7 ทหาร ทอ. ปั่นจักรยานจากภาคใต้กราบพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250075

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, ร.9, พระราชา, ทอ., 7 ทหาร, ทหาร, ปั่น, จักรยาน, จาก, ภาคใต้, กราบ, พ่อหลวง, ทหารของพระราชา, ปั่นไปกราบพ่อของแผ่นดิน
คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, ร.9, พระราชา, ทอ., 7 ทหาร, ทหาร, ปั่น, จักรยาน, จาก, ภาคใต้, กราบ, พ่อหลวง, ทหารของพระราชา, ปั่นไปกราบพ่อของแผ่นดิน
คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, ร.9, พระราชา, ทอ., 7 ทหาร, ทหาร, ปั่น, จักรยาน, จาก, ภาคใต้, กราบ, พ่อหลวง, ทหารของพระราชา, ปั่นไปกราบพ่อของแผ่นดิน

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 24 พ.ย. 2559

7 ทหาร ทอ. ปั่นจักรยานจากภาคใต้กราบพ่อหลวง

7ทหาร ทอ. ปั่นจักรยานจากภาคใต้ กราบพ่อหลวง ร.9 ร่วมพันกิโล ลั่นขอทำหน้าที่ข้าของแผ่นดินให้สมเกียรติกับคำว่า “ทหารของพระราชา”

          24 พ.ย.59 –  ที่ท้องสนามหลวง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักปั่นจักรยานของกองทัพอากาศ (ทอ.) จากกองบินทางภาคใต้ (กองบิน 56 สงขลา, กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี และกองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์) ร่วมกิจกรรม “ปั่นไปกราบพ่อของแผ่นดิน” ระยะทางกว่า 1,000 กม. ได้ปั่นจักรยานมาถึงยังท้องสนามหลวงในเวลาประมาณ 10.00 น. ซึ่งออกเดินทางจาก บน.56 ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา รวมระยะเวลา 9 วัน โดยกลุ่มนักปั่นจักรยานของกองทัพอากาศ (ทอ.) ยังร่วมแจกจ่ายอาหารให้แก่ประชาชน ณ จุดบริการประกอบเลี้ยงของ ทอ. โดยตั้งเต้นท์ให้บริการอยู่บริเวณสนามหลวงฝั่งทิศเหนือของสนามหลวง ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

         น.อ.อ.นพดล โพธิ์สง่า รองผอ.กองการภาพและผลิตสื่อ สำนักกิจการพลเรือนและประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศดอนเมือง กทม. ปั่นนำขบวนเข้าสู่ท้องสนามหลวง กล่าวว่า ตนเดินทางไปรับเหล่านักปั่น ในเวลา 07.00 น. โดยเริ่มต้นตั้งแต่สายใต้ใหม่ เนื่องจากว่ากลุ่มนักปั่นไม่ทราบเส้นทาง เกรงว่าจะขับอ้อมและอาจมาถึงช้ากว่าเวลาที่กำหนดเอาไว้ ทั้งนี้เหล่านักปั่น ประกอบด้วย ทหารจาก บน.56 ได้แก่ 1.ร.อ.วิริยะ แสงทอง 2.ร.อ.ปัญญา แจ่มใส 3.พ.อ.อ.ประสิทธิ์ บุญบางขันธ์ 4.พ.อ.อ.ปฐมพงศ์ เกรียงศักนุกูล 5.จ.อ.สกล เพ็ชรบูรณ์ 6.จ.ต.พุทธิพงษ์ แผ้วชนะ และ 7. พ.อ.อ.หญิง นันทพร ศรีวังแก้ว

ขณะที่พ.อ.อ.หญิง นันทพร ศรีวังแก้ว กล่าวว่า แม้ตนจะเป็นผู้หญิงคนเดียวในทีม แต่ก็ใช้ความสามารถและแรงกายที่มี ทำจนสำเร็จ ตนไม่คาดคิดด้วยว่าการเดินทางในครั้งนี้จะสร้างมิตรภาพระหว่างทางได้มากมาย โดยตนเริ่มเข้าร่วมขบวนปั่นจาก บน.7 ในวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่จุดเริ่มต้นในกิจกรรมนี้อยู่ที่ บน.56 ที่หาดใหญ่ ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยประชาชนที่ทราบว่าพวกตนเดินทางผ่านถนนเส้นใด ก็จะนำอาหารและนำดื่ม มารอแจกให้ สิ่งนี้ถือเป็นการสร้างกำลังใจให้พวกเรา และยังสร้างแรงบันดาลใจในการปั่นอย่างสมเกียรติให้แก่เหล่าทหารกล้า โดยในทุกๆ 30 กม. จะหยุดพัก 1 ครั้ง หรือถ้าในระยะทางดังกล่าวยังไม่พบจุดพักรถตามปั๊มน้ำมัน เราก็จะปั่นต่ออีกสักระยะหาจุดพักรถ เพื่อหยุดพักเหนื่อย แล้วค่อยออกเดินทางต่อในภายหลัง

“กิจกรรมนี้ถือเป็นความสมัครใจของทหารกล้าทั้งหมด 7 คน และพี่ที่นำขบวนอีก 1 คน หากไม่ทำตอนนี้ เราก็มีไม่มีโอกาสแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ เพราะตลอดระยะทางประชาชน ได้ฝากความหวังมากับนักปั่น ด้วยความที่เราเป็นทหาร เราแข็งแรง ถือความตั้งใจของเราเป็นที่หนึ่ง ซึ่งระยะทางรวม 1,053 กม. เจอทั้งลม แดด เหนื่อยสุดๆ แต่ก็ไม่ท้อ มีพี่น้องประชาชนเป็นกำลังใจ เขาบอกว่าไม่มีโอกาสได้ไป ขอฝากกราบพ่อหลวงด้วย ยิ่งทำให้เราต้องทำหน้าที่ข้าของแผ่นดินให้สมเกียรติ กับคำว่า ทหารของพระราชา” พ.อ.อ.หญิง นันทพร กล่าว

 

หวั่น! รัฐออกม.44คุมสื่อให้มีใบอนุญาต-จนท.รัฐร่วมกำกับองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250073

รัฐออก, หวั่น! รัฐออกม.44คุมสื่อให้มีใบอนุญาต-จนท.รัฐร่วมกำกับองค์กร, ข่าวการเมืองคมชัดลึก, สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), การจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ของกมธ.ฯปฏิรูปสื่อฯ, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, หวั่น

การเมือง  : 24 พ.ย. 2559

หวั่น! รัฐออกม.44คุมสื่อให้มีใบอนุญาต-จนท.รัฐร่วมกำกับองค์กร

“อนุกมธ.ฯปฏิรูปสื่อฯ” แฉ “มีบุคคล” ไม่พอใจบทลงโทษสื่อ แค่ปรับตามร่างกม.คุมจริยธรรมสื่อฯ หวัง ให้สื่อมีใบอนุญาต-ส่งจนท.รัฐร่วม กก.วิชาชีพ หวั่นใช้ ม.44 คลอดมาตรก

          24  พ.ย.59 – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สถาบันอิศราฯ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมจัดงานสัมมนายุทธศาสตร์เพื่ออนาคตวารสารศาสตร์ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2559 โดยมีเวทีวิพาษ์ เรื่อง “ขบวนการปฏิรูปสื่อ” ซึ่งมีนักวิชาการ ผู้ที่เกี่ยวข้องในงานด้านสื่อสารมวลชนเข้าร่วมเวที

โดยนายจักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการควบคุมจริยธรรมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ฐานะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดเผยว่า การจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ของกมธ.ฯปฏิรูปสื่อฯ ซึ่งได้ปรับมาจากข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นั้นพยายามจัดทำเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงมากที่สุด

โดยกระบวนการกำกับดูแลสื่อมวลชนนั้นได้เน้นในเป้าหมายของการขับเคลื่อนให้ได้จริง แม้จะมีบทกำหนดโทษไว้ แต่เป็นเพียงโทษปรับเท่านั้น อย่างไรก็ดีในการจัดทำร่างกฎหมายดังกล่าวมีบุคคลซึ่งตนขอเรียกว่า เขาแสดงความไม่พอใจ เพราะบทลงโทษนั้นอ่อนเกินไป นอกจากนั้นแล้วในช่วงก่อนที่จะทำร่างกฎหมายดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์มีการนำเสนอแนวคิดให้ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และส่วนของโครงสร้างองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนตามร่างกฎหมายนั้น ต้องการเพิ่มตัวแทนเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้าเป็นกรรมการร่วมกับตัวแทนสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมด้วยอย่างน้อย 3 ตำแหน่ง

          “ผมยอมรับว่า สื่อมวลชนมีวิกฤตเรื่องความรับผิดชอบ ทำให้คนทั่วไป เข้าใจว่า ต้องใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จในการควบคุมสื่อฯ สิ่งที่ผมกังวลอย่างมากคือแนวคิดการมีใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและให้มีตัวแทนรัฐเข้ามาในสภาวิชาชีพ จะไปปรากฎในมาตรา44 หากเป็นเช่นนั้นเราจะไม่มีโอกาสโต้แย้งได้ และหากเกิดขึ้นจริง ผมสู้เต็มที่” นายจักร์กฤษ กล่าว

ขณะที่นายชวรงค์ ลิป์ปัทมปาณา ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ขณะที่การปฏิรูปสื่อมวลชนนั้น ตนเชื่อมั่นว่า การออกกฎหมายในแนวทางให้สื่อมวลชนกำกับกันเอง เพื่อดูแลมาตรฐานด้านจริยธรรม และกำกับการทำงานในลักษณะการตรวจการสื่อมวลชน ทั้งนี้ ทางองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเตรียมประกาศแนวทางผู้ตรวจการสื่อมวลชน ในวันที่ 17 ม.ค. นี้ และจะมีการแถลงรายละเอียด ดังนั้นตนเชื่อว่า แนวทางดังกล่าวจะสามารถช่วยยกมาตรฐานการจริยธรรมของสื่อมวลชนได้มากกว่าการกำกับโดยหน่วยงานรัฐ

ด้านนายภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฐานะอดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวถึงข้อเสนอต่อการปรับรูปแบบการตรวจสอบกันเองของสื่อมวลชน ว่า กรณีที่สภาการฯ ตรวจสอบสื่อมวลชนที่ถูกร้องเรียนว่า รับเงินจากบริษัทยักษ์ใหญ่ ตามที่ออกแถลงการณ์ไปก่อนหน้านั้น ควรปรับรูปแบบการนำเสนอเพื่อให้เกิดความชัดเจนในเนื้อหา โดยควรสรุปว่า บุคคลใดที่ให้ความร่วมมือและผลสอบสวนนั้นปรากฎข้อเท็จจริงว่ารับเงินจริงหรือไม่ หรือชี้ว่าอะไรขาว หรืออะไรดำ แม้จะไม่เปิดเผยชื่อก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้สังคมเห็นว่ากลไกการควบคมกันเองนั้นสามารถทำได้จริง แต่กรณีเนื้อหาของแถลงการณ์นั้นสรุปว่าหลักฐานที่ปรากฎไม่สามารถอ้างอิงได้ เชื่อว่าจะถูกประชาชนมองว่าสภาการฯ ไม่สามารถควบคุมกันเองได้จริง

ขณะที่นายชวรงค์ ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า ตามแถลงการณ์เรื่องผลสอบไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ เพราะจะมีปัญหาทางกฎหมาย แต่หากอ่านเนื้อหาของแถลงการณ์จะพบรายละเอียดทั้งส่วนผู้ที่มาให้ข้อมูล หรือส่วนที่ไม่สามารถมาให้ข้อมูลได้ ดังนั้นหากมีผู้ใดที่อยากทราบรายละเอียดสามารถสอบถามตนได้โดยตรง ทั้งนี้ตนยังเชื่อในกระบวนการกำกับกันเอง ที่มีมากกว่า 20 ปีว่า กระบวนการตรวจตสอบกันเองนั้นจะสามารถทำได้จริง

 

สปท.แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี 30 พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250069

คำนูณ, สปท., 1 ปี, 30 พ.ย., การเมือง, คมชัดลึก, แถลง, ผลงาน, ครบรอบ, สปทแถลงผลงานครบรอบ

การเมือง  : 24 พ.ย. 2559

สปท.แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี 30 พ.ย.

สปท.เตรียมแถลง “1 ปี สปท.108 เรื่องการปฏิรูป” 30 พ.ย.นี้

            24 พ.ย.59 – นายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) แถลงผลการประชุมวิป สปท.ว่า คณะกรรมาธิการฯเห็นควรให้จัดงานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของ สปท. ครบรอบ 1 ปี ภายใต้ชื่อ “1 ปี สปท.108 เรื่องการปฏิรูป” ในวันที่ 30 พ.ย. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ 213-216 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 โดย ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.จะเป็นผู้กล่าวสรุปผลการดำเนินงานของ สปท.ในตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

นายคำนูณ กล่าวว่า ส่วนการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันจันทร์ที่ 28 พ.ย.มีวาระการพิจารณารายงานการปฏิรูป จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง“แผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์” ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ  เรื่อง “ผลการศึกษาและข้อสังเกตร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สำหรับวันอังคารที่  29 พ.ย. ที่ประชุมมีมติให้งดการประชุม เนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ขอความร่วมมือใช้ห้องประชุมเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาล

 

สนช.รับหลักการแก้ไข กม. เพิ่มค่าปรับคดีอาญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250068

ปธ.สนช., พรเพชร, คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, ต่ำ, ปรับ, โทษ, พนัน, กม., สนช., รับ, หลักการ, แก้ไข, เพิ่ม, ค่าปรับ, คดีอาญา, สนชรับหลักการแก้ไข, เพิ่มค่าปรับคดีอาญา

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 24 พ.ย. 2559

สนช.รับหลักการแก้ไข กม. เพิ่มค่าปรับคดีอาญา

สนช.รับหลักการแก้ไขกฎหมายเพิ่มค่าปรับคดีอาญา พร้อมเสนอ รบ.พิจารณาคดีการพนัน โทษปรับต่ำ แต่การจับกุมใช้กำลังเจ้าหน้าที่มาก

 

24 พ.ย. 59 – เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธาน โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่….) พ.ศ. (แก้ไขอัตราโทษในภาค 2 ความผิด) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ชี้แจงว่า ร่าง พ.ร.บ.เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับอัตราโทษปรับและการบังคับโทษปรับ โดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2558 ซึ่งได้แก้ไขอัตราโทษปรับสำหรับความผิดลหุโทษในภาค 3 เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า ทำให้อัตราโทษปรับสำหรับความผิดลหุโทษเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อัตราโทษปรับสำหรับความผิดในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม อีกทั้งอัตราโทษปรับในความผิดภาค 2 ใช้บังคับมานานแล้ว ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ทำให้การลงโทษไม่เกิดประสิทธิภาพ จึงสมควรปรับปรุงอัตราโทษปรับในภาค 2 ความผิดโดยเพิ่มอัตราโทษปรับในสัดส่วนอัตราโทษจำคุก 1 ปีต่ออัตราโทษปรับ 2 หมื่นบาท

นายวิษณุ กล่าวว่า หลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มี 3 เรื่อง คือ1.แก้ไขเพิ่มเติมให้การอายัดสิทธิเรียกร้องแทนค่าปรับ มีกำหนดเวลาบังคับใช้ 5 ปีนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด 2.ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งทางร่างกายและจิตใจ จากเดิมที่ระวางโทษจำคุก ก็แก้ไขเป็นทั้งจำคุกและปรับ เพื่อให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจกว้างขวางมากขึ้น และ 3.แก้ไขอัตราโทษปรับในบทบัญญัติต่างๆ ในภาค 2 ความผิดแห่งประมวลอาญา โดยเพิ่มอัตราโทษปรับในสัดส่วนอัตราโทษจำคุก 1 ปีต่ออัตราโทษปรับ 2 หมื่นบาท โดยขอให้มีการจัดทำรายละเอียดตัวร่างมาตราที่มีการปรับเปลี่ยนให้มาอยู่ในบัญชีเดียวกัน โดยไม่ต้องทำรายมาตราเพราะจะยากและใช้เวลานาน

          จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกได้อภิปราย โดยนายพรเพชร ได้ฝากข้อสังเกตไปยังรัฐบาลว่า มีคดีประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการพนัน โทษปรับยังต่ำมาก แต่การจับกุมใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากแต่ได้ค่าปรับกลับมาน้อยมาก จึงขอฝากให้รัฐบาลไปพิจารณา ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการวาระที่ 1 ด้วยคะแนน 195 เสียง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 15 คน เพื่อแปรญัตติภายใน 7 วัน และพิจารณาภายใน 30 วัน.

หมุดชี้วันเลือกตั้ง คือความพร้อมพรรคที่ปรับระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250061

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, กรธ., กฎหมาย, โรดแม๊พ, เลือกตัั้ง, พรรคการเมือง, สอดคล้อง, หมุด, ชี้, วัน, เลือกตั้ง, คือ, ความพร้อม, พรรค, ที่, ปรับ, ระบบ, หมุดชี้วันเลือกตั้ง, มีชัย

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 24 พ.ย. 2559

หมุดชี้วันเลือกตั้ง คือความพร้อมพรรคที่ปรับระบบ

“มีชัย” ระบุโร้ดแม๊พทำกฎหมายลูกยังเหมือนเดิม ปัดตอบเปลี่ยนโร้ดแม๊พเลือกตั้ง พร้อมชี้หมุดกำหนดวันเลือกตั้ง คือ วันที่พรรคทำระบบภายใน ให้สอดคล้องกติกาใหม่

 

24 พ.ย. 59 – นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้ฝ่ายเลขานุการ กรธ. ได้นำเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ไปปรับแก้ไขถ้อยคำบางประเด็นให้มีความสมบูรณ์ ครบถ้วนก่อนเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งคาดว่า ภายใน 1-2 วันจะได้ข้อยุติและเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนส่งความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมมายังกรธ. ให้ปรับปรุงเนื้อหาให้ดีกว่าฉบับที่จัดทำเป็นเบื้องต้น ขณะที่เนื้อหาเบื้องต้นที่ปรับปรุงไปแล้ว คือ การจัดตั้งพรรคการเมืองและระยะเวลาหาสมาชิกพรรค จากเดิมที่กำหนดให้พรรคหาสมาชิกพรรคให้ได้จำนวน 5,000 คนภายใน 1 ปี แต่มีผู้ท้วงติงว่าจำนวนน้อยเกินไป กรธ.จึงปรับว่า ให้พรรคหาสมาชิกให้ได้ 20,000 คนภายในระยะเวลา 4 ปี นอกจากนั้นแล้วยังมีบทบัญญัติที่ให้สิทธิผู้ก่อตั้งพรรคและสมาชิกพรรคฯเข้ามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของพรรค ด้วยการจ่ายค่าสมาชิกพรรค ขณะที่พรรคการเมืองที่จัดตั้งใหม่ ซึ่งกำหนดให้มีผู้ริเริ่ม 500 คนนั้น กำหนดให้ต้องจ่ายเงินเป็นทุนประเดิม จำนวน 2,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และให้สิทธิผู้ที่จ่ายเงินดังกล่าวต้องเข้าไปมีส่วนร่วมการกำกับพรรคการเมืองและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ขณะที่การบริจาคเงินของบุคคลทั่วไปนั้น สามารถทำได้ แต่กำหนดตัวเลขให้ไม่เกิน สิบล้านบาท และต้องมีการเปิดเผยรายชื่อและจำนวนเงินที่บริจาคด้วย

          นายมีชัย กล่าวด้วยว่า มีประเด็นสำคัญที่กรธ.ต้องการรับฟังความเห็นจากพรรคการเมือง คือ บทที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องปรับปรุงระบบสมาชิกพรรค โดยเบื้องต้น กรธ. กำหนดให้พรรคการเมืองทั้งที่ดำเนินการปัจจุบันปรับปรุงระบบสมาชิก ภายใน 150 วัน หรือ 5 เดือนหากทำไม่แล้วเสร็จภายในเวลาดังกล่าวสามารถขยายเวลาได้ แต่ต้องจำนวนรวมไม่เกิน 3 ปี โดยระหว่างนั้นที่ยังทำไม่แล้วเสร็จพรรคไม่มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ อย่างไรก็ดีในร่างกฎหมายยังให้การรองรับสมาชิกพรรคการเมืองของพรรคที่ทำกิจกรรมอยู่ในปัจจุบัน โดยจะไม่รื้อระบบใดๆ เพียงแต่พรรคการเมืองต้องจัดทำระบบ โดยเฉพาะการเก็บค่าสมาชิกพรรคการเมือง ตามที่ข้อบังคับพรรคการเมืองกำหนด ทั้งนี้ตนมองว่าการทำระบบสมาชิกพรรคให้ทันสมัยนั้นไม่เป็นปัญหา ยกเว้นบางพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรคไม่ครบจำนวนและเข้าข่ายที่จะถูกยุบพรรค

“รายละเอียดของเนื้อหาที่เขียนไว้จะระบุส่วนที่พรรคการเมืองเก่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ ซึ่งจะระบุลำดับและขั้นตอนไว้ ให้ทำอะไรภายในกี่วัน โดยจะบอกหมด ซึ่งประเด็นนี้ กรธ.จะนำไปรับฟังความเห็นพรรคการเมือง ว่า ระยะเวลาที่ให้นั้น สั้นไป หรือยาวไป หรือควรปรับแก้ไขอย่างไร ซึ่งเราจะปรับแก้ไขให้ ไม่ฝืนใจ” นายมีชัย กล่าว

ประธานกรธ. กล่าวด้วยว่า สำหรับปฏิทินทำร่างกฎหมายลูกของกรธ.นั้นยังเป็นไปตามโร้ดแม็พ ส่วนการกำหนดการเลือกตั้งนั้นเป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะกำหนด โดยพิจารณาจากการทำร่างกฎหมายลูกแล้วเสร็จ อย่างไรก็ดีการกำหนดช่วงเลือกตั้งนั้นจะขึ้นอยู่กับ ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองและการเตรียมระบบของพรรคให้ครบถ้วน เช่น กรณีที่ให้เวลาพรรคทำระบบสมาชิกพรรคภายใน 150 วัน แต่เมื่อทำไปได้เพียง 120 วัน กลับประกาศเลือกตั้ง แบบนี้ก็เจ๊ง เพราะพรรคการเมืองไม่สามารถส่งสมัครเลือกตั้งได้ ดังนั้นต้องพิจารณาการทำงานให้เสร็จด้วย ซึ่งกฎหมายลูกนี้สามารถปรับเวลาได้ แต่ไม่ได้ปรับเพื่อถ่วงการเลือกตั้ง แต่ปรับเพื่อให้ทำงานได้

นายมีชัย ยังให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่าระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้พรรคเสียงข้างมากไม่ได้เป็นรัฐบาล ว่า กรณีดังกล่าวเข้าใจว่าเป็นการเปรียบเทียบระหว่างคะแนนนิยมของประชาชนที่ให้กับพรรคการเมือง กับการเลือกตั้ง ส.ส.เขต ซึ่งตนมองว่ากรณีที่นายวิษณุระบุนั้นในประเทศไทยเป็นไปได้ยาก เพราะของประเทศไทย จะมี ส.ส. เป็นผู้โหวตเลือกผู้นำรัฐบาล และพรรคเสียงข้างมากในสภาฯ จะได้เป็นรัฐบาล แต่หากเกิดกรณีที่พรรคเสียงข้างมากเลือกบุคคลอื่นมาเป็น นายกฯ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้.

 

ทายาท “ณ ป้อมเพชร” ฟ้องอาญา “ศักดิ์ชัย กาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250056

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 24 พ.ย. 2559

ทายาท “ณ ป้อมเพชร” ฟ้องอาญา “ศักดิ์ชัย กาย”

ทายาทตระกูลดัง “ณ ป้อมเพชร” ส่งทนายฟ้องกลับคดีอาญา “ศักดิ์ชัย กาย” บก.นิตยสารดัง ปลอมพินัยกรรม- เบิกความเท็จในศาล ทนาย เผยต้องยื่นฟ้องอาญา หลัง อดีตบก.ดังฟ้อง

24 พ.ย.59 – นายเรืองศักดิ์ สุขเสียงศรี ทนายความรับมอบอำนาจนายธีรวัต ณ ป้อมเพชร ทายาทของนายวิวรรธน์ ณ ป้อมเพชร อดีตเอกอัครราชทูต ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายศักดิ์ชัย กาย บรรณาธิการนิตยสารดังและนักจัดดอกไม้ชื่อดัง เป็นจำเลย ในความผิดฐาน เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล , นำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี , ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 , 180 , 264 และ 268

โดยศาลอาญา รับคดีไว้ในสารบบความหมายเลขดำ อ.3830/2559 และนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 15 พ.ค.2560 เวลา 09.00 น.

ภายหลัง นายเรืองศักดิ์ สุขเสียงศรี ทนายความรับมอบอำนาจทายาทตระกูลดัง กล่าวว่า มูลเหตุการฟ้องคดีสืบเนื่องจาก ระหว่างปี 2548 – 2549 นายศักดิ์ชัย กาย ได้อ้างถึงหนังสือฉบับหนึ่งระบุว่าเป็นพินัยกรรม ได้ร่วมกันทําหนังสือฉบับหนึ่ง ระบุว่า เป็นพินัยกรรมของนายวิวรรธน์ ณ ป้อมเพชร ซึ่งยกที่ดินไร่มูลค่ากว่า 300 ล้านบาทและทรัพย์สินอื่นอีกให้กับศักดิ์ชัย โดยกรณีดังกล่าวนายธีรวัต ณ ป้อมเพชร ได้ยื่นฟ้องนายศักดิ์ชัย กาย เป็นคดีแพ่งขอให้ศาลแพ่งวินิจฉัยเพิกถอนพินัยกรรมและทำลายพินัยกรรมฉบับนั้นโดยมีการสู้คดีกันยาวนานถึง 9 ปีแล้วศาลฎีกา จึงมีคำพิพากษาว่าไม่น่าเชื่อว่าลายมือชื่อในพินัยกรรมเป็นของนายวิวรรธน์ ดังนั้นศาลฎีกาตัดสินให้พินัยกรรมฉบับที่ศักดิ์ชัย อ้างนั้น เป็นโมฆะ

นายเรืองศักดิ์ กล่าวอีกว่า ฝ่ายเราก็ได้หยุดดำเนินการไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นกับนายศักดิ์ชัย หรือไม่คิดจะฟ้องกลับด้วย แต่ปรากฏว่าหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วประมาณ 1 เดือน กลับมีหนังสือจากทนายความแจ้งมาว่าให้ทายาทของนายวิวรรธน์ ดำเนินการแบ่งทรัพย์สินตามพินัยกรรมฉบับใหม่ที่นายศักดิ์ชัย กาย อ้างมา ซึ่งเราตรวจดูแล้วก็สงสัยว่าพินัยกรรมนั้นเป็นฉบับลงวันที่เดียวกันและมีข้อความเหมือนกันกับฉบับที่ถูกศาลฎีกาสั่งเพิกถอน แต่ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาระหว่างการต่อสู้คดีกลับไม่เคยมีการอ้างถึง ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถูกเปิดอ่านที่ไหนก็ไม่รู้ ทำที่ไหนก็ไม่มีใครรู้ โดยฝ่ายเราก็ยังไม่ได้ดำเนินการอะไรระหว่างการตรวจสอบ แต่กลับปรากฏว่าเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา นายศักดิ์ชัย กาย ได้ให้ทนายความไปยื่นฟ้องนายธีรวัต เป็นคดีแพ่ง ต่อศาลแพ่งอีก เพื่อให้มีการจัดการทรัพย์สินตามพินัยกรรม ดังนั้นหากเราไม่ดำเนินการก็จะเป็นปัญหาอีกว่าจะมีการอ้างถึงพินัยกรรมฉบับอื่นๆ อีกหรือไม่

ทนายความรับมอบอำนาจทายาทตระกูลดัง กล่าวอีกว่า สำหรับคดีแพ่งที่นายศักดิ์ชัย กาย เพิ่งยื่นฟ้อง นายธีรวัต นั้น ศาลแพ่งจะเริ่มพิจารณาคดีในวันที่ 26 ธ.ค.นี้ เวลา 13.30 น. ซึ่งศาลยังไม่ได้แจ้งว่าจะนัดให้มีการไกล่เกลี่ยระหว่างคู่ความหรือไม่ คดีจึงจะดำเนินการสืบพยานไปตามกระบวนการก่อน ส่วนคดีอาญาระหว่างเรากับนายศักดิ์ชัย กาย คงมีคดีที่ยื่นฟ้องใหม่นี้ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับเอกสารเพียงคดีเดียว.

<

สนช.คึกคักซื้อข้าวช่วยชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250052

กรธ., บริโภค, โครงการ, ซึื้อ, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, คึกคัก, ซื้อ, ข้าว, ช่วย, ชาวนา, โครงการซื้อข้าวเก็บไว้บริโภค

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 24 พ.ย. 2559

สนช.คึกคักซื้อข้าวช่วยชาวนา

สนช.คึกคักซื้อข้าวช่วยชาวนา ตาม “โครงการซื้อข้าวเก็บไว้บริโภค”

 

24 พ.ย. 59 – คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สนช.และอนุกรรมการดำเนินงานโครงการสมาชิกสนช.พบประชาชน ณ สนามหลวง จัดโครงการซื้อข้าวเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน หรือให้เป็นของฝาก หรือแจกผู้ยากไร้ ที่บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 2 โดยมีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนที่สอง เป็นประธาน พร้อมกล่าวว่า โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือรัฐบาล ซึ่งสนช.ถือเป็นส่วนหนึ่งของในการช่วยกันบริหารประเทศ เมื่อเกิดสถานการณ์ราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะข้าว ทางสนช.จึงหารือร่วมกันและให้คณะกรรมาธิการทั้ง 3 ชุดร่วมมือกันดำเนินการ โดยมีแนวคิดที่จะให้กักตุนข้าวไว้บริโภค และเป็นการช่วยดึงข้าวออกจากมือชาวนาด้วย ซึ่งในวันนี้เป็นการนำข้าวมาจากจังหวัดอุตรดิตถ์จำนวน 7 ตัน โดยข้าวหอมมะลิถุงละ 5 กก.ราคา 140 บาท ข้าวขาวปทุม 1 ถุงละ 5 กก.ราคา 80 บาท ทั้งนี้ จะเปิดขายทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์โดยจะหมุนเวียนข้าวมาจากจังหวัดต่างๆ ทั้งนี้มีสมาชิกสนช. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ร่วมอุดหนุนซื้อข้าวกันคึกคัก.

 

“ประวิตร” ยันไม่เปลี่ยนแปลงโรดแมปเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250053

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, สื่อ, ซัด, ปัจจัย, โรดแมป, เปลี่ยนแปลง, ประวิตร, ยัน, ไม่เปลี่ยนแปลง, โรด, เลือกตั้ง, ประวิตร

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 24 พ.ย. 2559

“ประวิตร” ยันไม่เปลี่ยนแปลงโรดแมปเลือกตั้ง

“ประวิตร” ซัดสื่อเขียนข่าวกันเอง ยันไม่มีปัจจัยอะไรให้เปลี่ยนแปลงโรดแมปเลือกตั้ง แต่ออกตัวหากเสียหายแล้วจะเลือกตั้งทำไม

 

24 พ.ย. 59 – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งออกไปว่า ไม่เห็นมีใครมาประกาศบอกให้เลื่อนเลย ที่เป็นข่าวออกมาใครเป็นคนพูด สื่อเป็นคนเขียนแล้วเอาข่าวมาถามตน ทั้งที่สื่อเขียนกันเองแท้ๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า โรดแมปยังเป็นอย่างเดิมหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า แล้วรัฐบาลเคยเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เมื่อถามต่อว่า มีปัจจัยอะไรให้เปลี่ยนแปลงโรดแมปหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นมีอะไรเลย เมื่อถามย้ำว่า มีการวิเคราะห์ว่ามีเหตุสำคัญหลายเรื่องทำให้จำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นในแต่ละวันแต่ละเดือนไป ถ้ามันจำเป็นเลือกตั้งได้เขาก็เลือก ถ้าเลือกไม่ได้จะไปเลือกทำไมให้เสียหาย แต่ว่าไม่มีอะไรที่เขาจะเปลี่ยนแปลง รัฐบาลไม่เคยคิดเลย มีแต่พวกสื่อที่คิดเปลี่ยนกันทุกวัน

          เมื่อถามว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าภายหลังการเลือกตั้งของไทยจะมีเหตุการณ์ชุมนุมคล้ายกับสหรัฐอเมริกานั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้เลือกตั้งจึงยังไม่ประเมินอะไร ไปประเมินเรื่องที่ยังไม่ถึงทำไม อย่าเอาคนอื่นมาเกี่ยวข้อง.

 

“บิ๊กป้อม”ไฟเขียว“บิ๊กต๊อก”คุม ตร.ลุยจับ“ธัมมชโย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250050

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, กฎหมาย, ตำรวจ, บิ๊กตีอก, บิ๊ก, ป้อม, ไฟเขียว, ต๊อก, คุม, ลุย, จับ, ธัมมช, ตรลุยจับธัมมชโย, บิ๊กป้อม, บิ๊กต๊อก, ธัมมชโย

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 24 พ.ย. 2559

“บิ๊กป้อม”ไฟเขียว“บิ๊กต๊อก”คุม ตร.ลุยจับ“ธัมมชโย”

“บิ๊กป้อม” ให้อำนาจ “บิ๊กต๊อก” คุมตำรวจลุยจับ “ธัมมชโย” ไม่หวั่นสถานการณ์บานปลาย ยันทุกอย่างต้องทำตามกฎหมาย

 

24 พ.ย. 59 – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ในฐานความผิดสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร พร้อมพวกรวม 5 คน ในคดีสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่นว่า มีอะไรให้พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นคนดูแล ตนให้การสนับสนุนรมว.ยุติธรรม แล้วแต่จะตัดสินอย่างไร และให้ตำรวจดำเนินการตามที่รมว.ยุติธรรมมีความเห็น ส่วนตัวไม่กังวลต่อสถานการณ์ เพราะเราทำตามกฎหมาย ถ้ากังวลแล้วจะอยู่กันอย่างไร เมื่อทำตามกฎหมายทุกอย่างไม่ต้องกังวล

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสามารถจับตัวพระธัมมชโยได้ในรัฐบาลนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ เดี๋ยวคอยดู เพราะทุกอย่างเดินตามกฎหมาย เมื่อถามว่า พระธัมมชโยยังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าว่า ยังอยู่ ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอย่างการดำเนินการครั้งที่ผ่านมา ที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องป้อมหากัน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตอนนี้เขาก็ตั้งป้อมอยู่ไม่เห็นมีเหตุอะไร จะพูดไปทำไมให้ประชาชนสับสน ไม่น่าตั้งคำถามแบบนี้ ยืนยันเราดำเนินการตามกฎหมาย

          เมื่อถามต่อว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พระธัมมชโยต้องรับผิดกฎหมายใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตามกฎหมายเขาผิดหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่มีการออกหมายจับถือว่ามีมูล ท่านต้องมาแก้ต่าง ซึ่งอัยการอาจชี้ว่าไม่ผิดก็ได้ เจ้าหน้าที่ทำทุกอย่างตามกฎหมายหมด ไม่ได้ไปคิดเอง ตอนนี้ให้คิดอย่างเดียวคือ ต้องทำตามกฎหมาย.

 

“มีชัย” ประเมินปฏิรูปสื่อฯ ยาก เหตุมีเอี่ยวธุรกิจ-การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250048

ปธ.กรธ., สมดุล, คนข่าว, อาวุโส, มาตรการ, องค์กร, คุม, กำกับ, กฎหมาย, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, มีชัย, ประเมิน, ปฏิรูป, สื่อ, ยาก, เหตุ, เอี่ยว, ธุรกิจ, การเมือง, ประเมินปฏิรูปสื่อฯ, ปธกรธ, การปฏิรูปสื่อกับเจตนารมณ์ของรัฐ

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 24 พ.ย. 2559

“มีชัย” ประเมินปฏิรูปสื่อฯ ยาก เหตุมีเอี่ยวธุรกิจ-การเมือง

“ปธ.กรธ.” ชี้ทางออกปฏิรูปสื่อฯ ให้ออกจากธุรกิจ-การเมือง ต้องวางสมดุลให้ดี เพื่อไม่กระทบต่อหน้าที่ แนะคนข่าวอาวุโส คุยกันเพื่อหามาตรการคุมกันเองที่เหมาะสม

 

24 พ.ย. 59 – นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง “การปฏิรูปสื่อกับเจตนารมณ์ของรัฐ” ในงานสัมมนายุทธศาสตร์เพื่ออนาคตวารสารศาสตร์ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2559 จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สถาบันอิศราฯ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า  ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปสื่อมวลชน นั้นตนมองว่าทำได้ยาก เพราะสื่อฯ ปัจจุบันมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และการเมือง กล่าวคือ การประกอบธุรกิจสื่อฯ ต้องคำนึงถึงรายได้จากค่าโฆษณา และสิ่งที่รัฐจะเอื้อประโยชน์ให้ ดังนั้นการทำหน้าที่ของสื่อฯ ที่เป็นกลางและวิจารณ์ได้ทุกฝ่ายจึงหายไป หากสังเกตสถานการณ์สื่อฯ ในปัจจุบันพบว่ามีการแบ่งเป็น 2 ข้าง ขึ้นอยู่กับความใจอ่อนของสื่อฯ หากใจอ่อนเพราะมีความเห็นที่สอดคล้องนั้นพอยอมรับได้ แต่หากใจอ่อนเพราะเห็นแก่ค่าโฆษณา หรือ สินจ้างนั้นเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงว่าสังคมจะพึ่งพาสื่อได้อย่าง ทั้งนี้ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นทั่วโลก และเป็นวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นด้วยลักษณะที่คล้ายกัน

“ทั้งธุรกิจ และการเมืองนั้น จะขจัดไม่ให้ยุ่งกับสื่อนั้นยาก เพราะกิจการทำสื่อไม่ได้ลงทุนด้วยเพียงเงิน 20-30 ล้านบาทเหมือนอดีต ดังนั้น ธุรกิจเป็นส่วนสำคัญที่หลีกไม่ได้ แต่ทำอย่างไรจึงจะทำให้ พอประคองไปได้โดยไม่ถึงกับทำลายซึ่งกันและกัน ขณะที่การเมืองหลีกเลี่ยงจากสื่อไม่ได้เพราะต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพราะฝ่ายการเมืองต้องการพื้นที่เพื่อเสนอข่าว ขณะที่สื่อต้องการแหล่งข่าวทางการเมืองเพื่อได้ข้อมูล มารายงานข่าวเชิงลึก แต่จะทำอย่างไรเพื่อรักษาดุลระหว่างกันให้รู้จักหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ขอบเขตที่จำกัดของแต่ละข้าง โดยแต่ละข้างต้องไม่ใช้ประโยชน์จนทำลายหน้าที่และภารกิจของอีกฝ่าย” นายมีชัย กล่าว

          นายมีชัย กล่าวด้วยว่า การปฏิรูปสื่อมวลชนจะทำได้ ตนมองว่าทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือกัน พิจารณาถึงสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ทั้งกรณีหน้าที่ของสื่อที่ควรมีต่อสังคม โดยพัฒนาผ่านทางมหาวิทยาลัยที่เป็นผู้ผลิตนักข่าวที่เข้มข้น ต้องผลิตให้เข้มข้นอย่างเพียงพอเพื่อออกไปโต้แย้งนักข่าวรุ่นเก่าที่สั่งให้ทำในสิ่งที่ผิด ขณะเดียวกันสื่ออาวุโสต้องเริ่มคุยกันเพื่อหาจุดพอดี ที่จะรักษาศักดิ์ศรีความน่าเช่ือถือและรักษาจริยธรรมของตนเองเอาไว้ กฎหมายออกไม่ยาก แต่เมื่อออกมาใช้แล้วจะลำบาก ขณะนี้ที่เป็นโรคระบาดที่อันตราย คือ การออกกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ ทุกคนอยากสร้างอาณาจักรของตนเอง

“ที่ผ่านมาเคยมีความพยายามออกกฎหมายเพื่อควบคุมสื่อมวลชน แต่ถูกโต้แย้งและวิจารณ์ว่าเข้มเกินไป ขณะที่ความตั้งใจเพื่อควบคุมกันเองโดยองค์กรวิชาชีพนั้นถูกโต้แย้งจากการตรวจสอบอย่างมากทั้งอำนาจและการกำกับกันเอง ดังนั้นกรณีของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนต้องระวัง ไม่ให้คนที่ก้าวสู่วงการสื่อมวลชนภายหลังถูกสะกัด หรือตรวจสอบในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของจริยธรรม ดังนั้นต้องคิดอย่างระวังด้วยว่า เราจะออกกฎหมาย หรือจะทำความตกลงในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ผมเข้าใจดีว่ามีปัญหาและข้อขัดข้องของสภาวิชาชีพสื่อฯ อยู่ที่เจ้าของสื่อฯ ที่ต้องช่วยพูดเพื่อไม่ให้คำนึงถึงธุรกิจมากจนเกินไป” นายมีชัย กล่าว

ประธาน กรธ. กล่าวด้วยว่า ในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามตินั้นไม่มีเจตนาใดของรัฐที่จะไปกำกับสื่อมวลชน รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสื่อ ดังนั้นจึงเขียนเนื้อหาให้สื่อมวลชนมีสิทธิ เสรีภาพในการทำหน้าที่ ขณะที่เจ้าของธุรกิจสื่อมวลชนได้กำหนดหน้าที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ที่ขัดกันในการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนข้อกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญให้หน่วยงานรัฐเผยแพร่รายจ่ายค่าโฆษณาในสื่อมวลชนนั้น เพื่อแก้ปัญหากรณีที่ในอดีตมีรัฐบาลทุ่มเงินค่าโฆษณาให้สื่อมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ห้ามให้หน่วยงานรัฐซื้อโฆษณาในสื่อมวลชน แต่ต้องถูกตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม ในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 มีบทกำหนดที่สื่อฯ ต้องวางกรอบจริยธรรมด้วยตนเอง โดยรัฐไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว

“ฐานะประชาชนผมอยากให้สื่อทำหน้าที่สมภาคภูมิของความเป็นสื่อ อย่าโน้มเอียงหนักไปทางธุรกิจหรือการเมืองจนลืมการทำหน้าที่ของตนเอง แน่นอนคนทุกคนมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันเมื่อเวลาพ้นหน้าที่ก็เถียงกันได้ แต่ในหน้าที่ความเป็นกลางของการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนต่อประชาชนยังเป็นหน้าที่หลักควรต้องทำ ขณะที่ประชาชนเองมีหน้าที่ดูแลสื่อกรณีที่ไม่ทำหน้าที่ คือใช้สิทธิทางกฎหมายฟ้องร้องหากถูกสื่อละเมิด , เลือกเสพสื่อที่ตนเองเชื่อมั่นว่ายังเหลือความเป็นสื่อ และประชาชนทำสื่อกันเอง  หรือ ข่าวพลเมือง ซึ่งทางสุดท้ายนี้อาจเป็นหายนะของสื่อมวลชนก็ได้ อย่างไรดีผมสนับสนุนการปฏิปรูปสื่อฯ ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมทางหาทางออกเพื่อจรรโลงสื่อมวลชนให้เป็นทึ่พึ่งของประชาชนให้ได้” นายมีชัย กล่าว.