สนช.นัดประชุม22-23ธ.ค.จ่อเห็นชอบร่าง ก.ม.ภาษีสรรพสามิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252852

ภาษีสรรพสามิต, สนช., คมชัดลึก, สนช, นัดประชุม2223, จ่อ, เห็นชอบ, ร่าง, ภาษี, สรรพสามิต, กมภาษีสรรพสามิต

การเมือง  : 18 ธ.ค. 2559

สนช.นัดประชุม22-23ธ.ค.จ่อเห็นชอบร่าง ก.ม.ภาษีสรรพสามิต

สนช. นัดประชุมเห็นชอบ ปรับกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

            ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)      ได้นัดประชุมสนช.ในวันพฤหัสบดีที่22ธ.ค.และ23ธ.ค. เวลา10.00น.โดยมีระเบียบวาระสำคัญในการพิจารณาได้แก่ การให้ความเห็นชอบพิธีสารเพื่ออนุวัตข้อผูกพันชุดที่9ของบริการขนส่งทางอากาศภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน ที่ครม.เป็นผู้เสนอ ,ร่าง พ.ร.บ.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ… และร่างพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต เป็นการแก้ไขกฎหมายภาษีสรรพสามิต กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต กฎหมายว่าด้วยสุรา กฎหมายว่าด้วยยาสูบ และกฎหมายว่าด้วยจัดสรรเงินภาษีสุราที่ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลายาวนานแล้ว ทำให้บทบัญญัติบางส่วนไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน นอกจากนี้การกำหนดบทบัญญัติภาษีสรรพสามิตในกฎหมายหลายฉบับทำให้ไม่สะดวกกับประชาชนและส่วนราชการที่ปฏิบัติตาม จึงได้ปรับกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทั้งระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีวาระในการพิจารณา คือการขอขยายเวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ต่างๆออกไปอีก30วัน ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ.(แก้ไขอัตราโทษปรับในภาค2ความผิด (ขยายเวลาครั้งที่1) ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. (ขยายเวลาครั้งที่1) ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ …) พ.ศ…(ลักษณะ2การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง (ขยายเวลาครั้งที่2) และ ร่าง พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง(ฉบับที่..) พ.ศ…(ขยายเวลาครั้งที่2)

 

“สมชัย”อัด“มีชัย” หลังเสนอให้ กกต.มีงบลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252848

คมชัดลึก, สมชัย, อัด, มีชัย, หลัง, เสนอ, ให้, กกต, ลับ, กกตมีงบลับ, open data

การเมือง  : 18 ธ.ค. 2559

“สมชัย”อัด“มีชัย” หลังเสนอให้ กกต.มีงบลับ

“สมชัย” อัด “มีชัย” มีหน่วยใช้งบลับไม่พอหรือ หลัง ไฟเขียวให้ กกต. มีงบลับทำเรื่องสอบสวนให้มีประสิทธิภาพ

            นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวถึงภาพรวมของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ว่า ภาพรวมพอใจ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่มีประเด็นที่ยังไม่เห็นด้วยคือผู้ตรวจการเลือกตั้ง  ซึ่งน่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติตั้งแต่การหาคนมาปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากมาทำ เพราะต้องไปอยู่ต่างจังหวัดถึง 2 เดือน ไม่คุ้มค่าที่จะไปทำ ส่วนที่บอกว่ากกต.จังหวัดถูกการเมืองแทรกแซงนั้น กกต.จังหวัดเป็นข้าราชการ อาจจะยังมีความเกรงใจ ไม่กล้าทุจริต แต่ผู้ตรวจการเลือกตั้งไม่ได้เป็นข้าราชการและรับเบี้ยเลี้ยงเพียงสองเดือนอาจรับผลประโยชน์จากนักการเมืองในพื้นที่ได้ไม่ยาก

นายสมชัย กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ระบุว่า มีงบราชการลับให้กับกกต.เพื่อทำเรื่องสืบสวนสอบสวนเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ตนคิดว่างบประมาณเท่าที่มีอยู่ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ซึ่งไม่อยากให้มีการใช้งบราชการลับ เพราะไม่สามารถพิสูจน์ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณได้ “จึงอยากถามเรายังมีหน่วยงานราชการที่ใช้งบราชการลับไม่เพียงพออีกหรือ “ตนอยากให้กกต.เป็นต้นแบบสร้างความโปร่งใส ไม่อยากให้เป็นองค์กรดำมืดที่ตรวจสอบไม่ได้ โดยวันอังคารที่ 20 ธ.ค.กกต.จะมีการลงนามความร่วมมือกับ สำนักงานรัฐบาลอีเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ เพื่อเป็นองค์กรอิสระองค์กรแรกของประเทศในการเข้าร่วมโครงการ “open data”หรือการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส. ซึ่งเป็นการประกาศตัวเองว่า จะให้สำคัญกับการบริหารงาน โดยยึดหลักธรรมาภิบาล

 

“กกต.จังหวัด-ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ไม่ตอบโจทย์” : คณิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252839

คมชัดลึก, การเมือง, เพื่อไทย, ผู้ตรวจการเลือกตั้ง, พ.ร.ป.กรรมการการเลือกตั้ง, วิพากษ์, กกต, จังหวัด, ผู้ตรวจการ, เลือกตั้ง, ไม่, ตอบ, โจทย์, คณิน

การเมือง  : 18 ธ.ค. 2559

“กกต.จังหวัด-ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ไม่ตอบโจทย์” : คณิน

มือกฎหมายพรรคเพื่อไทยวิจารณ์ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ตามร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ของ กรธ.

 

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. ปี 40 ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการที่จะให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งตามร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งฉบับเบื้องต้นของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ถ้ามองในแง่อำนาจหน้าที่ของกกต. ตามหลักสากล ที่มุ่งให้ประชาชน มีความรู้ความเข้าใจ มีความสะดวกปลอดภัยและมีความอิสระในการไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ถือว่าทั้ง กกต.จังหวัด และผู้ตรวจการเลือกตั้งล้วนไม่ตอบโจทย์ทั้งสิ้น เหตุเพราะทั้ง กกต.จังหวัด และผู้ตรวจการเลือกตั้งล้วนถูกวางตัวให้มุ่งแต่การจับผิดเรื่องทุจริตเลือกตั้งเป็นสำคัญ จนทำให้เป้าหมายอย่างอื่นที่สำคัญกว่าเป็นต้นว่าการเผยแพร่ให้ความรู้ความเข้าใจ การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย ในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตลอดจนความเป็นอิสระและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง และอื่นๆ ถูกมองข้ามไป

นายคณิน กล่าวต่อว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 40 ไม่ได้ต้องการ ให้มีกกต.จังหวัด แต่เป็นเพราะกกต.กลาง อยากมีอาณาจักรหรือบริวารของตนเองเหมือนเป็นกระทรวงๆ หนึ่ง กกต.จังหวัด ก็เลยกลายเป็นผู้มีอิทธิพลขึ้นมาทันทีที่มีการเลือกตั้ง ยิ่งตอนหลังตั้งข้าราชการประจําเป็น กกต.จังหวัดได้ ก็เลยวิ่งเต้นกันใหญ่ เพราะจะได้มีอำนาจต่อรองเหนือนักการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ปัญหาก็คือ ถ้าในพื้นที่มีหลักฐานการทุจริตและ กกต.จังหวัด ไม่ส่งหลักฐานอะไรมาที่ กกต.ส่วนกลางเลย แล้วกกต.กลาง จะรู้ได้อย่างไรว่ามีทุจริต หรือไม่ทุจริต เพราะในความเป็นจริงถึงแม้จะมีการทุจริตแต่ในพื้นที่ได้จัดการ ฮั้ว กันเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้กกต.ส่วนกลางจะรู้หรือไม่ว่าปัญหาเช่นนี้ถึงแม้ กรธ. จะเปลี่ยนจากกกต.จังหวัด มาเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดก็แก้ไขไม่ได้เพราะตีโจทย์ผิดตั้งแต่ต้น ยิ่งไปเพิ่มจำนวน กกต.กลาง เป็น 7 คน ก็ยิ่งพากัน เข้ารกเข้าพงกันไปใหญ่เพราะเป็นคนละเรื่องกัน ในบางประเทศเขามี กกต.เพียงคนเดียว ดูแลจากการเลือกตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งนับสิบนับร้อยล้านคน เขาถึงทำได้เรียบร้อยและผลก็เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ที่เขาทำอย่างนั้นได้ก็เพราะเขาไม่ได้คิดว่า กกต. เป็นศาล เป็นตำรวจ แล้วมองว่านักการเมืองเป็นอาชญากร และประชาชนเป็นคนโง่เห็นแก่เงินเหมือนอย่างบ้านเรา

นอกจากนี้กกต.ประเทศเขาก็ไม่ได้มีข้าราชการประจำเป็นพันคนเหมือนบ้านเราพอถึงเวลาเลือกตั้งเขาก็สั่งให้ข้าราชการทั้งประเทศนั่นแหละช่วยดูแลเป็นหูเป็นตาแทน กกต. และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ กกต.จังหวัดหรือผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดเลย มันก็เลยกลายเป็นมหกรรมการเลือกตั้งของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่มีแต่ กกต.ส่วนกลาง และกกตจังหวัด หรือผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด เหมือนอย่างที่ กรธ.ออกแบบแต่อย่างใด

นายคณิน กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญซึ่งร่างโดย กรธ. ชุดเดียวกันนี้ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เปลี่ยนถ้อยคำจากคำว่า อำนาจหน้าที่ ซึ่งใช้กันมาตลอดทั้งในรัฐธรรมนูญในระบบกฎหมายและในระบบราชการไทย มาเป็น หน้าที่และอำนาจ ก็ไม่ทราบว่ามีเจตนาหรือมีความหมายอย่างไร แต่ที่แน่คือเมื่อได้ตรวจสอบหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญแล้วจะเห็นได้ว่าองค์กรเหล่านั้นจะมี อำนาจ ล้นเหลือและมากกว่าในรัฐธรรมนูญปี 2550 เช่น อำนาจออกคำสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครคนใดคนหนึ่งเป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1ปี ซึ่งเป็นโทษที่แรงกว่าการให้ใบเหลือง เป็นต้น

อย่างไรก็ตามในขณะที่เมื่อดูในส่วนของ หน้าที่ จะเห็นว่า กกต. เกือบจะไม่ต้องทำหรือรับผิดชอบอะไรเลย ในกรณีที่จะต้องเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน เห็นมีแต่ท่องคาถาว่า อย่าซื้อสิทธิขายเสียง และจ้องจับผิดประชาชนแค่อย่างเดียว หรืออย่างในกรณีที่จะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ถูกต้องและพร้อมสำหรับการตรวจสอบและแก้ไขได้ตลอดเวลาก็เกิดปัญหาความยุ่งยากสับสนเดือดร้อนแก่ประชาชนทุกครั้ง

“กรณีที่จะต้องอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งนอกภูมิลำเนาในวันเดียวกันทั่วประเทศ ก็ไม่เคยทำได้ แต่กลับไปใช้วิธีให้เลือกตั้งล่วงหน้าซึ่งยิ่งสร้างปัญหายุ่งยากสับสนและเปิดช่องให้เกิดการทุจริตเลือกตั้งและโกงคะแนนเสียงกันมากยิ่งขึ้น” นายคณิน กล่าว

 

“สุริยะใส ”ชำแหละ 4 จุดด้อยร่าง พรป.พรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/252828

คมชัดลึก, ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง, สุริยะ, ชำแหละ, จุดด้อย, ร่าง, พรรคการเมือง, สุริยะใส, จุดด้อยร่าง, พรปพรรคการเมือง, สุริยะใส

การเมือง  : 18 ธ.ค. 2559

“สุริยะใส ”ชำแหละ 4 จุดด้อยร่าง พรป.พรรคการเมือง

“สุริยะใส ”ชำแหละ 4 จุดด้อยร่าง พรป.พรรคการเมือง ชู 3 จุดเด่น แนะ กรธ.รับฟังทุกฝ่ายและพิจารณาทบทวน

          นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ได้ส่งเมล์มายังกองบรรณาธิการ แสดงความเห็นต่อร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง ว่า ผมเห็นว่าร่าง  พรป.พรรคการเมือง มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง ที่ กรธ.ควรพิจารณาทบทวนและรับฟังทุกฝ่ายเพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์มากขึ้น โดยจุดอ่อนนั้น มีหลายประเด็น เช่น

ประเด็นแรก เรื่องการกำหนดให้จ่ายค่าสมาชิกพรรคนั้นปีละ 100 บาท นั้นในทางปฎิบัติทำได้ยาก แม้ กรธ.จะมีเจตนาดีต้องการให้สมาชิกรู้สึกเป็นเจ้าของพรรค แต่ความเป็นเจ้าของพรรคควรอยู่ที่การออกแบบการมีส่วนร่วมของสมาชิกและสาขาพรรคในการกำหนดทิศทางพรรคน่าจะเหมาะสมกว่า แต่หากพรรคไหนจะเก็บค่าสมาชิกก็ให้เป็นเรื่องของแต่ละพรรคที่สามารถเขียนไว้ในข้อบังคับพรรคได้

ประเด็นที่ 2 ในมาตรา 44 ของร่าง พรป.พรรคการเมือง ที่ห้ามพรรคเรียกรับเงินในการแต่งตั้งรัฐมนตรีและข้าราชการ หากฝ่าฝืนโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตนั้น แม้เจตนาดีแต่อาจเปิดช่องให้กลั่นแกล้งกันได้ และที่สำคัญเรื่องนี้ก็อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.ที่จะเข้ามาควบคุมตรวจสอบเอาผิดได้อยู่แล้ว

ประเด็นที่ 3 กรธ.ยังไม่ส่งเสริมและเพิ่มบทบาทให้กับคณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค กรรมการจัดทำนโยบายพรรคและกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร เพราะกรรมการทั้ง 3 ชุดนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคให้เป็นสถาบัน ไม่ใช่ตัดสินใจโดยเจ้าของพรรคเพียงไม่กี่คน ทำให้สาขาและสมาชิกพรรคไม่มีความหมายอะไร

ประเด็นที่ 4 ควรทำให้กองทุนเงินอุดหนุนพรรคการเมือง มีบทบาทมากกว่านี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้พรรคเล็กเติบโตได้ในระยะยาว ที่ผ่านมาเงินกองทุนจะถูกจัดสรรไปให้เฉพาะพรรคที่มี สส.เท่านั้น

ส่วนจุดเด่นนั้น ก็มีหลายประเด็นน่าสนใจ เช่น

ประเด็นเแรก การควบคุมเงินทุนพรรคการเมือง ที่พยายามสร้างกลไกที่รัดกุมขึ้น แต่ กรธ.ต้องไม่ลืมว่าทุนก็มีการปรับตัวจับได้ไล่ทันยากขึ้น ลำพังแต่การคุมเงินบริจาคไม่พอ ต้องดูเม็ดเงินที่อยู่นอกระบบ ซึ่งอาจใช้ กลไกของ ปปง. ปปช.หรือ DSI เข้ามาช่วยอีกทาง

ประเด็นที่ 2 กรธ. กำหนดให้การส่งผู้สมัคร สส.ในระบบเขตต้องถามความเห็นจากสาขาพรรค ถือว่าเป็นกลไกใหม่ที่ดีขึ้น แต่ต้องเขียนให้ชัดเป็นรูปธรรมกว่านี้ เพราะกลไกนี้จะทำให้เกิดระบบไพรมารี่โหวต (primary vote)ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์พรรคการเมืองไทย

ประเด็นที่ 3 การกำหนดให้บัญชีผู้สมัครของพรรค คำนึงถึงสัดส่วนผู้แทนภาคและเพศชายหญิง จะทำให้บัญชีผู้สมัครเปิดกว้าง มีความเสมอภาคมากขึ้นไม่ใช่แหล่งรวมของนายทุนพรรคเหมือนที่ผ่านมา

 

อุตสา “ฮา” กรรม “อารมณ์ขัน” ทำเงินได้ (มหาศาล)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0718150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

เสริมไอเดีย

อุตสา “ฮา” กรรม “อารมณ์ขัน” ทำเงินได้ (มหาศาล)

“Mr.P โคมไฟทะลึ่งตึงตังแต่ไม่ลามก แบรนด์ดังอย่าง “พร็อพพาแกนดา” นับเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจ ที่อารมณ์ขันติดเรตสไตล์ไทย สามารถส่งออก เรียกยิ้มจากทั่วโลกและทำเงินได้มายาวนานกว่า 14 ปีแล้ว”

อุตสา “ฮา” กรรม : ผลิตขำ ทำเงิน คือหัวข้อนิทรรศการอารมณ์ดี ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC และสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น เจ้าของผลงานการ์ตูนสุดคลาสสิก “ขายหัวเราะ” โดยมีความตั้งใจนำพาผู้ชมไปสำรวจและทำความรู้จักกับ “อารมณ์ขัน” ในฐานะเครื่องมือทางความคิดอันสำคัญยิ่งของมนุษยชาติ ที่นอกจากใช้เพื่อเสริมสร้างสมดุลสุขภาวะจิตที่ดีแล้ว อารมณ์ขันยังถูกใช้เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันเพื่อผลิตเสียงหัวเราะ เพื่อสร้างความสุขและความบันเทิงในหลากหลายรูปแบบ

กระทั่งเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปใช้ทำธุรกิจ สื่อสารและสร้างสรรค์แนวความคิด สินค้า หรือบริการต่างๆ อีกมากมาย ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปข้างหน้า

นิทรรศการ อุตสา “ฮา” กรรม : ผลิตขำ ทำเงิน แบ่งเนื้อหาในการนำเสนอ ออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1 “มากกว่าเสียงหัวเราะ” โซนที่ 2 “เปลี่ยนขำให้ขับเคลื่อนโลก” และ โซนที่ 3 “พลังขำ เปลี่ยนโลก”

สำหรับเนื้อหาแต่ละโซนนั้น ล้วนมีความน่าสนใจ “เส้นทางเศรษฐี” ขอยกตัวอย่างมาให้ชมกันแบบขำๆ แต่ได้สาระจริงจังไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อตลกกลายเป็นไอคอน

ทุกวันนี้ นักแสดงตลกทั้งเดี่ยวหรือกลุ่ม นับได้ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพล เมื่อความตลกทุกแบบกลายเป็นแบรนด์ที่ขายได้ นักแสดงตลกก็เท่ากับซุปเปอร์สตาร์ผู้เป็นเหมือนตัวแทนอารมณ์ขันนั้นๆ ที่ผู้ชมชื่นชมและชื่นชอบ รวมถึงติดตามไม่ว่าจะทำอะไร ที่ไหน และอย่างไร ไล่ไปตั้งแต่คณะตลกประจำเกมโชว์ ชิงร้อยชิงล้าน อย่าง หม่ำ เท่ง โหน่ง และตลกหญิงจอมขโมยซีนชื่อดังอย่าง ตุ๊กกี้ ตลกขายความเป็นกันเองแบบ โก๊ะตี๋ ตลกคาเฟ่รุ่นใหม่มุขแพรวพราว อย่าง แจ๊ส ชวนชื่น หรือจะขายความเฮฮาร่าเริงก็มี อย่าง พิธีกรสาว โอปอล์ และตลกเดี่ยวผู้โด่งดังอย่าง โน้ส-อุดม แต้พานิช

หัวเราะหลักล้าน

การใช้อารมณ์ขันยังปรากฏบนจอเงิน การลงทุนทางความคิดเพื่อสร้างสรรค์ความขำขันสู่ผู้ชม พิสูจน์ว่าขายได้ เมื่อภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในประเทศไทย 10 อันดับแรก เป็นภาพยนตร์มีเสียงหัวเราะไม่ว่าจะมากหรือน้อยเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 4 เรื่องด้วยกัน ทั้งหนังผีน่ากลัวด้วยตลกด้วย อย่าง พี่มาก..พระโขนง (พ.ศ. 2556) ครองอันดับ 1 กับรายได้หลักพันล้านบาท หนังตลกอารมณ์ดี ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ (พ.ศ. 2557) ที่อันดับ 2 กวาดเงินไปกว่า 330 ล้านบาท กระทั่งหนังฮาป่วนอย่าง ATM เออรัก..เออเร่อ (พ.ศ. 2555) อยู่อันดับ 9 ด้วยรายได้ 152 ล้านบาท และล่าสุดกับหนังยิงมุขรัวๆ อย่าง หลวงพี่แจ๊ส 4G (2559) ที่รั้งอันดับ 10 กับยอดรายได้ 151 ล้านบาท

ส่งขำไทย ออกไปขำนอก

Mr.P โคมไฟทะลึ่งตึงตังแต่ไม่ลามก แบรนด์ดังอย่าง “พร็อพพาแกนดา” นับเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจ ที่อารมณ์ขันติดเรตสไตล์ไทย สามารถส่งออก เรียกยิ้มจากทั่วโลกและทำเงินได้มายาวนานกว่า 14 ปีแล้ว โดย คุณชัยยุทธ์ พลายเพ็ชร นักออกแบบ เผยถึงที่มาไว้ว่า ตอนที่ทำโคมไฟเรายังไม่รู้ว่าหน้าตามันควรเป็นทิศทางไหน มันก้ำกึ่งระหว่างลามกจกเปรตเรื่องเพศสกปรก ก็ถามว่าคิดถูกแล้วเหรอที่เอาเรื่องนี้มาเล่น แต่ได้คำตอบมาว่าเล่นได้นะ เพราะอวัยวะเพศชายมันไม่ใช่แค่สืบพันธุ์อย่างเดียว มันมีความหมายมากกว่านั้น

ปรับตัวได้ ก็อยู่ได้ยาว

นอกเหนือจากการเข้าใจวิธีใช้งานอารมณ์ขัน การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอ ยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจขายขำอยู่ได้ยาวนานและยั่งยืน เช่นเดียวกับ “ขายหัวเราะ” การ์ตูนยอดฮิตของบรรลือสาส์น ที่ปรับเปลี่ยนตัวเองมาตลอด 43 ปี ผ่านการรู้จักหยิบยกสิ่งรอบตัวมาผลิตแก๊กอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง การต่อยอดมุมมองของนักเขียนจากรุ่นสู่รุ่น การแตกขยายรูปแบบจากหนังสือไปสู่พื้นที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เเท็บเลต สมาร์ตโฟน ตามพฤติกรรมของผู้บริโภค และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้ “ขายหัวเราะ” ครองใจนักอ่านได้ทุกเพศทุกวัย

แปะไปให้หายเครียด

แม้จะเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่สติ๊กเกอร์ข้อความท้ายรถของไทยก็สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้อ่าน เพราะผู้รับสารสามารถตีความหมายได้รวดเร็ว เข้าใจในบริบทที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อ สะท้อนข้อความที่สั้นกระชับ มีสัมผัสคล้องจองในภาษาพูดเป็นกันเอง เช่น การใช้คำหยาบ การใช้คำสองแง่สองง่าม การใช้แสลง นอกจากนี้ ตัวอักษรคล้ายลายมือสีสันสดใส รวมถึงการใช้สีดำหรือสีขาวช่วยตัดขอบ ยังเพิ่มความโดดเด่น ดึงดูดสายตา

……………

นิทรรศการ อุตสา “ฮา” กรรม : ผลิตขำ ทำเงิน จัดแสดงระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม-2 ตุลาคม นี้ ที่ TCDC ชั้น 5 ดิ เอ็มโพเรียม (สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์) เวลา 10.30-21.00 น. (ปิดวันจันทร์)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 664-8448 # 213, 214 หรือ http://www.tcdc.or.th

หนึ่งเดียวในโลก “MyShoes Cabinet” ชูนวัตกรรมสลายกลิ่นในตู้รองเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

เรื่องจากปก

อันติกา

หนึ่งเดียวในโลก “MyShoes Cabinet” ชูนวัตกรรมสลายกลิ่นในตู้รองเท้า

“รองเท้ารับบทหนักยิ่งกว่ากระเป๋ามาก เพราะต้องสวมใส่อยู่กับเท้าอาจตลอดทั้งวัน ปัญหาความอับชื้นสูง และแน่นอน สิ่งที่ต้องเจอคือ กลิ่น ต่อให้ราคาแพงขนาดไหน ก็มีกลิ่น เรียกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เลย ฉะนั้น จึงคิดถึงตู้เก็บรองเท้าเพื่อช่วยลดปัญหา”

ต่อให้รองเท้าจะมีราคาแพงขนาดไหน ก็หนีไม่พ้นปัญหา “กลิ่น” ซึ่งเกิดจากการสวมใส่

จากปัญหาดังกล่าว จึงเกิดเป็นผลงานอันล้ำด้วยนวัตกรรม+ฟังก์ชั่น กับ “มายชูส์ คาบิเน็ต (MyShoes Cabinet)” ตู้เก็บรองเท้าสลายกลิ่นและแบคทีเรีย ซึ่งคาดว่าจะสามารถกำยอดขายในปีนี้ 15-20 ล้านบาท

ชอบเครื่องหนัง

สังเกตปัญหา

MyShoes Cabinet เกิดโดยผู้เห็นปัญหา นั่นก็คือ ดร.โอ๋-ดร.รณันธร พลชาติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบ็ค รีพับลิค (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์ “MyBagSpa Thailand” ธุรกิจดูแลเครื่องหนังกระเป๋ารองเท้าครบวงจร

ความชอบเครื่องหนังประเภทกระเป๋าและรองเท้ามาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก ชอบจนถึงขั้นมองเห็นปัญหาจากการสังเกต เช่น สีซีดจางลง เกิดเชื้อรา รูปทรงไม่คงเดิม กลิ่น จึงต้องการหาวิธีแก้ไข จนกระทั่งเมื่อราว 5 ปีก่อนหน้านี้ ได้เดินทางไปประเทศสิงคโปร์ กระทั่งพบกับแบรนด์ “MyBagSpa” ซึ่งเป็นแบรนด์ให้บริการดูแลเครื่องหนังโดยตรง และครบวงจร

เมื่อเจอคำตอบของการแก้ไขปัญหา ดร.รณันธร ไม่รอช้า ศึกษาข้อมูลแล้วตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์กลับมาเปิดดำเนินการในประเทศไทย โดยเลือกเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

“ในประเทศไทยมีธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องหนัง ดูแล ซ่อมบำรุง เยอะ แต่แทบไม่เห็นมีให้บริการดูแลสินค้าแบรนด์เนมจริงๆ ซึ่งพอ MyBagSpa Thailand เปิดให้บริการ จึงตอบสนองกลุ่มคนระดับนี้ ซึ่งมีจำนวนมาก โดยรูปแบบให้บริการตั้งแต่ดูแลทำความสะอาด ราคาเริ่มต้น 500 บาท ทำสี ซึ่งเรามีแล็บวิเคราะห์ค่าสีโดยตรง และซ่อมบำรุง โดยกระบวนการทำงานจะเน้นใช้มือ เพราะคุณภาพคือสิ่งสำคัญ ส่วนราคาที่เคยทำสูงสุด 20,000 บาท ซึ่งสภาพกระเป๋าเสียหายมากเพราะโดนน้ำท่วม แต่ว่าลูกค้าเลือกนำมาทำ เพราะมูลค่ากระเป๋าใบละหลักแสนบาท”

ตู้เก็บกระเป๋า

เอาใจคนรักแบรนด์

อยู่กับธุรกิจนี้มานานหลายปี กอปรกับได้พูดคุยกับลูกค้า แน่นอนว่าแต่ละคนล้วนรักเครื่องหนังของตนเอง และเขาต้องการให้มีอายุการใช้งานยาวนาน

แนวคิดกับการผลิตตู้เก็บสินค้าขึ้นมารองรับจึงเกิดขึ้น โดยจุดเริ่มต้นมองไปที่สินค้ากระเป๋า ซึ่งมักเกิดปัญหา สีซีดจาง ความอับชื้น ทำให้เสียรูปทรงง่าย จึงต้องการผลิตตู้เก็บ สามารถลดปัญหาดังกล่าว

หลังจากได้พบกับ คุณพงษ์พิทักษ์ วงษ์ดีไทย กรรมการบริหารด้านผลิตภัณฑ์และการออกแบบ บริษัท โปรมาร์เก็ตติ้ง แอนด์ โฮมเด็คคอร์ จำกัด ผู้ผลิตจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์หรู แบรนด์ “Mc Michael” และเป็นพาร์ตเนอร์ด้านการดีไซน์และพัฒนาผลิตภัณฑ์

“ประสบการณ์ 20 ปีกับการผลิตเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ ทำให้ต้องใส่ใจในความพิถีพิถัน ตั้งแต่คัดเลือกวัสดุนำมาใช้ในการผลิตเป็นไม้จริงที่ปลูกในป่าแถบยุโรป คงทน แข็งแรง และมีลายไม้ที่สวยงาม ส่วนการออกแบบก็ต้องใส่ความคลาสสิก เหมาะกับเป็นเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน มีเอกลักษณ์ เข้ากับนวัตกรรม”

ความแตกต่าง คือสิ่งที่ทั้งสองเห็นตรงกัน ตู้ภายใต้แบรนด์ MyBag Cabinet จึงควรให้ทั้งประโยชน์โดยตรง คือใส่กระเป๋า และเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหรูในบ้าน และสำคัญคือ นวัตกรรมขจัดปัญหาควรต้องมีไว้รองรับ

แต่ก่อนจะพูดคุยถึงนวัตกรรม คงต้องขอทราบไอเดียการออกแบบ MyBag Cabinet

“สิ่งที่เรารู้จากพฤติกรรมของผู้บริโภคคือ เมื่อเขามีสินค้าราคาแพง และเป็นของรัก ก็ย่อมต้องการให้สินค้านั้นอยู่กับเขาไปนานๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่เรารับรู้คือ สินค้าที่เขารักเขาก็อยากให้เพื่อนๆ ได้เห็น เราจึงคิดถึงการทำตู้โชว์ใส่กระจก สามารถเป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ในบ้านได้”

วัตถุดิบที่นำมาใช้จึงต้องดูสมคุณค่าเช่นกัน โดยจะเลือกไม้บีชจากป่าปลูกในประเทศทางแถบยุโรป ผ่านกรรมวิธีการผลิตอันชำนาญละเอียดอ่อน

อับชื้นหายไป

ได้ทรง คงทนนาน

ทั้งนี้ MyBag Cabinet ใบหนึ่งสามารถเก็บกระเป๋าได้สูงสุดประมาณ 20 ใบ แต่มีลูกค้ารายหนึ่งเขามีกระเป๋า 100 ใบ บางคนซื้อ 3 ตู้ไปเรียง ซึ่งเราดูความต้องการของลูกค้า แล้วก็ผลิตให้ตามต้องการก็มี เพราะเขาจะไปวัดขนาดห้องมา แล้วก็ส่งให้ทางฝ่ายผลิตทำ ส่วนราคาเริ่มต้นที่ 59,000 บาท ไปจนถึง 65,000 บาท และ 75,000 บาท

ความอับชื้น สีที่ซีดเก่า รูปทรงไม่คงเดิม คือปัญหาของกระเป๋า ลำพังแค่ตู้เก็บอาจไม่ช่วยตอบโจทย์ได้ทุกปัญหา ฉะนั้น หากมีนวัตกรรมรองรับก็จะยิ่งส่งเสริมประสิทธิภาพได้ดีขึ้น

หน้าที่นี้ต้องมอบให้ ดร.วิวัฒน์ วงศ์วราวิภัทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินสเต็ป จำกัด ผู้พัฒนาเทคโนโลยี เข้ามาให้ความร่วมมือสร้างสรรค์ผลงานเติมเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

“ปัจจุบัน เทคโนโลยีต่างๆ มักถูกสอดแทรกอยู่ในผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกับสินค้า แต่มากไปกว่านั้นคือ ประโยชน์ใช้สอยมอบให้กับผู้บริโภค และนวัตกรรมต่างๆ เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้มีอยู่ในแล็บจำนวนมาก แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ เพราะนักวิจัยกับผู้ประกอบการไม่มีโอกาสเจอกัน ผมจึงเหมือนคนกลางเชื่อมโยงทั้ง 2 ฝ่ายเข้าหากัน

จากการพูดคุยกับทั้ง 2 ผู้ประกอบการซึ่งสนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้รับรู้ถึงปัญหา และมองไปในแล็บก็รู้ว่ามีงานวิจัยอะไรออกมา พอยื่นเสนอสิ่งนี้ออกไป จึงได้ตู้เก็บกระเป๋าที่ใส่นวัตกรรมแก้ปัญหาความอับชื้น ยืดอายุการใช้งานของกระเป๋า”

ต่อยอดตู้รองเท้า

กลิ่นหาย ไม่มีฝุ่น

หลังประสบความสำเร็จกับตู้เก็บกระเป๋า การต่อยอดไปสู่ตู้เก็บรองเท้าจึงตามมา ซึ่ง ดร.รณันธร ว่า

“รองเท้ารับบทหนักยิ่งกว่ากระเป๋ามาก เพราะต้องสวมใส่อยู่กับเท้าอาจตลอดทั้งวัน ปัญหาความอับชื้นสูง และแน่นอนสิ่งที่ต้องเจอคือ กลิ่น ซึ่งลูกค้าที่นำรองเท้าเข้ามาให้ MyBagSpa Thailand แก้ไขคือ อับชื้น กลิ่น ต่อให้ราคาแพงขนาดไหน ก็มีกลิ่น เรียกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เลย ฉะนั้น จึงคิดถึงตู้เก็บรองเท้าช่วยลดปัญหา ซึ่งเมื่อคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ก็รู้ว่าสามารถนำนวัตกรรมมาใช้ได้”

ประสบการณ์ทำงานด้านไอทีทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น เรื่องเทคโนโลยีใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ ดร.วิวัฒน์ เข้าใจและมองเห็นโอกาส

“ก่อนอื่นเราต้องรู้ถึงปัญหาก่อน แล้วหยิบเทคโนโลยีใส่ลงไป อย่างรองเท้า กลิ่นนี่ปัญหาใหญ่เลย และทางแล็บเองก็มีเทคโนโลยีกำจัดกลิ่นอยู่แล้ว ก็ได้เสนอกับผู้ประกอบการทั้งสอง จึงเกิดความลงตัว ซึ่งนวัตกรรมที่นำมาใช้กับตู้รองเท้าที่ช่วยสลายกลิ่นและแบคทีเรียนี้เรียกว่า โฟโต้ แคตทาลิสต์ (Photo Catalyst) เป็นการทำงานร่วมกันของนาโนเทค (Nanotech) และสารไทเทเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) ที่เร่งปฏิกิริยาให้แสงช่วยย่อยกลิ่นและแบคทีเรียต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสื่อมสภาพของรองเท้า”

ดร.วิวัฒน์ ยังกล่าวขยายความถึงนวัตกรรมดังกล่าวว่าเป็นสารเคมีที่เคลือบอยู่บนพื้นผิวโดยจะจับกันเป็นผลึกระดับนาโน ซึ่งมีคุณสมบัติในการย่อยสลายกลิ่นและฝุ่นเมื่อได้รับแสงอัลตราไวโอเลต

“เท่ากับว่าแสงอัลตราไวโอเลตคือตัวกระตุ้นให้สารเคมีแตกตัว เราเรียกว่า แคตทาลิส ซึ่งสามารถอยู่ได้นานนับสิบปี โดยการเสียบปลั๊กไฟด้านหลังตู้ เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ในตู้ก็จะทำงาน ส่วนค่าไฟฟ้าก็เพียงวันละประมาณ 8 บาท โดยอายุการใช้งานประมาณ 10 ปี เมื่อหมดลงก็สามารถเปลี่ยนได้ในราคาไม่แพง”

พัฒนาก้าวต่อไป

รองเท้าผ้าใบไม่มีกลิ่น

สำหรับระยะเวลาย่อยสลายกลิ่น ขึ้นอยู่กับระดับความมากน้อยของกลิ่น “จากที่เคยทดลองในห้องแล็บ ผ่านไปราวครึ่งวัน กลิ่นลดลงเหลือไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างที่ ดร.รณันธร ทดลองใส่รองเท้าเข้าไป ภายใน 2 ชั่วโมงไม่มีกลิ่นแล้ว ซึ่งสาเหตุที่มาของกลิ่นคือเหงื่อซึมผ่านหนังรองเท้า การซึมผ่านจะเป็นลักษณะค่อยๆ ซึม ฉะนั้น เวลาสลายก็ต้องค่อยๆ สลายเช่นกัน”

ดร.วิวัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่า กับนวัตกรรมย่อยสลายกลิ่นและแบคทีเรียนำมาใช้กับตู้เก็บรองเท้า ถือว่าประเทศไทยและอาจเรียกได้ว่าในโลก MyShoes Cabinet คือรายแรก

“การพัฒนาและนำมาใช้ต้องดูให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ กับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งการพัฒนายังคงต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่างปัจจุบันผู้หญิงชอบออกกำลังกายมากขึ้น รองเท้าผ้าใบรับบทหนัก การสลายกลิ่นก็อาจต้องพัฒนาให้เร็วขึ้น ระบายความอับชื้นได้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อรองเท้าแห้ง สลายแบคทีเรียได้ อายุการใช้งานของรองเท้าก็ยาวนาน”

รู้จักนวัตกรรมกันไปแล้ว คราวนี้คงต้องมาพูดถึงเรื่องออกแบบ ซึ่ง MyShoes Cabinet ยังคงเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เป็นมากกว่าตู้เก็บรองเท้า

“รองเท้า ก็เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของผู้เป็นเจ้าของ ต้องการโชว์ ฉะนั้น การออกแบบตู้จึงทำหน้าบานเป็นกระจกใส ส่งผลเวลาเลือกรองเท้ามาสวมใส่ได้ง่ายขึ้นด้วย และต้องสวยกว่าตู้ทั่วไป เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งสามารถตั้งไว้ในบ้าน โดยจะออกแบบให้ออกแนวโมเดิร์นเรียบง่าย เส้นสายไม่มากนัก ใช้วัสดุแปลกตา อย่างหนังจระเข้เทียม และแบบคลาสสิก เรียบง่ายแต่เน้นสีแปลกตา อย่าง ทองแดง และสีดำขัดถลอกให้ดูเก่า มีลูกเล่นบ้าง ซึ่งทั้ง 2 แบบเหมาะกับการแต่งบ้านในยุคนี้ และเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายทั้งหญิงและชาย”

ออกแบบเข้ากับบ้าน

ถูกใจทั้งชาย หญิง

ดร.รณันธร ยังได้กล่าวเสริมถึงรูปแบบสินค้าของ MyShoes Cabinet ออกแบบและผลิตโดยคำนึงถึงความร่วมสมัย มี 2 คอลเล็กชั่น ได้แก่ “แมนฮัตตัน” (Manhattan) เน้นความเรียบหรู ผลิตจากไม้บีชและวีเนียร์ซานโตสโรสวูด มี 2 สี คือ ขาวในชื่อ ฟิฟท์ อเวนู (5th Avenue) ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราแต่เรียบง่าย ส่วนสีดำเป็นบานประตูหนังจระเข้เทียม ชื่อ โซโห (Soho) เน้นความโมเดิร์นหรูหราด้วยหมุดเหล็ก

ส่วนคอลเล็กชั่น “ทัสคานี” (Tuscany) จะมีรูปแบบคลาสสิก สวยงาม ลายเส้นต่อเนื่องเพื่อให้ดูเรียบหรู มี 2 สี ได้แก่ ฟลอเรนซ์ (Florence) ใช้สีเข้มตัดสีทองให้ความรู้สึกสุขุม และเซียน่า (Siena) ใช้สีทองแดงสว่าง สำหรับราคาขายตั้งไว้เริ่มต้น 45,000 บาท และ 55,000 บาท

ด้วยเพราะเป็นสินค้าใหม่ อีกทั้งยังจัดเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม การบอกกล่าวเพื่อสร้างการรับรู้จึงเป็นสิ่งควรทำ ซึ่งทั้ง 2 ผู้ประกอบการวางแผน โดยเน้นสื่อสารไปยังช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์

นอกจากนั้น ยังจัดกิจกรรมร่วมกับสถาบันการเงิน กลุ่มโรงแรม เพื่อพุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายทั้งหญิงและชายในระดับบน และกับอีกหนึ่งช่องทางที่มองข้ามไม่ได้คือ ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้การขายเกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“MyShoes Cabinet คือสินค้าใหม่ แต่ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นของสินค้า บวกกับแผนการตลาดที่วางไว้ เราจึงเชื่อว่าในปีนี้ (2559) คาดจะมีรายได้ประมาณ 10-15 ล้านบาท” ดร.รณันธร กล่าว

สนใจผลิตภัณฑ์ ติดต่อเดินทางไปได้ที่โชว์รูม Mc Michael ย่านพระราม 9 โทรศัพท์ (02) 731-6951, (02) 731-6952 และ MyBagSpa สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ โทรศัพท์ (02) 646-1229, (083) 096-2097 หรือติดต่อผ่านทาง facebook.com/ My Bag & Shoes Cabinet

กาแฟ บ้านไทลื้อ ร้านดังเมืองน่าน “วิวหลักล้าน” พีกสุดขายวันละพันแก้ว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

ของดี…ทั่วไทย

พารนี

กาแฟ บ้านไทลื้อ ร้านดังเมืองน่าน “วิวหลักล้าน” พีกสุดขายวันละพันแก้ว!

ยามนี้ “ปัว” อำเภอเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาของจังหวัดน่าน กำลังเพิ่มระดับความนิยมมากขึ้นตามลำดับ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวหนุ่ม-สาว ชาวฮิปสเตอร์จากทั่วสารทิศ ให้เดินทางไปเยี่ยมเยือนกันไม่ขาดสาย

ความโดดเด่นของพื้นที่อันเป็น “จุดหมายปลายทาง” ของใครหลายคนนี้ น่าจะอยู่ที่ความงามตามธรรมชาติของ ท้องฟ้า แม่น้ำ ภูเขา ต้นไม้ รวมทั้งสีเขียวขจีของ “ทุ่งนา” ที่สามารถทอดมองไปได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา

ร้านกาแฟ บ้านไทลื้อ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว นับเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์” ของอำเภอน่าเที่ยวแห่งนี้

เพราะนอกจากรสชาติของเครื่องดื่มจะถูกปากบรรดาคอกาแฟแถมราคาไม่แพงด้วยแล้ว ร้านกาแฟบรรยากาศสุดชิกนี้ ยังมีซุ้มไม้มุงจาก ทอดยาวเรียงรายลงไปในผืนนา รอให้บรรดาอาคันตุกะจากต่างถิ่นเดินเลาะไปตามทางบนสะพานไม้ไผ่ก่อนไปนั่งรับลม ชมวิวกันแบบชิล-ชิล ได้แบบไม่คิดตังค์เพิ่ม

เรียกว่าซื้อกาแฟแก้วละไม่กี่สิบบาท แต่สามารถนั่งชมวิว “หลักล้าน” กันได้เลยทีเดียว

คุณพนม แก้วเทพ อายุ 46 ปี เจ้าของกิจการ “ลำดวนผ้าทอ” ร้านจำหน่ายผ้าทอลายน้ำไหลไทลื้อ และสินค้าของฝากจากเมืองน่าน และกิจการร้านกาแฟ บ้านไทลื้อ สละเวลามาให้ข้อมูลกับ “เส้นทางเศรษฐี” ด้วยอัธยาศัยเป็นกันเอง

เริ่มต้นให้ฟัง ตัวเขาและ คุณลำดวน แก้วเทพ ผู้เป็นภรรยา เป็นคนไทยมีเชื้อสายไทลื้อ ก่อนหน้านี้เคยเปิดธุรกิจอู่ซ่อมรถ มีลูกน้องเกือบ 10 คน ควบคู่กับทำธุรกิจรับซื้อขาย-แลกเปลี่ยนรถยนต์ อยู่ในอำเภอปัว

ช่วงราวปี 2541 ที่ประเทศไทยประสบกับวิกฤตค่าเงินบาท กิจการที่มีอยู่พังไม่เป็นท่า จนต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย

จังหวะนั้นเอง เจ้าของธุรกิจขายผ้าคนหนึ่งอยากได้รถ เขาเลยนำรถที่เหลืออยู่ไปแลกกับผ้าทอลายน้ำไหล ซึ่งเป็นสินค้าของชาวไทลื้อ ก่อนนำมาเป็นอาชีพใหม่ โดยตระเวนไปหาแหล่งจำหน่ายทั้งในตัวเมืองน่านและจังหวัดใกล้เคียง อย่าง สุโขทัย แพร่ ตาก เชียงใหม่ เชียงราย ฯลฯ

ทำอยู่พักใหญ่จึงมาเช่าห้องแถวเปิดร้านจำหน่ายผ้าทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปชาย-หญิง ตั้งชื่อว่า “ลำดวนผ้าทอ”

กิจการขายดีขึ้นตามลำดับ แต่มักหมดไปกับค่าเช่าร้าน จึงขยับขยายมาเปิดร้านแห่งใหม่บนที่ดินของตัวเองจนกระทั่งปัจจุบัน

“ร้านลำดวนผ้าทอ เปิดมาได้ 10 กว่าปี ส่วนร้านกาแฟ ทำมา 3 ปีกว่าแล้ว ลูกค้ามีมากขึ้นเรื่อยๆ” คุณพนม บอก ก่อนยิ้มกว้าง

และย้อนให้ฟังถึงที่มาของการลงทุนทำร้านกาแฟ ที่หลายคนชื่นชมกันว่าบรรยากาศดีมาก ติดอันดับต้นๆ ของประเทศนั้น เริ่มจากตอนทำร้านลำดวนผ้าทอ ลูกค้ามีทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย ซึ่งบางคนขี้เกียจเลือก มักพากันไปนั่งศาลาไม้หลังร้าน เขาเลยนำกาแฟซองสำเร็จรูป พร้อมทั้งกระติกน้ำร้อน แก้วกาแฟ มาวางไว้ให้เพื่อเป็นการบริการลูกค้า

มาระยะหลังลูกค้ามีมากขึ้น เลยคิดอยากเปิดร้านกาแฟอีก 1 อย่าง แต่ระหว่างยังไม่ตัดสินใจ มีเพื่อนมาเสนอขายเครื่องชงกาแฟสดให้แบบไม่ต้องจ่ายเงินก้อน เพราะซื้อมาราคา 200,000 บาท แต่ใช้ได้ไม่ถึง 6 เดือน ลูกจ้างลาออกไปก่อนเลยไม่ได้ทำต่อ

จากนั้นตัวเขาและลูกสาว จึงพากันไปเรียนรู้การคั่ว การกะเทาะเปลือกกาแฟ จากเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้ทางหนึ่ง

ส่วนซุ้มไม้มุงจาก ที่สร้างทอดไปในผืนนา มีสะพานไม้ไผ่เชื่อมให้เป็นทางเดินแก่นักท่องเที่ยวนั้น คุณพนม บอก เกิดจากความคิดเขาเอง ที่ต้องการให้ลูกค้าได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด แบบหาไม่ได้ในเมืองใหญ่ ที่มักมีแต่ตึกปูนและถนนคอนกรีต

มาถึงวันนี้ ร้านกาแฟในแบบของเขา ถูกหลายคนยกให้เป็นสถานที่ต้องห้ามพลาดของจังหวัดน่านไปแล้ว คุณพนมยิ้มน้อยๆ ก่อนออกตัวว่า

“อาจเพราะเราไม่หวงสถานที่ บางคนมานั่งนานชั่วโมง-2 ชั่วโมงก็ช่าง ใครไม่ซื้อก็นั่งได้ ใจจริงอยากให้เป็นสถานที่กึ่งสาธารณะ ใครก็มาได้ตามอัธยาศัย บางครั้งมีแขกโทรศัพท์มาขอจองซุ้มไม้นั่ง ผมบอกไม่ได้หรอก ใครมาก่อนนั่งก่อนเลย ไม่งั้นเสียโอกาสคนอื่นที่จะมาเที่ยว” คุณพนม เผยจุดยืน

กระซิบถามถึงรายได้ของร้านกาแฟสุดชิกนี้ เจ้าของกิจการเผย วันธรรมดา ถ้าฝนไม่ตก มีลูกค้าเรื่อยๆ ขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 150 แก้ว วันเสาร์-อาทิตย์ ขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 300 แก้ว ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ขายได้วันละกว่า 1,000 แก้ว

ล่าสุดทราบว่า ทางร้านกาแฟ บ้านไทลื้อ มีอาหารพื้นบ้านพร้อมให้บริการแล้วด้วย แต่รับจำนวนจำกัดต่อสัปดาห์ ส่วนซุ้มไม้ไผ่นั้น แล้วแต่ลูกค้าจะเลือกนั่ง

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (088) 411-2098 หรือ Facebook/ลำดวนผ้าทอ อ.ปัว

กิมมิกชื่อร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” เรียกลูกค้าได้ตรึม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

กิมมิกชื่อร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” เรียกลูกค้าได้ตรึม!

“ใครขับรถผ่าน เห็นชื่อร้านเป็นต้องชะลอดูและอมยิ้มทุกคน เราเพิ่งเปิดใหม่ ไม่มีใครรู้จัก ไม่รู้รสชาติว่าเป็นยังไง แต่แค่เห็นชื่อ เขาก็เข้ามาลอง ทำให้ขายดิบขายดีแบบไม่ทันตั้งตัว…”

“ชื่อดีเป็นศรีแก่ตัว” เรื่องนี้หลายคนคงเห็นด้วยมาแต่ไหนแต่ไร จนเชื่อมโยงไปใช้ได้กับทุกเรื่อง ทั้งชื่อตัว ชื่อบ้าน ชื่อลูก ชื่อหลาน แม้กระทั่งชื่อกิจการห้างร้าน แหล่งทำมาหารายได้

และสำหรับร้านรวงที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ๆ ท่ามกลางการแข่งขันของคู่แข่งทั้งเจ้าเก่าแก่หรือเจ้าใหม่ใกล้เคียงกัน การจะเรียกร้องความสนใจจากลูกค้าให้หันมาสนใจได้เร็วที่สุดนั้น คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “ชื่อร้าน” นั้นมีส่วนสำคัญไม่น้อย

วิศวฯ อิ่มตัวงานประจำ

ใจรักทำอาหาร

พิษณุโลก นับเป็นเมืองใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เดินทางไปเยือนกันจำนวนไม่น้อย โดยแหล่งสำคัญซึ่งเป็นไฮไลต์ของจังหวัดนี้ เห็นจะเป็น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่เรียกกันติดปากทั่วไปว่า “วัดใหญ่” มี พระพุทธชินราช เป็นพระประธาน ประดิษฐานอยู่ในวิหารแสนงดงาม

เมื่อเป็นโซนที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ละแวกใกล้เคียงวัดสำคัญแห่งนี้ จึงมีอาหารการกินเป็นตัวเลือกละลานตา แต่ถ้าจะเลือกว่าร้านไหนผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด เห็นจะเป็น ร้านก๋วยเตี๋ยว “ห้อยขา” แถวริมน้ำใกล้วัดใหญ่ เรียกว่าถ้าคนต่างถิ่นแวะมาไหว้พระพุทธชินราช ต้องไม่พลาดที่จะมาทานก๋วยเตี๋ยวห้อยขา พร้อมกับเก็บภาพเก๋ๆ อัพโซเชียลกันแทบทุกราย

แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีกระแสดังในโลกออนไลน์ มีการกดไลก์ กดแชร์ กันจนกลายเป็นข่าวออกมาว่า พิษณุโลก ไม่ได้มีแต่ก๋วยเตี๋ยวห้อยขานะ มีร้าน “ก๋วยเตี๋ยวห้อยไข่” แล้วด้วย

“เส้นทางเศรษฐี” จึงสอบถามความเป็นมา-เป็นไป จากคนต้นเรื่อง ซึ่งกรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม

“ร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาหน้าวัดใหญ่ซึ่งโด่งดังมากอยู่แล้ว ไม่น่าจะค้อนผมนะครับ เพราะเป็นคนละแบบกัน ของผมติดถนน หน้าร้านมีสระน้ำเล็กๆ เลยต่อที่นั่งแบบห้อยขาไว้ให้ลูกค้าชมวิวได้บ้าง ขณะที่ก๋วยเตี๋ยวของร้านผมเน้นรสชาติต้มยำและใส่ไข่ต้มยางมะตูมทุกชาม เลยสรุปรวมกันออกมาเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำห้อยไข่”

คุณกิต-กิตติพงศ์ เฟื่องเพียร วัย 32 ปี เจ้าของร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” ตั้งอยู่บนถนนเส้นเลี่ยงเมืองพิษณุโลก ใกล้สี่แยกแสงดาว หมู่ 2 ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนแนะนำตัว พื้นเพเป็นคนพิษณุโลก หลังเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ได้โควต้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ในสาขาวิศวกรรมขนส่ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ ใช้เวลาเรียนจบตามปกติ ออกมาทำงานประจำในโรงงาน 3-4 แห่ง จนเริ่มรู้สึกอิ่มตัว ตัดสินใจลาออกมามองหาธุรกิจแบบที่ชอบ นั่นคือ ร้านอาหาร

ถอยหลังไปราว 3 ปีก่อน คุณกิตเคยเปิดร้านอาหารมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ทำได้ไม่นานจำใจต้องปิดตัวลง เนื่องจากมีปัญหาเรื่องลูกน้อง มาบ้าง ไม่มาบ้าง ทะเลาะกันบ้าง การบริการจึงไม่ได้ดังใจ สุดท้ายไปไม่รอด

หลังจากนั้นจึงหันมาเปิดร้านรับซ่อมคอมพิวเตอร์ รับทำป้ายไวนิล ดำเนินกิจการได้ 2 ปีเศษ ความคิดที่อยากทำร้านอาหาร ยังคงคุกรุ่นอยู่ เมื่อได้ทำเลที่น่าจะเหมาะสม เลยคิดเปิดร้านอาหารอีกครั้ง แต่คราวนี้มีการสร้าง “หลักคิด” ที่แตกต่างจากเดิม

“เปิดร้านใหญ่ ต้องใช้ลูกน้องเยอะเลยมีปัญหา คราวนี้เลยคิดสเกลร้านให้เล็กลง ใช้ลูกน้องแค่คนเดียว และโฟกัสไปที่อาหารชนิดเดียวคือ ก๋วยเตี๋ยว การจัดการจะได้ง่ายขึ้น” คุณกิต ย้อนถึงแนวคิดเริ่มต้น

ลูกเล่นเรียกยิ้ม

จะยั่งยืน ต้องมีมากกว่านั้น

หลังจากตัดสินใจจะเปิดร้านขายอาหาร (อีกครั้ง) คราวนี้ คุณกิตต้องทำ “การบ้าน” หนักมาก เริ่มจากการหาสูตรเฉพาะ เพราะถึงแม้จะทำก๋วยเตี๋ยว “ต้มยำ” ทานเองที่บ้านมาตลอด แต่ยังหา “เอกลักษณ์” ที่เด่นชัดไม่ได้

กระทั่งได้ไปทานก๋วยเตี๋ยวใส่ไข่ต้มยางมะตูมที่ร้านแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี เกิดความชอบ ประกอบกับที่พิษณุโลกยังไม่มีใครทำขายมากนัก เลยจับความชอบมาผสมผสานกัน กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่ใส่ไข่ต้มยางมะตูมด้วย ซึ่งคิดว่ารสชาติเข้ากันได้ดีทีเดียว

เปิดร้านได้เพียงเดือนเศษ มีสื่อให้ความสนใจจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็น คำว่า “ห้อยไข่” คุณกิตจึงชี้แจง เป็นเพียง “กิมมิก” ในการตั้งชื่อ หวังให้ลูกค้าเห็นแล้วอมยิ้ม และลองเข้ามาชิม ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นลูกเล่นได้ผลดี สามารถดึงดูดความสนใจได้มากที่สุด

“ใครขับรถผ่าน เห็นชื่อร้านเป็นต้องชะลอดูและอมยิ้มทุกคน เราเพิ่งเปิดใหม่ ไม่มีใครรู้จัก ไม่รู้รสชาติว่าเป็นยังไง แต่แค่เห็นชื่อ เขาก็เข้ามาลอง ทำให้ขายดิบขายดีแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วงวันหยุดยาวเข้าพรรษาที่ผ่านมาบริการให้แทบไม่ทัน” คุณกิต เล่า ก่อนยิ้มกว้าง

มีคนรู้จักชื่อร้านและรสชาติ นับเป็นเรื่องดี แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ต้องมีการ “ซื้อซ้ำ” ด้วย เรื่องนี้ คุณกิต บอก เขาให้ความสำคัญมาก ช่วงนี้จึงพยายามเข้าไปพูดคุยกับลูกค้า ถามไถ่ถึงสิ่งที่ต้องการให้ปรับปรุงแก้ไข

ซึ่งได้คำตอบจากคนใกล้ชิดว่า “มันก็เหมือนก๋วยเตี๋ยวต้มยำทั่วไป” เขาจึงพยายามหนักขึ้นไปอีก เพื่อหาเอกลักษณ์ของตัวเองให้ได้ กระทั่งเมื่อไม่นาน ได้ทำ “ซอสต้มยำ” ออกมา ใช้ในร้านของตัวเอง และมั่นใจว่าซอสดังกล่าวนี้ จะเป็น “ตัวขาย” สำคัญ ทำให้รสชาติก๋วยเตี๋ยวของร้านเขานั้นแตกต่างจากที่อื่น

“การที่มีลูกค้าสนใจชื่อร้าน จนลองเข้ามาทาน นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่แค่นั้นคงไม่พอ เพราะอยากให้กิจการยั่งยืน เลี้ยงตัวได้ ลูกค้าอยู่กับเรานานๆ และกลับมาทานอีก ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญและยากที่สุดคือ รสชาติและคุณภาพของอาหารที่เราขาย ว่าจะมีความคงเส้นคงวาแค่ไหน ไม่ใช่วันนี้อร่อย พรุ่งนี้ไม่แน่ แบบนั้นผมว่าไปไม่รอดนะ” คุณกิต บอกทิ้งท้าย

……………

เมนูของร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” จังหวัดพิษณุโลก รายนี้ มีให้เลือกหลากหลายทั้งต้มยำน้ำใส น้ำข้น พริกเผา ส่วนเนื้อสัตว์ ทั้งหมูตุ๋น หมูเปื่อย ปลา และทะเล และต้องมี “ไข่ต้มยางมะตูม” ห้อยประดับไว้ทุกชาม

สนใจอยากไปลองชิม สอบถามไปได้ที่ คุณกิต เจ้าของร้าน โทรศัพท์ (081) 605-3404

ไม่ทำแล้วงานออฟฟิศ ทอดกล้วยขาย 100 หวี/วัน มัน-เผือก อีกกว่า 60 โล รับเงินวันละหมื่นบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0752150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาหารสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ไม่ทำแล้วงานออฟฟิศ ทอดกล้วยขาย 100 หวี/วัน มัน-เผือก อีกกว่า 60 โล รับเงินวันละหมื่นบาท

บังเอิญได้ผ่านไปแถวถนนบางกรวย-ไทรน้อย จากการไปทำงาน เลยได้มาเจอร้านกล้วยแขกร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ติดริมถนน เป็นร้านที่ดูธรรมดาๆ แต่คนต่อคิวซื้อแน่นตลอดทั้งวัน ถึงขั้นต้องแจกบัตรคิว เพื่อรอซื้อกันเลยทีเดียว

หลังจากติดต่อสอบถามไปยังเจ้าของร้าน ทราบว่า คุณสุนทรี นันทวัฒกี หรือ ป้าติ่ง วัย 54 ปี เป็นเจ้าของร้าน “กล้วยแขก พระราม ๕” ดังกล่าว

ลาออกจากงานออฟฟิศ

ทอดกล้วยแขก ขาย

ป้าติ่ง เล่าให้ฟังว่า “ส่วนตัวเป็นคนชอบกินกล้วยทอด แต่เวลาไปซื้อร้านไหนๆ ก็มัน อมน้ำมันบ้าง เหม็นหืนบ้าง ซึ่งเราไม่ค่อยชอบที่มีน้ำมันเยอะๆ อีกทั้งเดิมเป็นพนักงานสาวออฟฟิศเหมือนคนทั่วไป แต่พอมีครอบครัว จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ประจวบกับการคิดหาอาชีพทำ เพื่อสร้างรายได้เสริมในครอบครัว และจากความชอบกินกล้วยทอด จึงตัดสินใจเปิดร้านขายกล้วยแขก”

ด้วยพื้นเพเป็นคนจังหวัดนนทบุรีอยู่แล้ว จึงทราบดีว่า พื้นที่จังหวัดนนทบุรี เป็นพื้นที่ที่มีสวนผลไม้เยอะ สวนกล้วยก็เช่นเดียวกัน

“แต่ก่อนพื้นที่แถบนี้ ปลูกกล้วยกันเยอะมาก ช่วงที่ตัดสินใจว่าจะขายกล้วยแขกนั้น ไปได้สูตรมาจากน้าสาว ซึ่งแกขายอยู่แถวเมืองทอง ส่วนตัวจึงไปขอสูตรมาและมาเช่าที่ตรงสี่แยกบางสีทอง เปิดร้านขายอยู่ที่นี่มาตั้งแต่นั้น นับเวลาก็ร่วม 8 ปีได้แล้ว” ป้าติ่ง เล่าและเพิ่มเติมต่อว่า

ช่วงแรกที่ร้านเปิดขาย ขายได้ไม่ดีเท่าไหร่ ได้เงินวันละ 100-200 บาท ก็ดีใจมากแล้ว แต่อย่างไรก็ต้องมีการปรับสูตรแป้ง เนื่องจากประสบการณ์ที่ค้าขายมา ทำให้รู้ว่าแต่ละพื้นที่ชอบทานกล้วยแขกรสชาติที่แตกต่างกันไป ร้านก็ต้องมีการปรับสูตรเพื่อให้เข้ากับคนในพื้นที่ และถูกปากลูกค้าทั่วไปให้ได้มากที่สุด จึงเป็นที่มาของการพัฒนาสูตร จนกระทั่งปัจจุบัน พูดได้อย่างเต็มปากว่า แป้งทอดกล้วยของที่นี่ เป็นสูตรที่คิดขึ้นมาเอง สามารถทอดได้ทั้งกล้วย มัน และเผือก”

จุดเด่น เรียกแขก เครื่องสลัดน้ำมัน

และน้ำจิ้ม “มันทอด” รสเด็ด

สร้างจุดเด่นให้กับร้านกล้วยแขก พระราม ๕ ด้วยเครื่องสลัดน้ำมัน โดยป้าติ่ง บอกว่า “เพราะส่วนตัวที่ไม่ชอบกินกล้วยแขกแบบมีน้ำมันเยอะๆ จึงพยายามหาวิธีที่ไล่น้ำมันในกล้วยแขกออก จึงไปได้เครื่องสลัดน้ำมันมาใช้ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีร้านกล้วยแขก พระราม ๕ ที่นี่ร้านเดียวที่นำเอาเครื่องมาใช้งาน

ตอนแรก กังวลว่าเสียเงินไปซื้อเครื่องสลัดน้ำมันมาใช้แล้ว จะได้ผลดีหรือเปล่า และที่สำคัญคือ กังวลเรื่องการหักของของทอดไม่ว่าจะเป็นกล้วย มัน หรือเผือก เนื่องจากของทอดเหล่านี้ถูกชุบด้วยแป้ง แต่ก็ตัดสินใจซื้อมาใช้ เพราะไม่อยากให้มีการอมน้ำมัน และลูกค้าต้องกินน้ำมันเยอะๆ ผลปรากฏว่า ได้ผลดีเกินคาดมาก นอกจากของที่ทอดจะไม่แตกหักและไม่อมน้ำมันแล้ว ยังได้น้ำมันกลับมาใช้อีกครั้งด้วย เป็นที่มาของสโลแกนร้านว่า กรอบนอก นุ่มใน ไม่อมน้ำมัน”

อีกจุดเด่นหนึ่งที่ลูกค้าชื่นชอบ คือ น้ำจิ้ม ซึ่งเป็นสูตรน้ำจิ้มที่คิดและปรับสูตรทำขึ้นมาเองเป็นของทางร้านโดยเฉพาะ ป้าติ่ง บอกว่า “เป็นน้ำจิ้ม สำหรับจิ้มเวลากินมันและเผือกทอด ไม่แน่ใจว่ามีร้านไหนทำหรือเปล่า แต่ทางร้านนี้มี และลูกค้าชอบมาก คนที่กินเป็นจะต้องขอน้ำจิ้มอย่างน้อย 2 ชุด หลายคนมาขอเอาไปชิม ไปลอง พอกลับมาที่ร้านอีกครั้ง ต้องขอกลับไปทุกคราว เนื่องจากรสชาติที่เข้ากันเวลากิน”

การทอดกล้วย ต่อวันใช้กล้วยจำนวนกว่า 100 หวี, มัน ประมาณ 20-30 กิโลกรัม และเผือกอีกกว่า 30 กิโลกรัม ใช้น้ำมันพืช ต่อวัน 20 กิโลกรัม แป้งที่ใช้ทอดกว่า 30 กิโลกรัม ขายในราคาตั้งแต่ 10 บาทเป็นต้นไป ยอดขายต่อวันอยู่ที่ประมาณ 8,000-10,000 บาท ด้วยความเป็นคนที่มีนิสัยซื่อสัตย์และอยากทำตามกฎระเบียบให้ถูกต้อง ป้าติ่งจึงเข้าไปขอยื่นเสียภาษีด้วยตนเอง ซึ่งทำต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว

โซเชียลช่วย คนต่อคิวซื้อชิม

ต้องแจกบัตรคิว เปิดพัดลมบริการ

ปัจจุบันนี้ ร้านกล้วยแขก พระราม ๕ เป็นที่รู้จักอย่างดี จากทั้งลูกค้าขาประจำและลูกค้าขาจร เนื่องจากมีหลายรายการจากช่องทางออนไลน์และสื่อต่างๆ มาขอสัมภาษณ์ ทำให้เป็นที่รู้จัก ลูกค้าจึงเยอะมากขึ้น จึงมีการทำบัตรคิวแจกให้กับลูกค้าที่มาต่อคิวซื้อ ทั้งป้าติ่ง ยังเกรงใจลูกค้าที่มาต่อคิวซื้อนานๆ จึงซื้อพัดลมมาเปิดให้บริการสำหรับลูกค้าที่เข้าคิว รวมถึงแจกน้ำให้ดื่มอีกด้วย

“แม้ปัจจุบันนี้ ราคาสินค้าหลายอย่างจะขึ้น แต่ทางร้านก็จะยังขายในจำนวนชิ้นและราคาเท่าเดิม ไม่อยากขึ้นราคาอีกแล้ว อย่างกล้วยที่ขายดีมาก จนขาดตลาด ราคาจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นหวีละ 50 บาท ทางร้านก็ยังจะพยายามหามาทอดขายให้ได้ เพราะไม่อยากให้ลูกค้าที่มาเข้าคิวเสียความรู้สึก กลัวเขามารอต่อคิวแล้วไม่มีให้เขากิน” ป้าติ่ง บอก

โดยยังบอกอีกว่า เคยเห็นคนมาเข้าคิวซื้อมากสุดถึง 30 ถุง ต่อ 1 คน ซื้อไปแจกเพื่อนบ้าง ให้ผู้หลักผู้ใหญ่บ้าง ซึ่งตนดีใจมากที่เห็นเช่นนี้ และภูมิใจมากที่ตอนนี้ได้มีโอกาสเห็นผู้ชายมาต่อคิวรอซื้อกล้วยทอดเยอะมากขึ้น ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมีเลย ปกติเห็นแต่ผู้หญิง

ทั้งนี้ ป้าติ่งบอกด้วยว่า “ด้วยสูตรที่เป็นเฉพาะของทางร้าน ที่ปรับปรุงกันมาจนได้เป็นที่ลงตัวแล้ว ทางร้านจึงขายแป้งแห้งด้วย สำหรับคนที่สนใจอยากนำเอาไปทอดกล้วยเอง ก็สามารถมาขอซื้อได้ ขายในกิโลกรัมละ 65 บาท หากซื้อไปไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เหมือนกับแป้งที่ทางร้านใช้ เพราะคือแป้งสูตรเดียวกัน ไม่มีกั๊กสูตรแน่นอน”

สำหรับใครที่สนใจ แวะไปลองชิมกล้วย-มัน-เผือก ทอด หรือซื้อแป้งกล้วยแขกสำเร็จรูป แวะกันไปได้ที่ร้านกล้วยแขก พระราม ๕ ตั้งอยู่ที่แยกบางสีทอง ริมถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตรงข้ามกับโลตัสพระราม 5 หรือโทรศัพท์ไปสอบถามกันได้ที่ (085) 212-4596, (083) 818-5566

เนื้อจระเข้ทุบ เจ้าแรกในไทย ตลาดจีนชอบมาก ยอดขายเดือนละล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0762150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

เนื้อจระเข้ทุบ เจ้าแรกในไทย ตลาดจีนชอบมาก ยอดขายเดือนละล้าน

“เนื้อจระเข้ทุบ จำหน่ายได้ 3 ปี กระแสการตอบรับดีมาก เริ่มขายดีตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 รายได้ขยับไปที่เดือนละ 1 ล้านบาท ผลิตขายเอง 60 เปอร์เซ็นต์ รับจ้างผลิตให้ยี่ห้ออื่น 40 เปอร์เซ็นต์”

นอกจาก ปลาช่อน ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากปลาช่อนสารพัด และบรรดาขนมเปี๊ยะที่เป็นของขึ้นชื่อจังหวัด “สิงห์บุรี” ยังมีหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ล่าสุดเนื้อจระเข้ทุบ และเนื้อจระเข้ผัดปรุงรส ของร้าน “วัชรินทร์” ได้รับคัดสรรเป็นสินค้าโอท็อป 5 ดาว มีโอกาสไปวางขายในสนามบินดอนเมือง แถมส่งขายต่างชาติ ถูกปากคนจีนเป็นอย่างมาก สร้างรายได้เดือนละล้านบาทเลยทีเดียว

ต่อยอดจากหมูทุบ

บุกตลาดจีนโดยเฉพาะ

คุณวัชรินทร์ เรืองฤทธิ์กุล หรือ คุณปุ้ย ทายาทรุ่นที่ 2 ของกิจการหมูทุบ เล่าว่า เดิมที่บ้านทำหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ขายมานานกว่า 30 ปี กระทั่งปี 2548 ได้เข้ามาช่วยกิจการทางบ้าน เลยพยายามอัพเกรดสินค้า ปรับภาพลักษณ์จากของฝากประจำจังหวัด กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยม สามารถเข้าไปวางขายบนห้างสรรพสินค้าหรู และสนามบิน นอกจากนั้นยังคิดเมนูเพิ่ม “เนื้อจระเข้ทุบ” นับเป็นเจ้าแรกในเมืองไทย ขายดีผลิตแทบไม่ทัน

คุณปุ้ย เพิ่มเติมว่า เดิมทีสินค้าของที่บ้านจะวางขายตามตลาดของฝากมาโดยตลอด ระยะหลังมานี้สินค้าถูกลอกเลียนแบบ ส่งผลยอดขายตกลงเกินครึ่ง เลยเปลี่ยนแผนธุรกิจจากที่เคยเจาะกลุ่มลูกค้าตลาดล่าง-กลาง หันมาจับกลุ่มลูกค้าระดับบน เน้นขายสินค้าพรีเมี่ยมเท่านั้น รวมถึงนำเมนูเนื้อจระเข้บุกตลาดจีนเพราะชาวจีนนิยมทานเนื้อชนิดนี้อย่างยิ่ง เพราะมีคุณประโยชน์ทางสารอาหารสูง

หลังจากที่คุณปุ้ยเข้ามาช่วยกิจการครอบครัว เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชายหนุ่มนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังหลายแห่ง ยอดขายดีขึ้นตามลำดับ ราวปี 2553 เข้าไปขายในสนามบินดอนเมือง สถานที่นี้เองที่ทำให้สินค้าแบรนด์ “วัชรินทร์” เป็นที่รู้จักของตลาดต่างประเทศ

“ผมนำหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ไปวางขายในสนามบินดอนเมือง เพื่อให้นักท่องเที่ยวซื้อกลับไปเป็นของฝาก บ่อยครั้งมักจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาสอบถามว่า มีเนื้อจระเข้ขายหรือไม่ ผมเลยเกิดไอเดียนำเนื้อจระเข้มาทำเป็นเนื้อทุบ เนื้อจระเข้แห้ง จระเข้ซอสพริกไทยดำ จระเข้ผัดพริกสมุนไพรบรรจุกระป๋อง กว่าจะลงตัวใช้เวลา 2 ปี”

สำหรับรสสัมผัสของเนื้อจระเข้นั้น เจ้าของธุรกิจ บอกว่า จะให้เนื้อสัมผัสเนื้อไก่ผสมกับเนื้อปลา มีความนุ่ม แต่จะไม่ร่วน เป็นเนื้อสัตว์ที่มีคุณประโยชน์ทางสารอาหารสูง ให้โปรตีนสูง มีปริมาณไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ บางคนมีความเชื่อ ทานเป็นยารักษาโรคบางชนิดได้ ถูกปากผู้ที่ได้ลิ้มลองจนต้องบอกต่อกันเลยทีเดียว

กว่าเนื้อจระเข้จะถูกแปรรูปออกมาเฉกเช่นปัจจุบัน คุณปุ้ยใช้เวลาศึกษาและลองผิดลองถูกในการแปรรูปเนื้อจระเข้ 2 ปี เนื่องจากลักษณะเนื้อจระเข้มีความชื้นสูงและค่อนข้างนุ่ม แปรรูปด้วยการใช้เครื่องจักรทุบไม่ได้ อีกทั้งมีกลิ่นคาว ดังนั้น กระบวนการที่ใช้แปรรูปจึงมาลงตัวที่การใช้ภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน คือ ต้องนำเนื้อจระเข้สดไปตากแดดจัดนาน 3 วัน เพื่อดับกลิ่นคาวก่อน รวมถึงต้องใช้แรงงานคนทุบด้วยค้อนแบบโบราณ ซึ่งควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าการทุบด้วยเครื่องจักร ผิวสัมผัสนุ่ม อร่อยกว่าใช้เครื่องจักร

ทำเท่าไหร่ ไม่พอขาย

เพิ่มเมนูใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ส่วนเนื้อจระเข้ที่นำมาแปรรูปนั้น ใช้เนื้อส่วนหาง เพราะเป็นเนื้อคุณภาพดีที่สุดของตัวจระเข้ เนื่องจากหางจระเข้จะเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้เนื้อส่วนนี้แน่นและรสชาติอร่อย ส่วนแหล่งวัตถุดิบรับซื้อจากฟาร์มสมุทรปราการ สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานี

“เนื้อจระเข้ทุบ จำหน่ายได้ 3 ปี กระแสการตอบรับดีมาก เริ่มขายดีตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 รายได้ขยับไปที่ เดือนละ 1 ล้านบาท ผลิตขายเอง 60 เปอร์เซ็นต์ รับจ้างผลิตให้ยี่ห้ออื่น 40 เปอร์เซ็นต์”

สำหรับช่องทางจำหน่าย เจ้าของผลิตภัณฑ์นำไปวางขายในร้านที่สยามพารากอน, ดิ เอ็มโพเรี่ยม, ดิ เอ็มควอเทียร์, เดอะมอลล์สกายพอร์ต, สนามบินดอนเมือง ขายไปยังบริษัททัวร์จีนที่มาเที่ยวเมืองไทย และส่งออกไปยังเมืองจีน ยุโรปบ้างเล็กน้อย ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าปัจจุบันเป็นชาวจีน

ถามว่า ในเมืองจีนมีเนื้อจระเข้ขายหรือไม่ คุณปุ้ย ตอบว่า มีขาย แต่ชาวจีนไม่นิยมสินค้าในประเทศของตัวเอง เพราะว่ามีปัญหาสินค้าปลอมเยอะ ไม่ได้ใช้เนื้อจระเข้จริงๆ สับเปลี่ยนใช้เนื้อสัตว์ชนิดอื่นแทน หรือบางรายใช้เนื้อจระเข้แต่เป็นส่วนสันหลัง ซึ่งคุณภาพสู้เนื้อส่วนหางไม่ได้ ดังนั้น คนจีนที่มาเมืองไทย พอเห็นเนื้อจระเข้ทุบที่เป็นเมดอินไทยแลนด์ นิยมซื้อกลับไปเป็นของฝาก เพราะสำหรับชาวจีนเนื้อจระเข้ถือเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม เทียบเท่ารังนก เนื้อจระเข้ทุบเลยขายดีมากขึ้นไปอีก มีเท่าไรก็ขายหมด จนผลิตไม่ทัน

ปัจจุบัน ปริมาณเนื้อจระเข้ที่ทางแบรนด์วัชรินทร์ใช้ เดือนละ 2-3 ตัน สำหรับเนื้อจระเข้ทุบ เนื้อจระเข้แห้ง 100 กรัม แพ็กละ 350 บาท เนื้อจระเข้ทุบ 100 กรัม 200 บาท และเนื้อจระเข้ผัดพริกสมุนไพรบรรจุกระป๋อง ขนาดกระป๋อง 50 กรัม ราคา 120 บาท

ถามถึงปัญหาที่เจ้าของธุรกิจพบ คือ ยังขาดวัตถุดิบ ขาดความรู้ด้านการส่งออก และเรื่องข้อกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ณ เวลานี้ยังต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง ทว่าในอนาคตวางแผนจะส่งสินค้าออกต่างประเทศเอง

“ในไทยทุกวันนี้ ฟาร์มเลี้ยงจระเข้เพื่อส่งเนื้อขายยังไม่แพร่หลายนัก เรียกว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเลยด้วยซ้ำ”

สำหรับแผนธุรกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้า คุณปุ้ย บอกว่า จะออกสินค้าใหม่ ทำของกินเล่นที่แปรรูปจากเนื้อจระเข้ พยายามขยายตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ยังมีโอกาสส่งขายได้อีกมาก

นอกจากส่งขายในห้าง บริษัททัวร์ ทางเจ้าของสินค้ายังไปร่วมออกบู๊ธที่ประเทศจีนอีกด้วย หากคนไทยที่อยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ เลขที่ 141/1 ถนนธรรมโชติ ตำบลบางพุทรา อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ (036) 512-644, (085) 177-9948 ร้านเปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.

กรรมวิธีการทำ

ขั้นตอนแรก นำเนื้อจระเข้อบในตู้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อไล่ความชื้นเป็นเวลา 3 วัน

ขั้นตอนที่สอง นำเนื้อจระเข้อบในเตาเพื่อให้สุก พร้อมกับปรุงรสชาติ

ขั้นตอนสุดท้าย นำเนื้อจระเข้ที่ผ่านการอบสุก มาทุบด้วยค้อน โดยใช้มือทุบ ซึ่งเนื้อจระเข้สด 10 กิโลกรัม เมื่อทำเป็นเนื้อทุบ จะเหลือน้ำหนักแค่ประมาณ 3 กิโลกรัม