้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนวัตถุดิบชั้นเลิศจากการเดินทาง เป็นความสนุกสดใหม่ไร้การปรุงแต่ง” เป็นการรวมทุกอย่างไว้ในหนึ่งย่อหน้า และเขาสามารถพรรณนาสิ่งต่างๆ ตามความรู้สึกนึกคิดได้ยาวเป็นเล่ม

โมร็อกโก โมเมนต์

หมอเสียงตอบตกลงคำชวนจากรุ่นน้องและออกเดินสู่ประเทศโมร็อกโกอย่างไม่อิดออด พร้อมเป้าหมายที่จะไปชื่นชมสถาปัตยกรรมและสัมผัสทะเลทรายซาฮารา

“เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าหลง เพราะโมร็อกโกไม่มีผังเมือง บ้านเรือนจะสร้างต่อกันเป็นก้นหอยไปเรื่อยๆ ถ้าใครไม่หลงก็ถือว่าแปลกแล้วครับ” หมอเสียง กล่าว

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดเก่าอายุหลายพันปีที่ยังคงสภาพเดิมจนถึงปัจจุบัน มัสยิดที่มีลักษณะเฉพาะ งานกระเบื้องตามบ้านเรือน ทะเลทรายซาฮารา และการเดินทางเลาะขอบทะเลเมดิเตอเรเนียน

 

“การไปเที่ยวทำให้เราได้สัมผัสรส กลิ่น อาหาร ผู้คน ธรรมชาติ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ซึ่งการดูรูปอยู่หน้าคอมพ์ให้ไม่ได้แน่ๆ”

นอกจากนี้ หมอเสียงมีแผนที่จะเดินทางไปสเปน เพื่อไปตามหาหอคอยที่เด่นที่สุด และไปศึกษาวิถีของชาวเบอร์เบอร์

“เวลาไปเที่ยว เราจะได้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด” เขาทิ้งท้าย

โลกของหมอเสียง

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ หมอเสียงอยากให้โลกใบนั้นเป็นโลกที่เกื้อกูลกัน “อาจจะดูเป็นโลกในอุดมคติ แต่ผมอยากให้คนเห็นอกเห็นใจและเกื้อกูลกัน เพราะทุกวันนี้คนขาดสองสิ่งนี้มาก ซึ่งถ้าคนในโลกมีพื้นฐานของจิตใจที่ดี ไม่ว่าโลกจะเป็นรูปแบบไหน ก็จะน่าอยู่เสมอ”

ติดตามหมอเสียงได้ทางเฟซบุ๊ก Mr. siang อินสตาแกรม Wanchattr และหนังสือทั้ง 4 เล่ม

 

แอฟริกา การผจญภัยที่เต็มไปด้วยสีสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/470694

แอฟริกา การผจญภัยที่เต็มไปด้วยสีสัน

โดย…ทีมงานโลก 360 keb_toke@plat360.com

อีกหนึ่งประสบการณ์ที่สนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจ ไม่เคยลืมเลือน สำหรับทีมงานโลก 360 องศา คือการได้ไปเยือนทวีปแอฟริกา ทวีปที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากทวีปเอเชียของเรานี่เอง แต่เต็มไปด้วยความน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ ผู้คน ประเพณีวัฒนธรรม และความแปลกที่อาจจะไม่ใหม่ แต่เป็นวิถีดั้งเดิมของมนุษย์ที่เชื่อมต่อไม่ติดกับคนรุ่นปัจจุบัน สามารถหาดูได้ที่แอฟริกา ที่เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักค้นหาอย่างแท้จริง

การค้นหาเพื่อหวังจะค้นพบประสบการณ์อันล้ำค่าในทวีปแอฟริกา เพื่อนำมาบอกขานผู้คนเริ่มขึ้นเมื่อทีมงานโลก 360 องศา เดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ครั้งแรกในปี 2548  ประเทศที่อยู่ทางตอนใต้สุดของทวีป และถือได้ว่ามีความเจริญ และมีการพัฒนาเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศในทวีปนี้ การค้นพบแรกคือความแปลกของเมืองหลวง ที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า โจฮันเนสเบิร์ก เป็นเมืองหลวงของประเทศแอฟริกาใต้ ด้วยความที่เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศและมีชื่อเสียง แต่แท้ที่จริงแล้วประเทศนี้มีถึง 3 เมืองหลวง คือ 1.กรุงพริทอเรีย (Pretoria) เป็นเมืองหลวงด้านการบริหาร 2.เคปทาวน์ (Cape Town) เป็นเมืองหลวงด้านนิติบัญญัติ และ 3.บลูมฟอนเทน (Bloemfontein) เป็นเมืองหลวงด้านตุลาการ  ซึ่งคงเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีระบบเมืองหลวงลักษณะเช่นนี้

หนุ่มมาไซสายเลือดนักสู้ ประเทศเคนยา

 

ประเทศแอฟริกาใต้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ก่อนที่จะได้รับเอกราชเมื่อปี 2474 ดังนั้นชาติพันธุ์จึงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจน คือ กลุ่มแรกเป็นยุโรปผิวขาวที่สืบเชื้อสายมาจากชาวดัตช์ ชาวอังกฤษ และชาวฝรั่งเศส ที่เข้ามาตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม ส่วนกลุ่มที่สองก็คือชนพื้นเมืองเดิม เช่น ชาวเผ่าซูลู ซึ่งเป็นผิวสี กลุ่มที่สามจะเป็นลูกผสม รวมทั้งก็ยังมีชาวอินเดียและชาวมาเลย์ที่อพยพเข้ามาตั้งแต่อดีต นอกจากกิจกรรมการเยี่ยมชมวิถีชนเผ่าและเที่ยวชมสัตว์ป่าซาฟารี  สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจมากมายในแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะที่เมือง “เคปทาวน์” ซึ่งมีภูมิประเทศที่สวยงาม และมีอากาศบริสุทธิ์ ด้วยความที่ตัวเมืองเคปทาวน์ตั้งอยู่บนแผ่นดินที่มีลักษณะคล้ายอ่าง มีภูเขาล้อมรอบ จึงทำให้เป็นเมืองที่มีฉากหลังเป็นธรรมชาติที่สวยงาม โดยเฉพาะแนวเขายอดตัดเป็นแนวยาวขนานไปกับขอบฟ้าคล้ายโต๊ะ จึงถูกเรียกว่า Table Mountain ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งภูเขาที่สวยงามอันดับต้นๆ ของโลก และอีกจุดเด่นคือ ภูเขาแห่งนี้มีความหลากหลายทางพืชพันธุ์กว่า 2,200 ชนิด ส่วนอีกยอดเขาสูงที่โอบล้อมเมืองเคปทาวน์ เรียกว่า Devil’s Peak

จากเมืองเคปทาวน์นั่งเรือออกไปจากชายฝั่งไม่ไกลนัก ก่อนที่จะไปสิ้นสุดที่แหลมกู๊ดโฮป จะพบเกาะเล็กๆ ที่เป็นเกาะที่อยู่อาศัยของนกเพนกวินจากขั้วโลกใต้ นอกจากนั้นก็ยังมีเกาะแมวน้ำ ซึ่งเป็นเกาะหินแกรนิตขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลกันนัก ระหว่างทางที่นั่งอยู่ในเรือ นอกจากจะได้เห็นแมวน้ำนับร้อยนับพันตัวแล้ว บางครั้งจะเห็นภาพฉลามขาวว่ายเวียนอยู่รอบเกาะ ช่วยเพิ่มความตื่นเต้นให้อีก เพราะเจ้าฉลามขาวพวกนี้มาไล่ล่าเหยื่อคือแมวน้ำนั่นเอง

หลังจากการได้ไปเยือนแอฟริกาใต้ ประเทศที่จุดประกายให้เราเกิดความหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของทวีปนี้อีกหนึ่งปลายทางก็คือ ประเทศเคนยา และเมื่อเดินทางไปถึงเคนยาก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง นอกจากคุณจะได้สัมผัสเสน่ห์ของทุ่งซาฟารีอย่างเต็มอิ่มแล้ว ที่ประเทศนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถล่องเรือในทะเลสาบไนวาซา เพื่อชมฝูงฮิปโปนับร้อยนับพันตัวได้แบบใกล้ชิด และการล่องเรือยังได้ชมนกชมไม้หายากของทวีปแอฟริกาอีกด้วย คำว่าตื่นตาตื่นใจคงน้อยไปสำหรับที่นี่ สีสันความตื่นเต้นที่ทำให้ผู้มายืนหัวใจเต้นแรงยังไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ที่นี่ยังมีที่สุดของที่สุดก็คือเขตอนุรักษ์แห่งชาติมาไซมารา (Masai Mara National Reserve) สถานที่ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์ท่องซาฟารีในรูปแบบขับรถไล่ตามหาสัตว์ และเที่ยวชมสัตว์ป่ากลางแจ้งที่เรียกว่า “เกมไดรฟ์” (Game Drive) ถือเป็นกิจกรรมเด่นของการมาที่นี่ของนักท่องเที่ยว

เมือง “ดาเอสซาราม” เมืองท่าและเมืองหลวงเก่าของแทนซาเนีย

 

เคนยาเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยชนเผ่ากว่า 40 เผ่า แต่เผ่าที่มีวัฒนธรรมโดดเด่นและเป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือ เผ่ามาไซ ชนเผ่ามาไซจะวัดฐานะความร่ำรวยกันที่จำนวนวัว ดังนั้นหนุ่มมาไซคนไหนที่มีวัวมาก จะเป็นที่หมายปองของบรรดาสาวๆ เป็นพิเศษ เมื่อวัวเป็นสิ่งมีค่ายิ่ง หนุ่มมาไซจึงต้องคอยดูแลปกป้องอันตรายจากสัตว์ป่า สร้างความเป็นนักสู้อยู่ในสายเลือดไปในตัว ว่ากันว่าหนุ่มมาไซบางคนถึงกับกล้าต่อสู้กับสิงโตเลยทีเดียว นอกจากสีสันจากสัตว์ป่าและทุ่งหญ้าแล้ว ท้องทะเลของเคนยานั้นก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะหาดวาตามู (Watamu Beach) เป็นอีกหนึ่งชายหาดที่มีชื่อเสียง ด้วยความงดงามของท้องฟ้าสีสดและน้ำทะเลสีเข้ม แต่งแต้มด้วยฉากวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวา

อุทยานแห่งชาติเซเรนเกติ (Serengeti National Park) ของประเทศแทนซาเนีย เป็นอีกสถานที่ที่แสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ชื่อเซเรนเกติ มาจากคำว่า ไซรินกิตู (Siringitu) ในภาษามาไซ ที่แปลว่า “สถานที่ซึ่งแผ่นดินเคลื่อนที่ตลอดกาล” ซึ่งน่าจะมาจากความกว้างใหญ่เหมือนไม่มีที่สิ้นสุดของที่ราบแห่งนี้นั่นเอง ในช่วงหน้าแล้งที่เซเรนเกติแห่งนี้จะได้เห็นภาพฝูงสัตว์กินพืช เช่น ไวด์อาบีส (Wildebeest) ม้าลาย และสัตว์จำพวกกวาง ยกขบวนอพยพข้ามฝั่งไปยังมาไซมาราในประเทศเคนยา ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า The Great Migration การเดินทางเข้าไปยังเขตอนุรักษ์แห่งชาติมาไซมาราของเคนยา และอุทยานแห่งชาติเซเรนเกติของแทนซาเนีย ต้องนั่งเครื่องบินเล็กไปเท่านั้น ทำให้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก แต่ก็ยังมีสถานที่ที่เป็นทางเลือกที่สามารถนั่งรถยนต์เข้าไปได้คือ อุทยานแห่งชาติมิกูมิ (Mikumi National Park) อีกหนึ่งประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจให้ทีมงานคือ รอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจของผู้คนชาวแทนซาเนียที่เป็นคนซื่อ เปิดเผย และเปิดรับไมตรีจากชาวต่างชาติ แทนซาเนียจึงเป็นประเทศหนึ่งที่สงบและปลอดภัย โดยเฉพาะที่เมือง “ดาเอสซาราม” เมืองท่าและเมืองหลวงเก่าของแทนซาเนีย

ทุกวันนี้เรายังระลึกนึกถึงความเป็นมิตรไมตรีจากน้ำใจอันบริสุทธิ์ของผู้คนจากดินแดนนี้อยู่เสมอ อีกหนึ่งความงดงามที่ต้องบันทึกไว้ในหัวใจ ติดตามรับชมเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์ เวลา 21.20 น.

ความงดงามของท้องฟ้าสีสด และน้ำทะเลสีเข้ม ที่หาดวาตามู

 

ฟูจิซัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/470693

ฟูจิซัง

โดย…พรหมสาขา ณ สกลนคร

คงเป็นความฝันของใครหลายคนที่จะได้เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น ได้เห็นภูเขาไฟฟูจิใกล้ๆ สักครั้งในชีวิต บางคนมาถึงแล้วแต่ไม่ได้เห็นเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ทำให้มีเมฆหมอกบัง แต่สำหรับผมแล้วการมาครั้งแรกแล้วได้เห็นภูเขาไฟฟูจิเต็มๆ แบบนี้ก็นับว่าโชคดีไม่น้อยเลยทีเดียว

ภูเขาไฟฟูจิ เป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ราว 3,776 เมตร อยู่ในจังหวัดชิซุโอะกะและจังหวัดยะมะนะชิ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว ฟูจิเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ ยังจะเห็นได้จากภาพวาดศิลปะต่างๆ บนกลอน ของที่ระลึก ในอดีตฟูจิยังเป็นฐานทัพของซามูไรใช้เป็นที่ฝึก ฟูจิยังเป็นอะไรต่างๆ อีกมากมายของชาวญี่ปุ่น เป็นจิตวิญญาณ เป็นความเชื่อความศรัทธา อีกทั้งยังเป็นมรดกโลกที่สำคัญอีกเช่นกัน

 

‘ไปไหนไปด้วยกัน’ คู่หูเที่ยวรอบโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/470691

‘ไปไหนไปด้วยกัน’ คู่หูเที่ยวรอบโลก

โดย…รอนแรม ภาพ…ไปไหนไปด้วยกัน

จากความชอบส่วนตัวเปลี่ยนเป็น “งาน” อดิเรก จึงเกิดเป็นเพจ ไปไหนไปด้วยกัน / Tamkarnwela ของคู่หูนักเดินทาง อุ๊-วิลาสินี รัศมิทัต และ ต้อง-ชเพชร ชลานุเคราะห์ ที่ได้กลับมาแบ่งปันเรื่องราวการเดินทางเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนออกเดินทางต่อไป

เพจไปไหนไปด้วยกัน / Tamkarnwela นิยามว่าเป็นนิตยสารออนไลน์ที่รวบรวมที่เที่ยว ที่กิน ตามแต่ที่ได้ไปสัมผัสมาในแต่ละกาลเวลา

“เริ่มจากการทำรีวิวด้านท่องเที่ยวในพันทิปมาก่อน ทำมาเป็นสิบปีแล้ว” อุ๊ คู่หูคนที่ 1 กล่าว “โดยเริ่มจากตัวเองที่เวลาจะไปเที่ยวไหน จะไปหาข้อมูลในพันทิป แล้วเราเองก็ชอบไปนู่นไปนี่ ก็น่าจะนำข้อมูลของเรามาแชร์ให้คนอื่นบ้าง เหมือนรับของเขามาก็นำคืนกลับเข้าไป และการเขียนรีวิวตอนนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ใช้อินเทอร์เน็ตด้วย เพราะแต่ก่อนไม่ได้เป็นคนไฮเทคมาก แต่พอมาเล่นพันทิปก็เริ่มมีคอมมูนิตี้ คุยกับคนที่มีไลฟ์สไตล์เหมือนกัน คุยเรื่องเดียวกัน สมัยก่อนเฟซบุ๊กยังไม่มี อินสตาแกรม ไลน์ ก็ยังไม่มีทั้งนั้น พวกเราเลยติดต่อกันผ่านตัวหนังสือ”

 

เธอใช้นามล็อกอินว่า หมูอ้วนจอมพลัง จนถึงตอนนี้ก็ยังเขียนรีวิวเรื่องท่องเที่ยวในพันทิปอยู่ควบคู่ไปกับเพจเฟซบุ๊ก “โลกมันหมุนไปทุกวัน พอคนไปอยู่ที่เฟซบุ๊กมาก เราก็ต้องไปทางนั้น ต้องปรับตัวให้ทันคนใช้ในโลกออนไลน์” อุ๊ กล่าวต่อ

คาแรกเตอร์การเขียนและการถ่ายภาพของเพจไปไหนไปด้วยกัน ค่อนข้างเป็นตัวของพวกเธอเอง เธอใช้คำว่า “เงียบๆ หน่อย” เน้นเที่ยวสบาย เจาะกลุ่มคนทำงานที่ไม่แบ็กแพ็กแบบวัยรุ่นมาก รีวิวทั้งการท่องเที่ยวภายในและภายนอกประเทศ และเป็นลักษณะไปเที่ยวเองเพื่อให้รู้ทุกขั้นตอน

“ส่วนใหญ่บล็อกเกอร์รุ่นเก่าๆ จะเริ่มจากการไปเที่ยวเอง จ่ายเงินเที่ยวเอง ข้อมูลหาเอง กำหนดเส้นทางเอง แต่สักพักหนึ่งเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง คือ เริ่มมีคนเชิญให้ไปที่นู่นที่นี่ ซึ่งมันก็ดีเพราะบางทีเราได้ไปในสถานที่ที่หากไปเที่ยวเองจะไม่มีโอกาสเข้าไป”

 

อุ๊ทำงานประจำมาตลอดตั้งแต่การรีวิวยุคแรกจนลาออกมาทำกิจการของตนเองก็ยังทำอยู่ อุ๊และต้องจึงไม่ได้อยู่ด้วยการเดินทางแล้วเขียนรีวิว แต่ใช้การเดินทางเป็นงานอดิเรกที่ช่วยเติมเต็มชีวิตกันและกัน ซึ่งการทำธุรกิจของตัวเองทำให้ทั้งสองสามารถจัดสรรเวลาเที่ยวได้เป็นอิสระ จึงสามารถเดินทางได้มากก่อนอายุและร่างกายจะไม่ไหว

ปีนี้อุ๊อายุ 50 ปี ส่วนต้องอายุ 49 ปี และเพจไปไหนไปด้วยกันมีอายุครบ 4 ปี อุ๊เล่าต่อว่า เด็กสมัยนี้โชคดีที่เริ่มเที่ยวตั้งแต่วัยรุ่น สามารถค้นหาโลกกว้างได้เร็วกว่าคนในวัยอย่างเธอที่การเดินทางยังไม่สะดวกสบาย หรือการหาข้อมูลยังไม่ง่ายดายเหมือนในตอนนี้

“การรีวิวเหมือนบันทึกการเดินทางของเราสองคน และเราอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้รู้ข้อมูลบ้าง” ต้องกล่าวเสริม “ข้อมูลที่เราเคยเขียนไว้มันจะมีประโยชน์ตลอด เพราะข้อมูลเก่าๆ ที่เราเขียนไปมันจะอยู่ในอินเทอร์เน็ต เมื่อเสิร์ชคำที่ต้องการก็จะเจอทันที ดังนั้นข้อมูลที่เขียนไปจะเป็นประโยชน์ไปตลอด”

ความหมายของชื่อ ไปไหนไปด้วยกัน / Tamkarnwela วรรคแรกมาจากการที่เธอทั้งสองจะเดินทางคู่กันตลอดตรงกับคำว่า ไปไหนก็จะไปด้วยกัน ส่วนวรรคสองเป็นชื่อล็อกอินในพันทิปของต้อง หมายถึง การเดินทางจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

 

“ไปไหนไปด้วยกันอีกความหมาย หมายถึงเราได้พาแฟนเพจไปด้วย เพราะเราจะอัพเดทตลอด แชร์ให้ลูกเพจตลอด พอมีข้อสงสัยลูกเพจถาม เราก็จะตอบทุกครั้ง เวลาสอบถามมาหลังไมค์เราก็ยินดีอธิบาย เหมือนกับว่าเราเดินทางไปด้วยกันจริงๆ” อุ๊ กล่าว

เรื่องการทำเพจให้เป็นที่รู้จักนั้น เธอทั้งสองสารภาพว่าไม่เคยเสียเงินซื้อยอดไลค์ แต่ตั้งใจให้ค่อยๆ เติบโตในหมู่ที่มีไลฟ์สไตล์เหมือนกัน “เพจไม่ได้โตมาก” อุ๊ กล่าวต่อ “แต่คนที่ติดตามเรามีแต่คนที่คุ้นเคย คนที่ตามมีทั้งคนที่อ่านหมูอ้วนจอมพลังจากพันทิปมาอยู่แล้ว และคนอื่นๆ ที่สนใจในแบบฉบับของเรา ดังนั้นเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับยอดไลค์มากเท่ากับการตอบสนองกับลูกเพจอย่างที่เราทำอยู่ตอนนี้”

ต้องยังกล่าวด้วยว่า “เรายังทำเพราะรักในการเดินทาง เรายังมีความตั้งใจเดิมอยู่เหมือนเดิม เรายังทำคอนเทนต์ในไลฟ์สไตล์ คำพูดไม่ได้ประดิษฐ์เพื่อเอาใจใคร อะไรอร่อยก็บอกอร่อย ไม่อร่อยก็บอกไม่ ที่นี่ดีก็บอกดี ไม่ดีก็บอกว่าไม่ดีเพราะอะไร ส่วนรูปจะเน้นรูปสวย ดังนั้นเวลาไปที่ไหนจะแบ่งเป็นส่วนออร์เดิร์ฟที่ถ่ายภาพจากมือถือแล้วเขียนคำบรรยายเลย กับส่วนที่ถ่ายจากกล้องอย่างดี ส่วนคอนเทนต์ก็ผ่านกระบวนการคิดมาอย่างดี ซึ่งเราจะจริงจังกับส่วนหลังมาก”

สำหรับหน้าที่ในการทำงาน อุ๊มีหน้าที่เขียนเนื้อหา ส่วนต้องมีหน้าที่ถ่ายภาพ ทั้งสองเดินทางด้วยกันแต่ทำต่างหน้าที่กัน ฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลให้ต้องไปไหนไปด้วยกันเกือบทุกครั้งเพื่อข้อมูลและภาพที่สมบูรณ์ ล่าสุดทั้งสองเพิ่งกลับมาจากคิโรโระ เมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งลูกเพจต่างตื่นเต้นกับรูปหิมะและเกิดอาการอยากตามรอย โดยเธอจะรีวิวรายละเอียดทุกอย่างพร้อมรูปภาพอย่างเต็มที่ในพันทิป จากนั้นจะแชร์ไปยังเฟซบุ๊ก ส่วนข้อมูลในเฟซบุ๊กนั้นจะไม่ลึกมาก แต่จะดึงดูดให้คนสนใจ และเก็บไว้ในแผนการเดินทางครั้งต่อไป นอกจากนี้ในปีหน้า ไปไหนไปด้วยกัน จะพัฒนาไปสู่เว็บไซต์ alwaysgotogether.com โดยจะโยกย้ายเนื้อหาส่วนใหญ่ไปไว้ในเว็บไซต์ด้วย

“เราอยากมีที่ที่เป็นของตัวเอง” อุ๊กล่าวถึงการสร้างเว็บไซต์ “วันนี้เราไปอาศัยบ้านเขาอยู่ วันหนึ่งเราก็อยากมีบ้านเป็นของตัวเองบ้าง แต่ก็ยังไม่ขนเสื้อผ้าออกจากบ้านเก่า เราจะยังมีพันทิป เฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ควบคู่กันไปด้วย”

ความถี่ในการเดินทางนั้น อุ๊และต้องจะออกเดินทางทุกเดือน อย่างต่ำสุด 1 ทริป และอย่างมากสุด 9 ทริป (อย่างเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา) มีทั้งที่เดินทางเองและไปตามคำชวนของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งทั้งสองคนไม่อยากนิยามให้ตนเป็นบล็อกเกอร์ เพราะพวกเธอยังเป็นเพียงคนชอบเดินทางแล้วอยากแบ่งปันเรื่องราวให้คนอื่นได้ทราบบ้างเท่านั้นเอง

“ถ้าเรานำคอนเทนต์ไปใส่ไว้ในอินเทอร์เน็ตได้ มันก็เป็นประโยชน์ทั้งนั้นแหละ” ต้องกล่าวเพิ่มเติม นอกจากนี้อุ๊ยังให้ความสำคัญของการเดินทางว่า “การเดินทางคือวิถีสร้างแรงบันดาลใจ เวลาเราออกจากโลกที่เราอยู่แล้วเห็นโลกที่กว้างมากขึ้น พอเรากลับมาทำงาน เหมือนกับว่าเราได้รับพลังงานอะไรบางอย่างที่ทำให้มีแรงทำงาน และมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตต่อไป เราสองคนเดินทางตอนนี้ในตอนที่ยังไหว และเราพยายามที่จะไม่เดินทางมากเกินไป เพื่อรักษาการเดินทางที่เกิดสุขและเกิดไฟในตัวเอง” เธอทิ้งท้าย

ติดตามเรื่องราวการเดินทางของอุ๊และต้องได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ไปไหนไปด้วยกัน / Tamkarnwela หรือทางพันทิปชื่อ หมูอ้วนจอมพลัง

 

เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ สำราญล่องแม่น้ำอิรวดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/470690

เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ สำราญล่องแม่น้ำอิรวดี

โดย…คีตะ pk_st@yahoo.com

โรงแรมงดงามเก่าแก่และมีชื่อเสียงคู่เมืองย่างกุ้งมาเนิ่นนานอย่าง เดอะ สแตรนด์ เพิ่งจะเปิดตัว เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ เมื่อต้นปี 2016 ด้วยเรือสำราญลำนี้จะมอบประสบการณ์อันน่าจดจำ ด้วยการล่องไปตามลำน้ำอิรวดี (หรือ เอยาวดี แปลว่า มหานที) จากพุกามไปมัณฑะเลย์ และกลับกัน ระหว่างนั้นก็เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ไปสัมผัสกับรู้จักศิลปะ วัฒนธรรม รวมทั้งวิถีชีวิตแห่งเมียนมา

เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ โรงแรมหรูลอยน้ำ ทั้ง 4 ชั้นครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ตกแต่งงดงามด้วยฝีมือเชิงช่างท้องถิ่น มีกลิ่นอายและเสน่ห์เฉพาะตัว ห้องพักสุขสบายพร้อมหน้าต่างบานโตที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ข้างนอกอันแปลกตา และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขณะเรือกำลังเคลื่อนที่

 

ภายในมีห้องอาหารให้บริการความอิ่มอร่อยคาวหวานทุกมื้อ ไม่ว่าจะเป็นอาหารฝรั่งเศสเลิศรส หรืออาหารพื้นเมืองเมียนมาให้ลิ้มลอง ทั้งยังมีบาร์สำหรับเสิร์ฟเครื่องดื่มหลากหลาย รวมทั้งค็อกเทลจากการสร้างสรรค์ของบาร์เทนเดอร์ และไวน์ซึ่งอัดแน่นในเซลลา บนเรือมีห้องออกกำลังกายสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาความฟิต และสระว่ายน้ำพร้อมเตียงอาบแดด รวมไปถึงสปาเพื่อผ่อนคลายสรีระ มีบริการ Wi-Fi และโทรทัศน์ช่องนานาชาติ ที่สำคัญคือ พนักงานซึ่งดูแลเอาใจใส่และมอบความสะดวกสบายตลอด 24 ชั่วโมง

เรือเดินทางทั้งขาขึ้นและล่อง จากพุกามไปมัณฑะเลย์ (4 คืน) หรือมัณฑะเลย์-พุกาม (3 คืน) ระหว่างนั้นหยุดให้ท่องเที่ยวชมเมือง วัด วัง ทั้งที่มัณฑะเลย์ อังวะ สกายน์ พุกาม และ มิงกุน โดยมีมัคคุเทศก์ และยานพาหนะเตรียมไว้ให้ รวมถึงการนั่งรถม้าชมเมือง หรือขึ้นบอลลูนชมทะเลเจดีย์ (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) สิ่งก่อสร้างเก่าแก่โดดเด่นและมีเรื่องราวความเป็นมาอันชวนอัศจรรย์ และหลงใหล เมื่อถึงจุดหมายปลายทางก็สามารถเที่ยวต่อในเมียนมา หรือขึ้นเครื่องบินกลับได้สะดวก

 

เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ เหมาะสำหรับพาคนรักไปฮันนีมูนเพิ่มเติมความหวาน หรือแม้แต่นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสสีสันอันแปลกต่าง ด้วยความเพลิดเพลินและความสุขซึ่งได้ผ่านพบทำให้วันเวลาบนเรือลำนี้ดูเหมือนจะผ่านไปรวดเร็ว ก่อนที่ความสำราญและประสบการณ์เหนือลำน้ำอิรวดีจะกลายเป็นความทรงจำดีๆ ซึ่งคงอยู่ตลอดไป

Place : เรือสำราญ เดอะ สแตรนด์ ครุยส์ เดินทางขึ้น-ล่อง แม่น้ำอิรวดี ระหว่างพุกาม-มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา สำนักงานที่กรุงเทพฯชั้น 4 อาคารดุสิตธานี ถนนพระราม 4 สีลม กรุงเทพฯ โทร. 66 (0)9 4979 1324 jared.green@thestrandcruise.com และ www.thestrandcruise.com

Price : ราคาต่อคน เริ่มต้นตั้งแต่ 1,782 เหรียญสหรัฐ (ราคานี้รวมถึงที่พัก อาหาร รถรับ-ส่ง และไกด์)

Promotion : ในเดือน ธ.ค. ลด 30% เฉพาะบางวัน

 

วันเหมียว วิหารวรรณกรรมแห่งเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/469678

วันเหมียว วิหารวรรณกรรมแห่งเวียดนาม

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เมื่อครั้งที่เราเดินทางไปเวียดนามกับสายการบินเวียดเจ็ทแอร์ หนึ่งในโปรแกรมการเที่ยวชมก็คือวันเหมียว ด้วยสำเนียงหูแบบไทยๆ ก็พาให้นึกถึงแมวเหมียวเสียอย่างนั้นแต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ วันเหมียว (Van mieu) หรือที่รู้จักกันในนามวิหารวรรณกรรมแห่งเวียดนามเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวเวียดนาม

วันเหมียวตั้งอยู่ในกรุงฮานอยอยู่ใกล้กับถนนวันเหมียว วิหารแห่งนี้สร้างใน พ.ศ. 1613 สมัยพระเจ้าไล ไท ตอง (Ly Thanh Tong) เพื่ออุทิศให้กับขงจื๊อมหาปราชญ์ชาวจีนที่ทรงความภูมิรู้ ตามลัทธิขงจื๊อ ต่อมาจึงมีการสร้างโรงเรียนขึ้นภายหลังเพื่อเป็นสถานที่ศึกษาสำหรับพระโอรสและขุนนาง ที่นี่จึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนามไปด้วยในตัว ซึ่งตามประวัติศาสตร์ของเวียดนามนั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนมาเป็นเวลานับพันปี เวียดนามจึงได้รับอิทธิพลจากจีนแผ่นดินใหญ่มาค่อนข้างมาก ตั้งแต่สถาปัตยกรรมไปจนถึงภาษาและอาหารการกิน และแน่นอนว่าทำเลที่ตั้งและตำแหน่งต่างๆ ภายในวิหารย่อมถูกสร้างตามหลักฮวงจุ้ยทุกประการ

 

บริเวณตรงหัวมุมทางเข้าด้านหน้าจะมีข้อความว่า “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนเข้า” เป็นการแสดงถึงการเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแสดงให้เห็นถึงการเดินทางของคนสมัยก่อน เมื่อเดินผ่านประตูหน้าจะเป็นส่วนของตึกดาวลูกไก่ “เคว วัน กั๊ก” เป็นส่วนที่บัณฑิตนักอักษรมาท่องกวี เป็นตึกที่มีความสวยงามอย่างมาก และบริเวณโดยรอบก็มีความร่มรื่น แค่จินตนาการภาพของการอ่านหนังสือในบรรยากาศแบบนี้ก็มีความสุขแล้ว

เดินถัดมาก็จะพบกับ สระแสงงาม (เทียน กวาง ติงห์) เป็นสระน้ำขนาดใหญ่และทางด้านซ้ายมือจะเป็นศาลาที่ตั้งแผ่นจารึกนามของเหล่าจอหงวน ที่ผ่านการสอบในแต่ละยุคสมัยของกษัตริย์แต่ละพระองค์ แต่ละแผ่นตั้งอยู่บนหินรูปเต่า จำนวน 82 แผ่น จากที่เคยมีอยู่เดิมถึง 117 แผ่น โดยเริ่มมีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1995-2322 เป็นเวลาราวๆ 300 กว่าปี คนท้องถิ่นเล่าให้เราฟังว่าบัณฑิตจบใหม่มักจะชอบเดินทางมาถ่ายรูปกันที่นี่ เพราะถือว่าเป็นสถาบันความรู้ที่เก่าแก่ที่สุดของเวียดนาม

 

บรรดาป้ายหินสลักชื่อและประกาศความสำเร็จจะมุ่งเน้น การมีคุณธรรม ความพากเพียร ตามอย่างเน้นคุณธรรม 8 ประการแห่งขงจื๊อ ประกอบด้วย 1.ความกตัญญู 2.ความเคารพรักพี่น้อง 3.ซื่อสัตย์จงรักภักดี 4.ความมีสัตย์จริง 5.จริยธรรม 6.มโนธรรม 7.สุจริตธรรม 8.ความละอายต่อความชั่ว

หากเดินชมภายในวิหารวรรณกรรมแห่งนี้สิ่งที่เราจะพบบ่อยๆ ก็คือ เต่า นกกระเรียน และมังกร มีเต่าที่ปรากฏให้เห็นในที่นี้และในที่อื่นๆ ทั่วฮานอยนั้นเป็นเต่าน้ำจืดสังเกตจากเล็บที่เท้า เต่าและนกกระเรียนจัดว่าเป็นสัตว์มงคลที่มีความหมายที่ดี เช่น นกกระเรียน ตามความเชื่อว่ากันว่าจะช่วยส่งเสริมให้อายุยืน หน้าที่การงานราบรื่น และส่งเสริมการเรียนให้ดี การตั้งนกกระเรียนไว้จะส่งผลให้คนในบ้านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง คนหนุ่มสาวหน้าที่การงานดีเรียนดีมีความเจริญรุ่งเรือง จึงเห็นได้ทั้งภาพวาด ไปจนถึงงานเครื่องเรือนโบราณ

 

ส่วนเต่าเป็นสัตว์มงคล ชาวจีนและชาวเวียดนามมักมีการนำรูปปั้นเต่ามาใช้เพื่อส่งเสริมความเป็นมงคลให้กับชีวิต ใช้มากในการจัดฮวงจุ้ย เต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืนจึงช่วยส่งเสริมให้คนสูงอายุในบ้านมีอายุยืน คนเจ็บคนไข้หายเจ็บป่วย จะว่าไปแล้วที่ฮานอยก็มีทะเลสาบคืนดาบ เป็นตำนานการสร้างชาติเวียดนาม ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเล ต้นราชวงศ์เล ได้ใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ในการขับไล่ชาวจีน ยุคราชวงศ์หมิง ปลดแอกเวียดนามจากจีนได้สำเร็จด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ได้มาจากเต่ายักษ์ในทะเลสาบแห่งนี้ วันหนึ่งในขณะที่พระองค์ล่องเรือในทะเลสาบ ก็มีเต่ายักษ์ตัวเดิมโผล่ขึ้นมาเอาดาบคืนเป็นที่มาของทะเลสาบคืนดาบ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากวิหารวรรณกรรมมากนัก

ถัดจากส่วนที่ใช้ในการศึกษาจะเป็นส่วนของเขตวัดที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้คนที่มากราบไหว้บูชาขอพร ซึ่งจะมีรูปปั้นขงจื๊อและกษัตริย์แต่ละพระองค์ที่สำคัญของเวียดนามตั้งอยู่ที่นี่ ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ถึงความสวยงามของสถาปัตยกรรมและการออกแบบอาคาร ศิลปะที่ใช้แบบจีนโบราณซึ่งจะได้เห็นอักษรภาษาเวียดนามโบราณจารึกไว้ภายใน อักษรเวียดนามโบราณนี้ดัดแปลงมาจากภาษาจีนโบราณ จะต่างจากภาษาเวียดนามในปัจจุบันที่ดัดแปลงมาจากภาษาฝรั่งเศสเพราะครั้งหนึ่งเคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส

 

ต่อมาถูกสั่งยุติการเรียนภาษาจีนและมาเรียนภาษาฝรั่งเศสทั้งหมดและช่วงเวลาที่ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสนั้นก็กินระยะเวลา ตั้งแต่ปี 2427 จนถึง พ.ศ. 2483 ทำให้ประเทศถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ ภาคเหนือเป็นแคว้นตังเกี๋ย ภาคกลางเป็นแคว้นอันนัม และภาคใต้เป็นแคว้นโคชินไชนา (โคชินจีน) และถูกรวมเข้ากับกัมพูชาและลาว เรียกว่าสหพันธ์อินโดจีน (Indochinese Federation) ในยุคนั้น  แต่ในช่วงระยะเวลา 59 ปีที่เวียดนามเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสหลายสิ่งหลายอย่างก็ได้พัฒนาตั้งแต่ถนนหนทาง ระบบการศึกษา และสาธารณสุข แต่ก็ทำให้วัฒนธรรมหลายอย่างของเวียดนามเปลี่ยนแปลงจนเลือนหายไปเช่นกัน โดยเฉพาะภาษาเวียดนามโบราณ

แต่สิ่งที่เราแนะนำก็คือ หลังจากชมส่วนที่เป็นศาลเจ้าของวิหารวรรณกรรมแล้วอย่าเพิ่งหันหลังกลับ เพราะยังมีทางเดินที่ต้องอาศัยความสังเกตเดินเที่ยวชมสวนด้านหลัง ถ้าโชคดีคุณก็จะได้ชมการแสดงดนตรี และการแสดงทางวัฒนธรรมที่น่าชมหลายอย่างของทางเวียดนาม

แต่สุดท้ายแล้วหลังจากเวียดนามได้รับเอกราช สถานที่แห่งนี้ก็ได้รับการฟื้นฟูจนกลับมามีสภาพที่สวยงาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ในแต่ละวันจะมีชาวเวียดนามกว่าหลายพันคนรวมทั้งชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวชมสถานที่แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย

 

 

สุดยอด 3 เส้นทาง ที่ยากจะย้อนรอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/469619

สุดยอด 3 เส้นทาง ที่ยากจะย้อนรอย

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา kebtoke@plat360.com

ตราบใดที่โลกยังคงหมุน กาลเวลาไม่เคยเหนื่อยล้าที่จะหยุดเดิน ความไม่แน่นอนของสรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้น เช่นเดียวกับบางเส้นทางที่ทีมงานโลก 360 องศา เคยก้าวเข้าไปสัมผัส และบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ มาในวันนี้ภาพเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง เพราะไม่อาจเห็นด้วยตาหรือสัมผัสด้วยความรู้สึกเช่นเดิมได้อีกแล้วในโลกแห่งความเป็นจริง เนื่องด้วยปัจจัยเงื่อนไขมากมายที่สร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในจุดหมายปลายทางที่ได้ไปเยือนเหล่านั้น

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงไปแบบพลิกฝ่ามือก็คือ ประเทศซีเรีย ซึ่งมีพื้นที่ 185,180 ตารางกิโลเมตร ขนาดเล็กกว่าประเทศไทย 2.77 เท่า ซึ่งทีมงานโลก 360 องศา ได้มีโอกาสไปถ่ายทำรายการเมื่อปี 2552 เพียง 2 ปี ก่อนที่สงครามกลางเมืองในซีเรียจะปะทุขึ้นในปี 2554 ผลพวงจากปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง” ที่ประชาชนในโลกอาหรับหลายประเทศลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลที่เริ่มคุกรุ่นมาตั้งแต่ปลายปี 2553

ประชาชนชาวซีเรียลุกขึ้นมาประท้วงประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด หลังครองอำนาจมายาวนานและต่อมาบานปลายไปสู่การไล่ฆ่าฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ปรานี จากตัวเลขขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ภัยจากสงครามในซีเรียตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปี 2558 มีผู้เสียชีวิตกว่า 2.5 แสนคน และอพยพลี้ภัยกว่า 2 ล้านคน

ความรุ่งเรืองในอดีตของโรมันที่เมืองพาล์มีร่า

 

ภาพที่ได้เห็นเมื่อครั้งเข้าไปถ่ายทำรายการในปี 2552 นั้น เป็นภาพของประเทศที่มีความสวยงามและเป็นดินแดนอารยธรรมเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงได้เห็นวิถีชีวิตและศาสนปฏิบัติที่เป็นสุดยอดความประทับใจในการเดินทางครั้งหนึ่งของทีมงาน

ประสบการณ์ในซีเรีย เริ่มต้นขึ้นที่ “กรุงดามัสกัส” เป็นเมืองหลวงของประเทศ ที่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์อันดับ 4 ของผู้นับถือศาสนาอิสลาม รองจาก นครมักกะฮ์ และเมืองมะดีนะฮ์ ในประเทศซาอุดีอาระเบีย และกรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล โชคดีของทีมงานที่ได้บันทึกภาพ มัสยิดอุมเมยาด (Umayyad mosque) ศาสนสถานขนาดใหญ่ เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก สร้างเสร็จสมบูรณ์ราว ค.ศ. 715 หรือเมื่อ 1,301 ปีที่แล้ว ก่อนที่มรดกโลกแห่งนี้จะถูกภัยสงครามทำลายล้างจนเหลือแต่ซากในปี 2556

มัสยิดอุมเมยาด เป็นที่เคารพทั้งจากชาวมุสลิม นิกายซุนนีย์ นิกายชีอะห์ และชาวคริสเตียน เพราะส่วนหนึ่งของมัสยิดแห่งนี้ สร้างคร่อมมหาวิหารเซนต์ จอห์น แบ็บติส จึงเป็นศาสนสถานที่สำคัญ ที่หลอมรวมชาวซีเรียไว้ด้วยกัน แม้จะนับถือศาสนาที่ต่างนิกาย

มัสยิดอุมเมยาด (Umayyad mosque) ศาสนสถานขนาดใหญ่ เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

วิถีชีวิตผู้คนชาวซีเรียในเวลานั้นล้วนมีแต่ความเป็นมิตรและรอยยิ้ม อ้าแขนรับการเข้ามาของชาวต่างชาติ ไม่มีวี่แววของความขัดแย้งเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะด้านการศึกษาภาษาอาระบิก ที่นักศึกษาชาวต่างชาติจะมีกรุงดามัสกัสเป็นจุดหมายปลายทาง รวมทั้งนักศึกษาจากประเทศไทยด้วย เนื่องจากมีค่าครองชีพที่ไม่สูง และภาษาอาระบิกที่ใช้ในประเทศซีเรียนั้น เป็นภาษาอาระบิกมาตรฐาน ที่นิยมใช้ในหลายประเทศทั่วโลก

อีกเมืองในซีเรียที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ เมืองพาล์มีร่า (Palmyra) เมืองโบราณที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 2,000 ปี ถูกสร้างขึ้นตามพระบัญชาของพระนางซิโนเบีย (Queen Zenobia) สตรีคนแรกๆ ของโลก ที่เป็นกษัตริย์หญิง มีทั้งสิริโฉมงดงาม และความฉลาดปราดเปรื่องด้านการปกครอง ด้วยความงดงามของเมืองพาล์มีร่าแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจึงปักหมุดเป็นเป้าหมายปลายทางที่ต้องไปเยือน โรงแรมที่อยู่รอบๆ เมืองพาล์มีร่า ส่วนใหญ่จะถูกจองเต็มหมด ตอนนั้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศซีเรีย กำลังจะเริ่มสดใสดูดีมีอนาคต ก่อนที่สงครามจะมาพรากทุกสิ่งไปไม่เว้นแม้แต่ลมหายใจของเด็กๆ ทิ้งไว้แต่รอยเลือดและคราบน้ำตาของผู้คน

ในปีเดียวกันนั้นเองโลก 360 องศา ยังได้ไปเยือนกรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล นับเป็นเมืองหลวงและเมืองเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเอกลักษณ์พิเศษที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของการเป็นต้นกำเนิดหลายอย่างในแต่ละศาสนา ทำให้กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้เคร่งศาสนาหลายคนอยากเดินทางไปอย่างมาก ถัดมาคือเมือง เทลอาวีฟ (Tel Aviv) เมืองใหญ่อันดับสอง ที่เป็นทั้งเมืองท่า และศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ ภาพของเมืองเทลอาวีฟในขณะนั้น ดูยิ่งใหญ่ทันสมัยเป็นอย่างมาก

กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล

 

ที่ขึ้นชื่อเรื่องภูมิปัญญาและนวัตกรรมของอิสราเอลก็คือ การเอาชนะธรรมชาติโดยการจัดระบบชลประทาน จนดินแดนทะเลทรายที่แสนจะแห้งแล้งแห่งนี้ กลายเป็นแหล่งผลิตพืชผลที่สำคัญส่งไปขายทั้งยุโรป เอเชีย และแอฟริกา เรียกได้ว่าเป็นมหาอำนาจด้านการบริหารจัดการน้ำเลยก็ว่าได้ และสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติในอิสราเอลที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก คงต้องยกให้ทะเลสาบเดดซี ที่จะสร้างประสบการณ์ในฝันของคนหลายๆ คนด้วยการลงไปลอยตัวในทะเลสาบแห่งนี้ ที่ลอยตัวได้ก็เพราะมีความเค็มมากกว่าน้ำทะเลทั่วไปถึง 6 เท่า และมีความเข้มข้นของแร่ธาตุเป็นอย่างมากนั่นเอง

ประเทศบังกลาเทศ เป็นอีกจุดหมายปลายทางที่จัดว่าอยู่ในโซนอันตราย มีประชาชนกว่า 160 ล้านคน อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ในพื้นที่ประมาณ 1.44 แสนตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะกรุงธากาเมืองหลวงของประเทศ ทำให้บังกลาเทศเป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก ความยากจน ทำให้กรุงธากาเกิดปัญหาอาชญากรรมบ่อยครั้ง แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ยอมเสี่ยงไปธากา เพื่อเดินทางต่อไปยังปลายทางในฝัน ที่เป็นผืนป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อว่า ซันดาร์บานส์ นั่นเอง

มนต์สเน่ห์ของการเดินทางท่องไปในผืนป่าซันดาร์บานส์นั้น คือ การได้ใช้ชีวิตอยู่บนเรือล่องไปตามแม่น้ำ ได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติตลอดทั้งสัปดาห์ ทิ้งโลกที่แสนจะวุ่นวายไว้เบื้องหลัง เวลาหมดไปอย่างรวดเร็วกับการเก็บภาพสวยๆ ในแต่ละมุมของผืนป่าแห่งนี้ ช่างสุดแสนจะคุ้มกับการเดินทาง และช่วยเติมพลังชีวิตได้อย่างน่าประหลาดใจ คุณผู้อ่านสามารถติดตามรับชมเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา ได้ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์ เวลา 21.20 น.

กรุงธากาเมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

จักริน ศิลา ความฝันคือเที่ยวรอบโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/469617

จักริน ศิลา ความฝันคือเที่ยวรอบโลก

โดย…รอนแรม

ความฝันของแต่ละคนต่างกัน อย่างความฝันของ เต้ย-จักริน ศิลา อยากเดินทางรอบโลก เรื่องนี้เขาจริงจังและตั้งใจถึงขั้นเลือกเรียนคณะการจัดการการท่องเที่ยว เพื่อจบมาจะได้ทำงานในวงการ และยังได้เปิดบริษัททัวร์พาคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกขั้นที่ทำให้เข้าใกล้ความฝันมากขึ้น

เต้ยเป็นคนขอนแก่น เป็นลูกชาวนา เป็นนักร้องลูกทุ่งต้นตำรับอีสานสังกัดค่าย ยุ้งข้าว เรคคอร์ด และเป็นเจ้าของซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด เพลง “ขายข้าวขอนาง”

เรียนเพื่อเที่ยว

เต้ยกับเพื่อนๆ คณะการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยศรีปทุม รวมกลุ่มกันจัดตั้งบริษัททัวร์ และเปิดขายโปรแกรมให้ผู้สนใจซื้อทัวร์ไปเที่ยวจริง ล่าสุดเขาพาคนไทย 20 คน ไปเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน

 

“การทำบริษัททัวร์เป็นตัวหนึ่งในรายวิชาที่ผมเรียนอยู่ อาจารย์ให้พวกเราเปิดบริษัททัวร์จริง และดำเนินการเหมือนจริงเลย ครั้งแรกได้พาคณะทัวร์ไป จ.พระนครศรีอยุธยา ครั้งสองไป จ.กาญจนบุรี แล้วครั้งนี้ไปไกลหน่อยถึงประเทศเกาหลี เพราะช่วงนี้อากาศเย็น มีหิมะตก คนไทยชอบ มีของให้ช็อปปิ้งเยอะ และขายคนไทยง่าย”

เขาอธิบายโปรแกรมคร่าวๆ ว่า วันแรก ไปเที่ยวหมู่บ้านฝรั่งเศส กินอาหารสไตล์บุลโกกิง ข้ามไปเกาะนามิ และพักที่เมืองซูวอน วันที่สอง ไปไหว้พระที่วัดวาวูจองซา เที่ยวสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ เรียนทำกิมจิ และไปช็อปปิ้งที่เมียงดง จากนั้นวันที่สาม ไปเที่ยวพระราชวังคยองบก คล้องกุญแจรักที่ตึกโซลทาวเวอร์ และวันสุดท้าย พาไปชมหมู่บ้านโบราณบุกชอนฮันอ๊ก ช็อปปิ้งโสม สมุนไพร และปิดท้ายด้วยร้านขายของที่ระลึก หรือที่ภาษาทัวร์เรียกกันว่า ร้านละลายเงินวอน

“เต้ยกับเพื่อนๆ มีหน้าที่ดำเนินงาน ดูแลลูกค้า ส่วนเรื่องทัวร์ที่เกาหลีได้จ้างบริษัทแลนด์ที่นั่น แม้ว่าที่เกาหลีจะมีการชุมนุมใหญ่ แต่ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยังเป็นปกติ อาจมีการเปลี่ยนแผนบ้างตอนอยู่ที่โซล แต่บรรยากาศทุกอย่างยังรู้สึกปลอดภัยและไม่รู้สึกถึงความรุนแรงใดๆ จากการประท้วง”

 

เขายังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด คือ โปรแกรมทัวร์ที่ถูกใจและบริษัทสามารถทำตามโปรแกรมนั้นได้ รวมถึงการบริการที่ดี ดูแลดี และต้องให้ลูกค้ารู้สึกดีตลอดการเดินทาง

ถามเต้ยต่อว่า ทำไมทัวร์เกาหลีบางบริษัทถึงขายราคาถูก เขาแสดงความเห็นว่า ต้องดูที่โปรแกรมทัวร์ เพราะบางโปรแกรมบางวันลูกค้าอาจต้องดูแลตัวเองทุกมื้อ ดังนั้นไม่ใช่ว่าทัวร์ราคาถูกแล้วจะดี แต่ต้องลงลึกไปในรายละเอียด ดูโปรแกรมแต่ละวันให้ดี ไม่เช่นนั้นคุณอาจเสียเงินแพงกว่าทัวร์ที่ราคาสูงกว่าเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ เต้ยจะจบการศึกษาอีกในปีหน้า เขาคิดอยากเปิดบริษัทแลนด์ที่เมืองไทย หรือหากมีโอกาสมากกว่านั้น เขาอยากเป็นไกด์ เพื่อพาคนไทยไปเที่ยวรอบโลก เพราะการทำงานน่าจะทำให้เขาเดินทางรอบโลกสำเร็จเร็วกว่าไปด้วยตัวเอง

ประเทศเกาหลี เป็นการทำทัวร์ไปต่างประเทศครั้งแรก ซึ่งก่อนหน้านั้นตอนเรียนอยู่ปี 1 และปี 2 เขาได้จัดทัวร์ไปจังหวัดใกล้ๆ อย่าง จ.พระนครศรีอยุธยา และกาญจนบุรี ตอนนี้เขาทราบแล้วว่า การทำทัวร์ไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยาก เพราะหากทำทัวร์ออกมาแล้วโดนใจคนไทย ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

 

ความหมายของการเดินทาง

ถึงแม้ตอนนี้เขาจะเดินทางไม่มากนัก แต่ไม่ว่าอย่างไรความฝันของเขายัง คือ การเดินทางไกล เพราะการเดินทาง คือ การเปิดกว้างสู่วัฒนธรรมใหม่ ที่เขาใคร่อยากรู้จักมัน

“วัฒนธรรมของแต่ละที่ต่างกัน ยิ่งไปต่างประเทศ วัฒนธรรมก็จะยิ่งต่าง จะยิ่งเห็นได้ชัด ซึ่งผมว่านั่นเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก การที่เราได้ออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เราไม่เคยยึดถือ แต่เราต้องปฏิบัติตามเพราะเป็นวัฒนธรรมของบ้านเขา ผมชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ อยากรู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น พวกเขามีประวัติศาสตร์อะไร ผมเชื่อว่าวัฒนธรรม คือ ข้อสรุปของความเป็นมาของสถานที่แห่งนั้นไว้ทั้งหมดแล้ว” เขากล่าวเพิ่มเติม

โลกของเต้ย

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เต้ยอยากให้โลกใบนั้นมีแต่คนรักกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพื่อให้เป็นโลกที่สงบสุข “ไม่อยากให้มีคนทะเลาะกัน อยากให้ทุกคนบนโลกของผมไม่คิดร้ายต่อใคร เราจะได้อยู่ด้วยกันด้วยความรักความเข้าใจ และโลกทั้งใบจะได้สันติสุข” เขาทิ้งท้าย

ติดตามเต้ยได้ทางเฟซบุ๊ก ยุ้งข้าว เรคคอร์ด หรือทางอินสตาแกรมส่วนตัว Toeyjackarin