คุณแหน : 5 ธันวาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247532

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
●● เพื่อน้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถวายความอาลัย ธผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย พระเทพวิมลมุนี เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ประธานในพิธีสงฆ์และ สุรินทร์ โกสิยางกูร ประธานจัดงาน “5 ธันวามหาราช” 2559 ปีที่ 32 ถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ พระอุโบสถวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร  5 ธ.ค. 10.09 น..

●● สายพิณ พหลโยธิน เป็นประธานจัดงานเทศน์มหาชาติประยุกต์3 ธรรมาสน์ ณ ศาลาการเปรียญ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 17 ธ.ค. เวลา 14.00-17.00 น. เป็นเทศน์มหาชาติชนิดพิเศษวันเดียวจบ 13 กัณฑ์..

●● ลดา รุธิรกนก ขอขอบคุณ พลเรือโทนิพนธ์-ธิดาเทพ พราหมณ์เทศ ที่กรุณาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงเพื่อนๆ ไม่พบกัน 20 ปี สมัยทำงาน AVON ทั้งอาหารเลิศ ห้องพักงาม น้ำทะเลสวย สังสรรค์ สดชื่น แจ่มใสกันทุกคน พร้อมได้กราบสักการะศาลใหม่ของพลเอก กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้ข้อมูลเพิ่มเขียนหนังสือเล่มใหม่ ที่หาดนาวิกโยธิน แต่พอกลับถึงกรุงเทพฯเจ้าตัวต้องใช้ภาษาใบ้กับภาษาอักษรแทนอีกหลายวัน จนกว่าเสียงจะคืนมา..

●● มูลนิธิเวลเนสแคร์เพื่อผู้ป่วยมะเร็งและผู้ป่วยไตเสื่อม โดย นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ จัดโครงการฝึกอบรมให้ความรู้ ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยไตเสื่อม หรือผู้สนใจ เรื่อง “พิชิตมะเร็ง ฟื้นฟูไต” ด้วยวิถีธรรมชาติ ครั้งที่ 3 ณ หอประชุม The Deck ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วันอาทิตย์ที่ 11 ธ.ค. 10.00-16.00 น. โดยคุณหมอจะแนะนำหลักปฏิบัติง่ายๆ และได้ผลจากประสบการณ์จริง พร้อมนักทอล์กชื่อดัง อ.อภิชาติ ดำดี, อ.พะเยาว์ พัฒนพงศ์ อบรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย..

●● กิจกรรมโครงการ ๙ ตามพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน โดย อสมท ร่วมกับองค์กรพันธมิตร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อสานต่อพระราชปณิธาน “มุ่งทำดีเพื่อผู้อื่นและสังคม” จะจัดแสดงตั้งแต่ 4 ธ.ค.-31 ม.ค. ศกหน้า ที่ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์..

●● งานมอเตอร์โชว์ส่งท้ายปีนี้ เศรษฐีกระเป๋าหนักพอรู้ว่า “โรลส์-รอยซ์ แฟนธอม ดรอปเฮด คูเป้ ซีรี่ส์ทู” เป็นหนึ่งในคันสุดท้ายของสายการผลิต และจะกลายเป็นคอลเลคชั่นไอเท็มหรูที่หายาก งานนี้ต่างเสนอให้ราคาสูงเพื่อจะได้เป็นเจ้าของทำเอาผู้บริหารสุนทรพันธ์ เดชะเทศ ยิ้มไม่หุบ..●●

คุณแหน

ภัยร้ายที่มาพร้อมเครื่องสำอาง อย่าสนคำโฆษณา ‘ขาวไว ทันทีที่ใช้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247522

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สาวๆ ทุกคนรักสวยรักงาม พวกเธอจึงต้องมองหาผลิตภัณฑ์และแนวทางในการดูแลสุขภาพผิวพรรณที่ดีที่สุด แต่บางคนกลับชอบทางลัดที่จะทำให้สวยไวโดยไม่เฉลียวใจสักนิดที่จะตรวจสอบที่มาที่ไปหรือส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ใช้จนเกิดผลร้ายและอันตรายต่อร่างกายตัวเอง หนทางเดียวที่จะทำให้คุณรอดปลอดภัยจากสารอันตรายที่อยู่ในคราบเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ คือความรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสารอันตรายที่ต้องหลีกเลี่ยง

เรามาคุยกับ อีฟ–วลัยพรรณ รัศมี เจ้าของแบรนด์อีฟส์ กรุ๊ป และกูรูความงาม เพื่อไขข้อข้องใจให้สาวๆ ถึงปัญหาสุขภาพผิว รวมถึงเตือนภัยร้ายสารอันตรายที่มาพร้อมเครื่องสำอาง ซึ่งปัจจุบันมีส่วนผสมเพื่อเร่งผิวขาวที่ต้องระมัดระวังและหนีให้ไกล ได้แก่ ปรอท ไฮโดรควิโนน และสเตียรอยด์

สารปรอทเป็นโลหะหนักอาจทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังได้ง่าย เช่น มีอาการร้อนแสบแดง อาจมีผดขึ้นเต็มหน้า แต่สำหรับบางคนที่ไม่มีอาการระคายเคือง เมื่อใช้ไปนานๆ ผิวหน้าจะบางลงจึงไวต่อแสงแดด และทำให้ผิวหน้าคล้ำดำขึ้น อาจเกิดเป็นฝ้าถาวรไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ถึงจะหยุดใช้ครีมที่มีสารปรอทแล้วก็ตาม แต่ภายใน 2 สัปดาห์จะพบว่าสิวเม็ดใหญ่ สิวอักเสบกลับรวมพลังกันผุดขึ้นทั่วใบหน้า หรือแม้จะเปลี่ยนครีมบำรุงตัวใหม่ อิทธิฤทธิ์ของมันก็ยังคงอยู่ โดยสิวใต้ผิวหนังจะค่อยๆ ขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ จนกว่าร่างกายจะขับสารปรอทนั้นออกไปได้

ไฮโดรควิโนน ปกติแล้วจะใช้ในการรักษาฝ้าเฉพาะบุคคลตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น แต่กลับมีพ่อค้าแม่ค้าหัวใสนำสรรพคุณของมันมาเป็นจุดขายของครีมเร่งผิวขาว ด้วยการเพิ่มปริมาณและความเข้มข้น เมื่อใช้ติดต่อกันนานกว่า 6 เดือน ร่วมกับกรดวิตามินเอ
ซึ่งมีผลทำให้ผิวขาวและรักษาฝ้า จึงส่งผลให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเกิดเป็นฝ้าถาวรสีน้ำเงินอมดำหรือหน้าเทาได้ และหากหยุดใช้ครีมที่มีสารไฮโดรควิโนน ฝ้าที่ขึ้นบนใบหน้าอยู่แล้วก็จะดำหนาขึ้น และกลายเป็นฝ้าถาวร ต้องใช้เวลาในการรักษานาน และบางรายอาจรักษาไม่หายขาด

สเตียรอยด์ จะทำให้เกิดสิวที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูนแดงทั่วใบหน้าหรือบางคนเรียกสิวผด เมื่อใช้ไปนานๆ ผิวหน้าก็จะบางลง จึงรับ
มลพิษและเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย กลายเป็นคนผิวแพ้ง่ายแบบมโนไปเอง ซึ่งความน่ากลัวของสเตียรอยด์อยู่ที่คนไข้ต้องใช้ยากินหรือฉีดก็ได้ แต่ต้องมีสารสเตียรอยด์เหมือนกันจึงจะ “เอาอยู่ กลายเป็นว่าเราจะติดสเตียรอยด์ตัวใหม่ได้อีก และที่แย่กว่านั้นคือ ต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ จึงจะหายขาดจากผลข้างเคียงของสเตียรอยด์

กูรูความงาม อีฟ–วลัยพรรณ รัศมี

กูรูความงาม อีฟ-วลัยพรรณ แนะนำวิธีสังเกตครีมที่มีสารอันตรายปนเปื้อนไว้ว่า นอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความ
น่าเชื่อถือแล้ว ยังจะต้องเป็นคนช่างสังเกต โดยสามารถพิสูจน์ได้ว่าสารอันตรายแต่ละตัวนั้นเป็นอย่างไร สารปรอทในครีม ให้สังเกตสี หากครีมนั้นมีสีครีมเข้มถึงอ่อนๆ และถ้ามองลักษณะเนื้อครีมแล้วเห็นเนื้อครีมไม่นวลเนียน บางส่วนเป็นเม็ดๆ ขึ้นมาให้เห็น ก็อาจตั้งข้อสังเกตได้ก่อนว่าน่าจะมีสารปรอทอยู่บ้าง เช่นเดียวกับไฮโดรควิโนน ซึ่งมีฤทธิ์ในการหยุดเมลานินใต้ผิวหนัง จึงทำให้ผิวขาวอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นสีเทาในที่สุด โดยสามารถสังเกตได้จากสี ซึ่งครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนจะมีสีครีมถึงสีน้ำตาลเข้มเกิดขึ้นบริเวณรอบขอบกระปุก แต่ถ้าต้องการพิสูจน์ให้ชัดเจนมากขึ้น ให้ตักครีมขึ้นมาเล็กน้อยแล้วนำผงซักฟอกละลายน้ำหยดลงไป หากสีเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ให้สันนิษฐานได้เลยว่ามีสารไฮโดรควิโนนอย่างแน่นอน ส่วนสเตียรอยด์นั้น อาจจะสังเกตได้ยากสักหน่อย ต้องส่งตรวจและทดสอบในห้องแล็บจึงจะรู้ผลที่แน่ชัด แต่ถ้ารู้สึกหน้าขาวขึ้นทันทีที่ใช้ หรือสิวหายภายในชั่วข้ามคืน หรือลองนำครีมตัวนั้นมาทาใต้ท้องแขนแล้วนำเทปใสมาแปะไว้หนึ่งคืน เมื่อลอกเทปใสแล้วเห็นว่าบริเวณที่ทาครีมกลายเป็นด่างขาว ก็แสดงว่าในครีมนั้นมีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนผสมอยู่

สำหรับสาวๆ ที่มีปัญหาผิวเพราะใช้ครีมผิดแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจ กูรูความงาม อีฟ-วลัยพรรณ บอกว่า ทางแก้ไขอาการข้างเคียงที่เกิดจากสารอันตราย คือเราต้องเข้าใจหลักการทำงานของผิว ซึ่งจะมีกระบวนการผลัดผิวทุกๆ 28 วัน และมีกลไกในการขับสารพิษอยู่แล้ว สิว ผดผื่น หรืออาการข้างเคียงอื่นๆ ย่อมเกิดขึ้นมากน้อยตามปริมาณสารอันตรายและระยะเวลาที่เราใช้ ยิ่งเป็นสารที่ซึมลึกสู่ผิวมากเท่าไร เซลล์ผิวที่ผลัดขึ้นใหม่ก็จะนำพามันออกมาปรากฏตัวด้วย

“ที่สำคัญเราต้องไม่เพิ่มเติมสารพิษเข้าไปอีก ด้วยการหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทันทีที่รู้สึกหรือเกิดผลข้างเคียงนั้น สิ่งที่ต้องทำถัดมา คืออดทนไว้ ใจเย็นๆ และปล่อยให้ใบหน้าของเราได้พักอย่างจริงจัง โดยไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ หรือเลือกการรักษาแบบผิดวิธี และไม่แต่งหน้าโดยเด็ดขาด พยายามรักษาความสะอาดของหน้าให้ถูกต้องด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีค่าเป็นกลาง (PH 5.5) หรือถ้าเป็นคนผิวมันอาจเลือกความเป็นด่างมากขึ้น (PH 4.5 – 5.5) และสำหรับคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารปรอท
มาก่อน ก็สามารถนำไข่ขาวมาพอกหน้าเพื่อช่วยดูดซับสารพิษบ้าง หรือใช้เจลว่านหางจระเข้หรืออโลเวร่าเพื่อช่วยทำให้ใบหน้าชุ่มชื้นทดแทนการทาครีมได้ และอาจใช้สารละลายสิวเพื่อเข้าไปฆ่าเชื้อโรคสิวที่ผุดขึ้นมาได้บ้าง ทั้งนี้ตลอดการรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อไม่มีผลร้ายย้อนกลับมาทำร้ายเราได้อีก”

ท้ายสุด เธอให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ยังไม่โดนสารอันตรายทำร้ายผิว ก็อย่าชะล่าใจกัน เพราะอาจมีศัตรูตัวใหม่ที่มีฤทธิ์ร้ายซุกซ่อนอยู่ ทางที่ดีเราควรยึดหลัก “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยควรมีประสิทธิภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป และกระบวนการผลิตต้องมีความน่าเชื่อถือ อย่าปล่อยให้คำโฆษณาชวนเชื่อ เช่น “ขาวไว ทันทีที่ใช้” ยั่วยวนกิเลสจนห้ามใจไม่ไหว เพราะนั่นคือสัญญาณอันตรายที่จะนำพาผิวคุณไปพบกับหายนะในที่สุด

 

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ สืบทอดพระราชปณิธาน ‘เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247531

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ  เชิญชวนประชาชนชาวไทยทั่วประเทศร่วมสืบทอดพระราชปณิธาน “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ในงานมหกรรมในหลวงรักเรา “สืบทอดพระราชปณิธาน” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2559 พร้อมเปิดตัวอาคารพิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตร “มาดู พาวิเลี่ยน” เป็นครั้งแรก  เพื่อจัดแสดงนิทรรศการพิเศษตามรอยการทรงงาน 70 ปีแห่งการครองราชย์  และถ่ายทอดวิถีเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง จากแนวคิด หลักการ สู่การปฏิบัติจริง

นางจารุรัฐ จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เผยว่า พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ มีภารกิจหลักในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้ประชาชนนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและร่วมพัฒนาการเกษตรไทยให้มีความยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้  เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตรและสืบทอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดจนถ่ายทอดความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติอย่างกว้างขวาง  พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดงานมหกรรมในหลวงรักเรา “สืบทอดพระราชปณิธาน” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 ธันวาคม 2559 โดยเปิดบ้านของพ่อให้ประชาชนเข้ามาเที่ยวชม เรียนรู้พิพิธภัณฑ์มีชีวิตแห่งนี้ซึ่งได้นำเสนอพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านนิทรรศการพิเศษที่นำเสนอด้วยรูปแบบที่ทันสมัย ตื่นตา และน่าประทับใจ เช่น ภาพยนตร์สามมิติ และอื่นๆ มากมาย  พร้อมเปิดตัวอาคารพิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตร มาดู พาวิเลี่ยน ( MADO Pavilion) และเปิดร้านค้าเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง “กิน อยู่ ดี” จำหน่ายอาหารเพื่อสุขภาพ สินค้าเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง

จารุรัฐ  จงพุฒิศิริ  

นางจารุรัฐ  กล่าวว่า ในงานได้จัดพิธีสำคัญในวันที่ 5 ธันวาคม  2559  เวลา 19.00 น. ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมกับเกษตรผู้น้อมนำคำพ่อสอน จุดเทียน วางดอกไม้ ถวายอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี นำโดยอาจารย์สมเถา สุจริตกุล วาทยกร คีตกร และนักประพันธ์เพลงคลาสสิก ผู้นำวงออร์เคสตรา  พร้อมพบกับศิลปินชื่อดัง “เดินตามรอยพ่อ” มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์วิถีพอเพียงและรังสรรค์เมนูอาหารจากผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ณ พิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตร มาดู พาวิเลี่ยน ในเวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

นอกจากนี้  ยังจัดอบรมวิชาของแผ่นดิน อบรมเชิงปฏิบัติการ จากปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เกษตรกรตัวจริง เสียงจริง มากมายกว่า 20 หลักสูตร  อาทิ  ทำเกษตรด้วยศาสตร์ของพระราชา  เกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ด้วยเทคโนโลยีสรรพสิ่งอะตอมนิคนาโน การปลูกผักอินทรีย์วิถีพอเพียง   นวัตกรรมทำนาอินทรีย์เงินล้าน  เป็นต้น  พร้อมชมนิทรรศการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ทำได้ เกิดผลจริงเรียนรู้จาก ผู้น้อมนำคำพ่อสอน สู่การปฏิบัติจริงที่ประสบความสำเร็จจากภูมิภาคต่างๆ มาถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์

เปิดตัวร้าน กิน อยู่ ดี

ดังนั้น  พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทย  ไปร่วมถวายอาลัยและร่วมสืบทอดพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 5  ธันวาคม  2559 เวลา 08.00-21.00 น. ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ภายในงานยังเปิดให้เข้าชมนิทรรศการมีชีวิตรูปแบบทันสมัยเปิดโอกาสให้คนไทยได้เรียนรู้จากพ่อ เรียนรู้พระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการเกษตร พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ หลักการทรงงาน  ณ พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา ชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ สุดประทับใจ “เรื่องของพ่อในบ้านของเรา” ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ตลอดงาน พร้อมชม ชิม ช็อป สินค้ามากมายในตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง ผัก ผลไม้ ข้าวสาร ผลิตภัณฑ์เกษตรสินค้าแปรรูป เครื่องจักสานผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นบ้าน และสินค้าคุณภาพ กว่า 200 ร้านค้า

 

เรียนรู้หลักการทรงงาน ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247534

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 5 ธันวาคม 2559 หนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ น้อมนำหลักการทรงงานอันทรงคุณค่า ที่จัดพิมพ์ลงในสมุดบันทึก “เรียนรู้หลักการทรงงาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) จัดพิมพ์ขึ้น เพื่อเผยแพร่แก่ปวงชนชาวไทย ได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ และขยายไปสู่การพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันสืบไป

ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ

การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่ง จะทรงศึกษาข้อมูล รายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งจากข้อมูลเบื้องต้นจาก
เอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง เพื่อที่จะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ตรงตามความต้องการของประชาชน

ระเบิดจากข้างใน

พระองค์ทรงมุ่งเน้น เรื่องการพัฒนาคน ทรงตรัสว่า “ต้องระเบิดจากข้างใน” หมายความว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คน
ในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนามีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว

แก้ปัญหาที่จุดเล็ก

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพในการแก้ไขปัญหา ทรงมองปัญหาในภาพรวม (Macro) ก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหาของพระองค์จะเริ่มจากจุดเล็กๆ (Micro) คือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้าม ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า“…ถ้าปวดหัวก็คิดอะไรไม่ออก เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน…มันไม่ได้เป็นการแก้อาการจริง แต่ต้องแก้ปวดหัวก่อน เพื่อที่จะให้อยู่ในสภาพที่คิดได้…แบบ (Macro) นี้ เขาจะทำแบบรื้อทั้งหมด ฉันไม่เห็นด้วย…อย่างบ้านคนอยู่เราบอก บ้านนี้มันผุตรงนั้น ผุตรงนี้ ไม่คุ้มที่จะไปซ่อม…เอาตกลงรื้อบ้านนี้ระเบิดเลย เราจะไปอยู่ที่ไหน ไม่มีที่อยู่…วิธีทำต้องค่อยๆ ทำ จะไประเบิดหมดไม่ได้…”

ทำตามลำดับขั้น

ในการทรงงาน พระองค์จะทรงเริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นของประชาชนที่สุดก่อน ได้แก่ สาธารณสุข เมื่อมีร่างกายสมบูรณ์
แข็งแรงแล้ว ก็จะสามารถทำประโยชน์ด้านอื่นๆ ต่อไปได้ จากนั้นจะเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถนน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค ที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการให้ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีที่เรียบง่าย เน้นการปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ราษฎรสามารถนำไปปฏิบัติได้และเกิดประโยชน์สูงสุด

ภูมิสังคม

การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นว่าเป็น อย่างไร และสังคมวิทยาเกี่ยวกับลักษณะนิสัยใจคอของคน
ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีในแต่ละท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกัน ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “…การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ในสังคมวิทยา คือ นิสัยใจคอของคนเรา จะไปบังคับให้คนอื่นคิดอย่างอื่นไม่ได้ เราต้องแนะนำ เราเข้าไปช่วยโดยที่จะคิดให้เขาเข้ากับเราไม่ได้ แต่ถ้าเราเข้าไปแล้ว เราเข้าไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริงๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจหลักการของการพัฒนานี้ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง…”

องค์รวม

ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม (Holistic) หรือมองอย่างครบวงจร ในการที่จะพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการหนึ่งนั้น จะทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น และแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง ดังเช่น กรณีของ“ทฤษฎีใหม่” ที่พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพแนวทางหนึ่งที่พระองค์ทรงมองอย่างองค์รวม ตั้งแต่การถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยของประชาชนคนไทย ประมาณ ๑๐-๑๕ ไร่ การบริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้ำ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพ เมื่อมีน้ำในการทำเกษตรแล้วจะส่งผลให้ผลผลิตดีขึ้นและหากมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรจะต้องรู้จักวิธีการจัดการและการตลาด รวมถึงการรวมกลุ่มรวมพลังชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อพร้อมที่จะออกสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอกได้อย่างครบวงจรนั่นคือทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ 1, 2 และ 3

ไม่ติดตำรา

การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน คือ “ไม่ติดตำรา” ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย

ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด

ในเรื่องของความประหยัดนี้ ประชาชนชาวไทยทราบกันดีว่าเรื่องส่วนพระองค์ก็ทรงประหยัดมากดังที่เราเคยเห็นว่า หลอดยาสีพระทนต์นั้นทรงใช้อย่างคุ้มค่าอย่างไร หรือฉลองพระองค์แต่ละองค์ทรงใช้อยู่เป็นเวลานาน ดังที่ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยเล่าว่า “…กองงานในพระองค์ โดย ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ บอกว่าปีหนึ่ง พระองค์เบิกดินสอ 12 แท่ง เดือนละแท่ง ใช้จนกระทั่งกุด ใครอย่าไปทิ้งของท่านนะ จะกริ้วเลย ประหยัดทุกอย่าง เป็นต้นแบบทุกอย่าง ทุกอย่างนี้มีค่าสำหรับพระองค์หมด ทุกบาททุกสตางค์จะใช้อย่างระมัดระวัง จะสั่งให้เราปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ…” ขณะเดียวกันการพัฒนาและช่วยเหลือราษฎร ทรงใช้หลักในการแก้ไขปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทำได้เองหาได้ในท้องถิ่นและประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ มาแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีที่ไม่ยุ่งยากนัก ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “…ให้ปลูกป่า โดยไม่ต้องปลูก โดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ จะได้ประหยัดงบประมาณ…”

ทำให้ง่าย

ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้การคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริดำเนินไปได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ
สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศน์โดยส่วนรวม ตลอดจนสภาพทางสังคมของชุมชนนั้นๆ โปรดที่จะทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย อันเป็นการแก้ปัญหาด้วยการใช้กฎแห่งธรรมชาติเป็นแนวทางนั่นเอง แต่การทำสิ่งยาก ให้กลายเป็นง่ายนั้นเป็นของยาก ฉะนั้นคำว่า “ทำให้ง่าย” หรือ “Simplicity” จึงเป็นหลักคิดสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศในรูปแบบของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

การมีส่วนร่วม

ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงทรงนำ “ประชาพิจารณ์” มาใช้ในการบริหารเพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน หรือความต้องการของสาธารณชน ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “…สำคัญที่สุดจะต้องหัดทำใจให้กว้างขวางหนักแน่น รู้จักรับฟังความคิดเห็น แม้กระทั่งความวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาดเพราะการรู้จักรับฟังอย่างฉลาดนั้นแท้จริงคือ การระดมสติปัญญาและประสบการณ์อันหลากหลาย มาอำนวยการปฏิบัติบริหารงานให้ประสบความสำเร็จที่สมบูรณ์นั่นเอง…”

ประโยชน์ส่วนรวม

การปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และการพระราชทานพระราชดำริในการพัฒนาและช่วยเหลือพสกนิกร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงระลึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “…ใครต่อใครบอกว่า
ขอให้เสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม อันนี้ฟังจนเบื่อ อาจจะรำคาญด้วยซ้ำว่า ใครต่อใครมาก็บอกว่าขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม อาจมานึกในใจว่า ให้ๆ อยู่เรื่อยแล้วส่วนตัวจะได้อะไร ขอให้คิดว่าคนที่ให้เพื่อส่วนรวมนั้นมิได้ให้ส่วนรวมแต่อย่างเดียวเป็นการให้เพื่อตัวเองสามารถที่จะมีส่วนรวมที่จะอาศัยได้…” พระบรมราโชวาทมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2514

บริการรวมที่จุดเดียว

การบริการรวมที่จุดเดียว เป็นรูปแบบการบริการแบบเบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Services ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ในระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย โดยทรงให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นต้นแบบในการบริการรวมที่จุดเดียว เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนที่มาขอใช้บริการ จะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีหน่วยงานราชการต่างๆ มาร่วมดำเนินการและให้บริการประชาชน ณ ที่แห่งเดียว

ทรงใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ

ทรงเข้าใจธรรมชาติและต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทรงมองอย่างละเอียดถึงปัญหาธรรมชาติ หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติ จะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ อาทิ การแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรมได้พระราชทานพระราชดำริ การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยในการฟื้นฟูธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ได้แก่
ปลูกไม้เศรษฐกิจ ไม้ผล และไม้ฟืน นอกจากได้ประโยชน์ ตามชื่อของไม้แล้วยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่พื้นดินด้วย เห็นได้ว่า ทรงเข้าใจธรรมชาติ และมนุษย์อย่างเกื้อกูลกัน ทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

ใช้อธรรมปราบอธรรม

ทรงนำความจริงในเรื่องความเป็นไปแห่งธรรมชาติ และกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักการแนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปกติเข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การนำน้ำดี ขับไล่น้ำเสีย หรือเจือจางน้ำเสียให้กลับเป็นน้ำดีตามจังหวะการขึ้น-ลงตามธรรมชาติของน้ำ การบำบัดน้ำเน่าเสียโดยใช้ผักตบชวาซึ่งมีตามธรรมชาติให้ดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ ดังพระราชดำรัสความว่า “ใช้อธรรมปราบอธรรม”

ปลูกป่าในใจคน

เป็นการปลูกป่าลงบนแผ่นดินด้วยความต้องการอยู่รอดของมนุษย์ ทำให้ต้องมีการบริโภคและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง เพื่อประโยชน์ของตนเองและสร้างความเสียหายให้แก่สิ่งแวดล้อม ปัญหาความไม่สมดุลจึงบังเกิดขึ้น ดังนั้น ในการที่จะฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนมาจะต้องปลูกจิตสำนึกในการรักผืนป่าให้แก่คนเสียก่อน ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “…เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง…”

ขาดทุนคือกำไร

“…ขาดทุน คือ กำไร Our loss is our gain…การเสียคือ การได้ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้…” จากพระราชดำรัสดังกล่าว คือ หลักการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อพสกนิกรไทย “การให้” และ “การเสียสละ” เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไรคือความอยู่ดีมีสุขของราษฎร ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนได้

การพึ่งตนเอง

การพัฒนาตามแนวพระราชดำรัสเพื่อแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้มีความแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตได้ต่อไป แล้วขั้นต่อไปก็คือการพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อมและสามารถ “พึ่งตนเองได้” ในที่สุด ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “…การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอื่นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด เพราะผู้มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งพาตนเองได้ ย่อมสามารถสร้างความเจริญในระดับสูงขั้นต่อไป…”

พออยู่พอกิน

การพัฒนาเพื่อให้พสกนิกรทั้งหลายประสบความสุขสมบูรณ์ในชีวิตได้ เริ่มจากการเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ได้ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยพระองค์เอง จึงทรงสามารถเข้าพระราชหฤทัยในสภาพปัญหาได้อย่างลึกซึ้งว่า มีเหตุผลมากมายที่ทำให้ราษฎรตกอยู่ในวงจรแห่งทุกข์เข็ญ จากนั้นได้พระราชทานความช่วยเหลือให้พสกนิกร มีความกินดีอยู่ดี มีชีวิตอยู่ในขั้น “พออยู่พอกิน” ก่อนแล้วจึงขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะที่ก้าวหน้าต่อไปในการพัฒนานั้น หากมองในภาพรวมของประเทศมิใช่งานเล็กน้อยแต่ต้องใช้ความคิดและกำลังของคนทั้งชาติ จึงจะบรรลุผลสำเร็จ
ด้วยพระปรีชาญาณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงทำให้คนทั้งหลายได้ประจักษ์ว่าแนวพระราชดำริในพระองค์นั้น “เรียบง่าย ปฏิบัติได้ผล” เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า“…ถ้าโครงการดี ในไม่ช้า ประชาชนก็ได้กำไร จะได้ผล ราษฎรจะอยู่ดีกินดีขึ้น จะได้ประโยชน์ไป…”

เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัส ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้พระราชทานไว้ดังนี้ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัวระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ความซื่อสัตย์สุจริต และจริงใจต่อกัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระราชดำรัส เรื่องความซื่อสัตย์ สุจริตจริงใจต่อกันอย่างต่อเนื่องตลอดมา เพราะเห็นว่าหากคนไทยทุกคนได้ร่วมมือกันช่วยชาติ พัฒนาชาติด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตจริงใจต่อกันแล้ว ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าอย่างมาก ดังพระราชดำรัส ดังนี้ “…คนที่ไม่มีความสุจริต คนที่ไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่ายไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ…” พระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๒

ทำงานอย่างมีความสุข

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระเกษมสำราญและทรงมีความสุขทุกคราที่จะช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเคยมีพระราชดำรัสครั้งหนึ่งความว่า“…ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น…”

ความเพียร : พระมหาชนก

จากพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” เป็นพระราชนิพนธ์ที่พระองค์ทรงใช้เวลาค่อนข้างนานในการคิดประดิษฐ์ ทำให้เข้าใจง่าย และปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบัน อีกทั้งภาพประกอบ และคติธรรมต่างๆ ได้ส่งเสริมให้หนังสือเล่มนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ที่หากคนไทยน้อมรับมาศึกษาวิเคราะห์และปฏิบัติตามรอยพระมหาชนก กษัตริย์ ผู้เพียรพยายามแม้จะไม่เห็นฝั่ง ก็ยังว่ายน้ำต่อไป เพราะถ้าไม่เพียรว่ายก็จะตกเป็นอาหาร ปู ปลา และไม่ได้พบกับเทวดาที่มาช่วยเหลือมิให้จมน้ำไปเช่นเดียวกับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงริเริ่มทำโครงการต่างๆ ในระยะแรก ที่ไม่มีความพร้อมในการทำงานมากนัก และทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น แต่พระองค์ก็มิได้ท้อพระราชหฤทัย มุ่งมั่นพัฒนาบ้านเมืองให้บังเกิดความร่มเย็นเป็นสุข

รู้รักสามัคคี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสในเรื่อง “รู้ รักสามัคคี” มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นคำสามคำ ที่มีค่าและมีความหมายลึกซึ้ง พร้อมทั้งสามารถปรับใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย

รู้ : การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีการแก้ปัญหา

รัก : คือความรัก เมื่อเรารู้ครบถ้วนกระบวนความแล้ว จะต้องมีความรักการพิจารณาที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ไขปัญหานั้นๆ

สามัคคี : การที่จะลงมือปฏิบัตินั้น ควรคำนึงเสมอว่า เราจะทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้อง
ทำงานร่วมมือร่วมใจเป็นองค์กรเป็นหมู่คณะ จึงจะมีพลังเข้าไปแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

 

แนะคุณแม่ตั้งครรภ์ตรวจความผิดปกติลูกจากเลือดแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247520

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ สามารถตรวจ DNA อิสระของลูก เพื่อหาความเสี่ยงอาการพิการของทารก หรือไมโครดิลีทชั่นซินโดรม ด้วยนวัตกรรมNIPT

จากข้อมูลวารสารทางการแพทย์เกี่ยวกับอุบัติการณ์ในวงการสูตินรีเวชปี 2559 พบว่า สถิติคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากจะมีความเสี่ยงที่ทารกจะมีความผิดปกติของโครโมโซม ที่มีผลต่อพัฒนาการและสติปัญญาของเด็กตามมาหลังจากคลอดแล้ว ซึ่งจากสถิติมีอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันการตรวจด้วยวิธี NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) เป็นการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอของทารกในครรภ์จากเลือดของคุณแม่ เพื่อคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ โดยเฉพาะดาวน์ซินโดรม ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 99% เป็นการตรวจที่ไม่มีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์และสามารถตรวจวิเคราะห์ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ขึ้นไป

นพ.เทวินทร์  เดชเทวพร

นพ.เทวินทร์ เดชเทวพร ที่ปรึกษาทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ N Health ให้ข้อมูลว่า การตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอของทารกในครรภ์จากเลือดของคุณแม่ ยังสามารถตรวจหาภาวะความผิดปกติแบบอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการไมโครดีลีทชั่นซินโดรม ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ในทุกช่วงอายุ โดยการตรวจวิเคราะห์ทางด้านพันธุกรรมด้วยวิธีดังกล่าว ไม่มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร

หลักการตรวจวิเคราะห์ทั่วไปของ NIPT ในระหว่างที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้น ดีเอ็นเอบางส่วนจากลูกน้อยจะเล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ ดีเอ็นเหล่านี้ มีการจัดเรียงตัวเป็นสายยาวๆ เรียกว่า โครโมโซม ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของทารก การตรวจ NIPT จะทำการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของลูกที่อยู่ในเลือดของแม่ เพื่อหาภาวะความผิดปกติของโครโมโซมที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของลูก ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองระหว่างการตั้งครรภ์ที่ไม่มีความเสี่ยงต่อลูก เพียงแค่เก็บตัวอย่างเลือดจากแม่เท่านั้น แล้วจึงนำส่งตรวจไปยังห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

ตามคำแนะนำของ ISPD (International Society for Prenatal Diagnosis) ผู้ที่ควรได้รับการตรวจ NIPT คือ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในขณะที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ขึ้นไปที่มีความกังวลต่อสุขภาพของลูกในครรภ์ หรือในรายที่มีประวัติคนในครอบครัวมีความผิดปกติของโครโมโซมมาก่อน หรือในรายที่มีความผิดปกติหลังจากการตรวจพบด้วยการอัลตราซาวนด์ สามารถรับการตรวจ NIPT ได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ การตรวจ NIPT ยังสามารถตรวจคัดกรองเพิ่มเติมในกลุ่มไมโครดีลีทชั่นซินโดรมได้อีกด้วย ซึ่งกลุ่มอาการนี้เกิดจากการขาดหายไปของโครโมโซมขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถมองเห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ หรืออัลตราซาวนด์ ไม่ใช่ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้ แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเองขณะปฏิสนธิ พบบ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมาก โดยบางโรคในกลุ่มนี้ เช่น กลุ่มอาการดิจอร์จ จะมีความชุกอยู่ที่ประมาณ 1:2000-4000 ทั้งนี้ ทารกที่เกิดมาพร้อมกับกลุ่มไมโครดีลีทชั่นซินโดรม มักจะมีอาการบกพร่องทางสติปัญญา ความผิดปกติของอวัยวะในร่างกาย เช่น หัวใจและระบบอื่นๆ ในร่างกาย เด็กอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการ เป็นต้น สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nhealth-asia.com

 

เผยผลสำรวจเบาหวานน่าตกใจ คนไทยกว่า 2 ล้านคนไม่รู้ตัวว่าป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247521

วันจันทร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผลสำรวจเบาหวานเผยคนไทยกว่า 2 ล้านคน ไม่รู้ตัวว่าป่วย ปล่อยละเลย เสี่ยงตายปีละ 7 หมื่นกว่าคน แพทย์แนะให้ใส่ใจหมั่นติดตามระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งก่อนและหลังทานอาหาร

บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงาน “สู้กับโรคเบาหวานอย่างเท่าทัน หมั่นติดตามระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ” โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ จากศูนย์โรคเบาหวานและไทรอยด์ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคเบาหวานในปัจจุบัน รวมถึงวิธีการปฏิบัติดูแลตนเองของผู้เป็นเบาหวาน และแนวทางใหม่ในการรักษาโรค โดยใช้นวัตกรรมที่ผู้เป็นเบาหวานสามารถนำมาใช้ดูแลตนเองได้ ด้วย “เครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง” และ “แอพพลิเคชั่นแสดงผลค่าน้ำตาล” เพื่อนำไปสู่แนวทางการรักษาอันเกิดประสิทธิผลสูงสุดแก่ผู้เป็นเบาหวาน

นายแพทย์เอกลักษณ์  วโนทยาโรจน์

นายแพทย์เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ จากศูนย์โรคเบาหวานและไทรอยด์ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ เผยว่า จากข้อมูลที่รวบรวมโดยสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation – IDF) เมื่อเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2558 พบว่า มีจำนวนผู้เป็นเบาหวานทั่วโลกกว่า 415 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นไปถึง 600 กว่าล้านคน ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยเอเชียเป็นหนึ่งทวีปที่มีคนเป็นเบาหวานมากที่สุดในโลก สำหรับประเทศไทย มีผู้เป็นเบาหวานจำนวนถึง 4,025,100 ราย และในจำนวนนี้มีผู้เป็นเบาหวาน ซึ่งไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็น อยู่ประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งหมายความว่า ปัจจุบันผู้เป็นเบาหวานที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาลมีอยู่แค่ครึ่งเดียว ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน จึงทำให้ไม่ได้รับการรักษา ส่งผลให้ผู้ป่วยเหล่านี้ รอจนเกิดโรคแทรกซ้อน ถึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษา ปัจจุบันพบว่า มีอัตราผู้เสียชีวิต อันเนื่องมาจากโรคเบาหวานมากถึงปีละเกือบ 76,000 คน และจากรายงานยังพบว่า เด็กอายุเพียงแค่ 5 ขวบ ก็ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ เพราะเบาหวานแล้ว

ทั้งนี้ โรคเบาหวานเกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ เกิดจากกรรมพันธุ์และการใช้ชีวิตที่ขาดสมดุล โดยเฉพาะการ
รับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม และขาดการออกกำลังกาย เมื่อเป็นโรคเบาหวานแล้ว บางคนยังไม่ทราบว่าการรักษาต้องมีการติดตามระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ

“คนส่วนใหญ่คิดว่าการเจาะเลือดเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเลยไม่ได้เจาะเลือด หรือคนที่เจาะเลือดอยู่แล้วมักเลือกเจาะแต่ตอนเช้า
เพียงอย่างเดียว พอเห็นค่าออกมาปกติ ก็ไม่ได้ติดตามค่าน้ำตาลหลังมื้ออาหารในวันนั้นอีก แต่พอวันรุ่งขึ้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ก็ค่อยมาคุมอาหาร ซึ่งเป็นการดูแลที่ปลายเหตุ แต่การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่แนะนำ คือ การตรวจเลือดทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร เพราะจะได้รู้ว่าค่าน้ำตาลที่สูงนั้น มีเป็นผลมาจากอาหารชนิดใดที่รับประทานเข้าไปหรือไม่ ทำให้ผู้เป็นเบาหวานระวังตัวดีขึ้น และไม่รับประทานชนิดนั้นๆ อีก หรือต้องลดปริมาณลงในครั้งต่อไป ซึ่งจะเป็นการควบคุมน้ำตาลที่มีประสิทธิภาพมากกว่า”

เครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตัวช่วยผู้ป่วยเบาหวาน

อีกทั้ง นายแพทย์เอกลักษณ์ ยังเผยถึงแนวทางการรักษาใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมในทวีปยุโรปและอเมริกาว่า การดูแลรักษาตนเองของผู้เป็นเบาหวานที่ดีที่สุดนั้น คือการส่งเสริมให้ผู้เป็นเบาหวานมีศักยภาพในการดูแลตนเอง และการสอนให้
ผู้เป็นเบาหวานติดตามระดับน้ำตาลด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอและแปรผลน้ำตาลได้ด้วยตนเอง ซึ่งตรงนี้เป็นการส่งเสริมให้
ผู้เป็นเบาหวานมีศักยภาพในการดูแลตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ แนวทางการรักษาจากองค์กรระดับโลกต่างๆ ทั้ง สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation, IDF) และสมาคมโรคเบาหวานสหรัฐอเมริกา (American Diabetes. Association; ADA) ต่างให้คำแนะนำว่าผู้เป็นเบาหวานควรจะทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ (Self – Monitoring of Blood Glucose) ทั้งก่อนและหลังอาหาร เพื่อจะได้ทราบถึงที่มาของค่าน้ำตาลจากอาหารที่รับประทานเข้าไปและเป็นแนวทางในการเลือกรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ ทำให้สามารถคุมเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และเมื่อถึงเวลาตรวจตามนัด แพทย์จะทำการตรวจน้ำตาลแบบ A1C เพื่อนำมาประเมินควบคู่กับผลตรวจรายวันของผู้เป็นเบาหวาน ก็จะได้ค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลที่แม่นยำยิ่งขึ้น

“ปัจจุบันผู้เป็นเบาหวานที่เจาะเลือดทุกวันจะต้องทำการบันทึกค่าน้ำตาลและอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อในสมุดบันทึก ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลยังคงมีความยุ่งยากและอาจสูญหายได้ง่าย ด้วยเครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ที่ช่วยให้การใช้งานในทุกๆ วันของผู้เป็นเบาหวานง่ายขึ้น ด้วยฟังก์ชั่นเสริมที่ผู้เป็นเบาหวานสามารถเลือกที่จะถ่ายโอนข้อมูลค่าน้ำตาลไปยัง “แอพพลิเคชั่นแสดงผลค่าน้ำตาล” ผ่านระบบบลูทูธ เพื่อให้การดูแลโรคเบาหวานของผู้ป่วยสะดวกและง่ายดายขึ้น”

BKI ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 28

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247403

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

ดีไซเนอร์แบรนด์จิวเวลรี่สไตล์ไทยคว้ารางวัลชนะเลิศ เผยอนาคตสร้างไทยเทรนด์ให้โลกแฟชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247402

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

Tech for Life : 4 ธันวาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247395

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แอพฯ สุขภาพ

O-Bese-GoneApp ผลงานนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเจ๋ง!! คว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 ในหมวด Tertiary Student จากโครงการประกวดผลงานด้านซอฟต์แวร์แห่งชาติ ประจำปี 2016

แอพฯนี้มีอุปกรณ์ 2 ส่วน คือ นาฬิกาอัจฉริยะ และสมาร์ทโฟนระบบ android บอกคุณว่าอาหารที่จะรับประทานแคลอรี่เท่าไหร่จะเผาผลาญอย่างไรจึงจะเหมาะสม ตรวจนับจำนวนก้าวเดินแต่ละวันได้ด้วย แต่แอพฯนี้ยังเป็นเพียง “ต้นแบบ” เท่านั้น

เข้าไม่ถึงเนต

กสทช. รายงานผลการประชุม ITU Telecom World 2016 ว่า ปัจจุบันมีประชากรโลกเพียง 3,500 ล้านคน ที่เข้าถึงอินเตอร์เนตได้ ขณะที่อีกกว่า 3,900ล้านคน ยังไม่เคยใช้งานอินเตอร์เนตเลย และเป้าหมายของ ITU คือการขยายการเข้าถึงอินเตอร์เนตสำหรับประชากรโลกเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1,000 ล้านคน ในปี 2020

ทั้งนี้ในส่วนของ กัมพูชา มีประชากรร้อยละ 40 เข้าถึงอินเตอร์เนต ส่วนมาเลเซียประชากรเข้าถึงร้อยละ 70

เมท 9

หัวเว่ย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนในจีน เปิดตัวHuawei Mate 9 (หัวเว่ย เมท 9)ที่ เยอรมนี เมื่อเร็วๆ นี้ กล้องเป็นรุ่นที่ใช้เลนส์คู่จาก Leica เจเนอเรชั่นสอง ประมวลผลด้วยชิป Kirin 960

ส่วนในไทย หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) แจ้งว่า กำหนดเปิดจอง วันที่ 21-30 พ.ย.2559 นี้ 2 สี คือ Champagne Gold และ Mocha Brown  สนนราคา 23,900 บาท

เฟซบุ๊คจีน

เป็นที่รู้กันว่า จีน บล็อกการใช้ Facebook มาหลายปีแล้ว เหตุผลหลักคือเรื่องความมั่นคง อย่างไรก็ดี ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า ด้วยจำนวนประชากรจีนที่มีจำนวนมาก Facebook จึงไม่อยากมองข้ามตลาดนี้ ล่าสุดมีความพยายามที่จะพัฒนาซอฟท์แวร์สำหรับกรองข้อมูล เป้าหมายคือบล็อกโพสต์ที่ไม่เหมาะสม ข่าวสารที่ทางการไม่อยากให้เกิดการปลุกปั่นสร้างความวุ่นวายเพื่อกลับเข้าตลาดนี้อีกครั้ง

 

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศูนย์ข้อมูลเวียงกุมกาม’ แหล่งเรียนรู้เมืองโบราณใต้ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247399

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ลวดลายศิลปกรรมที่พบ

เมื่อสังคมให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้มากขึ้นการนำเสนอที่เคยนำโบราณวัตถุและศิลปวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นั้นก็มีความจำเป็นต้องหาวิธีการจัดแสดงให้คนเข้าใจได้เอง อาทิตย์นี้ได้ตามคุณอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรไปที่ศูนย์ข้อมูลเวียงกุมกาม ซึ่งมีการปรับปรุงและสร้างสรรค์การนำเสนอข้อมูลโดยมีการนำสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาสร้างมิติความรู้ที่น่าสนใจ เพราะเป็นศูนย์ที่เปิดโลกทัศน์ของเมืองโบราณที่รู้จักกันในชื่อเวียงกุมกาม ในอดีตนั้นเป็นเมืองโบราณที่สาบสูญจมอยู่ใต้ดิน และเป็นเมืองที่พบว่าถูกสร้างขึ้นก่อนมีการสร้างเมืองเชียงใหม่

ดังนั้น การสร้างแหล่งความรู้ใหม่จึงควบคู่ไปกับการสำรวจขุดแต่งโบราณสถานที่จมอยู่ใต้ดินนั้นให้ปรากฏชัดเจนมากขึ้นพร้อมกับมีการเปิดพื้นที่โบราณสถานที่จมอยู่ใต้ดินนั้นให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปพร้อมกัน เวียงกุมกามแห่งนี้อยู่ในเขตตำบลท่าวังตาลหมู่ที่ 11 อำเภอสารภี ห่างจากเมืองเชียงใหม่ 5 กิโลเมตร ตัวเมืองล้อมด้วยคูนํ้าและคันดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ 600 เมตร ยาวประมาณ 850 เมตร พื้นที่เป็นที่ราบจากตะกอนดินใหม่ของแม่นํ้าปิงมีระดับความสูง 300-320 เมตร เหนือระดับนํ้าทะเลปานกลาง เดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำมีลักษณะเป็นที่ลุ่มตํ่าหน้าฝนจึงมีนํ้าท่วมทุกปี และในฤดูนํ้าเหนือบ่าก็จะท่วมพื้นที่นี้ด้วยระดับนํ้าสูงมาก

ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้นํ้าท่วมเมืองนี้จนร้างลงเมื่อศึกษาจากหลักฐานก็ทำให้ทราบว่าเวียงกุมกาม แห่งนี้เป็นเมืองที่พญามังราย กษัตริย์ราชวงศ์เม็งราย ทรงสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.1829 หลังจากที่ยกทัพจากเมืองฝาง เข้ามารุกรานและยึดครองเมืองหริภุญชัยจากพญายี่บา หลังจากที่พระองค์ประทับอยู่ที่เมืองหริภุญชัย ได้ 2 ปีแล้ว ทรงมอบให้พระโอรส“เจ้าอ้ายฟ้า” ครองเมืองหริภุญชัยแทน แล้วพระองค์ทรงย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่แห่งนี้ การเรียกชื่อ“เวียงกุมกาม” นั้นมีการแปลความหลายความหมาย  แต่การเรียกตามสำเนียงเหนือว่า “เวียงกุมกวม” นั้นทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นเมืองที่ตั้งคร่อมแม่ปิงหรือมีความหมายมาจากคุ้มคาม คือเป็นที่พัก (คุ้ม) เจ้านายดูแลบ้านเรือน (คามะ)

เดิมนั้นใช้แม่นํ้าปิงเป็นเส้นทางในการคมนาคมติดต่อกับเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือและทางตอนใต้อันเป็นเหตุให้เวียงกุมกามนั้นเป็นศูนย์กลางทางการค้าขายขนาดใหญ่ในยุคนั้น แต่ด้วยเหตุเป็นพื้นที่ตํ่าและติดกับแนวโค้งของแม่นํ้าปิง จึงทำให้นํ้าท่วมบ่อยครั้ง จนทำให้พญามังรายหาทำเลสร้างเมืองใหม่บริเวณพื้นที่ราบเชิงดอยสุเทพสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์ คือเมืองเชียงใหม่ เมื่อพ.ศ.1839โดยเวียงกุมกามยังเป็นกาดหรือศูนย์การค้าอยู่จนเมื่อพุทธศตวรรษที่ 22 ระหว่างปี พ.ศ.2101-2317ในสมัยพม่าปกครองล้านนานั้นแม่น้ำปิงเกิดเปลี่ยนทิศทางและนำตะกอนดินเข้าท่วมเวียงกุมกามจมอยู่ใต้ดินประมาณ 3 เมตร จนเมื่อพ.ศ.2527 จึงมีการค้นพบและกรมศิลปากรโดยสำนักศิลปากรที่ 8 ได้ขุดแต่งให้เห็นโบราณสถานสำคัญของเวียงกุมกามที่มีมากกว่า 40 แห่งขึ้นจากใต้ดิน ดังนั้นการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์และโบราณคดีนอกจากเรื่องของพญามังราย ผู้สร้างเมืองเวียงกุมกามเป็นราชธานีแห่งแรกของล้านนาแล้ว ได้มีการนำเสนอในมิติของศูนย์ข้อมูลที่ย้อนอดีตให้เห็นจินตภาพของวิถีชีวิตของผู้คนเวียงกุมกาม ในระบบ 360 องศา พร้อมกับการสัมผัสโครงสร้างสถาปัตยกรรมของเจดีย์รูปแบบต่างๆ ผ่านสื่อวีดิทัศน์

Augmented  Reality ก่อนที่จะได้พบเห็นชิ้นงานที่แสดงลวดลายศิลปกรรมและหลักฐานสำคัญที่พบในเวียงกุมกาม โดยการทำงานของนักโบราณคดีที่ดำเนินการขุดแต่งกว่าจะได้มาถึงเรื่องราวทั้งหมดจากเอกสาร ข้อมูลการศึกษา หากจัดส่วนจดหมายเหตุและห้องสมุดเสริมขึ้นก็จะเป็นต้นแบบของศูนย์ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ที่น่าจะเกิดขึ้นในโบราณสถานสำคัญทุกแห่งและท้องถิ่นต่างๆ ที่กำลังเถิดเทิงกับกิจกรรมไร้สาระกับมิติการเรียนรู้มากขึ้น