คาดปีนี้ ไทยส่งออกข้าวทะลุ 10 ล้านตัน หลังตลาดต้องการข้าวหอมมะลิเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799362

 

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย คาดปีนี้ ไทยส่งออกข้าวได้มากถึง 10 ล้านตัน หลังออเดอร์ทะลักช่วงปลายปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่หลายประเทศซื้อรับตรุษจีน ดันราคาส่งออก-ในประเทศพุ่งพรวด แต่ยังแพ้อินเดียที่ได้แชมป์โลก ส่วนปีหน้า คาดส่งออกไม่ต่ำกว่าปีนี้ …

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.59 ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวในปีนี้ มีความเป็นไปได้ที่ไทยจะส่งออกได้มากถึง 10 ล้านตัน เพราะในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ส่งออกได้แล้ว 9.2 ล้านตัน เหลืออีก 1 เดือนน่าจะส่งออกได้อีกประมาณ 800,000 ตัน เพราะขณะนี้หลายประเทศเร่งซื้อข้าว เพื่อไปใช้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีหน้าประมาณเดือน ม.ค.ที่จะมาเร็วกว่าทุกปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นจากปกติเดือนละ 90,000 ตัน เป็น 120,000 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 20%

ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ตันละกว่า 600 เหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าตันละ 60-70 เหรียญฯ ส่วนราคาข้าวสารหอมมะลิในประเทศ ปรับเพิ่มจากกิโลกรัม (กก.) ละ 15.80 บาท เป็น 19-20 บาทแล้ว ขณะที่ราคาข้าวสารขาว 5% เพิ่มจาก กก.ละ 10.80 บาท เป็น กก.ละ 12 บาท และข้าวสารเหนียว จาก กก.ละ 17.50 บาท เป็น กก.ละ 21.50 บาท อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลสามารถเร่งระบายข้าวในสต็อกที่ขณะนี้ยังคงเหลืออยู่กว่า 8 ล้านตันได้หมด จะส่งผลดีต่อราคาข้าวในอนาคตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า แม้ปีนี้มีแนวโน้มว่าไทยจะส่งออกข้าวได้สูงถึง 10 ล้านตัน แต่ไม่น่าจะได้เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกในแง่ปริมาณ เพราะตัวเลขล่าสุด เดือน พ.ย.59 อินเดียส่งออกมากกว่าไทย 500,000-700,000 ตัน ส่วนในปี 60 คาดว่า ไทยน่าจะส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน เพราะข้าวไทยแข่งขันได้ดีกับข้าวของประเทศคู่แข่ง ทั้งเวียดนาม อินเดีย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ไทยเพิ่งได้รางวัลชนะเลิศระดับโลก ซึ่งจะช่วยดึงความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา และทำให้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น

ส่วน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันที่ 8 ธ.ค. นี้ กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย จัดงานแสดงความยินดีที่ข้าวหอมมะลิไทยได้รับรางวัลชนะเลิศข้าวที่ดีที่สุดในโลก จากงาน “The World Rice Conference” ที่ จ.เชียงใหม่ จัดโดย The Rice Trader ถือเป็นการเรียกศักดิ์ศรีกลับคืน ในฐานะที่ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก อร่อยที่สุดในโลก โดยจะเชิญสมาคมที่เกี่ยวข้องกับข้าว สมาคมชาวนาไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย รวมถึงสถานทูตจากประเทศที่ซื้อข้าวไทยมาร่วมงาน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับข้าวไทย และตอกย้ำถึงความเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งจะส่งผลให้มีการส่งออกได้เพิ่มขึ้นในอนาคต.

 

เตือนคนหางาน! อย่าหลงเชื่อนายหน้าเถื่อน หลอกไปทำงานยูเออี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 17:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799277

 

กรมการจัดหางาน เตือนคนหางานผ่านอินเทอร์เน็ต อย่าหลงเชื่อการชักชวนจากนายหน้าเถื่อน ให้ไปทำงานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยใช้วีซ่าท่องเที่ยว เผย ไปทำงานต้องไปอย่างถูกกฎหมาย ต้องแจ้งการเดินทางที่ด่านตรวจคนหางาน …

วันที่ 1 ธ.ค. 59 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานได้รับแจ้งจากสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศว่า ฝ่ายแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า ได้ให้การช่วยเหลือคนงานไทยให้เดินทางกลับประเทศในฐานะผู้ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งได้เดินทางไปทำงานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อย่างผิดกฎหมาย โดยใช้วีซ่าท่องเที่ยวผ่านการให้บริการจากนายหน้าจัดหางานในประเทศไทย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนใหญ่ทำงานในร้านนวด แต่เมื่อทำงานแล้วนายจ้างไม่ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนจากวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าทำงานให้ และจะยึดหนังสือเดินทางของคนงานไว้ ทำให้เป็นคนทำงานโดยผิดกฎหมาย ดังนั้น เมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงานกับนายจ้าง คนงานจะไม่กล้าแจ้งความกับหน่วยงานราชการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพราะเกรงจะถูกจับกุมดำเนินคดี ซึ่งจะถูกจำคุก ถูกปรับ และถูกเนรเทศ

กรมการจัดหางาน จึงขอแจ้งเตือนคนหางานว่า อย่าหลงเชื่อการชักชวนจากสาย หรือนายหน้าเถื่อน ให้ไปทำงานประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ ผ่านทางช่องทางต่างๆ ซึ่งเข้าถึงได้ง่าย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เป็นต้น โดยอ้างว่าสามารถจัดส่งไปทำงานได้โดยใช้วีซ่าท่องเที่ยว เพราะการไปทำงานต่างประเทศจะต้องไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และใช้วีซ่าทำงาน ไม่ใช่วีซ่าท่องเที่ยว ทั้งยังต้องแจ้งการเดินทางที่ด่านตรวจคนหางานของกรมการจัดหางาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ท่าอากาศยาน ก่อนที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ

ทั้งนี้ หากผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งเงิน หรือทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 6 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ

 

จัดเสวนา “การจัดทำแผนบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารให้มีประสิทธิภาพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 1 ธ.ค. 2559 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799262

 

บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ร่วมกับศูนย์ศึกษาการบริหารทรัพยากรกายภาพ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดเสวนา “การจัดทำแผนบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารให้มีประสิทธิภาพ” พร้อมเยี่ยมชมอาคารและวิธีการบริหารจัดการอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นอาคารที่บริหารจัดการโดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้ โดยนางพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา (กลางขวา) ผู้ช่วยผู้จัดการ – หัวหน้าสายงานบริหาร ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยวิทยากรผู้ร่วมเสวนา โดย รศ. ดร. เสริชย์ โชติพานิช (กลางซ้าย) หัวหน้าภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ และนายชาญ ศิริรัตน์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและวิศวกรรม บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด โดยงานนี้ยังมีตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยและตัวแทนจากองค์กรชั้นนำเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก จัดขึ้นที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเร็วๆ นี้

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 2.14 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,512.38 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799326

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 2.14 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,512.38 จุด มูลค่าการซื้อขาย 62,216.27 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 1 ธ.ค. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 2.14 จุด เปลี่ยนแปลง 0.14% ดัชนีอยู่ที่ 1,512.38 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 62,216.27 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน).

 

สินค้าราคาแพง ดันเงินเฟ้อ พ.ย. เพิ่ม 0.60% สูงสุดในรอบ 23 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799317

 

พาณิชย์ เผย เงินเฟ้อเดือน พ.ย. สูงขึ้น 0.60% เป็นอัตราสูงสุดในรอบ 23 เดือน ทำ 11 เดือนเพิ่ม 0.10% คาด ทั้งปี 0.0-1.0% ส่วนปี 60 โต 1.5-2.0% ห่วงค่าแรงกระทบเงินเฟ้อ 0.2-0.35% แนะคุมราคาสินค้าให้ดี …

วันที่ 1 ธ.ค.59 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน พ.ย.59 เท่ากับ 106.79 สูงขึ้น 0.60% เทียบกับเดือน พ.ย.58 ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 23 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.57 ที่สูงขึ้น 0.60% และเป็นการสูงขึ้นต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 8 ส่วนเมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.59 ลดลง 0.06% ขณะที่ เฉลี่ย 11 เดือน (เดือน ม.ค.-พ.ย.) ปี 59 สูงขึ้น 0.10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 23 เดือน เป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 1.49% สินค้าสำคัญที่ราคาแพงขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ เพิ่ม 1.33% ไข่และผลิตภัณฑ์นม เพิ่ม 1.21% ผักและผลไม้เพิ่ม 6.09% เครื่องประกอบอาหารเพิ่ม 1.43% อาหารบริโภคนอกบ้านเพิ่ม 1.03% ส่วนหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 0.11% สินค้าสำคัญราคาแพงขึ้น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง 1.52% หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 12.94% หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล เพิ่ม 0.58%

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกรายการสินค้า 450 รายการที่คำนวณเงินเฟ้อ พบว่า มีสินค้าราคาสูงขึ้น 123 รายการ เช่น หมูยอ แตงกวา มะเขือเทศ นมสด นมข้นหวาน ครีมเทียม กะทิสำเร็จรูป มะพร้าวผลแห้ง/ขูด อาหารโทรสั่ง อาหารสำเร็จรูป/แพ็กพร้อมปรุง น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างห้องน้ำ

สำหรับเงินเฟ้อทั้งปี 59 สนค. คาดการณ์ว่า ในช่วงที่เหลือของปี 59 อัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวเล็กน้อย จากการใช้จ่ายภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงปลายปี แต่ยังคงอยู่ในประมาณการที่กระทรวงพาณิชย์คาดไว้ ที่ขยายตัว 0.0-1.0% ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจไทย ขยายตัว 3.3% ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ 35-45 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 35-37 บาท/เหรียญสหรัฐฯ

ส่วนปี 60 สนค. คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวระดับ 1.5-2.0% ภายใต้สมมติฐาน คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 3.0-3.5% ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ 45-55 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนคาดว่าอยู่ที่ 35.5-37.5 บาท/เหรียญสหรัฐฯ

ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 5-10 บาท/วัน ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ม.ค.60 นั้น คาดว่า จะส่งผลให้เงินเฟ้อปี 60 ให้สูงขึ้น 0.2-0.35% โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาจสูงขึ้น 0.08% และหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.12% ซึ่งภาครัฐจะต้องดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา เพราะค่าแรงที่ปรับขึ้นเป็นเฉพาะบางจังหวัดเท่านั้น

ขณะที่ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (เงินเฟ้อพื้นฐาน) หักสินค้าอาหารสดและพลังงาน เดือน พ.ย. 59 เท่ากับ 106.89 สูงขึ้น 0.72% เทียบกับเดือน พ.ย.58 และสูงขึ้น 0.03% เทียบกับเดือน ต.ค.59 ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐาน 11 เดือนสูงขึ้น 0.74%

 

ขนส่ง มอบ 6 โครงการความปลอดภัย เป็นของขวัญปีใหม่ ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798962

 

ขนส่งทางบก เตรียมส่งมอบ 6 โครงการ ความปลอดภัยเป็นของขวัญปีใหม่ 2560 ให้ประชาชน มุ่งสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัยในการเดินทาง พร้อมเร่งสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก เตรียมมอบของขวัญปีใหม่ 2560 ให้ประชาชน ด้วยการอำนวยความสะดวก สร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยในการเดินทาง ด้วย 6 โครงการสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ที่มีการเดินทางของประชาชนเป็นจำนวนมาก

กรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จัดกิจกรรม ตรวจรถ “ฟรี” ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง ซึ่งในปีนี้ได้ขยายระยะเวลาดำเนินการรวม 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559–31 มกราคม 2560 เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่ประชาชน โดยจะให้บริการตรวจความพร้อมของรถเบื้องต้นฟรี 20 รายการ ณ จุดบริการที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ “ตรวจรถ “ฟรี” ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง”

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบก ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่ก่อนการเดินทาง จัดกิจกรรมตามโครงการรวมพลัง สร้างสำนึกดี ผู้ขับขี่ไร้แอลกอฮอล์ ส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ร่วมกับผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารสาธารณะ ควบคุม กำกับ ดูแลพนักงานขับรถในสังกัด ตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ (0%) ตลอดการเดินทาง โดยจะดำเนินการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง ทั้งที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุดจอดจุดพักรถในเส้นทางสายหลักและสายรองทั่วประเทศ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนที่ใช้บริการได้รับความสุข และเดินทางกลับภูมิลำเนาไปหาครอบครัวอย่างปลอดภัย

พร้อมทั้งเดินหน้าจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด ย้ายจุดจอดจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต สายใต้ (ปิ่นเกล้า) และเอกมัย ตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้โครงการรถตู้เข้าสถานี ร่วมทำความดี ดูแลประชาชน โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นมาตรการอำนวยความสะดวกและปลอดภัย รวมถึงสร้างการยอมรับของประชาชนและผู้ประกอบการ ผ่านการติดตามผลการปฏิบัติงานและประเมินสถานการณ์วันต่อวัน ติดตามและให้ความสำคัญทุกประเด็นปัญหา ไม่มองข้ามแม้ปัญหาเล็กน้อย เพื่อพัฒนาแก้ปัญหาจราจรรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ภายใต้การกำกับดูแลการให้บริการจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด แก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล และช่วยลดปัญหาโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ การจราจรติดขัดในพื้นที่เขตเมืองให้เป็นรูปธรรม ยกระดับการให้บริการให้มีมาตรฐานอย่างยั่งยืน

ในส่วนของการยกระดับมาตรฐานรถแท็กซี่ ได้จัดทำโครงการ TAXI OK / TAXI VIP ยกระดับแท็กซี่ทั่วไทย มั่นใจบริการคุณภาพ ออกแบบระบบการให้บริการทั้งพนักงานขับรถ เจ้าของรถ และผู้ประกอบการ ให้มีคุณภาพมาตรฐานการให้บริการ มีความปลอดภัย ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการควบคุมและส่งเสริมระบบการให้บริการ เช่น GPS Tracking และแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัย สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการใช้บริการ และเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของรถยนต์รับจ้างให้สูงขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานการขับขี่ ความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการ และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด ส่งผลให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะที่มีความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางในทุกๆ วัน

ด้านกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก ยังคงเดินหน้านำเงินรายได้จากการประมูลทะเบียนรถเลขสวยส่วนหนึ่งมาจัดสรรเป็นค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือเพื่อการยังชีพแก่ผู้พิการที่ประสบภัยทางถนน อาทิ ขาเทียม แขนเทียม รถนั่งสำหรับผู้พิการ เตียงนอน รถสามล้อโยก ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 ภายใต้โครงการ Happiness for All: ความสุขทั่วไทย ส่งความปลอดภัยให้ทุกคน โดยจะเริ่มมอบอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการตั้งแต่ เดือนมกราคม 2560 เป็นต้นไป.

 

ช็อก!! กลุ่ม ‘หมอเสริฐ’ ฮุบ ช่องวัน 31 ทุ่ม 1.91 พันล้าน ถือหุ้น 50%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 12:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798966

 

“แกรมมี่-ถกลเกียรติ” ลดสัดส่วนถือหุ้น ทีวีดิจิตอลช่องวัน 31 ดึงกลุ่มปราสาททองโอสถ เข้าถือหุ้น 50% เงินลงทุน 1.91 พันล้าน แบ่งจ่าย 2 งวด ก.พ.และ พ.ค.ปีหน้า…

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. มีรายงาน บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ได้เข้าร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งท่ี 10/2559 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2559 โดยบมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และกลุ่มนายถกลเกียรติ วีรวรรณ จะลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (วัน เอ็นเตอร์ไพรส์) ซึ่งทำธุรกิจทีวีดิจิตอลช่อง ONE พร้อมดึงบริษัท ประนันท์ภรณ์ จำกัด ซึ่งมีนางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เข้ามาถือหุ้นในวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ อีก 50%

ทั้งนี้ บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ แจ้งว่า วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จะเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกจำนวน 1.91 พันล้านบาท โดยออกหุ้นใหม่ 19.05 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 100 บาท ซึ่งจะทำให้วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ มีทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็น 3.81 พันล้านบาท สำหรับการเพิ่มทุนจะแบ่งเป็น 2 ครั้งในวันที่ 28 ก.พ.60 และวันที่ 31 พ.ค.60 โดยเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะถือหุ้นลดลงเหลือ 25.50% จากเดิม 51%

ส่วนกลุ่มนายถกลเกียรติ จะถือหุ้นลดลงเหลือ 24.50% จากเดิม 49% ส่วนบริษัท ประนันท์ภรณ์ จะเข้ามาถือหุ้น 50% ด้วยการใส่เงินลงทุนเข้ามาทั้งสิ้น 1.91 พันล้านบาท ซึ่งผู้ถือหุ้นทุกฝ่ายจะเข้าร่วมรับภาระค้ำประกัน และภาระหนี้ของกลุ่มวัน เอ็นเตอร์ไพรส์

ที่ผ่านมา วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ เป็นผู้ถือหุ้น 100% ในช่อง ONE 31 ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการการบริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ หมวดหมู่ความคมชัดสูง (HD) จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ.

 

ทองเปิดตลาดร่วง 250 ก่อนปรับครั้งที่ 2 ขึ้น 50 รูปพรรณขาย 20,350

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 09:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798696

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 1 ธ.ค. ลดลง 250 บาท ก่อนปรับครั้งที่ 2 ขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,750 ขายออกบาทละ 19,850 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,389.64 ขายออกบาทละ 20,350 บาท …

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ราคาลดลง 250 บาท จากนั้นในเวลา 09.34 น. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทอง ครั้งที่ 2 ปรับขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,750.00 บาท ขายออกบาทละ 19,850.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,389.64 บาท ขายออกบาทละ 20,350.00 บาท.

 

พริตตี้ชุดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ธ.ค. 2559 07:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798602

 

พริตตี้ค่ายรถยนต์แต่งชุดไทยยืนต้อนรับผู้มาชมงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33ที่อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่าง 1-12 ธ.ค. มีรถยนต์หรู 37 แบรนด์ มาร่วมโชว์และมีผู้มาเดินชมนวัตกรรมยานยนต์คับคั่ง.

 

ไปรษณีย์ไทยเตือนประชาชน ไม่มีนโยบายเก็บเงินผ่านบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798566

 

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างโอนเงินค่าพัสดุกรณีที่มีพัสดุตกค้าง ณ ที่ทำการไปรษณีย์ โดยให้โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร เพื่อนำพัสดุออกจากที่ทำการไปรษณีย์นั้น ไปรษณีย์ขอชี้แจงว่า ไม่มีนโยบายการเรียกเก็บเงินผ่านบัญชีธนาคารเพื่อนำพัสดุออกจากที่ทำการไปรษณีย์ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น จึงขอเตือนผู้ใช้บริการและประชาชนอย่าตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพอย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างเป็นตัวแทนจากไปรษณีย์ ที่ใช้โทรศัพท์ไปแจ้งการให้โอนเงินเพื่อนำพัสดุออกจากที่ทำการไปรษณีย์ เพราะเป็นการหลอกลวงของพวกมิจฉาชีพ หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ใกล้บ้าน หรือสอบถามได้ที่โทร.1545

“ขณะนี้มีกลุ่มไม่หวังดี มิจฉาชีพ ไปหลอกลวงประชาชน หลอกขอข้อมูลส่วนตัว และหลอกให้โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารแล้วแจ้งว่าจะสามารถนำพัสดุออกจาก ที่ทำการไปรษณีย์ให้ได้ โดยเฉพาะพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศนั้น ขอยืนยัน ว่าไม่เป็นความจริง และไม่มีนโยบายเรียกเก็บเงินผ่านบัญชีธนาคารโดยเด็ดขาด”.