‘ตอ.-ใต้’มีฝนชุก-ตกหนักบางแห่ง ‘กทม.-ปริมณฑล’ฟ้าคะนอง70%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242617

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 08.13 น.

1 พ.ย.59 ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคตะวันออกและภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุก กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากได้ในระยะนี้ ส่วนภาคกลางตอนล่าง กรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบนมีฝนน้อย กับมีอากาศเย็นในตอนเช้า

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบนมีฝนลดน้อยลง กับมีอากาศเย็นในตอนเช้า ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศมาเลเซีย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกและภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุกกับมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังในขณะที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร และตาก บริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-14 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 21-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-16 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสงคราม อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมาก กับมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

คพ.แนะนำ3ขั้นตอน แนวทางจัดการน้ำเสีย จากสารเคมีย้อมผ้าดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242545

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)มีประชาชนสอบถามมายัง กรมควบคุมมลพิษ ถึงแนวทางการจัดการน้ำเสียจากการย้อมผ้าอย่างง่าย เนื่องจากขณะนี้ประชาชนจำนวนมาก มีความต้องการเสื้อผ้าสีดำเพื่อสวมใส่แสดงความไว้อาลัยต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้นำเสื้อผ้ามาย้อมให้เป็นสีดำ ซึ่งการย้อมดังกล่าวมีการใช้สีย้อมรีแอ๊กทีฟ (Reactive dyes) ทำให้เกิดน้ำเสียหลังการย้อมผ้า เพราะสีย้อมบางชนิดมีส่วนผสมของโลหะหนัก เช่น ทองแดง ตะกั่ว โครเมียม เป็นต้น

ดังนั้น กรมควบคุมมลพิษ จึงขอแนะนำทางเลือกในการจัดการน้ำเสียอย่างง่ายจากการย้อมผ้า ดังนี้ 1.เทน้ำเสียจากการย้อมผ้าผ่านอิฐแดง เพื่อช่วยดูดซับโลหะหนักในน้ำเสีย 2.ปล่อยน้ำทิ้งให้ระเหยแห้งแล้วนำตะกอนไปฝังดินหรือนำไปทิ้งในถังรับขยะอันตราย 3.เติมโซดาไฟ เติมสารส้มเพื่อให้สีตกตะกอน ใส่น้ำส้มสายชูเล็กน้อยก่อน แล้วนำน้ำใสไปรดต้นไม้ที่เป็นไม้ประดับหรือสนามหญ้า ส่วนตะกอนที่เหลือนำไปฝังดิน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำไปรดต้นไม้ แต่ควบคุมให้อยู่ในปริมาณน้อยอย่านำไปรดต้นไม้หรือพืชผักที่นำไปรับประทานเด็ดขาด

จับตาล่าจอมบงการ2จนท.ดีเอสไอ? ซ่อนเบื้องหลังคดีสหกรณ์คลองจั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/245961

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

สังคมก็สงสัยเหมือนที่พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม สงสัยเช่นกันกรณี 2 เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฐานพัวพันรับสินบนเงิน 40 ล้านบาทจาก นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นผู้อื้อฉาวซึ่งขณะนี้ใช้กรรมอยู่ในคุก โดยสังคมเชื่อว่า จะต้องมีตัวการใหญ่ที่มีอำนาจอิทธิพลบงการอยู่หลังฉากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้งสอง

ขบวนการฉ้อฉลโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท แน่นอนว่าเป็นขบวนการที่ใหญ่โตมากโดยนอกจากพัวพันกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอแล้ว ยังเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายสำนักจานบิน และข้าราชการที่เกี่ยวข้องอีกหลายฝ่าย และที่สำคัญคือน่าจะมีส่วนเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจทางการเมืองในอดีต

พล.อ.ไพบูลย์ ระบุชัดเจนว่า การรับสินบนของ2 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นเรื่องเก่าที่เกิดก่อนที่รัฐบาลคสช.จะเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีข้อน่าสังเกตคือเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แม้แต่น้อย แต่กลับมีเงินโอนเข้าบัญชี 40 ล้านบาท ทำให้พล.อ.ไพบูลย์ ฟันธงว่า “ผมไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ 2 คนนี้ทำเอง เพราะไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เลย รวมทั้งคนที่โอนเงินมาให้จำเป็นต้องจ่ายให้ 2 คนนี้หรือไม่เพราะไม่เกี่ยวกันเลย และตำแหน่งของทั้งสองก็ไม่ได้ใหญ่โตขนาดสามารถสั่งการอะไรได้ หรือมีใครอยู่เบื้องหลังสั่งการ”

คดีโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นกลายเป็นข่าวอื้อฉาวครึกโครมในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ซึ่งอธิบดีกรมดีเอสไอ ขณะนั้นก็คือ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ โดยมีบรรดาผู้เสียหายซึ่งล้วนเป็นผู้สูงอายุที่นำเงินมาฝากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นหวังอาศัยดอกผลเลี้ยงตัวเองในยามบั้นปลายของชีวิต แต่กลับถูกโกงจนหมดเนื้อหมดตัวได้รวมตัวกันประท้วงและถึงกับมีการแจ้งความดำเนินคดีกับขบวนการฉ้อโกง

เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นดูเหมือนคลับคล้ายคลับคลาว่า นายธาริต ได้สั่งให้ดีเอสไอแช่แข็งคดีนี้ จนกระทั่งรัฐบาลคสช.เข้ามามีอำนาจและได้รับการร้องเรียนจึงมีการปัดฝุ่นรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาสอบสวนใหม่และมีการขยายผลจนมีการจับ นายศุภชัย เข้าคุกรวมทั้งออกหมายจับเครือข่ายสำนักจานบิน

ข้อน่าสังเกตก็คือรัฐบาลระบอบแม้วนั้นเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับสำนักจานบิน โดยนายศุภชัย เคยเป็นมัคนายกสำนักจานบินและเป็นมือขวาของ ธัมมชโย อดีตเจ้าสำนักจานบิน ผู้อื้อฉาวและเป็นหนึ่งในจำเลยพัวพันคดีโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

จากเงื่อนงำการรับสินบนคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่พัวพัน 2 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอซ่อนไว้ด้วยเบื้องหลังขบวนการฉ้อโกงที่ใหญ่มาก ซึ่งสังคมได้แต่หวังว่า พล.อ.ไพบูลย์ จะเอาจริงกระชากหน้ากากไอ้โม่งที่บงการอยู่เบื้องหลัง2 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเพื่อนำตัวมาลงโทษให้เป็นแบบอย่าง และหวังว่าจะไม่กลายเป็นคดีคลื่นกระทบฝั่งมวยล้มต้มคนดูเหมือนที่ผ่านๆ มา

ทีมข่าวการเมือง

จับตาสารพัดวิชามาร ข่มขู่พยานคดีจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/245773

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ยิ่งการเอาผิดทางอาญาโครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหายแก่แผ่นดินครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์จากการไต่สวนพยานทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองงวดใกล้ชี้ชะตามากเข้าไปเท่าไหร่ ขบวนการอุ้ม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญของคดี ก็ยิ่งออกมาเคลื่อนไหวเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบนดินและใต้ดินหวังให้พ้นผิดจากคดีประวัติศาสตร์สุดอื้อฉาวนี้

ในการให้ปากคำต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา หนึ่งในพยานฝ่ายจำเลยที่เข้าให้การต่อศาลก็คือ นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีตรมช.คลัง ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ให้การอ้างว่า การที่ประเทศต้องล่มจมจากโครงการรับจำนำข้าวก็เพราะมีการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2557 ซึ่งหากไม่มีการรัฐประหารโครงการรับจำนำข้าวก็ยังเดินหน้าต่อไปได้

ทั้งที่ความจริงการรัฐประหารของคสช.ในด้านหนึ่งเป็นการช่วยทางอ้อมไม่ให้เกิดการประจานความล้มเหลวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วยซ้ำ เพราะหากปล่อยให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์เดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไปไม่ช้าก็จะถึงจุดวิกฤติเมื่อการคลังและวงจรข้าวของประเทศพังทั้งระบบแน่นอน

ส่วนการที่ชาวนาฆ่าตัวตายไปกว่า 10 คน เพราะเครียดที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ค้างค่าจำนำข้าวนานข้ามปี แต่ นายทนุศักดิ์ กลับให้การอ้างหน้าตาเฉยว่าเป็นเพราะมีม็อบมวลมหาประชาชนกปปส.ชุมนุมปิดหลายหน่วยราชการทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินช่วยชาวนาได้ ทั้งๆ ความจริงกระทรวงการคลัง ขณะนั้นถังแตกถึงกับส่งหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าฐานะการคลังย่ำแย่จนรัฐบาลค้างจ่ายค่าจำนำข้าวชาวนาทั่วประเทศ มานานข้ามปีจึงควรทบทวนโครงการรับจำนำข้าว

ขณะที่บรรดาพยานฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งตะแบงบิดเบือนแบบเอาสีข้างเข้าถูแก้ตัวคดีโครงการรับจำนำข้าว ในอีกด้านหนึ่งก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการเดินเกมใต้ดินข่มขู่พยานฝ่ายโจทก์ด้วยวิธีการต่างๆ โดยในการสืบพยานเมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา องค์คณะผู้พิพากษาได้แจ้งว่า อัยการโจทก์ยื่นคำร้องระบุว่า เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ขณะกำลังจะออกจากห้องพิจารณามีบุคคลชายหญิงที่เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีแสดงพฤติกรรมลักษณะข่มขู่โจทก์ด้วยการจ้องหน้าอย่างเคียดแค้นจนทำให้เกิดความหวาดกลัวกดดันในการทำคดีนี้ ดังนั้นศาลจึงออกข้อกำหนดเตือนผู้ที่อยู่ในห้องพิจารณาและบริเวณโดยรอบศาลห้ามแสดงพฤติกรรมข่มขู่โจทก์-จำเลยและพยานในลักษณะที่เกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกายและทรัพย์สินของโจทก์-จำเลยและพยาน หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล

ทั้งนี้ นอกจากทางอาญาแล้ว คดีโครงการรับจำนำข้าวยังมีการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่แผ่นดินต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รัฐมนตรีรวมทั้งข้าราชการยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตลอดจนพ่อค้าที่ใกล้ชิดระบอบทักษิณอีกจำนวนมาก ซึ่งต้องจับตาโดยเฉพาะข้าราชการระดับกลางและระดับล่างที่เป็นฝ่ายปฏิบัติและอยู่ในข่ายตกเป็นจำเลยร่วมโดยมีข่าวว่ามีการข่มขู่เพื่อไม่ให้มีการซัดทอดเบื้องหลังอันเลวร้ายของโครงการรับจำนำข้าว

ทีมข่าวการเมือง

จับตาขบวนการสุมไฟแตกแยก ปลุกระดมคนอีสานลุกฮือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/245616

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ขณะที่คนไทยทั้งประเทศอยู่ในภาวะที่ยังไม่คลายความเศร้าโศกจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ขณะเดียวกันจากความเศร้าโศกครั้งยิ่งใหญ่ของแผ่นดินได้สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนทั้งชาติในการสืบสานปณิธานทำความดีเพื่อพ่อแห่งแผ่นดินโดยเฉพาะการเกื้อกูลและรู้รักสามัคคี แต่กลับมีขบวนการชั่วร้ายที่ไม่หวังดีพยายามทุกวิถีทางสุมไฟสร้างความแตกแยกของคนในชาติ

ทั้งจากการอาศัยปัญหาราคาข้าวตกต่ำพยายามปลุกม็อบชาวนาให้ลุกฮือแต่ประสบความล้มเหลว ล่าสุดฉวยโอกาสอาศัยกรณีที่ น.ส.อรพิมพ์ รักษาผล หรือ“น้องเบส” นักพูดชื่อดังที่กล่าวแสดงถึงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศในทำนองติติงคนอีสานลืมในหลวง มาเป็นชนวนสุมไฟให้เกิดความแตกแยกในชาติด้วยการเผยแพร่ประโคมผ่านทางโซเชียลมีเดียโจมตี น.ส.อรพิมพ์ และถึงขนาดตะแบงอ้างว่า กองทัพใช้ น.ส.อรพิมพ์ เป็นเครื่องมือโดยขบวนการชั่วร้ายดังกล่าวหวังปลุกระดมให้คนอีสานเข้าใจผิดมีทัศนคติต่อต้านรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

จน พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคสช. ต้องรีบออกมาดับไฟแตกแยกด้วยการปฏิเสธข่าวปลุกระดมดังกล่าวและวอนสังคมให้มองที่เจตนาของ น.ส.อรพิมพ์ ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูงอย่างแรงกล้าและคงไม่มีเจตนาตำหนิคนอีสานทั้งหมด แต่ต้องยอมรับว่าแม้จนทุกวันนี้มีคนบางกลุ่มที่ยังคงเคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอย่างรุนแรงผ่านทางโซเชียลมีเดีย

กรณีจากคำพูดของ น.ส.อรพิมพ์ ถูกนำไปขยายผลสุมไฟทางโซเชียลมีเดียจนสถานการณ์ลุกลามบานปลายทำให้แม้แต่เหล่าศิลปินดาราซึ่งเป็นชาวอีสานออกมาแสดงความไม่พอใจต่อ น.ส.อรพิมพ์ อาทิ สุดารัตน์ บุตรพรม หรือ “ตุ๊กกี้” นักแสดงตลกและพิธีกรชื่อดัง

และที่ต้องจับตาคือ การที่ นายคารม พลพรกลาง ทนายความเสื้อแดง เข้าแจ้งความดำเนินคดี น.ส.อรพิมพ์ ที่สภ.รัตนาธิเบศร์ อ.เมือง จ.นนทบุรี ฐานหมิ่นประมาทชาวอีสาน โดยคนอีสานทั้งหมดถือเป็นผู้เสียหาย ซึ่งจากการเคลื่อนไหวของทนายเสื้อแดงดังกล่าวจนกลายเป็นข่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจยิ่งเป็นการสุมไฟสร้างความไม่พอใจในหมู่ชาวอีสานให้ยิ่งลุกโชนยิ่งขึ้น

จากปัญหาที่เกิดขึ้นด้านหนึ่งก็ต้องถือเป็นบทเรียนเตือนสติ น.ส.อรพิมพ์ว่าต้องระมัดระวังไม่ควรใช้ความเป็นนักพูดที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวพาดพิง จนอาจเป็นชนวนสร้างความแตกแยกในชาติโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งต้องจับตาขบวนการอันชั่วร้ายที่ไม่ละความพยายามที่จะตอกลิ่มสุมไฟให้เกิดความแตกแยกในชาติ เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่ขบวนการชั่วร้ายกลุ่มนี้จะพลิกสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังต้องรับโทษชดใช้กรรมชั่วร้ายที่ก่อไว้กับแผ่นดินและมีโอกาสที่จะกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศได้อีกครั้ง

ทีมข่าวการเมือง

โลกสะเทือน‘ทรัมป์’ขึ้นผู้นำสหรัฐฯ ไทยควรแปรวิกฤติเป็นโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/245485

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

การขึ้นเป็นผู้นำหมายเลข 1 ของมหาอำนาจสหรัฐฯของ มหาเศรษฐีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีแนวคิดแบบสุดโต่งได้สร้างความหวาดผวาต่อโลก และถูกจับตาว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหรือไม่ทั้งทางด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ

หากจะวิเคราะห์นโยบาย “America First” หรือ “อเมริกาต้องมาก่อน” ของ “ทรัมป์” อาจมองได้ทั้งในด้านบวกและด้านลบ โดยด้านบวกมหาอำนาจสหรัฐฯยุคใหม่ภายใต้การนำของ “ทรัมป์” อาจลดความสำคัญทางด้านการทหารและการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกลง และคงไม่ให้ความสำคัญการใช้ข้ออ้างทางการเมืองต่างๆ เช่น เรื่องประชาธิปไตยหรือเรื่องสิทธิมนุษยชนมาเป็นเครื่องมือในการกดดันแทรกแซงประเทศอื่นเหมือนยุคที่ผ่านมา โดยเชื่อว่า “ทรัมป์” คงเปลี่ยนแปลงนโยบายหันไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การว่างของคนอเมริกันเป็นสำคัญ มากกว่าการทำตัวเป็นจอมอันธพาลโลกของสหรัฐฯ เช่น ยุคประธานาธิบดีโอบามาจากพรรคเดโมแครต ซึ่งการมุ่งขยายอิทธิพลของสหรัฐฯนอกจากสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลแล้ว ยังทำให้สหรัฐฯต้องจมปลักอยู่ในสงครามในหลายประเทศโดยไม่จำเป็นซึ่งเป็นผลเสียทั้งต่อภาพลักษณ์และภาระทางการคลังมหาศาล

แต่ปัญหาที่น่ากังวลและต้องจับตาก็คือนโยบายด้านเศรษฐกิจภายใต้ “America First” ของ “ทรัมป์” ที่มีแนวคิดดึงนักลงทุนสหรัฐฯกลับบ้านเพื่อพัฒนาประเทศตัวเอง รวมทั้งนโยบายกีดกันทางการค้าด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าในอัตราสูงที่อาจจะกระทบต่อการส่งออกของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งที่ต้องจับตาคือ “ทรัมป์” มีท่าทีแข็งกร้าวขู่จะเล่นงานจีนทางเศรษฐกิจด้วยมาตรการตั้งกำแพงภาษีถึง 40% สำหรับสินค้าและการลงทุนของจีนในสหรัฐฯ ซึ่งหากเศรษฐกิจจีนสะเทือนย่อมส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไทยที่มีการค้าขายกับจีนเป็นมูลค่ามหาศาลด้วย

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกฯฝ่ายความมั่นคง มองว่าภาพรวมผลกระทบจากการมีรัฐบาลสหรัฐฯยุคทรัมป์นั้นมีทั้งด้านบวกและลบ สำหรับไทยนั้นด้วยความเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อสหรัฐฯทำให้เชื่อว่าถึงอย่างไรสหรัฐฯจะยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับไทยซึ่งถือเป็นโอกาสดีของรัฐบาลไทยเช่นกันที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

ขณะที่ รศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนนท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่คงให้ความสำคัญในเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าด้านการทหารและการเมือง ดังนั้นน่าจะเป็นผลบวกกับไทยเพราะรัฐบาลสหรัฐฯชุดใหม่คงไม่ใช้การเมืองมาเป็นเครื่องมือกดดันไทยเหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ต้องดูท่าทีและนโยบายที่ชัดเจนของ “ทรัมป์” ต่อไป

ต่อท่าทีของรัฐบาลไทยนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ย้ำชัดเจนว่า ไม่ว่าผู้นำสหรัฐฯคนใหม่จะเป็นใคร ไทยก็ยังมีจุดยืนไม่เปลี่ยนแปลงนั่นคือพร้อมที่จะเป็นมิตรรักษาความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลสหรัฐฯที่เป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกับไทยมานานถึง 183 ปี

สำหรับข้อวิตกในเรื่องที่ “ทรัมป์” มีนโยบายให้นักลงทุนสหรัฐฯถอนตัวกลับไปพัฒนาประเทศรวมทั้งการกีดกันทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบถึงไทยนั้น ยังไม่ควรตีตนไปก่อนไข้ แต่ก็ควรเตรียมพร้อมรับมือซึ่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ได้เรียกประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลไทยทั่วโลกเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนผู้นำสหรัฐฯ

ขณะที่นักสังเกตการณ์ทางการเมืองเห็นว่า ไทยควรแปรวิกฤติให้เป็นโอกาสโดยยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริมาปรับใช้โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันซึ่งจะทำให้ไทยอยู่รอดได้ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะแปรปรวนเพียงใดก็ตาม

การสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาวก็คือมุ่งสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็งกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของคนภายในประเทศเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันในระดับภูมิภาคนั่นคือการหันมาร่วมมือและค้าขายกันให้มากขึ้นระหว่างชาติอาเซียนแทนที่จะพึ่งการส่งออกไปยังชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯจนมากเกินไป

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เสนอว่า ทางรอดเดียวสำหรับไทย ก็คือต้องเร่งสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้สำเร็จเป็นจริง พร้อมกับพัฒนาคุณภาพของสินค้าส่งออกของไทยให้ติดตลาด ตลอดจนต้องหันไปพึ่งพาจีนให้มากขึ้น

เพราะฉะนั้นคงต้องจับตาดูนโยบายที่ชัดเจนของผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งสำหรับไทยคงไม่ต้องถึงกับตื่นตูม แต่ก็ต้องตื่นตัวเตรียมพร้อมซึ่งการพึ่งตัวเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงน่าจะเป็นภูมิคุ้มกันที่ทำให้ชาติอยู่รอดไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม

ทีมข่าวกานเมือง

‘จตุพร’ส่อธาตุแท้ผวาคุกยาว ยอมทำทุกทางขอเพียงพ้นห้องขัง ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/245392

วันเสาร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

หลังจากที่ศาลเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวจนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 ต้องกลับไปนอนในคุกอีกรอบมานานกว่า 1 เดือน ซึ่งล่าสุดนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายจตุพรได้ยื่นคำร้องยกสารพัดข้ออ้างขอให้ศาลเมตตามีคำสั่งปล่อยตัวนายจตุพรเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่ล้มเหลวมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ในที่สุดนายจตุพรก็วืดได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นครั้งที่ 3

ก่อนหน้านี้ทนายความของ นายจตุพร ยกสารพัดข้ออ้างทั้งเรื่องปัญหาสุขภาพรวมทั้งการสำนึกผิดของ นายจตุพร โดยรับปากว่าหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะไม่ทำผิดเงื่อนไขของศาลด้วยการเคลื่อนไหวป่วนเมืองอีก และในการยื่นคำร้องครั้งที่ 2 ทนายความ นายจตุพร ถึงขนาดนำหลักฐานการรับรองความประพฤติของ นายจตุพร ที่ลงนามโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือ “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” อดีตนายกฯวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมอยู่กับขบวนการระบอบทักษิณและเคยขึ้นเวทีกลุ่มคนเสื้อแดงช่วงที่ออกมาเคลื่อนไหวรุนแรง โดย “บิ๊กจิ๋ว” ยกข้ออ้างตอนหนึ่งการันตี นายจตุพร ว่า “นายจตุพรเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าพเจ้า เป็นผู้มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีอุดมการณ์ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เป็นผู้มีความประพฤติชั่วร้าย ไม่มีนิสัยในทางนักเลงอันธพาล มีความเคารพนอบน้อมต่อกระบวนการยุติธรรมมาตลอด ไม่เคยหลบหนีคดีอาญาใดๆ และจะสอดส่องดูแลไม่ให้กระทำการใดอันจะเป็นการผิดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวของศาลอย่างเคร่งครัด”

อนึ่งสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ พี่น้องประชาชนไทยทั้งมวลตระหนักดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงมีพระราชประสงค์และทรงปฏิบัติมาตลอดถึงการสร้างความรัก ความสามัคคีที่จะให้เกิดขึ้นในมวลหมู่ประชาชนชาวไทย ณ บัดนี้เป็นโอกาสอันประเสริฐยิ่งที่จะได้ปฏิบัติตามพระราชปณิธานตามแนวทางที่พระองค์ท่านได้มอบไว้กับชาวไทยทั้งผอง เพื่อสร้างความรัก ความสมานฉันท์ ให้เกิดขึ้นตามพระราชประสงค์ นายจตุพรจะน้อมนำกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศเรื่องความรู้รักสามัคคีของคนในชาติมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และปฏิบัติภารกิจทางการเมืองอย่างเคร่งครัด และยินดีให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน สร้างความสามัคคีปรองดอง สลายความขัดแย้งในสังคมให้สำเร็จลุล่วง”

ถ้าจะว่าไปแล้วต้นทุนความน่าเชื่อถือและปูมหลังของ “บิ๊กจิ๋ว” กับ นายจตุพร ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่สังคมตั้งข้อสงสัยกรณีขบวนการแดงคิดล้มเจ้าแนวคิดเรื่องสภาเปรสซิเดี้ยม หรือคำพูด “กระสุนพระราชทาน” และข้ออ้างทั้งหมดตามคำร้องของ “บิ๊กจิ๋ว” หากพิเคราะห์รายละเอียดแต่ละประโยคถูกตั้งข้อสังเกตว่าตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของ นายจตุพร ตลอดช่วงที่ผ่านมาแทบจะสิ้นเชิง

มาล่าสุดการยื่นคำร้องต่อศาลของทนาย นายจตุพรอ้างเหตุผลว่า “พฤติการณ์กับสถานการณ์บ้านเมืองก่อนและหลังศาลเพิกถอนสัญญาประกันมีสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป ซึ่งเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตนำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวต่างชาติ รัฐบาลได้ประกาศไว้ทุกข์เพื่อแสดงความไว้อาลัย จำเลยมีความตั้งมั่นที่จะขอโอกาสในวาระเช่นนี้ไปแสดงความไว้อาลัยและเข้าถวายสักการะพระบรมศพอย่างที่พสกนิกรทุกคนควรจะทำ ประกอบกับประเทศไทยอยู่ในช่วงแห่งความอาลัย ประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างตระหนักในการสร้างความรักสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้น ไม่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มใด และเชื่อว่าไม่มีประชาชนคนใดจะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง………..จำเลยรู้สำนึกในการกระทำฝ่าฝืนคำสั่งศาลแล้ว จึงขอโอกาสในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวอีกสักครั้งหนึ่งด้วย” ซึ่งศาลได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นครั้งที่ 3 แล้วเห็นว่า ในชั้นนี้ยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

ข้อสังเกตก็คือก่อนหน้าที่จะเข้าคุก นายจตุพรแสดงท่าทีขึงขังประกาศไม่หวั่นไหวที่ต้องติดคุกพร้อมทั้งประกาศในทำนองปลุกระดมให้คนเสื้อแดงสู้ต่อไปโดยอ้างประชาธิปไตยบังหน้า แต่มาวันนี้นายจตุพรกลับยอมสำนึกผิดรวมทั้งอ้างการขอโอกาสเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เพื่อร้องขอเมตตาให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวอันส่อให้เห็นธาตุแท้ว่า นายจตุพรคงผวาที่อาจต้องติดคุกยาว จึงพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับอิสรภาพกลับมาใช้ชีวิตเสพสุขแม้อาจถูกมองว่าพลิกลิ้นกลืนน้ำลายตัวเองและเปลี่ยนจุดยืนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าก็ตาม

ทีมข่าวการเมือง

ปมอึมครึมในดีเอสไอ ต้องล้างให้สะอาดโปร่งใส?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/245234

วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานต้นทางของกระบวนการยุติธรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ประพฤติไม่สุจริตหรือถูกครอบงำทางการเมืองถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งทั้งต่อความมั่นคงของชาติและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน

ในช่วงที่ผ่านมากรมดีเอสไอเกิดปมอื้อฉาวในหลายเรื่องทำให้ถูกตั้งคำถามในเรื่องความโปร่งใสไม่ว่าจะเป็นกรณีการตายอย่างปริศนาของ นายธวัชชัย อนุกูล อดีตที่ดินจ.พังงา คาห้องขังของดีเอสไอซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้ญาติผู้ตาย กรณีการย้ายเจ้าหน้าที่ระดับสูงดีเอสไอ 3 นายไปประจำสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ หรือกรณียึกยักจับธัมมชโย ข้อหาฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น และล่าสุดมีการสั่งพักงาน 2 ข้าราชการดีเอสไอหลังพบหลักฐานมีการโอนเงินจาก นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ราว 40 ล้านบาทเข้าบัญชี ข้าราชการดีเอสไอทั้งสอง

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านับตั้งแต่มีการก่อตั้งดีเอสไอองค์กรแห่งนี้ถูกระบอบทักษิณเข้าครอบงำมาตั้งแต่ต้นด้วยการแต่งตั้งคนของระบอบทักษิณเข้ามาควบคุมอำนาจในกรมดีเอสไออย่างฝังรากลึก ซึ่งแม้ที่ผ่านมาหลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.) เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยมีการปฏิรูปบุคลากรในกรมดีเอสไอซึ่งรวมทั้งการย้าย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมดีเอสไอ พ้นจากตำแหน่ง แต่ก็เชื่อว่ายังคงมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอซึ่งเป็นคนของกลุ่มอำนาจเก่าฝังตัวอยู่อีกไม่น้อย

ภายใต้สภาวะที่อึมครึมภายในกรมดีเอสไอขณะนี้ ผู้มีอำนาจรัฐจึงน่าที่จะปัดกวาดขจัดความอึมครึมภายในกรมดีเอสไอให้หมดไปซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องไม่ให้มีคนไม่ดีแฝงตัวปะปนหรือเข้ามามีอำนาจในกรมดีเอสไอ รวมทั้งคดีสำคัญต่างๆ ที่ค้างอยู่ต้องมีกำหนดเวลาแล้วเสร็จให้ชัดเจนเพราะที่ผ่านมาหลายคดีโดยเฉพาะการคุมตัว “ธัมมชโย” ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการยื้อเกมซื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ เหมือนมีปมไม่ชอบมาพากลบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลัง

ทีมข่าวการเมือง

ขรก.ผู้น้อยควรกันไว้เป็นพยาน มัดตัวการใหญ่คดีจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/245064

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

คดีโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลต้องถือเป็นคดีที่มีขบวนการซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

หลังจากที่มอบหมายให้หลายหน่วยงานร่วมตรวจสอบว่าใครบ้างที่เข้าข่ายจะต้องร่วมกันชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินจากพิษคดีโครงการรับจำนำข้าว 80% ส่วนที่เหลือจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องชดใช้ 20% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 142,000 ล้านบาท ล่าสุดพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายต้องรับผิดชอบความเสียหายแล้วโดยมีราว 6,000 ราย ประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มระดับผู้บริหารหรือระดับรัฐมนตรีและอนุกรรมการเกี่ยวกับนโยบายข้าวซึ่งมีประมาณ 2,000 รายชื่อ กลุ่มข้าราชการในระดับปฏิบัติราว 4,000 ราย ยังไม่รวมกลุ่มพ่อค้าภาคเอกชนที่ยังตรวจสอบไม่เสร็จ

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ไพบูลย์ ย้ำว่าจากรายชื่อทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องรับผิดชอบ แต่จะมีการกลั่นกรองอย่างละเอียดอีกครั้งว่าใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน

สำหรับคดีโครงการรับจำนำข้าวนอกจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลยคนสำคัญแล้ว ยังมีระดับรัฐมนตรียุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ประกอบด้วย นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ ส่วนข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ อาทิ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ

ส่วนกลุ่มพ่อค้าที่สำคัญคือ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” คนสนิทของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก

เพราะฉะนั้นบรรดาข้าราชการ และพ่อค้าทั้งหลายที่อยู่ในข่ายที่จะต้องร่วมชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินมูลค่ามหาศาล โดยยังไม่พูดถึงคดีทางอาญาป่านนี้คงเป็นทุกข์รอวันถูกชี้ชะตา โดยเฉพาะเหล่าข้าราชการชั้นผู้น้อยต่ำกว่าระดับซี 8 ลงมาอาจต้องพลอยรับเคราะห์เพราะจำเป็นทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและนักการเมืองผู้มีอำนาจ

คดีโครงการรับจำนำข้าวจึงเป็นมหากาพย์ที่เตือนสติเหล่าข้าราชการที่ทำตัวเป็นทาสรับใช้นักการเมืองด้วยความเต็มใจเพราะตัวเองได้แบ่งปันผลประโยชน์ด้วย

แต่ที่น่าเห็นใจคือเหล่าข้าราชการระดับปลาซิวปลาสร้อยที่ต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาภายใต้อำนาจของนักการเมืองสมควรที่จะกันตัวไว้เป็นพยานเพื่อมัดตัวการใหญ่เพราะข้าราชการชั้นผู้น้อยเหล่านี้หลายคนไม่เต็มใจทำร้ายแผ่นดินแต่ถูกบังคับด้วยอำนาจอันชั่วร้าย

ทีมข่าวการเมือง

ปูกับพวกอมทุกข์ดิ้นร้อนรน อนาคตมืดหนีกรรมจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/244881

วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ช่วงนี้จะเห็นการออกมาเคลื่อนไหวด้วยอาการแปลกๆ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกฯหุ่นเชิดและเหล่าบริวารขบวนการเพื่อแม้วที่ออกมาเล่นบทดราม่าชักเข้าชักออกด้วยการนำข้าวสารหอมมะลิที่อ้างว่าซื้อจากชาวนามาขาย กก.ละ 20 บาทจนหลายฝ่าย อาทิ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรมอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ผู้เกาะติดเรื่องข้าวแบบกัดไม่ปล่อยตั้งข้อสังเกตว่า ข้าวดังกล่าวไม่ได้ซื้อจากชาวนาซ้ำเป็นแผนทุบราคาข้าวซ้ำเติมชาวนาอย่างโหดร้ายที่สุดแบบโหดเหี้ยมเพราะข้าวสารหอมมะลิที่ชาวนานำออกมาขายตรงในตลาดราคากก.ละ 32-35 บาท พอถูกถล่มหนักว่าดราม่าและทุบราคาข้าวชาวนา น.ส.ยิ่งลักษณ์และเหล่าขบวนการเพื่อแม้วก็ถอยไม่เป็นขบวนประกาศเลิกขายข้าวเอาดื้อๆ

สลับการดราม่าขายข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ออกเดินสายทอดกฐินไหว้พระวัดในต่างจังหวัดเป็นระยะคงหวังทำบุญสะเดาะเคราะห์และทำให้จิตที่อมทุกข์และร้อนรนสงบลงได้บ้าง แต่กรรมก็คือกรรมเมื่อกล้าที่จะก่อก็ต้องพร้อมที่จะชดใช้เมื่อถึงเวลา

กรรมที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกทุกข์เป็นที่สุดเห็นจะไม่มีอะไรเกินกว่าคดีโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ที่กำลังนับถอยหลังงวดใกล้ชี้ชะตาเข้าไปทุกขณะ ซึ่งนอกจากการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินมูลค่า 35,700 ล้านบาท แล้ว ที่สำคัญคือคดีทางอาญาฐานกระทำผิดต่อหน้าที่ ซึ่งมีโทษสูงสุดติดคุก 10 ปี โดยขณะนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยและฝ่ายโจทก์เสร็จไปแล้วค่อนทาง คาดว่าอีกไม่ช้าไม่นานก็คงได้ฤกษ์ชี้ชะตา

การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ภายใต้การบงการของอดีตนายกฯนักโทษหนีคุกผู้เป็นพี่ชายวิตกเป็นอย่างมากก็คือ แผนที่คิดใช้โลกล้อมไทยคือฟ้องนานาชาติ ซึ่งมีมหาอำนาจจอมอันธพาลโลกมะกันอันตรายเป็นลูกพี่ใหญ่ช่วยเหลือกดดันอำนาจรัฐและกระบวนการยุติธรรมไทย หรือบางประเทศอาจยอมให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลี้ภัยโดยตะแบงอ้างว่าคดีจำนำข้าวเป็นเรื่องกลั่นแกล้งทางการเมือง

มีแนวโน้มฝันสลาย เมื่อ นางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นพวกเดียวกับประธานาธิบดีโอบามา พ่ายแพ้ศึกชิงเก้าอี้ผู้นำมะกันอันตราย โดยผู้ชนะเลือกตั้งขึ้นเป็นผู้นำมหาอำนาจมะกันอันตรายคนใหม่กลับเป็นมหาเศรษฐีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลมหาอำนาจมะกันอันตรายยุคโอบามาส่อพฤติการณ์ให้ท้ายหนุนหลังขบวนการระบอบแม้วที่เป็นทาสรับใช้มาตลอด เมื่อลูกพี่ใหญ่พ่ายแพ้หมดรูปความหวังของน.ส.ยิ่งลักษณ์และพวกจึงดับวูบ จึงไม่แปลกที่ช่วงนี้จะเห็นอาการร้อนรนและการเคลื่อนไหวทุกวิถีทางหวังเอาตัวรอดจากกรรมที่ก่อ แต่ดูเหมือนอนาคตจะมืดมนเพราะแม้แต่มหาอำนาจมะกันอันตรายเองขณะนี้ก็ยังเอาตัวไม่รอดจากสภาพบ้านเมืองที่กำลังลุกเป็นไฟ

ทีมข่าวการเมือง