ยลโฉมหลังคา “โซลาร์รูฟ” ธรรมศาสตร์ เพิ่มพลังงานสะอาด40%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465917

ยลโฉมหลังคา "โซลาร์รูฟ" ธรรมศาสตร์ เพิ่มพลังงานสะอาด40%

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ..กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กลายเป็นเเรงผลักดันให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เดินหน้าต่อสู้กับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Action) ด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟ “ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร” ทั่วพื้นที่มหาวิทยาลัย วิทยาเขตรังสิต

บ่ายวันหนึ่งที่ มธ. อุณภูมิ 35 องศา ไม่ได้เป็นอุปสรรค เมื่อ “ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” รองอธิการบดี มธ. นำโพสต์ทูเดย์ ก้าวขึ้นบันไดไต่หลังคาอาคาร พูดคุยถึงที่มาที่ไปและแผนการต่อสู้เพื่อโลกครั้งสำคัญ

Climate Action สู้เพื่อโลก

กิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือ กิจกรรมที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเผาไหม้เชื้อเพลิง อุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ การตัดไม้ทำลายป่า การผลิตกระแสไฟฟ้า ตลอดจนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์

“เรื่องมันเริ่มจากการคิดถึงประชากรโลก 7,500 ล้านคน และจะกลายเป็น 1 หมื่นล้านในเวลาไม่นานนี้ ปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ คือ โลกของเราร้อนขึ้นจริงๆ จากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มาจาก กิจกรรมต่างๆ พอห่อหุ้มโลกหนาเข้าๆ ก็กลายเป็นสภาวะเรือนกระจก แสงแดดที่ส่องเข้ามาจากดวงอาทิตย์ถูกกักความร้อนเอาไว้ ไม่สะท้อนออกไปสู่ชั้นอวกาศ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งพบว่ามีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นถี่กว่าเดิมถึง 5 เท่า”  ปริญญา กล่าวถึงที่มาของการต่อสู้

รองอธิการบดี บอกต่อว่า วิธีช่วยเหลือและลดผลเสียต่อสภาพแวดล้อมโดยรวมของโลก คือ “การต่อสู้” ซึ่ง มธ. เห็นว่า การผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศไทย เป็นสาเหตุใหญ่ของการปล่อยก๊าซ CO2 เนื่องจาก 80 เปอร์เซนต์ผลิตมาจาก ก๊าซ น้ำมันและถ่านหิน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศจำนวนมาก

“วิธีง่ายๆ ในการลดผลกระทบที่เลวร้าย  คือการผลิตไฟฟ้าที่สะอาด ประเทศไทยโชคดีที่มีแดดออกทุกวัน และทำให้โซล่าเซลล์กลายเป็นตัวเลือกที่น่าลงทุนอย่างจริงจัง”

 

เพิ่มพลังงานสะอาด 40 เปอร์เซนต์

เป้าหมายของโครงการโซลาร์รูฟ คือ ภายในปี พ.ศ. 2559 จะผลิตไฟฟ้าได้ 6 เมกะวัตต์ และภายในปี 2560 จะติดตั้งได้อีก 9 เมะวัตต์ รวมเป็น 15 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นระบบโซลาร์รูฟท็อปใหญ่อันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยในเอเชีย และอันดับ 4 มหาวิทยาลัยโลก เป็นรองมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา คือ Colby College 30 เมกะวัตต์ Arizona State University 24 เมกะวัตต์ และ University of California 16 เมกะวัตต์

“ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ใช้ไฟฟ้าปีละ 70 ล้านหน่วย เฉลี่ยเท่ากับวันละประมาณ 190,000 หน่วย คิดเป็นตัวเงินราว 300 ล้านบาทต่อปี ขณะที่โครงการนี้ ถ้าติดตั้งครบทั้งหมด 15 เมกะวัตต์ จากพลังงานแดด 5 ชั่วโมงต่อวัน จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยวันละ 75,000 หน่วย ถือเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานและสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในมหาวิทยาลัยได้ถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้คือ การลงมือทำเพื่อโลก”

 

โมเดลลงทุนเพื่อโลก

โครงการมูลค่า 700 ล้านบาทดังกล่าว บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) หรือ SOLAR ลงทุนให้ทั้งหมด โดย มธ. จะซื้อพลังงานไฟฟ้าจากบริษัทในราคาเดียวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีระยะสัญญาทั้งหมด 21 ปี

“ประโยชน์ประการแรกคือ ถึงแม้ มธ.จะจ่ายค่าไฟในราคาเดิม แต่พลังงานที่ได้นั้นสะอาด สบายใจได้ว่า แสงสว่างที่ได้รับ แอร์ที่เราใช้ มีผลกระทบต่อโลกต่างจากเดิม ประการที่ 2 ปกติการคิดราคาค่าไฟของประเทศไทยเป็นลักษณะอัตราก้าวหน้า แต่ผลจากโซลาร์รูฟ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายลดลงประมาณ 30-40 เปอร์เซนต์”

รองอธิการบดีหนุ่ม บอกต่อว่า ถึงเวลาที่สถาบันการศึกษา หน่วยงานเอกชนและราชการอื่นๆ จะร่วมกันเดินหน้าอย่างแข็งขันต่อสู้ภัยคุกคามที่ส่งผลต่อโลก หากสู้พร้อมกัน โซล่าเซลล์ก็จะมีราคาถูกลง ซึ่งหมายถึงการเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“โทรศัพท์มือถือเมื่อ 20 ปีก่อนราคา 5 หมื่นกว่าบาท ปัจจุบันแค่ไม่กี่พัน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอดีตราคาแสนกว่าบาท ปัจจุบันแค่หลักพันก็หาได้แล้ว ความหมายคือถ้าทุกคนช่วยกันลงทุน ราคาจะถูกลงและคุ้มค่า อย่าปล่อยให้ชะตากรรมของโลกเราเดินหน้าไปสู่สภาพเดียวกับดาวศุกร์ที่ถูกห่อหุ้มด้วยเมฆหนาและมีอุณภูมิพื้นผิวถึง 464 องศาเซลเซียส” ปริญญา ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมีแผนงานเตรียมขยายพื้นที่การติดตั้งหลังคาโซลาร์รูฟไปยังศูนย์ต่างๆ ทั้งหมด ได้แก่ ท่าพระจันทร์ ศูนย์พัทยา และศูนย์ลำปาง เพื่อช่วยโลกตามลำดับต่อไป

 

 

 

 

อุบัติเหตุจาก”แผนที่จีพีเอส”อุปกรณ์ห่วยหรือคนขับสะเพร่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465681

อุบัติเหตุจาก"แผนที่จีพีเอส"อุปกรณ์ห่วยหรือคนขับสะเพร่า?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ข่าวแปลกๆของผู้ขับขี่รถยนต์ที่ใช้ “แผนที่จีพีเอส” ในการเดินทาง แล้วเกิดอุบัติเหตุพลัดหลง วิ่งถนนหลวงอยู่ดีๆดันไปโผล่กลางทุ่งนา เข้าป่าเข้าพง ลงคลอง กระทั่งหวุดหวิดเกือบตกเหว

เหตุการณ์เหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องตลก น่าขำ แต่ใครจะรู้ว่าวันข้างหน้า โชคร้ายอาจถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิตได้

ดังคำกล่าวที่คำว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจจีพีเอส”

อย่าใช้”แผนที่จีพีเอส”อย่างไร้สติ

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ คอลัมนิสต์ชื่อดังด้านรถยนต์ มองว่า ข่าวคนใช้แผนที่จีพีเอสขับรถแล้วไปประสบอุบัติเหตุอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น มาจากการใช้อย่างขาดสติ ขาดความรู้

“ผมเรียกว่า ใช้อย่างขาดสติ ใช้อย่างขาดความรู้ เวลาเปิดแผนที่จีพีเอสบนหน้าจอจะมีการเตือนอยู่แล้วว่าให้ใช้อย่างระมัดระวัง รวมถึงการให้กดยอมรับหรือไม่ยอมรับเส้นทางด้วย แต่คนขับจำนวนมากดันเชื่อแผนที่จีพีเอสอย่างเดียว ทั้งที่มันควรจะเป็นอุปกรณ์เสริมมากกว่าอุปกรณ์หลักในการเดินทาง”

พัฒนเดช บอกว่า ปัจจุบันคนที่นิยมใช้แผนที่จีพีเอสในการขับรถ ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยชำนาญทาง ไม่เคยเดินทางไปไหนไกลๆ จึงต้องการความง่าย สะดวก แตกต่างจากคนขับรุ่นโบราณที่กว่าจะขับรถออกต่างจังหวัดครั้งแรก ต้องรู้เส้นทางจนมั่นใจจริงๆถึงจะกล้าขับรถไป

“คนขับรถรุ่นผมค่อนข้างจะหัวอนุรักษ์นิยม เช่น จะไปเชียงใหม่ก็ไปมันตรงๆนี่แหละ วิ่งสายเอเชียขึ้นเหนือเลย แวะพักโรงแรมที่คุ้นเคย แต่คนรุ่นใหม่จะชอบหาทางลัด หาเส้นทางใหม่ๆ แวะเที่ยวริมทาง พักโรงแรมแปลกๆใหม่ๆที่เขาว่าดี โดยเสิร์ชชื่อจากอินเทอร์เน็ต แล้วค่อยมาพิมพ์ใส่ในจีพีเอส ข้อดีของจีพีเอส ทำให้เราสะดวกขึ้นในเวลาที่ไปในที่ที่ไม่เคยไป แต่ข้อเสียคือ จีพีเอสบางทีก็ไม่ทันสมัย บางเส้นทางก็อาจเป็นเส้นทางที่เขาเลิกใช้กันแล้ว อีกอย่างบ้านเรามีการซ่อมทาง ทำถนนกันตลอด ดังนั้นจึงเป็นอุปสรรคในการอัพเดทเส้นทางในจีพีเอสพอสมควร

ผมแนะนำอยู่เสมอว่า เวลาเดินทางไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย ควรใช้แผนที่แบบดั้งเดิมติดรถไปด้วย เดี๋ยวนี้หาซื้อได้ง่ายตามห้าง แถมมีแจกเยอะแยะไป สมมติเราจะไปเชียงใหม่ ไม่ต้องกดตั้งค่าว่าไปเชียงใหม่ แต่อาจตั้งค่าในระยะสั้นๆจากกรุงเทพ-อยุธยาก่อน แล้วค่อยขยับไปนครสวรรค์ ตาก จนถึงเชียงใหม่ โดยดูแผนที่จีพีเอสประกอบกับแผนที่ดั้งเดิม แบบนี้ชัวร์กว่า ทำให้พลาดยาก”

กูรูด้านรถยนต์รายนี้ แนะนำว่า ควรใช้แผนที่จีพีเอส ร่วมกับแผนที่ โดยใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจด้วย หากไม่มั่นใจ ก็ใช้วิธีเปิดกระจกถามทางชาวบ้านจะชัวร์ที่สุด

“ผมดูข่าวแล้วไม่ขำนะ รู้สึกสมเพชมากกว่าว่า ทำไมถึงใช้จีพีเอสได้อย่างไร้ความคิดเช่นนี้ บางทีคุณเห็นสภาพถนนก็ควรรู้แล้วว่าเฮ้ย ไปตั้งหลักใหม่ดีกว่า มันไม่น่าใช้แล้ว ไม่ใช่ดื้อรั้น เสี่ยงไปจนเสียเวลา หลงทาง ตกคลองตกเหวอะไรแบบนั้น สำหรับผม จีพีเอสนำทางในรถเป็นความฟุ่มเฟือยทางเทคโนโลยี เพราะในประเทศไทยเรา การเปิดกระจกถามทางชาวบ้านมันง่ายและได้ผลดีที่สุดแล้ว”

เหตุการณ์รถโตโยต้า อัลพาร์ดติดแหง็กบนทางเดินเลียบคลองพระอุดม จ.นนทบุรี เพราะขับตามแผนที่จีพีเอส

4 ข้อเท็จจริงรู้ไว้เพื่อความปลอดภัย

ในมุมมองของนักวิชาการด้านความปลอดภัยบนท้องถนน นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้แผนที่จีพีเอสขับรถไว้อย่างน่าคิดดังนี้

1.แผนที่จีพีเอสถือเป็นอุปกรณ์ช่วยในการคำนวณระยะทาง หน้าที่หลักคือ ช่วยคำนวณระยะทางเพื่อให้เราเลือกเส้นทางที่ใกล้ที่สุด การจราจรไม่ติดขัด แต่ปัญหาคือ บางทีเราเลือกเส้นทางที่ไม่เคยไป เช่น เส้นทางหลักรถติด จีพีเอสก็จะพาไปเส้นทางสำรองให้เลือก 2-3 เส้นทาง พอไปทางลัดก็ต้องเข้าตรอกเข้าซอยที่เราไม่คุ้นเคย ตรงนี้เสี่ยงที่จะทำให้พลัดหลง

2.ระหว่างเดินทาง การที่ต้องขับรถไปด้วย พร้อมดูจอแผนที่จีพีเอสไปด้วย เป็นเรื่องอันตรายมาก แม้จะมีระบบเปิดเสียงแจ้งเตือน แต่หลายคนมักปิดการใช้งาน เนื่องจากกลัวเปลืองแบตเตอรี่และสร้างความรำคาญ ซึ่งการขับรถไปชำเลืองมองดูจอแผนที่ไปด้วย ทั้งแผนที่ติดมากับรถยนต์ หรือแผนที่บนสมาร์ทโฟน จะเกิดภาวะที่เรียกว่า การละสายตาจากถนน (distraction) ทำให้ไม่มีสมาธิในการขับรถ อาจเกิดอุบัติเหตุขับรถพุ่งข้ามเลนไปชนคันอื่น หรือขับลงข้างทาง ถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิตได้

3.อุปกรณ์แผนที่จีพีเอสแต่ละรุ่น ความละเอียดจะไม่เท่ากัน บางรุ่นที่มีความละเอียดสูงจะส่งสัญญาณจากเครื่องไปยังดาวเทียมทุก 30 วินาที บางรุ่นราคาถูกจะส่งไปทุก 1-2 นาที ทำให้พิกัดที่เห็นบนแผนที่จีพีเอสกับพิกัดจริงของรถไม่สัมพันธ์กัน

4.การใช้แผนที่จีพีเอสขณะขับรถให้ปลอดภัยที่สุด ควรมีคนร่วมเดินทางนั่งข้างๆไปด้วย โดยคอยช่วยกันดูจอ กดหาเส้นทาง คอยบอกคอยเตือนเป็นระยะๆ ทำหน้าที่คล้ายเนวิเกเตอร์ ดีกว่าให้คนขับละสายตาจากถนน ก้มๆเงยๆชำเลืองมองจอบ่อยๆ

“ความผิดพลาดที่เกิดจากการใช้แผนที่จีพีเอสขับรถ แม้ยังไม่มีคนบาดเจ็บ หรือตายแต่สังคมก็ควรจะตอบสนอง ตื่นตัว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ชอบเทคโนโลยี ชอบขับรถเที่ยวต่างจังหวัด ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต้องมีการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากความผิดพลาดที่ตัวบุคคล หรือตัวอุปกรณ์ เพื่อจะนำไปสู่การหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

อาจารย์ราชภัฎอุตรดิตถ์ขับรถเที่ยวเขาค้อตามสัญญานจีพีเอส จนพลัดหลงเข้าป่า

รัฐต้องเป็นเจ้าภาพทำแผนที่ถูกต้องแม่นยำ

คนส่วนใหญ่อาจยังไม่เข้าใจคำว่า “แผนที่จีพีเอส” โดยระบบจีพีเอส  (Global Positioning System:GPS) คือระบบรับส่งสัญญาณ ซึ่งเครื่องรับสัญญาณจีพีเอสจะทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณดาวเทียมให้เป็นตำแหน่งบนโลก ทำให้ระบุพิกัดตำแหน่งได้ทั่วโลก ปัจจุบันมีการนำมาใช้กับโปรแกรมแผนที่เพื่อใช้ในการนำทาง ทำให้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ขับขี่รถยนต์

“ประเด็นที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ตัวแผนที่ไม่มีความแม่นยำเพียงพอ จะสังเกตเห็นได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหลายไม่ค่อยเกิดขึ้นในเขตเมือง เนื่องจากในเขตเมืองมีคนใช้งานเยอะ พอเห็นข้อมูลผิดพลาด ก็มีคนเข้าไปท้วงติง ช่วยแก้ไขจนถูกต้อง แต่พอออกไปในต่างจังหวัดไม่ใช่แบบนี้ ข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงพลัดหลงไปในที่แปลกๆกันอยู่เรื่อย ยิ่งเดี๋ยวนี้พวกแผนที่ออนไลน์ แผนที่ซึ่งผลิตขึ้่นจากบริษัทเอกชน บางตัวเป็นของฟรี ไม่การันตีว่าจะถูกต้องแม่นยำ ก่อนเปิดใช้จึงมีข้อตกลงระบุไว้ว่า ให้ยอมรับ และจะฟ้องร้องไม่ได้ในภายหลัง หากเกิดผิดพลาดขึ้นมา”

รักษิต ฐิติพัฒนพงศ์ วิศวกรประจำศูนย์วิจัยยานยนต์และระบบขนส่งอัจฉริยะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น

วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านระบบแผนที่จีพีเอสรายนี้ แนะนำว่า ผู้ขับขี่ควรศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อแผนที่จีพีเอสติดรถยนต์ ดูสารพัดความคิดเห็น เสียงสะท้อนจากผู้ใช้ แผนที่จีพีเอสรุ่นดังกล่าวมีการลงพื้นที่จริงในการสำรวจเส้นทาง ทำแผนที่หรือไม่ ส่วนวิธีการใช้งาน การเลือกเส้นทางบนจอแผนที่ควรพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วย และควรใช้อย่างมีวิจารณญาณไม่ใช่เชื่อแผนที่จีพีเอสอย่างเดียว

“ผมอยากเสนอให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการทำแผนที่ประเทศไทยที่ถูกต้องและแม่นยำ ซึ่งระบบแผนที่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลต้องจัดเตรียมไว้เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้งาน หรือบริษัทเอกชนทำนำไปใช้อ้างอิง ที่สำคัญทุกคนต้องเข้าถึงได้ฟรี”

ในวันที่คนจำนวนไม่น้อยนิยมใช้แผนที่จีพีเอสขับรถกันอย่างแพร่หลาย จงใช้อย่างระมัดระวัง มีสติ และอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นทั้งหมดบนหน้าจอสี่เหลี่ยม

เหตุการณ์ล่าสุดกับนักท่องเที่ยวเกือบขับรถตกเหวบนภูทับเบิก เนื่องจากขับตามแผนที่จีพีเอาจนพลัดเข้ามาในเส้นทางที่เลิกใช้แล้ว

 

 

“จอดรถริมทาง” ความตายใกล้ตัวที่ต้องตระหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465492

"จอดรถริมทาง" ความตายใกล้ตัวที่ต้องตระหนัก

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพหนุ่มรายหนึ่งกำลังจอดรถยนต์ “ริมทาง” แล้วเดินออกจากประตู จังหวะนั้นเองถูกแท็กซี่พุ่งเข้าชนร่างกระเด็นลอยขึ้นไปบนอากาศก่อนร่วงลงมากระแทกพื้น มีบาดแผลที่กะโหลกศีรษะ แขนและขาหักทั้ง 2 ข้าง เสียชีวิตคาที่ กลายเป็นความสูญเสียที่ถูกพูดถึงทั่วโลกออนไลน์

คำถามตามมาคือ ถึงเวลาหรือยังที่ทุกคนจะตระหนักถึงอันตรายจากการจอดรถริมทางเสียที

ซื้อของ กินข้าว พักผ่อน แป๊ปเดียวเดี๋ยวก็ไป

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน บอกว่า การจอดรถริมทางนั้นเป็นการสร้างความเสี่ยงให้กับตัวเองและผู้ใช้รถคนอื่นๆ กรุณาอย่ามองเป็นเรื่องเล็กน้อย จนเมินเฉยที่จะกระทำความผิด

“แป๊ปเดียว เดี๋ยวเราก็ไปแล้ว ความคิดแบบนี้กำลังเพิ่มความเสี่ยงบนท้องถนน โดยเฉพาะถนนที่มีไหล่ทางแคบ ต้องจอดรถคร่อมเลน หรือตำแหน่งทางโค้ง ลงเนินสะพาน พวกนี้เป็นตำแหน่งที่ไม่ควรจอดอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดบอดต่อการมองเห็นของผู้อื่น เห็นอีกทีก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้อีกแล้ว”

นพ.ธนะพงศ์ เผยว่า ตัวเลขการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุชนท้าย นับเฉพาะที่ปรากฎเป็นข่าวมีเฉลี่ยสูงถึงปีละ 60 เคส หรือคิดเป็นสัปดาห์ละ 1 ศพ โดย 3 ใน 4 ของรถที่พุ่งเข้าชนเป็นรถจักรยานยนต์ และ 60 เปอร์เซนต์ของอุบัติเหตุชนท้าย เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน โดยเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในต่างจังหวัด

“อุบัติเหตุมักเกิดขึ้นกับรถบรรทุก รากเหง้าของปัญหาคือ รถบรรทุกไม่สามารถจอดพักผ่อนตามสถานีเติมน้ำมันเหมือนกับรถยนต์ทั่วไปได้ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่จุดพักรถก็มีน้อย จึงจำเป็นต้องจอดริมทาง อีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอันตราย คือ การปล่อยให้มีกิจกรรมริมทาง ร้านค้า ร้านอาหารและจุดขายของต่างๆ จำนวนมาก”

วงจรปิดจับภาพโชเฟอร์แท็กซี่พุ่งชนชายจอดรถข้างทางดับที่นนทบุรีเมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา คลิปจาก Power Review

แก้ปัญหาด้วยสัญลักษณ์และจุดจอด

การลดปัญหาอุบัติเหตุชนท้าย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวินัยของผู้ขับขี่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ผู้ค้าริมทาง การกำหนดระเบียบตามเส้นทางถนนอย่างชัดเจน ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

“ถนนบ้านเราไม่ได้กำหนดฟังก์ชั่นและการกำกับที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ถนนทางหลวงจะต้องไม่อนุญาตให้มีการเชื่อมทางอิสระหรือมีร้านอาหารข้างทาง หากมีจริงก็ต้องกำหนดให้อยู่ในโซนปลอดภัย มีพื้นที่รองรับเลี่ยงออกจากถนนเส้นหลัก คล้ายกับถนนมอเตอร์เวย์ที่ไร้กิจกรรมข้างทาง มีการล้อมรั้ว และมีจุดจอดพักรถทุกๆ 5 กิโลเมตร”

ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน แนะนำว่า ประเทศไทยควรกำหนดอย่างชัดเจนว่า การจอดรถในเวลากลางคืนจะกระทำได้ในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ใช่การนอนพัก และต้องมีสัญญาณหรือสัญลักษณ์แจ้งเตือนแก่ผู้อื่นด้วย

“ต่างประเทศ หากเป็นรถส่วนบุคคล เมื่อจอดเสียข้างทาง ต้องเปิดกระโปรงท้ายขึ้น ภายในจะมีสัญลักษณ์เป็นรูปสามเหลี่ยมสะท้อนแสงที่สามารถมองเห็นได้จากระยะ 200 เมตร หรือหากเป็นรถบรรทุก จะมีการกำหนดให้ติดสติ๊กเกอร์สะท้อนแสงขนาดใหญ่ด้านหลัง น่าสนใจกว่านั้น ยังถูกกำหนดให้ติด Underride Guard หรือแท่งเหล็กท้ายรถบรรทุก เพื่อป้องกันไม่ให้รถเล็กที่วิ่งเข้ามาชน มุดเข้าไปใต้ท้องรถได้ เพื่อลดโอกาสในการเสียชีวิตให้เป็นเพียงการบาดเจ็บ”

นพ.ธนะพงศ์ ชี้ว่า ผู้ประกอบการคือแนวร่วมสำคัญในการลดปัญหาอุบัติเหตุชนท้าย โดยควรออกมาตรการดูแลความปลอดภัยของคนขับ อาจติดตั้งระบบนำทาง กำหนดจุดจอดพัก และร่วมรับผิดชอบหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น

“คนขับเอาสะดวกเข้าว่า นอนตรงไหนก็นอน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ ถึงเวลาที่บทลงโทษจะต้องเชื่อมไปถึงผู้ทำธุรกิจและคู่ค้าด้วย โดยมอนิเตอร์รถ ทั้งเรื่องความเร็ว ชั่วโมงในการขับขี่และจุดจอดพัก หากผู้ขับขี่กระทำผิดกฎจะถูกแจ้งเตือน ปรับ หรือไล่ออกทันที เรื่องแบบนี้ปัจจุบันความรับผิดชอบจากผู้ประกอบการยังคงมีค่อนข้างน้อย”

อุทาหรณ์จอดรถข้างทางกลางคืน 2 วัยรุ่นซิ่งจักรยานยนต์ ชนท้ายกระบะอย่างจัง คลิปจาก Panodrama

บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ปีเดียวตาย 6 ราย

หนึ่งในพื้นที่ที่มักพบปัญหาเรื่องการชนท้ายอย่างบ่อยครั้ง คือ บริเวณถนนมิตรภาพ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น

นพ.อดุลย์ บำรุง หัวหน้าทีมภาคีเครือข่ายแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนน อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น  (ทีมMIS) เปิดเผยว่า ในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ ช่วงปีงบประมาณปี 2559 อุบัติเหตุทางถนนได้คร่าชีวิตประชาชนไปทั้งสิ้น 24 ราย น่าตกใจว่า มีถึง 6 ราย ที่เสียชีวิตจากกรณีชนท้ายรถที่จอดอยู่ริมทาง

“ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ รถบรรทุกสิบล้อแวะจอดรถเพื่อกินข้าวริมทาง จู่ๆ มีรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายเต็มๆ ผู้ขับขี่นอนเจ็บสาหัสอยู่ข้างทาง คนขับสิบล้อและคนในร้านเห็นเข้าเลยพากันวิ่งออกมาช่วย จังหวะนั้นเองโดนรถอีกคันที่วิ่งมาด้วยความเร็วพุ่งเข้าชนซ้ำอีกครั้ง รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 3 ศพ กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การจอดรถริมทางนั้นสร้างความอันตรายอย่างแท้จริง”

สำหรับแนวทางแก้ไข ทีมภาคีเครือข่ายแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนน อ.บ้านไผ่ ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แขวงทางหลวง ขนส่งและภาคีเครือข่ายลงพื้นที่สำรวจรถยนต์ทุกชนิดที่มาจอดริมทาง โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะตั้งด่านแจ้งรถบรรทุกที่เข้าพื้นที่ว่าอย่าจอดในที่มืด รวมทั้งจะมีช่องทางให้แจ้งเหตุเมื่อพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวทาง กลุ่มไลน์, เพจเฟซบุ๊กของตำรวจและทีม MIS ด้วย เมื่อมีการแจ้งจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วออกไปตักเตือนให้เคลื่อนย้าย นอกจากนั้นยังได้จัดทำป้ายเพื่อประชาสัมพันธ์ไม่ให้จอดในที่ห้ามจอดอีกด้วย

“เรื่องนี้ไม่ธรรมดา อยากให้ทุกคนตระหนักว่า การจอดข้างทางมันเสี่ยงมาก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันแก้ปัญหา ตัวอย่างเช่น เจ้าของสถานีเติมน้ำมัน อาจจำเป็นต้องเสียสละยอมเปิดโอกาสให้รถเข้าไปจอดภายในปั๊มได้ ขณะเดียวกันฝั่งผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องกำชับผู้ขับขี่หรือติดตั้งสัญลักษณ์จอดฉุกเฉินร่วมด้วย” นพ.อดุลย์ให้ความเห็น

เตือน…จอดริมทางตายฟรี

ในมุมกฎหมาย “เกิดผล แก้วเกิด” ทนายความอิสระ ระบุว่า อุบัติเหตุจากการชนท้ายนั้นมีคำพิพากษาฎีกามาแล้วมากมาย เป็นเรื่องที่เข้าใจตรงกันว่า คนเรามีหน้าที่ป้องกัน ระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตราย ความเสียหายแก่ผู้อื่น กรณีจอดรถไหล่ทาง ผู้จอดในที่มืดต้องให้สัญญาณว่ามีรถจอดอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้รถคันอื่นมาชนท้าย พูดง่ายๆ ทุกคนมีหน้าที่ป้องกัน ถ้าไม่ป้องกันเท่ากับ กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี

“แม้จุดที่จอดรถอยู่ในไหล่ทางด้านซ้ายของถนน ในลักษณะไม่กีดขวางทางจราจรก็ตาม แต่การที่จอดรถในเวลากลางคืน จำเป็นต้องป้องกัน โดยการเปิดไฟหรือใช้แสงสว่าง ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงคมนาคม เพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ขับขี่มองเห็นรถที่จอดอยู่  ที่ต้องพึงระวังคือ ความประมาทของผู้จอด อาจนำไปสู่ความตายของตนเองได้ด้วย” ทนายความทิ้งท้าย

ทั้งนี้ข้อห้ามในการจอดรถ จากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ระบุไว้ดังนี้

1.อย่าจอดรถกลางถนนหรือจอดไม่ชิดขอบทางเท้า

2.อย่าจอดรถในที่ที่มีเครื่องหมายห้ามหยุดหรือห้ามจอดรถ(ขอบทางที่ทาสีขาวสลับแดงหรือสีขาวสลับเหลือง )

3.อย่าจอดรถในถนนแคบ ซึ่งเมื่อจอดแล้วจะทำให้รถอื่นสวนไปมาไม่ได้

4.อย่าจอดรถในทางโค้ง ทางเลี้ยว ทางแยกหรือทางร่วมของถนนตั้งแต่สองสายขึ้นไป

5.อย่าจอดรถบนสะพานลาดขึ้นลง สะพานลาดเนินไหล่เขาหรือสูงชัน ซึ่งกำบังตาผู้ขับรถอีกด้านหนึ่ง

6.อย่าจอดรถผิดลักษณะที่กำหนดให้จอด เช่น จอดทะแยง จอดขนาน

7.อย่าจอดรถในที่ซึ่งมีเครื่องหมายกำหนดให้เป็นที่จอดรถประเภทอื่น ซึ่งเป็นอนุสิทธิ์ของรถประเภทนั้นๆ  เช่น ป้ายจอดรถรับจ้างเป็นต้น

8.อย่าจอดรถปิดทางเท้าสำหรับคนข้ามถนน เป็นการกีดขวางและทำให้คนข้ามถนนไม่ปลอดภัย

9.อย่าจอดรถบังหน้ารถอื่นจนไม่สามารถถอยเคลื่อนรถออกจากที่จอดได้

10.อย่าจอดรถบนถนนหลวงที่เป็นมุมอับ ต้องจอดรถในที่ๆผู้ขับรถอื่นจะเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 15 เมตร

11.อย่าจอดรถใกล้ท่อน้ำดับเพลิง ป้ายจอดรถประจำทาง

12.อย่าจอดรถเพื่อซ่อมแซมหรือเปลี่ยนยางที่แตกกลางถนน จงรีบนำรถเข้าข้างทางโดยเร็วที่สุด เพื่อมิให้กีดขวางการจราจรของรถอื่น

ถึงเวลาแล้วที่ผู้ใช้รถทุกประเภทจะร่วมกันตระหนักถึงอันตรายจากการจอดรถริมทางเสียที

ภาพเหตุการณ์บริเวณปากซอยกระทุ่มล้ม 24 ถนนพุทธมณฑล สาย 4  พริตตี้สาวหลับคาพวงมาลัยขับรถชนแรงงานพม่าสามคนกระเด็นมาตายบนฟุตปาธหนึ่ง แล้วไปชนพ่อค้าขายแตงโมบาทเจ็บอีกหนึ่ง รวมบาทเจ็บสี่ เสียชีวิตหนึ่ง คลิปจาก Panodrama

“ฝนหลวง” ฝนของพระราชา 40 ปี 3 หมื่นเที่ยวบินผลิตน้ำให้ราษฎร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465292

"ฝนหลวง" ฝนของพระราชา 40 ปี 3 หมื่นเที่ยวบินผลิตน้ำให้ราษฎร

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

14 พ.ย. 2498 หรือเมื่อ 61 ปีก่อน เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ประทับเครื่องบินพระที่นั่งเสด็จฯ ภาคอีสาน เพื่อทรงตรวจเยี่ยมราษฎร และสิ่งที่พระองค์ได้ทอดพระเนตร นั่นคือสภาพความแห้งแล้ง และทรงพระราชดำริว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้วิธีทางวิทยาศาสตร์ บังคับให้เมฆตกเป็นฝน

จึงเป็นที่มาของพระราชกรณียกิจอันสำคัญของพระองค์ และผู้ที่ถวายงานร่วมด้วยคือกองทัพอากาศ ทำให้ท้องฟ้าของเมืองไทยมีฝนที่สามารถบังคับให้ตกได้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงคิดค้นศาสตร์และวิธีการสำหรับทำฝนหลวงจนสำเร็จเป็นรูปธรรมและพระราชทานให้ปวงชนชาวไทย

14 พ.ย. เวียนมาบรรจบอีกครั้งในปี 2559 และวันนี้ก็มีคุณค่าอย่างล้นพ้น เพราะเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” แต่เป็นปีที่ไม่เหมือนก่อน เพราะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จสวรรคตจากพสกนิกรไป เหลือเพียงความทรงจำและโครงการ พระราชดำริ ตลอดจนโครงการอีกมากมายที่ทรงทำเพื่อประชาชนชาวไทย

พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) จัดพิธีเทิดพระเกียรติและถวายสัตย์ปฏิญาณสืบสานพระราชดำริของหน่วยบินปฏิบัติการฝนหลวงกองทัพอากาศ

กองทัพอากาศเข้าร่วมโครงการ พระราชดำริฝนหลวงมากว่า 40 ปี พล.อ.อ.จอม ขยายความว่า เนื่องจากเรามีเครื่องบินขนาดใหญ่ สามารถบินสูง และพร้อมที่จะได้รับการดัดแปลงเพื่อใช้ในฝนหลวง เพื่อตอบสนองพระราชดำริอย่างเต็มที่

“และทุกๆ ครั้งเมื่อถึงฤดูทำฝนหลวง พระองค์ท่านจะทรงติดตามความก้าวหน้าทุกวัน ทรงมีข้อเสนอแนะต่อเนื่องตลอดมา เนื่องจากพระองค์ท่านทรงเป็นห่วงปวงชนชาวไทย และอยากให้มีฝนพอเพียง” พล.อ.อ.จอม เล่าถึงความหลัง

ย้อนกลับไปในปี 2515 ได้เกิดสภาวะแห้งแล้งเป็นบริเวณกว้าง รัฐบาลจึงได้มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการตามแนวทางพระราชดำริ โดยให้กองทัพอากาศสนับสนุนเครื่องบินและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนั้น กองทัพอากาศจึงได้จัดส่งเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 หรือ C-47 จำนวน 1 เครื่อง และเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 4 หรือ C-123 จำนวน 1 เครื่อง ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อปฏิบัติการบินทำฝนหลวงครั้งแรกของกองทัพอากาศ

สำหรับเที่ยวบินและพื้นที่ปฏิบัติการฝนหลวงนั้น การปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศจะขึ้นอยู่กับการร้องขอจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในการกำหนดพื้นที่และปริมาณสารฝนหลวงที่ต้องใช้ ตลอดจนวิเคราะห์สภาพแวดล้อมว่าจะเอื้ออำนวยในการทำฝนหลวงหรือไม่

“การบินทำฝนหลวงเป็นภารกิจที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถเป็นอย่างมาก เนื่องจากปกติแล้วนักบินทุกคนจะต้องฝึกและทำการบินหลีกเลี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการบิน แต่การบินทำฝนหลวงจะบินในลักษณะดังกล่าวไม่ได้ นักบินจำเป็นต้องบินเข้าหาเมฆ ซึ่งเป็นการบินที่มีความเสี่ยงอย่างยิ่ง ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน หรือเข้าใกล้พายุฝนฟ้าคะนองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ดังนั้น ในการขึ้นบินแต่ละเที่ยวบิน นักบินและเจ้าหน้าที่ต้องวางแผน เตรียมการด้วยความระมัดระวัง ละเอียดรอบคอบอย่างที่สุด โดยใช้ความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ที่มีอยู่ เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจฝนหลวงประสบความสำเร็จและปลอดภัย

พล.อ.อ.จอม กล่าวว่า ภารกิจฝนหลวงถือเป็นภารกิจที่กองทัพอากาศภาคภูมิใจ เนื่องจากได้รับใช้ตามพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทั้งนี้ เมื่อครั้งที่ในหลวงทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น ทรงติดตามการทำงานของโครงการฝนหลวงอย่างใกล้ชิด แล้วทรงมีข้อแนะนำกลับมาให้พวกเรา

“กองทัพอากาศผูกพันกับในหลวง เพราะได้ถวายงาน ทั้งฝนหลวงและเครื่องบินพระที่นั่งในแบบต่างๆ  ถือว่าเราได้ใกล้ชิดและผูกพันมาก” พล.อ.อ.จอม กล่าว

พล.อ.อ.จอม ทิ้งท้ายว่า เนื่องจากพระองค์ท่านทรงเป็นห่วงปวงชนชาวไทย และอยากให้มีฝนพอเพียง และวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา กองทัพอากาศจัดงานเทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่ากองทัพอากาศตั้งใจสืบสานปฏิญาณตัวจะดำเนินโครงการฝนหลวงต่อไป รวมถึงงานวิจัยพัฒนาที่ทำร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจะทำอย่างเต็มที่

ภารกิจฝนหลวงของกองทัพอากาศนั้น ปัจจุบันใช้เครื่องบิน 3 แบบ คือ เครื่องบิน Peace Maker Au23 จากฝูง 501 กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ และ BT67 จากฝูง 461 พิษณุโลก และเครื่องบินขับไล่ Alpha Jet จากฝูง 231 อุดรธานี ร่วมโครงการฝนหลวง รวมขึ้นบิน 3 หมื่นเที่ยวบิน

ทั้งนี้ แต่ละปีจะมีเครื่องบินขึ้นบิน 700 เที่ยวบิน หรือประมาณปีละ 800 ชั่วโมงบิน และใช้สารทำฝนหลวง 1,000 ตัน/ปี รวมถึงใช้ระบบอัลฟา เจ็ต ยิงพลุไอโอไดด์ ที่ระดับ 2 หมื่นฟุต ปีละ 200 นัด เพื่อสลายพายุลูกเห็บและใช้พลุสารดูดความชื้นอีก 100 นัด/ปี

 

เมื่อวันเสด็จประพาส สวนทุเรียนเมืองนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 16:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465015

เมื่อวันเสด็จประพาส สวนทุเรียนเมืองนนท์

โดย…ส.สต

ข้อเขียนของผู้ใช้นามปากกาว่า โทรทัศน์ ในหนังสือตามรอยจารึก ซึ่งเป็นหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พล.ร.อ.นิรันดร์ ศิรินาวิน ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส 4 มิ.ย. 2548 เรื่องเมื่อวันเสด็จประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ เป็นเรื่องพระราชจริยวัตรที่ควรจดจารึก เรื่องนี้พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารชาวกรุง ฉบับเดือน ก.ค. 2496 และพิมพ์ซ้ำในชาวกรุงฉบับพิเศษ โดยโปรยเรื่องไว้ดังนี้

ในปี พ.ศ.นั้น ข่าวที่ชาวกรุงเห็นความสำคัญมาก และควรแก่การสนใจของพสกนิกรชาวไทยทั่วไป ก็ได้แก่ข่าวเสด็จประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2496

ระหว่างเสด็จฯ ทอดพระเนตรสวนทุเรียน (พลับพลาที่ประทับอยู่ทางด้านล่าง)

ชาวกรุงรายงานข่าวนี้ไว้ในหนังสือฉบับประจำเดือน ก.ค. 2496 เรื่องและภาพล้วนแต่น่าปลาบปลื้มและประทับใจ โดยเฉพาะจะเป็นความรู้ที่อาจยังไม่รู้สำหรับคนรุ่นใหม่ เราได้คัดมาลงไว้ โดยคงไว้ซึ่งสำนวนเดิมทุกประการ แต่เสียตรงที่รูปเดิมหาไม่ได้ จึงจำเป็นต้องถ่ายเป็นรูปอัดสำเนา จึงมัวซัวไปบ้าง ต้องขอพระราชทานอภัย และขออภัยท่านผู้อ่านไว้ด้วย เรื่องนี้ใช้เวลาอ่าน 5 นาที

ขุนบุรีภิรมย์กิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี สุเทพ รัตนเสวี สมาชิกสภาผู้แทน จังหวัดนนทบุรี และ น.ต.นิรันดร์ ศิรินาวิน ร.น. เฝ้าฯ รับเสด็จที่ท่าน้ำ

17 มิ.ย. 2496

แม้ว่าตอนเช้าตรู่วันนั้น จะมีฝนโปรยปรายบ้างเล็กน้อย แต่พอล่วงเข้าตอนสายอากาศกลับปลอดโปร่ง ท้องฟ้าแจ่มใสขึ้น เสมือนหนึ่งเป็นศุภนิมิตอันดี ครั้นเวลาประมาณ 10 น. เศษ เรือพระที่นั่งตะวันส่องแสง ซึ่งติดตามด้วยเรือประจำทวีป และขบวนเรืออารักขาก็แล่นเข้าเขตจังหวัดนนทบุรี ประชาชนที่มาคอยเฝ้าชมพระบารมีทั้งบนฝั่งและลอยเรืออยู่ในลำน้ำต่างเปล่งเสียงไชโยโห่ร้องขึ้นอื้ออึง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทรงโบกพระหัตถ์ช้าๆ ขณะที่เรือแล่นเอื่อยขึ้นตามลำน้ำ จนกระทั่งถึงบ้านชั้นเดียวหลังใหญ่ทาสีครามอ่อนปลูกอยู่ริมน้ำที่ตำบลบางกระสอ เรือจึงชะลอเครื่องยนต์เบาลง แลเข้าจอดเทียบท่าสะพานน้ำซึ่งจัดถวายไว้เป็นพิเศษ

คุณยายคนหนึ่ง ทูลเกล้าฯ ถวายของแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อเสด็จประพาสสวนเมืองนนท์ปี 2496

ขณะนั้นเองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์ชุดสากลสีขาว พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินี ก้าวขึ้นจากเรือด้วยพระพักตร์อันยิ้มแย้ม แสดงถึงความเบิกบานพระราชหฤทัยประชาชนชาวนนทบุรีที่มาเฝ้าแหน จึงได้มีโอกาสชมพระบารมีพระมหากษัตริย์ของเขาอย่างเต็มตาและใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในคราวนี้

ในบทความนี้เล่าถึงความเป็นมาในการเสด็จประพาสสวนทุเรียนเมืองนนท์ เพื่อทอดพระเนตรสวนทุเรียนอันเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดนนทบุรีรวมถึงความเป็นอยู่ของราษฎรนั้น ว่าประชาชนทราบล่วงหน้ามาก่อนบ้างแล้ว เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ขุนบุรีภิรมย์กิจ (พริ้ม จารุมาศ) ต้องออกพื้นที่สำรวจพื้นที่ตั้งแต่เชิงสะพานพระราม 6 ขึ้นไป แต่หาสวนที่เหมาะไม่ได้ บางสวนไม่มีทุเรียนเหลืออยู่บางสวนสมบูรณ์แต่ไม่ได้อยู่ติดริมน้ำ ในที่สุดได้สวนนายประวิทย์ สงวนเงิน แต่เจ้าของลังเลเพราะเกรงจะปฏิบัติไม่ถูกต้อง แต่ก็ตกลงเมื่อทางจังหวัดบอกว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสอยมังคุดในสวน

เพื่อถวายความปลอดภัย และความ สะดวก ทางจังหวัดเกณฑ์นักโทษ 100 คนมาปรับพื้นที่และสร้างพลับพลาด้วยไม้ไผ่ รวมทั้งจัดปะรำสำหรับผู้ติดตาม ส่วนทางเสด็จพระราชดำเนินได้ใช้ไม้กระดานมาปูบนคันสวน นอกจากนั้นหาลวดผูกที่ขั้วทุเรียนเป็นการป้องกันไม่ให้ตกเพราะบางลูกก็จะสุกแล้ว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี และผู้ตามเสด็จจำนวนหนึ่ง เสด็จตามที่จัดถวายนั้น พระองค์โปรดซักถามถึงชนิดและวิธีปลูกรวมถึงการใส่ปุ๋ยและการบำรุงดูแล เสด็จผ่านสวนใดเจ้าของสวนได้นำผลไม้สวนนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทุกสวนไป รวมทั้ง ถวายกระจง (ไม้สอย) ให้สมเด็จพระราชินี ทรงสอยมังคุดด้วย ทั้ง 2 พระองค์ทรงสำราญพระอิริยาบถตลอด

เสด็จฯ ประทับบนบ้าน ประวิทย์ สงวนเงิน

เมื่อประทับที่พลับพลา พระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรภูมิประเทศรอบๆ อย่างพอพระราชหฤทัย และทางจังหวัดจัดเรืออาหารมาจอดที่ท่าน้ำหลายลำ อาหารหลายประเภท เมื่อถึงเวลาเสวยพระกระยาหารกลางวัน ทรงสั่งมหาดเล็กให้ระงับการตั้งโต๊ะเสวยพระกระยาหารที่เตรียมมา เพราะมีพระราชประสงค์ที่จะเสวยอาหารพื้นเมืองที่ทางจังหวัดจัดมาทางเรือ เมื่อมหาดเล็กจัดภาชนะที่ใช้บรรจุพระอาหารถวายก็ไม่ทรงโปรด กลับรับสั่งให้แม่ค้าจัดขึ้นมาด้วยชาม และตะเกียบดำๆ และประทับเสวยที่เก้าอี้ มิได้ประทับโต๊ะเสวยที่เตรียมไว้ ทรงยกชามและตะเกียบด้วยพระอิริยาบถเช่นเดียวกับสามัญชน

ผู้ใกล้ชิดเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอารมณ์เบิกบานและเสวยได้มากเป็นพิเศษ ทรงโปรดแกงปลาไหล และไอศกรีม เป็นพิเศษต่อจากนั้นได้พระราชทานเงิน เหรียญทองชนิด 50 สตางค์ ห่อผ้าขาวจำนวน 1 ตำลึง เป็นเงินก้นถุงแก่แม่ค้าทุกคนที่จัดอาหารมา

เสด็จฯ ขึ้นประทับบนบ้าน ประวิทย์ สงวนเงิน และมีพระราชปฏิสันถารกับเจ้าของบ้าน

เจ้าหน้าที่จัดฉีกทุเรียนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทุเรียนที่ทูลเกล้าฯ ถวายมีชนิดต่างๆ เช่น ก้านยาว กบ มะไฟ ซึ่งล้วนแต่เป็นทุเรียนที่มีชื่อเสียง ทรงโปรดและชมทุเรียนชนิดกบ ว่ามีรสหวานและมันจัดมา

ก่อนเสด็จกลับ ได้เสด็จขึ้นประทับบนบ้านเจ้าของสวนทุเรียน แล้วทรงปฏิสันถารถึงความเป็นอยู่และอาชีพที่กระทำอยู่ แล้วพระราชทานหีบบุหรี่ถมเงินจารึกพระปรมาภิไธยย่อแก่นายประวิทย์ สงวนเงิน 1 หีบ และพระราชทานให้แก่ผู้ที่มาคอยเฝ้าติดตามในการเสด็จครั้งนี้คนละ 100 บาท พร้อมกับเงินเหรียญ 1 ตำลึง

หีบบุหรี่ถมเงินจารึกพระปรมาภิไธยย่อที่พระราชทานให้แก่ประวิทย์ สงวนเงิน

ก่อนที่จะทรงก้าวลงเรือ ได้รับสั่งแก่ผู้มาคอยเฝ้ารับเสด็จและนำเสด็จด้วยประโยคสั้นๆ ว่า ขอบใจทุกคน พร้อมทรงถ่ายภาพผู้มาส่งเสด็จด้วยพระองค์เอง

เมื่อเรือเคลื่อนออกจากท่า ก็ทรงโบกพระหัตถ์ด้วยพระอาการร่าเริงแจ่มใส บรรดาผู้มาเฝ้าบริเวณนั้นเปล่งเสียงไชโยด้วยความปลาบปลื้ม และเต็มตื้นในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

บ้านแสงประภา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา นนทบุรี ที่เสด็จประพาสสวนทุเรียน เมื่อ 17 มิ.ย. 2496

 หมายเหตุ : สำหรับภาพในหนังสือตามรอยจารึกนี้เป็นภาพถ่ายจริงที่ได้บันทึกไว้ในคราวเสด็จประพาสครั้งนั้น ซึ่งโพสต์ทูเดย์สแกนจากหนังสือตามรอยจารึกเล่มดังกล่าว

 

“สมาร์ทฟาร์มเมอร์” พลิกชีวิตเกษตรกร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465067

"สมาร์ทฟาร์มเมอร์" พลิกชีวิตเกษตรกร?

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

ปัญหาของเกษตรกร ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกและยังคงดำรงอยู่อย่างนั้นในทุกยุคทุกสมัย เกษตรกรไทยยังไม่เคยหนีพ้นวังวนปัญหาเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สิน ราคาผลผลิตตกต่ำ ขาดอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม มิหนำซ้ำยังถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนที่มีอำนาจทางการเงินสูงกว่า ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยของประเทศที่เติบโตด้วยผลผลิตทางเกษตรกรรม กลายเป็นชนชั้นรากหญ้าที่ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ง่ายๆ

โครงการสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือเกษตกรปราดเปรื่อง เป็นอีกหนึ่งโครงการความหวังของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการยกระดับเกษตรกรไทย เริ่มมาตั้งแต่ยุค ยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในช่วงปลายปี 2556 มีเป้าหมายของโครงการก็คือเกษตรกรต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนบาท/ปี หรืออย่างน้อย 300 บาท/วัน แต่ที่น่าตระหนกและต้องกลับมาทบทวน เมื่อกรมส่งเสริมการเกษตร รายงานว่า ผลการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สรุปผลคัดกรองเกษตรกรตามคุณสมบัติจากจำนวนแรงงานภาคเกษตร 17 ล้านราย (ปี 2559 ) พบว่า มีเกษตรกรผ่านคุณสมบัติเพียง 9.6 แสนรายเท่านั้น ที่เหลือยังไม่ผ่านเกณฑ์

2 มุมมอง “สมาร์ทฟาร์มเมอร์”

ผลจากการตรวจสอบและพูดคุยของคนทำเกษตรจริง มีผลออกมาเป็นเหรียญสองด้าน โดยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เข้าโครงการมักจะก้าวผ่านความยากจนและหลายคนเริ่มขยายพื้นที่เพาะปลูก โดยมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก และการเรียนรู้จากสมาร์ทฟาร์มเมอร์มาเป็นฐานเพิ่มองค์ความรู้ ในขณะที่อีกส่วนใหญ่ของประเทศยอมรับว่า การเปลี่ยนเป็นเรื่องยาก เพราะยังขาดความมั่นใจเรื่องรายได้ที่จะหล่อเลี้ยงครอบครัว และยังไม่พร้อมจะปรับตัวด้วยเหตุผลที่ต้องรับฟัง

พัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนกุล อาชีพไร่นาสวนผสม อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าอบรมโครงการสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เล่าว่า ก่อนหน้านั้นทำเกษตรเชิงเดี่ยว คือ ปลูกข้าวโพด  21 ไร่ แต่เป็นหนี้มาตลอด ไม่เคยปลดหนี้ได้ เพราะระหว่างรอผลผลิตไม่มีรายได้เข้าบ้านมีแต่ต้องจ่ายออกทุกวัน

เมื่อเข้าโครงการสมาร์ทฟาร์มเมอร์ และทำสวนแบบผสมผสาน โดยนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ ทำให้มีรายได้เข้าบ้านทุกวันจากการขายไข่ เห็ด ผัก โดยไม่ต้องรอขายข้าวโพดอย่างเดียว จนขณะนี้มีการขยายพื้นที่ทำไร่นาสวนผสมเป็น 39 ไร่ และเป็นศูนย์เรียนรู้กับเกษตรกรด้วย

พัฒน์พงษ์ กล่าวว่า การที่เกษตรกรส่วนมากไม่ยอมที่จะปรับปรุง หรือเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตร มาจากความกลัว ไม่มั่นใจ เกรงว่าหากเปลี่ยนแล้วจะทำไม่ได้ ล้มเหลว และสุดท้ายก็ต้องกลับมาที่เดิม ในฐานะที่ผ่านมาแล้ว ก็อยากสื่อให้รู้ว่า ในช่วงแรกเราอาจจะต้องยอมปรับตัวบ้าง แต่เมื่อเริ่มไปได้สักระยะ เราจะเริ่มเห็นหน้าเห็นหลัง อย่างน้อยมีรายได้เข้ามาทุกวัน

อย่างไรก็ตาม วิเชียร พวงลำเจียก แกนนำเกษตรกรชาวนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สะท้อนอีกมุมมองหนึ่งว่า ยอมรับว่าชาวนาส่วนใหญ่ไม่ยอมเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นเพราะไม่กล้าทำ เนื่องจากไม่คุ้นเคย และเกรงจะทำไม่ได้ และพื้นที่นาไม่เหมาะกับการปลูกพืชอื่น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มหรือในพื้นที่ชลประทานของเขา

ปัญหาสำคัญ คือ ปัญหาที่ดินซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เช่า ทำให้เกษตรกรไม่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนอาชีพตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรฯ เพราะไม่มั่นใจรายได้ และจะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า เพราะปัจจุบันผู้ให้เช่าไม่ง้อเกษตรกร เนื่องจากสามารถจ้างผลิต จ้างปลูกได้โดยไม่ต้องลงมือเอง ดังนั้นไม่ว่ารัฐจะวางโครงการอะไรก็ยาก เพราะที่ดินไม่ใช่ของเกษตรกรเองกว่า 60% เป็นพื้นที่เช่าทั้งสิ้น

เรียนรู้ต่อยอดสู่เกษตรกรยุคใหม่

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นเกษตรกรโดยตรง แต่สามารถเข้าสู่อาชีพเกษตรกรได้จากการเรียนรู้ และกล้าลงมือทำจนประสบผลสำเร็จด้วยดี

ขณะที่ ปรีดาธพันธุ์  จันทร์เรือง อายุ 41 ปี ชาวนายุคใหม่ จ.ชัยนาท ซึ่งโด่งดังในโลกออนไลน์ขายข้าวได้ตันละ 8 หมื่นบาท เจ้าของรางวัลสมาร์ทฟาร์มเมอร์ไทยแลนด์ ปี 2558 กล่าวว่า ตัวเขาลาออกจากงานในตำแหน่งผู้จัดการด้านบรรจุภัณฑ์ และมาทำนาเมื่อต้นปี  2557 เริ่มที่การศึกษาตลาด พบว่าคนสนใจสุขภาพ แล้วไปศึกษาว่าข้าวชนิดไหนมีคุณสมบัติเป็นยา มาสรุปที่ 3 ชนิด คือ ข้าวสินเหล็ก ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิ และเลือกการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม และสร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมา

จากนั้นจึงเริ่มเข้าไปขายในโลกออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและไลน์ รวมถึงการเข้าโครงการผูกปิ่นโต  ที่โครงการจะหาเจ้าบ่าวคือผู้ซื้อมาหา เราคือเจ้าสาว ซึ่งส่วนมากมีลูกค้าเป็นกลุ่มรักสุขภาพ และในช่วง 2 ปีนี้ เติบโตมาก ทำให้มีการจองข้าวล่วงหน้า 1-3 ปี จำหน่ายในกิโลกรัมละ 80  บาท ผู้จองต้องโอนเงินล่วงหน้า จากนั้นจะมีการรายงานผลการปลูกผ่านไลน์และเฟซบุ๊ก

“ผมว่าทางรอดของเกษตรกร คือ เราต้องมองว่า ตลาดคือใคร อยู่ที่ไหน และวิ่งไปหาลูกค้า และหาสินค้าที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งชาวนารุ่นพ่อแม่อาจจะเปลี่ยนยาก แต่รุ่นลูกหรือเยาวชนหากสนใจผมว่าจะไปได้เร็ว เพราะขณะนี้การขายผ่านระบบออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือการรักษามาตรฐาน” ปรีดาธพันธุ์ กล่าว

ขณะที่ วิภาวริศ เกตุปมา เจ้าของไร่ธารตาดหมอก กล่าวว่า เหตุผลที่หันมาทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ เพราะทฤษฎีที่ในหลวงทรงคิดค้นและพัฒนาขึ้นเป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เสมอ เพียงแต่เราจะน้อมนำมาใช้ด้วยความเข้าใจ และเห็นถึงประโยชน์ของทฤษฎีนั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในส่วนของตัวเราเองจะเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้เลย ถ้าไม่รู้จักคำว่าอยู่อย่างพอดีและดีพอ รวมไปถึงการกตัญญูรู้คุณต่อทุกสิ่ง

ในส่วนของไร่ธารตาดหมอกได้ทำการปลูกข้าวหอมมะลิแบบเกษตรอินทรีย์ จำนวน 2 งาน และยังมีการปลูกสตรอเบอร์รี่ ผักสลัด มะเขือเทศ เสาวรส เลมอน กล้วย มินต์ หญ้าหวาน และพืชผักสวนครัวต่างๆ ไว้บริโภคในครัวเรือน แบ่งปัน และขายให้แก่กลุ่มผู้บริโภคที่นิยมสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วย

ด้าน สุนทร งามเกิดศิริ ประธานกรรมการ บริษัท ฟาร์มสุข ผู้จัดจำหน่ายข้าวกล้องออร์แกนิกสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ฟาร์มสุข กล่าวว่า จุดเริ่มต้นความคิดการทำข้าวกล้องออร์แกนิกสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน เกิดจากต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและไม่ต้องการส่งเสริมให้ใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สุขภาพชาวนาไม่ดี ดังนั้นสินค้าที่นำมาจำหน่ายจึงเป็นข้าวกล้องออร์แกนิก เพื่อส่งเสริมการปลูกดังกล่าวทางอ้อม

ทั้งนี้ ปัญหาของสินค้าเกษตรไทย คือ ขาดการสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงเผชิญกับราคาสินค้าตกต่ำมาตลอด บริษัทจึงนำหลักของการเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์มาใช้ นำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับสินค้านำไปสู่สินค้าเกษตรแปรรูป โดยมองถึงการพัฒนาสินค้าต้องสอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคคนไทยที่เร่งรีบ ต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพด้วย การพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปผลักดันให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ในแต่ละปีบริษัทซื้อข้าวกล้องออร์แกนิกจากชาวนา 50-100 ตัน นอกจากนี้ยังมองถึงการต่อยอดข้าวไทยไปสู่การผลิตสินค้าสกินแคร์ เครื่องสำอาง ครีมกันแดด และครีมทามือ

ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การพัฒนาด้านการเกษตรก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้ก้าวสู่การเกษตรยุคใหม่ที่สามารถตอบสนองตลาด พร้อมกับยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้หลุดพ้นกับปัญหาที่เป็นอยู่ แน่นอนว่าเกษตรกรต้องใช้เวลาในการปรับตัวและปรับเปลี่ยนทัศนคติ และที่สำคัญ คือ การสนับสนุนการแก้ปัญหาจากภาครัฐอย่างจริงจังและจริงใจ

 

“ปลดแอกโรงสี-ขายข้าวเอง” ทางรอดชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/465003

"ปลดแอกโรงสี-ขายข้าวเอง" ทางรอดชาวนา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทางรอดชาวนาไทยในยุคราคาข้าวเปลือกวิกฤต “ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ” ในฐานะนักวิชาการที่ผันตัวเองมาตั้งกลุ่มปลูกข้าวเครือข่ายนาข้าวคุณธรรม เป็นกลุ่มชาวนาจริงๆ ที่ปลูกข้าวอินทรีย์ อนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองและทำนาเองแบบครบวงจรตั้งแต่ปลูก แปรรูป และจำหน่ายเอง ที่สำคัญไม่พึ่งระบบโรงสี กล่าวว่า ทางรอดของชาวนาไม่ใช่วิธีการที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในตอนนี้ ทางรอดของชาวนา คือ การจัดโครงสร้างขายข้าวใหม่ทั้งระบบแบบถาวรด้วยการช่วยส่งเสริมชาวนาลดต้นทุนการผลิตข้าว พร้อมกับการพัฒนาชาวนาไทยให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ได้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องจริงใจสนับสนุน หาหนทางลดต้นทุนการผลิตข้าวให้กับชาวนา

วิธีการหนึ่ง คือ การสนับสนุนให้ชาวนารวมกลุ่มกันเล็กๆ ภายในหมู่บ้านละ 4-5 ครัวเรือน เพื่อจัดซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็กที่ราคาย่อมเยาเครื่องละหมื่นกว่าบาทสีข้าวไว้บริโภคเองในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายในครอบครัว และผลผลิตที่เหลือนำมารวมกันเอาไปจำหน่ายออกสู่ตลาด แทนการขายข้าวเปลือกให้กับโรงสีเพียงอย่างเดียว

“ถูกต้องแล้วที่รัฐหรือประชาชนทั่วไปช่วยกันสนับสนุนให้ชาวนาขายข้าวต่อผู้บริโภค อาจขายผ่านระบบหมู่บ้าน สหกรณ์ หรือขายทางออนไลน์ ดังนั้นเมื่อชาวนามีเครื่องสีข้าวเป็นของตัวเองก็สามารถสีข้าวไว้กินเองช่วยลดค่าใช้จ่าย จากนั้นเมื่อผลผลิตข้าวเหลือกิน จึงค่อยๆ รวมตัวกันต่อยอดนำผลผลิตออกไปจัดจำหน่ายกันเอง ไม่จำเป็นต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหรือโรงสีอีกต่อไป”

ปัญหาข้าวที่เป็นอยู่ปัจจุบันไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงแต่รัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ปัญหาเท่านั้น เพราะปัญหาข้าวมี 2 ส่วน คือ โครงสร้างตลาดข้าวกับชาวนา โครงสร้างตลาดข้าวในประเทศไทยสัดส่วนโรงสีกับชาวนาไม่สัมพันธ์กัน เพราะชาวนาส่วนใหญ่เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วจะนำไปขายให้กับโรงสีทันที โดยที่ตัวเองไม่ได้เก็บข้าวไว้สีกินเอง ยิ่งปัจจุบันชาวนาใช้ระบบจ้างเครื่องจักรเกี่ยวข้าว แถมข้าวที่เกี่ยวได้ก็มีความชื้นสูงย่อมถูกโรงสีกดราคาตามมา

“ข้าวเปลือกที่ปลูกได้ทั้งหมดของชาวนาไปขายให้โรงสี แต่ตัวชาวนาต้องไปซื้อข้าวสารแพงๆ กิน พูดง่ายๆ ชาวนาผลิตข้าวเพื่อขายโรงสีอย่างเดียว เพราะชาวนาไม่มีโรงสีเป็นของตัวเอง ข้าวเปลือกทุกเมล็ดที่ผลิตได้จึงไปอยู่ในมือโรงสี จึงทำให้มีอำนาจต่อรองสูง”

ณรงค์ กล่าวว่า ตลาดข้าวภายในประเทศประมาณ 55% กินในประเทศ ที่เหลือ 45% ส่งออกต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อข้าวเปลือกอยู่ในมือโรงสีที่แปรรูปเป็นข้าวสารจึงมีราคาแพง เพราะอำนาจต่อรองอยู่ในมือพ่อค้าคนกลางและโรงสี ขณะที่ปัจจุบันต้นทุนการผลิตข้าวของชาวนาสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกขั้นตอนการผลิตชาวนาจ้างหมดตั้งแต่ไถ หว่าน หรือเกี่ยว จ้างเครื่องจักรทั้งสิ้น เพราะชาวนาขาดแคลนแรงงาน ยิ่งต้นทุนการผลิต อาทิ ปุ๋ย สารเคมี ยาปราบศัตรูพืช และพันธุ์ข้าว ต้องซื้อจากนายทุนซึ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่คุมตลาดสินค้าเหล่านี้อยู่เพียงไม่กี่รายในประเทศ ดังนั้นราคาข้าวที่ตกต่ำแท้จริงคือ ราคาขาดทุนจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมากกว่าราคาตลาดที่เป็นอยู่เสียด้วยซ้ำ เพราะถึงแม้ราคาข้าวตกต่ำจริง ถ้าต้นทุนการผลิตต่ำ ชาวนาก็อยู่รอดได้

“เมื่อก่อน เวลาเก็บเกี่ยวข้าว ชาวนาจะมียุ้งฉาง ลานตากข้าว บ่มข้าว เกี่ยวข้าวกันเอง ใช้แรงงานไม่ได้ใช้เครื่องจักร แต่ตอนนี้จ้างเครื่องจักรเครื่องมือกันหมด เช่น จ้างเครื่องเกี่ยวแน่นอนความชื้นย่อมต้องสูง เพราะรีบเอาไปขาย ไม่ได้ตาก หรือบ่มข้าว พอเอาไปขายให้กับโรงสีจึงโดนกดราคา ต่างจากในประเทศเวียดนาม รัฐบาลจัดรถไถ รถหว่าน หรือรถเกี่ยวให้บริการชาวนาของตัวเอง เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ชาวนา”

ณรงค์ กล่าวว่า ความจริงใจของรัฐบาล คือ ภาครัฐข้าราชการต้องสนับสนุน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าข้าราชการบางส่วนสนับสนุนนายทุนบริษัทใหญ่ เช่น พันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับบริษัทเอกชน จึงไม่สนับสนุนให้ชาวนารวมกลุ่มสีข้าวเอง ปลูกข้าวพันธุ์ที่เพาะเอง หรือปลูกข้าวปลอดสารพิษ หรือออร์แกนิก ซึ่งการปลูกข้าวออร์แกนิก หรือข้าวปลอดสารพิษ เป็นวิธีการลดต้นทุนการผลิตได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นทางรอดสำคัญของชาวนาไทย

กนกพร ดิษฐกระจันทร์ ที่ละทิ้งงานในโรงงานอุตสาหกรรมกลับบ้านเกิดมาปลูกข้าวอินทรีย์ จนได้รับยกย่องให้เป็นประธานกลุ่มส่งเสริมการเกษตร อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี หนึ่งในเครือข่ายนาข้าวคุณธรรม กล่าวว่า ความหมายของสมาร์ทฟาร์มเมอร์จริงๆ ไม่ใช่แค่จำกัดนิยามว่าต้องเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีทุน เทคโนโลยีและมีความรู้แล้วหันมาทำนาปลูกข้าวเท่านั้น แต่ความหมายจริงๆ คือ เกษตรกรที่กล้าเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนวิถีชีวิตในการทำนาปลูกข้าวตั้งแต่กระบวนการผลิต ต้นน้ำ กลางน้ำจนถึงปลายน้ำ คือ ปลูกข้าวเอง แปรรูป หรือสีข้าวเอง และจัดจำหน่ายข้าวสารเอง โดยไม่พึ่งพิงการขายข้าวเปลือกให้กับโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง ดังนั้นการพึ่งพิงตนเองได้ ชาวนาต้องมียุ้งฉางหรือโรงสีเป็นของตัวเอง หรือการรวมพลังกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนในชุมชนเพื่อผลิต แปรรูปและขายข้าวเอง อาจกล่าวได้ว่า นี่คือทางรอดของชาวนาก็ว่าได้

“ทุกวันนี้ชาวนาทำข้าวไม่ค่อยได้คุณภาพมากนัก เพราะไปพึ่งพิงพันธุ์ข้าวที่ภาครัฐและบริษัทเอกชนแนะนำ คือ ข้าวอายุสั้น 90-100 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว จึงได้ข้าวที่มีคุณภาพแป้งน้อย และที่สำคัญเป็นพันธุ์ข้าวที่อยู่รอดได้ด้วยปุ๋ยกับยาปราบศัตรูพืช นี่คือกับดักที่ชาวนากำลังเผชิญอยู่”

กนกพร กล่าวว่า สมาร์ทฟาร์มเมอร์ต้องไม่ใช่ทำนาเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอยู่รอดได้ แต่ต้องปลูกพืชทุกอย่างที่กินได้ ตั้งแต่ผักผลไม้ หรือแม้แต่เลี้ยงสัตว์ กล่าวง่ายๆ คือทุกอย่างที่มนุษย์กินได้ชาวนาต้องเพาะปลูก เพื่อสร้างสมดุลต่อธรรมชาติ ถือเป็นวิธีหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิต เพราะปัจจุบันการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวจะทำให้ชาวนาเผชิญกับต้นทุนชีวิตและเผชิญความเสี่ยงที่สูงมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ นโยบายนาแปลงใหญ่ ชาวบ้านถูกมอมเมาให้ปลูกข้าว คือ พืชเชิงเดี่ยว ต้องพึ่งพาพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยา และเทคโนโลยีเก็บเกี่ยว ที่ภาครัฐและบริษัทเอกชนแนะนำทั้งหมด หากเกิดวิกฤตโรคระบาดหรือศัตรูข้าวลงนาก็จะเจ๊งกันยกนา

“ชาวนาบางแห่งปลูกข้าวใส่ปุ๋ย คร็อป หรือรอบการผลิตละ 3-4 ครั้ง พอๆ กับใส่ยาฆ่าหญ้า แรกๆ อาจใช้สูตรหรือยาฤทธิ์อ่อนๆ แต่พอนานไป ต้องเพิ่มปริมาณทั้งปุ๋ยและยามากขึ้นเรื่อยๆ ถามว่าต้นทุนชีวิตด้านสุขภาพจะเสี่ยงแค่ไหน แล้วใครกันที่ได้ประโยชน์มากที่สุดถ้าไม่ใช่พ่อค้าขายปุ๋ยกับยาฆ่าหญ้า นี่คือกับดักที่ชาวนายังข้ามไปไม่พ้นหากยังทำนาเป็นพืชเชิงเดี่ยวอยู่แบบนี้”

 

บ้านของพ่อที่…‘ภูพาน’ ต้นแบบการพัฒนาสู่ความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/464934

บ้านของพ่อที่...‘ภูพาน’ ต้นแบบการพัฒนาสู่ความยั่งยืน

โดย…จะเรียม สำรวจ

หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีในการเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ในปี 2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ถือเป็นภูมิภาคแรกที่มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรอย่างเป็นทางการ เนื่องจากภาคอีสานมีสภาพภูมิศาสตร์ที่น่าสนใจ และพื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างทุรกันดาร

สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 2-20 พ.ย. 2498 ในครั้งนั้นถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดเสด็จเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานมาก่อนเลย เพราะเส้นทางคมนาคมมีความทุรกันดาร มีเพียงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่เคยเสด็จพระราชดำเนินไปถึงโคราชโดยทางรถไฟเท่านั้น

จากเส้นทางการคมนาคมที่ค่อนข้างลำบาก จึงทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต้องใช้พาหนะในการเดินทางหลากหลายรูปแบบเริ่มจากรถไฟ รถยนต์ เครื่องบิน และเรือ เพื่อเข้าไปเยี่ยมราษฎรอย่างทั่วถึง

ภายในตำหนัก

 

ตลอดเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถยนต์ เครื่องบิน หรือเรือ จะมีประชาชนมารอเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างเนื่องแน่น โดยเฉพาะทางรถไฟ ซึ่งถือเป็นพระราชพาหนะหลักที่ได้ใช้เดินทางในขณะนั้น เพราะแต่ละสถานีที่ได้ทั้งสองพระองค์ทรงผ่านและหยุดพักเยี่ยมราษฎรจะมีราษฎรมารอเข้าเฝ้าฯ อย่างหนาแน่น เพื่อชมพระบารมี และจากการที่สมัยก่อนพระมหากษัตริย์จะมีความใกล้ชิดกับประชาชนมาก จึงทำให้ประชาชนมีความประทับใจอย่างมากสำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

บ้านพ่อ เพื่อลูกหลานชาวอีสาน

เมื่อได้ใกล้ชิดกับราษฎรทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎรในภาคอีสาน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคอีสานในขณะนั้นค่อนข้างทุรกันดาร จึงทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ค่อนข้างยากลำบาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงมีพระบรมราชโองการให้สร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ขึ้นที่ จ.สกลนคร เพื่อเป็นที่ประทับเวลาแปรพระราชฐานและทรงงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร

ก่อนที่จะก่อสร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างแหล่งน้ำบนภูเขาก่อน ด้วยการสร้างลานหินกักเก็บน้ำไว้บนเทือกเขาภูพานในปี 2517 เพื่อเป็นแหล่งน้ำหล่อชุมชนและป่าไม้ที่อยู่เชิงเขา เพราะน้ำคือชีวิต นอกจากนี้ การสร้างลานหินเพื่อเป็นอ่างเก็บน้ำบนเทือกเขาภูพานยังเป็นแหล่งกำเนิดของลำน้ำก่ำอีกด้วย

ภายในตำหนัก

 

หลังจากสร้างแหล่งน้ำสำเร็จ ต่อมาปี 2518 จึงได้เริ่มมีการก่อสร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ขึ้น บริเวณเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นผู้ทรงเลือกพื้นที่สร้างพระตำหนักด้วยพระองค์เอง ด้วยการใช้แผนที่ทางอากาศและการเสด็จฯ สำรวจเส้นทางบริเวณป่าเขา น้ำตก เป็นปัจจัยในการกำหนดเขตพื้นที่ก่อสร้างพระตำหนักและบริเวณพระตำหนัก ซึ่งประกอบด้วยเขตพระราชฐานชั้นในและเขตพระราชฐานชั้นนอก

พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ตั้งอยู่ริมทางหลวงสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ หมายเลข 213 บริเวณกิโลเมตรที่ 14 ห่างจากตัวเมืองสกลนคร ประมาณ 16 กม. บริเวณพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ช่วงเริ่มแรกมีเนื้อที่รวม 940 ไร่ ซึ่งหลังจากสร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ทรงพลิกฟื้นผืนป่าแห่งดังกล่าวจากภูเขาหัวโล้นเป็นป่าที่มีชีวิตหล่อเลี้ยงประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนต่อมามีการขยายพื้นที่ป่าในเขตพระตำหนักเป็นกว่า 1,000 ไร่ สู่ 2,000 ไร่ ในปัจจุบัน

สำหรับหมู่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จะประกอบด้วย อาคารพระตำหนักปีกไม้ เป็นอาคารที่ประทับหลังแรกสร้างขึ้นในปี 2518 เป็นรูปแบบล็อกเดขิน ต่อมาในปี 2519 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้สร้างพระตำหนักใหญ่เป็นตึกสองชั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ บริเวณเนินหน้าผาห่างจากพระตำหนักปีกไม้ ประมาณ 500 เมตร และสร้างพระตำหนักที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน หลังจากนั้นต่อมาไม่นานก็มีการสร้างพระตำหนักอีกหลังหนึ่งในบริเวณใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นที่ประทับ เป็นที่พักของข้าราชบริพาร และเป็นที่รับรองแขกและข้าราชบริพารที่เข้าเฝ้าฯ

โรงงานดอยคำ

 

ในด้านของภูมิทัศน์โดยรอบพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ถือว่ามีความสวยงามและโดดเด่นด้วยธรรมชาตินานาชนิดที่ทรงปลูก ทำให้ประชาชนที่มีโอกาสได้เข้าไปชมพระตำหนักฯ มีความประทับใจ เนื่องจากลักษณะพื้นที่เป็นเชิงเนินชายเทือกเขาภูพานตอนกลางสามารถอาศัยสภาพผิวหน้าดินในการปลูกไม้ดอกและไม้ประดับได้เป็นอย่างดี โดยภายในพระตำหนักฯ ได้มีการแบ่งพื้นที่จัดสวนออกเป็น 5 รูปแบบ คือ 1.สวนรวมพันธุ์ไม้ 2.สวนแบบประดิษฐ์ 3.สวนแบบธรรมชาติ 4.สวนหินประดับประดา และ 5.สวนประดับหิน

ด้วยพื้นที่ของพระตำหนักฯ อยู่บริเวณเชิงเขา และมีอ่างเก็บน้ำอยู่ด้านบน จึงทำให้หน้าน้ำจะมีน้ำตกไหลผ่านบริเวณด้านข้างพระตำหนักฯ สร้างความสดชื่นให้กับพระตำหนักฯ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวทั้งรถยนต์ส่วนตัวและการนำพาหนะเข้าชม ซึ่งก่อนเข้าชมสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่กองรักษาการเพื่อเข้าชมพระตำหนักชั้นนอกได้โดยสะดวก หากต้องการชมพระตำหนักชั้นในต้องติดต่อทางราชการ เพื่อขออนุญาตจากผู้ดูแลพระตำหนักฯเป็นการล่วงหน้า

อนันตสิทธิ์ ซามาตย์ ผู้อำนวยการพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ กล่าวว่า อาคารที่พักที่สร้างภายในพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้ก่อสร้างแบบประหยัด เรียบง่าย ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะความตั้งใจของพระองค์ท่านในการสร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ คือ การปลูกป่า เนื่องจากที่ดินผืนนี้เดิมทีเป็นป่าหัวโล้น พระองค์ท่านจึงอยากจะฟื้นฟูป่า ด้วยการสร้างพระตำหนัก เพื่อปลูกป่าและศึกษาระบบนิเวศทางธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์ดอยคำ

 

นอกจากนี้ การสร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ยังถือเป็นอีกหนึ่งยุทธวิธี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำมาแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์ที่อยู่บนเทือกขนภูพาน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นพื้นที่สีชมพู ซึ่งหลังจากสร้างพระตำหนักภูพานฯ แล้วเสร็จก็สามารถแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยได้ในระดับหนึ่ง

เส้นทางมะเขือเทศ ‘ดอยคำ’

ต่อมาปี 2523 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมา จ.สกลนคร อีกครั้ง เพื่อเยี่ยมราษฎรและหมู่บ้านนางอย-โพนปลาโหล ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร และครั้งนั้นเองที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทอดพระเนตรเห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่แร้นแค้น ขณะเดียวกันก็ทรงค้นพบว่าหมูบ้านดังกล่าวถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไทย จึงทรงมีพระราชดำริที่จะบรรเทาทุกข์และพัฒนาชาวบ้าน พร้อมกับแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์ด้วยการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ และ ศ.อมร ภูมิรัตน เข้าไปดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่หมู่บ้านแห่งดังกล่าว ด้วยการพระราชทานแนวทางว่า “ต้องปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนที่นี่ให้ดีขึ้น ส่งเสริมให้ทุกคนมีรายได้ และหลังจากพัฒนาแล้วชาวบ้านต้องพัฒนาต่อได้ด้วยตัวเอง”

หลังจากพระราชทานแนวดังกล่าว ต่อมาหมู่บ้านนางอย-โพนปลาโหล ก็ได้มีการพัฒนาด้านสังคม เช่น การสร้างศูนย์เด็ก สถานีอนามัย การจัดทำธนาคารข้าว การซ่อมและสร้างวัด ขุดบ่อบาดาล และสร้างอ่างเก็บน้ำ ขณะเดียวกันก็ได้มีการพัฒนาอาชีพ เพื่อการสร้างงานในระยะยาว เช่น สอนการปลูกมะเขือเทศ ข้าวโพดฝักอ่อน ไผ่ตง และมะละกอ เพื่อป้อนวัตถุดิบเข้าระบบอุตสาหกรรมเกษตรต่อไป

ค่ายเยาวชน

 

เดิมทีประชาชนในหมู่บ้านนางอย จะมีอาชีหลัก คือ การทำนา แต่หลังจากมีโครงการเข้าไปช่วยสอนอาชีพการเพาะปลูกสินค้าเกษตรใหม่ๆ จนประชาชนมีความรู้ด้านการเพาะปลูกและมีผลผลิตทางการเกษตรออกมาค่อนข้างมาก ต่อมาในปี 2525 ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งจัดตั้งโรงงานหลวงสำเร็จรูปแห่งที่ 3 (เต่างอย) ขึ้นที่หมู่บ้านนางอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร เพื่อสร้างอาชีพให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการสร้าง “เส้นทางมะเขือเทศ” บริเวณลุ่มน้ำโขง พัฒนาคุณภาพชีวิตของเหล่าเกษตรกรในชุมชนนี้ให้ดีขึ้นได้ ซึ่งหลังจากก่อสร้างโรงงานหลวงสำเร็จรูปแห่งที่ 3 (เต่างอย) แล้วเสร็จ ต่อมาปี 2526 ได้เริ่มทำการผลิตน้ำมะเขือเทศเข้มข้นแบบกระป๋อง

ในปี 2537 ได้มีการจดทะเบียนเป็นบริษัทนิติบุคคลภายใต้ชื่อบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร รวบรวมโรงงานทั้ง 3 แห่ง คือ โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปแห่งที่ 1 ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ทำหน้าที่ผลิตน้ำมะเขือเทศสูตรเข้มข้นในรูปแบบขวด และสตรอเบอร์รี่อบแห้ง และโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปแห่งที่ 2 ที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ไว้ด้วยกันอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

เวลาผ่านไปหลายสิบปี จนกระทั่งถึงปี 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยี่ยมชมโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) ทรงทอดพระเนตรเห็นความเสื่อมโทรมของโรงงาน จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้ทำการปรับปรุงโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) ขึ้นมาใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ชุมชนได้รับประโยชน์ และธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้”

ขณะเดียวกัน ก็มีการเพิ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปผลไม้เข้ามาช่วยเสริม เนื่องจากมะเขือเทศมีผลผลิตระยะสั้น คือ ช่วงเดือน ธ.ค.-มี.ค.เท่านั้น จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้เกษตรกรนำผลผลิตอื่นๆ ที่มีอยู่ในครัวเรือนไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มะละกอ กระเจี๊ยบ หรือขิง นำมาแปรรูปเป็นผลไม้อบแห้งภายในโรงงานหลวงสำเร็จรูปแห่งที่ 3 (เต่างอย) เพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้านนางอยได้มีอาชีพตลอดทั้งปี

 

สืบสาน ส่งต่อความยั่งยืน

จากความสำเร็จในการพัฒนาชุมชนใน อ.เต่างอย ให้มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร มีแนวคิดที่จะจัดทำโครงการจิตอาสาพัฒนาเต่างอย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ศาสตร์แห่งพระราชาออกมาในรูปแบบของการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชนโดยรอบโรงงานหลวงแห่งที่ 3 (เต่างอย)

ทั้งนี้ ได้ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยสยาม และศิลปินท้องถิ่นกลุ่มสะกะละ จัดการอบรม และทำกิจกรรมต่างๆ ให้แก่เยาวชนในชุมชนเต่างอย จ.สกลนคร เพื่อให้สามารถนำความรู้ด้านการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางพระราชดำริมาปรับใช้กับชุมชน ตลอดจนเสริมสร้างทักษะความเป็นผู้นำให้แก่เยาวชน และสร้างความภาคภูมิใจในตัวเองและชุมชน

สำหรับโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชนเต่างอยในปีนี้ คือเป็นการจัดขึ้นครั้งที่ 3 แล้ว โดยในส่วนของกิจกรรมดังกล่าวได้มีการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22-24 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งรูปแบบของการจัดโครงการยังคงมุ่งเน้นการสร้างความภาคภูมิใจในตัวเองและชุมชน ด้วยการนำความรู้ด้านการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางพระราชดำริต่างๆ มาปรับใช้กับชุมชนในรูปแบบ “ค่ายศิลปะเยาวชน”

เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 40 คน ที่ได้รับการคัดเลือกจะเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ในพื้นที่ชุมชนเต่างอย และชุมชนบ้านยาง อ.เต่างอย จ.สกลนคร โดยในส่วนของเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้สีจากธรรมชาติภายในชุมชนเต่างอย พืชให้สีชนิดต่างๆ สีจากกากวัตถุดิบและเศษวัสดุเหลือใช้ของโรงงานหลวงแห่งที่ 3 (เต่างอย) เช่น ใบไม้ ดิน คราม กากกระเจี๊ยบแห้ง ครั่ง กากชา กาแฟ ใบสัก ใบกระถินณรงค์ เปลือกประดู่ เปลือกไม้แดง และมะเขือเทศเข้มข้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังจะมีการนำสีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน เช่น การย้อมผ้า และการวาดลวดลายลงบนพื้นผิววัสดุต่างๆ ด้วยสีชุมชน พร้อมทั้งพัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น โปสต์การ์ดภาพพิมพ์  ผ้าพันคอ  เข็มกลัดเซรามิก และต่อยอดการเรียนรู้เรื่องสีชุมชนและสีโรงงานหลวงสำเร็จรูปแห่งที่ 3 (เต่างอย) จากกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชนเต่างอย ประจำปี 2558 ด้วยการพัฒนาฝีมือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่น และใช้งานได้อย่างเหมาะสม สร้างเสริมมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้จากโรงงานหลวงฯ และชุมชน

ตลอดระยะเวลาที่จัดทำโครงการดังกล่าวทุกครั้งที่จัดล้วนได้รับผลการตอบรับดีจากหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วม และรวมไปถึงเยาวชนในชุมชน โดยตลอดระยะเวลา 3 วันที่จัดกิจกรรมในปีนี้ เยาวชนจะได้เรียนรู้การนำดินในชุมชนมาปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ เพื่อนำเป็นเครื่องปั้นดินเผาและงานเซรามิก รวมไปถึงทำสมุดทำมือ รวมไปถึงการย้อมสีผ้า และการย้อมคราม ซึ่งสีต่างๆ ที่นำมาย้อมผ้าจะเป็นพืชต่างๆ ที่อยู่ในชุมชน เช่น ฝักคูน จะให้สีแดงอิฐ ใบหูกวางจะให้สีเทา ใบมะม่วงแก้ว และตะไคร้หอมจะให้สีเขียวอมเหลือง ครามฝักตรงจะให้สีฟ้าคราม เป็นต้น

แนวทางการพัฒนาแหล่งชุมชนต่างๆ ใน จ.สกลนคร ถือเป็นแบบอย่างที่ดีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาประเทศไทย เพราะนอกจากจะมีการสร้างแหล่งน้ำ ซึ่งภาคอีสานถือว่ามีแหล่งน้ำที่มีความแตกต่างไปจากทุกภาคแล้ว ยังมีการพัฒนาป่าไม้ พัฒนาอาชีพให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกด้วย

อีกหนึ่งพระราชดำริที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา นอกจากพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ และโรงงานหลวงสำเร็จรูปแห่งที่ 3 ที่เกิดขึ้นใน จ.สกลนคร คือ การก่อตั้งศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อดำเนินงานในด้านชลประทาน งานศึกษาและพัฒนาเกษตรกรรม งานศึกษาและพัฒนาป่าไม้อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ที่ทรุดโทรม งานส่งเสริมและพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อการประมง งานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ งานศึกษาและพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน อนุรักษ์ดิน และน้ำ งานส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครัวเรือน งานส่งเสริมการเกษตรด้วยการนำความรู้มาเผยแพร่ให้แก่เกษตรกร งานศึกษาและพัฒนาหมู่บ้านตัวอย่างจัดระเบียบชุมชนและพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมไปถึงงานฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกร

จากพระราชดำริดังกล่าวศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงทำหน้าที่เสมือนเป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” (Living Natural Museum) เพื่อเป็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จของการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง สาธิต และการพัฒนาด้านการเกษตรกรรมเป็นระบบบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว เพื่อขยายผลสู่เกษตรกร ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและสามารถพึ่งพาตัวเองได้

จากบ้านพ่อที่สร้างขึ้นภูพาน นำมาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่และเป็นต้นแบบในการพัฒนาอีกหลายพื้นที่ในภาคอีสานและภาคอื่นๆ พร้อมทั้งสืบสานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสู่เยาวชน เพื่อความยั่งยืนสืบต่อไป ถือเป็นบ้านพ่อ ที่สร้างเพื่อลูกๆ โดยถ่องแท้

 

มือปั้น ‘พระบรมรูปทรงงาน’ ประติมากรรมอันเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/464931

มือปั้น ‘พระบรมรูปทรงงาน’ ประติมากรรมอันเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ใครที่ได้มีโอกาสเดินทางไปที่สวนสุขภาพลัดโพธิ์ ระหว่างสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 พระประแดง จ.สมุทรปราการ ย่อมต้องเคยเห็นพระบรมรูปทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความสูง 2.3 เมตร ในสูทฉลองพระองค์ และสิ่งของประจำพระองค์ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง ตัดต่อเอง วิทยุสื่อสาร กล้องถ่ายภาพกระชับอยู่ในพระหัตถ์พร้อมทรงฉายภาพ เป็นจริยวัตรที่พสกนิกรต่างรำลึกถึงองค์พระภูมินทร์ พระบรมรูปที่ชื่อว่า “ทรงงาน” ชิ้นนี้เป็นฝีมือของประติมากรหนุ่ม กิตติชัย ตรีรัตน์วิชชา ผู้ซึ่งบอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า งานพระบรมรูปของพระองค์ท่านนั้น ถือเป็นงานที่เป็นมงคลต่อชีวิตอย่างหาที่สุดมิได้

ประติมากรหนุ่มผู้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมายอย่าง รูปปั้นหลวงพ่อพุธ ฐานิโย และหลวงปู่เสาร์ ที่นครราชสีมา ประติมากรรมรูปนักกีฬาที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ รูปเหมือนสมเด็จโต พรหมรังสี ที่วัดเกษไชโย อ่างทอง อนุสาวรีย์กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี พระพุทธรัตนมงคลสัมฤทธิ์ที่สิงห์บุรี และอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ชลบุรี

ระหว่างปั้นพระบรมรูปขนาดสามเท่าของพระองค์จริงประดิษฐานบริเวณทุ่งมะขามหย่อง

 

ทว่า แม้จะผ่านงานปั้นและหล่อชิ้นสำคัญที่ล้วนแต่ท้าทายความสามารถมาแล้วมากมาย แต่โอกาสที่จะก้าวเข้าไปทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้ผ่านเข้ามาง่ายๆ ต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมาก

กิตติชัย เล่าว่า เหตุที่ได้เข้าไปทำงานปั้นพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้นเริ่มจากที่ได้เข้าไปร่วมงานกับคิง เพาเวอร์ โดยต้องเข้าไปแก้แบบรูปปั้นทรงพระผนวชที่ไม่ทราบแหล่งที่มา ไม่ทราบว่าจ้างใครปั้นงานต้นแบบที่มีความสูงประมาณ 9 นิ้วชิ้นนั้น ทราบเพียงว่าเป็นต้นแบบที่คิง เพาเวอร์จัดทำขึ้นให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทอดพระเนตรและมีพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างได้

กิตติชัยกับพระบรมรูปทรงพระผนวชผลงานสะสมส่วนตัว

 

กระนั้น เมื่อจะขยายแบบเป็นขนาด 1.2 เท่า ก็ปรากฏว่าแบบที่ขยายนั้นไม่ผ่านการอนุมัติให้จัดสร้าง เพราะฝ่ายจัดสร้างมองว่าไม่เหมือนงานต้นแบบ มีประติมากรสองคนมาทำงานแก้แบบขยายที่ว่า แต่ก็ไม่ผ่าน ในเวลาเดียวกันอาจารย์กิตติชัยได้มีโอกาสติดต่อกับโรงหล่อของ ถวัลย์ เมืองช้าง เจ้าของโรงหล่อ เอเชีย ไฟน์ อาร์ท จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะได้รับการทาบทามให้ช่วยแก้งานที่ขยายขนาดไม่ผ่านนั้นให้ และได้ลงมือแก้ให้จนผ่าน งานที่แก้ไขจนผ่านปัจจุบันตั้งอยู่ในวัดบวรนิเวศวิหาร คู่กับรูปปั้นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ผลงานชิ้นนี้กลายเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจและมั่นใจในความสามารถของประติมากรหนุ่มคนนี้จากธวัชชัย ทวีศรี กรรมการและเลขานุการมูลนิธิ คิง เพาเวอร์ และค่อยๆ พัฒนาเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีจนได้รับความไว้วางใจในงานสำคัญชิ้นต่อมา

“กระทั่งวันหนึ่ง ท่านธวัชชัยก็โทรศัพท์ไปหาคุณถวัลย์อีกครั้ง และบอกว่า ในหลวงท่านตรัสว่า ‘น่าจะมีรูปปั้นเราบ้าง’” ประติมากรหนุ่มเล่าวินาทีแห่งความตื่นเต้นขณะนั้น

จากนั้นก็ได้มีการมอบหมายให้ช่างของกรมศิลปากรไปจัดทำภาพสเกตช์ต้นแบบสำหรับเสนอสร้าง แต่ก็ไม่ผ่าน ถวัลย์ จึงเสนอกับธวัชชัยว่า ถ้าอย่างนั้น ลองให้ประติมากรน้อยฝีมือดีคนนี้ลองทำดู จึงมีโอกาสได้เข้าไปทำ

งานต้นแบบพระบรมรูปทรงงานก่อนหล่อเป็นสำริด

 

“ต้นแบบที่ผมเสนอไปเป็นรูปท่านถือกล้อง มีแผนที่ เมื่อท่านธวัชชัยนำภาพสเกตช์ต้นแบบไปให้ในหลวงทอดพระเนตร ท่านตรัสว่า อยากให้ปั้นรูปนี้ ถือว่าภาพสเกตช์ผ่าน ก็เลยได้รับพระบรมราชานุญาตอีกครั้ง …ผมก็ปั้นๆ งานต้นแบบขนาด 60 เซนติเมตรไป โดยไม่รู้เลยว่ารูปที่ปั้นเมื่อแล้วเสร็จจะถูกขยายและนำไปไว้ที่ไหน ก็เลยถามท่านธวัชชัยว่า ท่านตรัสว่าจะไปตั้งที่ไหน ก็ได้คำตอบว่า จะไปตั้งที่คลองลัดโพธิ์ เมื่อได้ยินอย่างนั้น ประกอบกับที่เห็นว่ากำหนดการแล้วเสร็จ เหลือเวลาให้ลงมือทำไม่มาก ผมก็ยิ่งตื่นเต้นใหญ่ ระหว่างที่ปั้นต้องหอบต้นแบบไปให้ท่านธวัชชัยคอมเมนต์และปรับแก้ด้วยตัวเอง”

ต้นแบบที่แก้ไขแต่ละครั้งจะถูกเลขานุการมูลนิธิ คิง เพาเวอร์ นำไปทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพิจารณาอย่างละเอียดว่าตรงไหนต้องปรับแก้แล้วถึงจะถ่ายทอดมาถึงตนเองอีกครั้งว่า ในหลวงท่านพระราชทานคำแนะนำอย่างไร เช่น รายละเอียดสิ่งของประจำพระองค์ ท่านตรัสว่า ต้องมีดินสอตรวจแบบหรือดินสอสีน้ำเงินแดงสำหรับไว้ใช้มาร์คแผนที่ และดินสอธรรมดาซึ่งมีตรงท้ายเป็นยางลบ เป็นสิ่งของที่จะต้องทรงพกไว้ทุกครั้งที่เสด็จฯ ทรงงาน

 

“พระองค์ท่านจะมีแผนที่ที่เตรียมพร้อมแล้วว่าจะเสด็จฯ ตรงไหน จุดไหนที่สำคัญ ส่วนประกอบในการทรงงานอื่นๆ เช่น กล้องถ่ายรูปที่เห็นในพระบรมรูป วิทยุสื่อสาร ต้องเป็นรุ่นไหน ท่านโปรดประดับเข็มราชประชานุเคราะห์ที่ฉลองพระองค์ โปรดรองเท้ากันน้ำยี่ห้อพาลาเดียมรุ่นพิเศษหัวเป็นยาง แต่มีหนังหุ้มด้านข้าง นำเข้าจากฝรั่งเศสไว้เสด็จฯ ในพื้นที่ชื้นแฉะ องค์ประกอบทั้งหมดถูกประกอบเป็นส่วนรายละเอียดของพระบรมรูปที่ทำให้เห็นว่าพระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชน” ประติมากรหนุ่มเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

กิตติชัย เล่าอีกว่า กว่าจะสำเร็จต้องมีการปรับแก้งานต้นแบบถึง 6 ครั้ง ก่อนจะนำไปให้ในหลวงทอดพระเนตรเพื่อตัดสินพระทัยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะได้ทราบผลว่าจะทรงมีพระบรมราชานุญาตให้นำไปขยายเป็นพระบรมรูปที่คลองลัดโพธิ์หรือไม่

พระบรมรูปทรงงาน ซึ่งเป็นงานต้นแบบที่กิตติชัยปั้นไว้เป็นคอลเลกชั่นส่วนตัว

 

“ผมจำได้ว่าวันนั้นท่านธวัชชัยโทรศัพท์มาบอกว่า กำลังจะนำงานต้นแบบไปเข้าเฝ้าฯ ที่โรงพยาบาลศิริราชเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ผมเลยโพล่งบอกไปกับท่านธวัชชัยว่า ถ้าต้นแบบผ่าน จะบวชถวายเป็นพระราชกุศลให้พระองค์ท่าน พอพูดไปอย่างนั้น ในเวลาประมาณทุ่มตรงของวันนั้น ท่านธวัชชัยโทรศัพท์มาหาผมอีกครั้ง แล้วถามว่าเรื่องจะบวชถวายถ้าต้นแบบผ่านนั้นจะทำจริงหรือ แล้วก็เล่าอีกว่า พระองค์ท่านพอพระทัยในต้นแบบมาก เลยได้ทูลกับพระองค์อีกว่า ประติมากรบอกว่า ถ้าต้นแบบผ่าน จะบวชถวายเป็นพระราชกุศล แล้วในหลวงก็ตรัสถามว่า ‘เขาจะบวชให้เราหรือ’

จากนั้นกรณีเรื่องบวช ท่านธวัชชัยก็ได้ทำเรื่องไปยังสำนักพระราชวังเพื่อขอพระราชทานผ้าไตร แล้วในหลวงท่านก็โปรดเกล้าฯ มา พอทราบเรื่องอย่างนี้ ผมก็น้ำตาไหลออกมาเลย โดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร พอได้กำหนดเวลาบวช ท่านธวัชชัยก็นำผ้าไตรพระราชทานมาให้ที่วัดในวันบวช” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจ

มือปั้นประติมากรรมทรงงานเล่าอีกว่า จากนั้นงานขยายแบบและนำไปติดตั้งก็ผ่านพ้นไป แต่รายละเอียดหนึ่งที่ตัวเขาจดจำได้ไม่ลืม คือเล่ากันว่า พระบรมรูปทรงงานความสูง 2.30 เมตร ที่ประดิษฐานบริเวณสวนสุขภาพลัดโพธิ์ ระหว่างสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 พระประแดง จ.สมุทรปราการนั้น เคยมีคนเสนอให้สร้างพระบรมรูปองค์ใหญ่สูง 9 เมตร แต่ในหลวงท่านไม่โปรดให้สร้างอะไรใหญ่ๆ ท่านดำริว่า ถ้าจะสร้างองค์ใหญ่ขนาดนั้น นำงบประมาณไปทำอย่างอื่นดีกว่า สร้างอะไรก็แต่พอเพียง

พระบรมรูปขนาดสามเท่าของพระองค์จริงก่อนนำไปประดิษฐานบริเวณทุ่งมะขามหย่อง

 

ในวันที่ 25 พ.ค. 2555 หลังจากที่ในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินทุ่งมะขามหย่อง พระองค์ทรงมีพระราชดำริอีกครั้งว่า อยากให้มีพระบรมรูปของพระองค์ประดิษฐานยังพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน

“หลังการเสด็จฯ ในครั้งนั้นไม่นาน ท่านธวัชชัยก็โทรมาบอกว่ามอบหมายให้ผมปั้นอีกงาน คราวนี้ระบุชัดว่าจะไปประดิษฐานที่ทุ่งมะขามหย่อง ขั้นตอนการทำงานก็คล้ายเดิมคือต้องมีการสเกตช์ปรับแก้ ปั้นงานต้นแบบ แต่รูปแบบครั้งนี้เป็นพระบรมรูปครึ่งพระองค์ ต้องเริ่มจากขนาดครึ่งเท่าของพระองค์จริง ต้นแบบผ่านก็ขยายเป็นเท่าพระองค์ และขยายใหญ่เป็นขนาดสามเท่าของพระองค์จริง”

กิตติชัย เล่าถึงงานอีกชิ้นหนึ่งที่เขาภาคภูมิใจ ซึ่งหมายถึงพระบรมรูปครึ่งพระองค์ซึ่งขณะนี้ประดิษฐานอยู่ที่อนุสรณ์สถานทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระบรมรูปที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2554

เมื่อมาถึงช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ประติมากรหนุ่มท่านนี้ก็บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า นับเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลของเขา ที่มีโอกาสได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท งานพระบรมรูปที่ปั้นถวายถือเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต ตัวเขาเป็นเพียงพสกนิกรตัวเล็กๆ ก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้ วันที่ทราบข่าวว่าพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต รู้สึกใจหายวาบ ทำอะไรไม่ถูก ตัวชาไปหมด เสียใจอย่างที่สุด แต่ก็บอกตัวเองว่า การดำรงชีวิตของตัวเองทุกวันนี้ยังยึดหลักตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และตั้งปณิธานจะปฏิบัติตนเป็นคนดี พร้อมทั้งจะยึดหลักคำสอนของพระองค์ท่านตราบชีวิตจะหาไม่

 

เตือนภัยเด็กไทยเสี่ยงเบาหวานอนุสาวรีย์ฯแหล่งเครื่องดื่มเกินมาตรฐานสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/464686

เตือนภัยเด็กไทยเสี่ยงเบาหวานอนุสาวรีย์ฯแหล่งเครื่องดื่มเกินมาตรฐานสูง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ในทุก 6 วินาที ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 14 พ.ย.ของทุกปี สหพันธ์เบาหวานนานาชาติและองค์การอนามัยโลก จึงกำหนดให้เป็น “วันเบาหวานโลก” เพื่อกระตุ้นเตือนพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ

ข้อมูลจากสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ พบว่าในปี 2558 มีผู้ป่วยเบาหวาน อยู่ที่ 415 ล้านคน โดยทุก 6 วินาทีจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน และ 1 ใน 11 คน ป่วยเป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคาดว่าในปี 2588 หรืออีก 30 ปีข้างหน้าจะมี ผู้ป่วยเบาหวานถึง 642 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 227 ล้านคน

ขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทย จากผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข  และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ ครั้งที่ 5 ระหว่างปี 2557-2558 ด้วยการสุ่มตรวจสุขภาพประชากรไทย 21 จังหวัด  จำนวน 1.94 หมื่นตัวอย่าง พบว่าปัจจุบันมีคนไทยที่ป่วยเป็น เบาหวานถึง 4 ล้านคน

ที่น่าเป็นห่วงคือพบกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัวอีกถึง 7.7 ล้านคน ซึ่งคนในกลุ่มหลังหมายถึง 5-10% ต่อปี จะเป็นเบาหวานหากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพ

ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคเบาหวานส่วนใหญ่ล้วนมาจาก “พฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิต” ทำให้พบแนวโน้มผู้ป่วยโรคเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อย

ศ.พญ.ชุติมา ศิริกุลชยานนท์ หัวหน้าโครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย ภายใต้แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. เปิดเผยว่า สาเหตุของโรคอ้วนซึ่งเป็นที่มาของโรคไม่ติดต่อ (NCD) อันได้แก่ เบาหวาน ความดันมาจากพันธุกรรม ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อมซึ่งหมายถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีพลังงานสูง น้ำตาลสูง ไขมันสูง บริโภคผักผลไม้น้อย และวิถีการดำเนินชีวิต

จะเห็นได้ว่าปัญหาโรคอ้วนล้วนเกิดจากพฤติกรรมเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้จากปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคต่อวัน ไม่ควรเกิน 4-8 ช้อนชาต่อวัน สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานระหว่าง 1,600-2,400 กิโลแคลอรี/วัน

ทว่าในความเป็นจริงกลับพบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเกินกว่าปริมาณ ที่ควรได้รับ 4-7 เท่าตัว โดยข้อมูลที่คำนวณจากรายงานการบริโภคน้ำตาลของคนไทย ปี 2557 พบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยถึง 28 ช้อนชาต่อคนต่อวัน ซึ่งแหล่งที่มาของการบริโภคน้ำตาลล้นความต้องการของร่างกายส่วนใหญ่มาจากเครื่องดื่มนานาชนิด

ผลการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มหวานจากผลการวิจัยบนถนนสายเศรษฐกิจ บริเวณมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตพญาไท ถนนราชวิถีรอบบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและถนนสีลม โดยโครงการเด็กไทยดูดีมีพลานามัย เพื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม 1 แก้ว ปริมาณ 250 มล. จากตัวอย่างร้านค้า 62 ร้านค้า โดยเก็บตัวอย่างเมนูยอดนิยม 1 ใน 5 อันดับ และเครื่องดื่มที่มาจากร้านที่ให้ความร่วมมือในการวิจัย รวม 270 ตัวอย่าง พบว่าเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ 1.แดงโซดา ปริมาณน้ำตาล 15.5 ช้อนชา 2. โอวัลติน 13.3 ช้อนชา 3.ชามะนาว 12.6 ช้อนชา 4.ชาดำเย็น 12.5 ช้อนชา และ 5.นมเย็น 12.3 ช้อนชา

สำหรับชาเย็น กาแฟเย็น ชาเขียวเย็นมีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ย 11 ช้อนชา และโกโก้มีปริมาณน้ำตาล 10.8 ช้อนชา โดยเครื่องดื่มบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมีปริมาณน้ำตาลมากที่สุดรองลงมา คือวิทยาเขตพญาไทและถนนสีลม ตามลำดับ ซึ่งมาจากความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความนิยมของบุคคล

ศ.พญ.ชุติมา กล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่าองค์การอนามัยโลกแนะนำไม่ควรบริโภคน้ำตาลจากอาหารทุกชนิดเกิน 6 ช้อนชา/วัน แต่จากผลการสำรวจปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มย่านการค้าและใจกลางเมืองกลับพบว่าเพียงบริโภคเครื่องดื่มหวาน 1 แก้ว (250 มล.) ก็มีปริมาณน้ำตาล ที่เกินความต้องการที่ร่างกายควรได้รับ ในแต่ละวัน

นอกจากนี้จากเดิมที่คาดว่า เครื่องดื่มประเภทขุ่นที่มีส่วนผสม ของนม นมข้นหวาน หรือครีมเทียม จะมีปริมาณน้ำตาลมากกว่า แต่กลับ พบว่าเครื่องดื่มประเภทใสกลับมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่า ซึ่งอาจเนื่องจากชามะนาวที่รสเปรี้ยวของมะนาว ทำให้ต้องใส่มะนาวเพิ่มความหวานมากขึ้น

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม  ผู้จัดการโครงการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สสส. ชี้ว่าพฤติกรรมการบริโภค เครื่องดื่มหวานบนถนนสายเศรษฐกิจสะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนวัยทำงาน และนักศึกษา ซึ่งถือเป็นแรงงานที่สำคัญของประเทศเพราะเป็นกลุ่มผลิตภาพหลักในการสร้างรายได้ของประเทศ จึงเป็นตัวชี้วัดถึงสัญญาณอันตรายโดยไม่รู้ตัว เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารอาหารน้อย มีแต่น้ำตาลและไขมันในปริมาณสูง ซึ่งเป็นรากของปัญหา NCD ทั้งเบาหวาน ความดัน หากไม่ทำความเข้าใจกับกลุ่มนักศึกษาและวัยทำงาน เราจะได้คนในประเทศที่มีปัญหาสุขภาพ ในระยะยาว

ทั้งนี้ ผลการศึกษายังพบว่าโดย เฉลี่ยแล้วปริมาณเครื่องดื่มหวานเพียง 1 แก้ว จะมีปริมาณน้ำตาลที่มากกว่าปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ ซึ่งการ ดื่มน้ำหวานจะดูดซึมได้เร็วมากกว่าการ กินอาหารหรือขนม เพราะเหมือนเป็นการกระหน่ำน้ำตาลในร่างกายทำให้ตับอ่อนทำงานอย่างหนักด้วยการผลิตอินซูลินเข้ามาจัดการเพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือด คนจึงเป็นเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อยมากขึ้น

ทพญ.ปิยะดา กล่าวว่า การปรับพฤติกรรมการบริโภคไม่สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมได้ แผนงานอาหารเพื่อ สุขภาวะ สสส. จึงได้ทำงานร่วมกับกลุ่มองค์กร โรงเรียน และสถาบันอุดมศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งอาหารว่างสุขภาพในองค์กรภาครัฐและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อสร้างค่านิยมและความเคยชินในองค์กร การสนับสนุนให้มี โรงอาหารทางเลือกให้มีเครื่องดื่มชงลดความหวาน นอกจากนี้ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาได้เพิ่มมาตรการขนมเพื่อลดภาวะอ้วน เพื่อฉายภาพให้เห็นว่าสามารถทำได้ในทางปฏิบัติซึ่งจะส่งผลต่อการปรับพฤติกรรมไปในตัว