‘WEE’ ผสาน ‘สาวหวาน-ไชนีสโมเดิร์น’ รังสรรค์แฟชั่นโชว์สุดเก๋ ‘Shanghai Illusion’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247800

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นน้องใหม่มาแรงขึ้นแท่นประดับวงการแฟชั่นไทยดีไซเนอร์ สำหรับ “WEE” (วี) แบรนด์แฟชั่นเรดี้-ทู-แวร์ สำหรับสาวหวานซ่อนเปรี้ยว ที่ล่าสุดเผยโฉมคอลเลคชั่นใหม่ ผสมผสานความเป็นสาวหวานซ่อนเปรี้ยว และความเป็นไชนีสโมเดิร์น ในแฟชั่นโชว์ “วี ฟอลล์/วินเทอร์ 2016 คอลเลคชั่น: เซี่ยงไฮ้ อิลลูชั่น) คอลเลคชั่นย้อนประวัติศาสตร์หญิงสาวเซี่ยงไฮ้ในยุค’40-50 สะท้อนความหรูหราของหญิงชั้นสูงในราชสำนักจีน โดยภายในงานมีเหล่าแฟชั่นนิสต้า และเซเลบฯ คนดัง ร่วมอัพเดทเทรนด์ฤดูกาลนี้อาทิ อินทิรา ธนวิสุทธิ์, ภัทรพล พึ่งบุญพระ, โสรัส อมาตยกุล, มูนา อัลล์ ซารูนี่ณ์, ภัทท-ณัฐนันท์ สหวัฒน์, ชนัดดา จิราธิวัฒน์, ธาวิน พี เซียวตุง, อมรสิริ บุญญสิทธิ์, อรวรรณ อิงคสิทธิ์, ณชา จึงกานต์กุล, วชิรา จิตศักดานนท์, อรชุมา ดุรงค์เดช, ปรียามล-พัฒพงษ์ ธนวิสุทธิ์, ภวิล-อลีนา เปี่ยมกุลวนิช ณ เซน อีเว้นท์ แกลเลอรี่ ชั้น 8 ห้างสรรพสินค้าเซน

บรรยากาศภายในงาน รันเวย์ของแบรนด์ WEE ในครั้งนี้ ถูกประดับประดาด้วยโทนสีแดง-ดำสื่อถึงความงดงามของหญิงสาวที่ยังคงความคลาสสิกพร้อมตกแต่งด้วยดอกพีโอนี่ หรือดอกโบตั๋น ที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของประเทศจีนรับกับแฟชั่นในคอลเลคชั่นนี้ เรียกได้ว่าบรรยากาศในแฟชั่นโชว์อบอวลไปด้วยความสวยหวาน คึกคักไปด้วยเหล่าแฟชั่นนิสต้าและเซเลบฯ คนดังที่พร้อมใจมาร่วมอัพเดทเทรนด์กันอย่างคึกคัก โดยมีดีไซเนอร์แบรนด์ สุภาวดี ศิริรัตนพล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ พร้อมด้วย ณัฏฐินี ศิริรัตนพล ผู้บริหารแบรนด์ ต้อนรับ โดยหลังโชว์ 70 โททัลลุคจบลง สามารถเรียกเสียงปรบมืออย่างเกรียวกราว งานนี้เพลิดเพลินเหมือนได้ย้อนกลับไปสู่ประวัติศาสตร์ผสานกับความโมเดิร์นไว้อย่างลงตัว

 

สำนึกในใต้ร่มพระบารมี 70 ปี ผ่านนิทรรศการ ‘๙oo ภาพ ด้วยรัก และภักดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247798

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นิทรรศการ ๙๐๐ ภาพ ด้วยรัก และภักดี

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จแทนพระองค์ เปิดงาน “สานต่องาน “พ่อ” สร้าง” พร้อมประทานถ้วยรางวัลชนะเลิศแก่ผู้เข้าประกวดการจัดสวนหย่อมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อเร็วๆ นี้ ณ บริเวณแคสคาต้า ชั้นจี ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค โดยศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ได้ร่วมกับ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรมป่าไม้,บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, หออัครศิลปิน, สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย, ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์โครงการส่วนพระองค์ต่างๆ จัดงานขึ้น ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอด 70 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติ ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรทั่วทุกภูมิภาคนานัปการซึ่งยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจและความทรงจำของพสนิกรชาวไทย ตลอดมา

พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์เสด็จแทนพระองค์ เปิดงาน

สานต่องาน “พ่อ” สร้าง ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” โดยถ่ายทอดเรื่องราวพระราชประวัติ ผ่านนิทรรศการ “๙oo ภาพ ด้วยรัก และภักดี” แสดงพระบรมฉายาลักษณ์หาชมยากซึ่งแบ่งเป็นตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์, พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส, พระบรมราชาภิเษก, ทรงพระผนวช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และ คู่พระบารมี พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์, พระราชสมัญญา, พระราชกรณียกิจ/เสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ, ในหลวง “อัครศิลปิน”/พระอัจฉริยภาพ, รางวัลเหรียญ สดุดีพระเกียรติคุณ, พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ตลอดจนร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยภาพความทรงจำ ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

ชนะเลิศ ประเภทอุดมศึกษา ทีมฟ้ามุ่ยสายหมอก

นอกจากนิทรรศการ “๙oo ภาพ ด้วยรัก และภักดี” แล้ว งานนี้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังได้นำสแตมป์ที่หาชมได้ยากชุด “ทุกดวงตราจารึกไว้…สถิตใจไทยนิรันดร์” จำนวน 341 ดวง มาจัดแสดง พร้อมให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกสะสมเก็บไว้เป็นที่ระลึก และยังมีการจัดแสดงผลงานการประกวดสวนหย่อม “เทิดพระเกียรติ 70 ปีใต้ร่มพระบารมี” ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถฯ ในประเภทประชาชนทั่วไปและถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในประเภทนักศึกษา เป็นการสืบสานแนวทางพระราชดำริ ปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนชาวไทยให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งทีมชนะเลิศประเภทอุดมศึกษา คือ ทีมฟ้ามุ่ยสายหมอก มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี วิทยาเขตรังสิต ประเภทบุคคลทั่วไป คือ ภูมิทัศน์ รวมทั้งมีการแจกกล้าไม้มงคล อาทิ ราชพฤกษ์, พุดซ้อน, พิลังกาสา, กฤษณา, เทียนทอง, ช้องนาง, ปีบ ฯลฯ จำนวนรวม 20,000 ต้น จากกรมป่าไม้ ฟรี

.จิตตินันท์ หวั่งหลี และรัตนา อนันทนุพงศ์ ผู้บริหารศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค

ปิดท้ายด้วยการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโครงการส่วนพระองค์ต่างๆ อาทิ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา, ร้านภูฟ้า, ร้านพระพันวสาอัยยิกาเจ้า, ร้านสร้อยฝีพระหัตถ์ ในศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี, ร้าน ดร.น้ำจิต-น้ำใจ, มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย, ร้านเซรามิค และศูนย์บริการวิชาการเกษตรของมูลนิธิชัยพัฒนา

คุณแหน : 7 ธันวาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247804

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ll ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องทางใต้ที่กำลังเผชิญกับสภาวะน้ำป่าหลาก น้ำท่วม ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี…

ll ชวนกันไปชมภาพยนตร์เรื่อง“พรจากฟ้า”ไม่ใช่หนังเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 แต่เป็นหนังที่มีเพลงพระราชนิพนธ์ 3 เพลง ซึ่งไพเราะมาก เนื้อเรื่องเป็น 3 ตอนละเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องของตัวละครแต่ละตัวที่มาเกี่ยวข้องกัน เนื้อเรื่องและนักแสดงน่ารัก แสดงและแต่งหน้าแต่งตัวเป็นธรรมชาติ มีทั้งบทที่เรียกเสียงหัวเราะและน้ำตา เพลงไพเราะ แสดงถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของพระองค์ท่าน ที่สำคัญคือ บัตรราคา 99 บาททุกที่นั่ง รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายบัตร จะนำไปสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา…

ll มื้อค่ำ CD4 รุ่น อานิก อัมระนันทน์,เกรียงไกร อุณหะนันทน์ กับ“ครู”ท่านผู้หญิงทัศนีย์ บุณยคุปต์ เฮฮาเล่าเรื่องเก่าๆ กันมีทั้งความซนที่“ครู”อุตส่าห์จำได้และเป็นฝ่ายเล่าเองกับความซนที่“ครู”ไม่เคยทราบ! ทุกคนสนุกมาก โดยเฉพาะ“ครู”เอง ทั้งศิษย์ทั้ง“ครู”มีความสุขจริงๆ ศิษย์ดีใจที่เห็น“ครู”สนุกสดชื่น แข็งแรง แถมความจำเป็นเลิศ…กว่าลูกศิษย์หรือเปล่าคะ? …

ll นาวาอากาศเอกวงศ์วิวัฒน์ วัฒนวรางกูร ย้ายไปเป็นเสนาธิการกองบินที่ 21 อุบลราชธานี ตำแหน่งใหญ่ ตัวก็เลยใหญ่ตาม…

ll แม้จะไม่ได้บริหารโรงแรม“ยายย่า”แล้ว แต่ ดวงฤดี โรจนกร ก็ยังรักที่จะอยู่หัวหินต่อไป และแม้เจ้าของใหม่จะไม่เอาจานชามของเก่าทั้งหมด กฤษฎา ผู้สามีก็ไม่อนุญาตให้เธอนำออกมาด้วย ด้วยเหตุผลร้อยแปด แต่ลึกกว่านั้น คือกลัวศรีภริยาจะเกิดอารมณ์“มัน”ขึ้นมา ลุกขึ้นมาเปิดร้านอาหารหรือโรงแรมเล็กๆ ให้ปวดหัวอีก…

ll สวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่ฮุ้น แซ่เอี๊ยบ มารดา กตพล กนกพฤกษ์ ศาลา 9(ศาลาภาณุรังษี) วัดเทพศิรินทราวาส ถึง 7 ธ.ค. ฌาปนกิจ 8 ธ.ค. 17.00 น. …

ll โรงเรียนสันป่าเหียง ได้อาจารย์สอนภาษาอังกฤษชั้นป.4-ป.6 คนใหม่ สอนไม่เอาค่าจ้างด้วย ชื่อ“ครูปุ๊”รศ.ผาณิต บุณยะวรรธนะ ไปสอนอาทิตย์ละวันคุณครูสอนสนุกมาก ทั้งนักเรียนและคุณครู แต่กลับบ้านคุณครูขาแข็งไป 1 วัน…ทำดีเพื่อในหลวงค่ะ…

ll สงคราม สมบูรณ์ และ ศิวะแสงมณี คือนายกฯและอุปนายก สจม. ปี 2509 คือผู้ที่ขอพระราชทานวันที่ 5 ธันวาคม เป็น
“วันภูมิพล
”ตั้งแต่ปีพ.ศ.2509 นิสิตจุฬาฯ จะร่วมกันประกอบกิจกุศลบำเพ็ญประโยชน์กันในวันนี้ทั้งวัน ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้…ll

หนูภาฯ

โชว์ชุดประจำชาติ ไดร์-จิณณ์ณิตา บุดดี บนเวที ‘มิสเวิลด์ 2016’ ที่สหรัฐอเมริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247803

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บินไปทำหน้าที่ เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมประกวดเวทีระดับโลก “มิสเวิลด์ 2016” ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ ไดร์-จิณณ์ณิตา บุดดี มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2016 โดยก่อนไปเธอได้อวดโฉมชุดประจำชาติเพื่อใช้ในประกวดให้สื่อมวลชนได้ยลโฉม พร้อมกับคาดหวังในการคว้ามงกุฎมาครอง

โดยชุดที่จะใช้ในการประกวด ชุดแรก นาฏยมวยไทย “ลีลานารี” ใช้สำหรับแข่งขันประกวดรอบความสามารถพิเศษ ซึ่งชุดนี้ได้รับการออกแบบ ตัดเย็บโดย ห้องเสื้อ อีเทอร์นิตี้ เวดดิ้ง แรงบันดาลใจจากศิลปะการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของสยามประเทศ ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งท่วงท่าที่แข็งแกร่ง แต่ยังคงไว้ซึ่งลีลาท่าทางที่วิจิตรสวยงาม ผสมผสานเข้ากับชุดโขนพระราชทานและชุดนักรบหญิงสมัยโบราณ นำมาตัดทอนในสไตล์ไทยร่วมสมัย ส่วนผู้สอนศิลปะร่ายรำมวยไทย ได้แก่ สถาบัน ซูเปอร์สตาร์ อะคาเดมี

 สำหรับชุดประจำชาติ เป็นชุดไทยประยุกต์ ใช้สำหรับโชว์บนเวทีรอบตัดสิน ออกแบบและตัดเย็บโดย เกสินี กลํ่าอยู่สุข และ สุดจิตร์ สุดจิตต์ แห่งแบรนด์ ฟินาเล่ เวดดิ้ง สตูดิโอ โชว์ผลงานการปักและความละเอียดของงานฝีมือสุดประณีตของช่างไทย สื่อให้เห็นความงดงามแห่งดอกไม้และธรรมชาติ ความงดงามที่สุดอ่อนโยนบนแผ่นดินไทย ตัวชุดตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทยยกใหญ่ทอยกลายในตัว บริเวณด้านในตัดเย็บเป็นโครงชุดไทยติดกัน เพื่อความสะดวกในการเดิน ช่วงอกออกแบบสร้างแพทเทิร์น แยกชิ้นออกจากตัวเสื้อทั้งสองผืน โดยวาดลวดลายไทยจับจีบเป็นแนววีแบบบางเบา เพิ่มความงามระหงของผู้สวมใส่ ตัวสไบสองผืนเป็นลวดลายเดียวกัน เพื่อติดช่วงบริเวณไหล่ ปล่อยปลายลากยาวจรดปลายผืน เพิ่มความสง่างามเวลาเดิน ส่วนด้านหน้าตัวกระโปรงจับจีบหน้านาง โชว์ความวิจิตรของงานปักสุดลํ้าค่า ด้วยปล้องอ้อยสีทองและลูกปัดขนาดเล็ก แต่งแต้มความระยิบระยับของคริสตัลเพชรสวาลอฟกี้ ที่บรรจงปักลงบนผืนผ้าแบบเม็ดต่อเม็ด สวมใส่พร้อมเครื่องประดับฉบับโบราณ โดยแบรนด์กรุช่างทองโบราณ

ส่วนชุดราตรี ใช้สำหรับประกวดรอบตัดสิน ออกแบบและตัดเย็บโดยห้องเสื้อ เมอเรียด แกรนด์มอนด์ ภายใต้แนวคิด “ฟลอร่า ดีไลท์” แสดงถึงตัวตนของมิสไทยแลนด์เวิลด์ ที่เปรียบเสมือนดอกไม้ ที่มีความสดชื่น สดใส โดยใช้โทนสีชมพู การตัดเย็บใช้ผ้าซีทรูสีนู้ด ปักด้วยดอกไม้ไล่สี เพิ่มลูกเล่นที่ผ้าพาดคอ เพื่อความพลิ้วไหว

ทั้งนี้ รอบตัดสิน “มิสเวิลด์ 2016” จะจัดในวันจันทร์ที่ 19 ธันวาคมนี้ เวลา 03.30 น. ณ Gaylord National Resort &
Convention Center ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

ร้อยใจภักดิ์ถวายบังคม‘ในหลวง ร.9’ บุญยิ่งใหญ่ที่ได้‘กราบพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247807

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ด้วยความอาลัยรักยิ่งของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ทำให้ประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมศพณ พระบรมมหาราชวัง อย่างไม่ขาดสาย

นับตั้งแต่ วันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา ที่สำนักพระราชวัง เปิดให้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ระหว่างเวลา 08.00-21.00 น. มีประชาชนมารอเข้าคิวตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของทุกวัน โดยสำนักพระราชวังได้เปิดให้พสกนิกรเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ วันละไม่เกิน 40,000 คน

สิ่งที่พสกนิกรไทยกล่าวเหมือนกันเสมอ คือ “พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นล้นพ้น” ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ทรงครองราชย์ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนประชาชน แม้แต่ในท้องถิ่นทุรกันดารในชนบท เพื่อทรงรับทราบปัญหา และทรงช่วยเหลือประชาชนในการแก้ปัญหา ก่อให้เกิดโครงการอันสืบเนื่องมาจากพระราชดำริมากมาย

บริเวณพื้นที่รอบพระบรมมหาราชวัง นอกจากผู้ที่เดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพแล้ว ยังมี “จิตอาสา” จากหลากหลายองค์กร รวมตัวกันช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาถวายความอาลัย “ธารน้ำใจ” หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ซึ่งจิตอาสาเหล่านี้ต่างมาเพราะต้องการ “เดินตามรอยพ่อ” ที่ทรงสอนประชาชนของพระองค์เสมอว่า…

“จงให้มากกว่ารับ”!!!

ในทุกวัน ภาพประทับใจหนึ่งสำหรับผู้ที่ได้พบเห็น คือ แม้จะต้องใช้เวลานานเพียงใดในการที่จะเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ อย่างเร็ว 4-5 ชั่วโมง อย่างช้า 9-10 ชั่วโมง บางวันมีแสงแดดแรงจนอากาศร้อนอบอ้าว บางวันมีฝนตกหนัก ทุกคนที่มารอคอยต่างไม่เคยบ่นว่าท้อหรือเหนื่อย มีเพียงแต่คำพูดว่า…

ถือเป็น “บุญครั้งยิ่งใหญ่” ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มา “กราบพ่อ”!!!

กัลยา จันทร์คง

“กัลยา จันทร์คง” อายุ 50 ปี ชาว จ.พัทลุง เป็นหนึ่งใน “ลูกของพ่อ” ที่มารอคิวเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระบรมมหาราชวัง กล่าวว่า มารอคิวตั้งแต่เวลา 04.00 น. ภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้มาต่อคิวเข้าแถวกราบถวายบังคมพระบรมศพ เพราะ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เป็นที่รักของประชาชน ทำทุกอย่างเพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาชนคนไทย สิ่งที่ท่านได้ทำไว้ให้ นั้นคือคำตอบว่าทำไมประชาชนถึงเดินทางเข้ามากราบ “พ่อหลวง” อย่างเนืองแน่น

“ไม่ว่าจะเหนื่อยล้าเพียงใดในการเดินทางมา ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในสิ่งที่เราตั้งใจไว้ คนที่มารอเข้าแถวต่อคิวทุกคนมาด้วยใจที่รักในหลวงด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ภาคไหนทุกคนก็อยากเดินทางมา”

“กัลยา” กล่าวอีกว่า ตนพร้อมที่จะน้อมนำพระราชดำรัสเรื่อง “ความพอเพียง” มาใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะการใช้ชีวิตโดยไม่มีความโลภ มีสติ มีความพอดี มีน้อยใช้น้อย มีความสุขกับสิ่งที่มี เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ยุพิน มีเสน

เช่นเดียวกับ “ยุพิน มีเสน” อายุ 71 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช ที่มารอเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ตั้งแต่เวลา 11.30 น. ที่เปิดเผยความรู้สึกว่า ทุกคนที่มากราบถวายบังคมพระบรมศพ มีความจงรักภักดีต่อ “พ่อหลวง” ท่านคือทุกอย่างของคนไทย พระมหากรุณาธิคุณของท่านหาที่เปรียบมิได้ ตนรู้สึกซาบซึ้งใจ และมีความอาลัยเป็นอย่างยิ่ง แม้จะเป็นการได้ใกล้พระองค์ท่านครั้งแรกตอนท่านสวรรคตแล้วก็ตาม คำสอนของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ที่ตนยึดมั่นนำไปปฏิบัติ ซึ่งเกิดผลดีทั้งต่อตัวบุคคลที่ปฏิบัติ และต่อสังคมโดยรวม คือ “ประหยัด-อดออม”

“สิ่งที่ท่านทรงสอนให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า และจะมีผลดีแก่ประเทศชาติด้วย เนื่องจากทำให้เรารู้จักคุณค่าของเงินมากขึ้น เมื่ออยู่อย่างพอเพียงไม่ใช่จ่ายฟุ่มเฟือย ผลที่ได้มาภายหลังคือการมีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น”

วนิดา เกิดสุข

ไม่ต่างจาก “วนิดา เกิดสุข” อายุ 40 ปี ชาว จ.กระบี่ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงย้ำเสมอให้คนไทย “รู้รักสามัคคี” รักใคร่ปรองดองกัน ไม่แตกแยก และที่ผ่านมาพระองค์ท่านทรงงานหนักมามาก ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือทำในสิ่งที่พระองค์ทรงสอนไว้

วรรณภา หมื่นอักษร

ในการเข้าร่วมพิธีถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระบรมมหาราชวัง มีประชาชนหลากหลายสาขาอาชีพ หลากหลายภูมิลำเนา รวมถึง “หลากหลายช่วงวัย” ดัง “ด.ญ.วรรณภา หมื่นอักษร” หนูน้อยวัย 10 ปี ชาว จ.นนทบุรี ที่แม้จะเกิดและเติบโตไม่ทันได้เห็นช่วงเวลาที่ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ทรงงาน แต่ได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจมากมายที่พระองค์ได้ทรงทำเพื่อประชาชนชาวไทย จึงรู้สึกภูมิใจที่ได้มีโอกาสมากราบพระองค์ท่าน “เป็นครั้งสุดท้าย”

“หนูเศร้าและเสียใจมาก แต่ก็ดีใจที่ได้มากราบพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย แม้หนูจะไม่ได้เห็นพระองค์ตอนท่านยังมีชีวิตอยู่ หนูมา 2 ครั้งแล้ว ถึงอากาศจะร้อนหนูก็อยากมา เพราะอยากมาส่งพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย หนูจะนำคำสอนของพระองค์มาใช้
คือ การประหยัด ใช้จ่ายเงินอย่างรู้ค่าของเงิน อีกอย่างหนูจะได้รู้จักการออม และทำหน้าที่ของเด็กในวันนี้ ให้โตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า”

จากที่ได้สัมผัสกับประชาชนที่มารอเข้าคิวนั้น จะเห็นได้ว่าทุกคนมาด้วย “ความรัก” แม้จะเป็นคำเพียงสั้นๆ แต่ความหมายสุดเกินจะบรรยายออกมาได้ เพียงแค่มองตากันก็สามารถรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ทุกคนมากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช…

ทุกคนมาด้วยใจ…

มาด้วย “ความจงรักภักดี” อย่างแท้จริง!!!

……………………………..

สุชาดา วันทอง

’10 ปี รักนี้แห่งสองเรา’ วาสนา เจิรญฉันทวิทย์ – อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247802

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“10 ปี แห่งความรัก” ระหว่างเจ้าสาวคนสวย แอน-วาสนา เจริญฉันทวิทย์ กับเจ้าบ่าวสุดหล่อ บอม-อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ ที่ล่าสุดควงแขนเข้าพิธีมงคลสมรสแบบศาสนาคริสต์ ที่โบสถ์เซนต์หลุยส์ เขตสาทร เมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ท่ามกลางความรักความอบอุ่นจากครอบครัว คุณพ่อ-คุณแม่เจ้าสาวประทีป-บัวเรียว เจริญฉันทวิทย์ พร้อมคุณพ่อ-คุณแม่เจ้าบ่าว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วี เอ แอนด์ ซันส์ จำกัด พัฒนเดช-วัชรี อาสาสรรพกิจ รวมถึงแขกผู้ใหญ่ อาทิ ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานบริษัท สื่อสากล จำกัดผู้จัดงานมหกรรมยานยนต์,ภราดร อาสาสรรพกิจ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิจิตร, ผรณเดช พูนศิริวงศ์กรรมการผู้จัดการ บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด รวมทั้งผู้บริหารและสื่อมวลชนสายรถยนต์ และเพื่อนบ่าว-สาว มาร่วมอวยพรกันอย่างพร้อมหน้า

ก่อนจะจัดเลี้ยงฉลองมงคลสมรสกันต่อ ณ โรงแรม U Sathorn Bangkok เรียบง่ายเป็นกันเอง โดยบรรยากาศในงานแขกเหรื่อและเพื่อนๆ บ่าว-สาว แต่งตัวในธีมสีฟ้า มีมุมแกลเลอรี่บ่าว-สาว ให้ได้เก็บภาพแห่งความประทับใจ เมื่อเข้าสู้พิธีการ พล.อ.ท.สุรเชษฐ์ ทองสลวย นายกสมาคมจิตวิทยาความมั่นคงแห่งประเทศไทย ประธานในพิธีขึ้นกล่าวอวยพรให้ทั้งสองครองชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ก่อนจะเกี่ยวก้อยตัดเค้กมงคลมอบให้ผู้ใหญ่แทนคำขอบคุณปิดท้ายวันแห่งความสุขอย่างชื่นมื่น

ปัจจุบันเจ้าบ่าว-ทำธุรกิจในครอบครัวตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป บริษัท วี เอ แอนด์ ซันส์ จำกัด เจ้าสาว-เป็นหัวหน้าส่วนสื่อสารการตลาด บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด ด้านความรักของทั้งคู่ เพาะบ่มต้นรักกันมานานถึง 10 ปี เริ่มขึ้นเมื่อเจ้าสาวเรียนจบปริญญาตรี ได้ทำงานในบริษัทคุณพ่อ-คุณแม่เจ้าบ่าว จึงทำให้ทั้งคู่สนิมสนมกันและเริ่มพัฒนาจากพี่ชายมาเป็นคนรู้ใจ และด้วยไลฟ์สไตล์ที่คล้ายกัน ทำให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข มาเติมความอบอุ่นซึ่งกันและกัน และยังช่วยกันสานต่อธุรกิจของครอบครัวให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นด้วย โดยหลังจากงานฉลองมงคลสมรสผ่านไปแล้วทั้งคู่มีแพลนจะไปฮันนีมูนที่ประเทศญี่ปุ่นเพราะชื่นชอบในบรรยากาศและอาหารที่อร่อยอีกด้วย

ไขข้อข้องใจ!ดื่มน้ำให้ถูกวิธี จุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247809

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 18.50 น.

เพราะร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 75% ของน้ำหนักตัว เราอาจจะอดอาหารได้เป็นเดือนๆ แต่ร่างกายไม่สามารถขาดน้ำได้เกินกว่า 3 -7 วัน เพราะน้ำถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังที่มีน้ำอยู่ถึง 64%, กล้ามเนื้อ 79%, หัวใจ 73%, สมอง 73%, ปอด 83% หรือแม้กระทั่งกระดูกที่มีปริมาณน้ำอยู่ถึง 31% ดังนั้นประโยชน์ของการดื่มน้ำอย่างถูกวิธี จะช่วยทำให้สุขภาพและการทำงานของอวัยวะต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น การทำงานของหัวใจเป็นปกติ สมองปลอดโปร่ง ผิวพรรณชุ่มชื่น ไม่ปวดกระดูก อีกทั้งยังช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงอย่างที่เรียกกันว่าสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

ดื่มน้ำเท่าไรดี?

ตำราไหนก็บอกว่า ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ว่าแต่ขนาดแก้วนี่คือแก้วเล็กหรือแก้วใหญ่ แล้วคนตัวใหญ่กับคนตัวเล็กก็ดื่มน้ำเท่ากันเหรอ ในความเป็นจริงทุกคนสามารถคำนวณปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการต่อวันง่ายๆ โดยน้ำหนักร่างกาย 10 กิโลกรัม ต้องการน้ำ 300 มิลลิลิตรต่อวัน

ดังนั้น คนที่มีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ก็ต้องการน้ำ 1,500 มิลลิลิตรต่อวัน คนที่น้ำหนัก 70 กิโลกรัม ร่างกายก็ต้องการน้ำ 2,100 มิลลิลิตรต่อวัน เป็นต้น และควรจะดื่มแบบค่อยๆ จิบตลอดวัน ทุก 15 – 20 นาที ไม่ใช่การดื่มรวดเดียวในปริมาณมากๆ

การดื่มน้ำช่วยให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น!

และสำหรับคนรักสุขภาพและการออกกำลังกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญกับการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากน้ำจะเป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อแล้ว ยังส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ และช่วยรักษาการทำงานของข้อต่อต่างๆ อีกด้วย

การดื่มน้ำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายเพราะ

– กล้ามเนื้อทำงานได้ดี ซึ่งรวมถึงการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้ขนส่งออกซิเจนไปใช้ได้เพียงพอ

– ระบบหายใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

– เกลือแร่และน้ำในกล้ามเนื้อมีความสมดุล หากขาดความสมดุลจะเป็นสาเหตุของความเมื่อยล้าหลังออกกำลัง

– น้ำช่วยหล่อลื่นและลดการกระแทกของข้อต่อขณะเคลื่อนไหว

จากข้อมูลของ American College of Sports Medicine ระบุว่า ร่างกายควรได้รับน้ำทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลัง เพื่อป้องกันการขาดน้ำ

วิธีการป้องกันการขาดน้ำในระหว่างออกกำลังกาย

– 2 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย 500-600 มิลลิลิตร ปริมาณโดยรวมแนะนำให้ค่อยๆ จิบดื่มเป็นระยะไม่ใช่ดื่มในครั้งเดียว

– ระหว่างออกกำลังกาย 120-240 มิลลิลิตร ปริมาณโดยรวมเมื่อจิบน้ำทุก 15-20 นาที

– เมื่อชั่งน้ำหนักหลังออกกำลังกายแล้วให้ดื่มน้ำทดแทนในปริมาณที่เท่ากับน้ำหนักที่ลดไป

นั่นจึงเป็นเหตุผลของการชั่งน้ำหนักก่อนและหลังออกกำลังกายของนักกีฬาเพื่อจะได้รู้ปริมาณของน้ำที่ร่างกายเสียไป และดื่มทดแทนหลังออกกำลังกาย

ดังนั้นหากใครที่เคยออกกำลังแล้วรู้สึกว่าหมดแรงระหว่างออกกำลังกาย หลังออกกำลังกายมีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ สภาพร่างกายอ่อนล้า วันรุ่งขึ้นดูโทรมแทนที่จะรู้สึกสดชื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร่างกายอยู่ในสภาวะขาดน้ำ เนื่องจากดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อปริมาณที่สูญเสียไป

โดยสัญญาณเตือนว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำที่สามารถจับสังเกตตัวเองได้ อาทิ กระหาย คอแห้ง ริมฝีปากแห้ง ตาโหล หายใจถี่ เวียนหัว ปัสสาวะสีเข้ม มีกลิ่นแรง ปัสสาวะน้อย ไม่มีแรง หงุดหงิดง่าย ประสิทธิภาพในการทำงาน การตัดสินใจ และการออกกำลังกาย ลดลง

รู้หรือไม่…

ยิ่งร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อมากเท่าไร ยิ่งมีปริมาณน้ำมากเท่านั้น ในทางกลับกัน ยิ่งร่างกายมีปริมาณไขมันมากเท่าไร ยิ่งมีปริมาณน้ำในร่างกายน้อย

ดังนั้นร่างกายที่มีปริมาณไขมันมากจึงลดประสิทธิภาพในการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกายไปด้วย ถ้าอยากมีสุขภาพดีก็หันมาดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายและดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการกันเถอะ

 

‘เจลลี่โภชนา’อาหารพระราชทาน พระมหากรุณาธิคุณ’ในหลวง ร.9’ต่อผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247753

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 13.51 น.

กรมการแพทย์น้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พัฒนาเจลลี่โภชนา นวัตกรรมอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก

นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคมะเร็งช่องปากจัดอยู่ในกลุ่มมะเร็งศีรษะและลำคอ จากสถิติข้อมูลทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล ปี 2557 ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ พบว่า มะเร็งริมฝีปากและช่องปาก จัดอยู่ใน 10 อันดับแรกของโรคมะเร็ง ทั้งนี้ ประชากรไทย 100,000 คน โดยเฉลี่ยจะพบผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ 16 คน เสียชีวิตถึง 7 คน และกว่า 60%  ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป สำหรับการรักษาหากผ่าตัดไม่ได้ จะต้องให้เคมีบำบัดพร้อมกับการฉายรังสี คนไข้ส่วนใหญ่ก้อนเนื้อจะยุบลง แต่เกิดอาการแทรกซ้อนในระหว่างการรักษา คือ การอักเสบต่อเนื้อเยื่อบริเวณเยื่อบุในช่องปาก เหงือก และผิวหนัง บางครั้งจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา การให้เคมีบำบัดและการฉายรังสีจะใช้ระยะเวลา 7 สัปดาห์ ในช่วงนี้ผู้ป่วย จะรับประทานอาหารได้น้อยลง ขาดพลังงาน แคลอรีไม่พอ  ดื่มน้ำไม่ได้ และมีปัญหาเรื่องตัวแห้ง

ซึ่งในอดีตผู้ป่วยจะได้รับอาหารทางสายยางเข้าไปทางจมูก เพื่อให้อาหารเหลวลงไปถึงกระเพาะอาหาร แต่วิธีการนี้สร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้ป่วย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงห่วงใยผู้ป่วยที่กลืนอาหารไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งช่องปาก รวมทั้งผู้สูงอายุที่มีปัญหาในการเคี้ยวและการกลืน นำไปสู่อาหารพระราชทาน “เจลลี่โภชนา” นวัตกรรมอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก ทำให้คุณภาพชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งและโรคอื่นๆ ในช่องปากดีขึ้น ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีลักษณะนิ่ม กลืนง่าย และมีสารอาหารให้พลังงานที่เหมาะสม โดยเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะกรรมการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมคณะผู้วิจัยเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลผลการดำเนินงาน และถวายรายงานโครงการนวัตกรรมอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก พร้อมทูลเกล้าฯ ถวายผลิตภัณฑ์ “เจลลี่โภชนา” พระองค์ทรงซักถามและมีพระราชวินิจฉัยว่า “อาหารผู้ป่วยดีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอร่อยด้วย เพราะผู้ป่วยมีความทุกข์ทางร่างกายอยู่แล้ว” ซึ่งนอกจากรสมะม่วงและรสชานมแล้ว ควรจะมีเจลลี่รสต้มยำ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เจลลี่มีรสชาติที่หลากหลาย ผู้ป่วยสามารถรับประทานได้อย่างต่อเนื่อง

นายแพทย์ธนเดช สินธุเสก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี เป็นหน่วยงานเฉพาะทางโรคมะเร็งที่มีความเป็นเลิศด้านวิชาการ มุ่งเน้นมาตรฐานความปลอดภัย ใส่ใจคุณภาพชีวิต โดยรักษาคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งในทุกอวัยวะ ด้วยการฉายรังสีและเคมีบำบัด ทั้งนี้โรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่พบว่าเป็นบ่อยในคนไทย เช่น มะเร็งโพรงหลังจมูก มะเร็งในช่องปาก และอาจเป็นได้หลายตำแหน่ง เช่น ริมฝีปาก ลิ้น ฐานลิ้น กระพุ้งแก้ม เหงือก จึงได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสที่มีความห่วงใยต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งช่องปาก โดยนำเจลลี่โภชนา อาหารพระราชทานมาให้บริการผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก ตามพระราชประสงค์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารเพียงพอและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผลการศึกษานำร่อง ภาวะโภชนาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ โดยรวบรวมข้อมูลจากแฟ้มประวัติผู้ป่วย 11 ราย ที่มารับรังสีรักษาแบบระยะยาว พบว่า ภายใน 3 สัปดาห์ หลังรับรังสีผู้ป่วยจะมีน้ำหนักตัวลดลงประมาณ 3 – 4 กิโลกรัม โดยน้ำหนักที่ลดรุนแรงสัมพันธ์กับการอักเสบเป็นแผลในปาก ในขณะที่ผลการประเมินประสิทธิผลของเจลลี่โภชนาต่อภาวะโภชนาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ จำนวน 68 ราย พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานเจลลี่โภชนาต่อเนื่อง มีน้ำหนักตัวลดลงน้อยกว่าผู้ที่ไม่รับประทานเจลลี่โภชนาหรือรับประทานไม่ต่อเนื่อง และการประเมินประสิทธิผลของเจลลี่โภชนาต่อคุณภาพชีวิต พบว่าผู้ป่วยที่ไม่รับประทานเจลลี่โภชนามีคุณภาพชีวิต
ที่แย่ลงกว่าผู้ป่วยที่รับประทานเจลลี่โภชนาอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ การพัฒนาเจลลี่โภชนาในโครงการต่อไปจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลลี่โภชนาให้มีรสชาติที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้สึกจำเจและเกิดความอยากอาหาร โดยพัฒนารสชาติอื่น ๆ เช่น รสข้าวมันไก่ แกงมัสมั่น แกงส้ม เป็นต้น รวมถึงพัฒนาให้มีรสธรรมชาติ เช่น รสข้าว รสนม นอกจากนี้จะมีการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ชนิดถ้วยแบบปลอดเชื้อ ซึ่งจะสะดวกต่อการรับประทาน และในอนาคตจะพัฒนานวัตกรรมอาหารต้านมะเร็งช่องปากอีกด้วย

ปฏิวัตไลฟ์สไตล์ในที่ทำงาน ฉบับหนุ่ม-สาวยุคมิลเลเนียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247629

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

ย้อนรอยวีรกรรม‘บ้านหมากแข้ง’ สมรภูมิ‘พระราชา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247674

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ราวปี 2511 ที่ประเทศไทยทำสงครามกับ “ลัทธิคอมมิวนิสต์” หลายพื้นที่เต็มไปด้วยการสู้รบ โดยเฉพาะรอยต่อ 3 จังหวัด ครอบคลุม อ.หล่มสัก และหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์, อ.ด่านซ้าย และนาแห้ว จ.เลย รวมถึง อ.นครไทย และชาติตระการ จ.พิษณุโลก

กระทั่งวันที่ 20 พฤศจิกายน 2511 เกิด “วันเสียงปืนแตก” ที่บ้านห้วยทรายใต้ อ.นครไทย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้เคลื่อนไหวปฏิบัติการรุนแรงยิ่งขึ้น ซุ่มยิง โจมตีฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ และลอบยิงราษฎรได้รับบาดเจ็บล้มตายอยู่ตลอดเวลา

“บ้านหมากแข้ง” ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย เป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ ที่มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เคลื่อนไหว ชาวบ้านต้องหวาดผวากับ “เสียงระเบิด ควันปืน”

กระทั่งเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2519 ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้ลอบเข้าโจมตีที่ฐานปฏิบัติการของตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ทำให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บสาหัส 1 นาย ทาง “กองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหาร 1617” ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับ ทว่าขณะที่นักบินนำเครื่องขึ้นได้ถูกผู้ก่อการร้ายยิงตกลงมา

ในวันต่อมาเมื่อหน่วยเหนือส่งกำลังไปช่วยเหลือก็ถูกผู้ก่อการร้ายระดมยิงจนนักบินไม่สามารถนำเครื่องลงได้ ต้องนำกำลังทั้งหมดไปส่งลงที่ฐานบ้านห้วยมุ่น และให้กำลังพลทั้งหมดเดินเท้าไปยัง“ฐานบ้านหมากแข้ง” แต่ระหว่างทางถูกผู้ก่อการร้ายซุ่มยิง ทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บอีก 3 นาย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทราบ ด้วยความห่วงใยพระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ “ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” (พระอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมทหาร ตำรวจและราษฎรในพื้นที่ โดยวันที่ 5 พฤศจิกายน 2519 ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปฐานปฏิบัติการบ้านห้วยมุ่น หลังจากประทับรับฟังการบรรยายสรุปแล้ว พระองค์ได้ทรงมีรับสั่งกับ พล.ท.สมศักดิ์ ปัญจมานนท์ แม่ทัพภาคที่ 3 (ในขณะนั้น) ด้วยพระสุรเสียงอันหนักแน่นว่า…

“จะต้องไปแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นให้ได้”

แม้ แม่ทัพภาคที่ 3 จะกราบบังคมทูลทัดทานเนื่องจากสถานการณ์ขณะนั้นไม่น่าไว้วางใจ แต่พระองค์ก็ทรงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า…

“ชักช้าไม่ได้ ต้องไปแก้ไขให้ได้ในวันนี้ และเดี๋ยวนี้”

จากนั้นเวลา 15.30 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงได้ประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ทรงมีรับสั่งให้นักบินนำเครื่องมุ่งตรงไปยังฐานบ้านหมากแข้งทันที ขณะที่เฮลิคอปเตอร์กำลังจะร่อนลง ยังไม่ทันที่สกี (ฐานเฮลิคอปเตอร์) จะแตะพื้น พระองค์ได้กระโดลงมาทันที ความสูงประมาณ 12 เมตร แล้ววิ่งหลบ“ฝ่ากระสุน” ที่ปลิวว่อนไปมาอย่างกล้าหาญ ขณะที่ผู้ก่อการร้ายได้ใช้ “อาวุธปืนเล็ก” ระดมยิงเข้ามายังฐานบ้านหมากแข้งอย่างหนัก

พระองค์ได้ทรงออกคำสั่งให้ทหารตามเสด็จฯมาด้วยทุกคน แยกย้ายกันนำทหารยิงโต้ตอบผู้ก่อการร้ายและมีคำสั่งให้ปืนใหญ่จาก “ฐานบ้านห้วยมุ่น”ยิงถล่มผู้ก่อการร้ายทันที พร้อมกันนั้นพระองค์ได้เสด็จฯไปยัง “หลุมบุคคล” รอบฐานปฏิบัติการ ทรงให้คำแนะนำแก่ทหารถึงวิธีวางกำลัง การจัดฐานและวางระบบป้องกันตนเอง รวมทั้งทรงแนะนำเรื่องการกำหนดมุมยิงของปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดด้วย

กระทั่งเวลา 16.00 น. ผู้ก่อการร้ายยังระดมยิงก่อกวนอยู่ตลอดเวลา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จึงทรงบัญชาการให้ทหารยิงโต้ตอบ พร้อมสั่งการให้ชุดปฏิบัติการออก “ลาดตระเวน” พิสูจน์ทราบ โดยทรงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดด้วยพระองค์เอง ทั้งๆ ที่แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กราบบังคมทูลทัดทาน ด้วยเกรงว่าพระองค์จะทรงเป็นอันตราย แต่พระองค์ทรงมีรับสั่งว่า…

“ฉันต้องไปเพราะว่าเป็นหน้าที่ของทหาร”

ขณะที่ทรงนำชุดปฏิบัติการออกลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ พระองค์ได้แสดงความกล้าหาญ มี “น้ำพระทัยเด็ดเดี่ยว” อย่างน่าสรรเสริญยิ่ง ทรงนำหน้าทหารบุกตะลุยไปตามเส้นทางสูงๆ ต่ำๆ มีหญ้าสูงรกทึบ ยากลำบากต่อการเคลื่อนที่ เสี่ยงอันตรายจากถูกซุ่มยิง และถูกกับระเบิด แต่พระองค์ไม่ได้ทรงหวาดหวั่น ระหว่างนั้นผู้ก่อการร้ายได้ระดมยิงมายังชุดปฏิบัติการของพระองค์ เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว แต่พระองค์ไม่ได้ทรงกลัวแต่ประการใด ทรงมีพระสติมั่นคง สั่งทหารดำเนินกลยุทธ์ยิงโต้ตอบ จนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ต้องล่าถอยไป

ท่ามกลางสถานการณ์ “ตรึงเครียด” เพราะผู้ก่อการร้ายยังคงยิงเข้ามาไม่ขาดระยะ พระองค์ได้ทรงมีรับสั่งให้จัดชุดปฏิบัติการ นำพระองค์ไปยัง “หมู่บ้านหมากแข้ง” โดยทรงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากฐานปฏิบัติการมาก และเส้นทางมีอันตรายรอบด้าน

การเสด็จฯไปยังหมู่บ้านหมากแข้งแห่งนี้ทรงมีพระราชประสงค์เพื่อฟื้นฟูขวัญกำลังใจแก่ราษฎร ท่ามกลางความปลื้มปีติยินดีของชาวบ้าน พระองค์ได้ทรงไต่ถามทุกข์สุข และขอให้ราษฎรทุกคนอย่าได้ย่อท้อวิตกกังวล ขอให้เชื่อมั่นว่า “ทหารจะคุ้มครองความปลอดภัยให้อย่างเต็มที่”

หลังจากนั้นได้เสด็จฯไปยังบริเวณที่เฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตก ทรงตรวจสภาพเฮลิคอปเตอร์อยู่เป็นเวลานาน และต่อมาได้เสด็จฯไป “โรงเรียนบ้านหมากแข้ง” ที่เคยถูกผู้ก่อการร้ายปิดล้อมและยึดไว้ และฝ่ายรัฐยึดกลับคืนมาได้ โดยพระองค์ได้ให้กำลังใจครูและนักเรียนให้หายจากความหวาดกลัว

ตลอดวันนั้นพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างมิทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยได้พระราชทานคำแนะนำยุทธวิธีด้านต่างๆ ทั้งการลาดตระเวน พิสูจน์ทราบ วางกับระเบิด พลุสะดุด สัญญาณเตือนภัยต่างๆ ทรงอธิบายยุทธวิธีปฏิบัติการในพื้นที่ป่าเขา รวมทั้งพระองค์ได้ทรงกระทำเป็นตัวอย่าง

คืนนั้นพระองค์ได้ “ประทับแรม” ที่ฐานปฏิบัติการ โดยเข้าที่บรรทมเวลา 24.00 น. บรรทมในหลุมบุคคล ซึ่งมีความลึกประมาณ 2 ฟุต หลังคามุงด้วยหญ้าคา ในหลุมมีแค่ “ผ้าปันโจ”(ผ้าปูพื้นสำหรับการเดินป่า) สำหรับปูรองพื้น ใช้เป้ทหารหนุนพระเศียร และบรรทมในชุดเครื่องแบบสนามที่ทรงนำไปชุดเดียว โดยไม่มีเสื้อแจ๊กเกตฟิลด์ (เสื้อกันหนาวสีเขียวของทหาร) กันหนาว หรือผ้าห่มแม้แต่ผืนเดียว ทั้งที่คืนนั้นอากาศค่อนข้างหนาวเย็น

รุ่งเช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน 2519 พระองค์ทรงตื่นบรรทมในเวลา 05.00 น. และมิได้ทรงสรงพระพักตร์ พระองค์ได้เสด็จฯนำแม่ทัพภาคที่ 3 และคณะไปตรวจการวางกำลัง และทรงควบคุมการกู้กับระเบิดรอบฐาน และทรงมีรับสั่งให้จัดกำลังออกพิสูจน์ทราบเส้นทาง และพื้นที่เนินเขาบริเวณหมู่บ้านอีกครั้ง

จากนั้นได้เรียกนายทหารประจำฐานปฏิบัติการทุกคนมารับฟังคำสั่ง คำชี้แจงวิธีรักษาการป้องกันฐานปฏิบัติการ และการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับราษฎร จนได้เวลาอันสมควรจึงประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปทรงเยี่ยมทหาร ตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์

การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมหน่วยทหาร ตำรวจ และประชาชน ในพื้นที่การปฏิบัติการของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น อย่างหาที่เปรียบมิได้ “วีรกรรม” ของพระองค์ที่บ้านหมากแข้งในครั้งนี้จึงเกิดเป็น “อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง”ที่สร้างขึ้นเพื่อจารึกความกล้าหาญของ “ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ” ใน…

สมรภูมิ “พระราชา”!!!

นี่เป็นพระราชกรณียกิจอันห้าวหาญของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทำให้พสกนิกรได้แซ่ซ้อง ทรงเป็น “มิ่งขวัญ” ให้แก่คนไทยทุกคน ไม่ว่าเชื้อชาติและศาสนาใด…

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ทรงพระเจริญ!!!

ที่มา : พิพิธภัณฑ์ทหารกองทัพภาคที่ 3