สึนามิ & โรงแรมในฝันที่ต้องฝ่าฟัน จักริน กตัญชลีกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466229

สึนามิ & โรงแรมในฝันที่ต้องฝ่าฟัน จักริน กตัญชลีกุล

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในวัย 32 โตโต้-จักริน กตัญชลีกุล สามารถเป็นเจ้าของโรงแรมที่ชิกแห่งหนึ่งในย่าน อ.เมือง จ.ภูเก็ต โดยเขานั่งในตำแหน่งประธานผู้จัดการ โรงแรม Quip bed & Breakfast จ.ภูเก็ต ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจสำนึกรักบ้านเกิดมาจากเหตุการณ์สึนามิที่เปลี่ยนความคิดเด็กหนุ่มที่เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ขณะที่เขาเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ได้เกิดเหตุการณ์สึนามิพัดสู่ฝั่งทะเลอันดามัน ไม่ใช่แค่คร่าชีวิตผู้คนนับ 4,000 แต่ยังทำให้ธุรกิจขายส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปของครอบครัวได้รับผลกระทบขาดทุนหลายล้านบาท แต่ด้วยหน้าที่ที่จักรินตั้งใจว่าเมื่อศึกษาจบจะกลับมาช่วยพ่อกับแม่กู้ธุรกิจที่บ้านมาให้จงได้ นอกจากช่วยพ่อแม่ทำงานกู้วิกฤตแล้ว ในวัยเพียง 28 ปี เขาสามารถมีโรงแรมเล็กๆ เป็นของตัวเองได้แม้ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย

อาสาสมัครสึนามิ

จากเป็นคนชอบดูหนังสยองขวัญ แต่การเป็นอาสาสมัครเก็บศพที่หาดบางเนียง บางสัก น้ำเข็ม ต.ตะกั่วป่า จ.พังงา ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดไม่กล้าดูหนังสยองขวัญอีกเลย ด้วยเป็นคนภูเก็ตมาโดยกำเนิด ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยจักรินเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ขณะที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 อยู่นั้น ได้เกิดสึนามิขึ้นอย่างไม่คาดฝันเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 จำได้ว่าตอนเกิดสึนามิเขากำลังเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ แต่ก็ได้ติดตามข่าวด้วยหัวใจที่กระวนกระวาย เป็นห่วงพ่อกับแม่ที่ภูเก็ต แต่ด้วยหน้าที่ทำให้เขาต้องสอบให้เสร็จเรียบร้อย และเดินทางลงไปภูเก็ตด้วยเครื่องบินไฟลต์เช้าของวันที่ 28 ธ.ค.ทันที

 

“จำได้ว่าตอนเกิดสึนามิตื่นมาตอนเช้า ได้ยินข่าวคลื่นสึนามิพัดภูเก็ต ตอนนั้นไม่รู้ว่าสึนามิคืออะไร ในข่าวเขาใช้คำว่า คลื่นยักษ์ พอโทรหาพ่อแม่ แม่บอกว่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะบ้านเราไม่ได้ติดทะเล แต่แม่ได้โทรไปหาลูกค้าหลายคนที่มีบ้านอยู่ติดชายทะเลทั้งที่พีพี เกาะลันตา เขาหลักพังงา เพราะแม่รู้สึกเป็นห่วงลูกค้า ผมก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก พอสอบเสร็จเช้าวันที่ 28 ธ.ค. ผมบินกลับไปหาแม่ทันทีเลย พอไปถึงบ้านพบว่าแม่เครียดมาก แม่บอกว่าโทรหาลูกค้าไม่ติดเลย พอวันที่ 29 ธ.ค. ผมพาแม่ไปหาลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย ภาพที่เห็นคือร้านค้าทุกอย่างพังพินาศ ผมรู้สึกตกใจมากเพราะภาพก่อนหน้านี้คือสวยงาม จู่ๆ ทุกอย่างพังหมด พอเจอหน้าลูกค้าของแม่ เขาก็มาปรับทุกข์กับแม่ บางบ้านมีสมาชิก 7 คน แต่ตายมากถึง 6 คน” จักรินเล่าว่า เรื่องราวที่ลูกค้าเล่าถึงวินาทีหนีตายคือ ภาพเหมือนในหนังเลย คือ เป็นแฟนกันต้องปีนหนีออกทางหน้าต่างบ้าน เมื่อฟังแล้วเขารู้สึกหดหู่ แทนที่จะได้ถามถึงเงินที่ลูกค้าต้องจ่ายให้แม่ แต่กลับไม่กล้าทวงเงินเพราะรู้สึกสงสาร เศร้าและรู้สึกเป็นห่วงว่า เขาจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร

ผ่านไปอีกแค่ช่วงเวลา 2 วันหลังจากที่จักรินกลับไปบ้าน เพื่อที่ลงไปเป็นอาสาสมัครช่วยมูลนิธิต่างๆ ได้โทรมาชวนเขาไปช่วยกันเก็บศพผู้เสียชีวิตที่หาดคึกคัก บางเนียง บางสักและน้ำเค็ม จ.พังงา จักรินตัดสินใจไปทันที เพราะเขาไม่กลัวเรื่องศพอยู่แล้ว อีกทั้งมีใจที่อยากช่วยเหลือมากกว่า หากทิ้งศพไว้นานจะเสี่ยงต่อโรคระบาด

 

“เพื่อนก็ชวน ประกอบกับผมดูข่าวทีวีประกาศว่าอยากหาอาสาสมัครเพราะเดี๋ยวโรคระบาด ตอนเช้าผมจึงนั่งรถไปมูลนิธิที่ภูเก็ตเพื่อเดินทางไป อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา มีอาสาสมัครราว 10 คน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางที่ไปเห็นบ้านเรือน โรงแรมริมทะเลพังทั้งหมด พอมาถึงวัดย่านยาว ซึ่งก่อนที่จะถึงวัดราว 500 เมตร เพื่อนๆ ได้ยื่นหน้ากากอนามัยให้ใส่ แต่ผมปฏิเสธไป แต่พอถึงวันจริงๆ ต้องขอหน้ากากมาปิดปากและจมูกเพราะกลิ่นเหม็นมาก ภาพที่ผมเห็นในวัดคือ คุณหมอพรทิพย์ไม่สวมใส่หน้ากาก เดินเข้าคอนเทนเนอร์นั้น ออกตู้คอนเทนเนอร์นี้ทำงานกันวุ่นมากๆ ผมก็ไปช่วยแบกศพ ซึ่งตอนนั้นสภาพศพแข็งแล้ว” ทำงานภายในวัดย่านยาวซึ่งเป็นศูนย์รวมของการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลมีอาสาสมัครทำงานมากมายอยู่พักหนึ่ง หัวหน้าทีมอาสาสมัครของจักรินก็มอบหมายให้พวกเขาไปช่วยเดินเก็บศพตามชายหาดบริเวณใกล้เคียง ภาพที่พวกเขาเห็นยิ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ กับสภาพศพที่เกลื่อนกลาดอยู่ริมหาดอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูนัก

ภาพแห่งความสูญเสีย

ภาพผู้เสียชีวิตนับ 100 ศพ กระจายเกลื่อนอยู่ตามหาด เป็นภาพที่น่ากลัวและจำฝังใจจักรินมาก ส่งผลให้เขากลัวกลิ่นเหม็นมากระทั่งถึงปัจจุบัน

“ตอนนั้นกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก พอได้ศพมาก็ช่วยกันแบกลำเลียงใส่ตู้ เป็นครั้งแรกที่ผมได้จับศพจริงๆ มีลักษณะแข็งๆ ทำงานกันได้ 4-5 ชั่วโมงติดต่อกัน มันเป็นช่วงเวลาที่สุดยอดมาก ผมทำหน้าที่แบกอย่างเดียว เจอศพแบกขึ้นรถ เอาไปแยกใส่ตู้ และกลับไปเอาอีก ทุกศพอยู่บนหาดตั้งแต่เกิดเหตุจากวันแรกๆ รุ่นพี่อาสาสมัครบอกว่าเก็บได้เป็นพันศพ แต่ด้วยศพเยอะมาก เก็บอย่างไรก็ไม่หมด การทำงานตรงนั้นทำให้ผมได้ข้อคิดก็คือ ชีวิตมันสั้น ทำอะไรแล้วมีความสุขให้รีบทำ”

 

ครอบครัวของจักรินก็สูญเสียเงินทองไปกับสึนามิเยอะมาก เรียกว่าเกือบหมดตัว เพราะช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ขายเสื้อผ้าดีมากเพราะใกล้เทศกาลปีใหม่ที่คนต้องจับจ่ายซื้อของ ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดสึนามิขึ้น

“ครอบครัวผมตอนนั้นเสียหายเกือบ 10 ล้าน ซึ่งค้าขายเรากำไรไม่เยอะเลย อย่างขายได้ 10 ล้าน กำไรเราอาจแค่ล้านเดียว พอเกิดเหตุการณ์นี้ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจว่า หลังเรียนจบต้องกลับบ้านมาช่วยกู้วิกฤต ซึ่งตอนเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ผมพยายามช่วยแม่ ไปลองดูว่า ลูกค้าสามารถคืนเงินแม่ได้อย่างไรบ้าง แต่พอไปก็พบว่าลูกค้าแม่ก็ลำบากหมดตัวเหมือนกัน ผมก็กลับบ้านมาให้กำลังใจแม่ ปลอบแม่บ้านเราลุยกันใหม่ดีกว่า เราลองไปดูคนไหนไม่เสียหายเยอะ ให้เขาช่วยเรา หรือไปตกลงกับโรงงานว่า เสื้อผ้าที่เราขายออกไปให้ลูกค้าเราเก็บเงินไม่ได้เลย โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าให้เราก็ช่วยเหลือแทนที่จะเก็บ 1 ล้าน ก็เก็บแค่ 5 แสนบาท เราต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติเพราะรัฐบาลก็ให้การช่วยเหลือ ทำให้เศรษฐกิจของภูเก็ตกลับมาดีเหมือนเดิม ปีเดียวพวกเราก็ช่วยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส” ที่บ้านของเขา หลังผ่านเหตุการณ์สึนามิก็สามารถฟื้นตัวได้ภายใน 2 ปี เขาก็เรียนจบพอดี

เป็นเจ้าของโรงแรมตั้งแต่อายุยังน้อย

นอกจากสึนามิจะให้แรงบันดาลใจสำนึกรักบ้านเกิดแล้ว เขายังเกิดแรงทำตามความฝันมีโรงแรมเป็นของตัวเองได้ตั้งแต่อายุเพียง 28 ปี จักรินเท้าความไปถึงชีวิตวัยเด็ก เขาเติบโตมาจากที่บ้านมีธุรกิจค้าขายเสื้อผ้าขนาดเล็ก ฐานะปานกลาง ตอนอายุเพียง 15 ปีก็ช่วยงานที่บ้านในตำแหน่งเซลส์ขายเสื้อผ้า เดินทางตระเวนไปขายเสื้อผ้าและไปเยี่ยมลูกค้าหลายที่

 

“พอทำงานได้ตั้งแต่อายุ 15 ตะลุยไปเป็นเซลส์ตระเวนไปทั่ว เก็บสะสมเงินค่าขนมมาเรื่อยๆ อีกส่วนนำไปซื้อของเก่าโบราณเก็บสะสมเพื่อหวังว่า หากมีโรงแรมเป็นของตัวเองจริง จะนำเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ไปประดับและตกแต่งเล่น อาทิ สมัยก่อนทีวีเก่าๆ ราคา 200-300 บาทก็เก็บสะสมจนตอนนี้ราคาประมาณ 4,000-5,000 บาท” พอมีโรงแรมของตัวเองจริงๆ จักรินก็ใช้ของสะสมมาตกแต่งจนกลายเป็นโรงแรมขนาดกลางสุดชิก ถูกใจลูกค้าและสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดโรงแรมขนาด 33 ห้อง ลงทุนไม่มากแค่เก๋ให้เป็นโรงแรมภายใน จ.ภูเก็ต

“โรงแรมของผมนอกจากตกแต่งด้วยของโบราณที่ผมเก็บแล้ว พอบวกกับไอเดียที่ตั้งอยู่บนหลักใช้เงินน้อย แต่ให้ความคิดให้มากก็ช่วยลดต้นทุนในการตกแต่งไปได้เยอะมากครับ ซึ่งถือว่าผมโชคดีได้ไปเจอตึกเก่าโบราณตึกหนึ่ง ไม่ได้ใช้งานมานานมากแล้ว แถมอยู่ใกล้ๆ บ้าน ผมขับรถผ่านทุกวัน วันหนึ่งผมเห็นคุณป้าเจ้าของตึกติดป้ายให้เช่า ตอนนั้นสนใจโทรไปหา แต่คุณป้ายังไม่ตัดสินใจให้ผมเช่า เพราะผมต่อราคาค่าเช่าค่อนข้างมาก เพียรจีบมาเรื่อยๆ คุยมา 2 เดือน จนวันหนึ่งเกิดจุดเปลี่ยนเจอคุณป้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ผมเดินสวนกับคุณป้า ผมเรียกคุณป้าว่า คุณแม่วันนี้วันที่ 5 เดือน 5 ปี 2555 ถือเป็นวันดีที่เราจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ด้วยกันนะครับ ซึ่งคุณป้าคงถูกใจที่ผมตั้งใจจริงๆ ก็เลยให้เช่าทั้งตึกด้วยเงินค่าเช่ารายเดือนที่ผมพอจ่ายไหว”

เงินลงทุนก้อนแรก 12 ล้านบาท

ธีมการแต่งโรงแรมที่จักรินใช้แต่งหลายคนมองว่า เข้าท่า อีกทั้งใช้เงินค่าตกแต่งแสนถูกไม่กี่ล้านบาท ก็เนรมิตตึกเก่าอายุ 60 ปี สูง 5 ชั้นติดคลองฮวงจุ้ยดี วิวสวย แห่งห้องได้เลขสวย 33 ห้อง ให้มีความคูลได้ไม่ยาก โดยใช้คำคมมาเตือนใจ ร้อยเรียงตกแต่งตามฝาผนังต่างๆ

“พอต้องตกแต่งโรงแรมผมหาคำคมเก๋ๆ มาดีไซน์เก๋ๆ ไปแปะตามโรงแรม เป็นคำให้กำลังใจที่ผมชอบ ซึ่งคำคมก็แสนง่าย นำไปพรินต์และนำมาแปะ เงินทุนตอนนั้นมี 2 ล้านบาท ซึ่งตอนทำโรงแรมผมเพิ่งจบปริญญาตรีคณะบัญชีจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็ทำแผนไปกู้แบงก์ ตอนนั้นไม่มีโรงแรมดีไซน์เยอะๆ ความเก๋ของโรงแรมเราคือ การนำของเก่าไปแต่ง ออกมาเป็นโรงแรมสไตล์โบราณ ซึ่งผมออกแบบเองเสียเป็นส่วนใหญ่”

ความมีไอเดีย บวกกับคีย์เวิร์ด คือต้องประหยัด ตกแต่งออกมาได้โรงแรมสไตล์เรโทร ผสมลอฟต์ที่มีความดิบ ย้อนยุค และหัวใจหลักที่ดึงดูดลูกค้าให้กลับมาแล้วกลับมาอีก นอกจากการให้การบริการแบบความประทับใจแรกแล้ว การตั้งราคาที่ไม่สูงเกินไปก็เป็นตัวดึงดูดลูกค้าได้ดี

 

“ผมให้ความสำคัญกับการให้บริการ บวกกับไอเดียเก๋ๆ ในการตกแต่ง เช่น เคาน์เตอร์เช็กอินของโรงแรมผมใช้รถยนต์โบราณมาทำ ส่วนฝาเก่าๆ ของตึกผมรื้อออกมาทั้งหมดเอามาทำเป็นบันไดเก๋ๆ จึงช่วยประหยัดเรื่องวัตถุดิบเป็นอย่างมาก คิดทำโรงแรมผมต้องวางแผนให้รัดกุมที่สุด เอาไม้เก่าของบ้านมาทำเป็นเตียงนอน และเฟอร์นิเจอร์อีกหลายชิ้น ขนาดผมประหยัดผมใช้เงิน 12 ล้านบาทสำหรับค่ารีโนเวตทั้งหมด” ปัจจุบันกู้เงินจากธนาคารมา 10 ล้านบาท เขาสามารถใช้หนี้หมดแล้วภายในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น แม้การตกแต่งประหยัดแต่ก็เน้นความสะอาด ผ้าปูที่นอนต้องทอละเอียดเพราะลูกค้าสัมผัสเตียงแล้วจะได้สัมผัสถึงความนุ่ม เนียน สบาย

อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน

การทำธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โตโต้เจอการโกงมาหลายรูปแบบ กว่าโรงแรมจะแต่งแล้วเสร็จสิ้นสวยงาม กลายเป็นโรงแรมสุดชิกแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต

“ผมโดนโกงหลายรูปแบบซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ เช่น จ้างคนวาดรูป 1 แสนบาท เขาให้จ่ายมัดจำ 5 หมื่นบาท เขาแค่สเกตช์ภาพแล้วเขาก็หายไป แล้วอ้างว่าเป็นมะเร็ง พอตามเจอขอเงินอีก
3 หมื่น 5 ก็ให้เขาอีก แล้วเขาก็หายไปอีกทั้งหมดโดนหลอกไป 8 หมื่น 5 พันบาท สิ่งที่แก้ปัญหาคือ ทำใจเราง่ายที่สุด อีกเคสเจอคนรับเหมาก่อสร้างรับเงินไปก็ทำไม่เสร็จอีก อย่าค่าก่อสร้างวงเงิน 2 ล้านบาท จ่ายไปแล้ว 1.8 ล้านบาทแล้ว แต่งานไม่เสร็จ มีการโกงเงินกันระหว่างคนรับงานกับช่าง งานเลยไม่เดิน เราจึงต้องทำเอง โดยจ้างช่างอีกเจ้าหนึ่งมาทำ การป้องกันคือคุ้มเอง ทุกอย่างพยายามคิดภายใต้เงินจำกัด ไม่เคยทำโรงแรมทุกอย่างต้องเซฟ ช่วงก่อสร้างผมทะเลาะกับคนเยอะมาก คนใกล้ตัวที่โกงเรา ผมคิดว่าถ้าทุกคนทำกันตามข้อตกลง ไม่ช้า ทำงานเท่านี้ได้เท่านี้ แต่กลายเป็นไม่ทำตาม แล้วโทษเราว่าเราผิด ผมก็สไตล์เดิม เราจะใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ”

 

‘สยามกัลยา’ กลุ่มคนรักชุดไทยในต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466207

‘สยามกัลยา’ กลุ่มคนรักชุดไทยในต่างแดน

โดย…ภาดนุ

วิถีชีวิตและมรดกทางวัฒนธรรมความเป็นไทยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเรามาช้านาน ไม่ว่าลูกหลานไทยจะไปลงหลักปักฐานอยู่ส่วนใดของโลก มรดกอันงดงามที่สืบต่อกันมานี้ก็ยังคงไม่จางหายไป โดยเฉพาะวัฒนธรรมด้านเสื้อผ้าและการแต่งกายแบบไทยๆ ได้เห็นครั้งใดก็ยังคงความงดงาม มีเสน่ห์ และมีคุณค่าต่อจิตใจชาวไทยเสมอ

ดังเช่น ตุ๊กตา-วิมลยารัตน์ สกุลโชติกาจน์วัย 42 ปี หญิงไทยในต่างแดน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม“สยามกัลยา” (Siam Kanlaya) จะมาเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการตั้งกลุ่มเพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยในนครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ให้ฟัง

“จุดประสงค์ของการตั้งกลุ่ม ‘สยามกัลยา’ เกิดจากความหลงใหลในเสื้อผ้าอาภรณ์แบบไทยๆ หรือชุดไทยเป็นทุนเดิม อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญก็คือการที่ได้เห็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ท่านทรงงานเกี่ยวกับผ้าไทยและทรงอนุรักษ์ชุดไทยที่สวยงามให้เผยแพร่ไปสู่สายตาชาวโลก จึงยิ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ดิฉันอยากตั้งกลุ่มสยามกัลยาขึ้นเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่ความงามของชุดไทยให้ชาวต่างชาติได้เห็นมากขึ้น

 

กลุ่มสยามกัลยาตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 สมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยที่มาอาศัยหรือทำงานอยู่ในเยอรมนี อย่างตัวดิฉันเองก็เป็นเจ้าของสปาและร้านนวดไทยที่ชื่อ ‘Sukanya Thai Massage’ ในเมืองดาร์มสตัดท์ ซึ่งอยู่ใกล้กับนครแฟรงก์เฟิร์ต โดยส่วนตัวแล้วดิฉันมีความรักผ้าไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไปชักชวนคนไทยซึ่งอยู่ที่นั่น ซึ่งมีทั้งพนักงานร้านอาหาร นักศึกษา และอื่นๆ มารวมกลุ่มกันด้วยความสมัครใจ สมาชิกกลุ่มทุกคนจะรักการแต่งกายด้วยชุดไทย รักการเล่นดนตรีไทย และพร้อมจะร่วมทำกิจกรรมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปด้วยกัน”

ตุ๊กตาบอกว่า กิจกรรมที่กลุ่มเคยจัดมาแล้วก็คือ การแสดงดนตรีไทย การเดินแฟชั่นเสื้อผ้าชุดไทย และอื่นๆ โดยช่วงแรกเธอได้เปิดแฟนเพจเฟซบุ๊กขึ้นเพื่อให้คนไทยที่สนใจได้เข้ามาดูข้อมูล ดูภาพการจัดกิจกรรม หรือติดต่อเพื่อขอเข้ากลุ่มได้เลย

“อย่างเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ในช่วงวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันพ่อของไทย กลุ่มเราได้ไปเสนอตัวเพื่อช่วยทำกิจกรรมเดินแฟชั่นเสื้อผ้าชุดไทยณ สถานกงสุลไทยในนครแฟรงก์เฟิร์ต ที่จะจัดกิจกรรมวันพ่อขึ้นทุกปีอยู่แล้ว โชคดีว่าผู้ใหญ่ให้ความเมตตา เราจึงไปพรีเซนต์การเดินแฟชั่นโชว์ชุดไทยพระราชนิยมจำนวน 8 ชุด และชุดไทย 4 ภาคอีกหลายชุด และได้รับอนุญาตให้ร่วมกิจกรรมในครั้งนั้นได้ ตอนนั้นรู้สึกดีใจมากๆ ที่กลุ่มสยามกัลยามีโอกาสได้เผยแพร่ความงามของชุดไทยให้คนต่างชาติได้ชม

 

นอกจากนี้ ในปีเดียวกันกลุ่มสยามกัลยายังได้ไปร่วมกิจกรรมที่สถานทูตมาเลเซียในแฟรงก์เฟิร์ตด้วย เพราะได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่สถานทูตให้ไปออกบูธอาหารไทยในงานโรงเรียนนานาชาติอินเตอร์ฯ ซึ่งสถานทูตมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ สมาชิกกลุ่มเราก็ใส่ชุดไทยไปทำอาหารไทยแจกแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน ซึ่งโรงเรียนนานาชาติที่กลุ่มเราทำให้ (โรงเรียนที่ลูกชายดิฉันเรียนอยู่) เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด”

ตุ๊กตา เสริมว่า ในปี 2015 เธอได้จัดกิจกรรมขึ้นที่ร้านสปาของตัวเอง โดยมีการแสดงดนตรีไทยวงใหญ่ ซึ่งมีครูสอนดนตรีไทยมาช่วยสอนและควบคุมวงให้ สมาชิกกลุ่มที่เล่นดนตรีไทยได้ก็จะมาร่วมเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ ตัวเธอเองก็ร่วมตีขิมโชว์ภายในงาน รวมทั้งลูกชายของเธอก็ร่วมตีระนาดด้วย

“ถ้าถามว่ากลุ่มสยามกัลยาได้อะไรจากการทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ก็ตอบได้เต็มปากว่าเราได้ความภาคภูมิใจในความเป็นไทยภาคภูมิใจที่ได้เผยแพร่วัฒนธรรมการแต่งกาย การเล่นดนตรี ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยให้ชาวโลกได้เห็น ที่สำคัญมันทำให้รู้ว่ารากเหง้าของเราคือคนไทยซึ่งมีวิถีชีวิตที่งดงาม แม้แต่ชุดพนักงานในร้านสปา ดิฉันยังตัดชุดไทยเรือนต้นให้พวกเขาใส่ด้วยเลย ซึ่งทุกคนก็ใส่ด้วยความภาคภูมิใจ

 

ปัจจุบันนี้กลุ่มสยามกัลยามีสมาชิกทั้งหมด 30 กว่าคน เมื่อจะมีการจัดกิจกรรมอะไร นอกจากติดตามได้บนหน้าเพจแล้ว สมาชิกทุกคนยังช่วยกันบอกต่อและชักชวนกันมาร่วมทำกิจกรรมอยู่เสมอ ในอนาคตสิ่งที่กลุ่มเราอยากทำก็คือ การจัดแสดงศิลปะผ้าไทย รวมทั้งภาพถ่าย รูปวาดลายไทยในแบบต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดจะทำกันอยู่ ก็ได้แต่หวังว่ากลุ่มสยามกัลยาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเผยแพร่ความเป็นไทยให้ชาวต่างชาติได้รู้จัก ได้เห็น และได้ชื่นชมไม่มากก็น้อย”

ผู้ที่สนใจอยากให้ “กลุ่มสยามกัลยา” ไปร่วมทำกิจกรรม หรือต้องการขอยืมชุดไทยไปใช้ในงานต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่แฟนเพจFB : Siam Kanlaya

 

จัดระเบียบ ขยะท้องสนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465766

จัดระเบียบ ขยะท้องสนามหลวง

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

หนึ่งเดือนหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประชาชนยังคงหลั่งไหลเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทกันอย่างไม่ขาดสาย

ภาพน่าประทับใจอยู่ที่บรรยากาศแห่งความโอบอ้อมอารี คนไทยจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจกันมาทำความดี ไม่ว่าจะแจกอาหาร ขนมนมเนย น้ำดื่ม ข้าวของเครื่องใช้จำเป็น จนถึงขับรถรับส่งฟรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แต่ขณะเดียวกันจำนวนคนมหาศาลย่อมเกิดปัญหาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ขยะทะลักล้นถูกทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง ส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพรอบท้องสนามหลวง

จากการเปิดเผยของกรุงเทพมหานคร (กทม.) พบว่า ช่วงแรกๆ มีขยะตกค้างเฉลี่ยวันละกว่า 80 ตัน โดยเฉพาะวันที่ 22 ต.ค. เพียงวันเดียวซึ่งมีกิจกรรมร่วมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี มีจำนวนขยะสูงถึง 178 ตัน สาเหตุมาจากการที่มีคนนำอาหารและเครื่องดื่มมาแจกเป็นจำนวนมาก หลายคนรับประทานไม่หมด หรือไม่ได้แตะต้องเลย สุดท้ายกลายเป็นขยะหมักหมมเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ต้นมะขามสนามหลวง 783 ต้น ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากมีคนเทน้ำและเศษอาหารทิ้งลงใต้ต้นมะขาม ทำให้น้ำขังจนรากเน่า ต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่มาอารักขาต้นมะขามสนามหลวงให้มีชีวิตรอดต่อไป นอกจากนี้ยังพบปัญหาการใช้โฟมจำนวนนับแสนใบเป็นภาชนะใส่อาหาร ย่อยสลายยาก แถมทำลายสิ่งแวดล้อม และปัญหาคนขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการคัดแยกขยะ

ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานอาสาสมัครงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (Volunteers For Dad) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และ กทม. วางมาตรการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยการให้อาสาสมัครกว่า 600 คน/วัน จัดเก็บรวบรวมขยะ อบรมอาสาสมัครให้ความรู้ประชาชนเรื่องการคัดแยกขยะ รณรงค์ให้ทุกฝ่ายใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ ส่งเสริมให้ประชาชนนำบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารหรือน้ำดื่มมาเอง

ผลจากการร่วมมือร่วมใจกันจัดระเบียบขยะที่สนามหลวง ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา สากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณขยะบริเวณรอบท้องสนามหลวงและรอบพระบรมมหาราชวังลดลงเกินกว่าครึ่งหนึ่ง จากเดิมในเดือน ต.ค. 2559 ที่มีปริมาณขยะเฉลี่ยวันละกว่า 80 ตัน ปัจจุบันเหลือเพียงวันละ 48 ตัน

สาเหตุที่ปริมาณขยะลดจำนวนลง เนื่องจากหลายภาคส่วนร่วมมือกัน โดยเฉพาะการจัดระเบียบการแจกอาหารให้กับประชาชน การสร้างจิตอาสา 10,342 คน ให้เป็นชุดเคลื่อนที่ในการเก็บคัดแยกขยะ และรณรงค์ให้ประชาชนร่วมมือจัดการขยะอย่างถูกต้อง

ขอปรบมือให้ทุกภาคส่วนที่ช่วยกันคนละไม้ละมือ ทำให้ปริมาณขยะที่ท้องสนามหลวงลดลงอย่างน่าชื่นใจ

 

พลังงานทดแทน พลังจากพ่อแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465762

พลังงานทดแทน พลังจากพ่อแห่งแผ่นดิน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นปัญหาด้านพลังงานที่ไทยต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้เกิดแนวพระราชดำริก่อตั้งโครงการผลิตพลังงานทดแทนขึ้นมาเมื่อ 50 ปีก่อนที่สถานการณ์จะเกิดขึ้นจริง

พระองค์ทรงเห็นประโยชน์ของพลังงานทดแทนจากพืช จึงทรงริเริ่มให้มีการวิจัย ทดลอง ผลิต และใช้พลังงานทดแทนจากพืช ทั้งการผลิต “เอทานอล” จากอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด มันฝรั่ง เป็นส่วนประกอบผลิตน้ำมันเบนซิน การผลิต “แก๊สโซฮอล์” เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่างเอทานอลกับน้ำมันเบนซิน 91 การผลิต “ไบโอดีเซล” น้ำมันจากพืชหรือไขมันสัตว์ที่ใช้แล้วเพื่อผลิตน้ำมันดีเซล และ “ดีโซฮอล์” น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมน้ำมันดีเซลกับแอลกอฮอล์ เพื่อนำไปใช้แทนน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซล

ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า ในอนาคตอาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันและราคาอ้อยอาจตกต่ำ จึงมีพระราชประสงค์ให้ผลิตพลังงานทดแทน โดยได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเริ่มต้นเป็นจำนวน 925,500 บาท และได้นำมาผลิตในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ในปี 2528 จากนั้นผลงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนถูกขยายผลไปสู่ภาคชนบท ในปีเดียวกัน พระองค์มีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็ก ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส

ต่อมาในปี 2543 กองงานส่วนพระองค์ได้ทำวิจัยพัฒนาและทดลองนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือปาล์มดีเซล มาทดลองใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลของกองงานส่วนพระองค์ที่วังไกลกังวล จากความสำเร็จดังกล่าว ในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ยื่นจดสิทธิบัตร “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล” เป็นสิทธิบัตรเลขที่ 10764 ซึ่งเป็นนวัตกรรมครั้งแรกของไทย นับจากนั้นเป็นต้นมาหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ได้ร่วมมือกันพัฒนาหน่วยผลิตต้นแบบจนสามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์

 

 

 

แก๊สโซฮอล์ เบนซินสะอาด

การศึกษาวิจัยภายในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มตั้งแต่การทดลองปลูกอ้อยหลายพันธุ์ เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดนำมาทำแอลกอฮอล์ รวมถึงรับซื้ออ้อยจากเกษตรกรเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบ โดยได้เริ่มเดินเครื่องการผลิตครั้งแรกในโรงงานแอลกอฮอล์ ในปี 2529 สามารถผลิตแอลกอฮอล์ร้อยละ 91 ทว่าแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้ในช่วงแรกยังไม่สามารถนำไปผสมกับเบนซินได้ จึงนำผลผลิตที่ได้ไปทำเป็นน้ำส้มสายชู และทำเป็นแอลกอฮอล์แข็งใช้อุ่นอาหารให้กับห้องเครื่องของสวนจิตรลดา

ต่อมาโรงงานแอลกอฮอล์มีการปรับปรุงการกลั่นเรื่อยมา จนสามารถผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95 ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อนำแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ร้อยละ 95 ไปผสมกับน้ำมันเบนซินเติมเครื่องยนต์ กลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะแอลกอฮอล์มีน้ำผสมอยู่ด้วย จึงต้องนำไปกลั่นแยกน้ำเพื่อให้ได้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 หรือที่เรียกว่า เอทานอล นั่นเอง

วัตถุดิบที่ใช้ผลิตเอทานอลมี 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ วัตถุดิบประเภทแป้ง เช่น ธัญพืช ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวโพด มันสำปะหลัง วัตถุดิบประเภทน้ำตาล เช่น อ้อย กากน้ำตาล และวัตถุดิบประเภทเส้นใย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากผลผลิตทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ชานอ้อย ซังข้าวโพด รวมทั้งของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานกระดาษ เป็นต้น

 

จากนั้นในปี 2537 โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ได้ขยายกำลังการผลิตเอทานอลเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอผสมกับน้ำมันเบนซิน 91 ในอัตราส่วน 1 ต่อ 9 ได้เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เติมให้กับรถยนต์ทุกคันของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ปัจจุบันสถานีบริการเชื้อเพลิงในโครงการส่วนพระองค์ฯ ได้ผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์เติมให้กับรถยนต์ทุกคันของโครงการ และงานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงยังเป็นแหล่งความรู้แก่ประชาชนที่สนใจด้วย

ทุกวันนี้น้ำมันเบนซินที่มีขายในเมืองไทยมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 อี20 และอี85 ที่ถูกต่อยอดมาจากแก๊สโซฮอล์ โดยแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 90 ส่วนอีกร้อยละ 10 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ สำหรับ อี20 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 80 และร้อยละ 20 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ และประเภท อี85 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 15 และอีกร้อยละ 85 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ น้ำมันที่มีส่วนประกอบของเอทิลแอลกอฮอล์มาก ราคาจะถูกกว่าน้ำมันปกติ ซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตรถยนต์หลายรุ่นได้มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์เพื่อรองรับน้ำมัน อี85 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ไบโอดีเซลแปลงปาล์มเป็นน้ำมัน

เมื่อปี 2526 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็กที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส จากนั้นโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา และกองงานส่วนพระองค์ วังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ เริ่มการทดลองนำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล

ประธานมูลนิธิภูมิพลังปันน้ำใจไบโอดีเซล กล่าวว่า มีคนนับพันคนเข้าสู่ระบบโครงการพระราชดำริ ในการนำน้ำมันเหลือใช้ น้ำมันทอดปลาที่ทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์กลับมาทำประโยชน์เป็นพลังงานสะอาด แม้ว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่ก็นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้นการบอกรักพระองค์ท่านเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เราทุกคนต้องร่วมมือกัน และลงมือทำตามแนวทางที่พระองค์ท่านได้ทรงสอนไว้ เพื่อเป็นการตอบแทนและเดินตามรอยพ่อหลวงของเรา ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยกตัวอย่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไบโอดีเซล ต.ลำใหม่ จ.ยะลา ที่นำไบโอดีเซลมาใช้ในหมู่บ้าน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายภายในชุมชน และชาวบ้านมีชีวิตการกินอยู่ที่ดีขึ้นพระองค์ทรงใช้เวลากว่า 30 ปี ในการคิดค้นและทดลองพลังงานทดแทนไบโอดีเซล ซึ่งแม้ว่าไบโอดีเซลจะทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลได้ไม่หมด แต่เป็นพลังงานทดแทนที่มีราคาถูกกว่าราคาน้ำมันดีเซลปกติ สามารถลดมลพิษทางอากาศ และส่งผลดีต่อเกษตรกรไทย ทำให้ไบโอดีเซลจึงเป็นเชื้อเพลิงแห่งความหวังของประเทศไทย

วัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลจะแตกต่างกันไปตามลักษณะสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ เช่น สหรัฐ ทำจากถั่วเหลืองซึ่งปลูกเป็นจำนวนมาก ส่วนในประเทศแถบยุโรปทำจากเมล็ดเรพและเมล็ดทานตะวัน และสำหรับประเทศไทยทำจากมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน โดยผลการวิจัยในปัจจุบันพบว่า ปาล์มคือพืชที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการนำมาใช้ทำไบโอดีเซล เพราะเป็นพืชที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงสูงกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น มีต้นทุนการผลิตต่ำ ให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูง และปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตน้ำมันต่อไร่สูงกว่าเมล็ดเรพซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลในประเทศแถบยุโรปถึง 5 เท่า และสูงกว่าถั่วเหลืองที่ใช้กันมากในสหรัฐถึง 10 เท่า

 

 

ในปี 2547 พระองค์ทรงรับสั่งกับผู้บริหารบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) พร้อมด้วยผู้บริหารจากประเทศญี่ปุ่นที่มาเข้าเฝ้าฯ เรื่องเมล็ดสบู่ดำว่า น่าจะมีคุณสมบัติบางอย่างดีกว่าน้ำมันปาล์มในการทำไบโอดีเซล เพราะต้นสบู่ดำเจริญเติบโตได้เร็วกว่าปาล์มน้ำมัน

จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ต้นสบู่ดำขยายพันธุ์ง่ายและมีอายุยืนกว่าต้นปาล์ม โดยมีอายุยืน 50 ปี และเริ่มเก็บผลผลิตได้เมื่ออายุ 5-8 เดือน นอกจากนั้นน้ำมันพืชใช้แล้วก็สามารถนำมาทำไบโอดีเซลได้เช่นกัน ซึ่งน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นวัตถุดิบที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ใช้ผลิตไบโอดีเซลมาเนิ่นนาน และปัจจุบันบริษัท บางจากปิโตรเลียม ก็ได้รับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วไปทำเป็นไบโอดีเซล

การใช้น้ำมันปาล์มมาเป็นไบโอดีเซลได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล” เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2544 และโครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม ยังได้รับเหรียญทองประกาศนียบัตรสดุดีเทิดพระเกียรติคุณพร้อมถ้วยรางวัล

วิกฤตด้านพลังงานในประเทศไทยถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน จากพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานทดแทนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำได้อีกประการ กล่าวได้ว่า การพัฒนาพลังงานทดแทนทั้งแก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล และพลังงานทดแทนอื่นๆ ตามแนวพระราชดำริ เป็นโครงการแห่งอนาคตที่ส่งผลดีต่อบ้านเมืองและคนไทยแล้วในปัจจุบัน

 

เต้าส่วน เจ้ตุ่ม ต้นตำรับเมืองบุรีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/463577

เต้าส่วน เจ้ตุ่ม ต้นตำรับเมืองบุรีรัมย์

โดย…สุรชัย พิรักษา

หน้าหนาวนี้หากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือน จ.บุรีรัมย์ มีเวลาว่างก็สามารถแวะเวียนรับประทานอาหารคาว หรือมื้อหนักๆ ตามร้านอาหารที่ขึ้นชื่อของจังหวัดแล้วไม่ผิดหวัง แต่ขอแนะนำว่าที่พลาดไม่ได้อีกอย่างคือ “เต้าส่วน เจ้ตุ่ม” สุดยอดของหวานสูตรต้นตำรับร้านเก่าแก่ของ จ.บุรีรัมย์

ร้านแห่งนี้เปิดขายในตลาดโต้รุ่งเก่า ในเขตเทศบาลเมือง มานานกว่า 40 ปีแล้ว ซึ่งแต่ละวันในช่วงเย็นเวลาประมาณ 17.30 น. จะมีลูกค้าจากทุกเพศทุกวัยมายืนเข้าคิวรอซื้อเป็นแถวยาวเหยียด เพราะเต้าส่วน เจ้ตุ่ม มีสูตรเฉพาะไม่เหมือนใคร โดยจะคัดสรรถั่วเหลืองที่มีคุณภาพ แม้จะมีราคาสูงและคั้นเอาหัวกะทิสดใหม่ทุกวัน ทำให้เต้าส่วนมีรสชาติหวาน มัน อร่อย และหอมกลิ่นกะทิสด จนเป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้าทั้งขาประจำ ตลอดทั้งผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ได้แวะมาลิ้มรสเต้าส่วนสูตรต้นตำรับของร้านนี้ ถึงขั้นเรียกได้ว่า “หากใครมาบุรีรัมย์แล้วไม่ได้มารับประทานเต้าส่วนเจ้ตุ่มก็เหมือนมาไม่ถึงบุรีรัมย์”

 

หากใครมาตรงกับวันพระหรือวันอาทิตย์ก็จะไม่ได้รับประทาน เพราะร้านนี้จะปิดทุกวันพระเพื่อไปทำบุญที่วัด ส่วนวันอาทิตย์ก็หยุดพักผ่อนเพราะไม่ได้จ้างลูกน้องทำกันเองในครอบครัว โดยร้านจะเปิดตั้งแต่เวลาประมาณ 17.30 น. ทำวันละ 8 หม้อ ใช้เวลาขายไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็มีลูกค้ามาเข้าคิวซื้อจนหมดเกลี้ยง หากใครมาช้าก็ต้องอดใจไปรับประทานในวันหลัง

เคล็ดลับเต้าส่วนขายดิบขายดีเป็นพิเศษ จิราวรรณ ทองมานิตย์ หรือ เจ้ตุ่ม อายุ 60 ปี เจ้าของร้าน“เต้าส่วน เจ้ตุ่ม” บอกว่า สาเหตุที่มีลูกค้ามาเข้าคิวรอซื้อยาวเหยียด อาจเพราะเนื่องจากการคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพและรสชาติอร่อย หอมกลิ่นกะทิเพราะคั้นสดใหม่ทุกวัน ที่สำคัญก็ไม่ได้หวังกำไรจากลูกค้ามากนัก แต่จะเน้นคุณภาพมากกว่า เพื่อให้คงความเป็นเอกลักษณ์และมาตรฐานต้นตำรับของ “เต้าส่วน เจ้ตุ่ม” ปัจจุบันขายถ้วยละ 20 บาท ทำให้มีรายได้เฉลี่ยวันละกว่า 1 หมื่นบาท

นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านมาเที่ยว จ.บุรีรัมย์ ในช่วงฤดูหนาวนี้ ห้ามพลาดไปชิม “เต้าส่วน เจ้ตุ่ม” ภายในตลาดโต้รุ่งเก่า ในเขตเทศบาลเมือง อร่อยจริงดังคำร่ำลือหรือไม่…ต้องไปพิสูจน์

 

ในหลวงกับกาแฟ (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/463575

ในหลวงกับกาแฟ (ตอนที่ 2)

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง

ตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องประวัติโดยคร่าวๆ ของการปลูกกาแฟบนที่สูงทางภาคเหนือไปแล้วว่า ในหลวงเป็นผู้ริเริ่มให้ชาวเขาปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวเขาเท่านั้น แต่ยังมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับการลดความรุนแรงของปัญหาการเมืองระหว่างแนวตะเข็บชายแดน การแพร่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ในสมัยสักสามสี่สิบปีก่อนนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ผมเชื่อว่าในความคิดของพระองค์ การส่งเสริมอาชีพในดินแดนห่างไกล การสร้างระบบชลประทาน การพัฒนาอาชีพเหล่านี้เป็นกุศโลบายที่มีมากกว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นแน่

ในหนังสือเรื่อง “รอยพระยุคลบาท บันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เขียนบันทึกไว้เรื่องที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเพื่อจะไปดูกาแฟต้นเดียวไว้อย่างน่าอ่านว่า พระองค์ทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาทเป็นระยะทางกว่า 6 กิโลเมตรบนเขาเพื่อไปดูกาแฟที่ชาวกะเหรี่ยงปลูกไว้ที่บ้านอ่างกาน้อย ในเขต อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จากการนำเอาต้นกล้าไปให้ ซึ่งแม้ว่าจะเหลือเพียงต้นเดียวที่รอด ณ เวลานั้น แต่การที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปดูด้วยพระเนตรพระองค์เอง ทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจในการปลูก จนกระทั่งปีต่อมาสามารถสร้างผลผลิตได้เป็นที่น่าพอใจและอีกไม่กี่ปีถัดมา ชาวเขาก็สามารถขายผลผลิตกาแฟได้มากกว่าการขายฝิ่น

ปัจจุบันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมากแล้วครับ ตอนนี้พื้นที่บนภูเขาสูงของภาคเหนือกลายเป็นแหล่งปลูกกาแฟสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญก็คือ โชคดีที่ระหว่างการพัฒนานั้น มีการเชื่อมโยงกับต่างประเทศในแง่ของการเข้ามาช่วยเหลือเรื่องเทคนิคในการปลูกกาแฟ ซึ่งพระองค์ท่านทำมาตั้งแต่ต้นทำให้แหล่งปลูกบริเวณเชียงใหม่ เชียงราย กลายเป็นแหล่งปลูกที่คนในแวดวงกาแฟ โดยเฉพาะเหล่า Coffee Hunter รู้จักกันดี

การพัฒนาของในหลวงที่ทำไว้ที่เชียงใหม่ ได้ถูกขยายผลเมื่อคราวที่สมเด็จย่าทรงพระดำริว่า พระองค์อยากย้ายมาพำนักที่ จ.เชียงราย ที่ดอยตุง ทั้งภูมิอากาศและภูมิประเทศนั้นเอื้อต่อสุขภาพของพระองค์ ขณะนั้นสมเด็จย่าพระชนมพรรษามากแล้ว ดอยตุงเองก็มีปัญหาไม่แตกต่างจากดอยอื่นๆ ในภาคเหนือขณะนั้น การนำเอาแนวทางการพัฒนาที่ได้ผลดีจากที่อื่นมาประยุกต์และปรับใช้ที่ดอยตุงจึงเสมือนการเรียนรู้ต่อยอดกันจากลูกสู่แม่และทำให้เกิดมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงและโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นมา ซึ่งกาแฟก็เป็นหนึ่งในพืชหัวใจหลักที่ช่วยในการเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของประชาชนบนที่สูงเพราะตอบโจทย์การพัฒนาที่ดีได้เป็นอย่างดี (เป็นพืชที่ให้ราคาดี ใช้แรงงานคนค่อนข้างมากและเอื้อกับระบบนิเวศเดิม ไม่ทำลายป่า) ปัจจุบันกาแฟบนดอยตุงเป็นหนึ่งในกาแฟที่เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลกไปแล้วนะครับ เพราะที่นี่ทำแบบครบวงจรจริงๆ ไม่เพียงแค่สอนและส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเท่านั้น แต่ยังมีศูนย์วิจัยเป็นของตัวเอง มีโรงสีกาแฟ มีโรงคั่วและมีห้องทดลองสำหรับกระบวนการหลังการเก็บ ทั้งคั่ว ทั้งเบลนด์ รวมถึงมีแบรนด์ของตัวเอง ทำการตลาดอย่างครบวงจร เมล็ดกาแฟที่ได้คุณภาพระดับดีเยี่ยมของดอยตุงถูกซื้อไปโดย Muji Cafe ประเทศญี่ปุ่น ดอยตุงยังสร้างระบบการรับซื้อกาแฟแบบรายวันที่เชื่อมโยงกันทั้งดอยอีกด้วย ราคาของกาแฟจะเปลี่ยนแปลงเกือบทุกวันเหมือนราคาทองและชาวไร่ที่ปลูกก็มีโอกาสได้รับรู้และได้รับผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล

ยังมีอีกหลายพื้นที่นะครับในเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ที่ชาวไร่กาแฟนั้นค้าขายกับแบรนด์กาแฟใหญ่ๆ ระดับโลก บางหมู่บ้านอาจจะรู้สึกแบรนด์กาแฟแปลกๆ ดีกว่าเราเสียอีก

โครงการพัฒนาดอยตุง ได้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมีหลายประเทศขอมาศึกษาดูงานและนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาประเทศของตน ไม่นานมานี้ผมเพิ่งได้ยินข่าวว่าโคลอมเบียก็มาดูงานพัฒนาที่ดอยตุง ซึ่งโคลอมเบียนั้นเป็นประเทศแรกๆ ที่ในหลวงทรงนำเอาแบบอย่างการพัฒนากาแฟมาใช้และยังขอเมล็ดพันธุ์กาแฟมาปลูกที่เมืองไทยอีกด้วย

ปัจจุบันพื้นที่ปลูกกาแฟของมูลนิธิโครงการหลวง ตามข้อมูลของโครงการหลวงเองบอกว่ามีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟอราบิกาทั้งหมด 9,491 ไร่ เกษตรกร 2,602 ราย ซึ่งกระจายอยู่ในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทั้งหมด 24 ศูนย์ ให้ผลผลิตกาแฟปีละประมาณ 400-500 ตัน การพัฒนาที่ต่อเนื่องของโครงการทำให้คุณภาพของกาแฟของเราไม่ได้ด้อยกว่าที่อื่นๆ ในโลก เพราะมีการสนับสนุนจากภาครัฐและจากโครงการหลวงของพระองค์เองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวไร่โดยมากมีความรู้และยัง “รู้ทัน” เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมกาแฟ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องสำคัญ

คราวหน้าเป็นตอนจบ ผมจะมาเล่าให้ฟังเรื่องบรรยากาศของการปลูกกาแฟบนดอย การขายผลผลิตและประเด็นสำคัญที่ว่า 40 ปีผ่านไปชาวไร่กาแฟนั้นอยู่ได้จริงหรือไม่

 

ขนมไทย หัวใจ minimal ปลากริมไข่เต่า เเบบไม่มีพิธีรีตอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/463570

ขนมไทย หัวใจ minimal ปลากริมไข่เต่า เเบบไม่มีพิธีรีตอง

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อยู่ในห้วงเวลาแห่งความเศร้าของคนไทยทั้งประเทศ และจะยังคงความรู้สึกเคว้งคว้างไร้ซึ่งที่ยึดเหนี่ยวแบบนี้ไปอีกสักพัก ผู้เขียนรวมทั้งเพื่อนร่วมงาน คนในครอบครัว ตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ที่น้อมนำเอาพระราชดำรัสมากมายเป็นเครื่องเตือนใจอย่างมั่นคงและเก็บเกี่ยวมาใช้ในทุกๆ ลำดับขั้นของการดำเนินชีวิต เสมือนมีในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ในใจตลอดไป

และดั่งเช่น พระราชดำรัสของพระองค์ท่านที่สรุปได้ใจความว่า เศร้าได้แต่อย่าให้เสียหน้าที่ผู้เขียนขอป้ายน้ำตาแล้วรีบตั้งหน้าตั้งตาหาสูตรง่ายของขนมไทยอันเป็นอัตลักษณ์ประจำชาติไทยเราให้คงอยู่สืบไป ฉบับนี้เราลองปรับความยุ่งของขนมไทยให้ง่ายและทำได้อร่อย เพื่อเปลี่ยนความคิดที่ใครว่าขนมไทยทำยาก ขนมฝรั่งทำง่าย ต้องเปลี่ยนใจหันมาลองทำขนมไทย หัวใจ minimal กันมากขึ้น

และหากถามผู้เขียนถึงขนมไทยแบบน้ำกะทิที่ชอบที่สุด คงต้องจัดลำดับให้ขนมปลากริมไข่เต่า มาเป็นอันดับแรก ถือเป็นขนมโบราณที่มีอีกชื่อที่แทบจะไม่มีคนเรียกว่า ขนมแชงม้า บ้างก็ว่า แช่งม้า แฉ่งม้า หาที่มาที่ไปได้ยากลำบาก เพราะสืบเสาะจากการค้นข้อมูลออนไลน์แล้วพบว่าขนมนี้ถูกเอ่ยชื่อมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยที่เสียงฟังดูอาจผิดเพี้ยนหาต้นตอได้ยาก จากชื่อขนมอยู่ในเพลงกล่อมเด็ก ร้องไปร้องมาต่อๆ กันมายาวนานจนเสียงวรรณยุกต์ต่างกัน

ส่วนประกอบของขนมปลากริมไข่เต่า ถ้าเป็นในรูปแบบปัจจุบันที่ขายกัน มองเห็น 2 ส่วนแตกต่างกันอย่างชัดที่สีสันคือ ส่วนปลากริมที่มีสีน้ำตาลอ่อนอมเหลืองและส่วนไข่เต่าที่มีสีขาวข้น แต่โดยรูปร่างแล้ว ทั้งสองส่วนเหมือนกัน จนแยกไม่ออกหากไม่รู้มาก่อนว่าส่วนไหนเรียกว่าอะไร แต่สำหรับแบบฉบับโบราณดั้งเดิม การปั้นแป้งนั้นช่วยให้เราทราบถึงที่มาของชื่อขนมได้เป็นอย่างดี เพราะขนมปลากริมและขนมไข่เต่าถือเป็นขนม 2 ชนิด ที่ต่างกินแยกกัน เมื่อนำมาผสมรวมกันจึงเรียกรวมเป็นขนมแชงม้า หรือปลากริมไข่เต่า

 

สำหรับส่วนปลากริมมีรูปร่างเรียวยาว หัวท้ายแหลม บอกว่า ปลากริม อาจจินตนาการไม่ออก แต่ถ้าบอกว่ารูปร่างคล้ายปลากัด ปลาหางนกยูง ปลาสอดจะชัดเจนกว่า พอปั้นด้วยแป้งลอยในน้ำกะทิน้ำตาลโตนดมองดูคล้ายปลากริมจริงๆ ว่ายวนอยู่ในน้ำบ่อสีขุ่นๆ ส่วนขนมไข่เต่า แน่นอนว่าสมัยก่อนเขาปั้นเป็นลูกกลมๆ ต้มให้สุกแล้วใส่ลงในน้ำกะทิ ดูสีขาวเหมือนไข่เต่า ที่นี้ผู้เขียนก็มาเปิดประเด็นถกเถียงกับน้องสาวฟู้ดสไตลิสต์ว่าขนาดแต่โบราณดั้งเดิมนั้นลูกใหญ่แค่ไหน เลยต้องหาข้อมูลว่าไข่เต่าน้ำจืดและไข่เต่าน้ำเค็มมีรูปร่างต่างกันเล็กน้อย ไข่เต่าน้ำจืดลูกเล็กและรีกว่า ส่วนไข่เต่าน้ำเค็มลูกโต กลมดิก จึงเป็นข้อมูลไว้สำหรับการปั้นรูปร่างของไข่เต่าที่มีความคล้ายคลึงขนมบัวลอย เพียงแต่ลูกใหญ่กว่า มีน้ำกะทิข้นคลั่กแต่ไม่หวาน

ความอร่อยของการกินขนมปลากริมไข่เต่านั้น สำหรับผู้เขียนถือว่า ถ้าจะพูดให้เป็นศิลป์คือ อร่อยได้ตามอารมณ์จากส่วนผสม 2 ส่วนที่มีรสชาติต่างกัน จะคนผสมกันไปเลยก็จะได้รสกลมกล่อมหวานปะแล่มเค็ม หรือจะไม่คนผสม 2 ส่วนเข้าด้วยกัน ค่อยๆ รับประทานจากส่วนหนึ่งไปหาอีกส่วนหนึ่งก็จะได้ความรู้สึกและรสชาติที่แตกต่างกันออกไป เรียกว่า กินแล้วไม่เบื่อดี สำหรับคนเรื่องกินเรื่องใหญ่

ก่อนทำตัวขนม แนะนำให้ทำน้ำกะทิไว้เสียก่อน สะดวกใช้กะทิกล่องก็เปิดแล้วเทลงใส่แบ่งไว้ 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นกะทิไข่เต่า และส่วนหนึ่งเป็นกะทิสำหรับปลากริม ถ้าเป็นกะทิคั้น น้ำแรกจากการคั้นมะพร้าวขูดแยกไว้เป็นหัวกะทิไว้ให้ส่วนสีขาว และเติมน้ำอุ่นลงไปคั้นสำหรับส่วนปลากริม ทำน้ำกะทิให้พร้อมจึงค่อยทำตัวแป้งจะได้ไม่ต้องหาที่พักแป้งต้มสุกให้ยุ่งยาก ใครจะใส่ใบเตยเพิ่มความหวานก็ใส่ลงในน้ำกะทิตอนต้มช่วยให้หอมจางๆ และดูน่ากินขึ้น

สำหรับการทำขนม แม้ว่าจะแยกเป็นสองส่วน สองรูปร่าง แต่ใช้แป้งชนิดเดียวกัน ขนมไทยลักษณะแป้งปั้นแบบนี้อาศัยแป้งข้าวเหนียว แล้วใช้แป้งข้าวเจ้าผสมเล็กน้อยเป็นตัวทำให้ความเหนียวมีความนุ่มเข้ามาด้วย บางสูตรอยากให้หนึบ อยากให้ตัวขนมใสๆ หน่อย ก็จะใช้แป้งมันหรือแป้งท้าวยายม่อมผสมลงไปด้วย แล้วแต่ว่าอยากได้แบบไหน แต่โบร่ำโบราณใช้แป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวผสมกัน

จากนั้นใช้น้ำร้อนค่อยๆ เติมลงไปนวดไปเรื่อยๆ จนแป้งเกาะกันและเย็นพอที่จะใช้มือนวด ยิ่งนวดนานเท่าไหร่ตัวขนมยิ่งหนึบเหนียวเคี้ยวอร่อยและแป้งไม่กระด้างฟัน จากนั้นถ้าพักแป้งไว้ให้อิ่มน้ำจะยิ่งดี แต่ขั้นตอนของน้ำร้อนจะช่วยลดทอนการพักแป้งไปได้ดีพอสมควรจากที่ผู้เขียนทดลองผิดถูกมาบ้างแล้ว จึงค่อยปั้นแป้งเป็นตัวยาว หรือตัวกลมโดยมีแป้งนวด หรือไม่ตามสะดวก เรียงไว้ในถาดหรือทยอยลงหม้อน้ำเดือดที่เติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อยให้หวานๆ จะได้แป้งที่ไม่เละ จึงตักขึ้นมาพักในน้ำเย็นก่อนสะเด็ดน้ำใส่ลงหม้อน้ำกะทิที่เตรียมไว้ เพียงแค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยมิได้ยุ่งยากอะไร

 

วันวาน Local food at Trang

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 17:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/462485

วันวาน Local food at Trang

โดย…เมธี เมืองแก้ว

หากเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้ผ่านริมถนนสายตรัง-พัทลุง เส้นออกมาจากตัวเมืองตรังไปทาง อ.นาโยง ก่อนจะถึงสี่แยกท่าปาบ ประมาณ 400 เมตร อยากรับประทานอาหารพื้นบ้านลองแวะชิมร้านอาหารพื้นบ้านพื้นถิ่นที่ชื่อว่า “วันวาน Local food at Trang” ด้วยแนวคิดที่แปลกแหวกแนวเป็นร้านแรกร้านเดียวของ จ.ตรัง ทั้งอาหาร รูปแบบ และบรรยากาศ ที่คงความเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น

ร้านแห่งนี้บริหารงานโดย พิศาล เกิดควน หนุ่มนักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และกาญจนา คล้ายนอง สาวสถาปัตย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สองเพื่อนในวัย 31 ปีเท่ากัน จับมือเปิดร้านขึ้นมา

เนื่องจากครอบครัวของเพื่อนสาวสถาปัตย์ในพื้นที่ ต.นาบินหลา อ.เมืองตรัง ประกอบอาชีพปลูกกล้วยพังลา (ภาษาถิ่นใต้) หรือกล้วยตานี มายาวนานหลายสิบปี เพื่อตัดใบมาแปรรูปเป็นใบตอง และนำกาบมาแปรรูปเป็นเชือกส่งขายพ่อค้าแม่ค้า ส่วนครอบครัวของเพื่อนหนุ่มนักกฎหมายก็มีความเชี่ยวชาญในการปรุงอาหารพื้นบ้านพื้นถิ่น จึงนำมาผสมผสานเข้ากันอย่างลงตัว ด้วยการนำใบตองและเชือกมาเป็นภาชนะในการรองหรือใส่อาหารที่ลูกค้าสั่งทานในร้าน รวมทั้งใช้ห่อและมัดอาหาร กรณีที่สั่งซื้อกลับบ้าน

นอกจากนั้น ยังมีการนำวัสดุในท้องถิ่น เช่น กระด้ง กระบอกไม้ไผ่ หรือปิ่นโตโบราณ มาดัดแปลงเป็นภาชนะใส่อาหารหรือเครื่องดื่ม แทนที่จะใช้จานหรือถ้วยกระเบื้องแบบร้านอื่นๆ ทั่วไป จนทำให้ดูแปลกตาเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันเมนูอาหารที่นำมาวางขายก็ล้วนแล้วแต่มีกลิ่นอายความเป็นท้องถิ่นของชาวตรังที่หาทานได้ยากในยุคปัจจุบัน เช่น แกงคั่วกลิ้งไก่ เนื้อ แกงคั่วลูกปลา แกงปลาดุกใบชะพลู ปลาดุกทอดขมิ้น ตับหมูผัดตะไคร้ โดยขายในราคากับ 1 อย่าง 40 บาท และกับ 2 อย่าง 60 บาท พร้อมไข่ต้มฟองละ 5 บาท

 

ตั้งแต่ช่วงเย็นของทุกวัน “กาญจนา” จะไปเก็บใบตองมาทำความสะอาดและพับเตรียมไว้ พร้อมทั้งนำกาบกล้วยมาฉีกเป็นเส้นๆ แล้วตากแดดทิ้งไว้ รอจนแห้งดีก็สามารถนำไปเป็นเชือกมัดข้าวห่อ ส่วน “พิศาล” ก็จะไปจ่ายตลาด แล้วเตรียมอาหารพื้นบ้านพื้นถิ่นเอาไว้ เพื่อนำมาวางขายที่ร้านในช่วงเที่ยงๆ ตั้งแต่เวลา 10.00-14.00 น. ของทุกวัน ซึ่งขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ถือว่ามีความยุ่งยากไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้คนจากตัวเมือง และนักท่องเที่ยว รวมทั้งกลุ่มคนรักสุขภาพ และศิลปินต่างๆ ท่ามกลางบรรยากาศแบบลูกทุ่ง

นอกจากนั้น ยังมีการนำสินค้าพื้นบ้านใน จ.ตรัง มาวางขายที่ร้านด้วย เช่น น้ำปลาเคี่ยว หรือเคยปลาสำเร็จรูป หรือน้ำพริกตะไคร้ ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะสำหรับท้องถิ่น รวมทั้งขนมพื้นบ้านที่ผลิตขึ้นมาเองจากชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างช่องทางสำหรับชาวบ้าน โดยสิ่งที่สองหนุ่มสาวชาวตรังร่วมกันทำในครั้งนี้ ไม่ได้มองไปที่รายได้เป็นสำคัญ แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังมากกว่าก็คือความสุขที่ได้รับกลับมา ทั้งจากตัวเอง คนรอบข้าง และสังคม ควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีวิถีแบบย้อนยุคให้อยู่คู่เมืองตรังอย่างยาวนานที่สุด

 

“วันวาน Local food at Trang” เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 08-6269-7341

 

เวลาแห่งความสุข เกิดขึ้นที่ อิคโคฉะ ราเมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 17:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/462483

เวลาแห่งความสุข เกิดขึ้นที่ อิคโคฉะ ราเมน

โดย…ยู่ยู้ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมืองฮากาตะใน จังหวัดฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งราเมน เป็นต้นกำเนิดของราเมนชื่อดังมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ร้านอิคโคฉะ ต้นตำรับราเมนหมูแผ่เจ้าดัง ที่นำเสนอราเมนสไตล์ฮากาตะแท้ๆ โดดเด่นตั้งแต่น้ำซุปเข้มข้นที่เคี่ยวจากกระดูกหมูคุณภาพดีจนเป็นเนื้อครีมรสกลมกล่อม ตัวเส้นราเมนที่เป็นเอกลักษณ์ให้สัมผัสเหนียวนุ่ม ควงคู่มากับพระเอกของร้านอย่าง หมูชาชู เนื้อนุ่มที่แผ่มาเป็นเต็มชาม ทีเด็ดอยูที่การเลือกใช้เนื้อหมูส่วนหัวไหล่ที่มีสัดส่วนของเนื้อและมันกำลังดี มาหมักกับซอสปรุงรสสูตรเฉพาะของทางร้าน

สำหรับคอราเมนที่ได้ยินกิตติศัพท์แล้วอยากจะลิ้มลองความอร่อย ข่าวดีคือตอนนี้ไม่ต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่นแล้ว เพราะอิคโคฉะ ราเมนมาเปิดให้บริการแล้วถึงเมืองไทย ประเดิมสาขาแรกที่โครงการ เจ อเวนิว ทองหล่อ ซอย 13

นอกจากจะจัดเต็มในส่วนของคุณภาพและความอร่อยไว้อย่างครบครันแล้ว บรรยากาศการตกแต่งร้านก็ชวนให้นึกถึงร้านราเมนญี่ปุ่น ด้วยการตกแต่งร้านแบบง่ายๆ ใช้โทนสีแดง ดำ เทา แต่ที่พิเศษกว่าสาขาไหน มีเฉพาะที่ประเทศไทย คือ การเปิดพื้นที่บาร์เพื่อสร้างประสบการณ์การกินราเมนรูปแบบใหม่ พร้อมด้วยเมนูเครื่องดื่มที่ครบครัน

เมนูซิกเนเจอร์ที่มาแล้วท้าให้ลอง เริ่มด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยอย่างเกี๊ยวซ่าฮิโตะกุจิ หรือเกี๊ยวซ่าคำเดียวสูตรต้นตำรับจากฮากาตะ แรกเห็นอาจไม่เห็นความต่างจากเกี๊ยวซ่าทั่วไป แต่ลองได้ชิมจะพบถึงความต่าง ด้วยขนาดที่พอดีคำ บวกกับรสชาติที่ชวนชิม เพราะปั้นสดด้วยมือทีละลูกแล้วจึงนำไปทอด ตัวแป้งบางกรอบ ไส้ด้านในอัดแน่น เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะที่ทำจากโชยุชั้นดี พร้อมยูสุโกะโซ เครื่องเทศสูตรต้นตำรับที่ช่วยเสริมทัพความอร่อย

ในส่วนเมนูราเมน ที่แนะนำคือ  อิคโคฉะ โทคุเซ ราเมน เมนูยอดนิยม ทีเด็ดอยู่ที่น้ำซุป ไข่ยางมะตูม และหมูชาชูที่แผ่เต็มชามมาถึง 4 ชิ้น ให้ได้อิ่มอร่อยสะใจ ถัดมาคือ แบล็กราเมน เสิร์ฟมาในน้ำซุปสีดำที่ปรุงจากกระเทียมย่างและน้ำมันงาดำ เพื่อช่วยขับเน้นกลิ่นหอมอันเย้ายวน และเพิ่มรสชาติของน้ำซุปให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น แต่ถ้าใครชอบรสจัดจ้าน แนะนำ ก๊อดไฟร์อะจิตามะราเมน จะได้เผ็ดร้อนจัดจ้านกับน้ำพริกเผาและเครื่องเทศสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่นำมาผสมเข้ากับซุปกระดูกหมู เมนูนี้มีนางเอกของจานควงคู่มากับหมูชาชูคือ เห็ดหูช้างนำเข้าจากญี่ปุ่นมาเพิ่มความอร่อย

นอกจากเมนูราเมน ที่นี่ยังมีอีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจที่ผู้ใหญ่กินได้ และน่าจะถูกใจคุณหนูๆ นั่นคือ ชาชูมาโยดง เมนูข้าวหน้าหมูชาชูสับคลุกเคล้าด้วยมายองเนสสูตรพิเศษของทางร้าน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยญี่ปุ่น โรยหน้าด้วยต้นหอมและสาหร่าย

 

สำหรับคอราเมนที่กำลังมองหาร้านราเมนต้นตำรับจากญี่ปุ่นที่ไม่เพียงโด่งดังในญี่ปุ่น แต่ยังโด่งดังไปทั่วโลกเพราะมีสาขามากถึง 40 สาขาทั่วโลก อิคโคฉะ ราเมน เปิดให้บริการแล้ว ณ โครงการ เจ อเวนิว ทองหล่อ 13 เปิดทุกวัน 11.00-02.00 น. โทร. 02-712-9487

 

อร่อยง่ายๆ สตรีทฟู้ด เวียดนามใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2559 เวลา 17:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/462478

อร่อยง่ายๆ สตรีทฟู้ด เวียดนามใต้

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

จะว่าไปแล้ววัฒนธรรมการกินอาหารของคนเวียดนาม ก็คล้ายๆ กับวัฒนธรรมการกินอาหารของผู้คนในบ้านเรา คือคนเวียดนามจะกินข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก แล้วในมื้ออาหารก็จะมีผักเคียง และแต่ละภูมิภาคของเขาก็มีอาหารที่โดดเด่นต่างกัน คล้ายกับบ้านเรา อย่างเวียดนามเหนืออาหารรสชาติจะมีรสจืด เน้นผักสักหน่อย มีแกงจืด และการผัดแบบจีนแพร่หลายมากกว่าภาคอื่นๆ

ส่วนเวียดนามกลางนั้นจะได้รับอิทธิพลจากราชสำนักโบราณ จึงมีการจัดอาหารอย่างสวยงาม ในแต่ละมื้อมีอาหารหลายอย่าง มีรสชาติที่เผ็ดและเค็มกว่าภาคเหนือเสียอีก

ในขณะที่อาหารเวียดนามใต้จะได้รับอิทธิพลทางอาหารมาจากอินเดียและกัมพูชา จะมีการกินแกมกับผักและผลไม้ รวมไปถึงเนื้อสัตว์ที่หลากหลายกว่า โดยเฉพาะปลาเพราะอยู่ติดกับทะเล และอาหารเวียดนามใต้ยังสนุกขึ้นไปอีกขั้นเมื่อได้รับอิทธิพลมาจากอาหารฝรั่งเศสเพราะเคยเป็นประเทศอาณานิคม สังเกตได้จากขนมปังบาแกตต์ยัดไส้ เมนูสตรีทฟู้ดยอดนิยมที่มีขายอยู่เกลื่อนเมือง

 

อาหารเวียดนามใต้นั้นยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนนิสัยใจคอของผู้คนย่านนี้คือรักอิสรเสรีของชาวใต้ ดังนั้นจะไม่มีความประณีตบรรจงในการปรุงแต่งอาหารให้มีหน้าตาออกมาวิจิตรงดงามชวนให้กินมากนัก ไม่เหมือนกับอาหารของภาคเหนือหรืออาหารเว้ แต่ก็จะล่อตาล่อใจด้วยสีสันสดใสของแต่ละเมนู รวมไปถึงรสชาติที่มีเสน่ห์ถูกใจผู้คนทั่วไปมากทีเดียว

อาหารเวียดนามใต้ยังมีหลากหลายเมนู ซึ่งรสชาติออกแนวเผ็ดหวานไม่เหมือนทางเหนือที่รสจืด ซึ่งอาหารที่ขึ้นชื่อต้องเอ่ยถึง เหลามั้ม หรือสุกี้ ที่มีน้ำจิ้มสูตรพิเศษ นอกจากนั้นก็มี คอแกวด หรือน้ำจิ้มที่มีส่วนผสมเป็นน้ำปลา น้ำตาล กุ้งแห้ง กากหมูพริกไทยและพริกแล้วต้มให้เหนียวข้น กินคู่กับข้าวก้นหม้อที่ทำเป็นแผ่นกรอบๆ

อันที่จริงแล้ว สูตรอาหารเวียดนามในประเทศไทยนั้นก็ถูกดัดแปลงไปมาก จนแทบไม่เหลือเค้าเดิมสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เหมาะกับรสนิยมของคนไทย แต่ก็ใช่เรื่องยากเสียทีเดียวที่จะได้ลิ้มรสอาหารเวียดนามสไตล์สตรีท ฟู้ด ของเวียดนามใต้ดั้งเดิมในบ้านเรากันสักครั้ง เพราะที่ร้าน มุยเน่ (Muine) พร้อมเสิร์ฟอาหารสตรีท ฟู้ด ตำรับเวียดนามใต้ขนานแท้ให้ได้ลิ้มลองกันแล้ว

 

จุดเริ่มต้นของร้านนี้อยู่ที่ว่า ปอนด์-ปรัชญา วิลัยพล หนุ่มลูกครึ่งไทยเวียดนาม ได้เติบโตมากับอาหารเวียดนามสูตรดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นคุณยาย พร้อมกับประสบการณ์ร้านอาหารเวียดนามแบบ Authentic กว่า 20 ปี จากร้าน Vie Ha Long Vietnamese Cuisine จึงหันมาเปิดร้านนี้พร้อมกับภรรยาให้คนไทยได้ลิ้มลองรสชาติต้นตำรับแท้ๆ ของสตรีท ฟู้ด ตำรับเวียดนามใต้ว่าเป็นอย่างไร

โบว์ ภรรยาคนสวยเล่าให้ฟังถึงสตรีท ฟู้ด สไตล์เวียดนามใต้ให้ฟังอย่างออกรส

“ร้านเราจะเป็นสตรีท ฟู้ด ของเวียดนาม อย่าง มุยเน่ เป็นชื่อเมืองท่องเที่ยวที่อยู่ทางใต้ สนุกสนานคล้ายป่าตองบ้านเรา อาหารของที่นี่จะมีหมดในเวียฮาลอง หลายคนบอกว่าเราเป็นเวียดนามฟิวชั่น แต่อยากจะบอกว่าเราไม่ได้เป็นอาหารเวียดนามฟิวชั่น แต่มันเป็นอาหารที่มีมาตั้งแต่สงครามโลกแล้วค่ะ เพียงแต่ว่าคนไทยไม่เก็ตอาหารไทยกลุ่มนี้ อีกอย่างอาหารเวียดนามใต้จะต่างจากภาคอื่นๆ คือเครื่องเทศจะเยอะ ความซับซ้อนในรสชาติจะสูงกว่าภาคอื่นๆ เพราะติดทะเล ผสมจากหลากหลาย อินกรีเดียนจะเดินทางเข้ามาก่อน ทั้งอินเดีย ยุโรป และเครื่องเทศจากเอเชียใต้ จะทำให้รสชาติหลากหลายและซับซ้อน”

 

จะรอช้าทำไม เรียกน้ำย่อยด้วยเมนูขึ้นชื่อของเวียดนาม เฝอริบอายสไลซ์ ก๋วยเตี๋ยวเวียดนามกับเคล็ดลับความอร่อยที่อยู่ในน้ำซุปที่ใช้โครงไก่ใส่เครื่องเทศแบบจีน ให้รสชาติหวานกลมกล่อม และใช้กรรมวิธี
ซับซ้อนในการปรุง มาทั้งเนื้อริบอายนุ่มๆ หอมเผาหอมๆ ตะไคร้ ฮื่อก๋วย เพิ่มรสชาติด้วยพริกป่นเวียดนาม และผักเคียง ถ้าอยากให้ได้รสชาติขนานแท้ต้องเหยาะซอสฮอยซิน รับรองหายคิดถึงเวียดนามกันไปเลย

บั๊นหมี่หมูย่าง หรือแซนด์วิชเวียดนาม ความพิเศษอยู่ตรงที่ใช้ขนมปังบาแกต โฮมเมดสูตรเฉพาะทางร้าน ที่ให้สัมผัสที่เปลือกจะบางกรอบ ส่วนเนื้อข้างในจะเหนียวนุ่ม ยัดไส้ด้วยหมูย่าง ผักสลัด ผักดองเวียดนาม ผักชี หอมแขก พริกชี้ฟ้า แตงกวา เพิ่มรสชาติด้วยซอสพริกตราไก่ ซอสขึ้นชื่อของเวียดนาม กลายเป็นเมนูสนุกและน่าค้นหาในแต่ละคำ

ขนมจีนหน้ารวม หรือขนมจีนเวียดนาม อาหารจานเดียวจะเป็นหน้ารวมที่เสิร์ฟมาทั้งปลาทอด หมูย่าง และบุ้นจ๋า หรือ หมูบะช่อทรงเครื่องให้สัมผัสเดียวกับแหนมเนือง แต่รสจัดกว่าเนื้อแน่นกว่า พร้อมด้วยขนมจีน และเปาะเปี๊ยะทอดให้รสชาติเข้มข้น โรยด้วยถั่วป่น และพริกดองของเวียดนาม

 

ตบท้ายด้วย ครีมบรูเล่ข้าวเหนียวดำ ขนมหวานจานคลาสสิก เมนูที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส ความแปลกของเมนูนี้คือตัวไส้ที่อยู่ใต้ชั้นน้ำตาลไหม้ ซึ่งปกติแล้วจะเป็นครีมคล้ายๆ คัสตาร์ด แต่เมนูนี้เป็นข้าวเหนียวดำที่ให้ความอร่อยไปอีกแบบ

อย่าลืมเรียกหาเครื่องดื่มขึ้นชื่อ ขอแนะนำ Ca Phe Sua Da หรือกาแฟเวียดนามเย็น กาแฟเข้มข้นเสิร์ฟมาบนแก้วจะค่อยหยดลงมาในแก้ว ข้างใต้จะเป็นนม รสชาติกาแฟแก้วนี้แรงเอาเรื่องอยู่แต่สัมผัสได้ถึงความหอมที่เข้าที

สัมผัสรสชาติ สตรีท ฟู้ด เวียดนามใต้ได้ที่ มุยเน่ (Muine) ชั้น 2 ฮาบิโตะ มอลล์ สุขุมวิท 77 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-21.30 น. โทร.09-2959-4629