บันทึกไว้ในหัวใจ เยือนบ้านใกล้เรือนเคียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/468491

บันทึกไว้ในหัวใจ เยือนบ้านใกล้เรือนเคียง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา  keb_toke@plat360.com

เส้นทางที่ทอดยาวกับเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ทางทีมงานโลก 360 องศาได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ทั้งแนวคิดและวิถีชีวิตผู้คนในหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกล เมืองใหญ่ บนถนน หรือแม้แต่มุมเล็กๆ ในซอกตึกในดินแดนต่างบ้านต่างเมือง รวมถึงความงดงามยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นมากมาย เก็บบันทึกมาเป็นภาพและตัวอักษรแทบจะทุกองศาทั่วโลก เพื่อนำมาถ่ายทอดสู่สายตาคนไทยมากว่า 16 ปีแล้ว

ทุกความรู้สึกและความประทับใจยังคงชัดเจนเสมอ จึงถือโอกาสนี้รวบรวมเรื่องราวที่ทีมงานช่วยกันคัดสรร กลับมาบันทึกเป็นประสบการณ์ฉบับย่อ เรียบเรียงเป็นหมวดหมู่เพื่อเก็บเรื่องราวและประสบการณ์อันมีค่าเหล่านี้ไว้อย่างเป็นระบบ และท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะพลาดตอนใดตอนหนึ่งไป ก็สามารถเก็บสาระในส่วนสำคัญย้อนหลังได้อีกครั้งจากฉบับย่อนี้

ขอเริ่มจากบ้านใกล้เรือนเคียง จะห่างกันก็แค่ฝั่งโขงกั้น คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวก่อนเป็นอันดับแรก

ต้นส้มจี๊ด หนึ่งในไม้มงคลช่วงเทศกาลเต็ดที่เวียดนาม

 

…แสงแดดอ่อนยามเช้าพาดผ่านบนถนนเส้นเล็กๆ ในเมืองหลวงพระบาง กับอากาศที่แสนจะสดชื่นและเย็นสบาย ในทุกเช้าจะเห็นภาพหญิงสาวนุ่งซิ่น มีแพรเบี่ยงหรือผ้าสไบพาดไหล่ตักบาตรด้วยความสำรวมและอ่อนช้อย เป็นภาพที่ชินตา ซึ่งเป็นความงดงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว การร่วมตักบาตรยามเช้าที่หลวงพระบางจึงเป็นอีกกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด

สำหรับคนไทยการไปท่องเที่ยวในลาว จะให้ความรู้สึกเหมือนไปเที่ยวบ้านญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิท เพราะจะมีภาษาที่เราคุ้นเคย  นิสัยใจคอของผู้คนที่คล้ายคลึงกัน ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมที่แทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับภาคอีสานของไทย

ส่วนธรรมชาติในลาวส่วนใหญ่ ก็ยังค่อนข้างบริสุทธิ์ ร่มรื่น และสวยงาม สัมผัสได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ยังมีการปรุงแต่งน้อย ต้นไม้ สายน้ำ ยังน่าชวนมองเสมอ ขอแนะนำให้ใช้เส้นทางจากเวียงจันทน์ ขึ้นไปวังเวียง จุดหมายปลายทางที่หลวงพระบาง จะเป็นการเดินทางที่จะได้สัมผัสบรรยากาศที่หลากหลายอย่างน่าประทับใจของประเทศลาว

เดินเท้าเปล่าเข้าพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ที่เมืองย่างกุ้ง

 

ข้อดีของการไปเที่ยวประเทศลาว คือ ความคุ้มค่าของเงิน ค่าใช้จ่ายไม่แพงแต่สร้างความสุขในหัวใจได้ไม่แพ้ที่ใดในโลกเช่นกัน หากอยากหลีกหนีความวุ่นวาย อยากลดจังหวะความเร็ว ความรีบเร่งในชีวิต ความกดดันที่ทำให้หัวใจแทบไม่ได้พัก ลาวน่าจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในความคิด

ประเทศถัดไปคือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือประเทศพม่าก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อนั่นเอง หลายคนยังไม่ทราบที่มาของการเปลี่ยนชื่อซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 หรือปี พ.ศ. 2532  โดยรัฐบาลทหารเมียนมาที่เปลี่ยนชื่อเรียกประเทศในภาษาอังกฤษจาก Burma เป็น Myanmar ซึ่งในภาษาท้องถิ่นคำว่า Myan แปลว่า รวดเร็ว และ Ma แปลว่า เข้มแข็ง รวมกันแล้วจึงแปลว่า ประเทศที่เข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมียนมา เป็นประเทศที่เกิดขึ้นจากการรวมกันของหลายชาติพันธุ์ในแต่ละรัฐ ซึ่งแต่ละรัฐจะมีประวัติศาสตร์และมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ทำให้เสน่ห์ของประเทศเมียนมาคือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ

ธรรมชาติอันร่มรื่น สวยงาม ในลาว

 

ถ้าต้องการสัมผัสความเป็นเมียนมาแบบแท้ๆ ก็ต้องที่เมืองย่างกุ้ง เพราะผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นชนชาติ บามาร์ (Bamar) หรือชาวเบอร์มีส (Bermese) จะได้เห็นความเป็นเมียนมาอย่างชัดเจนได้ที่นี่

อย่างไรก็ตาม ชาวเมียนมาในปัจจุบันเปิดรับวัฒนธรรมสมัยใหม่มากขึ้น ภาพเดิมๆ ที่เคยเห็นผู้คนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติมีลดน้อยลงไป จะมีภาพคนแต่งตัวด้วยเสื้อยืด กางเกงยีนส์ และกางเกงขาสั้น เข้ามาแทนที่ เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับจำนวนตึกสูง โรงแรม หรือการเติบโตของความเป็นสังคมเมืองนั่นเอง

แม้ความเป็นสังคมเมืองจะเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ไม่เคยลดน้อยถอยลงไปเลยก็คือ ชาวเมียนมาไม่เคยเอาใจออกห่างจากพระพุทธศาสนา วัดในเมียนมายังคงรักษาประเพณี วิธีปฏิบัติแบบดั้งเดิมไว้อย่างเคร่งครัด จะเข้าวัดต้องแต่งตัวสุภาพและถอดรองเท้าก่อนเข้าวัดทุกครั้ง ทุกวัดในเมียนมาต้องเดินด้วยเท้าเปล่าเพียงอย่างเดียว

อีกจุดหมายปลายทางในเมียนมาที่น่าไปเที่ยวที่สุดเมืองหนึ่งคือเมือง เชียงตุง ที่นั่นจะได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป มีทั้งไทยเขินและไทยใหญ่ บรรยากาศจะคล้ายกับการย้อนอดีตไปสัมผัสชีวิตผู้คนทางภาคเหนือไทยนั่นเอง ได้เห็นภาพวิถีชีวิตที่เรียบง่าย กินอยู่อย่างพอเพียง และความมีศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนา

ชาวลาวนุ่งซิ่นตักบาตรยามเช้าที่หลวงพระบาง

 

“เวียดนาม” เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ชวนให้หลงใหลเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบความสนุกสนานและความมีสีสัน  เมืองโฮจิมินห์ หรือไซ่ง่อน จะเป็นคำตอบที่จะสร้างความประทับใจให้ แต่หากต้องการสัมผัสอากาศที่เย็นสบายก็แนะนำให้ขึ้นไปทางเหนือที่เมืองฮานอย

ยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่แบบนี้ ทีมงานโลก 360 องศา อยากให้ลองไปสัมผัสกับเทศกาลปีใหม่ของชาวเวียดนาม หรือเทศกาล “เต็ด” (tet) กัน ซึ่งจะมีงานเฉลิมฉลองไปทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ชนเผ่าต่างๆ ไปเที่ยวเวียดนามช่วงปีใหม่รอบนี้จะสร้างความประทับใจให้แบบไม่รู้ลืมเลยก็เป็นได้

 

หายไปที่อื่นกับ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/468489

โดย…รอนแรม

หนังสือ Be Right Back  หายไปที่อื่น อธิบายยากมากว่านี่คือหนังสืออะไร เพราะไม่ใช่หนังสือบันทึกการเดินทางที่เป็น ทราเวล ล็อก (Travel Log) ที่อธิบายว่าเดินทางไปที่ไหน แล้วไปทำอะไร แต่ แชมป์–ทีปกร วุฒิพิทยามงคล เขียนขึ้นมาหลังเดินทางและมีเวลามากพอที่ได้สำรวจตัวเองว่าความคิดของตนนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

แชมป์เป็นนักเขียน นักวาด และนักเดินทาง เคยเขียนหนังสือบันทึกการเดินทางเรื่อง แวนเดอร์บอย ที่บอกเล่าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ สถานที่นั้นๆ แต่สำหรับ Be Right Back เขาเขียนด้วยวิธีอีกแบบหนึ่งที่บอกเล่าถึง “สาระเบื้องใต้” ณ สถานที่นั้นๆ ของ 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเกาหลีเหนือ สวนสนุกโคนีย์ที่บรูคลิน สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และเกาะแมวในญี่ปุ่น

 

ปกหลังของหนังสือเขียนสรุปไว้หนึ่งย่อหน้าว่า

“บ่อยครั้งที่การเดินทางไกลทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งที่ใกล้ที่สุด อย่างความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง”

ในเล่มคือการรวบรวมการเดินทางตลอด 2 ปี (2558-2559) ซึ่งเป็นทริปที่เขาไม่ตั้งใจกลับมาเขียน ทุกบทจึงเป็นเหตุการณ์ที่เคลื่อนผ่านเข้ามาและสุดท้ายก็ได้บทเรียนที่แตกต่างกันไป

 

เกาหลีเหนือ

เขาเดินทางไปเกาหลีเหนือตามคำเชิญของสมาคมแห่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้าที่จะเดินทางไป เขามีเวลาในการตัดสินใจว่าจะไปดีหรือไม่ เพราะกลัว

“กลัวความที่เราหาข้อมูลเกี่ยวกับเกาหลีเหนือได้น้อยมาก” เขากล่าว “คือมีคนเขียนเรื่องเกาหลีเหนือเยอะ แต่ทุกคนจะเล่าในเชิงเดียวกัน แถมทริปนี้เป็นทริปที่รัฐบาลเขาเชิญไปด้วยก็เลยมีความกลัวว่า เขาจะพาเราไปทำอะไรแปลกๆ ไหม แต่เมื่อได้ไปแล้วก็รู้สึกดีที่ได้ไป ได้ไปเห็นบางอย่างที่เราเห็นไม่ได้ที่อื่น เช่น เวลาอยู่เกาหลีเหนือจะรู้สึกว่าเราถูกจับตามองตลอดเวลา หรือเวลาเรามองเหตุการณ์สักเหตุการณ์หนึ่ง มันจะมีความแตกแยกระหว่างสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่เขาต้องการให้เราเห็น ทำให้ผมมีคำถามตลอดเวลาว่าอันนั้นจริงหรือเปล่า ทำให้มีข้อสังเกต ทำให้ตั้งคำถามกับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว”

เกาหลีเหนือเป็นเรื่องหนึ่งที่มีคนเรียกร้องอยากให้เขาทำเล่มเต็ม ซึ่งเขากำลังคิดอยู่ เพราะยังมีเรื่องราวที่ซ้อนอยู่ข้างในอีกมากที่ยังไม่ได้เขียน

 

ดิสมาแลนด์ (Dismaland)

“ที่นี่คล้ายๆ เกาหลีเหนือ” แชมป์กล่าวถึงดิสมาแลนด์เป็นประโยคแรก ดิสมาแลนด์คือนิทรรศการสัญจรเกี่ยวกับสังคม ซึ่งครั้งนั้นได้สัญจรไปตั้งที่เมืองบริสทอล ประเทศอังกฤษ เป็นสวนสนุกที่ไม่ใช่สวนสนุก แต่เป็นสวนสนุกที่ทำให้เราคิดกับทุกอย่างในนั้น

“ทุกเครื่องเล่น ทุกงานศิลปะในนั้นจะมีประเด็นทางสังคมหมดเลย อย่างเช่นเรื่องผู้อพยพ สิ่งแวดล้อม การทำงานของสื่อมวลชนนำมาจัดแสดงแบบที่แบงก์ซี่ชอบทำ มาพลิกมุม มาจิกกัดบ้าง รวมถึงศิลปินอื่นๆ ด้วย ที่นี่จึงเป็นนิทรรศการศิลปะที่ไม่ใช่แค่แสดง แต่ทำให้คิดต่อด้วย”

อย่างแชมป์เองก็ไม่ได้เป็นเพียงนักเขียน แต่ยังเป็นสื่อมวลชนในฐานะบรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวออนไลน์ เดอะ แมทเทอร์ (The Matter) ที่เสนอข่าวในประเด็นที่น่าสนใจในวิธีที่คนออนไลน์ชอบ ซึ่งไม่ได้ทำขึ้นมาให้อ่านข่าวที่นี่ที่เดียว แต่ต้องการเป็นตัวเพิ่มในระบบนิเวศของข่าวออนไลน์ที่มีอยู่มากในปัจจุบัน

 

“เราจะชวนคิดว่า ข่าวที่คุณอ่านมาแล้วจะต่อยอดไปสู่เรื่องใดได้บ้าง สนุกขึ้น อ่านง่ายขึ้น” โดยเดอะ แมทเทอร์ ก่อตั้งมานาน 5 เดือน ร่วมกับ แบงค์-ณัฐชนน มหาอิทธิดล บรรณาธิการสำนักพิมพ์แซลมอน มีเป้าหมายที่จะจุดประเด็นในสังคม และสามารถทำให้ประเด็นนั้นถูกแก้ไขได้จริง

สกอตแลนด์

สกอตแลนด์เป็นบทที่แชมป์ชอบมากที่สุด เพราะเป็นบทที่เขาพูดถึงการเดินทางน้อยที่สุด แต่พูดถึงบทสนทนาระหว่างทางมาก

“การเดินทางมันไม่สำคัญที่จุดหมาย แต่สำคัญตรงคำพูดระหว่างที่เราไม่มีวันพูด ถ้าเราไม่ได้อยู่ในเซตติ้งแบบนั้น สกอตแลนด์ผมเลยเลือกพูดเรื่องห้องคอมมอนรูม หรือห้องส่วนกลางที่ทุกคนในโฮสเทลจะนำเรื่องที่พบเจอมามาสาดใส่กัน แล้วหลายๆ ครั้งโมเมนต์ตรงนี้มันสนุกกว่าการได้ไปเห็นภูเขา” เขากล่าว สกอตแลนด์จึงทำให้เขาตระหนักและเห็นคุณค่าของชีวิตที่คงเหลือ

 

ไอร์แลนด์

ไอร์แลนด์เป็นประเทศนิ่งๆ เต็มไปด้วยวรรณกรรม และรายละเอียด “ความพิเศษของมันอยู่ระหว่างทาง” เขากล่าว

“เวลาขับรถไปมันจะมีเซอร์ไพรส์เล็กๆ โผล่มาตลอด ซึ่งมันดี ปลายทางมันก็สวยดี แต่เราเสิร์ชหาภาพมาแล้ว ระหว่างนี่ต่างหากที่ไม่มีในอินเทอร์เน็ต ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่มีใครเล่าให้ฟัง แบบนี้เราต้องไปเจอเอง” เขากล่าวเพิ่มเติม

เป็นไปได้ที่จุดเด่นของไอร์แลนด์ไม่ได้สวยที่สุดและเด่นที่สุดขนาดนั้น แต่รายละเอียดรอบข้างมันเตะตาและสร้างความประหลาดใจ ซึ่งทำให้เขาคิดถึงชีวิตประจำวันที่คิดว่าไม่พิเศษอะไร แต่เมื่อมองไปถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แล้ว เชื่อว่าทุกวันจะเป็นพิเศษ

 

นิวยอร์กและโคนีย์ไอส์แลนด์

เกาะโคนีย์ตั้งอยู่ที่เมืองบรูคลิน ประเทศอเมริกา ถูกนิยามว่าเป็นสวนสนุกที่ชวนให้นึกถึงความทรงจำที่ไม่เคยลืม เขากล่าว โคนีย์เป็นเกาะที่ไม่ฮิตมาก แต่เมื่อได้ศึกษาประวัติจะพบว่าที่แห่งนี้มีความขึ้นลงทางด้านวัฒนธรรมสูง ซึ่งจะบอกเล่าเรื่องความป๊อปของอเมริกาได้เป็นอย่างดี ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นสวนสนุกจัดสร้างและแปลกปลอม แต่อายุที่อยู่มาทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองได้อย่างแนบเนียน เขาหลงใหลประวัติศาสตร์ของโคนีย์

ไอซ์แลนด์

“เป็นประเทศที่ผมจะพาทุกคนที่ผมรักไปให้ได้” แชมป์ประทับใจไอซ์แลนด์อย่างออกหน้าออกตา เพราะเป็นประเทศสลัดรวมมิตรภูมิประเทศทุกอย่างบนโลกไว้ ทั้งภูเขาไฟ หิมะ ธารน้ำแข็ง ทุ่งลาวา น้ำพุร้อน ภูเขา ทะเล

“รู้สึกว่าเป็นประเทศที่เท่มาก เหมือนพระเจ้ามาทดลองทุกอย่างบนเกาะนี้แล้วค่อยไปสร้างที่อื่น และวัฒนธรรมก็เท่ มีความเท่าเทียมเป็นอันดับต้นๆ ในโลก ชีวิตดีเป็นอันดับต้นๆ ในโลก” เขากล่าว และเขาชอบถึงขนาดที่อยากมีไอซ์แลนด์อยู่ทุกที่บนโลก

 

ญี่ปุ่น

บทที่เขียนแล้วเชื่อมโยงถึงบ้านของเขามากที่สุด กล่าวคือ ถึงแมวสองตัวที่เลี้ยงไว้ที่บ้าน บทนี้จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ทั้งไกลทั้งใกล้ระหว่างเขากับแมว

“ทุกครั้งที่ผมไปเที่ยว ผมจะรู้สึกผิดกับแมวที่บ้าน” เขากล่าว “การไปเกาะแมวจึงทำให้เกิดความทรงจำและความสัมพันธ์อะไรบางอย่างระหว่างคนกับแมว และเรื่องแมวจรที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิต”

นอกจากนี้ แชมป์ได้นิยามคำว่าการเดินทางว่าคือ การเรียนรู้ตน

“เราจะรู้จักตัวเองมากที่สุดเมื่อเราได้ไปพบกับสถานการณ์ใหม่ เพราะเราจะเห็นตัวเองในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ถ้าเราเจอสถานการณ์นี้เราจะรีแอ็กยังไง บางที่เราเซอร์ไพรส์ตัวเองด้วยซ้ำ การเดินทางจะนำสถานการณ์ใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา นอกจากเราจะได้เรียนรู้จากข้างนอกแล้ว เรายังได้เรียนรู้จากข้างในด้วย” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

โลกของแชมป์

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาอยากนำไอซ์แลนด์มาแปะไว้ทุกที่บนโลก และจะดีมากถ้าบาลานซ์ธรรมชาติกับเทคโนโลยีไว้ด้วยกัน “อยากให้เป็นโลกที่มีเมืองตรงกลาง แล้วพอออกไปนิดนึงจะเจอธรรมชาติ คืออยากให้ความเจริญและความดั้งเดิมอยู่ด้วยกันได้” แชมป์ฝันถึงโลกแบบนั้น

ทั้งนี้ ติดตามผลงานหนังสือของแชมป์ได้ทั้งเรื่อง Be Right Back หายไปที่อื่น Wander Boy หนทางยังเยาว์วัย และโตเกียวเที่ยวที่หนึ่ง จากสำนักพิมพ์แซลมอน

 

 

นางฟ้าในป่าลึก (Angel in the deepest place)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/467398

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ถ้าไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ รับรองว่าเวเนซุเอลาจะยังครองตำแหน่งดินแดนแห่งความงามตลอดไปอย่างแน่นอน เพราะประเทศนี้มีทั้งสาวงามและธรรมชาติสวย อันเนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย คือมีตั้งแต่เทือกเขาแอนดิส มีที่ราบสูงยาโนส มีชายฝั่งทะเลแคริบเบียน และมีป่าฝนอเมซอน ซึ่งนั่นทำให้เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก ยิ่งถ้าย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นประเทศเศรษฐีน้ำมันด้วยแล้ว ก็เรียกได้ว่าสรวงสวรรค์แห่งอเมริกาใต้ของแท้เลยก็ว่าได้

เศรษฐกิจที่พังทลายลงมา ดึงเอาทุกๆ อย่างให้หล่นฮวบลงภายในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบกับ ความพยายามแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดของรัฐบาล ก็ยิ่งฉุดให้ทุกอย่างดำดิ่งลงเหวลึกยิ่งกว่าเดิม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความอดอยาก และปัญหาอาชญากรรม จนคนในประเทศเองที่ยังพอมีเงินเหลือก็เตรียมย้ายออกนอกประเทศแล้ว ส่วนคนจนก็ต้องทนกันต่อไป

แม้ว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาจะพยายามควบคุมสื่อไม่ให้นำเสนอภาพเชิงลบ แต่สถานการณ์ที่ย่ำแย่ ก็แผ่ขยายกว้างไปจนเกินกว่ารัฐบาลจะปิดมิด ประกอบกับสำนักข่าวต่างประเทศก็นำเสนอภาพเหล่านั้นออกไปสู่สายตาชาวโลก ก็ยิ่งทำให้ชาวต่างชาติไม่กล้าเดินทางมายังประเทศนี้ (ถ้าไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ)

แต่เชื่อหรือไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ที่อันตรายแบบนี้ กลับมีนักท่องเที่ยวอีกจำนวนไม่น้อยที่พยายามหาวิธีเดินทางไปยังประเทศนี้ เพื่อไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ นั่นก็คือ น้ำตกแองเจล (Angel Fall)

น้ำตกแองเจล ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคาไนมา (Canaima National Park) ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงคาราคัส ออกไปประมาณ 700 กิโลเมตร ซึ่งไม่มีเส้นทางตรงจากเมืองหลวงไป หากนักท่องเที่ยวต้องการเดินทางไปที่นี่ ต้องนั่งเครื่องบินไปลงสนามบินภายในประเทศ เพื่อต่อเครื่องบินเล็ก 6 ที่นั่งไปยังอุทยานแห่งชาติ จากนั้นก็นั่งเรือแคนูต่อไปอีกเกือบวัน ก่อนที่จะเดินเท้าเข้าป่าไปอีกหลายกิโลเมตร แต่ถึงแม้ว่าการเดินทางจะยากลำบากและเสี่ยงเพียงใด ก็ยังมีนักท่องเที่ยว (ที่รักการผจญภัย) หาวิธีเดินทางไปกันจนได้

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องเริ่มต้นการเดินทางที่สนามบินนานาชาติไซมอน โบลิวา (Simon Bolivar International Airport) เพื่อนั่งเที่ยวบินโดยสารภายในประเทศไปยังเมือง “เปอร์โตออร์แดซ” (Porto Ordaz) โดยจะใช้เวลาบินเพียงแค่ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ต้องนั่งรถต่อไปยังเมือง “ซิวดัดโบลิวาร์” (Cuidad Bolivar) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบิน “โทมัส เดอ ฮีริส” (Tomás de Heres Airport) สนามบินเล็กๆ เพียงแห่งเดียว ที่นักท่องเที่ยวจะสามารถนั่งเครื่องบินเล็กต่อไปยังอุทยานแห่งชาติคาไนมา อันเป็นที่ตั้งของหนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดและสูงที่สุดในโลก

เครื่องบินเล็กขนาด 6 ที่นั่ง (รวมนักบิน) ไม่ได้มีกำหนดตารางบินที่แน่นอน จะออกเดินทาง เมื่อผู้โดยสารเต็ม (คล้ายๆ กับรถตู้โดยสารในบ้านเรา) โดยใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ บินที่ระดับความสูงไม่มากนัก จึงมองเห็นบรรยากาศภาคพื้นดินได้ค่อนข้างชัด และด้วยความที่เครื่องบินมีขนาดเล็กแบบนี้ ผู้โดยสารทุกท่านก็จะได้ที่นั่งติดหน้าต่างไปโดยปริยาย

 

ภาพจากมุมสูงแสดงให้เห็นว่าประเทศนี้ยังมีพื้นที่อีกกว้างใหญ่มากที่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ในทางเกษตรกรรม มองเห็นเพียงแค่เหมืองแร่ของรัฐบาลเป็นหย่อมๆ เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแนวนโยบายแบบสังคมนิยมที่จะยึดเอาจากคนรวยมาแจกจ่ายคนจน จึงทำให้คนไม่อยากทำอะไรมาก เพราะถ้ารวยไปก็โดนยึด ดังนั้นไม่ต้องคิดทำอะไรมาก เดี๋ยวรัฐบาลก็เอามาแจกอยู่ดี

อีกหนึ่งภาพที่บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมิติหนึ่งของประเทศนี้ คือ ภาพพื้นที่กักเก็บน้ำเหนือเขื่อนกูริ (Guri Dam) ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเวเนซุเอลา ที่น่าสนใจก็เพราะเขื่อนนี้คือปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนี้ และช่วงที่ผ่านมาเกิดน้ำแล้งจนทำให้ผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ นำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง (Black Out) อยู่หลายครั้งด้วยกัน

มีคำถามว่าทำไมประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างเวเนซุเอลา จึงไม่ใช้เชื้อเพลิงที่มีอยู่มาผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอ ซึ่งคำตอบของปัญหานี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก “นโยบายของรัฐบาล!!!”

ย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1960 ในสมัยที่น้ำมันราคาดีอยู่ รัฐบาลยุคนั้นมีนโยบายลดการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อเอาไปส่งออกให้มากที่สุด และหันมาพึ่งพิงไฟฟ้าพลังน้ำแทน ทำให้ประเทศนี้พึ่งพิงไฟฟ้าจากพลังน้ำมากถึง 74% นับว่าเป็นนโยบายด้านพลังงานที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะถ้าน้ำแล้งขึ้นมาเมื่อใด ก็จะไม่มีไฟฟ้าจากที่อื่นมาทดแทน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปีและบ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ปรากฏการณ์เอลนินโญ (El Niño) กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก

การคิดแก้ปัญหาพลังงานในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ยิ่งกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิม เพราะถึงเวลานี้รัฐบาลไม่มีเงินและไม่มีศักยภาพมากพอที่จะไปสร้างโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงได้ทันแล้ว (แม้ว่าราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะแสนถูก) ทำได้เพียงแค่มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ดับไฟวันละ 4 ชั่วโมง เพิ่มวันศุกร์ให้เป็นวันหยุดราชการ ลดชั่วโมงทำงานลงเหลือวันละ 5 ชั่วโมงครึ่ง รณรงค์ให้ผู้หญิงลดการใช้ไดรเป่าผม ลดการใช้เครื่องอบผ้า และขอร้องให้ห้างสรรพสินค้าปั่นไฟฟ้าใช้เอง

มาตรการต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุสักเท่าไหร่ เพราะต้นทางของปัญหา อยู่ที่นโยบายรัฐบาลที่ไม่ยอมกระจายความเสี่ยง โดยใช้แหล่งไฟฟ้าที่หลากหลายและมีเสถียรภาพมากกว่า

ในบางพื้นที่ซึ่งมีน้ำตลอดทั้งปี และไม่ได้ใช้ไฟฟ้ามาก อย่างในเขตอุทยานแห่งชาติคาไนมา อาจจะเหมาะที่จะพึ่งพิงไฟฟ้าจากพลังน้ำทั้ง 100% แต่สำหรับกรุงคาราคัสแล้วพลังน้ำอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากพลังน้ำขนาดย่อมตั้งอยู่ริมทะเลสาบคาไนมาในเขตอุทยานฯ อาศัยน้ำจากน้ำที่ไหลมาจากน้ำตกหลายสาย รวมทั้งน้ำตกแองเจลที่ตกลงมาจากยอดเขาสูงจนเกิดเป็นแม่น้ำ “ชูรัน” (Churun River) ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำ “โอริโนโค” (Orinoco River) อันเป็นแม่น้ำสายหลักของเวเนซุเอลา

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงอุทยานแห่งชาติคาไนมา จะต้องนั่งเรือแคนูทวนแม่น้ำชูรันขึ้นไปอีกครึ่งวัน ซึ่งแม่น้ำค่อนข้างจะคดเคี้ยวและตื้นเขินในบางช่วง ทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เรือแคนูไม่สามารถล่องไปถึงน้ำตกได้ แต่จะส่งนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่งยังปลายทาง เพื่อเดินเท้าลุยป่าเข้าไปอีก 2-3 ชั่วโมง ก่อนจะได้ชมความงามของน้ำตก สรุปแล้วคนที่จะมาชมน้ำตกแองเจลได้ นอกจากจะมีกำลังทรัพย์เป็นทุน มีความกล้า (และลูกบ้า) เป็นแรงผลักดันแล้ว ยังต้องมีร่างกายที่พร้อมเป็นปัจจัยประกอบกันด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วไม่มีทางไปถึงน้ำตกนางฟ้าแห่งนี้ได้เลย

อันที่จริงแล้วชื่อแองเจลนั้น ไม่ได้เกิดจากความงามเหมือนนางฟ้าอย่างที่หลายคนคาดเดากัน แต่ชื่อนี้ได้มาจากนักสำรวจชาวอเมริกันที่ชื่อว่า จิมมี แองเจล (Jimmy Angel) ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าค้นพบน้ำตกนี้ในปี ค.ศ. 1935 ผู้คนก็เลยเรียกชื่อว่าน้ำตกแองเจลตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีชาเวซ จะพยายามให้เปลี่ยนมาเรียกชื่อตามภาษาพื้นเมือง และให้เหตุผลว่า น้ำตกนี้เป็นของเวเนซุเอลา ไม่ควรไปเรียกชื่อตามชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตามแต่ ชื่อพื้นเมืองที่เรียกว่า “เคราปาคุถปาอิ เมรุ” (Kerepakupai merú) ก็ยังยากเกินไปที่จะออกเสียงและจดจำ ดังนั้นใครๆ ก็ยังเรียกชื่อว่าน้ำตกแองเจลเหมือนเดิม และไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร น้ำตกแห่งนี้ก็ยังคงความงามและคงความท้าทายอยู่เช่นเดิม เพราะนี่คือหนึ่งในความงามที่เข้าไปถึงยากที่สุดในโลก!!!

 

กพร. ประกวดหนังสั้น ‘ลูกไม้ใต้ต้น’ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนพัฒนาฝีมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819846


กพร. จัดโครงการประกวดภาพยนตร์สั้น 6+6 ลูกไม้ใต้ต้น ความยาวไม่เกิน 10 นาที เพื่อแสดงศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในการพัฒนาทักษะฝีมือ ก่อนเข้าสู่การทำงานจริง ..เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.59 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า ในปี 2560 ได้กำหนดทิศทางการทำงานให้เป็น “ปีแห่งการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ไทยแลนด์ 4.0” ในการพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ ซึ่งได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและภาคเอกชน โดยใช้กลไก “ประชารัฐ” ขับเคลื่อน ดำเนินการจัดการแข่งขันฝีมือแรงงาน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงทักษะความสามารถในสาขาอาชีพต่างๆ เป็นช่องทางในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาฝีมือแรงงานในกลุ่มเยาวชน และกำลังแรงงานทั่วไป ให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลให้กำลังแรงงานมีทักษะที่สูงขึ้น สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพนายธีรพล กล่าวว่า กพร. จึงได้ดำเนินโครงการประกวดภาพยนตร์สั้น 6+6 ลูกไม้ใต้ต้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งเป็นโครงการประกวดภาพยนตร์สั้น ความยาวไม่เกิน 10 นาที โดยมีกลุ่มเยาวชนที่เคยประสบความสำเร็จจากการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนจำนวน 12 คน เป็นเยาวชนที่ชนะการแข่งขันครั้งล่าสุด 6 คน เป็นต้นแบบในการดำเนินเรื่องราวของภาพยนตร์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประสบความสำเร็จจากเวทีแข่งขันฝีมือแรงงาน ระดับอาเซียนและระดับนานาชาติ สร้างการรับรู้ให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นเยาวชน และกำลังแรงงาน ได้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะฝีมือ ในรูปแบบการประกวดภาพยนตร์สั้น ชิงทุนการศึกษา ซึ่งเป็นสื่อที่เยาวชนให้ความสนใจ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาทักษะฝีมือ สามารถรับรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจ กพร.มากขึ้น

สำหรับกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชน ระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) มีสถาบันอุดมศึกษานำร่อง 12 แห่ง ที่เปิดสอนในสาขาวิชาภาพยนตร์และดิจิทัล จัดส่งทีมเข้าแข่งขัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต และ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

การดำเนินงานครั้งนี้ นอกจากจะสร้างแรงจูงใจด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมนักศึกษาที่เรียนในสาขาวิชาภาพยนตร์และดิจิทัล ซึ่งเป็นอีกสาขาวิชาหนึ่งที่ต้องใช้ทักษะฝีมือเฉพาะด้าน สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว สนับสนุนให้เยาวชนกลุ่มนี้มีโอกาสได้ฝึกทำงานด้านภาพยนตร์ก่อนเข้าสู่การทำงานจริง ผลงานที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับการเผยแพร่แก่สถาบันการศึกษา ในสังกัดคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 5.86 จุด ดัชนีแตะ 1,509.98 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819881


หุ้นไทยปิดตลาดบวก 5.86 จุด เปลี่ยนแปลง 0.39% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.98 จุด มูลค่าซื้อขาย 31,478.02 ล้านบาทการเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 23 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 5.86 จุด เปลี่ยนแปลง 0.39% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.98 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 31,478.02 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน).

 

ผู้ว่า ธปท. ชี้ 4 ปัจจัยบวก หนุน GDP ปี 60 โตแตะ 3.2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819822


ผู้ว่า ธปท. มอง ศก.ไทย มีโอกาสขยายตัวได้มากกว่า 3.2% หาก ศก.สหรัฐฯ ดีขึ้น รัฐเร่งลงทุน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์-ท่องเที่ยวฟื้น ลุ้น GDP ปี 60 อาจโตได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 4-5% …
เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยปี 60 ยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้มากกว่าที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.2% โดยมองว่า 4 ปัจจัยบวกสำคัญที่จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าเติบโตได้มากขึ้น ประกอบด้วย 1. หากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ก็จะส่งผลดีมาถึงการค้าการลงทุนที่ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้ด้วย

2. โครงการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งหากในปีหน้าสามารถนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผล และทำได้เร็วกว่าคาดก็จะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยโตกว่าที่คาดไว้

3. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งในปีนี้ราคาตกต่ำและได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งนั้น คาดว่าปีหน้าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลาย และช่วยให้ราคาปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้เศรษฐกิจโตได้มากขึ้นเช่นกัน และ 4. การท่องเที่ยว จากในปีนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราว ที่ทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลง แต่ปีหน้าหากภาคการท่องเที่ยวฟื้นกลับได้เร็วก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตได้มากกว่าที่คาด

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในปี 60 ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นปัจจัยจากต่างประเทศ เช่น นโยบายด้านการค้าต่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งหากใช้นโยบายกีดกันทางการค้ามากขึ้น และประเทศอุตสาหกรรมหลักหันมาใช้นโยบายในลักษณะดังกล่าวมากขึ้นตาม ก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ที่ในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งของหลายประเทศที่สำคัญในยุโรป และสุดท้ายกระบวนการที่อังกฤษถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งจะเริ่มมีผลในปีหน้า

ส่วนกรณีรัฐบาลมุ่งหวังจะเห็นเศรษฐกิจไทยในระยะอีก 1-2 ปีข้างหน้าเติบโตได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 4-5% นั้น มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากปัจจุบันมีบางภาคส่วนที่ยังเติบโตได้ไม่เต็มที่ เช่น การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา พบว่าชะลอตัวลงกว่าอดีต หากมีการลงทุนมากขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น S Curve จะช่วยตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้ นอกจากนี้ ภาคเกษตรของไทย ยังมีโอกาสจะยกระดับศักยภาพได้ ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และหากมีการปฏิรูปและยกระดับอย่างจริงจัง จะช่วยทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยสามารถโตได้เต็มศักยภาพมากกว่าที่เป็นอยู่.

 

‘พาณิชย์’ เล็งถก ‘เจเทปา’ อ้อนญี่ปุ่น ลดภาษีสินค้าส่งออก 14 รายการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819834


กรมการค้าต่างประเทศ เผยสินค้าไทย 14 รายการ จ่อถูกญี่ปุ่นตัดจีเอสพีตั้งแต่ 1 เม.ย. 62 หลังไทยมีรายได้ประชาชาติ และสัดส่วนการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิไปทั่วโลก เกินเกณฑ์กำหนด ปีหน้าเล็งถกในเจเทปา ให้ญี่ปุ่นลดภาษีทั้ง 14 รายการ…

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ญี่ปุ่นได้ปรับเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ในการพิจารณาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่ให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยญี่ปุ่นจะตัดสิทธิ ที่ให้กับสินค้าไทยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 62 มีสินค้าที่จะถูกตัดสิทธิ 14 รายการ มูลค่า 15.79 ล้านเหรียญสหรัฐ และในจำนวนนี้ มีสินค้า 6 รายการที่จะได้รับผลกระทบ คือ ซอร์บิทอล กาแฟคั่วที่แยกคาเฟอีนออกแล้ว เอทิลแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้แปลงสภาพอื่นๆ ไม้อัดพลายวู้ดอื่นๆ ไม้ลามิเนต และไม้บล็อกบอร์ด

อย่างไรก็ตาม กรมได้เชิญผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าทั้ง 14 รายการ จำนวน 24 ราย มาหารือ และแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาสิทธจีเอสพีของญี่ปุ่นแล้ว ซึ่งพบว่า มีผู้ประกอบการเพียง 1 ราย คือ ผู้ที่ส่งออกซอร์บิทอล ส่วนรายอื่นๆ ไม่ได้รับผลกระทบ

“กรมฯ ได้ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการแล้วว่า กระทรวงฯ ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยกำหนดแนวทางการผลักดันการเจรจารายการสินค้าที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวไว้ในการทบทวนทั่วไปภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปา) ที่จะมีขึ้นในปี 60 และหากสามารถผลักดันให้เกิดการลดภาษีได้ก่อนวันที่ 1 เม.ย.62 ไทยก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิเลย”

สำหรับเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ ในการพิจารณาการตัดสิทธิจีเอสพีญี่ปุ่น ประกอบด้วย 1. เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ตามที่ธนาคารโลกกำหนดติดต่อกัน เป็นเวลา 3 ปี โดยเกณฑ์ในปี 59 กำหนดให้มีมูลค่ารายได้ประชาชาติ ระหว่าง 4,036–12,475 เหรียญสหรัฐ และ 2. ประเทศนั้น มีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 1% ของปริมาณการส่งออกไปทั่วโลกเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 ปี ซึ่งจากเกณฑ์ดังกล่าว จะทำให้ไทยไม่ได้สิทธิจีเอสพี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.62 เพราะไทยมีรายได้ประชาชาติ 5,620 เหรียญฯ และสัดส่วนการส่งออกไปทั่วโลก ตั้งแต่ปี 56-58 อยู่ที่ 1.21%, 1.20% และ 1.29% ตามลำดับ

 

บีโอไอ เผยปี 59 อีสานยังเนื้อหอม เงินลงทุน 14,138 ล. กาฬสินธุ์ มากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 16:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819717


ภาพจาก ธนดล ศรีบุระ ทีมไทยรัฐทีวี ขอนแก่นบีโอไอขอนแก่น เผย เงินลงทุนภาคอีสานปี 59 มูลค่าสูงกว่า 14,138 ล้าน ใน 43 โครงการ จ.กาฬสินธุ์ ขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากสุด 11 โครงการ พร้อมระบุในปี 60 หวังต่อยอดการค้าเชื่อมระหว่างภูมิภาคและระหว่างประเทศ…

วันที่ 23 ธ.ค.2559 นายอิสระ อมรกิจบำรุง ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 3 หรือบีโอไอ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงเป็นภูมิภาคที่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ในรอบปี 2559 บีโอไอได้รับการเสนอแผน เพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด 43 โครงการ ยอดเงินลงทุนรวม 14,138 ล้านบาท มีการจ้างงานที่เป็นคนไทย รวม 4,395 คน โดยแยกเป็น กลุ่มธุรกิจเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร 29 โครงการ เงินลงทุน 10,996 ล้านบาท มีการจ้างงานที่เป็นคนไทย 3,888 คน กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่ เซรามิก และโลหะขั้นมูลฐาน 1 โครงการ เงินลงทุน 297 ล้านบาท มีการจ้างงาน 99 คน กลุ่มอุตสาหกรรมเบา 2 โครงการ เงินลงทุน 41 ล้านบาท จ้างงาน 177 คน กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 1 โครงการ วงเงินลงทุน 121 ล้านบาท จ้างงาน 54 คน

นอกจากนี้ ยังคงมีกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า 3 โครงการ เงินลงทุน 8 ล้านบาท มีการจ้างงาน 43 คน กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก 3 โครงการ เงินลงทุน 318 ล้านบาท จ้างงาน 87 คน และสุดท้ายคือกลุ่มธุรกิจบริการและสาธารณูปโภค 4 โครงการ เงินลงทุน 2,357 ล้านบาท มีการจ้างงาน 47 คน

นายอิสระ กล่าวเพิ่มเติมว่า จะเห็นว่ามูลค่าการลงทุนที่บีโอไอให้การสนับสนุนและส่งเสริมนั้น กลุ่มธุรกิจภาคการเกษตรเป็นหลัก เนื่องจากภูมิภาคภาคอีสานนั้นยังเป็นฐานการผลิต ผลิตผลทางการเกษตรในประเภทต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม และเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างงานและสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ จากมูลค่าของการส่งเสริมการลงทุนนั้น ยอมรับว่าในปีนี้มีอัตราการลงทุนที่ติดลบเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 18.41 ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นภาพรวมทั่วทั้งประเทศ

นายอิสระ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จ.กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดที่มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมากที่สุดในปีนี้ คือ 11 โครงการ รองลงมา คือ มุกดาหารและอุดรธานี ซึ่งชี้ให้เห็นว่า นักธุรกิจยังคงกระจายการลงทุนไปในทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม บีโอไอก็ยังคงให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของรับคำปรึกษาจนไปถึงการให้บริการจนสามารถดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ

ส่วนในปี 2560 ยังคงมีการกำหนดแผนการนำนักธุรกิจในพื้นที่เดินทางเข้าเจรจาและหารือ รวมทั้งการศึกษากระบวนการการบริหารจัดการของกลุ่มธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ  เพื่อให้เกิดการต่อยอดและสามารถที่จะเป็นคู่ค้า โดยเริ่มจากกลุ่มจังหวัดตามเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ที่เป็นเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคและระหว่างประเทศที่จะเป็นโอกาสให้กับนักธุรกิจอีสานที่จะสามารถต่อยอดการเป็นคู่ค้าได้ในอนาคต.

 

รถไฟทางคู่ช่วงจิระ-ขอนแก่น คืบ 10.86% มั่นใจเสร็จตามแผนปี 62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819753


ร.ฟ.ท. เผยสร้างรถไฟทางคู่ช่วงจิระ-ขอนแก่น ก้าวหน้าไปแล้ว 10.86% ช้ากว่าแผนเล็กน้อย เร่งหารือผู้รับจ้าง ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในการก่อสร้างให้สามารถเดินหน้าได้ตามแผน มั่นใจ เปิดให้บริการช่วงแรก 50 กม. จากสถานีบ้านเกาะไปยังสถานีเมืองคง ภายในปี 60 แล้วเสร็จทั้งโครงการตามแผนกำหนด ภายในปี 62 …วันที่ 23 ธ.ค.59 สืบเนื่องจากการที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม มีนโยบายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่ง ทั้งทางรางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเร่งรัดโครงการก่อสร้าง รถไฟทางคู่ช่วงจิระ-ขอนแก่น เพื่อให้ทยอยเปิดให้บริการช่วงแรกได้ก่อน ภายในปี 2560 และดำเนินโครงการเสร็จทั้งหมดภายในปี 2562

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟฯ ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงชุมทาง ถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตรอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด แผนการก่อสร้างโครงการมีความก้าวหน้าไปแล้ว 10.86% ช้ากว่าแผนเล็กน้อย 1.97% เนื่องจากการสร้างสถานีรถไฟชั่วคราวต้องตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่การรถไฟฯ ได้มีการเร่งรัดผู้รับจ้างให้ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในการก่อสร้าง ทำให้มั่นใจว่าลำดับ การก่อสร้างจะเดินทันตามแผนงานเดิมภายในเดือนธันวาคมนี้ ดังนั้น จะไม่กระทบต่อภาพรวมในการก่อสร้าง และมีกำหนดแล้วเสร็จทั้งโครงการทันตามแผนปี 2562 อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการตาม นโยบายกระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งหารือกับที่ปรึกษาโครงการและผู้รับจ้าง ถึงการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ให้มีการก่อสร้างได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างช่วงแรกระยะทาง 50 กิโลเมตร จากสถานีบ้านเกาะไปยังสถานีเมืองคง ให้สามารถเปิดใช้งาน ได้ก่อนภายในเดือนตุลาคม 2560 เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสใช้รถไฟทางคู่ได้เร็วขึ้น

สำหรับรายละเอียดการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ เส้นทางจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร มีผู้รับจ้างกิจการร่วมค้า ซีเคซีเอช ประกอบด้วย บมจ. ช.การช่าง และ บริษัท ช.ทวีก่อสร้าง จำกัด เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดก่อสร้าง 36 เดือน กำหนดก่อสร้างเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 โดยรายละเอียดของการก่อสร้างเป็นการก่อสร้างทางรถไฟใหม่เพิ่มอีก 1 ทาง ขนานไปกับเส้นทางรถไฟเดิม มีสถานีรับ-ส่ง ผู้โดยสาร รวม 19 แห่ง สถานีย่านเก็บกองและขนถ่ายสินค้าตู้สินค้า รวม 3 แห่ง

ที่ผ่านมา การรถไฟฯ ได้มีการพิจารณาถึงการปรับแก้ไขโครงสร้างการก่อสร้าง ใหม่บางจุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และช่วยประหยัดงบ ประมาณการลงทุนของรัฐบาล อาทิ สถานีรถไฟเมืองคงที่จะปรับ ให้เป็นทางคู่ขนานกับรางรถไฟ และสร้างสะพานลอยข้ามทางรถไฟเพิ่ม ซึ่งการปรับโครงสร้างงานครั้งนี้จะช่วยรัฐประหยัดงบประมาณได้ถึง 80-100 ล้านบาท

 

ยอดใช้เบนซิน-ดีเซลพุ่ง! พลังงาน สั่งปั๊มสำรองเชื้อเพลิงช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 14:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819690


กรมธุรกิจพลังงาน กำชับผู้ค้าน้ำมัน-ผู้ขนส่ง สำรองเชื้อเพลิงให้เพียงพอความต้องการใช้ช่วงปีใหม่ ป้องกันปัญหาขาดแคลน ขณะที่ 11 เดือนแรกปี 59 ยอดใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน-ดีเซลเพิ่มขึ้น ส่วน LPG-NGV หดตัวต่อเนื่อง เหตุราคาน้ำมันปรับตัวลดลง…วันที่ 23 ธ.ค.59 นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กรมฯ ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือถึงผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และผู้ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ให้เตรียมความพร้อมช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ที่มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน ประชาชนใช้รถใช้ถนนเพื่อเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาและเดินทางท่องเที่ยวในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือ ให้จัดเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีปริมาณเพียงพอในช่วงเวลาดังกล่าว

พร้อมทั้งให้เฝ้าระวัง สอดส่องและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ  จัดให้มีการจราจรสะดวกและปลอดภัย มีที่จอดรถยนต์เพียงพอ จัดห้องน้ำให้สะอาด จัดให้มีแสงสว่างให้เพียงพอ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ดูแล และตรวจตราสถานีบริการ รวมทั้งให้เตรียมความพร้อมของทีมระงับอุบัติภัยด้านน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย ด้านผู้ประกอบการขนส่งน้ำมัน ได้ขอให้กำชับพนักงานรับรถขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเดินรถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยทางถนนและตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ได้กำชับให้สถานีบริการงดจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ส่วนภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในช่วง 11 เดือนของปี 2559 พบว่าการใช้กลุ่มน้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้น 10.18% และดีเซล เพิ่มขึ้น 3.59% ส่วนก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลง 8.96% และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ลดลง 8.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.18% เฉลี่ยอยู่ที่ 28.82 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันกลุ่มเบนซินเกือบทุกชนิดยกเว้นน้ำมันเบนซิน เนื่องจากปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น เป็นผลจากราคาขายปลีกน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปรับตัวลดลงเฉลี่ย 3-4 บาท/ลิตร ตามราคาตลาดโลก จึงส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น

การใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วในช่วง 11 เดือนของปี 2559 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.59% เฉลี่ยอยู่ที่ 60.16 ล้านลิตร/วัน เนื่องจากปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเป็นผลจากราคาขายปลีกน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปรับตัวลดลง 1.80 บาท/ลิตร ประกอบกับปริมาณรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงมีปริมาณเพิ่มขึ้น 4.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

การใช้ LPG ในช่วง 11 เดือนของปี 2559 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.96% เฉลี่ยอยู่ที่ 16.35 ล้านกิโลกรัม (กก.)/วัน โดยเป็นการลดลงของการใช้ภาคขนส่งและภาคปิโตรเคมี โดยภาคปิโตรเคมี ลดลง 15.62% เฉลี่ยอยู่ที่ 4.92 ล้าน กก./วัน ภาคขนส่ง ลดลง 15.41% เฉลี่ยอยู่ที่ 4.03 ล้าน กก./วัน ส่วนภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.35% เฉลี่ยอยู่ที่ 5.74 ล้าน กก./วัน และภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 1.00% เฉลี่ยอยู่ที่ 1.65 ล้าน กก./วัน สำหรับการนำเข้า LPG ในช่วง 11 เดือนของปี 2559 ลดลง 61.75% เฉลี่ยอยู่ที่ 39 ล้าน กก./เดือน

การใช้ LPG ลดลงเนื่องจากความต้องการใช้ในภาคปิโตรเคมีที่ลดลงจากการเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นแทน และเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจึงทำให้ประชาชนหันไปใช้น้ำมันแทน LPG ในภาคขนส่ง ขณะที่การนำเข้า LPG ลดลงเนื่องจากการผลิต LPG ในประเทศมีเพียงพอต่อความต้องการใช้จึงไม่จำเป็นต้องนำเข้าในปริมาณสูงเช่นเดียวกับปีก่อน

การใช้ NGV ในช่วง 11 เดือนของปี 2559 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.95% เฉลี่ยอยู่ที่ 7.72 ล้าน กก./วัน โดยการใช้ NGV ลดลงเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงส่งผลให้ประชาชนและรถบรรทุกสินค้าหันไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน

นอกจากนี้ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2559 มีโรงกลั่นปิดซ่อมบำรุงประจำปี มากกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงทำให้การนำเข้าน้ำมันดิบลดลง และต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น และการส่งออกลดลง.