‘สายธารพระราชไมตรี’ตอน พระราชไมตรีสู่ฟิลิปปินส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/243195

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สายธารพระราชไมตรี สัปดาห์นี้นำผู้ชมชาวไทยย้อนกลับชมเหตุการณ์เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯทรงเยือนสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-14 กรกฎาคม พ.ศ.2506

ในการเสด็จฯครั้งดังกล่าว ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ออร์เดอร์ออฟสิกาตูนา ชั้นสูงสุด แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โกลเด้น ฮาร์ท เพรสซิเดนเชียล อวอร์ด แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นอกจากนี้ทั้งสองพระองค์ได้ทอดพระเนตรการแสดงพื้นเมืองสิงคิล(SINGKIL) การแสดงที่มีชื่อเสียงของชาวมาราเนากลุ่มชาติพันธุ์ทางตอนใต้ของเกาะมินดาเนา ซึ่งมีเค้าโครงเรื่องมาจากรามเกียรติ์ พร้อมทั้งเสด็จฯไปทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์โฮเซ่ริซัล ที่ริซัล ปาร์ค เพื่อเป็นเกียรติแก่วีรบุรุษผู้ลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคของชาวฟิลิปปินส์ติดตามชมภาพความประทับใจเมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ทรงเยือนสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ได้ในสารคดีเฉลิมพระเกียรติ “สายธารพระราชไมตรี” ในคืนวันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19.40-20.00 น. ทางช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30

 

‘เมย์-ปทิดา’ยึด‘ความเพียร-ความอดทน’ แนวทางการทำงานผู้จัดละครสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/243184

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กว่าจะทำละครเสร็จสมบูรณ์ออกมาแต่ละเรื่องต้องใช้เวลาการทำงานนานหลายเดือนแต่ผู้จัดคนเก่ง “เมย์” ปทิดา กำเนิดพลอย ก็ไม่เคยย่อท้อเพราะมีหลักเรื่องของความเพียรและความอดทนเป็นแนวทางการทำงานซึ่งได้แบบอย่างมาจากในหลวงเวลาที่เห็นพระองค์ทรงงานตลอด ซึ่ง “เมย์” กล่าวว่า

“การทำละครแต่ละเรื่องต้องใช้เวลาหลายเดือนซึ่งละครหลายเรื่องที่ทำกับช่อง 8 ที่ผ่านมา ก็ขึ้นอยู่กับความยากง่ายด้วยเพราะละครแต่ละเรื่องที่ทำนั้นมีความยากง่ายที่ไม่เหมือนกันรวมถึงเรื่องของปัญหาและอุปสรรคก็จะแตกต่างกันออกไปดังนั้นการทำละครมันต้องมีความอดทนถึงอดทนสูงอย่างมากเพื่อที่จะให้ได้งานตามที่เราต้องการถามว่าท้อมั้ย เมย์คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่จะต้องรู้สึกท้อกันเพียงแต่ว่าใครจะหาทางออกได้ดีกว่ากันแต่เวลาที่ท้ออย่างน้อยเมย์ก็จะมีคนข้างๆ คอยให้กำลังใจซึ่งก็จะทำให้มีแรงที่จะลุกขึ้นมาสู้ต่อ นอกเหนือจากกำลังใจจากคนรอบข้างแล้วเมย์ก็จะยึดหลักคำสอนของในหลวงเรื่อง “ความเพียร” และ “ความอดทน” มาเป็นหลักในการทำงานด้วยเพราะเคยอ่านหนังสือและเคยฟังที่ในหลวงพูดเสมอว่าคนเราไม่ว่าจะทำอะไรจะต้องมีความเพียรพยายามและความอดทนกับการที่จะต้องเจอปัญหาถ้าเราสามารถอดทน และต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ได้ก็จะประสบความสำเร็จดังนั้นทุกวันนี้เวลาทำงานก็จะยึดหลักคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นหลักในการทำงานสู่เป้าหมายของตัวเอง”

แดน-บีม สุดภูมิใจได้เป็นส่วนหนึ่งในละครเทิดพระเกียรติ‘เราเกิดในรัชกาลที่9’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/243188

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สองศิลปินและนักแสดงหนุ่ม แดน-วรเวช และ บีม-กวี ยอมรับว่ารู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากๆ ในความเป็นคนไทย ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในละครเทิดพระเกียรติ เรื่อง “เราเกิดในรัชกาลที่ 9” ละครพิเศษที่จัดทำขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เผยเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ตอบแทนในหลวงเป็นครั้งสุดท้าย แม้ทั้งคู่จะไม่เคยได้ถวายงานหน้าพระพักตร์พระองค์ท่าน ซึ่งด้าน “แดน-วรเวช” เผย ได้แต่งเพลงเกี่ยวกับคำสอนของพ่อหลวงเอาไว้แล้ว ส่วน “บีม-กวี” ขอยึดพระองค์ท่านเป็นต้นแบบในการทำงานและการดำเนินชีวิต!!

รู้สึกยังไงบ้างที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในละครเทิดพระเกียรติเรื่องนี้ ?

แดน “มันคือสิ่งที่เรารู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจในความเป็นคนไทย อยากซื้อซีรี่ส์ที่บอกว่าเราเกิดในรัชกาลที่ 9 นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เราสองคนจะทำได้ ซึ่งเราก็จะทำให้เต็มที่”

บีม “จริงๆ เป็นโอกาสที่ดี ที่ผมจะได้ตอบแทนในหลวงเป็นครั้งสุดท้ายครับ แล้วผมก็ต้องขอบคุณผู้กำกับและทีมงานที่ให้โอกาสเราสองคนได้มาร่วมงานในครั้งนี้ คนเขียนบทก็เก่งมากสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ จนกระทั่งมาถึงวันที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคตได้ เราก็อยากให้ทุกคนได้ติดตามดูครับ”

แดน “ชื่อของตอนของเรามีอยู่ว่า บ้านของพ่อ เราตั้งใจที่จะถ่ายทอดออกมาให้คนไทยได้รู้ว่านี่คือคำสอนของพ่อ ที่ท่านคอยบอกคอยสอนพวกเราอยู่เสมอว่าให้พวกเรารักกันเกิดเป็นคนไทยด้วยกันอย่าทะเลาะกัน ซึ่งในเรื่องเราสองคนจะต้องเล่นเป็นพี่น้องที่ทะเลาะกันบ่อยๆ บางทีเรื่องที่ทะเลาะกันมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลยแต่เราก็ยังทะเลาะ”

บีม “ผมคิดว่าเรื่องนี้ดีเพราะสามารถตีความสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ อย่างตอนนี้ที่คนไทยทะเลาะกัน เราก็อยากให้ดูว่าสองคนนี้จะทำอย่างไรต่อไปในวันที่ไม่มีพ่ออยู่ในบ้านแล้ว”

วันที่ทราบข่าวว่าพระองค์ท่านเสด็จสวรรคตเราสองคนทำอะไรอยู่ ?

แดน “วันที่ทราบข่าวผมกำลังจะเดินทางไปซ้อมคอนเสิร์ตครับ ตอนนั้นอยู่ในลานจอดรถ ก็เลยรีบขับรถกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันคิดอะไรไม่ออก ทุกอย่างมันเศร้าไปหมด เศร้ามากๆ ครับ”

บีม “ตอนนั้นผมอยู่ที่บ้านครับ จำได้เลยว่าวันนั้นวุ่นวายมาก มันมีข่าวลือออกมาเยอะแยะมากมายไปหมด คือมีคนบอกมาตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้วแต่ผมก็ยังไม่เชื่อ จนช่วงเวลา6 โมง ผมก็เริ่มที่จะแน่ใจแต่ก็พยายามโทร.หาคนที่รู้จัก เพราะผมรู้ว่าแฟนผมต้องเสียใจมากๆ ตอนนั้นผมก็เลยต้องรีบโทร.บอกให้เขากลับบ้าน เพราะผมไม่อยากให้เขาต้องขับรถคนเดียว ซึ่งพอเค้ากลับถึงบ้านปุ๊บก็มีแถลงการณ์ออกมา จากนั้นเขาก็เดินเข้ามากอดผมแล้วร้องไห้เราสองคนร้องไห้ไปด้วยกัน มันเป็นบรรยากาศที่แปลกมากๆ ไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตจะมีแบบนี้ แต่ผมก็บอกกับคนรอบข้างว่า ชีวิตต้องเดินต่อไป ผมคิดว่าสิ่งที่เราทำได้ก็คือการบอกเล่าเรื่องราวให้คนในยุคถัดไปได้รับรู้ ว่าเราเคยมีพระเจ้าอยู่หัวที่ดีขนาดไหน จริงๆ ผมเองก็เสียใจมากที่มีลูกไม่ทันเกิดในยุคนี้ แต่ไม่เป็นไรเรายังสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้เพราะยังมีคลิปวีดีโอต่างๆ ที่สามารถบอกเล่าพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ซึ่งผมก็พยายามเก็บไว้ให้ได้มากที่สุด”

เราสองคนเคยมีโอกาสได้ถวายงานหน้าพระพักตร์พระองค์ท่านบ้างหรือเปล่า ?

บีม “ไม่เคยครับ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผมเสียใจมากๆ ที่ไม่มีโอกาส แต่อย่างน้อยเราทั้งสองคนก็เคยร้องเพลงพระราชนิพนธ์ให้พ่อเพียงแต่ไม่ใช่ต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ท่าน”

สำหรับแดนเรามีแผนที่จะแต่งเพลงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นบ้างไหม ?

แดน “จริงๆ ผมก็ได้แต่งเพลงกับพี่เอ๊ะ ละอองฟอง ไว้ครับ ซึ่งเพลงนี้ผมเป็นคนร้อง โดยเนื้อเพลงมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การใช้ชีวิตหลังจากนี้ที่มีคำสอนของพ่อเพราะช่วงนี้ทุกคนต้องผ่านช่วงเวลาที่ต้องเศร้าโศกเสียใจ เราต้องพูดถึงเรื่องอนาคตด้วยว่าอนาคตเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรซึ่งจุดเริ่มต้นอย่างแรกเราต้องเน้นเรื่องความรักความสามัคคี เพราะวันนี้พ่อไม่อยู่แล้วเราต้องอยู่คอยเตือนซึ่งกันและกัน”

พระองค์ท่านเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิตของเราสองคนยังไงบ้าง ?

บีม “เรื่องการทำงานหนักและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคครับ ท่านมีความคิดความอ่านที่ดีที่ทำให้สังคมเราดี โดยที่ท่านไม่เคยเอาแต่ตัวเองท่านจะคิดถึงแต่ส่วนรวม ซึ่งมันเป็นหลักยึดถือที่ดีครับ อย่างผมเป็นนักดนตรี และพอได้เห็นพระองค์ท่าน มีพระอัจฉริยภาพในด้านนี้ด้วย ผมเชื่อว่าท่านทำได้ทุกอย่าง ซึ่งจุดตรงนี้แหละที่ทำให้เรายึดและนึกถึงท่านอยู่เสมอ”

‘ฮอน’ขอปฏิญาณตน ยึดพระบรมราโชวาท ทำความดีตลอดชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/243194

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งศิลปินรุ่นใหม่ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีถวายพ่อหลวง และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเดินตามรอยตามคำสอนของพ่อ สำหรับนักร้องหนุ่ม ฮอน-สันติ วจนพานิช ที่ล่าสุดได้เดินทางไปร่วมกับ กองทัพบกแจกขนมและยาหม่องให้กับประชาชนที่มาร่วมแสดงความไว้อาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมเผยจะขอปฏิญาณตน ยึดหลักคำสอนเรื่องการทำความดีมาปฏิบัติใช้ตลอดชีวิต

“ตลอด 70 ปี ที่พระองค์ท่านทำเพื่อประชาชนคนไทยโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพวกเราทุกคนเป็นอย่างมาก ฮอน รู้สึกเสียดายที่สุดในชีวิต ที่ไม่เคยมีโอกาสได้เฝ้าฯพระองค์ท่านสักครั้งเลย แม้จะเคยมีโอกาสเล่นดนตรีใน งานทรงดนตรี ของ CU BAND จุฬาฯ แต่ก็ไม่ได้เหมือนเมื่อสมัยก่อน ที่พระองค์ท่านจะเสด็จฯมาเล่นดนตรีกับสมาชิก CU BAND ด้วย แต่เราก็จะทำการเล่นเพลงพระราชนิพนธ์ทุกวันทรงดนตรี ซึ่งแค่ได้ยินก็รู้สึกตื้นตันมากๆ แล้วครับ ฮอน เองคงไม่สามารถทำทุกอย่างแบบที่พระองค์ท่านทำได้ทั้งหมด แต่มีหนึ่งคำสอนของพ่อที่ชอบ และจะนำไปปฏิบัติจนวันตายเลยคือ “การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่ว ซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลัง ในการสร้างเสริมและสะสมความดี” ข้อนี้สำคัญมากครับ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกวัยทุกวาระ ทุกสภาพสังคม เพราะในโลกปัจจุบันมีสิ่งเร้าเยอะมาก มีโซเชียล มีอะไรหลายอย่างทำให้ชักจูงไปทางที่ไม่ดีเยอะมากๆ เราเลยต้องมีสติ ทุกวันนี้การทำดีมันเห็นผลช้าจริงๆ คนส่วนใหญ่จะเห็นว่าการทำไม่ดีมักจะได้ดี จริงๆ มันเหมือนเป็นกับดักที่ทำให้เราละเลยกับการทำดีคำสอนของของพ่อคำนี้ยิ่งย้ำเรา และ ฮอน ก็จะซื่อสัตย์กับอาชีพนักร้องกับตัวเองให้มากที่สุดไม่โกง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ใช้ชื่อเสียงในทางที่ไม่ดี จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชน ยิ่งตอนนี้ได้เป็นยุวทูตกิตติมศักดิ์ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็จะทำ และคิดถึงส่วนรวมให้มากๆ ตลอดไปครับ”

‘บ๋วย-เชษฐวุฒิ’ยึดคำ‘พ่อสอน’เศรษฐกิจพอเพียงเปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/243187

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เคยเป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เป็นเปลือก จนเป็นหนี้สิน สำหรับ “บ๊วย-เชษฐวุฒิวัชรคุณ ก่อนจะปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองยึดคำ “พ่อสอน” เดินตามรอย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เศรษฐกิจพอเพียง จนตอนนี้ชีวิตดีขึ้นโดย “บ๋วย-เชษฐวุฒิ” เปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า

“ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่เคยใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เป็นเปลือก เป็นหนี้เป็นสิน ใช้ของเกินความจำเป็น บอกตรงๆ ผมก็ไม่เคยคิดนะว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นกับผม ผมเลยเปลี่ยนแปลงตัวเองใช้ชีวิตตามคำสอนของพ่อ พอเพียงแบบที่พ่อบอก จากนั้นทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น จริงๆ ถ้าชีวิตคนเรากระทบกับเรื่องเศรษฐกิจมันมีผลมากนะ เรื่องปากท้องมันมีผลมากกับชีวิตจริงๆ สามีภรรยาก็เลิกกันได้ครอบครัวก็ไม่มีความสุขเพราะฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ผมเปลี่ยนชีวิตไปเลยครับ ผมมีพระองค์ท่านเป็นแบบอย่าง แต่ก็ยังใช้ชีวิตไม่ได้ครึ่งหนึ่งของที่พระองค์ท่านเลย สำหรับพวกเราชาวไทยที่จะเริ่มทำตามคำสอนของพระองค์ท่านก็ง่ายๆ นะครับ เริ่มจากการพอเพียง ใช้ชีวิตตามที่เรามี ไม่เกินตัวแค่นี้ก็ได้แล้ว จริงๆ พระราชดำริของในหลวงมีมากมายเหมือนชาวเขาเผ่าเล็กๆ ตามขอบของประเทศไทยเขาทำมาหมดแล้วครับ เขาเปลี่ยนแปลงจากการทำไร่เลื่อนลอยมาปลูกป่า มาสร้างสวนกาแฟ ยกฐานะตัวเองขึ้นมา เขาก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เขาทำมาให้เราได้เห็นแล้วเพียงแต่ว่าเราไม่ได้รู้สึกหรือตระหนักถึงสิ่งเหล่านั้นแค่นั้นเอง มีตัวอย่างให้ดูเยอะทำเถอะครับมันไม่ใช่แค่เราภูมิใจแต่มันเป็นความภูมิใจของพ่อหลวงของเราด้วย เราจะพูดได้เต็มปากว่าเราเป็นคนไทย เราจะภูมิใจว่าเราเป็นลูกของพ่อ”

 

ธารนํ้าใจไม่เคยหมด‘โบว์ลิ่ง-มังกร’แจกอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/243192

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ธารน้ำใจของคนไทยยังไม่แห้งเหือด รวมทั้งเหล่าคนบันเทิงก็ยังทยอยเดินทางกันมาร่วมเป็นจิตอาสา บริเวณท้องสนามหลวงทุกวัน เหล่านักแสดงจากทางช่อง 8 นำโดย“โบว์ลิ่ง-ปริศนา” “ณฉัตร-กวิยณัฎฐ์” “ มังกร-ปภาวิน” “บอส-พุทธิพงษ์” และ “มาร์ติน มิดาล” ก็มาร่วมแจกอาหารให้ประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ ที่เต็นท์กองทัพอากาศเมื่อวันก่อน “โบว์ลิ่ง” เผยว่า

“มาที่นี่หลายวันแล้ว วันนี้ร้อนมากแต่ทุกคนไม่ไปไหน พร้อมใจกันมา ก่อนหน้านี้ไม่เข้าใจว่าทำไมมีคนมาแจกของเยอะแยะ แต่วันนี้รู้แล้วว่ามันไม่ได้สำคัญที่ของแจก แต่เป็นการแบ่งปันน้ำใจกันมากกว่า การที่คุณมากราบพ่อหลวง แม้คุณไม่พร้อมเราก็พร้อมจะช่วยเหลือในเรื่องที่คุณยังขาดเพราะเรามีพ่อคนเดียวกัน คำสอนของพระองค์เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตแทบทุกด้าน ท่านเป็นพ่อที่เสียสละ ทำงานทุ่มเทหลายอย่างเพื่อคนไทย ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เป็นมหาบุรุษ ท่านเป็นยอดคนที่ทำให้เรารู้สึกว่าโชคดีที่เกิดมาในรัชกาลของท่าน ส่วนคำสอนของท่านที่โบว์ลิ่งนำมาใช้คือ การที่ท่านได้บอกกับประชาชนตอนที่สูญเสียสมเด็จย่ากับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯว่า การจากไปเป็นเรื่องธรรมชาติ คนที่อยู่ทางนี้ต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อ วันนี้ท่านจากเราไปแล้ว ลูกทุกคนก็เสียใจ แต่ในฐานะพ่อของแผ่นดิน ท่านคงไม่อยากให้เราเศร้าโศกนานเกินไป เรายังมีหน้าที่ที่ต้องทำ แม้จะเสียใจก็ต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่เพื่อให้ประเทศของเราเดินต่อไปได้” “มังกร” กล่าวเสริมว่า “วันนี้มีโอกาสจะทำอะไรได้ ผมก็จะทำ ทำเพื่อรักษาคำว่าลูกของพ่อให้ได้อย่างที่ท่านทำ ผมจะกล้าใช้คำว่าลูกของพ่อได้ก็ต้องปฏิบัติอย่างท่าน พูดให้น้อย ทำให้มาก ขอเดินตามรอยเท้าพ่อด้วยการเป็นคนดีที่สุดคำสอนของพ่อมีหลายข้อ แต่สิ่งที่ผมยึดเป็นต้นแบบคือการเรียนรู้ อย่างน้ำเต็มแก้ว พวกเราทุกคนมักคิดว่าตัวเราทำได้เก่งแล้ว เรียนรู้มามากพอแล้ว ทำดีพอแล้ว ถ้าเรามองต้นแบบท่านไม่เคยมีคำว่าพอ ท่านเหน็ดเหนื่อยเพื่อพวกเรามาก เรียนรู้คิดค้นเพื่อพวกเรา เพื่อประเทศของพวกเรา ท่านเป็นคำสอนเป็นต้นแบบที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพระราชดำรัสไหนก็ตาม พ่อไม่เคยบอกว่ารักพวกเรามากแค่ไหน แต่ท่านทำให้พวกเราเห็น และพวกเรารู้ว่าท่านทำมามากแค่ไหน ตัวผมเองก็ไม่กล้าจะใช้คำพูดว่ารักพระองค์ท่านมากแค่ไหน แต่ผมจะใช้วิธีการเดียวกัน คือจะทำให้มาก จะปฏิบัติตัวให้ดีที่สุด ผมเป็นนักแสดง สิ่งที่ทำได้คือเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นต้นแบบให้กับเยาวชน”

 

‘คนไทยฯ’ พาค้นจารึก ‘พ่อขุนผาเมือง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/243199

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

รายการ “ฅนไทยไม่ใส่ดัดจริต” อาทิตย์ที่ 6 พ.ย.นี้ “ช่วงคนไทยไม่ลืมตัว” อิ๋งอิ๋ง-สิทธิณี จะพาไปพบกับ ตามจารึกท้องถิ่นได้เล่าถึงความเสียสละของพ่อขุนผาเมือง ว่าเป็นกษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่ง ที่เสียสละในการสร้างชาติ ที่ทรงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรวบรวมชนเผ่าไทให้มีความเข้มแข็ง จนสามารถสร้างอาณาจักรชาติไทย และต่อสู้จนเป็นอิสระพ้นอำนาจจากการปกครองของชนชาติขอมไปได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของพ่อขุนผาเมือง ที่ต้องเสียสละจากการครองอำนาจโดยชอบธรรมแห่งตน และเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อชาติอันเป็นที่รักมากกว่าความรักระหว่างหญิงกับชายของพระองค์กับพระมเหสีอันถือเป็น “อำนาจรักที่ยิ่งใหญ่” เหนือกว่าความรักใดๆ ที่มีในหญิงกับชายโดยทั่วไป พูดง่ายๆก็คือพ่อขุนผาเมืองรักชาติ มากกว่าการรักหญิง รักอำนาจ รักวาสนา รักราชสมบัติ จากนั้น“ช่วงคนไทยไม่ทิ้งกัน” ไม่เพียงหลวงพ่อพบโชคจะมุ่งเน้นการสร้างคนเท่านั้น หากยังได้ปัดเป่าความหิวให้กับชุมชนโดยรอบ ด้วยการตั้งโรงทานเพื่อแจกจ่ายอาหารให้กับคนทั่วทั้งจังหวัดเชียงรายในสถานที่ต่างๆ มากมาย ติดตามชม “ฅนไทยไม่ใส่ดัดจริต” ได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 15.30 น. ทางช่อง 5

‘94.5 ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก & บิ๊กเอฟเอม นำทีมดีเจทำดีเพื่อพ่อหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/243193

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ความดียังทำได้ในทุกวันและสุขใจที่ได้ทำดี นารีภรณ์ ตั้งขันติธรรม ผู้บริหารจาก 94.5 ลูกทุ่งเน็ตเวิร์กและบิ๊กเอฟเอม นำทีมดีเจทั้ง 2 คลื่น พร้อมทีมงาน ได้มามอบเสื้อและอาหารว่าง เพื่อร่วมแสดงความไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้กับน้องๆ ที่ ศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม

 

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/243198

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แม้การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะผ่านมาหลายสัปดาห์แล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าคนทั้งประเทศไม่คลายความเศร้า แม้แต่คนในวงการบันเทิงเอง ที่ต่างก็ลุกขึ้นมารวมใจกันทำให้สิ่งที่ตนเองถนัด ไม่ว่าจะเป็นการรวมพลังกันร้องเพลง การเป็นจิตอาสาช่วยเหลือประชาชน และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมยึดหลัก “คำพ่อสอน” มาปฏิบัติตาม อาทิ “อาต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา”ที่บอกว่าปฏิบัติตามคำพ่อสอนมาโดยตลอดเช่นกัน

“ผมทำมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ไปเป็นเกษตรกรแล้วตอนนี้ สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่บอกว่าไม่ทันเห็นพระองค์ท่านทรงงาน จริงๆ แล้วเดี๋ยวนี้สื่อค่อนข้างจะกว้างขวาง จะรู้ว่าพระองค์ท่านทรงงานยังไง ก็อยากจะบอกว่าพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ จริงๆ ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ พระองค์ท่านอยู่บนเศวตฉัตรและก็ดูแลปกครองบ้านเมือง แต่ว่าพระองค์ท่านลงมาทำซะทุกอย่าง ทุกอย่างในสวนจิตรลดาซึ่งเป็นพระราชวังที่พระองค์ท่านประทับอยู่ ก็เป็นสวนเกษตรไปแล้ว มีทั้งบ่อปลา มีทั้งโรงสีข้าว มีทั้งนมวัว มีสารพัดเลย พระองค์ทรงทำเพื่อที่จะวิจัยให้เกิดความก้าวหน้า แล้วก็ส่งไปให้พสกนิกรของพระองค์ท่าน

ผมว่าพระองค์ท่านเป็นในหลวงที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก แล้วทั้งโลกก็ยอมรับ ทุกคนก็ยกย่องให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศของเรา เป็นกษัตริย์องค์ที่ 1 ของโลก อยากจะบอกคนไทยทุกคนว่าสิ่งที่พระองค์ท่านปรารถนาที่สุด ประสงค์ที่สุดน่าจะเป็นคนไทยที่ต้องรักกัน เหมือนอย่างเพลงที่เราร้องวันนี้ ถ้าคนไทยเรารักกัน สามัคคีกัน ประเทศไทยจะได้เดินต่อไปได้ ไม่อย่างนั้นถ้าหากว่าเรายังทะเลาะกันอยู่ แบ่งสีแบ่งสันกันอยู่ ประเทศเราจะแย่ คือตอนนั้นที่ยังไม่มีเรื่องอะไรรุนแรง ผมเชื่อว่าเป็นเพราะบารมีของพระองค์ท่านคลุมอยู่ แต่ตอนนี้พระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว บารมีของพระองค์ท่านก็น่าจะต้องยังอยู่ ต้องอยู่ในหัวใจของคนไทยทุกคน แล้วเราต้องรักกัน เลิกซะทีนะครับเลิกการทะเลาะเบาะแว้ง ต้องรักกันเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน”

ด้าน “นุ้ย-สุจิรา อรุณพิพัฒน์” เผยว่า “นุ้ยมาที่สนามหลวงวันนี้เป็นวันที่ 3 แล้ว หลังจากที่เคลียร์ครอบครัวเรียบร้อย ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ได้มา เมื่อวานนุ้ยได้มาแปรอักษรที่ธรรมศาสตร์ รู้สึกภูมิใจ แต่วันนี้รู้สึกอิ่มใจ เพราะว่านุ้ยได้มาเป็นจิตอาสากับกรมการแพทย์ แพทย์อาสานะคะก็มาดูแลประชาชนที่ยืนต่อแถว บางคนมาตั้งแต่เมื่อวานบ่ายสอง ยังไม่ได้นอนเลย บางคนก็บอกมาตั้งแต่ตีสี่ สำหรับนุ้ยก็เป็นหน่วยประชาสัมพันธ์ คือเรียกว่าใครป่วย อย่าฝืนให้เข้ามาวัดความดันได้ แล้วนุ้ยก็มาแจกพิมเสนด้วย

เผอิญเมื่อวานเอาจากประสบการณ์ตัวเอง ระหว่างยืนรอแปรอักษรอยู่จะล้ม ก็รู้สึกว่าเออถ้าได้ลูกอมสักเม็ดก็น่าจะดี วันนี้ก็เลยซื้อลูกอมมา ก็เอามาแจกให้กับประชาชนด้วย วันนี้ก็อิ่มใจมากๆ เลยค่ะ แล้วพี่น้องทุกคนก็น่ารักมาก คือวันนี้นุ้ยยืนอยู่นี่มีทุกภาคทั่วประเทศจริงๆ บางท่านมาคนเดียว บางท่านมาตั้งแต่วันที่ 20 แล้ว เพื่อที่จะรอวันนี้ที่จะได้เข้าไปถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ บางคนมาไกลจากพังงา จากใต้ จากเหนือ อีสาน แล้วทุกคนก็พูดคุยกัน น่ารัก แล้วก็ได้รับพรเยอะแยะเลย เราก็ดีใจค่ะ หลังจากนี้นุ้ยก็จะมาที่นี่เรื่อยๆ อย่างที่บอกว่านุ้ยดูแล “ณดา” (ลูกสาว) ลงตัว แต่ก็ไม่ได้มาทั้งวัน มาเป็นช่วงเวลาพอเรามาเป็นจิตอาสาเสร็จปุ๊บก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ของเรา หน้าที่ของคุณแม่ดูแลลูก แต่นุ้ยก็จะมาเรื่อยๆ

นุ้ยได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ศิลปินแห่งชาติและบุคคลที่ได้มีโอกาสถวายงานกับในหลวง แล้วรู้สึกว่ายิ่งฟังยิ่งไปสัมภาษณ์ยิ่งรู้เรื่องราวของพระองค์ท่านในแง่มุมต่างๆ ที่เราไม่เคยรู้ ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกซึ้งไปในใจไม่ว่านุ้ยจะไปสัมภาษณ์แม่ผ่องศรี, อ.ปรีชา เถาทอง, ผู้พันเบิร์ด ทุกท่านพูดในแง่มุมที่ต่างกัน แต่รวมความรู้สึก รวมพระปณิธานของพระองค์แล้ว อยากจะช่วยเหลือประชาชน ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าทุกวินาทีของพระองค์คิดถึงแต่ประชาชน คิดถึงแต่อยากจะช่วยพสกนิกรของพระองค์ท่าน นุ้ยเองก็ยิ่งภูมิใจไปใหญ่ แล้วก็ยิ่งอยากที่จะบอกต่อความรู้สึกนี้ไปให้กับคนอื่นๆ รุ่นลูกรุ่นหลานค่ะ”

“มิน-พีชญา วัฒนามนตรี” บอกว่า “จริงๆ วันนี้ก็มาร่วมต่อแถว คิดว่าแถวคงยาวมาก แต่เราจะมาเมื่อไหร่ก็ได้เพราะเราอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เลยอยากสละให้กับคนต่างจังหวัดได้เข้าไปก่อน แต่เราก็มาถึงแล้ว เราก็ร่วมกันทำความดีช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยของเรา เราก็แจกพัด เดินแจกน้ำ แจกโบให้กำลังใจ ถ่ายรูป เห็นคนไทยมีน้ำใจให้กันแล้วก็รู้สึกว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ดีมากเลยค่ะ สิ่งที่พระองค์ท่านหลงเหลือให้กับเราก็คงเป็นความดี แล้วก็ความรักที่ทำให้พี่น้องเรารักกันโดยไม่มีเงื่อนไข อยากที่จะลุกมาทำสิ่งดีๆ ให้กันและกัน วันนี้ก็เห็นได้ชัดว่าคนไทยทุกคนทำด้วยใจจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอาสา น้องๆ ลูกเสือ-เนตรนารีเข็นรถเข็นกัน หรือว่าพวกเราทุกคนก็มาโดยที่อยากจะทำความดีเพื่อพ่อ

ส่วนเรื่องที่ว่ามินยึดหลักคำพ่อสอนอะไรมาใช้ในชีวิตประจำวันบ้าง สำหรับมินก็เป็นเรื่องการทำงาน เพราะจริงๆ แล้วเราก็อยู่ในวงการ เราก็อยากจะเป็นต้นแบบ พระองค์ท่านเป็นต้นแบบที่ดีในเรื่องของการทรงงาน แล้วก็การเสียสละ การรับผิดชอบในหน้าที่ต่างๆ อย่างมินเองวันที่ทราบข่าวจริงๆ ก็ยังทำงานอยู่ที่ประเทศจีน แล้ววันที่ทราบก็เหมือนไม่อยากทำงาน แต่เราก็คิดว่าพระองค์ท่านยังอยู่กับเรา พระองค์ท่านจะอยากให้เราทำอะไร เราก็ยังทำงานต่อไป

ตั้งแต่เกิดเลยภาพที่จำได้คือภาพที่เหงื่อไหลลงมาตรงปลายจมูกของพระองค์ท่าน เวลาเราดูรูปเฉยๆ ตอนเด็กเราไม่เข้าใจหรอกค่ะ แต่เวลาเราทำงานแล้วเราเดินทางบ่อยๆ เรารู้สึกว่าเราเหนื่อยล้า หรือเรารู้สึกว่าเราอยากพร่ำบ่น แต่เวลาที่เราได้เห็นรูปของพระองค์ท่าน หรือว่ามีการระลึกถึงขึ้นมาเราก็จะรู้สึกว่าเราแค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งในประเทศไทย

มินก็จะมีโอกาสได้ร่วมร้องเพลงสรรเสริญให้กับพระองค์ท่าน ของสถานีของเรา ช่อง 7 แล้วก็จะมีหลายอย่างค่ะที่เราได้ร่วมทำในโครงการของพระองค์ท่าน อย่างล่าสุดก่อนที่จะมีการเสด็จสวรรคตเราก็มีโปรเจกท์ที่ทำเพื่อพ่อกับแม่ของเราอยู่แล้วค่ะ เป็นของช่อง 7 ซึ่งตอนนี้ก็ยังต้องถ่ายทำต่อไป ตอนที่รู้ว่าได้ทำตอนแรกก็ดีใจ ต้องบอกว่าเป็นเกียรติมาก ยิ่งพอเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติมากที่จะได้ทำอะไรเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนี้มินว่าคนไทยจะได้ตระหนักถึงความรักที่เราแบ่งปันให้กันด้วยหัวใจ แล้วก็ความรับผิดชอบที่เราจะต้องทำให้หน้าที่ของแต่ละคน ใครมีอาชีพอะไรก็ทำให้เต็มที่”

หนึ่งเสียงศิลปินไทย ในรัชสมัย ร.๙

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/243177

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ชีวิตนี้ไม่เคยมีโอกาสได้เฝ้าฯรับเสด็จในหลวง อาจจะเป็นเพราะโตช้าไป แต่ได้ยินเรื่องเล่ามากมายถึงเรื่องราวดีๆ ของพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็ก จากพ่อ-แม่ จากครูจากรายงานที่ค้นคว้าที่โรงเรียน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นพระองค์ท่านด้วยตาของตัวเองที่ชอบรูปนี้มากๆ เพราะพระองค์ท่านแย้มพระสรวลด้วยความใจดี มีความสุขเปล่งประกายออกมาจากพระพักตร์ของพระองค์ท่าน

วันที่รู้สึกว่าได้สัมผัสเรื่องราวของพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิดกว่าครั้งไหนๆ คือวันที่เด็กคนนี้ได้ไปค่ายบนดอยกับที่โรงเรียน ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคุณตาคุณยายที่ทำไร่อยู่บนดอย ถามไถ่เขาถึงวิธีการทำไร่ทำนา เพื่อจะเอามาทำเป็นรายงานส่งอาจารย์ พอถามว่าทำไมคุณตาถึงทำอาชีพนี้ คุณตาเล่าให้ฟังว่า ในหลวงเคยเสด็จฯมาที่นี่ ท่านได้ทรงสอนในเรื่องของการทำเกษตร เพื่อให้ได้ประกอบอาชีพเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว

คุณตาบอกว่าที่ทำไร่จนยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะพระองค์ท่าน ได้ฟังได้แล้วรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่าสิ่งนี้แหละคือสิ่งที่พระองค์ท่านสร้างเอาไว้ที่เรามองเห็นสีเขียวของต้นไม้ตรงหน้าไกลจนสุดสายตา เห็นครอบครัวที่อยู่ด้วยกันด้วยรอยยิ้มด้วยความพอดี ความอุดมสมบูรณ์ของไร่สีเขียวที่อยู่ตรงหน้า คือสิ่งที่เติบโตมาจากความรักที่ในหลวงมีให้กับประชาชนของพระองค์ท่านจริงๆ

คุณตาโชคดีมากที่ได้รับคำสอนจากพระองค์ท่าน ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่ได้มีโอกาสนั้น แต่วันนี้ข้าพเจ้าได้มีพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างของความดี ความเอื้ออาทร และเชื่อว่าความรักที่พระองค์ท่านมีให้กับพสกนิกรชาวไทยจะยังอยู่ตลอดไป ไม่หายไปตามกาลเวลา

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข