ฤดูไหนก็…‘ไอศกรีม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 18:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468414

ฤดูไหนก็...‘ไอศกรีม’

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

ไม่ว่าจะฤดูไหน เหล่า “Sweet Tooth” หรือคนเครซีของหวานและเย็นอย่างไอศกรีมก็ไม่เผลอไผลแบ่งหัวใจให้กับสิ่งใดอื่น

ณ เวลานี้ หากสอดส่ายสายตามองไปทั่วจะเห็นว่า เทรนด์ล่ามาแรงของไอศกรีมนั้นเห็นจะไม่มีอะไรฮอตไปกว่า ไอศกรีมผัด โดยเฉพาะที่อเมริกานั้น Thai Rolled Ice Cream  ฮิตไปทั่ว ที่สูสีอีกหนึ่งคือ ไอศกรีมจากลิควิด ไนโตรเจน ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยวิธีทำและควันพวยพุ่ง อาหารและเครื่องดื่มจากไนโตรเจนเหลวนี้ไม่มีอันตราย แต่ควรรับประทานหลังจากที่ไอควันนั้นหมดหายไปก่อน อย่ารับประทานตอนเย็นเกินไป เพราะก้อนไอศกรีมนั้นอาจจะกัดลิ้นกัดปากได้

เมื่อล่วงเข้าสู่เดือน ธ.ค. ท่ามกลางบรรยากาศของการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และการอ้าแขนต้อนรับฤดูหนาว ร้านอาหารต่างๆ ก็ออกโปรโมชั่น รวมทั้งเมนูใหม่ๆ ไว้คอยต้อนรับ ไม่ยกเว้นแม้ไอศกรีม

ดีงามอยู่ที่ส่วนผสม

ไอศกรีมซึ่งเป็นเทรนด์อยู่ในตอนนี้อย่าง ไอศกรีมผัด และไอศกรีมไนโตรเจนเหลวนั้น จุดน่าสนใจอยู่ตรงวิธีและลีลาการทำและเสิร์ฟ แต่สำหรับไอศกรีมเลิฟเวอร์ที่แท้แล้ว “รสชาติ” อาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ไม่ว่าจะฤดูไหน ภารกิจใหญ่คือ การตามหาไอศกรีมรสอร่อย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เก่า ซึ่งรู้จักจนรู้ใจและกลับไปหาได้เสมอ ขณะที่แบรนด์ใหม่ก็มีให้เป็นตัวเลือก และนำเสนอประสบการณ์ซึ่งแตกต่างออกไป แต่ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ สิ่งที่เป็นเหตุผลให้ไอศกรีมอร่อยและถูกเลือกนั้นขึ้นอยู่กับ “ส่วนผสม” ที่เลือกสรรเป็นหลัก

ย่างเข้าสู่ฤดู “เฟสทีฟ” หรือช่วงเทศกาลปีนี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้ลิ้มรส ไอศกรีม “ฮาเก้น-ดาส” ซึ่งเป็นแบรนด์ไอศกรีมเก่าแก่ที่อยู่มานานกว่า 50 ปี และไอศกรีมน้องใหม่อย่าง “บีโลว์ อีเลฟเว่น” ทั้งสองต่างมีหลักการในการสร้างสรรค์คล้ายกันคือ เสาะหาส่วนผสมที่มีคุณภาพดีที่สุดเพื่อสร้างสรรค์ไอศกรีม

สำหรับ ฮาเก้น-ดาส นั้น ส่วนผสมวานิลลามาจากมาดากัสการ์ ช็อกโกแลตจากเบลเยียม แมคคาเดเมียนัทจากฮาวาย หรือชาเขียวมัทชะจากญี่ปุ่น

ขณะที่ ไอศกรีมบีโลว์ อีเลฟเว่น ของ แอร์เว่ มูลี่ เลือกสรรวัตถุดิบสดใหม่จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นหรือนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างเช่น เนื้อครีมและน้ำนมสดๆ ที่เลือกใช้ล้วนส่งตรงมาจากแคว้นนอร์มังดีของฝรั่งเศส ไอศกรีมรสวานิลลาที่เป็นรสชาติซิกเนเจอร์ของแบรนด์ใช้ฝักวานิลลาแท้ 100% พันธุ์ตาฮิติที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในโลก ส่วนผลไม้บางอย่าง เช่น มะม่วง นั้นเป็นของไทยที่คัดสรรแล้ว

ดาร์กช็อกโกแลตของ บีโลว์ อีเลฟเว่น มีส่วนผสมของช็อกโกแลตวาลโรห์นา 80% ซึ่งช็อกโกแลตระดับกรองด์ ครู (Grand Cru) ที่กวาดรางวัลจากเวทีต่างๆ มาแล้ว ส่วนไอศกรีมซอร์เบท ใช้ผลไม้แท้เป็นส่วนผสม 70% เป็นเนื้อผลไม้แท้ ไม่แต่งสี หรือสารปรุงแต่ง

ความอร่อยที่อุณหภูมิติดลบ

นอกจากส่วนผสมแล้ว ไอศกรีมเป็นของหวานที่ต้องเย็นในอุณหภูมิซึ่งเหมาะสม คือระดับติดลบถึงจะคงรูปร่างหน้าตาเป็นไอติมอย่างที่เราคุ้นเคย

แอร์เว่ มูลี่ บอกว่า ไอศกรีมอร่อยต้องอยู่ในอุณหภูมิที่ระดับติดลบ 11 องศาเซลเซียส ถือเป็นอุณหภูมิที่ดีที่สุดสำหรับรับประทาน (และกลายเป็นที่มาของชื่อไอศกรีมของเขา)

 

 

สำหรับ แอร์เว่ มูลี่ เขาเป็นนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสที่ใช้ชีวิตในเมืองไทยมานาน สำหรับแบรนด์ไอศกรีมของเขานี้เริ่มต้องมาจากการเฟ้นหาไอศกรีมอร่อยให้ลูกสาว ก่อนจะกลายเป็นทำเอง โดยได้ดัดแปลงสูตรขนมโฮมเมดของคุณยายที่ทำให้รับประทานตอนเป็นเด็กที่แคว้นบอร์โดซ์ รวมทั้งการสังเกตและเรียนรู้ ใช้เคล็ดลับภูมิปัญญาด้านอาหารของฝรั่งเศส ฝึกฝนทักษะฝีมือด้วยการเข้าเรียนเวิร์กช็อปที่สอนการทำช็อกโกแลตและขนมอบในฝรั่งเศสอย่างจริงจัง เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องวัตถุดิบและรสชาติ หลังจากทดลองทำสูตรต่างๆ จนได้ไอศกรีมที่ลูกสาวชื่นชอบ ต่อมาไอศกรีมของเขาถูกนำไปเสิร์ฟในงานเลี้ยงของสถานทูตฝรั่งเศส และงานทางการอื่นๆ ก่อนจะเป็นจุดเริ่มต้นของไอศกรีม บีโลว์ อีเลฟเว่น

นอกจากนี้ แอร์เว่ มูลี่ ยังไปคว้ารางวัลจากการแข่งขัน “Alain Chartier Trophy” ประเภทไอศกรีมและการแกะสลักน้ำแข็ง ในงานเทศกาลช็อกโกแล็ต เมืองวานน์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งคณะกรรมการตัดสินล้วนเป็นผู้ชนะการประกวดจากเวที Pastry World Champions

ไอศครีม บีโลว์ อีเลฟเว่น นั้นโดดเด่นที่รสดาร์กช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของช็อกโกแลตวาลโรห์นา 80% ทั้งยังมีรสพราลีนฮาเซลนัท รสวานิลลาตาฮิติ รสโฮมเมดซอลท์คาราเมล รสอาราบิก้าคอฟฟี่ รวมทั้งไอศกรีมซอร์เบต์ รสเพียวแพสชั่น, สปริงไทม์ เบอรรี่ส์, มะม่วง, ลิ้นจี่ และ ซิซิเลี่ยน เลมอน

ไอศกรีมในฤดูเฟสทีฟ

ในฤดู “เฟสทีฟ” นี้ ไอศกรีมอย่าง “ฮาเก้น-ดาส” ก็ไม่พลาด ส่งรสใหม่ที่หวานมันด้วย “นัท” ในคอลเลกชั่น “Discover Nut Indulgence” คือ ดาร์ก ช็อกโกแลต แอนด์ อัลมอนด์ นั้นน่าจะโดนใจคนรักความเข้มข้น ด้วยมีดาร์ก ช็อกโกแลต เป็นส่วนผสมถึง 70% พร้อมเนื้อฟัดจ์ และอัลมอนด์เคลือบคาราเมลกรุบกรอบ ส่วน ฮันนี่ วอลนัท แอนด์ ครีม (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) เป็นไอศกรีมรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น หวานน้ำผึ้งพันธุ์สเปน ผสมไอศกรีมนมสูตรคลาสสิก กรุบกรอบเคี้ยวเพลินด้วยวอลนัทยุโรป ทั้งสองรสมาเสริมทัพกับรสยอดนิยม แมคคาเดเมียนัท ที่มีส่วนผสมเป็นถั่วคัดสรรจากฮาวาย

 

 

ไอศกรีมผสมถั่วเหล่านี้นำมาสร้างสรรค์เมนูเป็น ไวท์ ช็อกโกแลต บอมบ์ เป็นลูกบอลทำจากช็อกโกแลตขาว มากับซอสเบลเยียมช็อกโกแลตอุ่นๆ เมื่อถึงเวลารับประทานก็ราดซอสลงไปบนเปลือกนอกของบอมบ์ ซึ่งจะละลายออกเผยให้เห็นไอศกรีมที่ซ่อนอยู่ข้างใน ทั้งยังมี คริสต์มาส ฟองดู ซึ่งทำให้คนรับประทานสนุกสนานในการดิพไอศกรีมและผลไม้ในซอสช็อกโกแลตเฮเซลนัทเข้มข้น และ คริสต์มาส เมอแร็งก์ เค้ก สำหรับซื้อกลับบ้านเป็นของขวัญคริสต์มาส

ไอศกรีมรสพิเศษของฤดูกาลนี้ยังถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มหวานหอม อย่างเช่น ท็อฟฟี่ นัท ลาเต้ สร้างความสุขให้คนรักกาแฟและไอศกรีม มีทั้งแบบร้อนและเย็นให้เลือก ส่วน ฟรอสต์ มินท์ ช็อกโกแลต เฟรปเป้ เป็นการจับคู่รสชาติแบบคลาสสิกของช็อกโกแลตและมินท์ และ บี สตังค์ ค็อกเทล การผสมผสานที่ลงตัวของไอศกรีมฮันนี่ วอลนัท แอนด์ ครีม สูตรลิมิเต็ด เอดิชั่น พบกับไอศกรีม ฮาเก้น-ดาส สุดพิเศษนี้ในร้านทุกสาขาทั่วประเทศไทย

สำหรับฤดูเทศกาลนี้ บีโลว์ อีเลฟเว่น ไอศกรีมระดับพรีเมียมมีบริการส่งตรงความหวานละมุนถึงบ้านคุณทุกวัน กับบริการ Below 11 Express Delivery จัดส่งไอศกรีมถึงบ้าน ใครสนใจเปิดเว็บไซต์ www.below11.com บริการเดลิเวอรี่จะจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าภายในหนึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 15.00-22.00 น. ทุกวัน

เมื่อล่วงเข้าสู่เดือน ธ.ค. ท่ามกลางบรรยากาศของการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และการอ้าแขนต้อนรับฤดูหนาว ไอศกรีม ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของคนรักความหวานเย็นอร่อยเสมอ

ฉลองเทศกาลแห่งความสุข กับชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468846

ฉลองเทศกาลแห่งความสุข กับชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษ

อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ (Up & Above Bar) บาร์บนชั้น 24 ของ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) สถานที่จิบน้ำชายามบ่าย พร้อมชมวิวกรุงเทพฯ จากมุมสูง ขอแนะนำชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษ เพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข ให้บริการตลอดทั้งเดือน ธ.ค.นี้

เชฟเซบาสเตียน ฮูแกแวร์ฟ หัวหน้าพ่อครัวขนมหวานบรรจงรังสรรค์ชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษนี้ โดยมีขนมทั้งคาวหวานนานาชนิด ประกอบไปด้วย เค้กสไตล์ญี่ปุ่น (มงบลอง) โมจิรสคัสตาร์ด พราลีนสอดไส้ช็อกโกแลต มาการงพิมพ์ลายรูปสโนว์แมน พายไส้ช็อกโกแลตและกล้วย ทาร์ตสตรอเบอร์รี่ สเป็คคูลัส (Speculaas) ขนมอบต้นตำรับของชาวดัตช์ที่มีกลิ่นหอมของอบเชย  ลูกจันทน์ กานพลู ขิง และกระวาน ซึ่งนิยมรับประทานในช่วงคริสต์มาส

 

นอกจากนี้ ยังมีสโคนแครนเบอร์รี่และไวท์ช็อกโกแลต มินิแฮมเบอร์เกอร์ไส้แฮมและมะเดื่อเชื่อม ขนมปังหน้าชีส อโวคาโด ปลาแซลมอนรมควันและผิวเกรปฟรุต ซุปถั่วแระญี่ปุ่นเย็นและขนมปังกรอบ โดยเชฟฮูแกแวร์ฟ แนะนำให้รับประทานชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษนี้กับชาโนเอล (Noel Tea) ซึ่งเป็นชาในกลุ่มชาดำของ มาคริยาจ
แฟรส์ (Mariage Freres) ชาฝรั่งเศสชั้นดีที่มีกลิ่นของส้มแมนดาริน อบเชย อัลมอนด์ และวานิลลา

ชุดน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษสำหรับเทศกาลแห่งความสุข ราคาชุดละ 1,190 บาท++ (ราคารวมเครื่องดื่มชาหรือกาแฟสำหรับ 2 ท่าน) ส่วนท่านที่ชื่นชอบสาเกหรือไวน์ สามารถเลือกรับประทานชุดน้ำชายามบ่ายคู่กับ สปาร์กลิงสาเก หรือโปรเซกโกได้เช่นกัน (ราคาชุดละ 1,750 บาท++) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกรับประทานชุดน้ำชายามบ่ายนี้กับแชมเปญ (ชุดละ 2,750 บาท++)

 

ชุดน้ำชายามบ่าย สำหรับเทศกาลแห่งความสุข มีให้บริการทุกวันตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค.ศกนี้ เวลา 14.00-17.00 น.

อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ รายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร.02-687-9000 หรืออีเมล upandabove@okurabangkok.com

 

ลิ้มรสเนื้อย่างสูตรโอซากา @เซนิกุ-เทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468412

ลิ้มรสเนื้อย่างสูตรโอซากา @เซนิกุ-เทน

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ กิจจา อภิชนรุจเรข

หลังจากได้การตอบรับอย่างดีจากสาขาทองหล่อ เซนิกุ-เทน ร้านอาหารแนวปิ้งย่างแบบญี่ปุ่นก็เปิดสาขาใหม่ในซอยอารีย์ ที่โดดเด่นตั้งแต่ภายนอกด้วยบ้านสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ บรรยากาศของร้านตกแต่งให้ดูแบบญี่ปุ่น ที่มีพื้นที่สังสรรค์โดยไม่อึดอัด เพราะมีโซนภายในร้าน จัดโต๊ะสามารถเดินได้สะดวก

 

ที่นี่เป็นอาหารปิ้งย่างแบบบุฟเฟ่ต์ แต่ถ้าลูกค้าต้องการเนื้อพรีเมียม สามารถสั่งแบบอะลาคาร์ตได้เช่นกัน เนื้อวัวของที่นี่จะเป็นเนื้อแล่บางๆ เมื่อวางลงบนเตาถ่านความร้อนพอดีแล้วสะดุ้งไฟทันที มีให้เลือก 4 แบบ คือ เนื้อสันนิวซีแลนด์ เนื้อสันเนื้อสันพิเศษ และเนื้อฮารามิ ส่วนประเภทเนื้อหมู มีทั้งหมด 3 แบบ คือ หมูโชกุน หมูดำคุโรบุตะ และหมูโจบูตะ สำหรับคนที่ไม่ชอบทานเนื้อ นอกจากเนื้อและหมูแล้ว ก็มีเมนูอย่างอื่นอีก เช่น หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปลาไข่ ตัวโตที่กินได้ทั้งตัว

 

เซตอาหารทะเล ไฮไลต์เด็ด คือ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หวาน สด ปลาแซลมอนชิ้นใหญ่ ส่วนผักที่เอามาปิ้งทาน มีเห็ดออริจิ หวานนุ่ม อร่อยมาก กระเจี๊ยบ ฟักทอง ส่วนผักสด เป็นกรีนครอสซึ่งมากับซอสโคชูจาง เอาหมูย่างร้อนๆ ว่างบนผักสด ป้ายซอสหน่อย ห่อเข้าปาก อร่อย! ซึ่งวิธีแยกระหว่างเนื้อกับหมู คือ สีของถาด ถาดสีขาวจะเป็นเนื้อหมู เนื้อปลาและเนื้อแกะ ส่วนถาดสีดำจะเป็นเนื้อวัว

อาหารข้างเคียง มีทั้งข้าวปั้นหน้าปลาแซลมอน สลัดแซลมอน ซุปมิโซะร้อนๆ ผัดกวางตุ้งน้ำมันงา กิมจิ นอกจากนี้ยังมีไก่คาราเกะ หมูทงคัตสึ หรือกุ้งเทมปุระให้สั่งกัน และถ้าอิ่มแล้วจะมีของหวานล้างปากและช่วยย่อย ของหวานเป็นโยเกิร์ตสดแบบโฮมเมด เสิร์ฟในถ้วยชอต

 

ยังมีเมนูอีกสารพันที่หากไปทั้งทีต้องยกไปทั้งกลุ่มจึงจะเก็บกวาดหมด เพราะที่นี่กินไม่อั้นภายใน 2 ชั่วโมง ราคา 599 บาท ส่วนถ้าใครอยากลิ้มรสเนื้อย่างสูตรโอซากา และเพิ่มเนื้อพิเศษเพิ่ม 100 บาท จะได้เมนูเซต Plus 100 เนื้อคิคิรุหรือเนื้อห่อหอม เนื้อมิโซะ เนื้อคาซัน เนื้อโคโช เนื้อแกะออสเตรเลีย หมูลูกเต๋าไซโคโร หมูคิมูจิ หรือหมูห่อกิมจิ หมูชิโอบูตะ ปลาคอด กุ้งเทมปุระ และดังโงะ

แอบกระซิบว่า อาหารแต่ละจานนั้นมีลักษณะวิธีการย่างแตกต่างกันออกไป คุณจะต้องมาสัมผัสกันเอง จะมีพนักงานคอยแนะนําสอนวิธีการย่าง

 

เซนิกุ-เทน มี 2 สาขา คือ สาขาทองหล่อ โทร.08-1925-6663 สาขาอารีย์ โทร.08-9988-2345 เปิดทุกวันเวลา 12.00-23.00 น. (ควรโทรจองที่นั่ง) ติดตามความเคลื่อนไหวของร้านที่เฟซบุ๊ก : Seinikuten.thailand

 

อ๋อ ก๋วยจั๊บญวน ร้านอร่อยนอกสายตา@วังหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/467402

อ๋อ ก๋วยจั๊บญวน ร้านอร่อยนอกสายตา@วังหลัง

โดย…

ไม่นานมานี้ ตระเวนผ่านไปแถวศิริราช วังหลัง เกิดอาการอยากกินอะไรที่เป็นน้ำๆ ร้อนๆ อุตส่าห์เดินลัดเลาะไปถึงร้านกวยจั๊บญวนเจ้าดังขึ้นชื่อ แต่บังเอิ๊ญร้านดันปิด เลยเป็นที่มาของการค้นพบลายแทงร้านอร่อยอีกร้านที่อยู่ “นอกสายตา” แบบไม่ตั้งใจ

ร้านนี้ชื่อ “อ๋อ ก๋วยจั๊บญวน เส้นสด” เป็นร้านห้องแถวเล็กๆ ตรงหัวมุมถนน เยื้องฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลศิริราช นี่ถ้าไม่ใช่เพราะรุ่นน้องสายกินชี้เบาะแสมาให้ มองผ่านๆ แค่หน้าร้าน ก็คงไม่คิดว่า ร้านเล็กๆ โนเนมริมถนนจะเป็นร้านเล็กพริกขี้หนูที่อร่อยไม่เบา จะอร่อยแค่ไหน อร่อยกว่าร้านดังๆ อีกหลายเจ้า จริงรึป่าว ใครอยากรู้ต้องลองตามรอยไปชิม

 

ถ้าพูดถึงทีเด็ดกวยจั๊บญวนร้านนี้ ต้องยกให้กับ “กระดูกหมูเล้ง” ชิ้นโต เนื้อๆ เน้นๆ ที่ต้มซะจนเปื่อยนุ่ม คีบกินกับกวยจั๊บญวนเส้นสด หนึบๆ นุ่มๆ ซดตาม น้ำซุปร้อนๆ…บอกได้คำเดียวว่า เริ่ด! ถูกอกถูกใจทั้งบรรดาหมอ พยาบาลศิริราช คนทำงาน และนักศึกษาเข้าไปอุดหนุนกันเป็นประจำ เพราะจัดเต็มทั้งรสชาติและปริมาณคับชาม แน่นเครื่องทั้งหมูยอ หมูเด้ง เลือดหมู กระดูกเล้ง โรยด้วยหอมเจียว สั่งแบบธรรมดา ราคา 40 พิเศษชามละ 45 เพิ่มไข่ตอก หรืออยากเพิ่มหมูเด้ง หมูยอ ก็สั่งได้ตามใจชอบ

จะกินอะไร เขียนสั่งใส่กระดาษแล้วยื่น ถ้าอยากกินของอร่อย มาเป็นลูกค้าร้านนี้ต้องใจเย็นๆ เพราะทางร้านเขาทำสดๆ ทีละชามต่อชาม เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ค้าไม่ค่อยยิ้มหวาน เพราะง่วนทำกวยจั๊บหน้าเตาร้อนๆ มือระวิง เหงื่อโชกทั้งตัว แข่งกับเวลา ตั้งแต่ 11 โมงเช้ายันค่ำ

 

คุณอ๋อ สาวเจ้าของร้าน เล่าว่า เพิ่งจะลาออก เปลี่ยนชีวิตจากพนักงานออฟฟิศ มาขายกวยจั๊บได้ 3-4 ปี เป็นสูตรที่ทำกินกันเองในบ้าน เพราะพื้นเพครอบครัวทางพ่อเป็นคนอีสาน ใช้กระดูกหมูวันละ 30 โล ต้มน้ำซุปด้วยไฟอ่อนๆ ตั้งแต่ตีห้า เลือกใช้วัตถุดิบอย่างดี หมูยอกับเส้นกวยจั๊บส่งตรงมาจากอุบลฯ ใช้เลือดหมูแบบบรรจุหลอดของเบทาโกร เพราะสะอาด และไร้กลิ่นคาว ร้านเปิดจันทร์-เสาร์ หยุดทุกวันอาทิตย์ เริ่มขายตั้งแต่ 11 โมงเช้า ถึงแค่หัวค่ำทุ่มหนึ่งก็หมดแล้ว

ต้องบอกก่อนว่า ร้านนี้ไม่มีที่จอดรถ ถ้าเอารถมาต้องไปหาที่จอดแถวศิริราช หรือพรานนก แล้วเดินมา พิกัดร้านหาไม่ยากเพราะอยู่ติดถนน เดินมาไม่กี่ก้าวจากหัวมุมแยกวังหลัง-ศิริราช อยู่ถนนฝั่งซ้ายมือทางเส้นที่จะตรงไปพรานนก ส่วนใหญ่ลูกค้าประจำจะใช้วิธีโทรสั่งก่อน แล้วให้ไปส่ง มีทั้งลูกค้าในโรงพยาบาล และลูกค้าที่ขับรถมาแวะรับหน้าร้าน ใครสนใจตามไปชิม แต่ไม่รู้จักเส้นทาง นึกไม่ออกว่าร้านอยู่ตรงไหน ลองโทรสอบถามได้ที่คุณอ๋อ เจ้าของร้าน เบอร์ 08-4755-6246

 

 

โรตีแป้งชาร์โคล อร่อยเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/467308

โรตีแป้งชาร์โคล อร่อยเพื่อสุขภาพ

โดย…ชินวัฒน์ สิงหะ

ทุกๆ เช้าชาวพิษณุโลกจะนิยมไปจับจ่ายซื้ออาหารสด อาหารแห้ง กันอย่างเนื่องแน่นตามตลาดเทศบาล 1 อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก หลังจับจ่ายแล้วเสร็จ อาหารหวานคาวสิ่งหนึ่งที่ผู้คนนิยมไปซื้อไปรับประทาน คือโรตีแป้งชาร์โคลที่ร้านโรตีมุสลิม หรือนูรีโรตีมุสลิม

 

ร้านนูรียา โรตีมุสลิม เป็นกิจการในครอบครัวของ เสกสรร และวิไลวรรณ น้อยวงศ์ ที่ขายโรตีในตลาดใต้ ตลาดเทศบาล 1 อ.เมืองพิษณุโลก มานานกว่า 10 ปีแล้ว มีหลากหลายเมนูซื้อไปรับประทาน ตั้งแต่เมนูธรรมดา นมเนย โรตีใส่ไข่ กล้วยหอม มะตะบะ โรตีพิซซ่า และสลัดผักทอดหน้าไก่หยอง

วิไลวรรณ เปิดเผยว่า ร้านแห่งนี้เปิดตั้งแต่เวลา 06.00-10.00 น. ก็ขายหมดเกลี้ยง ทางร้านจึงเพิ่มเมนูใหม่เพื่อเป็นทางเลือกของลูกค้า คือ โรตีแป้งชาร์โคล ซึ่งกระแสกำลังมาแรง จึงทดลองนำผงถ่านชาร์โคลมาผสมกับแป้งโรตี ขายวันละ 1 กิโลกรัม ปรากฏว่า ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคล้นหลาม ส่วนโรตีแป้งปกติ ขายวันละประมาณ 8-9 กิโลกรัม

 

“ทุกเช้าจะมีทั้งลูกค้าขาประจำและลูกค้าขาจรมาอุดหนุนแน่น โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์จะขายดีมาก ต้องใช้แป้งวันละ 10 กิโลกรัม จากปกติใช้แป้งประมาณ 4-5 กิโลกรัม ทำให้ต้องรอนานหน่อย ลูกค้าส่วนใหญ่จึงจะแวะสั่งโรตีไว้ก่อน แล้วไปจับจ่ายซื้อหาอาหารเช้า เสร็จก็กลับมารับโรตี” วิไลวรรณ กล่าว

สำหรับผงถ่านชาร์โคล เป็นผงถ่านที่ได้จากพืชชนิดต่างๆ เช่น เปลือกไม้ หรือไม้ไผ่ และนำไปผ่านการเผาไหม้ในอุณหภูมิที่สูงกว่า 1,000 องศา มีประโยชน์ในการดูดซับสารพิษในร่างกายมากถึง 60% ประโยชน์ที่ได้หลักๆ คือ ช่วยระงับกลิ่นปาก กระตุ้นการไหลเวียนของร่างกาย การขับถ่าย และแก้อาการเมาค้าง ซึ่งวัตถุดิบตัวนี้ กำลังนำมาใช้แพร่หลายในการผสมกับอาหารมากขึ้น

 

อีสานโมเดิร์นเผ็ดซี้ดถึงใจ ชิลลี่ ไทย เรสเทอรองต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/467304

อีสานโมเดิร์นเผ็ดซี้ดถึงใจ ชิลลี่ ไทย เรสเทอรองต์

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ปรับโฉมครั้งใหญ่ทั้งที แต่สิ่งหนึ่งที่ ชิลลี่ ไทย เรสเทอรองต์ ร้านอาหารอีสานสไตล์โมเดิร์นยังคงไว้ไม่เปลี่ยนแปลง คือ เอกลักษณ์ในรสชาติของอาหารที่จัดจ้านตามสไตล์อาหารอีสานบ้านเรา พร้อมอัพเกรดสไตล์การแต่งร้านให้ดูหรูหรา พรีเมียมขึ้นจากเดิม โดยยังคุมโทนร้านเป็นสีดำ สร้างสีสันด้วยการนำลายผ้าขาวม้า ที่บ่งบอกถึงเป็นอีสานสไตล์มาตกแต่งเป็นวอลเปเปอร์ร้าน บวกกับการนำงานหวายมาเพิ่มกลิ่นอายความเป็นไทย แต่ยังมีความร่วมสมัย ภายในร้านเปิดโล่งชวนนั่ง มีมุมพิเศษอย่างโซนบาร์ส้มตำ ที่เปิดโอกาสให้ชมลีลาการตำส้มตำแบบครกต่อครก

มาถึงเมนูอาหาร ก่อนจะให้กระเพาะทำงาน ประเดิมด้วยเครื่องดื่มเรียกความสดชื่น ด้วยน้ำฝรั่งแช่บ๊วยปั่น ฉีกไอเดียจากร้านทั่วไป ด้วยการเอาฝรั่งแช่บ๊วยมาปั่นจนได้น้ำฝรั่งรสเข้มข้น ได้รสชาติของฝรั่งที่มีความเค็มๆ ของบ๊วยมาผสานพอเป็นกิมมิก นอกจากนี้ยังมีน้ำผลไม้อื่นๆ ให้ลิ้มลอง อาทิ น้ำแตงโม น้ำบ๊วย และน้ำมะพร้าว มาเสริมทัพ แต่ถ้าใครอยากให้เลือดในร่างกายได้พอสูบฉีด ทางร้านก็มีบริการค็อกเทลสไตล์ไทยๆ อย่าง ต้มยำโค้ก เมี่ยงคำโมฮิโต้ ฯลฯ

สำหรับซิกเนเจอร์เมนูที่มาแล้วต้องลองคือ ชิลลี่ไทยแอพ อาหารเรียกน้ำย่อยที่รวมพลอาหารพื้นบ้านแบบไทยๆ ไว้ครบครัน เสิร์ฟมาในตะกร้าใบโต มีทั้งเมนูไฮไลต์อย่างไก่ทอดชิลลี่ ที่หมักอย่างดีจนได้
รสชาติจี๊ดจ๊าดตามสูตรที่เป็นเอกลักษณ์ของทางร้าน เสิร์ฟมาพร้อมกับเปาะเปี๊ยะอีสานฟักสด ข้าวตังหน้าตัง และหมูสะเต๊ะ

ถัดมาคือ ส้มตำแตงกุ้งย่าง เสิร์ฟมาในสไตล์คล้ายๆ ส้มตำหลวงพระบาง ที่นำแตงไปสไลซ์เป็นแผ่นๆ แทนที่จะนำไปสับแล้วตำให้เข้าเครื่อง เมนูนี้ทางร้านยังโชว์ทีเด็ด ด้วยการนำน้ำส้มตำไปผสมกับผงวุ้น เพื่อให้ได้เทกซ์เจอร์แบบวุ้นเวลาเข้าปากแถมได้รสชาติที่เข้มข้นจัดจ้านมากยิ่งขึ้น เมนูนี้เสิร์ฟพร้อมกุ้งย่างตัวโต

 

ต่อด้วยเมนูต้มแซบหมูเด้ง จานนี้พระเอกของเมนูคือหมูเด้งชิ้นโต นุ่มหนึบเคี้ยวเพลินเข้ากันกับน้ำซุปรสเผ็ดแบบพอดีๆ แต่กลมกล่อมเพราะผ่านการเคี่ยวมาหลายชั่วโมง รับประกันความซี้ดซ้าดเพราะปรุงใหม่ชามต่อชาม ตามมาด้วยส้มตำบีทรูท ที่รับรองหากินไม่ได้ที่ไหน มีที่นี่ที่เดียว ทีเด็ดอยู่ที่การนำบีทรูทมาใช้แทนมะละกอโดยคลุกเคล้าให้เข้ากับน้ำส้มตำที่ปรุงแบบตำไทย ก็ได้อีกเมนูที่ไม่ใช่แค่สีสันจะออกมาสวยน่ากิน แต่พอได้ลองชิมยังต้องกดไลค์

ทดสอบความสามารถในการกินเผ็ดมาหลายเมนู มาดับความแซบด้วยเมนูไก่ย่างขมิ้น ที่รสชาติไม่เหมือนใคร เพราะหมักด้วยสูตรพิเศษของทางร้าน ทำให้ได้ไก่ย่างรสชาติดี เนื้อนุ่มไม่แห้งแข็ง แค่กินกับข้าวเหนียวนุ่มๆ ก็ฟินแล้ว ยิ่งพอมาจับคู่กับสารพัดเมนูของทางร้านยิ่งเข้ากันได้ดีแบบไม่ต้องบรรยาย

ใครที่กำลังมองหาร้านอาหารอีสานสไตล์โมเดิร์น ในบรรยากาศสุดชิก อย่าลืมแวะมาร้านชิลลี่ ไทย เรสเทอรองต์ ชั้น G (ฝั่งเหนือ) ศูนย์การค้าสยามพารากอน ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-129-4761

 

เห็ดทรัฟเฟิลขาว จากอัลบ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/467292

เห็ดทรัฟเฟิลขาว จากอัลบ้า

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เคยไปเยือนแคว้นปีดมอนต์ของอิตาลีและได้จับพลัดจับผลูพูดคุยสนทนากับ อันเจโล กาย่า เจ้าของอาณาจักรไวน์กาย่า (Gaja) ในเมืองบาร์บาเรสโก คุยเรื่องไวน์นู่นนี่นั่นของแกไป ในที่สุดแกก็ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า นอกจากไวน์แล้ว ที่แคว้นปีดมอนต์ของแกนี้มีดีอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะเห็ดทรัฟเฟิลขาวแห่งเมืองอัลบา (Alba White Truffle)

แกว่าไม่ได้โม้นะ เห็ดทรัฟเฟิลขาวอาจจะพบเจอได้หลายที่ ทว่าที่รสชาติอร่อยนั้นไม่มีใครเกินเห็ดทรัฟเฟิลขาวแห่งเมืองอัลบา แคว้นปีดมอนต์ ทางตอนเหนือของอิตาลี ซึ่งหากว่าเห็ดทรัฟเฟิลดำของฝรั่งเศสเปรียบได้ดัง “เห็ดทองคำ” เช่นนั้นแล้ว เห็ดทรัฟเฟิลขาวแห่งอัลบาก็คงเปรียบประหนึ่งเพชรน้ำงาม ที่ใครๆ ก็อยากได้มาประดับบนหัวแหวน ด้วยสนนราคาปอนด์ละเฉียดแสนเลยทีเดียว

ถ้าจะจริงแฮะ ที่อิตาลีเชิดชูเห็ดทรัฟเฟิลขาวแห่งเมืองอัลบาเป็นมารดาแห่งเห็ดทรัฟเฟิลขาวทั้งปวง (Trifola d’Alba Madonna) ไม่ว่าจะเป็นทรัฟเฟิลขาวจากทัสคานี โครเอเชีย หรือบางแห่งในฝรั่งเศส ส่วนมากจะเจอในฤดูใบไม้ร่วง บริเวณใต้ต้นโอ๊ก, เฮเซล, พ็อพลาร์ และบีช

 

เห็ดทรัฟเฟิลขาวสดๆ ภายนอกมีสีครีม หรือน้ำตาลอ่อนๆ ถ้าหั่นออกดูจะพบริ้วลายคล้ายหินอ่อนกับกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ รสชาติมันๆ กลมกล่อมๆ เหตุที่มีราคาสูง เพราะไม่สามารถเพราะปลูกได้ จะขึ้นอยู่ใต้ดินตามป่า นอกจากนี้ยังออกมาให้กินกันเพียงปีละ 2 เดือนเท่านั้น บางปีก็มีผลผลิตน้อยเสียจริงๆ ยิ่งส่งผลให้แพงหนักขึ้นไปกว่าเก่า

สมัยก่อนการหาเห็ดทรัฟเฟิลขาวจะต้องใช้หมูป่าตัวเมียเป็นตัวหา เนื่องจากเห็ดทรัฟเฟิลขาวมีฮอร์โมนของหมูตัวผู้ ทว่าเมื่อหมูหาเห็ดเจอมักจะกินเห็ดนั้นเข้าไป อิตาลีจึงออกกฎหมายให้เปลี่ยนมาใช้สุนัขที่ถูกฝึกมาเพื่อหาเห็ดทรัฟเฟิลแทน เนื่องจากไม่เพียงหมูจะกินเห็ดเข้าไปเท่านั้น แต่ยังมักทำให้เกิดความเสียหายกับหน้าดินเยอะ มีผลให้เห็ดชุดใหม่จะขึ้นอีกลำบาก

การฝึกฝนสุนัขเพื่อหาเห็ดทรัฟเฟิลขาวในอิตาลีทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยเรียกสุนัขทีมพิเศษว่าสุนัขทรัฟเฟิล ซึ่งจะถูกฝึกให้ค้นหาลูกบอลยางที่ฝังอยู่ใต้ดินก่อน ขั้นต่อมาจะฝึกให้หาชีสกอร์กอนโซลาแทน เมื่อเจ้าสุนัขทรัฟเฟิลหาชีสจนเก่งแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลานำเห็ดทรัฟเฟิลลงไปซ่อนบ้าง ทุกครั้งที่สุนัขหาทรัฟเฟิลเจอ ผู้ฝึกจะให้รางวัลเป็นอาหารสุดโปรด เมื่อถึงเวลาตามล่าหาเห็ดจริงๆ เจ้าสุนัขน้อยแสนเก่ง แต่ชะตาจะอาภัพนิดหน่อยก็วันก่อนหน้าจะออกปฏิบัติการนี่ล่ะ เนื่องจากมันจะต้องอดอาหาร 1 วันเต็มๆ กระทั่งเมื่อไรที่มันสามารถหาเห็ดเจอ ตอนนั้นล่ะจึงจะได้อิ่มท้องกันเสียที

สำหรับในอาหารชาวอิตาเลียนแนะนำให้กินทรัฟเฟิลสีขาวกับขนมปังและไวน์ขาว โดยเห็ดทรัฟเฟิลขาวยังเหมาะสำหรับการปรุงเมนูพาสต้า อาหารจานไข่  ใส่เนยเหลว ครีม  เนื้อหมัก ไก่ ปลา ริซอตโต้ แล้วใส่ด้วยพาร์เมซานชีส รวมทั้งเข้ากับผักใบเขียวได้แทบทุกชนิด อาทิ Beef Tartare, Onion and Poached egg, White Truffle Risotto, Egg Yolk Ravioline, Beef Tagliata และยังนำมาทำเมนูไอศกรีมรสเลิศได้ด้วย

สำหรับช่วงนี้ ร้านอาหารหลายแห่งได้นำเห็ดทรัฟเฟิลขาวส่งตรงมาจากอิตาลี มาปรุงเป็นเมนูต่างๆ มากมาย ที่ได้ไปชิมมาเป็นเทศกาลเห็ดทรัฟเฟิลขาวจากเมืองอัลบา “เมืองแห่งไวท์ทรัฟเฟิล” ณ ห้องอาหารอิตาเลียน โจโจ เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ซึ่งเชฟสเตฟาโน เมอร์โล ได้เลือกใช้ทรัฟเฟิลจากแหล่งที่ดีที่สุด จากเมืองอัลบา มารังสรรค์เมนู อะลาคาร์ต และ 4 คอร์สเมนู เสิร์ฟควบคู่กับไวน์ สำหรับมื้อกลางวันและมื้อค่ำให้ได้ชิมกัน

เมนูอะลาคาร์ต ของ Alba White Truffle ประกอบด้วย จานสตาร์ตเตอร์ (ซึ่งจะใส่เห็ดทรัฟเฟิลขาวสดๆ 3 กรัม) มีเนื้อทาร์ทาร์ Beef Tartare (1,550 บาท++) ที่ใช้เนื้อเทนเดอร์ลอยน์มาปรุง เสิร์ฟบน
มายองเนสทรัฟเฟิลซอส และเห็ดทรัฟเฟิลขาวขูดสด 3 กรัม เมนู Onion and Poached Egg (1,250 บาท++) ไข่ดาวน้ำในหัวหอมอบ ปรุงรสด้วยฟงดูพาร์เมซานชีสอายุ 36 เดือน และเห็ดทรัฟเฟิลขาวขูดสด 3 กรัม

 

คอร์สพาสต้า (เสิร์ฟพร้อมเห็ดทรัฟเฟิลขาวสดๆ 5 กรัม) ประกอบด้วย White Truffle Risotto (1,850 บาท++) ข้าวริซอตโต้ แต่งหน้าด้วยโฟมชีสตาเลจโจ และเห็ดทรัฟเฟิลขาวขูดสด 5 กรัม เมนู Egg Yolk Raviolone (1,790 บาท++) เกี๊ยวยักษ์ไส้ไข่ลาวา ริคอตตาชีส เสริมรสด้วยพาร์เมซานชีสอีมัลชัน และเห็ดทรัฟเฟิลขาวขูดสด 5 กรัม

สำหรับเมนคอร์ส เชฟสเตฟาโน เมอร์โล รังสรรค์ Beef Tagliata (2,950 บาท++) สเต๊กเนื้อวางุสไตล์อิตาเลียน ที่ใช้เนื้อส่วนสตริปลอยน์เสิร์ฟพร้อมผักหัวเล็กๆ ราดซอสเห็ดทรัฟเฟิลขาวแห่งเมืองอัลบา และเห็ดทรัฟเฟิลขาวขูดสด 5 กรัม ขณะที่คอร์สหวาน มี White Truffle Ice Cream (680 บาท++) แต่งหน้าด้วยเห็ดทรัฟเฟิลขาวขูดสด 2 กรัม โดยใครยังไม่สะใจปริมาณเห็ดทรัฟเฟิลขาวที่ขูดสดๆ สามารถสั่งเพิ่มได้ในราคา 380 บาท++/1 กรัม

สนใจไปชิมได้ที่ ห้องอาหารโจโจ เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ โทร. 02-207-7815 หรืออีเมล fb.bangkok@stregis.com เห็ดเพชรน้ำงามมีให้หม่ำแค่สิ้นเดือน พ.ย.นี้เท่านั้นนะ

 

สนุกกับเมนูอาหารจับคู่ค็อกเทล ฝีมือเชฟไรอัน คลิฟท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/467289

สนุกกับเมนูอาหารจับคู่ค็อกเทล ฝีมือเชฟไรอัน คลิฟท์

โดย…คาเอรุ kaeru.the.frog63@gmail.com

ซานเปลเลกรีโน นำเสนอเมนูอาหารที่จะทำให้คุณสนุก พร้อมจับคู่ค็อกเทล โดยการมาเยือนของเชฟไรอัน คลิฟท์ (Ryan Clift) จากห้องอาหารทิปปลิง คลับ (Tippling Club) ประเทศสิงคโปร์ ณ ห้องอาหารเวอร์ทิโก้ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ในวันที่ 25-26 พ.ย.นี้

สำหรับเชฟไรอัน จากห้องอาหารทิปปลิง คลับ ประเทศสิงคโปร์ เป็นห้องอาหารที่ติดอันดับ 31 ในลิสต์ 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียปี 2559 (Asia’s 50  Best Restaurants 2016) โดยเชฟไรอัน คลิฟท์ เริ่มต้นอาชีพการทำอาหารตั้งแต่เขาอายุ 14 ปี ที่ห้องอาหารระดับมิชลินสตาร์ใกล้บ้านเกิดของเขาในเมืองวิลท์เชอร์ ประเทศอังกฤษ เขาตกหลุมรักกับพลังงานและบรรยากาศในครัวในทันที หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนสอนทำอาหาร ไรอันย้ายไปอยู่ที่ลอนดอน และได้เข้าทำงานที่โรงแรมคลาริดจ์

ตลอดระยะเวลา 20 ปีในสายอาชีพนี้ เชฟไรอันมีโอกาสได้ร่วมงานกับเชฟระดับโลกหลายคน รวมถึง มาร์โก-เพียร์ ไวต์, ปีเตอร์ กอร์ดอน, เอมมานูเอล เรอโนต์, แชนนอน เบนเนตต์ และเรย์มอนด์ กาปัลดิ นอกจากนี้มีช่วงหนึ่งที่เชฟไรอันมีโอกาสทำงานในประเทศออสเตรเลีย โดยเป็นหัวหน้าเชฟที่ วู เดอ มงด์ (Vue de Monde) ในเมลเบิร์น ที่ติดอันดับร้านอาหารที่ดีที่สุดในออสเตรเลีย

ต้นปี 2008 เชฟไรอันย้ายมาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อทำร้านอาหารของเขาเองในคอนเซ็ปต์อาหารสมัยใหม่จับคู่กับค็อกเทล และกลายเป็นจุดกำเนิดทิปปลิง คลับ ที่เพิ่งเปิดดำเนินการเพียง 2 ปี หากได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารชั้นนำของสิงคโปร์

 

อาหารของเชฟไรอันขึ้นชื่อด้านความสด มีรูปแบบที่ทันสมัย ตกแต่งอย่างขี้เล่นดูสนุกสนาน ทำให้การรับประทานอาหารเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เหมือนการไปดูภาพยนตร์ แน่นอนว่าโด่งดังจากคอนเซ็ปต์การจับคู่อาหารระดับรางวัลของร้านเข้ากับค็อกเทลระดับโลก ด้วยการผสมผสาน และใช้วัตถุดิบไม่ยั้งแบบสุดโต่ง เพื่อสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้กับลูกค้า

การมาที่เวอร์ทิโก้ครั้งนี้ เชฟไรอันได้เลือกเมนูเด่นๆ ของเขามาเสิร์ฟ ตั้งแต่ Tom Yum Mousse, Charred and Smoked Peppers, Kohada and Nori; Crab with Nashi, Oba, Yuzu, Wild Nasturtiums; Razor Clam, Parsley, Parsley Root, Garlic; Foie-gras, Apple, Walnut & Date; John Dory, Roast Cauliflower, Masala Velouté; Wagyu, Burrata, Fruit Tomato, Sea Grapes and Textures of Milk, Parsley, Sorrel.

แต่ละคอร์สเสิร์ฟพร้อมไวน์ชั้นดีคัดสรรจากประเทศอิตาลี ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส มาจับคู่ พร้อมเสิร์ฟน้ำแร่มีฟองซานเปลเลกรีโน และน้ำแร่อัคควา ปันนา จากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติในแคว้นทัสคานี

เมนูอาหาร 6 คอร์ส ในวันที่ 25 และ 26 พ.ย. ราคาเริ่มต้นที่ 4,900 บาท++ ต่อท่าน สอบถามเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร. 02-679-1200 หรืออีเมล hostesses-bangkok@banyantree.com

 

เติมเต็มความสุข @ พี เอช วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/467211

เติมเต็มความสุข @ พี เอช วัน

โดย…ซิตี้กาย

ห้องอาหาร พี เอช วัน (PH1) พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ในการพบปะสังสรรค์กับก๊วนสนิท ที่สามารถเติมเต็มอรรถรสแห่งความสุข และผ่อนคลายในทุกชั่วโมงยามของการพักผ่อน

ความพิเศษเริ่มต้นที่ดีไซน์ด้วยการตกแต่งภายใน บนพื้นที่กว่า 1 หมื่น ตร.ม. ที่เนรมิตให้กลายเป็นสวนกลางเมืองที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเซ็นทรัลปาร์ก สวนสาธารณะชื่อดังกลางกรุงนิวยอร์ก

 

เมนูของที่นี่เชฟได้คัดสรรรสชาติความอร่อยจากหลากหลายเมนูดังภายใต้คอนเซ็ปต์ “Thai Urban Culinary” เมนูอาหารไทยที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน พร้อมรสชาติที่ประทับใจ อาทิ หอยนางรม 3 สหาย ส้มตำถาด แกงเขียวหวานแก้มวัว ฮังเลแก้มหมู และกะลอจี้

สำหรับเมนูเครื่องดื่มและค็อกเทล มีแก้วเด่นจากหลากหลายประเทศ หลากสีสันกว่า 100 ชนิด ให้ได้เลือกสั่งอีกด้วย นอกจากนี้ยังกล่อมอารมณ์ด้วยดนตรีสดชื่อดัง เริ่มต้นตั้งแต่วันอังคารยาวไปจนถึงวันเสาร์

พิเศษสุดเอาใจผู้หลงใหลในรสชาติความสดหวานของวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมจากท้องทะเล กับขบวนเมนูซีฟู้ดนานาชนิด โดยเฉพาะ “กุ้งล็อบสเตอร์” ที่คัดสรรเป็นพิเศษมาให้เลือกลิ้มลองกับหลากหลายเมนูเด็ดในคอนเซ็ปต์ “ล็อบสเตอร์-ซีฟู้ด ซันเดย์บรันช์” ทุกวันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 11.30-14.00 น.พี เอช วัน ชั้นจี สยามแอทสยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพ เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-23.59 น. โทร. 02-217-3000 หรือ fbrsvn@siamatsiam.com

 

โจ๊กคุณฝ้าย อิ่มอุ่นท้องที่เชียงดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/467209

โจ๊กคุณฝ้าย อิ่มอุ่นท้องที่เชียงดาว

โดย…พาแลง

โจ๊กคุณฝ้าย ร้านที่คนเชียงดาวว่ากันว่าเป็นโจ๊กที่อร่อยที่สุดในย่านนี้ อยู่ตรงข้ามกับทางเข้าท่ารถบัสเชียงดาว มีคนเวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย ส่วนหนึ่งอาจเพราะพัฒนามาจากโฮมสเตย์ชื่อ บ้านธนัตชนก ที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศบอกต่อเรื่องความเป็นกันเอง แถมมีอาหารเด่นของบ้านนี้ก็คือโจ๊ก ผัดไทย และสารพันขนมไทย

ร้านมีเพียงโต๊ะหนึ่งตัวสำหรับตั้งเครื่องเคียงต่างๆ เพื่อใส่โจ๊กเท่านั้น ความพิเศษของร้านคือ จะกางโต๊ะก็ต่อเมื่อมีลูกค้ามานั่งกินเท่านั้น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนเชียงดาวที่แวะมาซื้อโจ๊กกลับบ้าน มีเพียงนักเดินทางที่ต้องนั่งกินที่ร้าน ที่พิเศษไปกว่านั้น คือแม่ค้าใจดีให้มีส่วนร่วมในการตักเครื่องได้เอง ใครชอบไม่ชอบกินอะไร ไม่ว่าจะเป็นขิงซอย ต้นหอมซอย กระเทียมเจียว ไข่ลวก หรือหมูเด้ง ก็ตักเอง กินเองเลย

 

โจ๊กชามโตวางตรงหน้า มีหมูเด้ง หอมซอย ขิงซอย กระเทียมเจียว และไข่ออนเซน แบบจัดเต็มให้สมกับความหิว เนื้อโจ๊กเนียนละเอียด มีรสหวานจากน้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวมาอย่างดี ชิมคำแรกก็อร่อยแบบไม่ต้องปรุงสมคำร่ำลือ ใครที่ชอบรสจัดก็เติมพริกป่นและน้ำส้มเพิ่มเติมได้ ส่วนราคาก็เป็นมิตรเริ่มที่ 20 บาทเท่านั้น

 

เนื่องจากเป็นร้านเล็กๆ ริมทาง จำนวนโจ๊กจึงมีจำกัด เริ่มขายตั้งแต่ 06.30-09.30 น. จึงขอเตือนว่าคุณนายตื่นสายอาจจะหมดอดรับประทาน ใครไปเยือนเชียงดาวในหนาวนี้ อยากกินโจ๊กอุ่นๆ โทร. 08-0241-5886