9 สถาปนิกและดีไซเนอร์ชื่อดัง รวมใจ สร้างสรรค์ ‘นิทรรศการ ๗๐ ภาพวาดแห่งความทรงจำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247664

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถหลากหลายด้านทั้งศาสตร์และศิลป์ ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นที่ประจักษ์แก่ปวงประชาชน กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คน ยึดถือเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะศิลปิน สถาปนิก และนักออกแบบ พวกเขาจึงได้รวมตัวสรรค์สร้างพระบรมสาทิสลักษณ์ 70 ภาพแห่งความทรงจำ ใน “นิทรรศการภาพวาด ๙ นักออกแบบ ๗๐ ภาพความทรงจำ” เพื่อถ่ายทอดความทรงจำ และแสดงถึงความรักและเทิดทูนต่อพ่อหลวงของชาวไทย

ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การค้า เดอะ คริสตัล และ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (ซีดีซี) กล่าวว่า นิทรรศการภาพวาด ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัย ความจงรักภักดี ต่อ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่าน ทรงสนพระราชหฤทัยงานศิลปกรรมฝีพระหัตถ์ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาและฝึกฝนด้วยพระองค์ด้วย จนพระปรีชาสามารถในการสร้างงานศิลปะ มาเป็นแบบอย่างในการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมที่มีลักษณะเฉพาะพระองค์ ซึ่งเป็นต้นแบบให้เห็นถึงความวิริยอุตสาหะ ทั้งยังเป็นการสื่อถึงความรัก ความผูกพัน ในฐานะประชาชนคนไทย ของ 9 สถาปนิกและดีไซเนอร์ นำโดย เกียรติศักดิ์เวทีวุฒาจารย์, ทรงประพันธ์ ยกย่อง, ธวัช ชัยยุทธิ์, ภาคินี รัตนะ, เกตุพลศิริธง, วิยดา มหาภาพ, วิทยา ทรัพย์ธนะอุดม, มณเฑียร หงุ่ยตระกูล และ ไปรพจน์ จุลวงศ์ ที่ทุกคนต่างพร้อมใจกันถ่ายทอดพระบรมสาทิสลักษณ์ในความทรงจำออกมาด้วยใจ

ซึ่งพระบรมสาทิสลักษณ์ ที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ เป็นภาพเหตุการณ์ในช่วงเวลาต่างๆ อาทิ ภาพที่สะท้อนให้เห็นถึง พระราชกรณียกิจ ในการทรงงานหนักคอยบำบัดทุกข์แก่ราษฎรของพระองค์ พระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ท่าน ความจงรักภักดี และภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ผ่านผลงานภาพวาดด้วยเทคนิคพิเศษหลากหลายแนว อาทิ การใช้ถ่านวาดภาพ, การนำสามเหลี่ยมมาต่อกันเป็นรูปพระองค์ท่าน, การวาดด้วยเม้าส์ปากกา, การใช้สีอะคริลิกบนผ้าใบ ฯลฯ โดยผลงานทั้งหมดนี้จะถูกนำไปจัดแสดงเป็นนิทรรศการหมุนเวียนไปยัง3 ศูนย์การค้าในเครือ ได้แก่ เดอะ คริสตัล เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา, เดอะ คริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ และ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (ซีดีซี) เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2560 ซึ่งภายในงานยังมีกิจกรรมการปริ้นภาพจากนิทรรศการฯ ที่แสดงแจกประชาชนที่มาร่วมชมงานฟรีอีกด้วย

ภาคินี รัตนะ ดีไซเนอร์อิสระ ผู้รังสรรค์เทคนิคภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ด้วยถ่าน เผยความรู้สึกว่า การได้วาดภาพในหลวง รัชกาลที่ 9 คือที่สุดของนักวาดทุกคน ซึ่งในวันที่พระองค์ท่านจากไป การวาดรูปพระองค์ คือสิ่งเดียวที่นึกออก คือสิ่งเดียวที่อยากทำเพื่อคลายความคิดถึง โดยได้วาดภาพไปทั้งสิ้น 14 ภาพ ด้วยเทคนิคที่หลากหลาย อาทิ วาดด้วยแท่งถ่านบนกระดาษ, การใช้เทคนิคสีอะคริลิกบนผ้าใบ และวาดด้วยโปรแกรมในคอมพิวเตอร์ ในการถ่ายทอดเรื่องราวของพระองค์ในหลากหลายแง่มุม เพื่อให้ผู้ชมได้รู้สึกและระลึกถึงพระองค์ท่านเช่นเดียวกับที่เรารู้สึก

ส่วนศิลปินวงเฉลียง อย่าง เกียรติศักดิ์เวทีวุฒาจารย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สถาปนิก49 เฮ้าส์ดีไซน์ จำกัด ร่วมโชว์ผลงานที่ใช้เทคนิควาดด้วยปากกาลูกลื่น บอกว่า ทำไปเสมือนไม่ได้ใช้มือวาด แต่ใช้ใจวาด ถึงแม้ไม่ค่อยถนัดในการเขียนภาพเหมือนบุคคล เพราะเขียนภาพสถาปัตยกรรมมาโดยตลอด แต่คงเป็นเพราะเขียนด้วยใจจริงๆ จึงทำให้เขียนภาพพระองค์ท่านได้

อีกหนึ่งพระบรมสาทิสลักษณ์ ซึ่งใช้เทคนิควาดด้วย เม้าส์ปากกา จาก เกตุพล ศิริธง กรรมการ บริษัท ลิฟวิ่งไลท์ เดลี่ จำกัด เผยว่า ในช่วงเวลาที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทุกคนเศร้าโศกเสียใจ ผมเองก็มีความรู้สึกไม่ต่างกันจึงมีแรงบันดาลใจอย่างท่วมท้นที่จะต้องทำความดี ตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ โดยเลือกที่จะแสดงออกในสิ่งที่คิดออกมาเป็นภาพวาด ลายเส้นแนวกราฟิก น้อมนำเอาพระราชกรณียกิจ คำสอน และพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์มีต่อแผ่นดิน ที่เด่นๆ ด้านต่างๆ มาวาดเป็นลายเส้น จำนวน 10 ภาพ เชื่อมร้อยต่อเนื่องไปเป็นคำที่มีความหมาย สืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ อย่าให้ความดีและงานที่พระองค์ท่านทำ เป็นเพียงสิ่งที่เราได้ยิน แต่ให้สานต่อความดีสืบไป

ปิดท้ายที่ วิยดา มหาภาพ ผู้ก่อตั้ง และผู้อำนวยการการออกแบบ บริษัท วิยดา ดี จำกัด เผยความรู้สึกต่อการวาด พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในพระอริยาบถต่าง ๆ ลงบนผืนภาพด้วยสีน้ำ ด้วยความรักและเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย์ผู้เกรียงไกร ที่พระองค์ทรงสอนให้เรารู้จักทำอะไรด้วยตนเอง ไม่ต้องหวังพึ่งผู้อื่น ดังนั้น เมื่อเห็นภาพของพระองค์ ก็จะนึกถึงคำว่า “พึ่งตนเอง” ซึ่งเป็นคำสอนที่อยากให้ประชาชนยึดมั่น เป็นหลักในการดำเนินชีวิต

ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ผ่าน “นิทรรศการภาพวาด ๙ นักออกแบบ ๗๐ ภาพความทรงจำ” ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 9 มกราคม 2560 เวลา 11.00-20.00 น. ณ เดอะ คริสตัล เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา, วันที่ 10-19มกราคม 2560 ณ เดอะ คริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์และวันที่ 20-31 มกราคม 2560 ณ อาคารบีคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (ซีดีซี) เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา

เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์

ภาคินี รัตนะ

วิยดา มหาภาพ

๙ ตามพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247653

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อสมท ร่วมกับ องค์กรพันธมิตรจัดกิจกรรมใหญ่ในโครงการ “๙ ตามพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน” เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรวมทั้ง เชิญชวนประชาชนร่วมสานต่อพระราชปณิธาน “มุ่งทำดีเพื่อผู้อื่นและสังคม”ตั้งแต่วันนี้- 31 มกราคม 2560 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

กิจกรรมใหญ่ในโครงการ “๙ ตามพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน” แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่หนึ่ง นิทรรศการ “๙ ตามพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน” จัดขึ้นบริเวณโถงด้านหน้าหอประชุมใหญ่ ทุกวันเพื่อถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อาทิ ด้านการสื่อสาร, ด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์, ด้านการออมความพอเพียง, ด้านพลังงาน ด้านศิลปวัฒนธรรม, ด้านเกษตรสิ่งแวดล้อม, ด้านกีฬา, ด้านสาธารณสุข และด้านคมนาคม ซึ่งล้วนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวไทยและชาวต่างประเทศตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่พระองค์ทรงงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อประชาชนมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินับพันๆ โครงการที่เกิดขึ้น นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ดี ทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ

ส่วนที่สอง ณ ลานกิจกรรมกลางแจ้งจัดกิจกรรมเสวนาและฉายวิดีทัศน์พระราชกรณียกิจและการสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบริเวณลานประติมากรรมประวัติศาสตร์ด้านหน้าหอประชุมใหญ่มีกิจกรรมในช่วงเย็นของทุกวัน รวมถึงเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมด้วยการเขียนปณิธานของตนเองที่จะทำเพื่อผู้อื่นลงบนแผ่นใบโพธิ์ทองเหลืองเพื่อกระตุ้นเตือนให้ตระหนักถึงการสร้างประโยชน์สาธารณะที่ยั่งยืนซึ่งใบโพธิ์ทั้งหมด 1 ล้านใบจะได้นำมาหล่อพระพุทธรูปเพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศต่อไปและยังมีการผลิตปฏิทินภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ 9 ภาพ มอบเป็นที่ระลึกสำหรับผู้ที่มาร่วมงานจำนวน 99,999 ชุด

ส่วนที่สามกิจกรรมบนเวทีภายในหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ได้แก่ เดือนธันวาคม 2559 ในวันที่ 10, 11, 12, 17, 18 และเดือนมกราคม 2560 ในวันที่ 7, 8, 14, 15, 21, 22, 2829 เวลา 14.00-18.00 น.โดยจะเปิดให้ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐและสถานศึกษาที่สนใจเข้าร่วมแสดงเพื่อให้ทุกหน่วยงานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความจงรักภักดี

ขอเชิญชวนร่วมชมนิทรรศการและกิจกรรมในโครงการ “๙ ตามพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน” ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2560 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

สุดเก๋กับกระเช้าขนมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247663

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วงเวลาแห่งเทศกาลปีใหม่นี้หากใครผ่านไปที่ อีทไทย (Eathai) จะพบกับความหลากหลาย ของกระเช้าขนมไทยที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันเปี่ยมด้วยความหมายอันเป็นสิริมงคล เพื่อส่งมอบให้แก่กัน อาทิ กระเช้าทองเฟื่องฟู กระเช้าขนมไทยสีทองอันเป็นมงคล 3 ชนิด ประกอบด้วยขนมทองเอก, เสน่ห์จันทร์และจ่ามงกุฎ,กระเช้าลูกชุบเสวย ที่ประกอบด้วย ขนมลูกชุบหลากสีสันรูปผลไม้ต่างๆ และกระเช้ารวมสิริมงคล ที่ประกอบด้วยขนมไทยมงคลถึง 14 ชนิด ได้แก่ ขนมทองเอก,เสน่ห์จันทร์, จ่ามงกุฎ, สัมปันนี, ฝอยทองกรอบ, กระเช้าสีดา, อาลัวกุหลาบ, ขนมหน้านวล, มะพร้าวแก้ว, กลีบลำดวน,วุ้นมะตูม, วุ้นกรอบ, เห็ดโคนและลีลาวดีหรือจะเลือกออกแบบกระเช้าด้วยตัวท่านเอง กับกระเช้าทางมะพร้าวสานที่สามารถบรรจุขนมไทยมงคลได้ 3 ชนิด

สนใจแวะชิมและชมกระเช้าขนมไทยแสนอร่อย และหารับประทานได้ยาก ได้ที่ศูนย์อาหารอีทไทยชั้น LG ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่

ข้าวมันไก่นายธง อร่อยจริงขอบอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 16:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469515

ข้าวมันไก่นายธง อร่อยจริงขอบอก

โดย…แมงโก้หวาน

ถนนสาธุประดิษฐ์ มีร้านข้าวมันไก่อร่อยๆ อยู่ประมาณ 4-5 ร้าน ซึ่งเป็นร้านข้าวมันไก่ที่ลูกค้านิยมไปใช้บริการค่อนข้างแน่น มีอยู่ใกล้ๆ ธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ 2 ร้าน และอยู่ซอยตรงข้ามสาธุประดิษฐ์ 28 ก็ถือว่ารสชาติดีใช้ได้

ทว่า ร้านที่ยกให้เป็นสุดยอดข้าวมันไก่ที่อร่อยสุดในย่านนี้ก็ต้อง “ร้านนายธง” ที่มี มนต์ชัย หทัยสราญ เป็นเจ้าของร้าน ตั้งอยู่ในซอยสาธุประดิษฐ์ 58 เข้าไปประมาณ 50 เมตร จะเห็นร้านอยู่ทางขวามือ

 

เหตุผลที่ยกเป็นสุดยอดข้าวมันไก่รสเด็ดที่สุด เนื่องจากเจ้าของร้านได้รวมเอาความอร่อยของข้าวมันไก่ในสูตรต่างๆ มาไว้ด้วยกัน อย่างข้าวมันก็ต้องหอมนุ่ม เนื้อไก่นุ่มแน่นอร่อย น้ำจิ้มรสเด็ด และน้ำซุปหอมกลมกล่อมชุ่มคอ บอกได้เลยว่าแค่คำแรกที่สัมผัสลิ้นก็รู้สึกได้ว่ามันช่างคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

เนื้อไก่ทางร้านเลือกใช้ไก่คัดอย่างดีจากฟาร์มเจ้าประจำ ส่งกันสดๆ วันต่อวัน นำมาล้างทำความสะอาดแล้วต้มกับน้ำเปล่า ต้มจนสุกนุ่มก็จะได้เนื้อไก่นุ่มๆ ที่พร้อมนำมาสับเป็นชิ้นๆ รอเสิร์ฟ ส่วนน้ำซุปที่ใช้ต้มไก่ก็มีความหอมหวาน นำมาใช้หุงข้าวมันและทำน้ำซุปต่อ โดยมาตุ๋นกับมะนาวดอง และปรุงรสให้กลมกล่อม หอม อร่อย และไม่ขม

 

ข้าวมันเลือกใช้ข้าวหอมมะลิเก่ามาหุงด้วยวิธีโบราณ คือใช้ข้าวสารลงไปหุงในน้ำซุปไก่ ใส่กระเทียมเจียวใหม่ๆ หอมๆ พายกวนในหม้อไปเรื่อยๆ จนข้าวสุกดี จะได้ข้าวมันที่เป็นเม็ดสวย หอมกลิ่นกระเทียม รสชาติออกเค็มๆ มันๆ ขณะที่น้ำจิ้มทำเป็นสามรส เปรี้ยว เค็ม หวาน โดยมีส่วนผสมของพริก ขิง เต้าเจี้ยว ราคาธรรมดาจานละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท จานเดียวก็อิ่มแล้ว นอกจากข้าวมันไก่แล้วยังมีกวยจั๊บ เกาเหลา หมูกรอบขายด้วย อร่อยเช่นกัน

ร้านนายธงเปิดทุกวัน เวลา 07.00-14.30 น. (หยุดวันจันทร์สัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของเดือน) โทร. 02-682-4253 หรือ เฟซบุ๊กข้าวมันไก่นายธง

 

ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469394

ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studi

คนไทยในสมัยก่อนมีวิถีชีวิตที่เรียกได้ว่า Slow Life ชนิดที่ว่าเหล่าฮิปสเตอร์ในยุคปี 2016 ที่คิดว่าตัวเองเท่ ควรหันหลังกลับไปลองสังเกตการใช้ชีวิตของคนโบราณแล้วจะรู้ว่าเราชาวไทยมีความสุนทรีย์ในการใช้ชีวิตผสานไปกับธรรมชาติได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด ตั้งแต่บ้านเรือนไปจนถึงอาหาร ขนม

ยกตัวอย่างเช่น ขนมไทยโบราณของเราในฉบับนี้ “ขนมเปียกปูน” ขนมไทยเพียงชนิดเดียวที่มีสีสันเป็นเอกลักษณ์เป็นสีดำขลับ เกิดขึ้นจากความช่างสังเกตของคนโบราณ เริ่มต้นตั้งแต่หาส่วนผสมที่ทำให้ขนมมีสีดำ ทุกบ้านที่ปลูกมะพร้าวเอาไว้ใช้คั้นกะทิ จะมีกาบมะพร้าวแห้งที่มีเหลืออยู่ทั่วไปในสวน กาบมะพร้าวนี่แหละนำมาเผาไฟใช้เป็นน้ำด่างอ่อนๆ ในการทำความสะอาดร่างกายไปจนถึงใช้ในครัวเรือนทำความสะอาดล้างจาน กาบมะพร้าวเผาป่นยังให้สีดำอันมีเสน่ห์ของขนมเปียกปูนอีกด้วย

กาบมะพร้าวเผาไฟ ทำเองได้ไม่ยากเย็นเลย ไปที่ร้านขายกะทิที่ตลาด แล้วขอแบ่งกาบมะพร้าวที่ฉีกจากลูกมะพร้าวกะทิ เลือกชามสเตนเลสหรือกระเบื้องเซรามิกเนื้อหนาๆ วางกาบมะพร้าวลงไปแล้วจุดไฟเผาให้กาบมะพร้าวค่อยๆ ไหม้ หรือจะถนัดคีบกาบมะพร้าวค่อยๆ ผิงไฟเตาแก๊สไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีดำสนิท นำมาปั่นกับน้ำแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางซ้อนกันหลายๆ ชั้น เพื่อกำจัดเอาเสี้ยนต่างๆ ออกไป จะได้น้ำกาบมะพร้าวสีดำสวย

ที่มาของชื่อขนมยังมีอีกส่วนผสมหนึ่งอันเป็นที่มาของชื่อขนมเปียกปูน นั่นคือ ปูนแดง ที่นำมาละลายน้ำทิ้งไว้ให้ตกตะกอน เอาแต่ส่วนน้ำปูนใสๆ ด้านบนมาใช้ สมัยนี้ไม่ได้ยากอะไร ไปร้านขายของแห้งในตลาดก็ซื้อปูนแดงในถุงพลาสติกมาใช้ได้เลย แต่สมัยก่อน เขาหาปูนแดงมาจากภูมิปัญญาอย่างแท้จริง เริ่มจากการเผาเปลือกหอย นิยมเป็นหอยแครง เพราะสีขาวและมีสารตั้งต้นแคลเซียมคาร์บอเนตเยอะกว่าเปลือกหอยชนิดอื่นๆ เมื่อเผาจนปูนสุกแล้ว จะกลายเป็นแคลเซียมออกไซด์ เอาเปลือกหอยที่เผาแล้วมาล้างทำความสะอาดอีกครั้ง แล้วตำกับผงขมิ้น ที่มาของสุภาษิตที่ว่า ขมิ้นกับปูนนั้น ก็มาจากขั้นตอนนี้นี่แหละ ที่ปูนขาวๆ กับขมิ้นเหลืองๆ จะแสดงปฏิกิริยากันทันที จนกลายเป็นสีปูนแดงที่โดดเด่นในโทนสีไทยของเรา และทันทีที่เติมน้ำลงไปในโอ่งมังกรขนาดเล็กที่มีขมิ้นกับปูนอยู่ น้ำจะกลายเป็นแคลเซียมไฮดรอกไซด์ หรือน้ำด่าง ที่กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำขนมและอาหารหลากหลายชนิด

ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

น้ำปูนใสในขนมเปียกปูนเป็นส่วนผสมที่สำคัญที่จะช่วยให้แป้งที่กวนจนสุกแล้วนั้น จับตัวกันแน่นขึ้นเมื่อเย็นตัวลง ไม่เพียงแต่ส่งผลกับแป้งที่กวนแล้วเท่านั้น ยังช่วยเสริมโครงสร้างของพวกพืช เช่น กล้วย มัน ฟักทอง ที่เรานำมาทำขนมอีกด้วย ให้เส้นใยของพืชยึดเกาะกันแน่น ทำขนมแล้วไม่เละง่าย เพราะด่างอ่อนๆ จะช่วยให้เกิดแรงตึงผิวขึ้น ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหม ว่าภูมิปัญญาบ้านๆมาจากวิทยาศาสตร์เคมีดีๆ นี่เอง

ขนมเปียกปูนที่อร่อยในสมัยก่อนจะแตกต่างจากในปัจจุบัน ขนมเปียกปูนโบร่ำโบราณเลยนั้นจะมีเนื้อแน่นๆ สักหน่อย เพราะมักทำจากแป้งข้าวเจ้าล้วนๆ แต่ขนมเปียกปูนในปัจจุบัน นอกจากจะหวานน้อยๆ แล้วนั้น ยังมีลักษณะนุ่มหยุ่น จากส่วนผสมแป้งมัน แป้งท้าวยายม่อม ที่นิยมเติมลงไปผสม เพื่อให้ได้ขนมเปียกปูนที่เงาสวยกว่าแบบโบราณ ใครชอบแบบไหนค่อยๆ ปรับแป้งได้จากคุณสมบัติตามที่บอก จนกว่าจะเจอสูตรที่ชอบ

สูตรนี้เป็นสูตรง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยากที่บ้านและไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นใดเพิ่มเติม อาศัยหม้อเพียงใบเดียวและพายไม้จับถนัดมือสักด้าม นวดแป้งกับน้ำสักนิดเพื่อให้แป้งทั้งสามชนิดอิ่มน้ำและไม่เป็นเม็ดๆ เวลาเติมน้ำตาลลงไป เมื่อนวดแป้งจนได้ที่แล้ว จึงค่อยๆ บี้แป้งกับน้ำตาลโตนดเสียก่อนจนเนียน จึงเติมน้ำกะทิและน้ำตาลพร้อมกับน้ำส่วนที่เหลือลงไป

ขนมเปียกปูนสูตรนี้ผู้เขียนลองแล้ว สามารถเสิร์ฟได้ 2 รูปแบบ แบบแรกกวนพอให้ขนมสุก โดยกวนประมาณ 15 นาที จะได้ขนมเปียกปูนอ่อน ที่เหมาะสำหรับตักใส่ถ้วย แล้วราดน้ำกะทิข้นๆ โรยน้ำตาลและงาคั่วกินกับมะพร้าวอ่อนขูด แถมด้วยถั่วทองคั่ว หรืออีกวิธี คือ ขยันกวนไปเรื่อยๆ ที่ไฟอ่อนๆ จากขนมสีเทาเข้มๆ จะค่อยดำขลับเป็นมันเงาขึ้น ขนมจะค่อยๆ ข้นหนืดขึ้นจนเกาะตัวกันหลวมๆ พอจะคงรูปร่างได้เวลาบีบเป็นดอก อาจต้องอาศัยความอดทนในการกวนไปถึง 30-40 นาที แต่จะไม่ผิดหวังกับเนื้อสัมผัสที่นุ่มอร่อยและความหอมของขนมเปียกปูน

สูตรนี้อร่อยที่สุดหลังจากทำใหม่ๆ สัก 2-3 ชั่วโมง ทิ้งให้เย็นตัวลงแล้วรับประทานคู่กับมะพร้าวทึนทึกน้ำหอมที่อ่อนๆ ขูดเป็นเส้นทั้งนุ่มและหอม เชื่อว่าขนมไทยไม่ยากจนเกินไป หากรู้หลักในการทำง่ายๆ แถมยังได้สูดกลิ่นความ “ชิลล์” ของคนโบราณ ที่ค่อยๆ คิด สังเกตจากสิ่งรอบๆ ตัวจนกลายเป็นขนมไทยที่อร่อยและเต็มไปด้วยภูมิปัญญาอีกด้วย

ขนมไทยหัวใจ minimal ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวกะทิสด

ขนมเปียกปูนสีนิล

ส่วนผสม

แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม

แป้งมัน 20 กรัม

แป้งท้าวยายม่อม 20 กรัม

เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

น้ำปูนใส 250 กรัม

น้ำปั่นกับกาบมะพร้าวแล้วกรอง 500 กรัม

กาบมะพร้าวเผา 20 กรัม (อาจเพิ่มอีกอ่ะ เดาเอาอาจจะน้อยไป กะว่าสัก 2 ช้อนโต๊ะ)

น้ำกะทิ 250 กรัม

น้ำตาลโตนด 160 กรัม

น้ำตาลทราย 75 กรัม

น้ำกะทิสำหรับเปียกปูนอ่อน

กะทิ 2 ถ้วย

แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา

เกลือทะเล 1/2 ช้อนชา

น้ำตาลทราย+งาขาวคั่วสำหรับโรย

ถั่วทองคั่ว

วิธีทำ

ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกัน เติมเกลือป่นลงไป

เติมน้ำปูนใสลงไปนวดแป้งจนพอจับกัน นวดให้นุ่มเนียนประมาณ 5-8 นาที

เติมน้ำตาลปี๊บลงบี้กับแป้งให้เนียนละลายหมด

ละลายน้ำตาลทรายกับน้ำกะทิและน้ำปูนใสที่เหลือทั้งหมด เติมลงในแป้งที่นวดไว้ทีละน้อย

เติมน้ำกาบมะพร้าวลงไป กรองส่วนผสมทั้งหมดผ่านผ้าขาวบาง เทลงในหม้อขนาดพอเหมาะ

กวนไฟแรงไปในทางเดียวกันจนส่วนผสมเดือด แล้วจึงกวนต่อที่ไฟอ่อนประมาณ 15 นาที จะได้ขนมเปียกปูนอ่อน ตักใส่ถ้วยรับประทานกับน้ำกะทิ โรยน้ำตาลทรายและงาขาวคั่ว หรือจะเป็นถั่วทองก็อร่อย (สำหรับกะทิราดเปียกปูนอ่อน : ละลายแป้งและเกลือในกะทิ ตั้งไฟเบาๆ จนเดือด ยกลงใช้สำหรับราดขนมเปียกปูนอ่อน)

สำหรับขนมเปียกปูน ให้กวนต่อไปที่ไฟอ่อนๆ อีก 20 นาที (โดยกะเวลาทั้งหมดในการกวนที่ไฟอ่อนคือ ประมาณ 30 นาที) จะได้เนื้อขนมที่ข้นและคงตัวมากขึ้น หากต้องการบีบเป็นรูปร่าง ให้ตักขนมใส่ถุงบีบที่ทนความร้อนและสวมถุงมือกันร้อน บีบส่วนผสมลงในถาดที่มีความเรียบ เมื่อขนมเย็นตัวลงแล้วจะไม่ติดถาด หรืออาจจะบีบขนมลงบนถาดขึงพลาสติก ทาน้ำมันบางๆ ไว้ก็ได้ เมื่อขนมเปียกปูนเย็นตัวลงแล้ว จะคงตัวไม่ติดมือนักหากกวนได้ที่ตามเวลาที่ประมาณการไว้ รับประทานให้หมดภายใน 2 วันจะอร่อยที่สุด

กินเค็มเสี่ยงชีวิตสั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468993

กินเค็มเสี่ยงชีวิตสั้น

โดย…โยโมทาโร่

ในร้านก๋วยเตี๋ยวผมเคยเห็นคนที่ชอบเหยาะน้ำปลาใส่เป็นช้อนๆ ใส่พริก ในน้ำส้มสายชู และน้ำตาลแบบจัดเต็ม ก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นอันตรายต่อสุขภาพไม่ต่างจากการสูบบุหรี่เลยแม้แต้น้อย เพราะร่างกายของเราต้องการเกลือแค่วันละปลายช้อนชาเท่านั้น แต่ในอาหารที่เรารับประทานแทบทุกมื้อเราได้รับเกลือเกินกว่าที่ร่างกายต้องการถึง 10 เท่า

หากเราได้รับเกลือในร่างกายมากเกินความต้องการก็จะนำพาโรคต่างๆ มาให้มากมาย ทั้งโรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคอัมพฤกษ์ โรคหัวใจ และอาการผื่นแดงคันตามร่างกายที่บางครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

เกลือหรืออีกชื่อคือโซเดียม มีอยู่ในอาหารหลายประเภท ทั้งที่เรารับรู้ได้ถึงความเค็มและไม่เค็ม เช่น นม มายองเนส หรือแม้กระทั่งนมผงสำเร็จรูปของเด็กทารกก็มีเกลือประมาณ 25 มิลลิกรัม/นม 10 ออนซ์ ในขณะที่นมแม่มีเพียง 7 มิลลิกรัมเท่านั้น

หากรับประทานเกลือมากไป โดยไม่ได้รับประทานน้ำในปริมาณที่มากพอ จะทำให้การทำงานของหัวใจ และอวัยวะต่างๆ ผิดปกติ โดยเฉพาะไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยในการปรับระดับโซเดียมในร่างกาย แต่ถ้าไตรับโซเดียมมากเกินไป จนทำให้ไม่สามารถขับโซเดียมได้ในปริมาณที่เหมาะสมได้ น้ำในร่างกายก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจตามมาติดๆ

การลดความเค็มในอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้อายุยืนยาว ควรปรับการใส่เกลือ ใส่น้ำปลาในอาหารลง แรกๆ อาจจะรับประทานไม่ค่อยได้ แต่สักพักคุณจะรู้สึกได้เองว่า อาหารที่คิดว่าจืดแท้จริงแล้วมันก็อร่อยดีเหมือนกัน

 

ข้าวหมูแดงเฮียต๊ะ บ้านโป่งราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468495

ข้าวหมูแดงเฮียต๊ะ บ้านโป่งราชบุรี

โดย…สิทธิปูทะเลย์

ความหิวทำให้เราพบกัน หุ..หุ.. ไม่ใช่พบเนื้อคู่หรอกค่ะ แต่ได้พบร้านข้าวหมูแดงแสนอร่อยเข้าน่ะเจ้าค่ะ เพื่อนๆ อิฉันทราบดีว่าโดยส่วนตัวอิฉันไม่ค่อยถูกกับของหวาน อาหารรสหวาน ขนมหวานทั้งนั้น แล้วทำไมดันไปกินข้าวหมูแดงที่มักจะมีน้ำราดข้าวที่หวานประหนึ่งน้ำเชื่อมเกือบทุกร้าน … ก็บอกแล้ว เพราะความหิวทำให้พบกัน ณ ขณะนั้นอยู่ภาวะจำใจรับประทาน

เหตุเกิดที่ตลาด อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เพราะหลังจากเดินทางกลับจากการลงพื้นที่ทำงาน คณะกะจะหาอะไรทานเป็นอาหารมื้อเที่ยง สอดส่ายสายตาหาร้านเหมาะๆ มาตั้งแต่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ก็ไม่ถูกใจ จนหิวตาลายที่บ้านโป่ง ลองวกรถเข้าไปดู คิดกันว่าถ้าเจอร้านไหนดูท่าพอไหว ก็จะทานร้านนั้น ดันเจอร้านข้าวหมูแดงที่อิฉันไม่ค่อยจะโปรดเลย แต่เห็นแก่พรรคพวกที่มาด้วยกันดูท่าจะหิวกันน่าดู เลยตัดสินใจทานข้าวหมูแดง

 

ครั้งเห็นร้านตอนแรก ก็ยังพอชอบใจนิดๆ ว่า ดูบ้านๆ ดี หมูแดง หมูกรอบหน้าตาดี ที่สำคัญ พี่คนขายอารมณ์แสนดี สับหมูไป ตักข้าวไป ร้องเพลงธรรมะสอนคนซื้อไป แถมในร้านยังมีคำสอนดีๆ ติดไว้ให้อ่านขณะนั่งรออีกด้วย กวาดสายตาไปเรื่อยๆ ดูท่าร้านนี้จะดังพอดู เพราะมีคนมารอซื้อกันแน่นหน้าร้าน

ข้าวหมูแดงมาแล้วจานแรก บอกเลยหน้าตาดี พอชิมคำแรก ขอบอกดังๆ ว่า อร่อยวุ้ย เพราะน้ำหมูแดงไม่หวานอย่างที่คิด ออกเค็มหน่อย หวานนิด และหอมน้ำซุป แถมหมูแดงก็นุ่ม ไม่แข็งกระด้างหรือเหนียว แห้งเหมือนบางร้าน และหมูกรอบเลิศมาก หนังกรอบ เนื้อสามชั้นเห็นครบสามชั้น ไม่มีเนื้อขาวหนาติดหนังเห็นแล้วไม่กล้ากินมากวนใจในจาน เลยต้องไปด้อมๆ มองๆ ที่ตู้หมูกรอบที่แขวนเรียกแขก สั่งมาทานเล่นๆ 1 จาน จิ้มซีอิ๊วหวานใส่พริกชี้ฟ้าน้ำส้ม อร่อยจ้า

 

นอกจากนั้นที่ร้านยังมีข้าวหน้าไก่ด้วย สำหรับคนที่ไม่ชอบทานหมูไว้ให้สั่ง วันนั้นไม่ได้ลองเลยไม่ขอเขียนถึง

ระหว่างทาน เสียงสับหมู เสียงร้องเพลง เสียงตะโกนสั่งข้ามโต๊ะ อย่าได้ตกใจ เพราะเฮียเจ้าของร้าน หรือเฮียต๊ะ หรือ บุญเอื้อ คงกระพันธ์  เขาทำเป็นปกติ จนคนบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีรู้ดีและกลายเป็นจุดขายแข่งกับรสชาติข้าวหมูแดงกันเลยทีเดียว

ร้านข้าวหมูแดงลุงต๊ะ ตั้งอยู่บนถนนแสงชูโต ตลาดบ้านโป่ง ใกล้กับหอนาฬิกา ธนาคารออมสินสาขาบ้านโป่ง สถานีตำรวจและท่ารถ บขส. ถ้าไปไม่ถูก ถามทางใครๆ ให้บอกว่าไปร้านหมูแดงข้างสถานีตำรวจ ข้างธนาคารออมสิน คนบ้านโป่งจะบอกทางถูกทุกคน ร้านนี้ขายมากว่า 20 ปี เปิดเวลา 07.00-14.00 น. สอบถามโทร 032 -34 1-803

 

กล้วยทอดสูตรเขมรโบราณ รสชาติหอม หวานมัน อร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 19:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468849

กล้วยทอดสูตรเขมรโบราณ รสชาติหอม หวานมัน อร่อย

โดย…นพรัตน์ กิ่งแก้ว

หากท่านผ่านถนนสายสุรินทร์-ศีขรภูมิ หลัก กม.ที่ 3 ปากทางเข้าหมู่บ้านจะแกโกน หมู่ 16 ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ จะพบและสัมผัสรสชาติกล้วยแขก หรือกล้วยทอดสูตรโบราณ สไตล์เขมรดั้งเดิม ที่อาจจะเริ่มเลือนหายไปจากสังคมไทย ซึ่งกล้วยทอดหรือกล้วยแขกถือว่า เป็นการประยุกต์เอาผลไม้อย่างกล้วยที่หาได้ง่ายทั่วไปในเรือกสวน ไร่นา มาสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นขนม กลิ่นอายไทยๆ ที่มีรสชาติอร่อย

 

กล้วยทอดสูตรเขมรโบราณมีลักษณะที่ดูจะแตกต่างกันออกไปตามแบบเฉพาะ รสชาติอร่อย ขึ้นอยู่กับการปรุงรสชาติของแป้ง การเลือกกล้วย งา และมะพร้าวที่ปลูกเองเท่านั้น ไปจนถึงขั้นตอนการทอดที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรลับเฉพาะ จึงมีลูกค้ามาอุดหนุนกันอย่างคึกคักตลอดเวลา วันหนึ่งๆ สามารถทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 1,200-2,000 บาท เลยทีเดียว ซึ่งอาจจะประสบปัญหาฝนตกบ้างจึงทำให้ลูกค้าลดลงบ้างบางวัน

 

มาลิสา เฉื่อยกลาง กล่าวว่า ได้สูตรกล้วยทอดเขมรโบราณมาจากแม่ ซึ่งแม่ได้สูตรมาจากคุณยายอีกทอดหนึ่ง นับเป็นมรดกตกทอดมาจากคุณยาย สูตรลับเฉพาะ บอกได้แต่ส่วนผสมที่สำคัญ กล้วยน้ำว้า ต้องเป็นกล้วยสวนถึงจะอร่อย สอง มะพร้าวต้องขูดเอง ทำเองด้วยสูตร ตำนานโบราณ สามคือ งา ตัวชูโรงเป็นส่วนผสมมาคลุกเคล้ากัน ก่อนนำมาทอดในน้ำมัน โดยไม่ต้องมีอะไรมาเป็นสิ่งเจือปน เป็นธรรมชาติของคนโบราณ ปลอดสารพิษ กล้วยสวนปลูกเอง สดจากไร่ มันก็ปลูกเอง มะพร้าว งาก็ปลูกเอง

 

ซื้อมาอย่างเดียวคือ น้ำตาล เพราะทำเองไม่ได้ ขายในราคา 4 ชิ้น 10 บาท รสชาติจะอร่อย สดจากธรรมชาติ ไม่หวานหรือเน้นน้ำตาลมากเกินไป เพราะเดี๋ยวนี้สารเจือปนในอาหารเยอะมากทำให้คนเราป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน เน้นทำขนมแบบโบราณให้คนกิน เพราะสมัยโบราณเราก็ไม่มีน้ำตาลกินแบบนี้หรอก ถือว่าเป็นของดีที่หากินยาก จึงอยากอนุรักษ์เอาไว้ให้ลูกหลานได้รับประทานกันต่อไป

 

วิ่งเล่นในถนนสายซูชิ @โอตารุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 18:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468848

วิ่งเล่นในถนนสายซูชิ @โอตารุ

โดย…พาแลง ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ถ้าอยากกินซูชิที่ให้บรรยากาศและรสชาติเหมือนอยู่ญี่ปุ่นหาได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านทองหล่อ แต่ถ้าอยากกินซูชิระดับแชมเปี้ยนและมีความเฉพาะตัวในบรรยากาศเงียบสงบ และสุดส่วนตัว ต้องแวะมาที่ร้านซูชิ โอตารุ (Sushi Otaru) ร้านอาหารญี่ปุ่นเกรดพรีเมียมที่ได้แรงบันดาลใจจากเมืองโอตารุ (Otaru) ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือเล็กๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของซัปโปโร นับเป็นแหล่งรวมบรรดาร้านซูชิชั้นเลิศของญี่ปุ่น ดังนั้น ร้านซูชิ โอตารุ จึงนำคอนเซ็ปต์ของเมืองท่าแห่งนี้เข้ามาทั้งในด้านการออกแบบโครงสร้างร้าน และการนำเสนอเมนูอาหาร

การตกแต่งร้านจุดประกายมาจากเรือหาปลา เพดานของร้านถูกออกแบบให้เป็นโครงเรือ ซึ่งความจริงเรียกว่ากระดูกงู สื่อถึงการเดินเรือออกหาวัตถุดิบกลับมาจนถึงฝั่ง หากจะแปลความหมายให้ลึกลงไปอีก โครงเรือที่หมายถึงนี้ คือ ส่วนกระดูกงู ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยในการพยุงตัวเรือให้มั่นคง ไม่โคลงเคลง ปลอดภัยและมีนัยถึงความสดสะอาดปลอดภัยของอาหารอีก

 

โดยเมื่อเข้ามาด้านในสิ่งแรกที่จะเจอคือบาร์ขนาดยาว แวดล้อมด้วยที่นั่งที่ค่อนข้างให้พื้นที่ ไม่อึดอัด เพราะทางร้านออกแบบโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวซึ่งทุกโต๊ะจะมีฉากกั้นหากต้องการ นอกจากนี้ร้านยังมีลูกเล่นเกี่ยวกับของแต่งร้านภายใน ด้วยการเลือกเป็นของเก่าที่มีคุณค่าและสื่อถึงความเป็นญี่ปุ่น เช่น เกราะซามูไร O-Yori Style ชุดซามูไรเคลือบเงา และตู้ลิ้นชัก Kuruma Tansu เพื่อให้ผู้มารับประทานอาหารได้ซึมซาบถึงวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

เดินลึกเข้าไปด้านในจะเป็นส่วนของไพรเวทรูม 4 ห้อง ที่ตรงกลางร้านจัดให้เป็นสวนญี่ปุ่นลอยฟ้า ซึ่งจะมีการแสดงดนตรีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเล่นเพลงญี่ปุ่นผ่านศิลปินมืออาชีพและดนตรีที่ฟังสบายแวะเวียนกันมาให้ความบันเทิง และเพิ่มความรื่นรมย์ในมื้ออาหาร ซึ่งเหมาะที่จะมากับคนพิเศษ การจัดสังสรรค์ระหว่างกลุ่มเพื่อน หรือแม้กระทั่งการจัดเลี้ยงแขกที่มีเนื้อหาการพูดคุยที่สำคัญ

 

ส่วนที่เป็นเมนูอาหาร หลากหลายมีทั้งอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม และเพิ่มอาหารฝรั่งเศสเข้ามาเป็นฟิวชั่น แต่ยังเน้นความสดใหม่ชูรสชาติเด่นของวัตถุดิบ โดยมี เชฟ Abe Kazuhiro เชฟประจำร้าน ซึ่งมีประสบการณ์ในการเป็นเชฟมากว่า 32 ปี เป็นผู้คัดสรรวัตถุดิบมาสร้างสรรค์เมนูด้วยตัวเองซาชิมิสดๆ จัดเรียงมาอย่างสวยงาม สำหรับสาวกข้าวปั้นซูชิ ขอเสนอซูชิหน้ารวม หรือเมนู Sushi Mori ที่จัดมาให้เป็นขนาดพอดีหนึ่งคำใหญ่ๆ สำหรับสาวๆ ที่คัดสรรปลาสดส่งตรงจากท้องทะเลญี่ปุ่น วัตถุดิบตามฤดูกาล เช่น แซลมอน ที่เนื้อแน่นสดเด้ง Ikura (ไข่ปลาแซลมอน) รสสัมผัสเวลากัดแล้วไข่ปลาแตกโพละในปาก หอม มัน อย่าบอกใคร รสชาติกำลังดีไม่เค็มจนเกินไป ข้าวปั้นหน้า Uni (ไข่หอยเม่น) สีเหลืองนวล นุ่ม สดสุดๆ ปลาหมึก และปลาฮามาจิ ก็มาครบถ้วน เพื่อให้ซึมซาบถึงรสชาติความสดและความดั้งเดิม ตามรูปแบบของ Sushi Otaru

ต่อมาเป็นเมนู Kobe beef with wasabi sauce ที่นำเนื้อโกเบส่งตรงจากจากญี่ปุ่น นำมาสไลซ์ให้ได้ขนาดพอเหมาะ นำไปย่างไฟอ่อนๆ ให้ได้กลิ่นหอมจากเนื้อ แล้วนำมาปรุงด้วยซอสญี่ปุ่น 3 รสชาติ ที่เป็นสูตรลับเฉพาะของทางร้าน โดยเสิร์ฟพร้อมมันฝรั่ง โตกิโนวะ อบชีส และสุดท้ายกับเมนูใหม่ของร้าน Salmon Mille-feuilli with seaweed sauce ด้วยการนำรูปแบบ ขนมมิลล์เฟย หรือขนมพันชั้นของฝรั่งเศส มาผสมผสานกับเนื้อแซลมอน แล้วนำมาราดด้วยซอสสาหร่าย เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม ตามแบบฉบับของญี่ปุ่น

ถึงแม้ร้านจะเด่นเรื่องซูชิ แต่ทางร้านก็มีอาหารญี่ปุ่นแบบอื่นๆ ด้วย รวมไปถึง Lunch Set หรือข้าวหน้าต่างๆ แต่ถ้าให้ดีก็ต้องสั่งซูชิสักคำสองคำแล้วดูสิว่ายาโยอิไหม ร้าน ซูชิ โอตารุ อยู่ที่ชั้น 3 ของโครงการ Arena 10 ซอยทองหล่อ 10 เวลา เปิด-ปิด ให้บริการทุกวัน 2 รอบ กลางวันเวลา 11.30-14.30 และรอบเย็นเวลา 17.30-23.00 น. โทร. 02-392-7737 หรือ 08-9893-5477 เฟซบุ๊ก: sushiotaru อินสตาแกรม: sushiotaru

 

ความสำราญแห่งพงไพร ไวลด์ แอนด์ โก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 18:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/468847

ความสำราญแห่งพงไพร ไวลด์ แอนด์ โก.

โดย…ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ผมจะชวนไปเข้าป่าแคมปิ้งกันครับ ทว่าเป็นป่ากลางเมืองที่มีนามว่า ไวลด์ แอนด์ โก (Wild & Co.) ที่เนรมิตทั้งพื้นที่และอาหารให้เป็นพงไพรอย่างที่ต้องการ

ก่อนที่จะเป็นร้านอาหารและบาร์เท่ๆ แห่งนี้ พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นสตูดิโออัดเสียง Stu-fé มาก่อน และเมื่อรีโนเวตใหม่มาเป็นร้านอาหารก็ยังไม่ได้ทิ้งความชอบในดนตรี เพราะที่นี่มีดนตรีทุกแนวให้ฟังกันอย่างเต็มอิ่มทีเดียว

ในส่วนของดนตรีสดจะเริ่มบรรเลงกันทุกวัน และยังมีดีเจมาร่วมสร้างบรรยากาศด้วยแผ่นไวนิลให้ได้ฟังกันสดๆ อีกด้วย ซึ่งบรรดาเจ้าของร้านอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเอง เข้ามาที่นี่ก็เพื่อผ่อนคลาย และมีความสุขพกกับไปบ้าน

 

บรรยากาศร้านมีความดิบของความเป็นป่าทุกมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์สตัฟฟ์ต่างๆ ที่วางตกแต่งและแขวนทั่วร้าน ผสานเข้ากับโทนสีเข้มแซมด้วยพืชใบเขียว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนนั่งกินดื่มอาหารอยู่กลางป่า

ร้านแบ่งเป็น 3 โซน คือ Outdoor ที่จัดที่นั่งเอาไว้ให้เหมาะกับการแคมปิ้ง ถัดเข้ามาเป็น Black Cabin บรรยากาศค่อนข้างมืดสลัว ชักชวนให้นั่งดื่มเครื่องดื่มแก้วโปรดพร้อมฟังดนตรีขับกล่อม และโซน Glasshouse เรือนกระจกที่โดดเด่นด้วยต้นปาล์มและหัวกวาง

ส่วนเมนูของที่นี่เพื่อตอบรับบรรยากาศของร้านแบบเต็มๆ เพราะจะใช้ Game Meat เป็นวัตถุดิบหลัก จะเน้นเสิร์ฟเนื้อวัวและเนื้อสัตว์ป่านานา ด้วยหนุ่มโม เชฟผู้สันทัดเกิดความคิดที่อยากใช้วัตถุดิบในประเทศให้มากที่สุด และต้องการแสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก จึงนำมาครีเอทเป็นเมนูอันหลากหลาย โดยตัวเชฟโม เองเคยอยู่ที่สหรัฐ และมีประสบการณ์ด้านอาหารมากว่าสิบปี และยังเป็นเจ้าของไส้กรอกและเนื้อรมควันต่างๆ ที่มีแบรนด์เป็นของตัวเองอีกต่างหาก

 

มาเริ่มต้นด้วย Ap Scallop Tartare หอยเชลล์ดิบคลุกกับซอสซีฟู้ดรสจัดจ้าน พริกสด ผักชีใบเลื่อย แกมด้วยข้าวเกรียบทอด อร่อยมาก ต่อด้วย Rabbit Roll เนื้อกระต่ายฝรั่งเศสโฮมเมด ยัดไส้ด้วยตับห่าน พันด้วยเบคอน นำไปย่างและอบเพิ่มเพิ่มความนุ่มกรอบ กินคู่กับแก่นตะวัน แห้ว และมันฝรั่ง เสิร์ฟคู่กับซอสกระต่ายทำจากโครงกระดูกของกระต่าย ถั่วลั่นเตา และแครอตย่าง กลายเป็นส่วนผสมที่เข้ากันอย่างลงตัว

ใครที่ชอบกินเนื้อขอแนะนำเมนูซิกเนเจอร์ Smoked Beef Ribs ซี่โครงเนื้อโคขุนจากสกลนคร รมควันไม้ Hickory จนได้กลิ่นหอม รสสัมผัสนุ่มลิ้น กินคู่กับแป้งตอติญ่า ผักดอง และโคลสลอว์

ตบท้ายด้วย Foie Gras Stuffed Quail นกกระทายัดไส้ตับเป็ดบดกับสมุนไพรนำไปย่างและอบ เสิร์ฟคู่กับกะหล่ำดาว เห็ดฝรั่งเศส และแก่นตะวัน

 

อาหารลองท้องได้ที่ ถึงทีเรียกหาเครื่องดื่มที่มีให้เลือกลิ้มลองครบทุกดีกรี ที่พิเศษคือเบียร์ที่จะเสิร์ฟคราฟต์เบียร์ชื่อดังสัญชาติไทย อย่างชาละวัน ชาตรี และสีลม หรือจะเลือกค็อกเทลที่ปรุงแบบง่ายๆ เอาใจกันสุดๆ

แก้วแรกเราลอง Gin Tonic Wild & Co. Style ซิกเนเจอร์ที่ทางร้านเลือกใช้จินไทย ที่ออกแบบรสชาติโดยชาวต่างชาติที่อยู่เมืองไทยมา 20 ปี  หรือจะเป็นแก้วต่อมา Wild & Co. สัมผัสได้ถึงความสดชื่น ประกอบด้วย จิน ตะไคร้ และใบมะกรูด

ไวลด์ & โก อยู่ที่ซอยฟาร์มวัฒนา (กล้วยน้ำไท) ถนนพระราม 4 ร้านเปิดบริการทุกวัน (หยุดวันจันทร์) เวลา 17.30-24.00 น. โทร. 08-7999-9948 Website www.wildnco.com facebook.com/wildncobkk