จุดอ่อนของนศ.ในศตวรรษที่ 21 บริษัท(ส่วนใหญ่)เมินที่จะรับเข้าทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247908

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

โครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี สร้างสรรค์ ‘มื้ออาหารของฮีโร่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247909

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

นวัตกรรมใหม่ สร้างเอง เพื่อตัวเอง กรมพลศึกษา จัดให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247906

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

ทุก 2 วันจะมีเด็กถูกทำร้าย ร่างกายและจิตใจไม่ตํ่ากว่า 1 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247782

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อบรมพ่อแม่และเด็ก ให้มีความเข้าใจถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรภาครัฐที่รณรงค์เนื่องใน “วันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี 25 พฤศจิกายน” โดยจัดอบรมพ่อแม่และเด็ก ให้มีความเข้าใจถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างพื้นฐานอันแข็งแกร่งของสุขภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจ หลังพบตัวเลขทุก 2 วัน จะมีเด็กถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจไม่ตํ่ากว่า 1 ราย

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื่องด้วยสถิติความรุนแรงในสังคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติในปี พ.ศ.2558 ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พบว่า การใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีเพิ่มขึ้นถึง 3 หมื่นราย จากเดิมในปี พ.ศ.2557 ที่ 28,000 ราย โดยแบ่งเป็นเด็กกว่า 19,000 ราย เป็นเด็กผู้หญิงอายุเฉลี่ย 10-15ถึงร้อยละ 90 เป็นเรื่องการกระทำรุนแรงต่อร่างกาย อาทิ กักขัง บังคับ ทุบตี เป็นอันดับหนึ่ง และคดีทางเพศ ทั้งข่มขืน กระทำชำเรา ล่วงละเมิดทางเพศ เป็นอันดับสอง

ทั้งนี้ วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี ทั่วโลกจึงจัดให้เป็น“วันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กสากล” ประเทศไทยได้เห็นความสำคัญเช่นกันจึงมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 19 มิถุนายน 2542 ให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ทางสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ได้ให้ความสำคัญต่อเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงมีการจัดบริการ “ศูนย์พึ่งได้” เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ถูกกระทำทารุณทางร่างกายทางเพศ หรือจิตใจมาตั้งแต่ พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน ในแต่ละปีมีผู้รับบริการ 100-200 ราย นั่นหมายถึง ทุก 2 วัน จะมีเด็กที่ประสบเหตุดังกล่าว ไม่ต่ำกว่า 1 ราย สถิติดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของความจริงในสังคมไทยเท่านั้น จากสถิติดังกล่าว คลินิกจิตเวชเด็กและวัยรุ่น สถาบันฯ อาสาเป็นองค์กรหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมและจิตใจของเด็กให้กับพ่อแม่ได้เข้าใจเพื่อที่จะดูแล เลี้ยงดูให้เติบใหญ่เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ เพื่อลดปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อเด็กมิติต่างๆ ซึ่งเป็นภัยใกล้ตัวที่คุมคามเด็กๆ ในปัจจุบัน จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก เพื่อให้เข้าใจถึงพื้นฐานความต้องการของเด็กภายใต้หัวข้อ “เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้(นอต)หลุด”

ผศ.แพทย์หญิงปราณี เมืองน้อย กุมารแพทย์-จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กล่าวว่า ปกตินอตสกรูเป็นตัวที่ช่วยยึดวัสดุให้มีความมั่นคง ทนทานต่อการใช้งาน เปรียบได้เหมือนการเลี้ยงลูกที่จะต้องให้ครอบครัวและลูกมีรากฐานการพัฒนาทางจิตใจที่มั่นคง โดยต้องอาศัยหลากหลายเทคนิคที่เหมือนนอตสกรูมาช่วยอาการ “นอตหลุด” เปรียบได้เหมือนการที่คนเราใจร้อนทำอะไรออกไปโดยไม่ยั้งคิด ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวเองและผู้อื่น ดังที่เราเห็นข่าวในสื่อต่างๆ มากมาย ที่คนเราทะเลาะหรือทำร้ายร่างกายกัน อาการนอตหลุด ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับอารมณ์โกรธ หงุดหงิด ซึ่งอารมณ์ดังกล่าวมักเกิดจากการที่ตนเองไม่ได้อย่างที่หวัง เช่น เด็กๆ หวังให้พ่อแม่เข้าใจ แต่เมื่อโดนห้ามไม่ให้ทำสิ่งต่างๆ ก่อให้เด็กเกิดอารมณ์หงุดหงิดไม่ได้ดังใจ จึงอาละวาด นั่นก็ถือเป็นอาการนอตหลุดตั้งแต่วัยเด็ก อาการเหล่านี้จะดีขึ้นได้ หากพ่อแม่เลี้ยงลูกและฝึกการควบคุมอารมณ์เด็กอย่างถูกวิธี หลักง่ายๆ คือการฝึกอีคิวเด็กนั่นเอง

“อีคิวหรือเชาวน์อารมณ์คือการที่คนเราสามารถรู้อารมณ์ตัวเอง มีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นเพราะรับรู้อารมณ์คนอื่นได้ นำไปสู่ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม จนทำให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จโดยมีทักษะทางอารมณ์และสังคมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสมควบคู่กันไป หากผู้ใดมีอีคิวดี จะช่วยเสริมให้ใช้สติปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือเป็นคนที่ทั้งฉลาดและน่าคบหา เป็นที่รัก ใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้ ทำให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิต ต่างกับกลุ่มคนที่เก่งแต่เพื่อนๆ เบื่อนิสัย ในที่สุดก็จะไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้และขาดความสุขในชีวิต”

จุดเทียนแสดงความไว้อาลัยงานพ่อของแผ่นดิน พร้อมจัดแสดงนิทรรศการ ‘ในหลวง…ในดวงใจราษฎร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247806

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักและเทิดทูน ทั้งยังทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ ตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ และห้างเซ็นทรัลจึงจัดงาน “ร้อยดวงใจน้อมอาลัยพ่อของแผ่นดิน” ขึ้น โดยได้รับพระกรุณาจาก หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เสด็จทรงเป็นประธานจุดเทียนแสดงความไว้อาลัย พร้อมเปิด นิทรรศการ“ในหลวง…ในดวงใจราษฎร์” ด้วยเรื่องราวสุดประทับใจของพระมหากษัตริย์อันป็นที่รัก ผ่านนิทรรศการหมุนเวียนและนิทรรศการถาวร ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ โดยงานนี้จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค.2560

ภายในงาน ยุวดี จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, บรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ร่วมด้วยผู้บริหารระดับสูง ให้การต้อนรับผู้มีเกียรติ อาทิ ฯพณฯ อีโว ซีเบอร์ (H.E. Mr.Ivo Sieber) เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย, ฯพณฯ เปเตอร์ ยาค็อบ (H.E. Mr.Peter Jakab) เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่พร้อมใจกันมาร่วมแสดงพลังความจงรักภักดีอย่างเนืองแน่น

งานเริ่มด้วยการแสดงความไว้อาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จากนั้น หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ถวายเครื่องราชสักการะและทรงนำประชาชนจุดเทียนแสดงความไว้อาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนแสงแห่งความจงรักภักดีงดงามสว่างไสวไปทั่วบริเวณหน้าศูนย์การค้าฯ และถนนเพลินจิตพร้อมกันนี้ ผู้ร่วมงานได้ร้องเพลง “ต้นไม้ของพ่อ” และ “พระราชาผู้ทรงธรรม”ร่วมกับศิลปินชื่อดัง กิตตินันท์ ชินสำราญ บรรเลงดนตรีโดยวงดุริยางค์ซิมโฟนีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วาทยากรโดย ทฤษฎี ณ พัทลุง

ภายหลังบทเพลงแห่งความจงรักภักดีจบลง คณะผู้จัดงานได้ทูลเชิญประธาน และผู้ร่วมงานเข้าสู่ภายในศูนย์การค้าฯ ไปยังบริเวณ “ต้นไม้ของพ่อ” ประติมากรรมที่มีความสูง 6.75 เมตร แผ่กิ่งก้านอย่างสง่างาม ซึ่งได้รับความสนใจจากทุกคนที่ร่วมงาน ต่างเขียนถึงสิ่งที่ตั้งใจทำดีตามรอยเบื้องพระยุคลบาทลงบนไม้แห่งความดี ก่อนนำไปประดับ “ต้นไม้ของพ่อ” อย่างมีคุณค่าและยํ้าเตือนใจตน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอิ่มเอมใจ

พร้อมกันนี้ ผู้บริหารและผู้ร่วมงานได้เผยถึงสิ่งที่เขียนลงบนไม้แห่งความดี และสิ่งที่ตั้งใจดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท โดย ยุวดีจิราธิวัฒน์ เผยว่า “การให้หรือการแบ่งปัน เป็นการทำความดีอย่างหนึ่งที่ทำให้ทั้งผู้ให้และผู้รับมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือกันและกัน มีน้ำใจไมตรีต่อกัน การให้โอกาส ให้ความรู้ ให้ความรัก ให้กำลังใจกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก คือ การรู้จักให้อภัย หากคนไทยทุกคนยึดถือปฏิบัติในข้อนี้ ยุเชื่อว่าจะทำให้ทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และอยากเชิญชวนคนไทยทุกคน มาร่วมกันเขียนข้อความบนใบไม้แห่งความดี และชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 มกราคม หน้าค่ะ”

นิทรรศการ “ในหลวง…ในดวงใจราษฎร์” ประกอบด้วย นิทรรศการหมุนเวียน 4 ช่วง ได้แก่ ครอบครัวมหิดล : พระราชประวัติ
และพระราชจริยวัตรอันงดงาม, เส้นทางสานพระราชไมตรี : การเสด็จฯ เจริญพระราชสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ, พรภูมิพล : บทเพลงพระราชนิพนธ์ และ ส.ค.ส. ที่พระราชทานแก่ชาวไทย, ในหลวง ดวงใจของปวงชน : เชิญพระบรมสาทิสลักษณ์ 99 องค์ ผลงาน 99 ศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดังทั้งชาวไทยและต่างชาติมาจัดแสดง รวมถึง นิทรรศการถาวร บอกเล่า
ถึงความสนพระทัยและพระปรีชาสามารถ

นอกจากนี้ยังเชิญชวนประชาชนคนไทยร่วมเขียนสิ่งที่ตั้งใจทำดีตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ลงบนใบไม้แห่งความดี โดยสามารถรับใบไม้และเขียนได้ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ และบริเวณจุดแสดงความไว้อาลัยในห้างเซ็นทรัลทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมนำมาประดับ “ต้นไม้ของพ่อ” เมื่อจบนิทรรศการ และครบจำนวน 99,999 ใบ ใบไม้แห่งความดีทั้งหมด จะนำไปหลอมเป็นระฆัง 9 ใบ ถวายวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 9 ต่อไป ทั้งนี้ ระฆังเงินได้รับการออกแบบโดย ศ.วิชัย สิทธิรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช 2558

ใหม่ สด เสมอ เลิกเน่า เลิกเหี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247790

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เสียงบ่นว่า อากาศเมืองไทยร้อน จะเก็บ ผลิตภัณฑ์อะไรไว้ให้มันอยู่ในสภาพที่เป็นตามธรรมชาติก็แสนจะยากเย็น เพราะความร้อนทำให้อาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความใหม่ ความสด เหี่ยวเฉา และ บูดเน่าไวเกินไป จึงได้เกิดกระบวนการแช่แข็งวัสดุที่จะเสียง่าย หรือ ต้องการความสดให้อยู่คงทนจึงเกิดขึ้น เรียกกันว่ากระบวนการฟรีซดราย แต่กระบวนการฟรีซดรายหรือการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง ที่ถูกสร้างขึ้นมาจะเกิดผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่เสมือนเป็นใบมีดที่ทำลายเนื้อเยื่อในอาหารและส่งผลให้คุณภาพอาหารด้อยลงไป มาวันนี้จึงได้เกิด “นวัตกรรมมาถนอมอาหารโดยทำแห้งแช่เยือกแข็งสุญญากาศแบบใหม่” ซึ่งไม่ทำลายเนื้อเยื่อสามารถเปลี่ยนอาหารจานเด็ดเป็น “ก้อนผลึกอาหารแห้งเบา” ที่คงคุณค่าทางอาหารและสามารถที่จะคืนรูปรส กลิ่น สีเหมือนต้นฉบับเพื่อการบริโภคภายในไม่กี่นาที ผลงานทางวิชาการชิ้นใหม่นี้เรียกว่า ไครโอ “ดี” ฟรีซเซอร์ (Kryo “D” Freezer)

ไครโอ ดี ฟรีซเซอร์ (Kryo “D” Freezer) นวัตกรรมมาถนอมอาหารโดยทำแห้งแช่เยือกแข็งสุญญากาศแบบใหม่ เกิดขึ้นจากงานวิจัยของ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภาควิชาวิศวกรรมอาหาร รวมพลังความร่วมมือภาคเอกชน ตอบโจทย์อาหาร 4.0 ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสให้แบรนด์เชฟและอาหารไทยส่งขายและเติบโตได้ทั่วทุกมุมโลก ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมือง ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ นักท่องเที่ยว ผู้ป่วยและผู้รักสุขภาพ ประหยัดค่าขนส่งและประหยัดพลังงานในการผลิตถึง 15 %

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. เปิดเผยว่า กลุ่มอาหาร เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพเป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมหลักที่รัฐบาลมุ่งให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและคิดเป็นรายได้ GDP สูงสุด ประมาณ 2 ล้านล้านบาทแต่ที่ผ่านมากลับมีสัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยพัฒนาเพียงร้อยละ 0.2 เท่านั้น ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตผลการเกษตรและแปรรูปอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ทำให้เรามีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอและยังมีเหลือเพื่อการส่งออก รวมทั้งเรามีความเชี่ยวชาญและศิลปะการปรุงอาหารอันเป็นที่ยอมรับทั่วโลกในยุคไทยแลนด์ 4.0 ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ภาควิชาวิศวกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงได้ร่วมมือกับกลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี และได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ นับเป็นนวัตกรรมเครื่องถนอมอาหารที่ก้าวไกลไปอีกขั้น

ซึ่งจากการทดสอบทางวิศวกรรมอาหาร พบว่าในกระบวนการผลิตในไครโอ “ดี” ฟรีซเซอร์ หรือ Cryodesiscation ทำให้อาหารยังคงสภาพเหมือนอาหารต้นฉบับ ทั้งรูป รสชาติอร่อย กลิ่นและสี รวมถึงคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับอาหารปรุงสดมาก ทั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพอาหารของไทยสู่ตลาดโลก และต่อยอดไปตลาดอาหารเพื่อสุขภาพได้อีกด้วย

ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอาหาร กล่าวว่าข้อดีของนวัตกรรม ไครโอ“ดี”ฟรีซเซอร์ (Kryo “D” Freezer) คือ 1.สามารถคงคุณสมบัติพื้นฐานและรักษาคุณสมบัติทางกายภาพของอาหารได้ดี เช่น เนื้อปูในขนมจีนน้ำยาปู รสชาติ กลิ่นอยู่ครบถ้วน สีสันแม้แต่ใบในแกงเลียงก็ยังคงมีสีเขียว คงคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร 2.สะดวกรวดเร็ว สามารถกลับคืนสู่สภาวะเดิมได้เมื่อถูกน้ำหรือความชื้น 3.สามารถเก็บ“ก้อนผลึกอาหารแห้ง” ไว้ในอุณหภูมิห้องปกติได้ยาวนาน 1-2 ปี 4.ผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักเบา ประหยัดต้นทุนการขนส่ง และง่ายต่อการขนส่ง 5.ขยายโอกาสทางธุรกิจ โดยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร สร้างแบรนด์ของเชฟที่มีฝีมือหรือร้านอาหารดังๆ 6.สามารถแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาด โดยนำมาผ่านกระบวนการ ไครโอ“ดี”ฟรีซเซอร์ (Kryo “D” Freezer) 7.ประหยัดพลังงาน ประหยัดเวลาและประหยัดน้ำ 8.อนุรักษ์สูตรอาหารไทยเพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้ใช้เวลาในการคิดค้นวิจัยและพัฒนามา 2 ปีเต็ม จึงได้เปิดโรงงานต้นแบบแห่งการเรียนรู้ขึ้น ที่ภาควิชาวิศวกรรมอาหาร เพื่อเป็นศูนย์กลางส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้แก่คนรุ่นใหม่และให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งถ้าเทียบระบบ Kryo-D Freezer กับระบบเดิม Freeze Dry ค่าไฟ 100 บาท / ชม. สำหรับแบบเก่า และสำหรับ Kryo-D Freezer เพียง 35 บาท / ชม.แต่คุณภาพสินค้าอาหารที่ผ่านเครื่อง Kryo-D Freezer เทียบกับ Freeze Dry แตกต่างกันมากเพราะเทคโนโลยี Kryo-D Freezer ไม่ทำลายเซลล์ในอาหารให้เสียหาย เรียกว่า เจ้านวัตกรรมชิ้นใหม่นี้ จะทำให้ “ใหม่ สด เสมอ” ว่างั้นก็แล้วกัน

สำหรับ รายละเอียดของ ไครโอ “ดี”ฟรีซเซอร์ (Kryo “D” Freezer) สามารถที่จะบรรจุสินค้าอาหารเข้าเครื่องได้ครั้งละ 150 กิโลกรัม โดยต้องมีความชื้นสินค้าที่เข้าเครื่องน้อยกว่า 80% ระยะเวลาในการทำแห้ง 16-24 ชม./ครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้า ตัวเครื่องดีไซน์ให้มีชั้นวางสินค้า 8 ชั้น ใช้กำลังไฟฟ้า 40 กิโลวัตต์สามารถดักจับไอน้ำได้ 120 กิโลกรัม ขนาดเครื่อง2.40 ม. x 5.20 ม. x 2.35 ม. หลักการทำงานคืออาศัยหลักการดูดน้ำออกจากตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้บริโภคสามารถคืนสู่สภาพเดิมโดยวิธีการเติมน้ำและให้ความร้อน ประโยชน์ของเครื่อง ไครโอ“ดี”ฟรีซเซอร์ (Kryo “D” Freezer) ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสรรอาหารให้ถูกกับรสนิยมและภาวะสุขภาพของตนเองได้

โดย ชินตร ภู่กาญจน์

‘matter makers’ แฟชั่นสตรีทแนวใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Gen Me

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247796

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ชวนสาวๆ ที่มีความล้ำสมัยมีความเป็นตัวของตัวเอง มาร่วมเปิดประสบการณ์กับแฟชั่นสตรีท แบรนด์ใหม่ล่าสุดจาก บริษัท
เอ-ลิส คอร์ปอเรท จำกัด ผู้นำแห่งวงการแฟชั่น กับ “matter makers” (แมตเทอร์ เมกเกอร์ส) แฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในเมืองไทย ที่ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์

รมย์รุจี  ช่วยประสิทธิ์ ครีเอทีฟไดเรคเตอร์แบรนด์แมตเทอร์ เมกเกอร์ส กล่าวถึงที่มาของคอนเซ็ปต์แฟลกซิปสโตร์แห่งนี้ว่า “matter makers” เป็นแฟชั่นสตรีทแนวใหม่ที่ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่ม Gen ME ผู้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนกระแสต่างๆ ของโลกผ่านโซเชียลมีเดีย แฟลกชิปสโตร์แห่งแรกมีพื้นที่ขนาด 200 ตารางเมตร ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ ออกแบบโดย ดวงฤทธิ์ บุนนาค ด้วยคอนเซ็ปต์ “exCOOLsive” ที่นำเสนอไลฟ์สไตล์อันไร้กฎเกณฑ์ของคนกลุ่ม Gen ME

รมย์รุจี  ช่วยประสิทธิ์

ความพิเศษของแฟลกชิปสโตร์แห่งนี้อยู่ที่การดึงเอาดีเอ็นเอของ แมตเทอร์ เมกเกอร์ส ออกมานำเสนอในมุมมองใหม่ ทั้งการนำสีเจท แบล็ก และสีเมทัลลิก ซิลเวอร์ มาใช้เป็นโทนสีหลักของร้านเพื่อสื่อถึงความเท่และทันสมัย การออกแบบโครงสร้างต่างๆ ภายใน ล้วนเป็นแบบเคลื่อนย้ายได้ สามารถปรับเปลี่ยนการจัดวางได้ตลอดเวลาเพื่อสื่อสารเรื่องราวของคอลเลคชั่นได้อย่างชัดเจน และสะท้อนดีเอ็นเอของแบรนด์ที่ล้ำสมัยและไร้กฎเกณฑ์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

“เราอยากให้แฟลกซิปสโตร์แห่งแรกของ แมตเทอร์ เมกเกอร์ส ที่ สยามเซ็นเตอร์ สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเชื่อว่า คนกลุ่ม Gen ME ทุกวันนี้ ที่มีความกล้าคิด กล้าแสดงออก และเลือกที่จะลองในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง ดังนั้นเมื่อเข้ามาในร้านทุกคนสามารถครีเอทลุคที่เป็นตัวเองแบบไร้กฎเกณฑ์ อยากให้ทุกคนได้มาลองและค้นพบความเท่แบบมีสไตล์ในแบบที่ไม่เหมือนใครได้ที่นี่”

ในส่วนคอลเลคชั่นเสื้อผ้าที่ นำมาวางจำหน่ายครั้งแรกในแฟลกชิปสโตร์แห่งนี้ เป็นการดึงเอา 3 คอลเลคชั่นแรก ทั้ง Okinawa (โอกินาว่า) วัฒนธรรมเก่าของเกาะผสมกับกลิ่นอายแบบทหารอเมริกันยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2, Picasso (ปิกัสโซ่) การดึงเอาผลงานศิลปะระดับโลกของปิกัสโซ่มาคลี่คลายจนกลายเป็นงานศิลปะบนเสื้อผ้าที่แปลกตา และ Texus (เท็กซัส) คาแร็กเตอร์ความสนุกปนซ่าแบบชาวตะวันตกกลายเป็นลูกเล่นที่ชวนมอง โดยทั้งหมดนี้ทางทีมดีไซเนอร์นำมาเป็นแรงบันดาลใจแสดงให้เห็นคาแร็กเตอร์ของเสื้อผ้าที่บ่งบอกตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจนมากที่สุด นอกจากนี้ ภายในร้านจึงไม่ได้มีเพียงคอลเลคชั่นเสื้อผ้าของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังรวบรวมแฟชั่นไอเท็มระดับพรีเมียม ทั้งเสื้อผ้า,
เครื่องประดับ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อเป็นตัวเลือกในการมิกซ์แอนด์แมทช์ ให้เข้ากับตัวตนของตัวเองมากที่สุด อาทิ Alice Mccall, Happy Plugs, Les Specs, Low eight, Margarin Fingers, Nimble, O Thong Thai, Ponystone, Sol Sana, S’well, Urbanears, Vivetta, Wakingbee และ 31 Thanwa

สำหรับผู้สนใจแฟชั่นสตรีทแนวใหม่ สัมผัสกับ “matter makers” แฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในเมืองไทย ได้แล้ววันนี้

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยอดฮิต มีคุณค่าแค่ไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247781

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อเอ่ยถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทุกคนเข้าใจว่าคือ การทานวิตามินเพื่อทดแทนหรือเสริมสารอาหารที่จำเป็นกับร่างกายซึ่งได้รับไม่เพียงพอจากอาหารที่กินในมื้อปกติ มีหลายรูปแบบทั้งแบบเม็ด ชงดื่ม พร้อมดื่ม แต่ในปัจจุบันการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยังมุ่งเน้นไปถึงการกินเพื่อความสวยงาม ลองมาดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือวิตามินยอดฮิตที่นิยมซื้อหามากินกันมีอะไรบ้าง และมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร

นํ้ามันปลา มีกรดไขมันดีโอเมก้า-3 ช่วยเพิ่มไขมันดีในเลือด จึงเสริมสุขภาพสมองและหลอดเลือด เหมาะกับคนวัยทำงานที่ใช้สมองเครียด หรือผู้ที่เสี่ยงกินอาหารไขมันสูง ฟาสท์ฟู้ด และยังเหมาะกับผู้สูงอายุที่เริ่มมีปัญหาปวดข้อเพราะมีงานวิจัยช่วยลดการอักเสบบริเวณข้อได้

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่พบได้มากที่สุดในร่างกาย แต่คนส่วนใหญ่กินแคลเซียมจากอาหารไม่พอ เสี่ยงภาวะกระดูกบาง พรุน จึงเหมาะกับผู้ที่เริ่มสูญเสียแคลเซียมจากกระดูก เช่นวัยทำงาน นักกีฬา และยิ่งเหมาะกับผู้สูงวัยซึ่งเสี่ยงกระดูกพรุนจากฮอร์โมนที่ลดลงด้วย ปัจจุบันมีแคลเซียมจากสาหร่ายทะเลในรูปผงชงที่ดื่มง่ายและไม่ก่อผลข้างเคียงท้องผูกเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ

คอลลาเจน ที่ปัจจุบันไฮโดรไลซ์ คอลลาเจน เปปไทด์ในรูปแบบผง ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในหมู่คนหนุ่มสาว วัยกลางคนที่เริ่มมีปัญหาริ้วรอยและต้องการเสริมคอลลาเจนในผิวที่พร่องลงไปตามอายุ แต่คอลลาเจนนั้นเป็นส่วนประกอบของกระดูกและข้อต่อด้วย คอลลาเจนผงบริสุทธิ์ที่ไม่เจือนํ้าตาล สี และสารปรุงแต่ง จึงเหมาะต่อการเสริมสุขภาพผิว กระดูกและข้อต่อของผู้สูงอายุด้วย

วิตามิน C เป็นอีกหนึ่งออฟชั่นเสริมที่ใครๆ ก็ขาดไม่ได้ ประโยชน์อันดับหนึ่งคือ ป้องกันและรักษาโรคหวัดได้

มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น แต่สำหรับคนรักสวยรักงานแล้ว วิตามิน C มีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจนเพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย สาวๆ หนุ่มๆ ที่อยากมีผิวขาวใสสุขภาพดีจึงนิยมกินวิตามิน C กันนั้นเอง

วิตามิน E มักจะได้เห็นว่าเป็นส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และเครื่องสำอาง ซึ่งวิตามิน Eเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น เป็นตัวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ช่วยต้านการแข็งตัวของเลือด ช่วยชะลอความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด และลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดสมองและหัวใจ บำรุงตับ ช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น และไม่อ่อนเพลียง่าย เป็นต้น

ทั้งนี้ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก่อนตัดสินใจซื้อควรหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้นให้ดีเสียก่อน ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้คำแนะนำว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดใดที่เหมาะกับตัวคุณ เลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ที่สำคัญอย่าลืมต้องใช้อย่างถูกวิธี อ่านคำเตือน และข้อควรระวังในการบริโภค ท้ายที่สุดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยารักษาโรค ทุกอย่างล้วนมีข้อดีและข้อเสีย การกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ คือทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและผิวพรรณ

มีลูกก่อนอายุ 30 ปี ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247783

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากข้อมูลสถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติ มะเร็งเต้านมถือเป็นมะเร็งอันดับ 1 ในผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม นอกจากที่จะรักษาให้หายแล้ว เรื่องของความสวยความงามและความเชื่อมั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงเราต้องการมากที่สุด

ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมมีหลายปัจจัยทั้งที่คุมได้และคุมไม่ได้ เช่น อายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน,ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาเร็วหรือประจำเดือนหมดและใช้ยาฮอร์โมนทดแทนนานเกินกว่า 5 ปี ก็มีความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม ในแง่ของการมีบุตรมีข้อมูลระบุไว้ว่าผู้หญิงที่มีบุตรก่อนอายุ 30 ปี จะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมได้

การรักษาโรคมะเร็งเต้านม จะเริ่มต้นด้วยการผ่าตัด มีเพียงส่วนน้อยที่จะไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เช่น คนไข้ที่มาพบแพทย์ในระยะที่ 4 ซึ่งถือเป็นระยะแพร่กระจายแพทย์จะรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือยาต้านฮอร์โมน หรือคนไข้ที่มาก่อนระยะที่ 4 แต่มีก้อนที่ใหญ่มากบางครั้งแพทย์จะไม่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์จะเริ่มให้ยาเคมีบำบัดเพื่อให้ก้อนเล็กลงก่อนและแพทย์จะทำการผ่าตัดในลำดับต่อไป

การผ่าตัดมะเร็งเต้านมจะแบ่งเป็น 3 ประเภท 1.ผ่าตัดโดยเก็บเต้านมเอาไว้และตัดทิ้งเฉพาะส่วนก้อนมะเร็งออก กรณีนี้สามารถทำได้ในคนไข้ที่เป็นระยะเริ่มต้น สามารถเก็บเต้าไว้ได้เพราะมีก้อนมะเร็งเพียงจุดเดียวและมีขนาดเล็กพอที่จะตัดออกได้หมด แต่การตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกจะต้องทำร่วมกับการฉายแสงบริเวณเนื้อเต้านมที่เหลือจึงจะเท่าเทียมกับการตัดออกทั้งหมด 2.ผ่าตัดเต้าออกทั้งหมด ซึ่งวิธีนี้จะเป็นเหมือนวิธีในอดีตที่ผ่านมา 3.ผ่าตัดเต้าออกทั้งหมดและเสริมเต้าใหม่ ซึ่งจะช่วยสำหรับคนเลือกผ่าตัดออกทั้งหมด

ขณะที่การเสริมเต้านม สามารถแบ่งได้เป็น2 ประเภท คือ 1.เสริมโดยใช้ซิลิโคน 2.เสริมโดยใช้กล้ามเนื้อในร่างกาย ซึ่งจะมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกันที่จะเลือกใช้ คือ1.กล้ามเนื้อหลัง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ข้างหลัง และปกติร่างกายจะไม่ค่อยได้ใช้งานกล้ามเนื้อมัดนี้เท่าใดนัก 2.กล้ามเนื้อ หน้าท้องร่วมกับไขมันทางหน้าท้อง (ซิกแพ็ก) โดยจะยกขึ้นมาทั้งหมดเพื่อมาทำเต้านม ซึ่งการผ่าตัดเสริมเต้าสามารถทำได้ทันทีที่ผ่าตัดมะเร็งเต้านมออก

อย่างไรก็ตาม อยากแนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เริ่มทำการตรวจเต้านมด้วยตนเอง โดยการใช้มือคลำเต้านมให้ครบ อาจจะคลำจากด้านในออกด้านนอกวนเป็นก้นหอย หรือใช้วิธีการแบ่งเต้านมเป็น 4 ส่วน คลำให้ครบ4 ส่วน คือไล่ขึ้น ไล่ลง โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการคลำเต้านมจะอยู่ในช่วงวันที่ 7-10 ของรอบเดือน เพราะจะเป็นช่วงที่เต้านมไม่คัดตึง หากพบก้อนบริเวณนมจะสามารถคลำก้อนได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งการนับจะนับวันที่ประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่ 1 ส่วนผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเมมโมแกรม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ยกเว้นการตรวจและพบความผิดปกติอาจจะต้องมีการตรวจที่ถี่ขึ้น

ผู้หญิงยุคใหม่ พัฒนาตนเองสู่โลกยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247794

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ถึงวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า บริบททางเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของภาคธุรกิจไม่สามารถทำงานแบบเดิมๆ ได้อีกหัวใจของการปรับเปลี่ยนองค์กรจึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญ เพื่อก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล

และเพื่อให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA ดึงผู้บริหารร่วมแชร์ประสบการณ์ บนเวทีสัมมนายิ่งใหญ่ประจำปี TMADAY 2016Business Transformation: Reinventing the Company for Digital Disruption ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริหารองค์กรต่างๆ เป็นจำนวนมาก

วรรณวีรา รัชฎาวงศ์ กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA ผู้หญิงเก่งแวดวงธุรกิจ กล่าวว่า นอกจากการที่ประเทศไทยต้องปรับตัวให้ทันกระแสโลกด้วยการเตรียมก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ที่ธุรกิจจะต้องแข่งขันกันด้วยความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 4.0 เป็นเทรนด์ที่สามารถส่งผลกระทบก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ เกิดการพัฒนาในทุกมิติของคนทำงาน ส่งผลกระทบทั้งกระบวนการการทำงาน รูปแบบสินค้าและบริการ วิธีการเจาะตลาดและวางกลุ่มเป้าหมายความเกี่ยวข้องของอุตสาหกรรมข้างเคียง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารจะต้องมองการณ์ไกล คาดการณ์ถึงสิ่งที่ไม่คาดฝันไว้ล่วงหน้า และเตรียมแนวทางการรับมือที่เหมาะสมกับองค์กร เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

“ความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรในยุคดิจิทัล การอาศัยเพียงความรู้ความสามารถของผู้นำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่ให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่วางไว้แต่จะต้องมองการณ์ไกลหาแนวทางรับมืออย่างเหมาะสมกับองค์กร ซึ่งอาจจะมีอีกหลายปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ องค์กรที่ปรับเอาดิจิทัลมาใช้ จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของคน
ทำงานให้ได้เปิดรับเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และใช้ประโยชน์เทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตในบริบทใหม่ได้อย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ เชื่อแน่ว่าเนื้อหาที่ได้จากเวทีสัมมนาที่ผ่านมา จะเกิดประโยชน์ต่อผู้บริหารองค์กร ผู้พัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างมหาศาล เพราะงานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเปิดเวทีให้ผู้บริหารองค์กร ผู้พัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจได้เตรียมความพร้อมในการรับมือ การวางแผนกลยุทธ์องค์กรเพื่อให้ตอบรับกับยุคดิจิทัล ที่สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ และเรียงลำดับความสำคัญในแต่ละส่วนงาน โดยการนำดิจิทัลเข้ามาเพิ่มศักยภาพให้สามารถบรรลุเป้าหมายของธุรกิจได้ดี สามารถสร้างความเป็นผู้นำ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างความสามารถในการแข่งขันได้