“ประยุทธ์”ย้ำสนช..29 พ.ย.วาระสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250177


ครม., นายกฯ, ประยุทธ์, ย้ำ, สนช, วาระ, สำคัญ, ประยุทธ์ย้ำสนช29, พยวาระสำคัญ

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 25 พ.ย. 2559

“ประยุทธ์”ย้ำสนช..29 พ.ย.วาระสำคัญ

“ประยุทธ์”แจงชัดประชุม ครม.29 พ.ย.ก่อนส่งต่อที่ประชุม สนช.พิจารณาวาระสำคัญ”ย้ำ”ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

         25 พ.ย. — พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีสนช.จะประชุมในวันที่ 29 พ.ย. มีวาระอะไรพิเศษหรือไม่ โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เป็นการประชุมหลังจากที่คณะรัฐมนตรีประชุมเสร็จ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนสำคัญทุกเรื่อง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน  อย่าไปพูดอะไรให้วุ่นวายวันที่ 29 พ.ย.ประชุมเสร็จก็ส่งต่อให้ที่ประชุม สนช.ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอนเหมือนเดิม

 

“นายกฯ”ตรวจเยี่ยมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250175

นายกฯ, ตรวจ, เยี่ยม, กระทรวง, การท่องเที่ยว, และ, กีฬา, บิ๊กตู่, กอบกาญจน์

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 25 พ.ย. 2559

“นายกฯ”ตรวจเยี่ยมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

“บิ๊กตู่”ตรวจเยี่ยมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา – “กอบกาญจน์” เผย นายกฯ อาจนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ปลายปีนี้

          25 พ.ย. — พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.) เดินทางมา ตรวจเยี่ยมการทำงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นกระทรวงที่ 5 ที่เดินทางตรวจเยี่ยมต่อจากกระทรวงคมนาคม มหาดไทย คลัง เกษตรและสหกรณ์  ขณะที่นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การเดินทางมาติดตามและมอบนโยบายของนายกรัฐมนตรีในวันเดียวกันนี้ กระทรวงไม่มีอะไรที่จะขอเพิ่มเติมรวมทั้งงบประมาณด้วย  โดยจะคงยืนหยัดในสิ่งที่ดำเนินการในขณะนี้และอยากให้นายกฯเข้าใจและเชื่อว่านายกฯจะเข้าใจในสิ่งที่กระทรวงดำเนินการอยู่ และขอให้สิ่งที่กระทรวงดำเนินการนั้นเดินไปในทิศทางเดียวกันคือการสร้างกลุ่มนักท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งนำในเรื่องของกีฬาเข้ามาผสมผสานด้วย ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทำ อย่างพื้นที่จังหวัดขอนแก่นที่เป็นเป้าหมายที่กระทรวงการท่องเที่ยวจะเข้าไปส่งเสริมการท่องเที่ยวสนามบินจะต้องขยายพื้นที่จะต้องมีการขยายพื้นที่ของสนามบินให้เสร็จเรียบร้อยก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยว

นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า วันนี้จะต้องมีการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวให้มากขึ้นโดยมีกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ สิ่งสำคัญเราต้องเน้นการพัฒนาบุคลากรและสินค้า ต่าง ๆ เป็นที่ระลึก จะต้องมีมาตรฐานเพื่อให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวภายในประเทศ นี้ตั้งเป้าไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท  ซึ่งคิดว่าน่าจะทำได้อยู่ และในปีหน้ามาวางเป้ารายได้ไว้ที่ 2.5  ล้านล้านบาท แต่กำลังดูอยู่ว่าจะเป็น 2.5 ล้านล้านบาทหรือ 2.55 ล้านล้านบาท อยู่ระหว่างการคิดอยู่ โดยเน้นนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเที่ยวไทยการใช้จ่ายมีการใช้จ่ายต่อครั้งมากขึ้นเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ตรงนี้ได้มีการประสานงานในลักษณะประชารัฐแล้ว อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการมาคิดต่อว่าทำอย่างไรที่จะให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงชุมชนเพื่อให้นีกท่องเที่ยวซื้อสินค้าของของชุมชนนั้น ๆ ระหว่างการท่องเที่ยวด้วย นอกจากนี้จะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำและทางรถไฟเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางเชียงใหม่ในขณะนี้ทราบว่าทราบว่าสถานการณ์ดีขึ้นมาก

“แนวคิดดังกล่าวคิดว่าจะต้องทดลองและนำร่องดู โดยจะเชิญพล.อ.ประยุทธ์ ได้ร่วมในโครงการดังกล่าวและนั่งรถไฟไปท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ด้วยกัน ในวันที่ 21 ธันวาคมที่จะถึงนี้” นางกอบกาญจน์ กล่าว

         นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า ในส่วนปัญหาของทัวร์ ศูนย์เหรียญ  ขณะนี้ถือว่าดีขึ้นโดยทางรัฐบาลจีนในการให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะจีนเองก็เห็นและให้ความสำคัญกับเรื่องของการท่องเที่ยว อีกทั้งต้องการให้นักท่องเที่ยวไทยไปท่องเที่ยวยังประเทศเขาด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันเขาก็ทราบดีว่ามีประชาชนชาวจีนมาเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมาก จึงได้เน้นนโยบายปฏิรูปโครงสร้างการท่องเที่ยว ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกับประเทศไทยเท่านั้น แต่ได้ดำเนินนโยบายดังกล่าวกับหลาย ๆ ประเทศเช่นกัน ส่วนที่มีข่าวว่านักท่องเที่ยวจีนลดจำนวนลงนั้นก็เป็นแค่บางช่วงเวลาเท่านั้น แต่อย่างการท่องเที่ยววัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วนั้น นักท่องเที่ยวจีนก็ยังให้ความสนใจท่องเที่ยวมากขึ้น ส่วนตัวต้องการให้บริษัทที่จัดทัวร์แนะนำนักท่องเที่ยวให้ไปเที่ยวยังสถานที่อื่น ๆ บ้างนอกเหนือจากสถานที่เดิม ๆ

 

รัฐบาลประสาน สนช. เตรียมพร้อมประชุมวาระด่วน 29พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250172

สนช., พรเพชร, กรธ., เร่งด่วน, 29 พ.ย., ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, รัฐบาล, ประสาน, เตรียมพร้อม, ประชุม, วาระ, ด่วน, รัฐบาลประสาน, สนช, 29พย

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 25 พ.ย. 2559

รัฐบาลประสาน สนช. เตรียมพร้อมประชุมวาระด่วน 29พ.ย.

“พรเพชร” ยอมรับ “รัฐบาล” ประสานให้ “สนช.” เตรียมพร้อมเข้าประชุมวาระเร่งด่วน แต่ยังไม่แจ้งเรื่องให้พิจารณา ประเมินอาจเป็นเรื่องกฎหมาย-สนธิสัญญาที่เร่งด่วน

          25 พ.ย. 59 – นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงข่าวที่ระบุว่าสนช. จะมีการนัดประชุมวาระพิเศษ ในวันที่ 29 พ.ย. นี้ โดยยอมรับว่าได้รับการประสานมาจากรัฐบาล ผ่านทางคณะกรรมการประสานงานระหว่างรัฐบาลและสนช. ทั้งนี้เป็นเพียงการร้องขอเพื่อให้เตรียมความพร้อมไว้เท่านั้น โดยยังไม่มีการกำหนดวาระว่าจะมีการประชุมวาระพิเศษเป็นเรื่องใด ดังนั้นแม้จะมีข่าวว่าจะมีการนัดประชุมวาระพิเศษแต่ตนยังไม่สามารถออกวาระการประชุมอย่างเป็นทางการได้ เพราะต้องรอเรื่องที่รัฐบาลจะแจ้งมายัง สนช. ต่อไป

“ผมขอทำความเข้าใจว่าการนัดประชุมวาระพิเศษ นั้น คือ การนัดประชุมนอกเหนือจากการนัดประชุมปกติ ที่จะมีทุกวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ของสัปดาห์ต่างๆ ซึ่งจากที่ได้รับการประสานงานมา รัฐบาลขอให้เตรียมพร้อมเพื่อรับเรื่องไว้เท่านั้นโดยไม่ได้บอกรายละเอียดไว้ ซึ่งเรื่องที่อาจส่งมายังสนช. อาจเป็นเรื่องของการออกกฎหมาย เรื่องสนธิสัญญา หรือเรื่องใดก็ได้ที่เร่งด่วน ทั้งนี้หากผมทราบเรื่องที่รัฐบาลจะส่งมาอย่างชัดเจน ถึงจะออกวาระการประชุมอย่างเป็นทางการทันที” นายพรเพชร กล่าว

          นายพรเพชร กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เตรียมส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับเบื้องต้นมายังสนช.ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ว่า เป็นเพียงการนำเนื้อหามาศึกษาล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมเนื้อหาและรายละเอียด ในกระบวนการของคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) ของสนช. ที่จะศึกษาไว้ก่อนเริ่มกระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญใหม่กำหนด นอกจากนั้นแล้วการศึกษาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องยังนำเนื้อหาของกฎหมายที่เคยประกาศใช้มาพิจารณา โดยขณะนี้ กรธ.ยังไม่ส่งเนื้อหาร่างพ.ร.ป.ฉบับเบื้องต้นมายัง สนช. ดังนั้นกรณีที่สมาชิกสนช.แสดงความเห็นใดๆออกไป เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น ยังไม่ใช่มติของสนช. ที่มาจากการประชุม.

 

“ไก่อู” ยัน รบ. ดูแลปชช.ทุกกลุ่ม ไม่หวังคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250126

ข่าวการเมืองคมชัดลึก, ไก่อู ยัน รบ. มีหน้าที่ดูแล ปชช.ทุกกลุ่ม ไม่หวังคะแนนนิยม แค่สร้างความสุขความเท่าเทียม, ไก่อู, ยัน, ดูแล, ปชช, ทุก, กลุ่ม, ไม่, หวัง, คะแนนนิยม, ดูแลปชชทุกกลุ่ม, ไม่หวังคะแนนนิยม, ปชชทุกกลุ่ม

การเมือง  : 24 พ.ย. 2559

“ไก่อู” ยัน รบ. ดูแลปชช.ทุกกลุ่ม ไม่หวังคะแนนนิยม

“ไก่อู” ยัน รบ. มีหน้าที่ดูแล “ปชช.ทุกกลุ่ม” ไม่หวังคะแนนนิยม แค่สร้างความสุขความเท่าเทียม ไม่กระทบวินัยการเงินการคลัง แนะปชช.ระวังการใช้จ่าย

          24 พ.ย.59 – พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นกรณีนักการเมืองบางคนบางกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์มาตรการเพิ่มรายได้ 1,500-3,000 บาท แก่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ( ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาไม่ต่างจากนโยบายประชานิยมในอดีตว่า รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนดูแลพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสถานะ ให้สามารถดำรงชีพได้อย่างมีความสุข ลดช่องว่างทางสังคม และมีศักดิ์ศรีตามสมควร ด้วยมาตรการที่แตกต่างกันไปตามความจำเป็น ทั้งระยะสั้น และ ระยะยาว

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า การให้ความใส่ใจกับประชาชนทุกภาคส่วนเป็นสิ่งดีที่ทุกรัฐบาลด้วยต้องปฏิบัติ แต่สิ่งสำคัญคือการดำเนินการใดๆ จะต้องไม่มีวาระซ่อนเร้น ไม่ทำเพื่อคะแนนเสียง หรือสร้างฐานความนิยม โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ กับลูกหลานในภายหน้าแต่จะต้องดำเนินการด้วยความจริงใจ โปร่งใส ชัดเจน รอบคอบ ไม่สร้างผลกระทบต่อระบบการเงินการคลังของชาติ ที่สำคัญผู้นำและผู้บริหารในทุกระดับ จะต้องมีธรรมาภิบาลในการทำงาน เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีต่อบ้านเมืองต่อไป

        “สำหรับผมแล้ว การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่สมควรได้รับ โดยไม่สร้างปัญหาไว้เบื้องหลัง น่าจะเรียกว่าเป็นสวัสดิการแห่งรัฐ มิใช่ประชานิยม ในนิยามที่เราเข้าใจหรือคุ้นเคยกัน ว่าคิดทำเพื่อหวังคะแนนเสียง และความนิยมจากประชาชน โดยไม่สนใจผลระยะยาวต่อประเทศชาติ ทั้งนี้อยากแนะนำให้พี่น้องประชาชนที่เข้าข่ายได้รับการดูแลจากมาตรการนี้ ใช้จ่ายเงินอย่างมีเป้าหมาย เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว อย่าคิดว่าได้มาโดยง่าย ก็จะใช้โดยสะดวก เพราะจะผิดวัตถุประสงค์ที่ต้องการแบ่งเบาภาระ มิใช่การสร้างหนี้เพิ่ม” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว

 

“ศาลปกครองฯ”พิพากษา“ให้ภาคปชช.ชนะคดีสร้างเขื่อนแม่วงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250118


ข่าวการเมือง คมชัดลุก, เขื่อนแม่วงก์, ศาลปกครอง เขื่อนแม่วงก์, ศาลปกครอง, พิพากษา, ให้, ภาค, ปชช, ชนะคดี, สร้าง, เขื่อน, แม่, ศาลปกครองฯ, สมาคมต้านโลกร้อน-ชาวบ้าน

การเมือง  : 24 พ.ย. 2559

“ศาลปกครองฯ”พิพากษา“ให้ภาคปชช.ชนะคดีสร้างเขื่อนแม่วงก์

ศาลปกครองกลาง พิพากษา“สมาคมต้านโลกร้อน-ชาวบ้าน”ชนะคดีสร้างเขื่อนแม่วงก์ สั่งรัฐทำกระบวนประเมินสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ EHIA ให้ครบขั้นตอน รวมกระบวนฟังความเห็นปชช.ก่อน

          24 พ.ย. 59 – นางอังคณา เสาธงทองตุลาการศาลปกครอง เจ้าของสำนวนคดีโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และองค์คณะ มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ส.490/2555 ที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โดยนายศรีสุวรรณ จรรยานายกสมาคมฯ และชาวบ้าน รวม 151 คน ร่วมกันยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี , คณะรัฐมนตรี , อธิบดีกรมชลประทาน และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 เรื่องกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยคำฟ้องของผู้ฟ้องทั้ง 151 คน ระบุว่า ผู้ถูกฟ้องที่ 1- 4 ดำเนินการโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งนายกฯ และ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ได้ให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 เม.ย.55 โดยไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติในเรื่องของการที่จะต้องศึกษา หรือประเมินหรือวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก่อนการดำเนินโครงการ ผู้ฟ้องจึงขอให้ 1.ศาลเพิกถอนมติ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.55 เกี่ยวกับการเห็นชอบการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ในส่วนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

          2.ให้ผู้ถูกฟ้องร่วมกันจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ โดยการจัดทำประชามติ ตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 มาตรา 165

และ 3. ให้ผู้ถูกฟ้องปฏิบัติหรือดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 มาตรา 57 , 58 , 67 , 85 , 87 ในเรื่องการมีสิทธิส่วนร่วมกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้ครบถ้วนเสียก่อนการดำเนินโครงการเกี่ยวกับแผนงานการก่อสร้างเขื่อน

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลาง พิจารณาแล้ว เห็นว่า ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 มีมติเห็นชอบในหลักการดำเนินงานโครงการเขื่อนแม่วงก์ โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำรายละเอียดต่างๆ ของโครงการ แล้วนำเสนอ คณะกรรมการบริหารน้ำและอุทกภัย (กบอ.) พิจารณาตามขั้นตอนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ.2555 โดยให้ดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมของโครงการคู่ขนานกันไป ดังนั้นมติดังกล่าวของ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จึงไม่ใช่เป็นการเห็นชอบและอนุมัติให้เปิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง โดยการที่ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จะมีมติเห็นชอบและอนุมัติให้เปิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ได้ ก็ต่อเมื่อโครงการดังกล่าวได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชนในชุมชน (EHIA) ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรคสอง

โดยผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก). และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล) แล้ว แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันโครงการเขื่อนแม่วงก์ ยังอยู่ในขั้นตอนของ คชก. พิจารณารายงานการ EHIA ซึ่งยังไม่ปรากฏว่า คชก. จะเห็นชอบต่อรายงาน EHIA ดังกล่าวหรือไม่ หรืออธิบดีกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องที่ 3 จะต้องปรับปรุงแก้ไขและเสนอข้อมูลเพิ่มเติมต่อ คชก. อีกหรือไม่ ประการใด ดังนั้นต้องถือว่า มติ ของ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 เมื่อวันที่ 10 เม.ย.55 จึงเป็นเพียงขั้นตอนเตรียมการเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติให้เปิดดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์เท่านั้น

อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า ปัจจุบัน อธิบดีกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ยังไม่ได้เสนอเรื่องขออนุมัติเปิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ต่อ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 แต่อย่างใด ดังนั้นจึงยังไม่มีกรณีที่จะต้องเพิกถอนมติดังกล่าว

ส่วนประเด็นที่ นายกฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั่วประเทศอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการโดยการจัดทำประชามติ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 หรือไม่นั้น

ศาลเห็นว่า การจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติได้ถูกกำหนดอยู่ในหมวดที่ 7 ของรัฐธรรมนูญฯ อันเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน โดยรายละเอียดของการลงประชามติ ถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วย การออกเสียงประชามติฯ ซึ่งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 165 ก็ได้กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ ครม. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติ แต่ปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน ประกอบกับโครงการเขื่อนแม่วงก์ เป็นประเภทโครงการที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อนมีการดำเนินการตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภท ขนาดและวิธีปฏิบัติ

สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2553 ซึ่งประกาศดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 67 วรรคสอง ดังนั้นย่อมเห็นได้ว่า โครงการเขื่อนแม่วงก์ เป็นประเภทโครงการที่มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงไม่ใช่โครงการที่ต้องให้จัดทำประชามติ ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 165 ตามที่ผู้ฟ้องมีคำขอท้ายคำฟ้อง ดังนั้นจึงไม่มีกรณีที่ นายกฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 จะต้องจัดทำประชามติโครงการเขื่อนแม่วงก์ตามรัฐธรรมนูญฯ

สำหรับประเด็นสุดท้ายที่ว่า ผู้ถูกฟ้องที่ 1 – 4 ต้องปฏิบัติหรือดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 57 , 58 , 67 , 85 , 87 ต่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้ครบถ้วนเสียก่อนจะดำเนินโครงการเกี่ยวกับแผนงานการก่อสร้างเขื่อนหรือไม่

ศาลเห็นว่า อธิบดีกรมชลประทาน และ รมว.เกษตรฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 3-4 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรคสองแล้ว แต่ขั้นตอนนั้นยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ เนื่องจากหากรายงานด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพEHIAผ่านความเห็นชอบของ คชก. และ กก.วล. แล้ว สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องส่งรายงาน EHIA ให้องค์กรอิสระ พิจารณาให้ความเห็นต่อโครงการด้วย ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อน ที่จะเสนอ ครม. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 อนุมัติต่อไป

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรคสอง ของอธิบดีกรมชลประทานผู้ถูกฟ้องที่ 3 ได้ดำเนินการจัดส่งรายงานEHIAเสนอต่อสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อเสนอต่อ คชก. และ กก.วล.แล้วก็ตาม แต่รายงาน EHIA ยังคงอยู่ขั้นตอนการพิจารณาของ คชก. ซึ่งยังไม่อาจคาดการณ์ ได้ว่ารายงานEHIAจะผ่านความเห็นชอบของ คชก. และ กก.วล. หรือไม่

นอกจากนี้ ยังคงมีขั้นตอนที่ต้องส่งรายงาน EHIA ให้องค์การอิสระ พิจารณาให้ความเห็นประกอบก่อนเสนอ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 พิจารณาอนุมัติต่อไปอีก กรณีจึงต้องถือว่า ผู้ถูกฟ้องที่ 1 – 4 ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67วรรคสอง ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

ศาลปกครองกลาง จึงพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องที่ 1 – 4 ดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 67 วรรคสอง ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนอนุมัติเปิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ให้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ก่อนสร้างเขื่อนแม่วงก์ว่า โดยให้ คำสั่งของศาลปกครองนั้นถือได้ว่าเป็นชัยชนะของประชาชน และเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ร่วมลงชื่อฟ้องร้องคดี ถือได้ว่าศาลปกครองมีคำสั่งชัดเจนว่า ทางคณะรัฐมนตรีอธิบดีกรมชลประทานและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ไม่ได้ดำเนินการตาม มาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งแม้ว่าจะถูกยกเลิกใช้ไปแล้ว แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ในมาตรา 4 ยังคงยืนยันในสิทธิ์ของประชาชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอยู่ ดังนั้นทางผู้ดำเนินการ จะต้องเริ่มนับ 1 ใหม่ในการสร้างเขื่อน กล่าวคือต้องไปทำการศึกษา ข้อมูลโครงการที่ต้องจัดทำรายรายงานEHIAและจัดทำกระบวนการรับฟังความเห็นชาวบ้านให้เรียบร้อยครบถ้วนเสียก่อน

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ทางเราจะรอดูต่อไปว่าทางผู้ถูกฟ้องคดีจะอุทธรณ์ต่อหรือไม่ซึ่งเขามีสิทธิ์นี้ภายใน30วันซึ่งเราก็พร้อมที่จะสู้ต่อไปเพราะเรามีทั้งข้อเท็จจริงและหลักฐานไม่กลัวและไม่หวั่นใจว่าคำพิพากษาจะเปลี่ยนไปจากเดิมเพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วอีกทั้งเมื่อเทียบเคียงกับคำพิพากษาต่างๆที่ยึดถือกันมาก็หนีไปไม่พ้นจากคำพิพากษานี้อยู่แล้วเมื่อถามว่ามั่นใจใช่หรือว่าว่าการสร้างเขื่อนแม่วงก์ไม่สำเร็จนายศรีสุวรรณกล่าวว่าตนมั่นใจเช่นนั้นและตนเชื่อว่าชาวบ้านและเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์จะไม่ยอมให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการนี้อย่างแน่นอนและถือว่ากรณีเขื่อนแม่วงก์จะเป็นโมเดลและสร้างขวัญกำลังใจในการต่อสู้ของชาวบ้านต่อโครงการของรัฐที่มีผลกระทบต่อพวกเขา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดี คำพิพากษาของศาลปกครองกลางนี้ยังไม่ถือเป็นสุด โดยคู่ความยังสามารถยื่นอุทธรณ์โต้แย้งต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ สำหรับ บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรคสอง ระบุว่าการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว

 

“จักกพันธุ์” เผย อุโมงค์ลอดแยกมไหสวรรย์คืบหน้า 93%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250112

ข่าวการเมืองคมชัดลึก, จักกพันธุ์ เผย อุโมงค์ลอดแยกมไหสวรรย์คืบหน้า 93%, พันธุ์, เผย, อุโมงค์, ลอด, แยก, มไห, สวรรย์, คืบหน้า, จักกพันธุ์
ข่าวการเมืองคมชัดลึก, จักกพันธุ์ เผย อุโมงค์ลอดแยกมไหสวรรย์คืบหน้า 93%, พันธุ์, เผย, อุโมงค์, ลอด, แยก, มไห, สวรรย์, คืบหน้า, จักกพันธุ์
ข่าวการเมืองคมชัดลึก, จักกพันธุ์ เผย อุโมงค์ลอดแยกมไหสวรรย์คืบหน้า 93%, พันธุ์, เผย, อุโมงค์, ลอด, แยก, มไห, สวรรย์, คืบหน้า, จักกพันธุ์

การเมือง  : 24 พ.ย. 2559

“จักกพันธุ์” เผย อุโมงค์ลอดแยกมไหสวรรย์คืบหน้า 93%

“จักกพันธุ์” เผยอุโมงค์ลอดแยกมไหสวรรย์คืบหน้า กว่าร้อยละ 93 เปิดใช้งานเต็มรูปแบบ มี.ค.60

          24 พ.ย. – นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางลอดถนนตากสินกับถนนรัชดาภิเษก (อุโมงค์ทางลอดแยกมไหสวรรย์)หลัง กทม.ได้ทดลองเปิดอุโมงค์ชั่วคราว ให้ประชาชนใช้สัญจรไป-มา ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา

นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการมีความคืบหน้าไปแล้วร้อยละ93 เหลืออีก 7 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นเรื่องการทดสอบระบบภายในอุโมงค์ทางรอด การปูพื้นผิวจราจร การติดป้ายสัญญาณจราจร และการก่อสร้างคันหินรางตื้น ซึ่งคาดว่า จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดภายในเดือนก.พ.นี้ และจะเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มี.ค.เป็นต้น โดยยืนยันว่า จะไม่มีการขอขยายเวลาก่อสร้างเพิ่มอีก เพราะที่ผ่านมา กทม. ขยายเวลาให้กับ บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัด ผู้รับเหมาไปแล้ว 5 ครั้ง นับตั้งแต่ลงนามสัญญาว่าจ้าง เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 54 และล่าสุดสัญญาฉบับใหม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา

นายจักกพันธุ์ กล่าวอีกว่า ในระหว่างนี้อนุโลมให้รถจักรยานยนต์ สามารถลงอุโมงค์ได้เนื่องจากการปรับพื้นผิวจราจรยังไม่แล้วเสร็จ แต่จะขอความร่วมมือผู้ขับขี่ ไม่ควรใช้ความเร็วเกิน 50กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง สาเหตุหลักมาจากรถจักรยานยนต์ อย่างไรก็ตามการบังคับใช้กฎหมายไม่ให้ขึ้นสะพานหรือลงอุโมงค์ ไม่ใช่เรื่องการกำจัดสิทธิ แต่เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของส่วนรวมเป็นหลัก

         ด้าน พ.ต.อ.จิณวัตร ก้อนทองดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบุคคโล กล่าวว่า หลังเปิดอุโมงค์ทางลอดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา การจราจรบริเวณนี้ในช่วงเวลาเร่งด่วนมีความคล่องตัวมากขึ้น ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรได้เป็นอย่างมากจากเดิมบริเวณดังกล่าวมีปริมาณรถสะสมเฉลี่ย 50,000-70,000 คันต่อวัน ส่งผลให้บริเวณแยกตากสิน กับแยกวงเวียนใหญ่ ประสบปัญหาการจราจรติดขัดในบางช่วง แต่เมื่อเปิดใช้อุโมงค์ลอดแยกมไหสวรรย์ การจราจรมีความคล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการเปิดใช้อุโมงค์ทางลอดแยกมไหสวรรย์ในวันที่ 1 มี.ค.60 สน.บุคคโล จะทำหนังสือเสนอต่อกองบังคับการตำรวจจราจร พิจารณากฎระเบียบ ข้อกฎหมาย เรื่องการห้ามรถจักรยานยนต์ลงอุโมงค์มไหสวรรย์ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองและผู้ร่วมทาง โดยคาดใช้เวลา 30 วัน จึงจะสามารถประกาศบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการได้

 

“เสรี”โวกมธ.ปฏิรูปการเมืองโชว์ผลงานโดนใจปชช.แน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250106

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, ความผิด, ปชช., เสรี, กมธ, ปฏิรูป, การเมือง, โชว์, ผลงาน, โดนใจ, ปชช, แน่

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 24 พ.ย. 2559

“เสรี”โวกมธ.ปฏิรูปการเมืองโชว์ผลงานโดนใจปชช.แน่

“เสรี” โว กมธ.ปฏิรูปการเมืองโชว์ผลงานโดนใจปชช.แน่ ยกแก้ปมธุรกิจการเมือง ปัญหานายทุนครอบงำพรรค การซื้อเสียง พร้อมเสนอบทลงโทษรุนแรงสำหรับความผิดทุจริตเลือกตั้ง

 

24 พ.ย. 59 – นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.กล่าวถึงการแถลงผลงานสปท.ครบรอบ 1 ปี วันที่ 30 พ.ย.นี้ ว่า ขณะนี้ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท.ได้เรียกประชุมประธาน กมธ.12 คณะ เพื่อจัดเรียงลำดับคิว และรายละเอียดการแถลงผลงานวันที่ 28 พ.ย.นี้  ในส่วนกมธ.การเมือง จะนำเสนอเรื่องการปฏิรูปการเมืองที่โดนใจประชาชน เช่น การปฏิรูปแก้ต้นตอปัญหาการเมืองที่เป็นรูปธรรม กล้าหาญที่จะแก้ไข ทั้งการแก้ปมธุรกิจการเมืองในอดีต ปัญหานายทุนครอบงำพรรคการเมือง การซื้อเสียง เราเสนอปฏิรูปให้มีบทลงโทษรุนแรงสำหรับความผิดทุจริตการเลือกตั้ง ส่วนการปฏิรูปแก้ไขการสร้างความแตกแยก จากนี้หากพบความผิดว่าใครอยู่เบื้องหลังปลุกม็อบสร้างความแตกแยก จะต้องถูกแบนห้ามกลับมาลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต ส่วนเรื่องการคัดสรรคนดีเข้าสู่เวทีการเมือง เราแก้ปัญหาระบบพรรคการเมือง ให้รีเซ็ตรายชื่อสมาชิกพรรค.

 

รองผู้ว่าฯกทม. ตรวจความคืบหน้า ศูนย์เยาวชนบางกอกใหญ่แห่งใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250101

ข่าวการเมือง คมชัดลึก, รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจความคืบหน้าศูนย์เยาวชนบางกอกใหญ่แห่งใหม่ คาด เปิดบริการได้หลัง มิ.ย. 60, รอง, ผู้ว่าฯ, กทม, ตรวจ, ความคืบหน้า, ศูนย์, เยาวชน, บางกอกใหญ่, แห่ง, ใหม่, รองผู้ว่าฯกทม, ตรวจความคืบหน้า

การเมือง  : 24 พ.ย. 2559

รองผู้ว่าฯกทม. ตรวจความคืบหน้า ศูนย์เยาวชนบางกอกใหญ่แห่งใหม่

รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจความคืบหน้าศูนย์เยาวชนบางกอกใหญ่แห่งใหม่ หวังเป็นแหล่งการเรียนรู้ คาดสร้างเสร็จ เปิดให้บริการได้ มิ.ย. 60

           24 พ.ย.59 – นายจักกพันธุ์ ผิวงามรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์เยาวชนบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ก่อสร้างขึ้นทดแทนศูนย์เยาวชนโรตารี่ ธนบุรี ที่ทางวัดราชสิทธารามได้ขอพื้นที่คืน เพื่อใช้ประโยชน์ของสงฆ์ ซึ่งวันนี้เป็นการเริ่มตอกเสาเข็มโครงการก่อสร้างศูนย์เยาวชนบางกอกใหญ่ที่ก่อสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดศูนย์เยาวชนมิติใหม่ที่มีกิจกรรมครบทุกด้าน และเน้นไลฟ์สไตล์สำหรับวัยรุ่น

“สำหรับศูนย์เยาวชนบางกอกใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ขนาด 491.18 ตารางวา บริเวณ ถ.จรัญสนิทวงศ์ ซอย 2 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ เริ่มมีการลงนามในสัญญาจ้างก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 59 ระยะเวลาดำเนินการ 450 วัน กำหนดแล้วเสร็จ 3 ก.ย. 60 ประกอบด้วย อาคาร 4 ชั้น และสนามฟุตซอล ซึ่งแต่ละชั้นจะมีห้องกิจกรรมต่างๆ สำหรับสมาชิก ดังนี้ ชั้นที่ 1 ห้องที่ทำการศูนย์เยาวชน ห้องอ่านหนังสือ ห้องซ้อมลีลาศ และลานจัดกิจกรรมภายนอก ชั้นที่ 2 สระว่ายน้ำ และห้องอินเตอร์เน็ต ชั้นที่ 3 ห้องคหกรรม ห้องเรียนศิลปะ และห้องออกกำลังกาย และชั้นที่ 4  ห้องอเนกประสงค์ ห้องเรียนดนตรี และห้องซ้อมดนตรี” นายจักกพันธุ์ กล่าว

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ศูนย์เยาวชนโรตารี่เดิม มีพื้นที่ค่อนข้างเล็ก มีความคับแคบ และเปิดใช้งานมาเป็นเวลานานอาคารสถานที่ชำรุดทรุดโทรม กรุงเทพมหานคร จึงเห็นควรให้มีการก่อสร้างศูนย์เยาวชนบางกอกใหญ่ขึ้นมาทดแทนศูนย์เยาวชนโรตารี่ โดยกรุงเทพมหานครได้เช่าพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นระยะเวลา 29 ปี ในอัตราค่าเช่าที่ปีละ 120,000 บาท และงบประมาณการก่อสร้างศูนย์เยาวชนบางกอกใหญ่รวม 59,600,000 บาท ซึ่งเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วจะสามารถให้บริการประชาชนได้ครอบคลุมพื้นที่ 5 เขต ได้แก่ เขตบางกอกใหญ่ บางกอกน้อย ภาษีเจริญ ธนบุรี และเขตคลองสาน รองรับการใช้บริการได้ถึง 700 คนต่อวัน ทั้งนี้เดิมกำหนดระยะเวลาการก่อสร้าง 450 วัน แต่ผู้รับจ้างงานแจ้งว่าสามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ภายใน 280 วัน หรือภายในเดือน มิ.ย. 60 ดังนั้นหากการก่อสร้างศูนย์เยาวชนบางกอกใหญ่แล้วเสร็จเร็วขึ้น ก็จะสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้เร็วขึ้นด้วย

 

เขื่อนแม่วงก์..สะดุดเจอศาลปกครองสั่งเบรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250095

ข่าวการเมือง คมชัดลึก, เขื่อนแม่วงก์, ศาลปกครองสั่งเบรคเขื่อนแม่วงก์, แม่ง, เขื่อน, แม่, สะดุด, เจอ, ศาลปกครอง, สั่ง, เบรค, นายกฯ

การเมือง  : 24 พ.ย. 2559

เขื่อนแม่วงก์..สะดุดเจอศาลปกครองสั่งเบรค

“ศาลปกครอง”พิพากษาปม“คดีเขื่อนแม่วงก์”ให้“นายกฯ”พร้อมพวกอีก 4 คน กลับไปศึกษาก่อนเปิดโครงการตามมาตรา 67 ให้ครบถ้วน

          24 พ.ย. 2559 – ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ส.490/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ส.708/2559 คดีพิพาทระหว่าง สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่ 1 กับพวกรวม 151 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับ นายกรัฐมนตรี ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี)(คดีโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์)

โดยศาลปกครองมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ดำเนินการตามขั้นตอนของมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557)) ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนอนุมัติเปิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (มาตรา 67 วรรคสอง บัญญัติว่าการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว)

อ่านเพิ่มเติมคำพิพากษาคดีฉบับเต็ม : http://www.komchadluek.net/news/politic/250118

 

กสม. ห่วง ปัญหาความรุนแรงต่อสตรีไม่ลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250090

ข่าวการเมืองคมชัดลึก, พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558, 25 พ.ย. - 10 ธ.ค.ของทุกปี ถือเป็นวันสากลแห่งการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิง, อังคณา ห่วง ปัญหาความรุนแรงต่อสตรีไม่ลดลง, ห่วง, ปัญหา, ความรุนแรง, ต่อ, สตรี, ไม่, ลดลง, กสม, อังคณา

การเมือง  : 24 พ.ย. 2559

กสม. ห่วง ปัญหาความรุนแรงต่อสตรีไม่ลดลง

“อังคณา” ห่วง ปัญหาความรุนแรงต่อสตรีไม่ลดลง แนะปรับปรุง กม.-กระบวนการยุติธรรมสร้างหลักประกันสิทธิสตรี

            24 พ.ย.59 – นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิสตรี กล่าวว่า วันที่ 25 พ.ย. – 10 ธ.ค.ของทุกปี ถือเป็นวันสากลแห่งการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิงแต่ปัญหาความรุนแรงยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง พบว่าสถิติตัวเลขผู้หญิงที่เป็นผู้เสียหายจากความรุนแรงทางเพศซึ่งไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจ มีจำนวนน้อยกว่าตัวเลขของผู้หญิงที่ได้รับความรุนแรงที่เข้ารับการรักษาพยาบาลทั้งร่างกายและจิตใจจากสถานพยาบาลต่างๆ ทำให้เห็นว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมและการฟื้นฟูเยียวยา

นางอังคณา กล่าวต่อว่า แม้ปัจจุบันมีการปรับปรุงกฎหมายสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ซึ่งมีความคลุมเครือและไม่ครอบคลุมบุคคลทุกคนในครอบครัว อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้มีการยอมความได้ทุกขั้นตอน โดยให้บทบาทผู้ประนีประนอมในศาลในการทำข้อตกลงและให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการยกเลิกการดำเนินคดี มากกว่าที่จะรับฟังความต้องการของผู้เสียหายเป็นลำดับแรก หรือ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 ซึ่งกำหนดข้อยกเว้นให้มีการเลือกปฏิบัติ

นางอังคณา กล่าวอีกว่า ปัญหาต่างๆ ที่คณะอนุกรรมการฯ พบ เช่น จำนวนพนักงานสอบสวนหญิงยังมีน้อย บางส่วนไม่มีความรู้ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญอย่างเพียงพอเกี่ยวกับความละเอียดอ่อนทางเพศ และแม้มีการแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ สามารถร้องขอให้มีผู้อยู่ร่วมด้วยในระหว่างการสอบสวน ให้มีสถานที่ที่เหมาะสมและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เสียหายในการชี้ตัวผู้ต้องหา อีกทั้งให้มีการสืบพยานโดยไม่เผชิญหน้าจำเลยได้ แต่ยังคงมีอุปสรรค เพราะผู้เสียหายต้องเป็นฝ่ายร้องขอ ทำให้ผู้หญิงที่ไม่รู้กฎหมายไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองทางกฎหมายได้อย่างแท้จริง นอกจากนั้น พบว่าผู้หญิงกลุ่มเฉพาะ เช่น หญิงกลุ่มชาติพันธุ์ หญิงพิการ หญิงในฐานะผู้อพยพและผู้ลี้ภัย หญิงทำงานบ้าน หรือหญิงข้ามเพศ รวมถึงผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ต้องเผชิญกับความรุนแรงซ้ำซ้อนจากทัศนคติ ค่านิยม และวัฒนธรรมทางสังคม

          “การข่มขืนและปัญหาผู้กระทำผิดลอยนวล ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย ล่าสุดมีรายงานการฉุด การลักพาตัวนักศึกษาหญิงไปข่มขืนและทำอนาจาร โดยไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ การข่มขืนสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้เสียหายและครอบครัวมาก นอกจากทำให้เกิดความอับอายแล้ว การข่มขืนยังทำให้ผู้หญิงรู้สึกสูญเสียอัตลักษณ์ และคุณค่าของตนเอง ผู้เสียหายหลายคนมีปัญหาซึมเศร้า และไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ” นางอังคณา กล่าว

นางอังคณา ยังกล่าวถึงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลของคณะอนุกรรมการด้านสิทธิสตรี ว่า 1.ควรเพิ่มมาตรการในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บังคับใช้กฎหมาย และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความละเอียดอ่อนทางเพศ การเคารพในความเสมอภาคระหว่างเพศ และสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง 2.ให้มีหลักประกันในการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้หญิงและเด็กหญิง 3.เร่งรัดให้หน่วยงานราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2558 เรื่องการป้องกันและแก้ไขการล่วงละเมิดทางเพศในสถานที่ทำงานอย่างเป็นรูปธรรม เคร่งครัด ครบถ้วน เป็นธรรม และ 4.รับประกันในการเพิ่มสัดส่วนของผู้หญิงในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และส่วนร่วมทางการเมืองทุกระดับ