Vivo เปิดตัวสโลแกนใหม่ “Camera & Music” มุ่งพัฒนาสมาร์ทโฟนสเปคเทพโดดเด่นทั้งภาพและเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซินเจิ้น, จีน—17 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

Vivo แบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำ เปิดตัวสโกแลนใหม่ “Camera & Music” อย่างเป็นทางการ พร้อมมุ่งสู่การเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่โดดเด่นทั้งด้านการถ่ายภาพและการฟังเพลง โดยจะผสานฟังก์ชั่นและดีไซน์ใหม่ในผลิตภัณฑ์ที่จะเปิดตัวในอนาคต 

ในรายงาน Worldwide Mobile Phone Tracker ประจำไตรมาส 3 ปี 2559 ของ International Data Corporation (IDC) ระบุว่า Vivo เป็น 1 ใน 5 ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลก ด้วยยอดส่งมอบที่พุ่งขึ้นกว่า 102.5% เมื่อเทียบรายปี นอกจากนั้นยังเป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์แรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยี Hi-Fi อีกด้วย 

อเล็กซ์ เฟิง รองประธานของ Vivo กล่าวว่า “Vivo ให้ความสำคัญกับลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง ทางบริษัทจึงทุ่มเทให้กับการสำรวจความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งาน และเราได้รับทราบว่าลูกค้าต้องการสมาร์ทโฟนที่มีกล้องคมชัด เราจึงมุ่งมั่นพัฒนากล้องของสมาร์ทโฟนให้ดียิ่งกว่าเดิม เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาสมาร์ทโฟนก็คือ การช่วยให้ผู้ใช้ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และได้แสดงตัวตนอย่างอิสระแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน” 

สำหรับกลยุทธ์ใหม่ของแบรนด์จะมุ่งเน้นไปที่การถ่ายภาพผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นวิธีที่ใครหลายคนใช้แบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขและเปิดเผยความเป็นตัวเอง โดย Vivo ได้ทุ่มเทเวลาหลายปีในการวิจัยจนบรรลุความก้าวหน้าต่างๆอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งยังร่วมมือกับผู้ผลิตกล้องยักษ์ใหญ่และพันธมิตรทางกลยุทธ์รายอื่นๆ เพื่อออกแบบเลนส์ ชิ้นส่วนต่างๆ Fill in light รวมถึงอัลกอริธึมอัจฉริยะมากมาย เพื่อทำให้ภาพมีความสมบูรณ์แบบทุกครั้งที่ถ่าย 

สมาร์ทโฟนของ Vivo ครบครันด้วยฮาร์ดแวร์ล้ำสมัยและซอฟต์แวร์ที่พลิกโฉมวงการ จึงไม่เพียงมอบภาพถ่ายที่สวยงามที่สุดเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์การถ่ายภาพชนิดที่ยากจะหาใครเทียบ ซึ่งการันตีได้ว่าจะทำให้ทุกช่วงเวลาของชีวิตมีความพิเศษสุดอย่างแน่นอน 

นอกจากนี้ Vivo จะหันไปให้ความสำคัญกับประสบการณ์เสียงโดยรวม โดยมีเทคโนโลยี Hi-Fi ชั้นนำเป็นพื้นฐานอันแข็งแกร่ง ผ่านการแสวงหาความเชื่อมโยงระหว่างเสียงเพลงกับชีวิต พร้อมกับเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างความร่วมมือในส่วนของคอนเทนต์ต่อไป 

คุณเฟิงกล่าวเสริมว่า “การหันเหความสนใจจาก Hi-Fi เพียงอย่างเดียว ไปสู่การเพลิดเพลินกับเสียงดนตรีในภาพรวม แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ของเราได้เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นพัฒนาฟังก์ชั่นไปสู่การคำนึงถึงประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟนโดยรวม” 

กลยุทธ์ของ Vivo ในการยกระดับประสบการณ์การใช้สมาร์ทโฟนไปอีกขั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีประสิทธิภาพและได้ผลในตลาดทั่วโลก ทั้งนี้ สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกล้องซอฟต์ไลท์จะเปิดตัวทั่วโลกปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ 

เกี่ยวกับ Vivo 

Vivo คือแบรนด์สมาร์ทโฟนระดับโลกที่สดใหม่และเปี่ยมด้วยพลัง มาพร้อมคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบ ดีไซน์อันน่าทึ่ง และเทคโนโลยีล้ำสมัย Vivo พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สวยงามและสร้างสรรค์เพื่อทุกคนที่มีไฟในหัวใจ

เกาหลีใต้-ปากีสถาน ยกขบวนสินค้าไฮเทคร่วมจัดแสดงในงาน CHTF 2016 ตอกย้ำความร่วมมือแนบแน่นกับจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซินเจิ้น–17 พ.ย. –พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

งานมหกรรมแสดงสินค้าไฮเทค China Hi-Tech Fair (CHTF) ครั้งที่ 18เปิดฉากขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการเซินเจิ้น (Shenzhen Convention & Exhibition Center) เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยนอกจากจะเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลต่อวงการอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว มหกรรม CHTF ยังก้าวขึ้นเป็นเวทีจัดแสดงระดับนานาชาติสำหรับสินค้าไฮเทคที่กำลังมาแรงในตลาด และดึงดูดคณะผู้จัดแสดงจากต่างชาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161117/0861612253-a

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161117/0861612253-b

คำบรรยายภาพ: ยินดีต้อนรับสู่งานมหกรรม CHTF กับก้าวสู่การเป็นเวทีแสดงสินค้าระดับโลก!

สำหรับปีนี้ ยอดผู้จัดแสดงจากเกาหลีใต้มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากงานครั้งก่อนถึง 4 เท่า และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยบูธจัดแสดงที่มีขนาดครอบคลุมพื้นที่เกือบ 2,000 ตร.ม. นำโดย Daejeon Techno Park, Jeonbuk Techno Park, Busan Techno Park และสถาบันอื่นๆ อาทิKOCCA รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีกว่า 200 แห่ง ที่มาพร้อมกับสินค้าไฮเทคหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์ของ IZON อย่าง Personal Scope-EXซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยให้สายตาของผู้ใช้ดีขึ้น โดยสามารถลดความเหนื่อยล้าของตาด้วยการกระตุกผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาทุกๆ 5 นาที ซึ่งผู้เข้าชมในงานสามารถทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่การันตีด้วยรางวัลดังกล่าวได้ที่บูธของ IZON ขณะที่ Litook ก็ได้นำโปรเจ็กเตอร์ขนาดพกพามาร่วมจัดแสดง เป็นอีกหนึ่งแกดเจ็ตไฮเทคที่เป็นไฮไลท์ของงาน ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 99 กรัม พร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยด้วยเซ็นเซอร์อุณหภูมิแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเด่นที่ในการโฟกัสและฉายภาพคมชัด พร้อมด้วยเลนส์ความละเอียดสูง

นอกจากเกาหลีใต้แล้ว ปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญของจีน ยังได้ตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับจีน ด้วยการขยายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนตามแนวทางยุทธศาสตร์การค้าเส้นทางสายไหมใหม่ (Belt & Road) โดย AbsoLogix ได้ขนซอฟต์แวร์เกม 60เกม ซึ่งเป็นผลงานจากสถาปนิก 400 คน มาเปิดตัวแก่ผู้ชมในงานเป็นครั้งแรก และเปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถดาวน์โหลดเกมเหล่านี้ได้บนสมาร์ทโฟน ขณะที่บางเกมยังรองรับการเล่นด้วยฟังก์ชั่นภาพเสมือนจริง (VR)อีกด้วย

เกี่ยวกับ CHTF

ธีมหลักของงาน China Hi-Tech Fair (CHTF) 2016 คือ “การขับเคลื่อนนวัตกรรมและมุ่งเน้นคุณภาพ” ด้วยความสำเร็จในการจัดงานตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ทำให้ CHTF เป็นงานแสดงสินค้าที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากงานหนึ่ง โดยมีอิทธิพลต่อวงการอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมจัดแสดงในงานปีที่แล้วต่างให้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี โดยมากกว่า 80% ของผู้จัดแสดงได้แสดงความประสงค์ที่จะเข้าร่วมงานอีกครั้ง นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่รัฐของหลายหน่วยงานอีกด้วย มหกรรม CHTF จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการเซินเจิ้น (SZCEC) บนถนนฝูหัว 3 เขตฝูเถียน เมืองเซินเจิ้น สามารถรับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.chtf.com/english/

หัวเว่ย เผยกลยุทธ์และโซลูชั่น ICT ล่าสุดที่งาน Smart City Expo World Congress 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาร์เซโลนา – 17 พ.ย. – พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

พัฒนาแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างด้วยเทคโนโลยี ICT ใหม่ระดับแนวหน้า เพื่อสร้างสรรค์เมืองอัจฉริยะและเปี่ยมพลัง

หัวเว่ย ประกาศกลยุทธ์และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่งาน Smart City Expo World Congress (SCEWC) 2016 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 พ.ย. 2559 ในบาร์เซโลนา ประเทศสเปน กลยุทธ์ของหัวเว่ยมีจุดสนใจหลักอยู่ที่การนำเสนอเทคโนโลยี ICT ชั้นนำใหม่ๆ ครอบคลุมช่องทาง cloud-pipe-device อย่างทั่วถึง เพื่อให้ภาครัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมสามารถมอบบริการขั้นสูงที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างชุมชนที่ยั่งยืน ในงานนี้ บริษัทได้เปิดตัวโซลูชั่น ICT หลัก ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อเร่งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ อาทิ  Intelligent Operation Center (IOC) ที่อาศัยพลังประสิทธิภาพของคลาวด์และบิ๊กดาต้า โซลูชั่นการจัดการเมืองอัจฉริยะด้วย Internet of Things (IoT) และโซลูชั่นบริการสาธารณะขั้นสูงซึ่งหัวเว่ยพัฒนาร่วมกับพันธมิตรระดับโลก

 

https://photos.prnewswire.com/prnvar/20161116/440197

คำบรรยายภาพ: หัวเว่ย เผยกลยุทธ์และโซลูชั่น ICT ล่าสุดที่งาน Smart City Expo World Congress 2016

พร้อมกันนี้ หัวเว่ยได้จัดการประชุม Global Smart City Summit ในงาน SCEWC โดยมีผู้เข้าประชุมกว่า 500 คนจากทั่วโลก ทั้งตัวแทนรัฐบาล พันธมิตรภาคอุตสาหกรรม และผู้นำทางความคิด

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City นั้นเติบโตไปทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อย่างไรก็ดี หลายเมืองเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในการทำเมืองอัจฉริยะให้เป็นจริง โดยนายหยาน หลี่ต้า ประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ย กล่าวเปิดการประชุมว่า “เมืองอัจฉริยะก็เหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีสมองและระบบประสาทที่ซับซ้อนซึ่งประสานการทำงานกัน เพื่อให้สามารถเรียนรู้และทำให้โลกที่เราอาศัยดีขึ้นอยู่เสมอ การเติบโตและวิวัฒนาการของเมืองอัจฉริยะต้องอาศัยระบบเปิดกว้างที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการฟูมฟักนวัตกรรม หัวเว่ย มุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ โดยนำเครือข่ายบรอดแบนด์ความเร็วสูง คลาวด์คอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า และ IoT เข้ามาใช้ เพื่อช่วยให้เมืองต่างๆ มีความรอบรู้ทันสถานการณ์ มีการเชื่อมต่อที่ดีขึ้น และชาญฉลาดมากขึ้น นอกจากนี้ ด้วยนวัตกรรมอันเกิดจากร่วมมือร่วมแรงกับพันมิตรมากกว่า 2,700 รายทั่วโลก และศักยภาพในการส่งมอบโซลูชั่นครอบคลุมทั่วโลก จึงทำให้หัวเว่ยสามารถจัดหาเทคโนโลยีและโซลูชั่นพลิกโฉมเมือง ซึ่งผสมผสานแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เข้ากับความเชี่ยวชาญของนักพัฒนาและบริษัทในพื้นที่ เพื่อช่วยพัฒนาระบบนิเวศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสรรค์เมืองอัจฉริยะ เราเชื่อว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะสามารถต่อยอดได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

นิโคลัส โหยว ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ของ UN-Habitat World Urban Campaign กล่าวถึงการรับมือกับความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้นของประชากรในเขตเมืองว่า “เทคโนโลยี ICT เปิดช่องให้เมืองต่างๆ สามารถทลายระบบสารสนเทศที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างเป็นอิสระ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้เมืองเชื่อมโยงผู้คน ข้อมูล ทรัพยากร และบริการต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดเมืองที่มีความทันสถานการณ์และมีการยกระดับ พร้อมนำเสนอบริการสาธารณะที่ชาญฉลาด เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

มัสซิมิเลียโน แคลปส์ ผู้ช่วยรองประธาน IDC Government Insightsประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) กล่าวว่า “เมืองอัจฉริยะเป็นเรื่องที่ทำได้ และเป็นกระบวนทัศน์ของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ระบบนิเวศขนาดใหญ่จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม และด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างเพื่อรวบรวมระบบและข้อมูลที่หลากหลายจากที่ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน”

ในระหว่างการประชุม Huawei Global Smart City Summit เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเมืองต่างๆ ยังได้มาร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในการใช้เทคโนโลยี ICT ใหม่ๆ เพื่อพลิกโฉมเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ซึ่งรวมถึง

– หลี่ ไท่ อธิบดีและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์การพัฒนาเขตเมืองของจีน ได้บอกเล่าให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับฟังว่า การบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ๆในการพัฒนาเขตเมืองนั้นช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศจีนได้อย่างไร เขาเชื่อว่า บริการที่แยกกันจะถูกรวมเข้าด้วยกัน และธุรกิจอัจฉริยะจะเป็นไปได้ด้วยแพลตฟอร์มที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือข้ามชาติและข้ามอุตสาหกรรม

– มูอัมมาร์ คาเล็ด อัล คาทีรี รองประธานบริหารฝ่ายวิศวกรรมและเมืองอัจฉริยะของ Dubai Silicon Oasis Authority (DSOA) ได้แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับการร่วมมือกับหัวเว่ยในการติดตั้งโซลูชั่นถนนอัจฉริยะในนิคมไฮเทค ซึ่งเป็นครั้งแรกในตะวันออกกลาง โดยระบบถนนอัจฉริยะซึ่งขับเคลื่อนโดยโซลูชันไอซีทีใหม่ล่าสุดของหัวเว่ยนี้ ได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าใช้งาน Wi-Fi รวมทั้งการวัดอุณหภูมิ ความชื้น และคุณภาพอากาศผ่านเซ็นเซอร์

โซลูชั่นเมืองอัจฉริยะของหัวเว่ยได้มีการติดตั้งในกว่า 100 เมือง ครอบคลุม 40 ประเทศ และเพื่อเป็นการผลักดันความร่วมมือและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หัวเว่ยได้เปิด Open Labs จำนวน 7 แห่งทั่วโลก ทั้งยังได้พัฒนาโซลูชั่นเมืองอัจฉริยะแบบองค์รวมร่วมกับพันธมิตรที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรมทั่วโลก ผ่านทางแพลตฟอร์มและระบบนิเวศเมืองอัจฉริยะที่เปิดกว้าง

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ย คือผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ชั้นนำระดับโลก

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20161117/0861612252

Ithmar Capital จับมือ World Bank ประกาศจัดตั้ง Green Growth Infrastructure Facility กองทุนสีเขียวกองแรกที่มุ่งลงทุนในแอฟริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ราบัต, โมร็อกโก–17 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          World Bank Group และ Ithmar Capital กองทุนเพื่อการลงทุนของประเทศโมร็อกโก ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการจัดตั้ง Green Growth Infrastructure Facility for Africa (GGIF Africa)กองทุนแรกที่มุ่งเน้นการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมในทวีปแอฟริกา

 Ithmar Capital Logo / Ithmar Capital and World Bank announce creation of Green Growth Infrastructure Facility, the first green fund dedicated to Africa (PRNewsFoto/Ithmar Capital)

          (โลโก้:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161116/440093LOGO )

Ithmar Capital CEO / Mr Tarik Senhaji, Chief Executive Officer of Moroccan sovereign wealth fund, Ithmar Capital (PRNewsFoto/Ithmar Capital)

          (รูปภาพ:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161116/440094 )

          GGIF จะมีโครงสร้างเป็นกองทุนการลงทุนภาคเอกชน โดยมีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดนักลงทุนภาคเอกชนที่สนใจลงทุนในโมร็อกโกหรือแอฟริกา และกำลังมองหาโอกาสการลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กองทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ทวีปแอฟริกาก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ผ่านการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้คาร์บอนต่ำ เช่น พลังงานสะอาด ระบบคมนาคมคาร์บอนต่ำ และการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

          GGIF จะได้รับการสนับสนุนจาก World Bank และ Ithmar Capitalซึ่งจะเปิดโอกาสให้กองทุนนี้ได้รับประโยชน์จากจุดแข็งขององค์กรทั้งสอง โดยทาง World Bank นั้นมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนและการวางนโยบาย ขณะที่ Ithmar Capital มีเครือข่ายพันธมิตรและประสบการณ์ในการวางโครงสร้างการร่วมลงทุน

          การประกาศดังกล่าวมีขึ้นที่เวที Finance Summit ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 22 หรือ COP22 ณ เมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก โดยการประชุมมุ่งเน้นไปที่การระดมกำลังเพื่อรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวและในเชิงรุกมากขึ้น

          นอกจากนี้ กองทุน GGIF ยังจะรวมถึงโครงการความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) โดยจะมุ่งเน้นที่การริเริ่มโครงการต่างๆ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งจะก่อให้เกิดการผนวกรวมกันของกลุ่ม PPPในประเทศเป้าหมาย

          World Bank และ Ithmar Capital จะดำเนินงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับบรรดานักลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาค กองทุนความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ไปจนถึงนักลงทุนสถาบันทั้งในระดับภูมิภาคและทั่วโลก เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

          นอกเหนือจากการจัดสรรปริมาณเงินทุนภาคเอกชนเพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมแล้ว กองทุนGGIF ยังจะให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงของโครงการที่มีแนวโน้มทำกำไรได้น้อย (non-bankable) เพื่อให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเครื่องมือต่างๆที่จะนำมาใช้ประกอบไปด้วยกลไกที่มีความแปลกใหม่สำหรับการเตรียมโครงการและโครงสร้างเงินทุน

          ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับหนังสือสนับสนุนแล้วจากประธานของ IFSWF (International Forum of Sovereign Wealth Funds) ซึ่งไม่นานมานี้ได้เปิดตัวคณะทำงานชุดแรกเพื่อดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ กองทุนความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ถือเป็นผู้ลงทุนรายหลักในโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย เนื่องจากมีประสบการณ์ด้านการลงทุนมายาวนาน มีสถานะเป็นกองทุนระดับชาติ และแทบไม่ต้องอาศัยสภาพคล่อง

          ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 แห่งโมร็อกโก ทวีปแอฟริกาได้กลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับโมร็อกโก” โดยขณะนี้ ประเทศโมร็อกโกซึ่งมีเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีทำเลใกล้กับทวีปยุโรป กำลังเดินหน้าเพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางที่มีศักยภาพแข่งขันสูงของทวีปแอฟริกา

          ปัจจุบัน ประเทศโมร็อกโกถือเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจรายสำคัญสำหรับหลายประเทศในแอฟริกาอยู่แล้ว ดังเห็นได้จากปริมาณการลงทุนโดยตรงที่เพิ่มสูงขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆที่มีมูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคาร ประกันภัย โทรคมนาคม เกษตรกรรมพลังงาน และอาคารสงเคราะห์

          เกี่ยวกับ Ithmar Capital:

          Ithmar Capital ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 โดยรัฐบาลโมร็อกโก และได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Hassan II Fund for Economic and Social Development ในนามของ Fonds Marocain de Developpement Touristique (FMDT) กองทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาประเทศระยะยาว ซึ่งริเริ่มขึ้นโดยราชอาณาจักรโมร็อกโกในภาคส่วนเศรษฐกิจต่างๆทางเศรษฐกิจ

           http://www.ithmar.gov.ma

          ที่มา: Ithmar Capital

ฉลองครบรอบ 25 ปี เมอร์ค ประเทศไทยไม่หยุดยั้งทำเพื่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

บริษัท เมอร์ค จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจด้วยความใส่ใจโดยคำนึงถึงทุกภาคส่วนตั้งแต่คู่ค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และสังคมไทย มาโดยตลอดนับตั้งแต่ที่จัดตั้งบริษัทขึ้นในประเทศไทย จวบจนครบรอบ ปีที่ 25 ในปีนี้ ด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าว เมอร์ค จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานหลายภาคส่วนและพนักงานในบริษัทจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องในปีนี้

โครงการล่าสุดที่กลุ่มพนักงานของเมอร์คได้เข้าไปมีส่วนร่วมนั้น เป็นกิจกรรม “มาช่วยเต่ากัน! Turtles Need Help… Rescue Turtles”  ซึ่งดำเนินการร่วมกับ รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประธานชมรมรักษ์เต่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา กิจกรรมดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือ เต่าและตะพาบน้ำจำนวน 190 ชีวิต จากวัดโพสพผลเจริญ จ.ปทุมธานี ด้วยการล้างทำความสะอาด แช่น้ำเกลือ กำจัดปรสิตภายนอก จากนั้นจึงวัดขนาด-ชั่งน้ำหนัก เพื่อบันทึกข้อมูล แยกเพศ และพันธุ์ เพื่อให้ยาถ่ายพยาธิ ป้อนวิตามินตามขนาดที่เหมาะสม ร่วมถึงการดูแลรักษาในเบื้องต้น ก่อนจะนำไปไว้ในที่พักฟื้นที่เหมาะสมหรือปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นจากเงินสนับสนุนของกิจกรรมวิ่งการกุศล Merck Charity Run : GIVE ME FIVE…. วิ่งเพื่อเต่า ด้วยแนวคิดในการทำประโยชน์ให้กับสังคมจากหนึ่งในพนักงานของเมอร์ค ได้จุดประกายให้เกิดเป็น ด้วยความตั้งใจที่อยากช่วยเหลือให้เต่าที่มีสภาพความเป็นอยู่ไม่เหมาะสมกลับคืนสู่ธรรมชาติและดำรงชีวิตได้ต่อไป โดยร่วมมือกับชมรมรักษ์เต่า และศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กิจกรรมการวิ่งการกุศลนี้ จัดขึ้น ณ สวนลุมพินี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนจากอย่างล้นหลามจากบริษัทคู่ค้าและลูกค้าของบริษัท เมอร์ค ประเทศไทย เช่นเดียวกับความสนใจจากประชาชนทั่วไปที่ให้ความสำคัญเรื่องการวิ่งเพื่อสุขภาพและร่วมทำความดี ด้วยความตั้งใจว่ารายได้จากการรับสมัครหลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปต่อยอดร่วมบริจาคให้ “โครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ” เพื่อช่วยเหลือเต่าและตะพาบน้ำที่ถูกปล่อยให้อยู่ในแหล่งน้ำที่ไม่เหมาะสมได้กลับคืนสู่แหล่งธรรมชาติตามแนวทางอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้ที่นับวันใกล้จะสูญพันธุ์

คุณรุ่งรวี เสลานนท์ กรรมการและประธานผู้บริหารฝ่ายการเงิน กล่าวว่า “ขอขอบคุณทุกคนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่มาร่วมกันทำความดีกับเมอร์ค ตั้งแต่การเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งระดมทุน จนถึงการอภิบาลเต่าและตะพาบน้ำให้มีสุขภาพแข็งแรงจนพร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติ และแม้ว่าบางท่านอาจจะไม่ได้มาร่วมดูแลเต่าด้วยกันในวันนี้ แต่ขอให้มั่นใจได้ว่า รายได้จากการวิ่งการกุศลที่ผ่านมาได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์สู่สังคมอย่างแท้จริงผ่านแรงกายและใจของพนักงานของเรา” จากเสียงของพนักงานเมอร์คที่กลายมาเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่ได้รับความร่วมมือจากคนทั้งในบริษัทฯ บริษัทคู่ค้า ลูกค้า และประชาชนทั่วไป ช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย และเป็นอีกส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าความรับผิดชอบต่อสังคมสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกคน ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคตได้ต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://goo.gl/uxGtNN  และ https://goo.gl/qWHbLG

เกี่ยวกับเมอร์ค ประเทศไทย

บริษัท เมอร์ค จำกัด สาขาประเทศไทย เป็นผู้จัดจำหน่ายชั้นนำ สำหรับสินค้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare) ผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งมีชีวิต (Life Science) ผลิตภัณฑ์ วัสดุ และเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม (Performance Materials) ให้กับโรงพยาบาล สถาบัน และอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย การดำเนินธุรกิจหลักของ เมอร์ค ประเทศไทย คือการทำการตลาดสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตโดยบริษัท เมอร์ค เคจีเอเอ และบริษัทในสังกัด บริษัท เมอร์ค จำกัด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2534 ในรูปแบบกิจการร่วมการค้าระหว่าง บริษัท เมอร์ค เคจีเอเอ และ บริษัท บี กริมม์ (ประเทศไทย)

“จัดระเบียบเรือคลองแสนแสบ”…ถึงเวลาเงี่ยหูฟังประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467167

"จัดระเบียบเรือคลองแสนแสบ"...ถึงเวลาเงี่ยหูฟังประชาชน

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

เหตุการณ์ผู้โดยสารพลัดตกเรือด่วนคลองแสนแสบ บริเวณท่าเรือนานาชาติ ซอยสุขุมวิท 15 กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสังคมถึงมาตรฐานความปลอดภัยของระบบขนส่งสาธารณะชนิดนี้

คำถามน่าสนใจก็คือ วันที่การขนส่งทุกระบบกำลังเดินหน้าพัฒนาด้วยการลงทุนมหาศาล แต่อะไรกัน เป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำ ในเมืองหลวงของประเทศไทย

“คนขับจอดไม่สนิท-ผู้โดยสารรีบเร่ง”ต้นตออุบัติเหตุ

หลังเหตุสลด ความวิตกกังวลได้แผ่ซ่านไปในหมู่ผู้โดยสารที่นิยมใช้บริการเรือด่วนคลองแสนแสบในชีวิตประจำวัน

สุรพล ทิพย์ปรีดา เล่าว่า นั่งเรือมากนานกว่า 5 ปีแล้ว เขามองว่าสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุมาจากเรือหลายลำจอดเทียบท่าไม่สนิทและออกตัวจากท่าเร็วเกินไป แต่ยอมรับว่าผู้โดยสารหลายคนก็ประมาท ขึ้นลงเรือทั้งที่ยังไม่จอดสนิท

“เวลาเทียบท่ากับเวลาออกจากท่า มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่มีความสม่ำเสมอ คนขึ้นลงกะจังหวะก้าวเท้าลำบาก เก่งหน่อยไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าไม่คุ้นชิน เพิ่งเคยนั่งหรือนานๆนั่งทีก็ต้องระมัดระวังหน่อย ส่วนพวกที่ชอบยืนกราบเรือก่อนเทียบท่าก็มีให้เห็นเหมือนกัน พวกนี้รีบร้อนเกินไป เรือยังไม่ทันเทียบท่า เจ้าหน้ากำลังมัดเชือกที่หลัก ก็โดดแล้ว”

เบญจวรรณ นักศึกษาสาวที่เดินทางโดยสารคลองแสนแสบเป็นประจำ เล่าว่า ความปลอดภัยในการขึ้นลงอยู่ที่เทคนิคและความชำนาญมากกว่ามาตรฐานของเรือและผู้ขับขี่

“คนมีประสบการณ์กะจังหวะถูกก็เสี่ยงน้อย คนไหนพลาดขึ้นมาก็ซวย เรือบางลำก็ขับเหมือนรถเมล์ ท่าไหนมีผู้โดยสารน้อยก็อาจจะจอดไม่สนิท เพราะมั่นใจว่าคนขึ้นลงก้าวข้ามได้อย่างปลอดภัย ที่น่ารำคาญก็คือ คนเก็บตังค์ บางคนชอบส่งเสียงให้เรารีบๆก้าว ไม่รู้มันจะกดดันไปไหน”

เธอเสนอว่า เรือโดยสารถือเป็นระบบขนส่งที่ทำความเร็วได้ดีกว่ารถเมล์มาก  ฉะนั้นควรจัดทำระบบขึ้นลงให้เป็นระบบ ลดความเร่งรีบลงไปบ้าง ทั้งพนักงานขับเรือ พนักงานเก็บค่าโดยสาร และผู้โดยสาร เพื่อความพอใจและปลอดภัยของผู้ใช้

ด้าน เจ้าหน้าที่ประจำสถานีจากกรมเจ้าท่ารายหนึ่งที่ส่งเสียงเตือนผู้โดยสารผ่านโทรโข่งตลอดทั้งวันว่า “ไม่ต้องรีบครับ ไม่ต้องรีบ รอให้เรือนิ่งก่อน” บอกว่า ผู้โดยสารบางรายมีปัญหาในการขึ้น-ลงจริง มักก้าวขาขึ้นก่อนเรือเทียบท่า เสี่ยงต่อการผิดจังหวะหากเรือยังไม่นิ่งพอ

“ช่วงหลังเลิกงานทุกคนรีบกลับบ้าน เรือยังยอดไม่สนิทบางทีก็รีบก้าว ระดับน้ำแต่ละวันก็ไม่เท่ากัน กะจังหวะลำบาก เราเตือนเสมอว่าไม่ต้องรีบครับ แต่ก็มีพวกไม่ฟัง บางคนทำหน้าเบื่อด้วย ว่าพูดอยู่นั่นแหละ”

ภาพจากเฟซบุ๊ก กลุ่มผู้โดยสารเรือ คลองแสนแสบ

“คมนาคม-เจ้าท่า”ประสานเสียงเร่งแก้ไข

เสียงจากหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างกระทรวงคมนาคม ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากนี้ไปจะสั่งเอาผิดจริงจังไม่มีข้อยกเว้นกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ควบคุมเรือและผู้ขับเรือหากละเว้นไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ จะไม่มีการลงทัณฑ์บนอย่างที่ผ่านมา ถ้าพบการกระทำผิดซ้ำจะดำเนินการพักใบอนุญาตการขับเรือ จนถึงการยึดใบอนุญาตขับเรือตลอดชีพ ส่วนเจ้าหน้าที่ประจำท่าต้องมีความผิดทางวินัยด้วย หากละเลยจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

นอกจากนั้นยังได้กำชับถึงเอกชนให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเรือให้แยกทางขึ้นและลงเรือ รวมถึงการทำช่องทางเดินบริเวณกลางลำเรือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารระหว่างการขึ้นลง โดยจะนำการจัดรูปแบบดังกล่าวมาทดลองให้บริการประชาชนตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.นี้ เป็นระยะเวลา 1 เดือน เพื่อสำรวจความคิดเห็นและเสียงตอบรับ

“อนาคตมีแผนจัดระเบียบจะปรับปรุงทางเชื่อม (lamp) ขึ้น-ลงบริเวณท่าเรือ และติดตั้งกล้องวงจรปิดประจำเรือทุกลำเพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราสนับสนุนบริษัทเอกชนผู้ให้บริการเปลี่ยนมาใช้เรือโดยสารระบบแบตเตอรี่เพื่อลดการปล่อยมลพิษลงสู่แม่น้ำตลอดจนลดมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น ตลอดจนจัดความถี่ตารางเวลาเดินเรือ (Boat Schedule) ในคลองแสนแสบใหม่เพื่อลดปัญหาการทำรอบ หลังจากได้รับรายงานว่าเรือแต่ละลำแข่งกันรับผู้โดยสารให้ได้มากที่สุด โดยใช้วิธี ต้อนให้ผู้โดยสารคนลงเรือก่อนและเก็บค่าโดยสารภายหลัง ซึ่งในอนาคตอาจจะต้องมีการกำหนดให้ผู้โดยสารซื้อตั๋วก่อนลงเรือ เพื่อแยกการให้บริการก่อนลงเรือ”

ขณะที่ จิราภรณ์ จันทรศิริ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านมาตรฐานการขนส่งทางน้ำ กล่าวว่า เรือรูปแบบใหม่ที่เตรียมใช้งานจะมีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น แต่อาจจะสูญเสียความสะดวกสบายหรือรวดเร็วลงไปบ้าง เนื่องจากมีทางขึ้น-ลงชัดเจน ไม่สามารถขึ้นลงส่วนไหนก็ได้เหมือนปกติ

คำถามคาใจประชาชนที่ว่า กรมเจ้าท่าสั่งยกระดับมาตรฐานเรือโดยสารให้ดีกว่านี้ไม่ได้หรือ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ยืนยันว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการพยายามพัฒนาเรือให้ดีขึ้นเสมอ แต่ติดเรื่องงบประมาณ อย่ามองว่ามีผู้โดยสารจำนวนมากแล้วเอกชนจะมีกำไรสูง จริงแล้วไม่ใช่ ต้นทุนในการบริหารจัดการเดินเรือค่อนข้างสูง นอกจากเรือ ยังมีท่าเรือที่ต้องดูแล ทำให้ไม่มีเอกชนรายอื่นกล้าเข้ามาลงทุน

“เรือแพง ไม้แพง คนขับก็หายาก มีจำนวนน้อย กว่าจะพัฒนาทักษะให้สามารถขับรับ-ส่งผู้โดยสารในบริเวณคลองแสนแสบซึ่งมีขนาดเล็กได้ต้องใช้เวลานาน การขับเรือไม่เหมือนขับรถ อย่านึกว่าเอกชนเขาแย่งกันมาเดินเรือ ต้นมันสูง กรมเจ้าท่าอยากให้มีการแข่งขันเพื่อพัฒนา แต่ความเป็นจริงไม่มีเลย”

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่งจากกรมเจ้าท่า ให้ข้อมูลเสริมว่า อุปสรรคและข้อจำกัดในการพัฒนาระบบขนส่งโดยสารทางเรือบริเวณคลองแสนแสบนั้นมีหลายด้าน ไล่ตั้งแต่ สะพานข้ามคลองที่แต่ละแห่งค่อนข้างต่ำ ความกว้างของคลองที่ส่งผลต่อขนาดเรือและท่าเรือ ที่สำคัญยังขาดความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน

“ความสะดวกและปลอดภัยในการเดินเรือนั้นยกระดับได้ ประเทศอย่างเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ก็เดินเรือในคลอง ออกแบบให้เป็นระบบปิด ติดแอร์ สวยงาม ปลอดภัย ถ้าจะบ้านเราจะสร้าง ยังไงก็ทำได้ อาจทดลองสัก 2-3 ลำ เก็บค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเพื่อยกระดับ คิดว่าผู้โดยสารน่าจะอุ่นใจและมีผู้อยากใช้เพิ่มขึ้น”

รายงานการสำรวจ ความหนาแน่นผู้โดยสาร เรือคลองเเสนเเสบ ปีงบประมาณ 2558 จากกรมเจ้าท่า

คืบหน้าล่าสุด”เรือใหม่”พร้อมใช้ 15 ธ.ค.นี้

ฝั่งเอกชนผู้ให้บริการเดินเรือขนส่งบริเวณคลองแสนแสบอย่าง บริษัทครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ขณะนี้กำลังเร่งพัฒนาสร้างเรือให้มีความปลอดภัยมากขึ้น และพร้อมทดลองให้บริการเรือใหม่ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ จำนวน 2 ลำ

เชาวลิต เมธยะประภาส เจ้าของกิจการครอบครัวขนส่งฯ กล่าวว่า เรือรูปแบบใหม่จะมีทางขึ้นลงชัดเจน ซ้ายและขวาด้านละ 2 ประตู เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารสามารถยืนบนกราบเรือก่อนขึ้น-ลงได้อีก พร้อมกับติดตั้งพลาสสติกใสที่มีความแข็งแรงทดแทนแผ่นผ้าใบรอบลำเรือ ป้องกันปัญหาน้ำกระเด็นใส่ผู้โดยสาร ขณะที่ภายในได้เพิ่มช่องทางเดินบริเวณกลางลำเรือเพื่อความสะดวกของประชาชน

“การปรับปรุงใหม่ จะมีทางเข้าออก 4 ช่องทางเท่านั้น ซ้าย 2 ขวา 2 และเพิ่มทางเดินตรงกลาง จากนี้จะกรูเข้าไปพร้อมๆกันเป็นแถวไม่ได้แล้ว แต่ก็มีข้อเสีย หากเรืออับปางจะหนีออกจากเรือได้ยาก แตกต่างจากปัจจุบันที่มีลักษณะเปิดโล่ง”

เชาวลิต เปรียบเทียบความปลอดภัยของการโดยสารทางเรือกับทางบกว่า ถ้าทุกฝ่ายร่วมกันเคารพกฎอย่างเคร่งครัด ปัญหาจะลดน้อยลง

“การขึ้นลงทางเรือก็เหมือนทางบก มีลักษณะเหมือนกับพวกรถไฟฟ้า MRT BTS คนในออกก่อน คนนอกค่อยเข้า รอเรือจอดสนิทก่อนค่อยก้าว ถ้าเคารพกฎ ปัญหาจะไม่เกิด”

เจ้าของกิจการครอบครัวขนส่งฯ พูดถึงข้อกำจัดในการพัฒนาว่า ที่ผ่านมา ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัท ทำให้ต้องลงทุนด้วยเงินสด ซึ่งถือเป็นอุปสรรคในการพัฒนามาก

“ทำอะไร แบงค์ก็ไม่ให้กู้ ทุกวันนี้เรือลำนึงลำก็ 7 ล้านบาทแล้ว แค่ค่าเครื่องยนต์ก็เกือบ 2 ล้าน”
เชาวลิตกล่าวสั้นๆ

ปัจจุบันบริษัทครอบครัวขนส่งฯ มีเรือโดยสารทั้งสิ้น 72 ลำ ใช้งานจริง ประมาณ 57-59 ลำต่อวัน โดยมี 2 ขนาด ความยาวประมาณ 20-24 เมตร กว้างประมาณ 4 เมตร รองรับผู้โดยสารได้จำนวน 150 คน และ 100 คน ตามลำดับ

เชาวลิต บอกถึงมาตรฐานของพนักงานขับเรือโดยสารให้ทุกคนสบายใจว่า กว่าจะเป็นพนักงานขับเรือได้ต้องมีประสบการณ์ผ่านการเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารให้กับบริษัทอย่างน้อย 5 ปี เพื่อเรียนรู้เส้นทางก่อน ขณะที่บทลงโทษ หากกระทำความผิด โทษสูงสุดคือไล่ออก ส่วนประเด็นการขับเร็วเพื่อทำรอบ ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน

“15 ธ.ค.นี้ก็ลองดูว่า สังคมจะชอบหรือไม่ชอบ ค่อยๆออกแบบพัฒนาไป การออกแบบสมบูรณ์เพียงแค่ในกระดาษ แต่ใช้งานจริงต้องทดลองและแก้ไขปรับแต่งไปเรื่อย คนไทยปกติช่างพูดอย่างเดียว ไม่ได้ช่างทำ ขอให้ช่วยกันคิด ทำแล้วค่อยพูด ไม่ใช่พูดอย่างเดียว”

พฤติกรรมลงเรือโดยสารผิดวิธีของผู้โดยสารรายหนึ่ง

 

เรือโดยสารประเทศ เนเธอร์เเลนด์ จากสมาชิกพันทิปหมายเลข 1587769

ถึงเวลาให้ความสำคัญกับระบบขนส่งทางเรือ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนต.ค.2558 สถาบันอนาคตไทยศึกษาเปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “10 ข้อเท็จจริงชีวิตคนกรุงเทพ”  หนึ่งในข้อเท็จจริงที่่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีนี้ก็คือ มีการลงทุนมหาศาลในระบบขนส่งมวลชนที่คนใช้ไม่มาก เช่น แอร์พอร์ตลิงค์ที่ลงทุนถึง 3.3 หมื่นล้านบาท กลับมีผู้โดยสารใช้เพียง 17 ล้านคนต่อปี BRT มีการลงทุน 2.8 พันล้านบาท มีผู้โดยสารใช้บริการ 6 ล้านคนต่อปี ขณะที่เรือด่วนเจ้าพระยา และเรือโดยสารในคลองแสนแสบ ได้งบประมาณเพียง 70 ล้านบาทในการดูแล ทั้งที่มีผู้ใช้บริการสูงถึง 29 ล้านคนต่อปี

ศ.ดร.บัณฑิต จุลาสัย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับการขนส่งทางเรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายน่าจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากผลประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่กับประชาชน

“เอกชนไม่ได้ทำเรือส่วนตัวหรือลักษณะท่องเที่ยว แต่เป็นเรือโดยสารสาธารณะที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ถ้ามองว่าการขนส่งทางน้ำเป็นประโยชน์ หน่วยงานต่างๆ เช่น กทม. กรมเจ้าท่า หรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ต้องช่วยเหลือได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชน เหมือนกับรถเมล์ รถไฟ ที่รัฐบาลยังมีนโยบายขึ้นฟรีให้เลย”

ดร.บัณฑิตชี้ว่า การให้ความสำคัญกับระบบขนส่งทางน้ำ จะส่งผลต่อระบบชนส่งโดยรวม ทั้งยังเป็นการสืบทอดวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ที่เดินทางทางน้ำมาตั้งแต่อดีตด้วย

“ลองคิดดูว่าถ้าวันหนึ่งคนเหล่านี้เปลี่ยนไปขับขี่รถยนต์  การจราจรจะติดขนาดไหน หรือเปลี่ยนไปนั่งรถไฟฟ้า รถเมล์ คนแน่นขนาดไหน วันนี้เรือโดยสารแบ่งเบาภาระให้กับการจราจรแล้ว เมื่อมีปัญหาก็น่าจะมีคนช่วยเหลือพัฒนา เหมือนกับเวลาที่คนจำนวนมากบอกว่าไม่อยากใช้รถแต่อยากเดินบนทางเท้า เราก็ควรทำทางเท้าให้ดี”

ภาพสเก็ตเรือโดยสารคลองแสนเเสบ จาก ยรรยง บุญ-หลง

 

โครงสร้างเรือโดยสารคลองเเสนเเสบ

ยรรยง บุญ-หลง สถาปนิกชุมชน ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เรือคลองแสนแสบ นับเป็นการเดินทางที่ไม่ติด และสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างตรงเวลา ที่สำคัญหากมองในแง่สิทธิ์ความเท่าเทียม เรือ 1 ลำที่บรรจุผู้โดยสารได้ถึง 100 คน ก็ควรได้รับคุณค่าและความสำคัญเท่ากับรถยนต์

“วันหนึ่งมีคนนั่งเรือประมาณ 6 หมื่นคน เท่ากับสิทธิ์ของรถ 6 หมื่นคัน ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงด้วยซ้ำ ลองคิดดูถ้าเรือเป็นรถไฟฟ้า รัฐคงเทงบประมาณมหาศาลในการปรับปรุงพัฒนา แต่พอเป็นเรือ รัฐกลับยังใช้ระบบท่าเรือที่ใช้กันมาเกือบร้อย ปี  เรือยังไม่สามารถออกแบบให้ติดแอร์ได้เลย วันนี้เรือควรเป็นเนื้อเดียวกันกับระบบรถไฟฟ้า และให้เกียรติคนนั่งในแบบเดียวกัน อาจจะมีนโยบายใช้ตั๋วร่วมเรือต่อรางที่ใช้ได้ในราคาเดียว ภายใน 2 ชั่วโมง”

สถาปนิกชื่อดัง ทิ้งท้ายว่า  ตัวอย่างจากประเทศอื่นที่ไม่มีเรือโดยสารที่คนใช้มากเท่าเรือแสนแสบ ดังนั้นถึงเวลาที่เราต้องคิดในแง่วิศวกรรมและออกแบบว่า จะปรับปรุงอย่างไรให้คนยังใช้มากเหมือนในปัจจุบัน ทว่าปลอดภัยและสะดวกสบายขึ้น

นาทีนี้อาจถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับระบบขนส่งทางน้ำซึ่งรองรับพี่น้องประชาชนผู้ใช้งานกว่า 20 ล้านคนต่อปีอย่างจริงๆจังๆเสียที

 

เบื้องหลังความซวย”คดีพ่อค้ายาขับรถชนดะ”ใครรับผิดชอบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 20:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/466944

เบื้องหลังความซวย"คดีพ่อค้ายาขับรถชนดะ"ใครรับผิดชอบ?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

สัปดาห์ก่อน คลิปวีดีโอเหตุการณ์ที่ตำรวจไล่ล่าพ่อค้ายาเสพติดกลางสี่แยกไฟแดงเมืองระยองเป็นที่สนใจของผู้คนในสังคมจำนวนมาก แม้ตำรวจจะใช้อาวุธปืนยิงใส่ล้อเพื่อสกัดกั้น แต่คนร้ายตัดสินใจขับพุ่งชนรถคันอื่นฝ่าวงล้อมหลบหนีไปได้ ทว่าสร้างความเสียหายแก่รถยนต์ของประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวหลายคัน

เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดว่า ความเสียหายของประชาชนผู้บริสุทธิ์ อันเกิดจากการที่คนร้ายหนีการไล่ล่าของตำรวจ … ใครคือผู้รับผิดชอบ

ใครชน…คนนั้นต้องรับผิดชอบ

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ผู้ที่จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวคือ คนร้าย เนื่องจากเป็นผู้กระทำความผิดและสร้างความเสียหายให้แก่พี่น้องประชาชน

“แม้ตำรวจจะไล่ล่า แต่คนร้ายเป็นคนชน คนร้ายก็ต้องรับผิดชอบ ตามขั้นตอนต้องไปดูต่อว่ารถมีประกันอุบัติเหตุและเข้าเงื่อนไขการได้รับความคุ้มครองจากบริษัทหรือไม่ หากเป็นกรณีที่รถคันดังกล่าวถูกโจรขโมยมาใช้สร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น เจ้าของรถตัวจริงไม่ต้องกังวล เพราะไม่ได้เป็นตัวการก่อเหตุ” 

ธวัชชัย กล่าวต่อว่า หากคนร้ายไม่มีเงินชดใช้ เจ้าทุกข์ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ฟ้องร้องศาลและรอคำพิพากษา หากคนร้ายไม่มีเงินอีก ก็ต้องไปตามสืบทรัพย์เพื่อยึดทรัพย์ต่อไป ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีความผิดก็ต่อเมื่อเป็นผู้สร้างความเสียหายโดยตรง

“ถ้าปฎิบัติหน้าที่แล้วไปสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง หน่วยงานตำรวจต้องชดใช้ เช่น ขับรถไปชนบ้านเรือนประชาชน ยิงปืนใส่โจรแต่ดันไปโดนบ้านคนอื่น แบบนี้ต้องรับผิดชอบ เรียกว่า ค่าชดใช้ทางแพ่ง เป็นความเสียหายจากการปฎิบัติหน้าที่ เพราะไปละเมิดบุคคลอื่นที่เขาไม่รู้เรื่อง”

“ซวย”…เพราะดันอยู่ผิดที่ผิดทาง

จากเหตุการณ์ที่ตำรวจไล่ล่าคนร้ายกลางสี่แยกไฟแดงเมืองระยองหนล่าสุด  กระแสสังคมเรียกร้องกดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องร่วมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย เนื่องจากมองว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุ แต่ เกิดผล แก้วเกิด ทนายชื่อดัง บอกว่า เป็นไปได้ยาก เนื่องจากไม่มีกฎหมายไทยฉบับใดระบุไว้แบบนั้น

“พูดตรงๆว่า ซวยครับ ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ใครชนคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ คนร้ายไม่มีเงินก็ต้องไปฟ้องร้องต่อศาลเพื่อยึดทรัพย์ต่อไป เหมือนซาเล้งขับไปชนรถเบนซ์ เสี่ยเขาจะเรียกร้องอะไรได้ ถ้าไม่ทำประกันไว้ก็เอาซาเล้งไปขาย ถามว่าตำรวจเป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายไหม พูดยากมาก เพราะอ้างได้ว่าปฎิบัติหน้าที่และไม่ใช่ผู้สร้างความเสียหายโดยตรง บุคคลที่กระทำการละเมิดคือคนร้าย  ถ้าเขาไม่มีเงินหรือประกันไม่รับผิดชอบ ก็ซวยไปครับ” 

ทนายเกิดผล ยกตัวอย่างว่า ถ้าตำรวจไล่ล่าโจร ด้วยการไล่ชนรถคนอื่นไปทั่วเพื่อเปิดทาง หรือใช้อาวุธปืนยิงไปถูกคนบริสุทธิ์ แบบนี้ตำรวจต้องรับผิดชอบ แม้จะไม่มีเจตนาแต่ก็ถือว่าประมาท ตรงกันข้าม ถ้าโจรยิงต่อสู้กับตำรวจ แล้วกระสุนที่ออกจากปากปืนโจรไปถูกพลเมืองดีเสียชีวิต ตำรวจก็ไม่ต้องรับผิดชอบ พูดง่ายๆ ใครทำก็รับผิดชอบไป

เกิดผล ทิ้งท้ายว่า อยากให้มีการวินิจฉัยอย่างจริงจังเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมต่อไปว่า การไล่ล่าคนร้ายในพื้นที่สาธารณะ หากเกิดความเสียหายขึ้นกับพลเมืองผู้บริสุทธิ์ลักษณะเช่นในคลิปวีดีโอนี้ หน่วยงานรัฐควรรับผิดชอบร่วมด้วยหรือไม่

เกิดผล แก้วเกิด ทนายชื่อดัง

เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยัน…ปฏิบัติตามยุทธวิธี

การติดตามจับกุมคนร้ายแต่ละคดีนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เบื้องหลังการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องใช้ทั้งการวางแผนที่รอบคอบ ความสามารถอันเจนจัด และไหวพริบ  เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนผู้บริสุทธิ์

พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เผยว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจปฎิบัติตามยุทธวิธี โดยมีกฎหมายคุ้มครองตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หากเกิดความเสียหายขึ้นกับผู้อื่นต้องพิสูจน์ว่า เจ้าหน้าที่ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบและมีเจตนาบริสุทธิ์หรือไม่ ถ้าทำโดยชอบแล้วไปกระทบกับผู้อื่น ต้นสังกัดอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นผู้รับผิดชอบ

“ต้องดูเจตนาและการทำงานในแต่ละกรณี  ต้องเข้าใจว่า เราติดตามคนร้ายเพื่อยับยั้งภัยสังคม ทำตามหน้าที่และมียุทธวิธีจากเบาไปหาหนักในการติดตามเพื่อให้ได้ตัวคนร้าย ไม่มีใครอยากทำเรื่องยาก แต่ต้องการให้จบโดยง่าย ไม่มีใครอยากปล่อยให้คนกระทำผิดผ่านมือไปสร้างความเสียหายในที่สาธารณะ”

พล.ต.อ. เดชณรงค์  บอกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียนรู้บทเรียนที่เกิดขึ้นเสมอ พยายามอย่างเต็มที่ในการติดตามจับกุมคนร้ายโดยไม่กระทบกับพี่น้องประชาชน สำหรับบุคคลที่เสียหายจากการทำปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่มีสิทธิ์ได้รับการชดเชย เพียงแต่ต้องพิสูจน์รายละเอียดอย่างรอบด้านถึงความประมาทและความละเมิดของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ พล.ต.อ. เดชณรงค์ ยืนยันด้วยว่า ผู้บริสุทธิ์ที่เสียหายในเหตุการณ์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือค่าตีราคาช่างซ่อมเพื่อนำรถยนต์ออกจากสถานีตำรวจตามที่มีเจ้าหน้าที่กล่าวอ้าง จนปรากฎเป็นข่าวไปทั่วสังคมออนไลน์แต่อย่างใด

“ไม่มีเหตุผลที่ต้องจ่าย”  โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุสั้นๆ แต่ชัดเจน

อาจถึงเวลาที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะหยิบกฎหมายขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง ทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องการชดใช้ความเสียหายจากเหตุการณ์ไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อความเป็นธรรมของผู้บริสุทธิ์ที่บังเอิญไปอยู่ผิดที่ผิดทาง

 

พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ชมคลิปจาก ton spy https://www.youtube.com/watch?v=lRanyxaNVfM

ทิศทางอนาคตประชากรไทย เด็กเกิดน้อย ด้อยคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/466753

ทิศทางอนาคตประชากรไทย เด็กเกิดน้อย ด้อยคุณภาพ

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

สังคมไทยกำลังเผชิญกับสังคมสุงอายุ และความสมดุลของประชากรวัยต่างๆ ที่กำลังเป็นปัญหาในอนาคตโดยเฉพาะด้านงบประมาณ

ช่วงเวลา 50 ปี นับตั้งแต่ปี 2509 ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทางประชากร หรือวิทยาลัยประชากรศาสตร์ ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาการเติบโตของประชากร เนื่องจากสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมเกษตรกรรมอัตราการเกิดสูง ขณะที่อัตราการตายอยู่ในระดับสูงด้วยเช่นกัน

ทว่า เมื่อระบบสาธารณสุข ระบบการแพทย์มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คู่สมรสตระหนักถึงภาระทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากการมีครอบครัวใหญ่ ประกอบกับคู่สมรสจำนวนไม่น้อยมีความต้องการแฝง ยอมรับวิธีควบคุมภาวะเจริญพันธุ์ ทำให้อัตราการเกิดอยู่ในระดับต่ำ

แนวโน้มอัตราเจริญพันธุ์รวมของประเทศไทย Total Fertility Rate (TFR) พบว่า ตั้งแต่ปี 2508-2513 จำนวนบุตรที่สตรีให้กำเนิดคิดเป็น 5.98 คน/สตรีวัยเจริญพันธุ์ 1 คน จากนั้นลดลงอย่างต่อเนื่องกระทั่งปี 2558 ไปจนถึงการคาดการณ์ว่าปี 2563 จำนวนบุตรที่สตรีให้กำเนิดจะเหลือเพียง 1.46 คนเท่านั้น

ขณะที่อายุเฉลี่ยของผู้สูงวัย พบว่า ปี 2508-2513 มีอายุโดยประมาณอยู่ที่ 55.89-60.59 ปี สัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ 5.2% แต่ผลการประเมินสถานการณ์ปัจจุบันปี 2558-2563 ผู้สูงวัยจะมีอายุเฉลี่ยยาวนานขึ้น หรือคิดเป็น 71.82-78.46 ปี และมีสัดส่วนผู้สูงอายุ่ 15.8%

จากสถิติข้างต้นทำให้สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาผลกระทบโครงสร้างประชากรในสัดส่วนประชากรวัยเด็ก วัยทำงาน และวัยสูงอายุ ที่ไม่สมดุลกัน

แนวทางแก้ปัญหาถูกนำเสนอโดย นิพนธ์ เทพวัลย์ ศาสตราภิชาน เงินทุนบริหารทั่วไป กองทุนวิทยาลัยประชากรศาสตร์ ผ่านผลงานวิจัยเรื่อง “ประเทศไทยต้องการวางแผนครอบครัวหรือไม่”

นิพนธ์ กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหาประชากรวัยเด็ก 1.ควรส่งเสริมให้ครอบครัวมีบุตรในระดับการทดแทนอย่างน้อย 2 คน ควบคู่ไปกับนโยบายพัฒนาคุณภาพประชากร โดยรัฐบาลต้องส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อการสมรส ส่งเสริมคุณค่าของการมีบุตรและการสร้างครอบครัวที่มั่นคง 2.สนับสนุนการให้สินเชื่อซื้อบ้าน 3.ให้ครอบครัวลดหย่อนภาษีเงินได้ สำหรับค่าใช้จ่ายของบุตรเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

4.ให้เงินช่วยเหลือครอบครัว โดยจ่ายเป็นระยะ ข้อควรระวังคือ ไม่จ่ายเงินเป็นก้อน เพราะอาจมีผู้ยอมตั้งครรภ์เพื่อแลกเงิน ซึ่งไม่มีความพร้อมในการดูแลเด็กเกิดใหม่ และ 5.เพิ่มสิทธิการ
ลาคลอด อีกทั้งให้บิดาและมารดาลาหยุดงานเพื่อดูแลบุตรเพิ่มขึ้น

ถัดมาคือแนวทางแก้ปัญหาคนวัยทำงาน เนื่องจากในอนาคตคนวัยทำงานจะลดลง จึงควรเร่งแก้ไขดังนี้ 1.ขยายอายุเกษียณการทำงานจาก 60 ปี เป็น 65 ปี การทำเช่นนี้จะเพิ่มแรงงานได้อีกทางหนึ่ง 2.จัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนที่รัฐให้เงินสนับสนุน รวมถึงส่งเสริมหน่วยงานเอกชนขนาดใหญ่มีสถานรับเลี้ยงเด็กด้วย 3.ใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำงานแทนแรงงานคนในภาคอุตสาหกรรม และ 4.ผลิตแรงงานที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการ เติมเต็มในสาขาอาชีพที่ขาดแคลน

สำหรับการแก้ปัญหาในด้านประชากรสูงวัย นิพนธ์ กล่าวว่า ควรปฏิบัติตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (ปี 2545/2564) อาทิ มาตรการหลักประกันรายได้ให้การศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต และปลุกจิตสำนึกให้คนในสังคมตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ

“เราอยู่ในภาวะที่เด็กเกิดน้อยลงและไม่มีคุณภาพ ขณะที่ภาวะแรงงานลดต่ำลงและต้องไปใช้แรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น ทุกวันนี้มีแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือเข้าไทยกว่า 1 ล้านคน ทั้งยังเข้ามาคลอดลูกในเมืองไทยแล้วกว่า 1 แสนคน ปัญหาเหล่านี้ยังไม่มีนโยบายรัฐบาลที่ชัดเจนเข้ามาแก้ปัญหา เช่น ต้องจำกัดจำนวนแรงงานที่มีความสามารถตามจำนวนที่กำหนดเท่านั้น” นิพนธ์ กล่าว

เทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า ทิศทางประชากรไทยจะไปทางไหนดี คือคำถามที่ต้องพิจารณาจากเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ปลูกฝังเยาวชน เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือสังคมผู้สูงอายุเจเนอเรชั่น เอ็กซ์ วาย ที่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้สูงวัย อาจมีความต้องการที่ยากจะเข้าใจ สืบเนื่องจากทุกวันนี้เจเนอเรชั่นนี้มักมีพฤติกรรมโลกส่วนตัวสูง

ถัดจากนั้นคือเจเนอเรชั่น “อัลฟ่า” เป็นเด็กที่เติบโตในโลกไร้พรมแดน หรือเด็กที่เกิดประมาณปี 2553 เป็นต้นมา เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่มีฐานะ เงินทอง สัมผัสเทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก อาจมีความรู้สึกเบื่อง่าย ไม่อดทน สมาธิสั้น

“จากนี้การกำหนดนโยบายจะต้องไม่ทำเหมือนเดิมอีกต่อไป สิ่งที่กังวลที่สุดคือ ยังไม่เคยศึกษาการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ากระทบต่อประชากรยุคใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น สมาร์ทโฟน โมบายแบงก์กิ้ง สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ได้” เทียนฉาย กล่าว

 

พลิกข้อกฎหมาย”ทำไมวันนี้… หม่อง ทองดี ยังไร้สัญชาติ?”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/466722

พลิกข้อกฎหมาย"ทำไมวันนี้... หม่อง ทองดี ยังไร้สัญชาติ?"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

หลังจากเรื่องราวชีวิตของหม่อง ทองดี วัย 19 หนุ่มไร้สัญชาติ ถูกเผยแพร่ออกไป

จากอดีตเด็กชายนักร่อนเครื่องบินกระดาษพับที่ไปคว้ารางวัลระดับโลก เมื่อหลายปีก่อน จนผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลขณะนั้นสัญญาว่าจะมอบสัญชาติไทยให้ พร้อมส่งเสียทุนการศึกษาจนจบชั้นปริญญาเอก

ผ่านไปเกือบสิบปี หม่องเติบใหญ่กลายมาเป็นครูฝึกโดรนประจำสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ สร้างผลงานถ่ายภาพมุมสูงจนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ทว่าเขายังไร้สัญชาติ ไม่มีใครส่งเสียให้เรียนจนจบชั้นปริญญาเอกตามที่ให้คำมั่นไว้

วันนี้ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ติดตามให้คำปรึกษาหม่อง ทองดีมาอย่างต่อเนื่อง จะมาตอบคำถามที่ว่า “ทำไมวันนี้หม่อง ทองดียังคงไร้สัญชาติ”

รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า สำหรับสิทธิในสัญชาตินั้น หม่องย่อมมีสิทธิในสองสัญชาติทั้งไทยและเมียนมา เนื่องจากหม่องเกิดในประเทศไทย จึงมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ขณะเดียวกันบุพการีของหม่องผ่านการพิสูจน์สัญชาติเมียนมาแล้ว หม่องจึงมีสิทธิในสัญชาติเมียนมาโดยหลักสืบสายโลหิต แต่สาเหตุที่หนุ่มน้อยคนนี้ยังไร้สัญชาติ ก็เพราะยังไม่ได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก เขาจึงมีสถานะเป็นคนต่างด้าวในทุกประเทศบนโลก

“แม้รัฐไทยจะบันทึกหม่อง ทองดีในทะเบียนราษฎรไทยตั้งแต่ พ.ศ.2547 แต่ก็มิใช่ในสถานะคนสัญชาติไทยแต่อย่างใด น้องหม่องซึ่งไร้รัฐโดยสิ้นเชิงตั้งแต่เกิดใน พ.ศ.2540 จึงเริ่มเป็นคนมีรัฐ กล่าวคือ มีรัฐไทยเป็นเจ้าของตัวบุคคลใน พ.ศ.2547 เขาจึงมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าวในทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

สำหรับกฎหมายสัญชาติไทย หม่องไม่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย ทั้งที่เกิดในประเทศไทย เพราะบุพการีเป็นคนต่างด้าวซึ่งมีลักษณะการเข้าเมืองไม่ถาวร แตกต่างจากคนไทยทุกคนที่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยอัตโนมัติ เพราะเกิดในประเทศไทย และพ่อแม่ก็เกิดในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยดังกล่าวก็รับรองสิทธิในสัญชาติไทยแบบมีเงื่อนไขตาม ม.7 ทวิ วรรค 2 ให้แก่หม่อง ในลักษณะเดียวกับคนเกิดในไทยตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 เป็นต้นมา แต่เงื่อนไขจะสัมฤทธิ์ผลก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติรับรองสิทธิใช้สัญชาติไทยนี้แก่เขา

โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2553 เปิดโอกาสให้รับรองสิทธิในสัญชาติไทยให้แก่”คนที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย” แต่รัฐบาลไทยทุกชุดที่ผ่านมากลับไม่ใช้โอกาสนี้ที่จะร้องขอการรับรองสิทธิในสัญชาติไทย ทั้งที่หลายฝ่ายมองว่า หม่องได้ทำชื่อเสียงอย่างมากต่อประเทศไทย และในวันนี้ก็ยังทำงานหนักช่วยเหลือสังคมในหลายวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หม่องเขากลับต้องเริ่มต้นเรียนกศน. เพื่อที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาตรี อันจะทำให้เขาสามารถใช้สิทธิในมติคณะรัฐมนตรีซึ่งกระทรวงมหาดไทยกำลังผลักดันให้แก่คนไร้สัญชาติซึ่งเกิดในประเทศไทย และเรียนจบปริญญาตรี เพราะทั้งหมดนี้จะทำให้สิทธิในสัญชาติไทยของเขามีผลโดยสมบูรณ์”

รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กับ หม่อง ทองดี

ขณะเดียวกัน หลายคนสงสัยว่า ทั้งที่หม่อง ทองดีมีสิทธิในสัญชาติเมียนมา แต่ทำไมเขาจึงไม่ยอมใช้สิทธิในสัญชาติเมียนมา นักวิชาการสิทธิมนุษยชนรายนี้ตอบอย่างรวดเร็วว่า

“ถามว่าทำไมหม่องถึงไม่ไปถือบัตรประชาชนเมียนมา ก็ขอย้อนถามกลับไปว่าถ้าคุณมีพ่อแม่เป็นแรงงานต่างด้าว ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว แต่คุณเกิดที่ประเทศไทย แล้วคุณจะพูดภาษาเมียนมาได้ไหม มีเพื่อนมีฝูงเป็นคนเมียนมาไหม แบบนี้คุณจะไปถือสัญชาติเมียนมาไหมล่ะ …ไม่ เพราะเขาไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนเมียนมา แต่คิดว่าตัวเองเป็นคนไทย เพราะเกิดที่ประเทศไทย โตที่ประเทศไทย ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย จนมีความกลมกลืนในความเป็นไทย อยากถือบัตรประชาชนที่แสดงสิทธิในสัญชาติไทยมากกว่า เพื่อที่จะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย อันเป็นแผ่นดินที่รักตลอดไป

ก็เหมือนคนไทยเชื้อสายจีน พ่อแม่นั่งเรือสำเภามาจากประเทศจีน จะให้ไปถือบัตรประชาชนจีน เอาไหม หม่องเองก็เช่นกัน เขาไม่ได้เกิดที่เมียนมา ไม่ได้โตมาในสภาพแวดล้อมที่เมียนมา เขาก็ไม่อยากไปอยู่เมียนมาหรอก ที่สำคัญหม่องเป็นอัจฉริยะขนาดนี้ ประเทศเราเลี้ยงเขา ให้การศึกษาเขา เขาสร้างคุณงามความดี ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมาขนาดนี้ จะคืนไปให้ประเทศเมียนมาทำไม”

รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ สรุปทิ้งท้ายว่า หม่อง ทองดีมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนแบบมีเงื่อนไข เพราะคนที่เกิดในประเทศไทยก็ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน เพียงแต่สิทธิดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่มีเงื่อนไข เนื่องจากบุพการีเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร ดังนั้นคงไม่ต้องให้ใครมาทำให้หม่อง “มีสิทธิ” ในสัญชาติไทย แต่การทำให้เงื่อนไขเพื่อ “ใช้สิทธิ” ในสัญชาตินี้ จะใช้มติคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่แล้ว หรือมติคณะรัฐมนตรีใหม่ก็ได้

“ถ้ารัฐบาลชุดนี้หยิบเอามติครม.เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2553 แล้วให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรับรองว่าหม่องทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย ก็จะถือเป็นการรับรองสิทธิที่จะใช้สัญชาติไทยโดยทันที เนื่องจากเขามีสิทธิในสัญชาติไทยตาม ม.๗ ทวิ วรรค ๒ จึงมิใช่คนต่างด้าวแท้ เพียงถูกถือเป็นคนต่างด้าว”

กระแสเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเข้ามาช่วยเหลือเด็กหนุ่มที่เคยสร้างชื่อเสียงต่อประเทศชาติ ทั้งยังเป็นพลเมืองดี ทำงานสุจริต ประพฤติตนอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ยังคงถูกจับตามองแทบไม่กะพริบว่าสุดท้ายแล้วหม่อง ทองดีจะได้รับสิ่งที่เขาสมควรจะได้รับหรือไม่

 

“พระราชดำรัสที่ไม่มีวันลืม” บันทึกพล.อ.เปรมถึงในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/466335

"พระราชดำรัสที่ไม่มีวันลืม" บันทึกพล.อ.เปรมถึงในหลวง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากหนังสือเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 14 ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ในฐานะองคมนตรีนับตั้งแต่เมื่อครั้งที่ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรีขณะนั้น ได้นำเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่องคมนตรี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2531 มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

คณะองคมนตรีมีความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ว่า ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 องคมนตรีจะทำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวาย คือ หนังสือเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ในหนังสือเล่มนี้ นอกจากจะประกอบด้วยสาระสำคัญต่างๆ แล้ว องคมนตรีแต่ละคนจะเขียนถึงความรู้สึกประทับใจในการทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้เขียนขอเรียนว่า การกล่าวถึงพระเมตตาและพระมหากรุณาที่แผ่ไพศาลนั้นมีมากมายเหลือคณานับ เป็นที่ประทับใจของปวงชนชาวสยามทั่วกัน จะเขียนให้ครบถ้วนไม่ได้ ผู้เขียนจะเขียนบางเรื่องที่เห็นว่าควรจะปรากฏในหนังสือเล่มนี้เท่านั้น ขอเริ่มดังนี้

ผู้เขียนและชาวสยามทุกคนต่างก็มีบุญวาสนา มีโชคดีเท่าเทียมกัน ที่ประเทศ ไทยของเรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพระองค์นี้ ผู้เขียนมีโอกาสทำงานถวายเป็นครั้งคราว ตั้งแต่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชองครักษ์เวร เมื่อ 14 เม.ย. 2512 และขออนุญาตใช้คำว่า “รับใช้บ่อยขึ้น” ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2513 คือ ตั้งแต่ผู้เขียนดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 จนกระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรี จวบจนปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 พ.ค. 2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ทรงเสียสละเพื่อปวงชน

นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการในการทรงครองแผ่นดิน “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เป็นผลประจักษ์ชัดว่า ประชาชนของพระองค์มีความปลื้มปีติโสมนัสอย่างยิ่ง ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความผาสุกมากขึ้น คนในชนบทมีความรู้ความเข้าใจในการทำมาหาเลี้ยงชีพดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น เข้าใจใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง” ประชาชนสำนึกรู้เองว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานสิ่งใด พระราชทานเพื่ออะไร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเป็นที่รักเคารพและบูชาของประชาชนชาวสยามทุกหมู่เหล่า และประชาชนทราบดีว่า การทรงเสียสละพระราชกิจส่วนพระองค์เพื่อความผาสุกของประชาชน คือ “ความสุขพระราชหฤทัย” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ไม่เพียงแต่ “คน” เท่านั้น ที่ได้รับพระราชทานพระเมตตา พระมหากรุณาและน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “สัตว์ ภูเขา สิ่งแวดล้อม ฯลฯ” ก็ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาเช่นเดียวกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยในทุกเรื่อง ที่มีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน ที่มีผลกระทบต่อประเทศ ได้รับพระราชทานพระราชดำริ และพระราชดำรัสแนะนำเจ้าหน้าที่ให้ลองไปปฏิบัติ ทรงรับความคิดเห็น ข้อเสนอของเจ้าหน้าที่ ทรงร่วมพิจารณา และมีพระบรมราชวินิจฉัยแก้ไขให้นำไปใช้ได้ ทั้งทรงใส่พระราชหฤทัยและทรงติดตามผลงานเป็นเนืองนิจ

นอกจาก “ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม” แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชหฤทัยอันประเสริฐ เปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณา ในรอบ 24 ชั่วโมง เว้นแต่เวลาเสวยและทรงพระบรรทม เวลาที่เหลือจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ทรงพระราชดำริ ทรงวางแผนที่จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อราษฎร ในขณะเดียวกัน พสกนิกรชาวสยามทั่วราชอาณาจักรล้วนตระหนักเสมอว่า การทรงงานหนักเพื่อราษฎรนั้น จะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเบิกบานพระราชหฤทัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้ความเข้าพระราชหฤทัยในแขนงวิชาต่างๆ แทบทุกแขนง ทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง ทรงแนะนำและทรงสนทนากับผู้เข้าเฝ้าฯ ได้ดีและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชาติบ้านเมือง ยิ่งกว่านั้น ยังพระราชทานกำลังใจแก่ข้าราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งใหญ่ และเป็นความซาบซึ้งในน้ำพระราชหฤทัยที่ทุกคนได้รับพระราชทาน การทรงวางพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการทรงปฏิบัติพระราชกิจต่างๆ เป็นสิ่งงดงามประเสริฐยิ่ง ทรงเป็น “ต้นแบบของแผ่นดิน”

คนไทยปวงชนชาวสยามทั่วหน้ารู้สึกประทับใจและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวอย่างไร ผู้เขียนซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวน 65 ล้านคน และเป็นข้าราชบริพาร ขอร่วมความรู้สึกประทับใจต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างนั้นเช่นเดียวกัน

น้ำพระราชหฤทัยสุดประเสริฐ

ในส่วนของผู้เขียน มีเรื่องสำคัญที่ควรบันทึกไว้ ดังนี้

เมื่อผู้เขียนดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2

ไม่สามารถอ้างอิงวันเดือนได้ แต่เป็นปลายปี 2517 พล.ต.เทียนชัย จั่นมุกดา หัวหน้านายทหารรักษาความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปตรวจภูมิประเทศเพื่อวางแผนในการถวายอารักขา เรานัดพบกันบนภูผาเหล็ก เวลา 10.30 น. พอถึงเวลาอาหารกลางวัน ผู้เขียนชวนคุณเทียนชัยให้รับประทานข้าวห่อที่กองทัพเตรียมไป คุณเทียนชัยบอกว่า เตรียมข้าวห่อมาจากกรุงเทพฯ ด้วยแล้ว คุณเทียนชัยเล่าต่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้เตรียมข้าวห่อไปด้วยจะได้ไม่เป็นภาระของกองทัพ กองทัพเขามีภาระมากอยู่แล้ว

นี่คือน้ำพระราชหฤทัยสุดประเสริฐของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อวันที่ 13-16 ต.ค. 2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน ประทับแรกที่เขื่อนน้ำอูนของกรมชลประทาน ขณะนั้นยังไม่มีพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ก่อนเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่หน้าที่ผู้ถวายงานและรับเสด็จผู้เขียนได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาให้ประทับต่อไปอีก 2-3 วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า “ฉันมีความจำเป็นต้องกลับ แต่ถ้าแม่ทัพอยากให้ฉันมาอีกเมื่อใด ให้บอกไป ฉันจะมา”

ผู้เขียนไม่มีเอกสารอ้างอิง แต่ขอยืนยันว่า เป็นพระราชดำรัสที่ผู้เขียนได้ยินและจะไม่มีวันลืม และไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายถึงสิ่งที่มีอยู่ในพระราชหฤทัย

เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรตามจังหวัดต่างๆ จะทรงเตรียมพระองค์พร้อมเสมอ โปรดที่จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง และทรงใช้แผนที่โดยตลอด ทรงเชี่ยวชาญในการใช้แผนที่อย่างยิ่ง นายทหารแผนที่ยอมรับว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวิชาแผนที่ดีกว่าพวกเขา (นายทหารแผนที่) ในการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร จะทรงทราบว่า บางระวางในแผนที่ที่ทรงใช้ ผิดจากภูมิประเทศจริง จะทรงอธิบาย และมีพระราชดำรัสกับนายทหารแผนที่ที่ตามเสด็จให้รับไปแก้ไข

ข้าราชการและผู้ตามเสด็จต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะกราบบังคมทูลตอบพระราชดำรัสถาม และส่วนมากจะทรงถามที่ผู้ถูกถามมักจะไม่ได้เตรียมมาก่อน

ข้าราชการและผู้ตามเสด็จต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงงานนานหลายชั่วโมงโดยไม่ทรงพัก ไม่เสวยเมื่อถึงเวลาเสวย และไม่ทรงใช้ห้องสรงเป็นเวลานาน

วิธีการทรงงานของพระองค์

ผู้เขียนได้รับพระราชทานพระมหากรุณาให้ตามเสด็จไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลเป็นสิบๆ ครั้ง ได้ทราบ ได้เห็น ถึงวิธีการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พอสรุปได้ว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชหฤทัยมั่น ทรงแน่วแน่ที่จะได้ทอดพระเนตรของจริง ความจริง เพื่อทรงนำไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับรายงานที่องค์กรต่างๆ ทูลเกล้าฯ ถวาย

พระองค์มีพระวิริยะ พระอุตสาหะ พระขันติ แม้จะทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย ก็ไม่ทรงท้อถอย

เมื่อทรงทราบข้อมูลโดยละเอียด ถูกต้อง และครบถ้วนแล้ว จึงจะทรงพระราชดำริพระราชทานแก่หน่วยงานต่างๆ

ไม่ทรงมีกฎเกณฑ์และกำหนดการแต่งกายของราษฎรที่เข้าเฝ้าฯ บางคนไม่สวมเสื้อ ไม่ทรงรังเกียจแต่อย่างใด

ทรงวางพระองค์เรียบง่าย ประทับกับพื้นดินบ่อยๆ

ในการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรแต่ละครั้ง จะทรงงานจนเสร็จตามที่ทรงตั้งพระราชหฤทัย จึงจะทรงหยุด ไม่ว่าจะทรงใช้เวลานานเท่าใด

จะไม่ทรงตำหนิใด แม้จะกราบบังคมทูลรายงานไม่ถูก ไม่ครบถ้วน ไม่ใช้ราชาศัพท์ หรือใช้ราชาศัพท์ไม่ถูก

ปวงชนชาวสยามมีบุญยิ่งใหญ่ที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นหลักชัยของประเทศ มีการกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนในชาติ ทรงเป็นมิ่งขวัญ ทรงเป็นที่เคารพ ทรงเป็นที่บูชา และทรงเป็น “พ่อ” ของคนในแผ่นดิน คำกล่าวเหล่านี้หลั่งออกมาจากใจทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติในประเทศของเรา เป็นคำกล่าวที่แสดงถึงความรู้สึกของคนไทยของปวงชนชาวสยามที่มีต่อในหลวงพระองค์นี้ ความรู้สึกที่จะดำรงอยู่ตลอดไปไม่มีวันสลาย

เท่าที่เคยได้ยินมา มีชาวต่างประเทศประเทศหนึ่งพูดว่า ประเทศของเขาโชคดีน้อยกว่าประเทศไทย เขาไม่มีคิง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภถึงคำสามคำ คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทรงพระราชดำริว่า เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุข มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย น่าจะนำคำสามคำนี้ไปใช้ประโยชน์ บัดนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้คำสามคำนื้ เป็นปัจจัยในการกำหนดนโยบายในการปฏิบัติต่อราษฎรแพร่หลายมาก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐในสามจังหวัดภาคใต้ และได้ผลดีระดับหนึ่งภาคเอกชนก็เข้าใจคำเหล่านี้ และได้นำไปปรับใช้ในธุรกิจ

พระราชทานคำแนะนำรัฐบาล

เมื่อผู้เขียนดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และนายกรัฐมนตรี

ในบางประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือเป็นจารีตประเพณีว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีหน้าที่ต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลอย่างไร รัฐธรรมนูญของเรามิได้กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลายอย่างที่ทรงเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผ่านรัฐบาลนายกรัฐมนตรีของประเทศ เราจะขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเฝ้าฯ ตามระยะเวลา เพื่อกราบบังคมทูลรายงานการปฏิบัติหน้าที่ และ/หรือ เรื่องอื่นๆ เช่น ขอพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำ ขอพระราชทานพระราชดำริ ฯลฯ ผู้เขียนก็ปฏิบัติเช่นนั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามที่กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณทุกครั้งอย่างเต็มพระราชหฤทัย ในบางครั้งจะทรงเตือนในเรื่องต่างๆ ที่ทรงเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล เพื่อความผาสุกของราษฎร อันเป็นผลให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบแนวทางบริหารราชการแผ่นดินจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกทางหนึ่ง

การที่นายกรัฐมนตรีได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้เฝ้าฯ มีผลพลอยได้ที่ดีมากอีกประการหนึ่งคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบการปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายของรัฐบาลทุกรัฐบาล ฉะนั้น ทรงสามารถพระราชทานพระราชดำริ พระราชทานพระราชดำรัสแนะนำ หรือพระราชทานพระราชดำรัสเตือนแก่รัฐบาลที่ผลัดเปลี่ยนเข้ามาบริหารประเทศได้ในทุกเรื่อง ทำให้นโยบายของรัฐบาลที่มีระยะเวลายาวนานมีความต่อเนื่องกันไปโดยตลอด เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลนั้นๆ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม

ในประเทศของเรา ผู้ไม่ชอบและตำหนิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีอยู่บ้าง แต่ประชาชนเกือบทั้งประเทศล้วนแต่รัก เคารพ บูชา เทิดทูน และจงรักภักดี ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประชาชนชาวสยามทราบดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทรงเป็นในหลวงของเราที่สะอาด บริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา และใจ ทรงดำรงเคร่งครัดในทศพิธราชธรรม ทรงตั้งพระราชหฤทัยแน่วแน่มั่นคงที่จะทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองแผ่นดินของเรา ตั้งแต่ปี 2489 ประชาชนได้รู้ ได้เห็น ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งทางตรงและทรงอ้อม ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ความอบอุ่น และความกินดีอยู่ดีทั่วหน้ากันสิ่งต่างๆ มากมายมหาศาลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พสกนิกรนำไปสู่ความรัก ความสามัคคีของคนในชาติด้วยความจงรักภักดีชั่วนิรันดร์

ไม่เพียงแต่ปวงชนชาวสยามเท่านั้น แม้ชาวต่างประเทศที่พำนักอยู่ในประเทศของเราเป็นการถาวรก็ดี เป็นการชั่วคราวก็ดี ล้วนแต่สรรเสริญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้เขียนเป็นองคมนตรีเมื่อ 23 ส.ค. 2531 ได้เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อ 26 ส.ค. 2531 คณะองคมนตรีได้รับความไว้วางใจพระราชหฤทัยสูง องคมนตรีทุกคนสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณอันใหญ่หลวง และภูมิใจที่สุดที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ทำงานถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพระองค์นี้