แนะรัฐลดภาษีใช้ซอฟต์แวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466855

แนะรัฐลดภาษีใช้ซอฟต์แวร์

ซิป้าระบุอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ใช้ซอฟต์แวร์น้อยและขาดแคลนบุคลากร จี้รัฐส่งเสริมมากขึ้น

นางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) เปิดเผยว่า ได้จัดทำผลการสำรวจผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ประจำปี 2559 พบว่า จำนวน 94% เป็นกิจการขนาดเล็กและมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับด้านไอที 25% นอกจากนี้ยังพบว่ามีบุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพียงสัดส่วน 4.5% และกลุ่มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เพียง 10.5% เท่านั้น สะท้อนปัญหาการขาดบุคลากรที่มีความชำนาญด้านซอฟต์แวร์อย่างหนัก

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าภาครัฐควรมีมาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อระบบซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยสัญชาติไทยให้แก่ผู้ประกอบการด้วย เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เติบโตไปทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโลจิสติกส์มีการใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปประมาณ 77% ในแต่ละอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีการจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อใช้ในองค์กรและพัฒนาใช้เองภายในองค์กรรวมกัน 6.42% ขณะที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์มีการจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อใช้ในองค์กรและพัฒนาใช้เองภายในองค์กรรวมกัน 16.28%

“วัตถุประสงค์หลักของการสำรวจและรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และสถานภาพความต้องการของผู้ใช้ซอฟต์แวร์ในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์นำไปสู่แนวทางการส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเด็นสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ซอฟต์แวร์มากขึ้นคือ การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ไม่ซับซ้อนในการใช้งาน และรูปแบบการใช้งานของซอฟต์แวร์ต้องมีครบทุกความต้องการของกิจการทั้งเหมาะสมต่อขนาดของกิจการ รวมถึงต้นทุนในการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย” นางสุวิมล กล่าว

 

เอไอเอสรุกหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 05:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466727

เอไอเอสรุกหนัก

เอไอเอส ประกาศแผนปีหน้าควง 3 บริการ วิดีโอคอนเทนต์ พร้อมเพย์ บิซิเนสโซลูชั่น แม่เหล็กดูดผู้ใช้บริการ

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปีหน้าบริษัทมุ่งเน้นการให้บริการใน 3 ด้าน 1.กลุ่มวิดีโอคอนเทนต์ เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ 68% โดยใช้เพื่อดูวิดีโอในคอนเทนต์ถึง 80% ซึ่งพบว่ามีการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อการดูวิดีโอ 70% และเติบโตต่อเนื่อง 30-40% 2.กลุ่มการบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-money) จากการผลักดันคนไทยใช้พร้อมเพย์และฟินเทค

ขณะที่กลุ่ม 3.บิซิเนสโซลูชั่น หรือเปิดให้บริการคลาวด์รองรับกับปีหน้าบริษัทใหญ่หลายรายลงทุนกับระบบคลาวด์มากขึ้น รวมทั้งเกิดกระแสการเล่นเกมผ่านทางโทรศัพท์เพิ่มขึ้น บริษัทจึงได้เปิดเกมใหม่ๆ 3-4 เกม ซึ่งการรุกสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ ในครั้งนี้ เพราะเชื่อว่าปีหน้าจะเข้าสู่ยุคอุปกรณ์ทุกอย่างเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต คอนเทนต์จึงกลายแม่เหล็กเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีผู้ใช้บริการทั้งหมด 39.4 ล้านเลขหมาย

“นโยบายของเอไอเอส เดินหน้าสร้างคอนเทนต์ควบคู่กับการให้บริการด้านเครือข่ายผ่านทั้งสมาร์ทโฟน แท็บแล็ต แอพพลิเคชั่น ซึ่งคอนเทนต์มีทั้งระดับพรีเมียมโดยร่วมกับมืออาชีพจากบริษัทต่างๆ หรือกระทั่งร่วมกับสตาร์ทอัพ เพื่อทำคอนเทนต์ พรีเมียม หรือคอนเทนต์ที่ไม่ได้โฆษณาในทีวีแต่ผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งพบว่าพฤติกรรมของคนไทยใช้ระยะเวลาการดูวิดีโอคอนเทนต์บนสมาร์ทโฟนโดยเฉลี่ย 15 นาที/ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองมีแนวโน้มว่าใช้ระยะเวลาดูเพิ่มขึ้น” นายปรัธนา กล่าว

สำหรับทิศทางการแข่งขันผู้ให้บริการเครือข่ายทางโทรศัพท์มือถือ จะแข่งขันกันสร้างคอนเทนต์ หากคอนเทนต์ดี มอบความสะดวกสบาย การเข้าถึงที่ง่ายไม่ยุ่งยากต่อการใช้งาน และเครือข่ายดีเยี่ยมจะเป็นแม่เหล็กสำคัญ บริษัทจึงไม่เน้นกลยุทธ์ราคา นำเสนอคอนเทนต์ดูบอล 29 บาท/เดือน เหมือนคู่แข่ง เพราะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนค่าใช้จ่าย แม้ว่าจะทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายมากก็ตาม

ทั้งนี้ ล่าสุดเอไอเอสได้ส่งทีม Gorgeous Way เข้าร่วมแข่งขันโครงการ The 5-Min Video Challenge ในหัวข้อเชื่อมโลกให้ใกล้ เชื่อมใจให้กว้างที่ สิงคโปร์ โดยผลงานชื่อ Hello Gorgeous คว้ารางวัล People’s Choice อันดับที่ 2 จากผู้เข้าประกวด 12 ทีม 6 ประเทศ กิจกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นสร้างพันธมิตรคนรุ่นใหม่ ในกลุ่มผู้สร้างคอนเทนต์ เพื่อก้าวสู่ดิจิทัล สตาร์ทอัพ หรือร่วมมือทำภาพยนตร์โฆษณา คลิปวิดีโอต่อไปในอนาคต

 

ชมคลิปรถยนต์ไร้คนขับทดลองวิ่งจริง โดย Tesla

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466314

ชมคลิปรถยนต์ไร้คนขับทดลองวิ่งจริง โดย Tesla

คลิปวิดีโอแสดงประสิทธิภาพรถยนต์ไร้คนขับของ Tesla  ที่ผู้สาธิตไม่จำเป็นต้องแตะพวงมาลัยเลยตลอดการเดินทาง

อีลอน มัสก์ ประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าบริษัท Tesla ของเขากำลังเตรียมสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ ที่มีระบบอัจฉริยะสามารถขับเคลื่อนได้เอง โดยปราศจากผู้ขับขี่

และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามัสก์ก็ได้ปล่อยคลิปวิดีโอสาธิตการใช้งานรถยนต์ไร้คนขับของเขาว่าในอนาคตการเดินทางนั้นจะสะดวกง่ายดายขนาดไหน

คลิปวิดีโอดังกล่าวใช้เพลง The Benny Hills Show ประกอบ ตัวคลิปแบ่งอออกเป็นสองส่วนคือส่วนบรรยากาศในรถจริง กับหน้าจอแสดงผลของเซนเซอร์ในรถยนต์ จากในคลิปจะเห็นว่าผู้สาธิตที่นั่งไปกับรถยนต์ของ Tesla นั้นไม่ได้เอามือแตะพวงมาลัยเลยตลอดทาง และรถยนต์คันดังกล่าวก็ค่อนข้างปลอดภัยเลยทีเดียว ด้วยการขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันก็เคารพสัญญาณไฟ

ในคลิปวิดีโอมีอยู่ตอนหนึ่งที่รถยนต์คันนี้หยุดให้กับนักวิ่งข้างทางด้วย แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ดังกล่าว วิดีโอจบลงด้วยผู้สาธิตลงไปจากรถยนต์ ส่วนตัวรถก็เข้าจอดที่ข้างทางได้เองอย่างน่าทึ่ง

ทรัพย์สินปลอดภัยด้วย “ไบโอเมตริกซ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466312

ทรัพย์สินปลอดภัยด้วย "ไบโอเมตริกซ์"

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

การเปิดตัวเทคโนโลยีด้านเสียงพูด (Voice Biometrics) เพื่อยืนยันตัวตนในการให้บริการลูกค้าผ่านคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารซิตี้แบงก์ นับเป็นการนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในระบบการเงินเป็นรายแรกในประเทศไทย โดยมุ่งหวังให้ผู้ใช้บริการทางการเงินได้รับความสะดวกรวดเร็วและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ทางซิตี้แบงก์ยืนยันว่านวัตกรรมวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ มีความปลอดภัยระดับสูงสุด สำหรับลูกค้าที่จะไม่มีใครสามารถแอบแฝงมาทุจริต หรือฉ้อโกงได้ ทั้งนี้ ธนาคารจะแยกแยะว่าเป็นลูกค้าตัวจริงหรือไม่ด้วยเสียงแก้ปัญหาการเปิดบัญชีปลอมและอีกหลายเรื่อง โดยมีระบบปฏิบัติการที่ตรวจสอบและแยกองค์ประกอบเสียงของลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งระบบจะบันทึกเสียงของลูกค้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะมาจัดเก็บในรูปแบบพิมพ์เสียง และเข้ารหัสเป็นตัวเลขเป็นการรักษาความปลอดภัย 2 ชั้น ไม่สามารถลอกเลียนแบบเสียงกันได้ แม้จะเป็นฝาแฝดกันก็ตาม

ระบบวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ ของซิตี้แบงก์นั้นอาจจะแปลกใหม่สำหรับคนไทย แต่ในต่างประเทศมีการใช้ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว เห็นได้จากในภาพยนตร์ไซไฟชื่อดังหลายเรื่องอย่างเช่น Gattaca หรือ Minority Report และอีกหลายๆ เรื่องที่มีทั้งการสแกนม่านตา เสียง ลายนิ้วมือ ใบหน้า ดีเอ็นเอ ลายเซ็น ฯลฯ ที่ใช้สำหรับเป็นรหัสผ่านเพื่อเข้าถึงสถานที่หรือแหล่งข้อมูลในระดับขั้นที่มีความลับสูง

ไม่เพียงแต่ข้อมูลทางชีวภาพไบโอเมตริกซ์ยังรวมไปถึงลักษณะเฉพาะทางพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์แต่ละบุคคลที่สามารถนำมาใช้ในการยืนยันตัวตนที่แท้จริงได้

นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) อธิบายว่า ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) เป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีทางด้านชีวภาพ เทคโนโลยีการแพทย์เข้ากับเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ โดยการตรวจวัดคุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Characteristics) และลักษณะทางพฤติกรรม (Behaviors) ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคนมาใช้ในการระบุตัวบุคคล

หลังจากนั้นก็จะนำมาใช้เปรียบเทียบกับคุณลักษณะที่ได้มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลก่อนหน้านี้ เพื่อใช้แยกแยะบุคคลนั้นจากบุคคลอื่น

“คุณลักษณะทางกายภาพของคนเรานั้นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในขณะที่พฤติกรรมของมนุษย์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด การลงลายมือชื่อ ฯลฯ จัดเป็นคุณลักษณะที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงทำให้การพิสูจน์บุคคล โดยการใช้ลักษณะทางกายภาพนั้น มีความน่าเชื่อถือมากกว่า” นักวิจัยจากเนคเทค กล่าว

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการใช้ไบโอเมตริกซ์ประเภทนี้ก็คือ ใช้ง่าย เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ และมีอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ เนื่องจากไม่ต้องนำอวัยวะที่ไวต่อการติดเชื้อ (เช่น ดวงตา) ไปสัมผัสกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการอ่านข้อมูล ตัวอย่างของคุณลักษณะทางกายภาพที่นิยมนำมาใช้ ได้แก่ ลายนิ้วมือ ม่านตา ช่องตาดำ ฝ่ามือ และรูปหน้า เป็นต้น

ผลสรุปทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่า มนุษยชาติจำนวน 600 ล้านคน จะมีโอกาสที่ลายนิ้วมือซ้ำกันเพียง 1 คู่ ลายนิ้วมือของบุคคลจะไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อพบอุบัติเหตุกับลายนิ้วมือร่างกายก็จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ ดังนั้น ธรรมชาติของลายนิ้วมือจึงเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นที่ยอมรับของโลก

ในอดีตเมื่อเราจะทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะทำธุรกรรมใดก็ตาม การยืนยันตัวบุคคลจะต้องไปแสดงตัวจริงกับเจ้าหน้าที่ เช่น การเปิดบัญชีธนาคารจะต้องไปทำธุรกรรมด้วยตัวเอง รวมไปถึงการฝาก-ถอน ต่อมาเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตก็เริ่มที่จะใช้วิธีการสร้าง Email และ Password ในการยืนยันตัวตนของผู้ทำรายการ หรือเข้าสู่ระบบต่างๆ ของเว็บไซต์ที่ถามหาการแสดงตัวตน หรือ Login

อย่างไรก็ดี ระบบนี้ก็จำกัดการเข้าทำรายการได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากยังไม่มีความปลอดภัยมากพอสำหรับการยืนยันตัวบุคคล เพราะในความเป็นจริงแล้วระบบ Login หรือการใส่ Username และ Password ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวบุคคลจริงๆ ได้ 100% ว่าเป็นตัวจริง เพราะอาจจะเป็นการสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาแอบแฝงเป็นบุคคลอื่นก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการทำธุรกรรมกับธนาคาร ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่แม้ธนาคารจะกำหนดให้สร้างบัญชีในสาขาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ธนาคารเองก็ตาม

เมื่อระบบ Login ที่เราใช้กันมานานไม่ตอบโจทย์การยืนยันตัวบุคคล ก็จึงมีการคิดค้นรูปแบบใหม่ขึ้นมาพิสูจน์ทางกายภาพของบุคคล เช่น ลายนิ้วมือ รูม่ายตา ผิวหนัง จังหวะการเต้นของชีพจร/หัวใจ แล้วแปลงค่าเหล่านี้ไปเป็นค่าดิจิทัลเพื่อส่งไปบันทึกในระบบ เพื่อใช้ในการยืนยันตัวบุคคลต่อไป ยกตัวอย่างที่เห็นภาพกันง่ายๆ ก็คือระบบ Touch ID ของทาง Apple นั่นเองที่ใช้ระบบ Biometrics ในการจับลายนิ้วมือของเจ้าของเครื่องในการยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นเจ้าของเครื่องจริงหรือไม่แทนการใส่ Passcode 2-touch-id

เดิมทีไบโอเมตริกซ์ถูกนำไปใช้แพร่หลายในด้านความมั่นคงมากกว่าจะถูกนำมาใช้ทางด้านธุรกิจ แต่เมื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ยกระดับขึ้นมาอำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้นแล้ว การนำเอาไบโอเมตริกซ์มาใช้ในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การให้บริการต่างๆ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า ระบบวอยซ์ ไบโอเมตริกซ์ ที่ธนาคารนำมาใช้ช่วยลดระยะเวลาการยืนยันตัวตนจากกว่า 1 นาที เหลือ 10-15 วินาที เพิ่มศักยภาพให้บริการลูกค้าจำนวนมากขึ้นและมีจำนวนธุรกรรมผ่านคอลเซ็นเตอร์มากขึ้น โดยธุรกรรมทั่วไปสามารถทำได้ทันที เช่น สอบถามวงเงิน หรือวันครบกำหนดชำระ แต่ถ้าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น การโอนเงิน หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล ต้องตอบคำถามเพิ่มเติมอีก 1-2 คำถาม

ในระดับขององค์กรบางแห่งก็ติดเครื่องสแกนนิ้วมือในเครื่องลงเวลาเข้างาน เพื่อแก้ไขปัญหาพนักงานเสียบบัตร หรือลงเวลาแทนกันแทนเครื่องตอกบัตรแบบเดิม หรือการลงลายมือเพื่อลงเวลาเข้าทำงานหรือเวลาเลิกงาน วัดประสิทธิภาพของพนักงานเป็นข้อมูล เพื่อประเมินผลงานได้ด้วย

บุญทักษ์ หวังเจริญ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในระบบการเงินจะเริ่มมีมากขึ้น เพราะราคาของเทคโนโลยีที่จะซื้อมาใช้ถูกลง แต่จะเป็นระบบใดธนาคารก็จะคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้บริการเป็นหลัก

“สำหรับระบบการเงินคิดว่าใช้เสียงจะปลอดภัยกว่าลายนิ้วมือ แต่ถึงอย่างไรทั้งสองระบบก็จะต้องมีคีย์ข้อมูลซ้ำอีกครั้ง และในอนาคตทุกอย่างจะอยู่บนมือถือจะเห็นแอพพลิเคชั่นของโมบายแบงก์กิ้งต่างๆ เริ่มเพิ่มให้มีการใช้ไบโอเมตริกซ์ เช่น TBM Touch ของธนาคาร” บุญทักษ์ กล่าว

นอกจากในระบบการเงินแล้ว ไบโอเมตริกซ์ยังก้าวเข้าไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น นำไปใช้เก็บข้อมูลของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ อย่างค่ายหนังทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ได้ทดลองให้ผู้ชมภาพยนตร์สวมใส่สายรัดข้อมือเอาไว้ขณะเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่อง The Revenant โดยสายรัดนั้นจะทำการตรวจข้อมูลทางชีวภาพของผู้ชมไม่ว่าจะเป็นจังหวะการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิของร่างกาย การเคลื่อนไหวของร่างกายและปฏิกิริยาทางร่างกายของผู้ชมในฉากแอ็กชั่น ดราม่า และผจญภัยในภาพยนตร์เรื่องนี้แบบเรียลไทม์ เพื่อศึกษาอารมณ์ของผู้ชมขณะผู้เข้าชมภาพยนตร์รอบก่อนเปิดฉายจริง ซึ่งการวัดผลของผู้ชมแบบนี้ทำได้ดีกว่าการสัมภาษณ์หลังออกจากโรงภาพยนตร์เพราะบางครั้งผู้ชมอาจจำภาพเหตุการณ์ต่างๆ ของภาพยนตร์เรื่องนั้นไม่ได้ การวัดด้วยไบโอเมตริกซ์ จึงเป็นวิธีที่แม่นยำกว่าและสามารถดูปฏิกิริยาที่มีต่อฉากต่างๆ ได้อีกด้วย

การใช้ประโยชน์ของไบโอเมตริกซ์ยังมีอีกมากในต่างประเทศ เช่น ในไนจีเรียรัฐบาลได้นำไปใช้แก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น โดยได้นำไปใช้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 3.12 แสนราย พบว่า 23,306 ราย ไม่มีตัวตนในระเบียนข้อมูลหรือได้รับเงินเดือนอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยบางรายได้รับเงินเดือนจากหลายหน่วยงานพร้อมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่มีตัวตนหรือได้รับเงินเดือนซ้ำซ้อนเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วน 7% ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ถูกตรวจสอบ ผลจากการใช้ระบบนี้ทำให้รัฐบาลปลดเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากตำแหน่งจำนวนมาก

ประโยชน์ของไบโอเมตริกซ์ยังมีอีกมาก อยู่ที่จะเลือกใช้ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเหล่านี้จะไร้ประโยชน์ หากไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่โลกใบนี้ได้

 

‘เฟซบุ๊ก’เจอศึกหนักตลอดปี ข่าวลวงสะพัด-วัดโฆษณาเพี้ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/466163

'เฟซบุ๊ก'เจอศึกหนักตลอดปี ข่าวลวงสะพัด-วัดโฆษณาเพี้ยน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์แง่ลบในด้านการปล่อยให้มีข่าวลวงสะพัดโลกออนไลน์ระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ผ่านมา และไม่ใช่เพียงแต่การเลือกตั้งสหรัฐเท่านั้น แต่ข่าวลวงอื่นยังสะพัดไปทั่วโลก โดยแม้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก จะระบุว่า มีข่าวลวงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตามเฟซบุ๊กประกาศแผนการกำจัดข่าวลวงดังกล่าว ขณะที่เว็บไซต์บัซฟีดรายงานว่า มีการเคลื่อนไหวภายในองค์กรอย่างไม่เป็นทางการในการหาทางกำจัดข่าวลวง

จำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มากถึง 1,790 ล้านคน ประกอบกับการได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตลอดทั้งปี รวมถึงประเด็นการวัดคุณภาพโฆษณาผิดพลาด กำลังกดดันเฟซบุ๊กในฐานะ “สื่อ” ที่มีอิทธิพลต่อผู้ใช้ทั้งผู้ใช้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและเอกชน

ปีนี้เจอวิพากษ์วิจารณ์หนัก

ไม่ใช่เพียงแต่ข่าวลวงเท่านั้น แต่เฟซบุ๊กยังประสบกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดปี 2016 โดยในเดือน พ.ค.เฟซบุ๊กถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการเลือกเซ็นเซอร์ข่าวของกลุ่มอนุรักษนิยมไม่ให้เป็นเรื่องนิยมติดเทรนดิ้งทอปิกส์ (Trending Topics) ขณะที่ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำอีกหลังลบรูปภาพเด็กสาวเวียดนามที่หนีระเบิดนาปาล์มในสมัยสงครามเวียดนาม ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ออกจากเทรนดิ้งทอปิกส์ดังกล่าว

ในเหตุการณ์เซ็นเซอร์ข่าวอนุรักษฅนิยม เฟซบุ๊กหาทางออกด้วยการเลย์ออฟทีมงานเทรนดิ้งทอปิกส์ออก ขณะที่กรณีภาพถ่ายเด็กสาวนาปาล์มนั้น เฟซบุ๊กระบุว่า จำเป็นต้องเซ็นเซอร์ภาพดังกล่าวออกเนื่องจากเป็นภาพถ่ายอนาจารเด็ก อย่างไรก็ตามภาพถ่ายดังกล่าวเป็นภาพถ่ายที่ได้รับการพูดถึงในฐานะภาพที่สะท้อนความโหดร้ายของสงคราม

นอกจากประเด็นการเซ็นเซอร์ข่าวและการปล่อยข่าวลวงสะพัดแล้ว เฟซบุ๊กยังกลายเป็นหัวข้อน่าสนใจในแวดวงสื่อสารมวลชนต่อการใช้ “อัลกอริทึม” หรือการใช้คอมพิวเตอร์คำนวณเรื่องราวที่ผู้ใช้มีแนวโน้มจะชื่นชอบขึ้นมาในหน้าฟีดข่าว โดยเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นสื่อสังคมออนไลน์เจ้าเดียวที่การใช้อัลกอริทึมดังกล่าว แต่สื่อออนไลน์เจ้าอื่นก็มีการใช้อัลกอริทึมในลักษณะนั้นเช่นกัน

นิกกิ อุชเชอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะสื่อสารมวลชนมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ระบุว่า อัลกอริทึมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อหน้าที่ “เกตคีปเปอร์” หรือผู้คัดกรองข่าวสารของสื่อมวลชน และทำให้หน้าที่ดังกล่าวกลายเป็นของคอมพิวเตอร์แทนที่จะเป็นมนุษย์ โดย 60% ของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รับข่าวสารผ่านอัลกอริทึมดังกล่าว

อุชเชอร์ ระบุว่า อัลกอริทึมดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใช้รับข่าวสารเพียงด้านเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตามอุชเชอร์ไม่เชื่อว่า อินเทอร์เน็ตจะมีความสามารถเปลี่ยนความคิดของคนได้จริง เพราะผู้ใช้โดยทั่วไปมักจะเลือกเสพในสิ่งที่ต้องการรู้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีอัลกอริทึมมาคัดกรองให้

ยอมรับวัดโฆษณาไม่ตรงจริง

เฟซบุ๊กยอมรับเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า เครื่องมือการวัดประสิทธิภาพของโฆษณาบนเฟซบุ๊กมีปัญหามากกว่าที่เปิดเผยไว้ในทีแรก โดยมีการคำนวณระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้ดูวิดีโอเกินจริงไปราว 7-8% นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2015 เป็นต้นมา ขณะที่ยังคำนวณการเข้าถึงโพสต์ในหน้าเพจเฟซบุ๊กแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายระหว่าง 1 สัปดาห์ และในรอบเดือนผิดพลาดไป เนื่องจากนับผู้ใช้ที่เข้ามาชมโพสต์ดังกล่าวซ้ำ

ก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กขออภัยอย่างเป็นทางการมาแล้วครั้งหนึ่ง และยอมรับว่าคำนวณเวลาที่ผู้ใช้ชมวิดีโอผิดพลาดเกินจริงไป

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นมันนี่ รายงานว่า ผู้บริหารระดับสูงของเฟซบุ๊กเดินทางไปพบบริษัทต่างๆ เพื่อขอโทษอย่างไม่เป็นทางการเพื่อผ่อนคลายความกังวล และสร้างความมั่นใจว่าความผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดเม็ดเงินโฆษณาที่ผู้ใช้บริการและบริษัทต่างๆ ทุ่มลงไปในการทำการตลาด

อย่างไรก็ตาม ความกังวลดังกล่าวยังคงอยู่ โดย เอียน เชฟเฟอร์ ซีอีโอ ของดีปโฟกัส บริษัทด้านการตลาดดิจิทัล เปิดเผยว่า เฟซบุ๊กเป็นสื่อสังคมออนไลน์เจ้าเดียวที่มีการให้ข้อมูลการเข้าถึงที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาด และข้อมูลดังกล่าวใช้ในการกำหนดสิ่งที่จะทำต่อไปในเวลาข้างหน้า แต่ถ้าข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถเชื่อถือได้ ก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือของเฟซบุ๊กลดลงไปด้วย

“ในฐานะนักโฆษณา ผมสงสัยว่ามีข้อมูลอื่นผิดพลาดอีกหรือเปล่า” เชฟเฟอร์ กล่าว

 

วิกฤตสื่อไทยยุค 4.0แนะทางรอดยุคโซเชียลแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465941

วิกฤตสื่อไทยยุค 4.0แนะทางรอดยุคโซเชียลแรง

โดย…จะเรียม สำรวจ

หลังจากสื่อออนไลน์โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ส่งผลให้สื่อในยุค 4.0 นี้ ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ทัน โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อทีวี เนื่องจากปัจจุบันจำนวนผู้ชมทีวีปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับจำนวนผู้อ่านหนังสือพิมพ์ก็ ลดลงอย่างต่อเนื่อง

เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีคนบอกว่าสื่อทีวี หนังสือพิมพ์กำลังจะตาย โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ เนื่องจากยอดขายและคนอ่านกำลังลดลง ทำให้คนที่อยู่ในธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภายหลังได้รับผลกระทบจากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่อย่างสื่อออนไลน์ และสื่อ โซเชียลมีเดียที่มีความรวดเร็วในการนาเสนอข่าวมากกว่า

จากผลกระทบที่เกิดจากการครอบงาของสื่อโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ทางเดียวที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดคือ จะทำอย่างไรให้ผู้อ่านรู้สึกว่าอ่านหนังสือพิมพ์แล้วมีคุณค่า นอกจากนี้ยังต้องทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความกระจ่าง ด้วยการแยกแยะข้อเท็จจริงของข้อมูลที่นำเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความรู้ความเข้าใจในข้อมูลที่ได้มีการนำเสนอไป

เทพชัย กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด คือ สื่อต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้สังคมรู้เท่าทันมากขึ้น และเพื่อให้ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในวิชาสื่อสารมวลชน ภาครัฐไม่ควรจำกัดวิชาดังกล่าวให้อยู่ในแค่สาขาสื่อสารมวลชนเท่านั้น แต่ควรนำไปบรรจุอยู่ในทุกสาขาวิชาที่นักศึกษาได้เรียน เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจ มีความรับผิดชอบในการสื่อสารและสังคม

กนกพร ปรัชญาเศรษฐ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาสื่อ สนุกดอทคอม กล่าวว่า การที่ปัจจุบันทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ ทุกคนสามารถสร้างสื่อขึ้นมาได้ด้วยตัวเองโดยผ่านโซเชียลมีเดีย ด้วยการแชร์ภาพและข้อมูลต่างๆ ซึ่งข้อมูลบางอย่างที่แชร์ออกมาก็ขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนบนโลกออนไลน์

ผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทางสนุกดอทคอมพยายามบิดแกนข่าวที่นาเสนอ เพื่อให้เกิดความแตกต่าง ด้วยการหาข้อเท็จจริงมานำเสนอ ควบคู่ไปกับการหาวิธีแก้ปัญหาและหาทางออกให้กับกระแสข่าวนั้นๆ ว่าถ้าเกิดปัญหาในทางไม่ดีกับข่าวที่เกิดขึ้นจะมีการแก้ปัญหาอย่างไร เนื่องจากปัจจุบันผู้ที่เสพสื่อมี 2 แกน คือ แกนที่อยู่เฉยๆ กับแกนที่ขยี้ซ้า

อย่างไรก็ดี จากการที่คนไทยชอบเสพสื่อดราม่า ผู้เสพสื่อเองก็ควรมีการแยกแยะ มีสติยับยั้งชั่งใจ ในส่วนของตัวสื่อออนไลน์เองก็ต้องรู้หน้าที่ของตัวเองว่าทำอะไรที่ดีให้กับสังคมบ้าง และควรเป็นกระบอกเสียงที่ดีให้กับสังคม

ด้านจตุพร รอดคำดี ประธานกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและเผยแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กล่าวว่า ปัญหาเรื่องสื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็พยายามปฏิรูป เพราะสื่อถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเลวร้าย และความไม่รับผิดชอบต่อสังคม แต่ก็ยอมรับว่าในยุคปัจจุบันนี้ควบคุมได้ยาก เพราะสื่อหลักยังคงวิ่งตามเรื่องโกหก และจากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำการแก้ไขปัญหาได้ยาก ซึ่งสื่อที่มาแรงในยุคนี้คงจะหนีไม่พ้นสื่อโซเชียลมีเดีย เพราะอยากพูดอะไร อยากด่าใครทำได้หมด

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือ จะทำอย่างไรให้รู้เท่าทันกับสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ทำอย่างไรจะทำให้เกิดการ เช็กก่อนแชร์ แต่เนื่องจากสื่อโซเชียลมีเดียมีความเร็วและแรง ประกอบกับมีคนบางกลุ่มที่ไม่รู้จริงเข้ามาแชร์ เข้ามาแสดงความคิดเห็น จึงทำให้เกิดความขัดแย้งและแก้ไขปัญหานี้ได้ยาก แต่อย่างไรก็ดี หากสื่อกับสถาบันการศึกษาร่วมกันสร้างความรู้ความเข้าใจในห้องเรียน น่าจะช่วยให้ผู้ใช้สื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

 

ภัยคุกคามไซเบอร์ปีหน้าพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 06:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/465931

ภัยคุกคามไซเบอร์ปีหน้าพุ่ง

เคพีเอ็มจีชี้ภัยไซเบอร์ทั่วโลกปี 2559 เพิ่มจาก 50% เป็น 75% ของผู้ใช้ที่ไม่พร้อมรับมือภัยคุกคาม

น.ส.เพ็ญนภา พุกกะรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้ให้บริการระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ เปิดเผยว่า ความเสี่ยงภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นความเสี่ยงที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญ ซึ่งจากการสำรวจทั่วโลกพบว่ายังไม่มีความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ในสัดส่วน 75% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 50%

ทั้งนี้ ภายหลังการศึกษาข้อมูลภัยคุกคามไซเบอร์ผู้บริหารระดับสูงต่างพบว่าการจัดการปัญหาและการรับมือภัยดังกล่าวมีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันภัยคุกคามกระจายเข้าสู่ทุกอุปกรณ์ไม่เพียงแค่เฉพาะอุปกรณ์เท่านั้น ตามการก้าวของเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที)

ขณะที่ในภูมิภาคอาเซียนมีการรายงานตัวเลขความไม่พร้อมในการรับมือความเสี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์อยู่ที่ 58% โดยเป้าหมายของกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์มุ่งเป้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจการเงินและประกัน 2.ธุรกิจด้านสุขภาพและโรงพยาบาล และ 3.ธุรกิจปิโตรเลียม

นอกจากนั้น เทรนด์ด้านธุรกิจไอทีและโทรคมนาคมเป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่มีแนวโน้มภัยคุกคามมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการพัฒนาระบบการเงินออนไลน์
(อี-เพย์เมนต์) ที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต ซึ่งบริษัทได้เร่งการสร้างให้เกิดความตระหนักและการสร้างการรับรู้ถึงภัยคุกคามดังกล่าวและการป้องกันภัยคุกคาม

“ทิศทางการโจรกรรมข้อมูลไซเบอร์ในปัจจุบัน อาชญากรไซเบอร์ เน้นการเข้าถึงฐานข้อมูลเพื่อโจรกรรมมากยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมาที่มุ่งเน้นโจรกรรมการเงิน” น.ส.เพ็ญนภา กล่าว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปี 2560-2561 ทิศทางภัยคุกคามไซเบอร์จะโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะมีอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันมากขึ้น

 

ยอมเจ็บแทนเมีย!!‘กาย’อาสาเป็นฝ่ายทำหมัน หลัง‘ฮารุ’ปิดอู่คลอดลูกคนที่ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/246902

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ครอบครัวลูกดก กาย รัชชานนท์ และ ฮารุ ฮามากูชิ หลังจาก น้องไนร่า อายุได้เพียงแค่ 6 เดือน “ฮารุ” ก็ท้องลูกคนที่ 3 ทันที ซึ่งล่าสุดทั้งคู่ได้อัพเดทถึงครรภ์อายุ 8 เดือน เผยกำหนดคลอดประมาณวันที่ 13 ม.ค.ปีหน้า ตอนแรกคิดว่าจะได้ลูกสาว แต่สรุปผลออกมาเป็นลูกชาย พร้อมตั้งชื่อให้ “เอเดน” ด้านสามีอยาก ขอโชว์แมนยอมเจ็บแทนเมียอาสาเป็นฝ่ายทำหมันเองโดยทั้งคู่เล่าว่า

ฮารุ – จะคลอดอยู่แล้วอ่ะ แป๊บๆ ตอนนี้ก็ 8 เดือนแล้วค่ะ กำหนดคลอดเดือนมกราคมนี้แล้ว ถามว่าอยากคลอดแบบไหนผ่าคลอดค่ะ

กาย – คลอดวันเดียวกันกับคนที่ 2 คือ จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดวันเดียวกันหรอกครับ แต่คุณหมอบอกว่าช่วงประมาณนี้แหละครับน่าจะวันเดียวกัน เพราะว่ามันครบกำหนดพอดี ถามว่าซีเรียสเรื่องฤกษ์คลอดมั้ย ก็ไม่ได้ซีเรียส แค่ขอให้สมมติว่าเราตั้งใจว่าจะตั้งชื่ออะไรเอาไว้ก็ขอให้เกิดในวันที่ไม่มีกาลกิณีก็พอครับ น่าจะคลอดวันที่ 13 มกราคมครับ

ฮารุ – ส่วนเรื่องชื่อกำลังคิดอยู่ เพราะเพิ่งได้วันว่าคลอดวันที่ 13 มกราคมแน่ๆ ทีนี้ชื่อที่เคยตั้งเอาไว้มันมีกาลกิณีเราต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ค่ะ ตอนนี้ก็มีหลายชื่อ ตอนแรกคิดว่าจะได้ลูกสาว แต่จริงๆได้ลูกชาย ก็ตั้งชื่อแต่ผู้หญิงไว้ 3 คนพอหรือยัง?

กาย – พอเพียงและก็เพียงพอแล้วครับ เพราะว่ามากกว่านี้ก็ไม่ไหวแล้วแค่นี้รถตู้ก็ยังอยากเปลี่ยนเป็นมินิบัสเลยเนี่ย แค่คาร์ซีทก็เต็มรถแล้ว ถามว่าต้องจ้างพี่เลี้ยงเพิ่มมั้ย ก็ไม่ครับ ทุกวันนี้ก็มี 2 คนแล้วแล้วผมโชคดีคนขับรถผมเป็นตุ๊ด เขาชอบเลี้ยงเด็ก เขาเลี้ยงเด็กได้เก่งมาก เขาเลี้ยงคีรินได้เก่งมากเท่านี้ก็พอแล้ว ถ้ามากกว่านี้บ้านผมก็ไม่มีที่นอนแล้วฮะ ปิดอู่เลย?

ฮารุ – ปิดเลยค่ะ ปิดด่วนเลยค่ะ

กาย – ตอนแรกฮารุบอกว่าเดี๋ยวจะทำหมัน ผมเลยกลัวว่ามันจะปลอดภัยมั้ย หมายความว่ามันอาจจะติดอีกมั้ยก็เลยเอาทั้งคู่ดีกว่าครับ ถามว่ากลัวเจ็บหรือเปล่าเอ่อ….คือคนอื่นพูดไม่ค่อยน่ากลัว แต่เวลาฮารุพูดน่ากลัวมากเลย ฮารุบอกว่าพี่กายรู้ใช่มั้ยว่าเขาต้องเอาเข็มเสียบเข้าไปแล้วก็ฉีดยาเขาก็อุ้ย…ขนาดนั้นเลยเหรอ แต่คนอื่นเขาทำมาผมว่าไม่เห็นจะเจ็บอะไร ถ้าผมทำคงไม่ให้ฮารุทำแหละเพราะว่าไหนเขาจะต้องคลอดลูก เดี๋ยวเอามดลูกออกอีกมันอาจจะหนักเกินไป ผมทำเองดีกว่า

ฮารุ – คือฮารุไม่ได้ซีเรียสจะทำ เพราะไม่ได้คิดว่าจะมีแล้ว แต่ที่พี่กายเขากลัว เขากลัวว่าไม่รู้ว่ามีผลข้างเคียงมั้ย อารมณ์เราจะแปรปรวนมั้ย บวกกับอะไรหลายๆ อย่าง และพี่กายก็ไม่อยากให้ฮารุทำ เพราะต้องเลี้ยงลูกด้วย ถ้าอารมณ์แปรปรวนมันจะมีผลต่อเด็กเขาบอกว่าเขาจะทำเอง แต่ต้องแน่ใจว่าไม่ติดอีกบอกเลยว่าไม่ไหวแล้วคนที่ 4

กาย – แต่หมอบอกว่าไม่มีนะ แต่ไม่เป็นไร ถ้าแปรปรวนให้เราแปรปรวนดีกว่า

‘เวิร์คพอยท์’ ดังไกลข้ามประเทศ จับมือช่องอันดับ 1 เวียดนามผลิต‘หลานปู่กู้อีจู้’ลงจอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/246905

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นไอเดียคนไทย กับรายการดีๆอย่าง “หลานปู่กู้อีจู้” ของ บริษัทเวิร์คพอยท์เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่เติบโตต่อเนื่องล่าสุดจับมือช่องอันดับ 1ในเวียดนาม ที่ซื้อลิขสิทธิ์รายการ เป็นFormat Programs (ฟอร์แมท โปรแกรม) หลานปู่กู้อีจู้ ไปผลิตเพื่อออกอากาศในประเทศเวียดนาม ขณะนี้ได้เริ่มถ่ายทำแล้ว โดยคณะผู้บริหารและฝ่ายผลิตของเวิร์คพอยท์ ได้เดินทางไปนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เพื่อช่วยดูแลและให้คำแนะนำในการผลิต ควบคุมการผลิตอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ให้กับบริษัท Vietnam Television หรือ VTV

ซึ่งถือเป็นช่องใหญ่อันดับ 1 ของเวียดนาม ซึ่งทุ่มทุนทั้งฉาก แสง สีแบบจัดเต็ม โดยบริษัท Vietnam Televisionหรือ VTV ซึ่งถือเป็นช่องใหญ่อันดับ 1 ของเวียดนาม ที่ส่งสัญญาณครอบคลุมทั้งประเทศ โดยทาง VTV มั่นใจว่าเรียลิตี้น่ารักๆ ของรายการหลานปู่กู้อีจู้ จะเป็นหนึ่งรายการที่แตกต่าง ครองใจและเป็นที่นิยมของคนเวียดนามแน่นอน จึงนับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของคนไทยทั้งประเทศ ที่รายการของคนไทย ที่คิดโดยคนไทย โด่งดังไปไกลและเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ

อสมท รวมศิลปินชื่อดัง ถ่ายทอดเพลง‘สืบต่อไป’บทเพลงพิเศษกลั่นจากหัวใจถึง‘พ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/246909

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จัดบิ๊กโปรเจกท์ “๙ ตามพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน” พร้อมส่งเพลงพิเศษที่จัดทำขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในชื่อ เพลง “สืบต่อไป” ประพันธ์เนื้อร้อง โดย ศรัณย์ วงศ์น้อย (แม็ค-Acappella7) และหนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม Composer และ Music Director แถวหน้าของเมืองไทยที่ร่วมงานกับศิลปินคนดังมาแล้วมากมายมาเป็นผู้ประพันธ์ทำนองงานนี้ได้รับเกียรติจาก9 นักร้องชื่อดัง ที่มาร่วมถ่ายทอดบทเพลงพิเศษนี้ด้วยใจ ได้แก่ แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร, นิโคลเทริโอ, โต๊งเหน่ง-รัดเกล้า อามระดิษ, จิ๊บ-วสุแสงสิงแก้ว, เต้น-นรารักษ์ ใจบำรุง, เอ๊ะ-จิรากรสมพิทักษ์, แคนดี้ รากแก่น, ตุ้ย-ธีรภัทร์ สัจจกุล,เจี๊ยบ-นนทิยา จิวบางป่า

หนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม ผู้ประพันธ์ทำนองเพลงสืบต่อไป กล่าวว่า

“ผมเชื่อว่านักดนตรีทุกคนรักในหลวง เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมใช้เวลาในการแต่งน้อยที่สุด เพราะว่าเวลาเรานึกถึงพระองค์ท่าน ความรู้สึกมันชัดเจน เราคุ้นเคยกับสิ่งที่ท่านทำให้ประชาชนชาวไทยอยู่แล้ว เราก็เลยสื่อออกไปตรงๆ ไม่ซับซ้อนพอนึกทำนองได้ก็คิดเมโลดี้เดี๋ยวนั้นเลย เหมือนกลั่นออกมาจากความรู้สึก เป็นเมโลดี้ที่ตรงไปตรงมา ซึ่งภายหลังจากที่ได้เนื้อร้องแล้วเราก็นึกออกเลยว่าท่อนนี้ใครร้องแล้วจะถ่ายทอดได้ตรงที่สุด ซึ่งทุกคนก็ยินดี แล้วก็ตอบรับ นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ว่าทุกคนรักพระองค์ท่านจริงๆ”

ด้าน แม็ค-ศรัณย์ วงศ์น้อย หรือ แม็ค-Acappella7 ผู้แต่งเนื้อร้องบทเพลงพิเศษสืบต่อไป กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงนี้ว่า

“จากพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงทำไว้ให้คนไทยและผืนแผ่นดินไทยมากว่า 70 ปี ทำให้รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ท่านมีให้กับพวกเราเป็นล้นพ้น จึงเกิดเป็นจิตสำนึกว่า เราต้องไม่ทำให้สิ่งที่ท่านมุมานะและเพียรสร้างไว้นั้นสูญเปล่า จึงอยากให้เราทุกคนได้ร่วมกันสืบสาน ส่งต่อสิ่งที่ท่านทรงสร้างไว้ ให้งอกเงย เจริญยิ่งขึ้นและยั่งยืนสืบต่อไป เพลงสืบต่อไป จึงเปรียบดั่งคำสัญญาของประชาชน ที่มีให้กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อให้ท่านได้ทรงวางพระทัยว่าสิ่งที่พระองค์ได้สร้างไว้ จะไม่มีวันสูญหาย ลูกทุกคนจะตั้งมั่นในความดีสืบทอดทุกปณิธานของพ่อสืบไป เพื่อดำรงไว้ซึ่งแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักของพระองค์ตลอดไป”

สำหรับศิลปิน นักร้อง ที่มาร่วมขับร้องบทเพลงในครั้งนี้โดยไม่แบ่งค่าย ทุกคนต่างรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจที่ได้มาร่วมงานครั้งนี้ แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร กล่าวว่า

“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในนักร้องที่มาร่วมร้องเพลงนี้ ขอบคุณทุกๆ ฝ่ายที่นึกถึงและไว้ใจให้เป็นผู้ถ่ายทอดบทเพลง มอบงานที่สำคัญที่สุดในชีวิตให้ ซึ่งความยากของการร้องเพลงนี้คือต้องพยายามไม่ให้เสียงสั่น เพราะเมื่อร้องแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ นึกถึงพระองค์ท่านแต่เราก็มาคิดว่าถ้าเรานึกถึงพระองค์ท่านแล้วเราก็ต้องพยายามย้ำกับตัวเองว่าต้องร้องเพลงให้เสร็จก่อน ต้องโฟกัสที่เพลง ทำหน้าที่ให้เสร็จก่อน”

ตุ้ย-ธีรภัทร์ สัจจกุล กล่าวว่า

“ดีใจและภูมิใจมาก ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดบทเพลงนี้แทนทุกความรู้สึกของคนไทย ซึ่งเมื่อเพลงนี้เสร็จสิ้นก็อยากให้คนไทยทุกคนมาร่วมร้องเพลงนี้ด้วยกัน เป็นอีกก้าวหนึ่งที่เราได้ทำอะไรเพื่อพระองค์ท่าน”

เอ๊ะ-จิรากร สมพิทักษ์

“การสูญเสียพระองค์ท่านเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทย สำหรับคนรุ่นผม ได้เห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กๆ ได้เห็นพระราชกรณียกิจ ได้ยินพระบรมราโชวาท เห็นภาพท่านทรงงานหนักเพื่อคนไทยเสมอมา ส่วนตัวผมได้น้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมายึดเป็นหลักปฏิบัติ ดังนั้น เมื่อสูญเสียท่าน เราจึงต้องกลับมาทบทวนว่าต่อไปเราจะทำอะไรเพื่อพระองค์ท่าน เหมือนที่พระองค์ท่านทำเพื่อประเทศไทยได้บ้าง ก็คือเราต้องเดินหน้าต่อไป ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทำตามคำสอนของท่าน เพลงนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมพอจะทำเพื่อท่านได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจกับคนไทย เราก็เป็นเหมือนฟันเฟืองหนึ่งที่จะถ่ายทอดต่อไปว่าพระองค์ท่านมอบอะไรให้กับแผ่นดินไทย” ร่วมซาบซึ้งไปกับบทเพลง “สืบต่อไป”ที่กลั่นจากหัวใจถึง “พ่อ” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป