ปชต.ล้มเหลวแดนมะกันอันตราย สะเทือนขบวนการเพื่อแม้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/244716

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

กรรมสนองมหาอำนาจมะกันอันตรายและประจานธาตุแท้ประชาธิปไตยจอมปลอมที่เน่าเฟะเหลวแหลกของตัวเองให้ชาวโลกได้เห็นอย่างจะแจ้งหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีแนวคิดสุดโต่งชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของมหาอำนาจมะกันอันตราย แต่กลับปรากฏว่ามะกันชนเสียงข้างน้อยที่สนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน ซึ่งพลาดหวังชวดเป็นผู้นำหญิงหมายเลข 1 คนแรกกลับไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งของเสียงส่วนใหญ่ก่อจลาจลกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ทั่วแดนมหาอำนาจมะกันอันตรายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้นำ

คลื่นมหาชนที่ไม่ยอมรับ “ทรัมป์” ออกมาประท้วงบานปลายไปแล้ว 25 เมืองและล่าสุดลุกลามมาถึงกรุงวอชิงตันดี.ซี.อันเป็นสถานที่ตั้งของทำเนียบขาว การประท้วงหลายแห่งกลายเป็นจลาจลจนกำลังตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตา มีการทำร้ายร่างกายผู้ที่สนับสนุนทรัมป์ มีการเผาธงชาติ เผาหรืออึใส่รูป “ทรัมป์” มะกันชนหลายล้านคนประกาศขออพยพไปเป็นพลเมืองของประเทศอื่น

การประท้วงถึงขนาดมะกันชน ราว 4 ล้านคน นำโดย เลดี้ กาก้า นักร้องชื่อดังล่ารายชื่อเพื่อขอให้เปลี่ยนตัวประธานาธิบดีจาก “ทรัมป์” เป็น ฮิลลารี คลินตัน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับมหาอำนาจมะกันอันตรายสะท้อนประชาธิปไตยที่วิปริตไม่ยอมรับแม้กระทั่งผลการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่มหาอำนาจมะกันอันตรายได้ชื่อว่าเป็นแบบอย่างประชาธิปไตยของโลก

ที่สำคัญที่ผ่านมามหาอำนาจมะกันอันตรายมักใช้เรื่องความเป็นประชาธิปไตยเป็นหนึ่งในข้ออ้างทางการเมืองกดดันประเทศต่างๆ รวมทั้งรัฐบาลไทยเพื่อแผ่ขยายอิทธิพลจอมอันธพาลโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ท้ายระบอบแม้วอันชั่วร้ายที่ยอมเป็นทาสรับใช้มหาอำนาจจอมอันธพาลโลก

เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์จลาจลทั่วแดนมหาอำนาจมะกันอันตรายเพื่อประท้วงผลเลือกตั้งผู้นำคนใหม่จึงเหมือนกรรมสนองมหาอำนาจจอมอันธพาลโลกที่จากนี้ไปคงไร้ข้ออ้างเรื่องประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือทางการเมืองกดดันไทย เพราะแม้แต่ประชาธิปไตยของตัวเองก็ยังล้มเหลว ขณะที่ระบอบแม้วคงสะเทือนเพราะหมดยุคมหาอำนาจลูกพี่ใหญ่ที่คอยหนุนหลังให้ท้าย แต่ก็ยังพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการเชลียร์ผู้นำคนใหม่ของมหาอำนาจมะกันอันตราย

ทีมข่าวการเมือง

ม็อบชาวเกาหลีใต้ฮือไล่ผู้นำ อีกบทเรียนเตือนนักโกงเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/244553

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นับเป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตาสำหรับพลังมวลมหาประชาชนชาวเกาหลีใต้นับล้านคนออกมาขับไล่นางปัก กึน ฮเย ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ที่ลุกลามขยายวงกว้างออกไปทุกขณะหลังจากที่เกิดกรณีอื้อฉาว นางชเว ชุน ซิล เพื่อนสนิทของนางปัก กึน ฮเย อาศัยอำนาจของเพื่อนในฐานะผู้นำคอร์รัปชั่นแสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองอย่างเหิมเกริม

นางชเว ชุน ซิล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้หลายคนถูกจับกุมเข้าคุกไปก่อนหน้านี้ฐานสมคบกันทุจริต และแม้ นางปัก กึน ฮเย จะพยายามคลี่คลายสถานการณ์การออกมาขับไล่ของมวลมหาประชาชนเกาหลีใต้ทั้งการกล่าวขอโทษหลายครั้ง การปรับคณะรัฐมนตรี รวมทั้งการยอมลดอำนาจของตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้ทำให้สถานการณ์อันเลวร้ายต่อเก้าอี้ผู้นำประเทศของ นางปัก กึน ฮเย ดีขึ้นแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามสถานการณ์กลับลุกลามรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับจำนวนคลื่นมหาชนที่ออกมาแสดงพลังโดยมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือ นางปัก กึน ฮเย ต้องลงจากเก้าอี้ประธานาธิบดีเท่านั้น

นายปัก กึน ฮเย เป็นบุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี ปัก จุง ฮี โดยเธอชนะการเลือกตั้งขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้นำหมายเลข 1 ของเกาหลีใต้ด้วยความเห่อในความเป็นผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของชาวเกาหลีใต้เหมือนที่ไทยเคยเห่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด แต่แล้ว 4 ปีหลังจากที่ นางปัก กึน ฮเย นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าได้นำพาประเทศเกาหลีใต้ถดถอยในแทบทุกด้าน และที่เลวร้ายก็คือมีการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร

โดยเฉพาะกรณีอื้อฉาวเมื่อ นางปัก กึน ฮเย ปล่อยให้เพื่อนสนิทซึ่งเป็นแค่คนทรงเจ้าถึงขนาดร่างนโยบายและคำปราศรัยของประธานาธิบดี รวมทั้งอาศัยอิทธิพลอำนาจของ นางปัก กึน ฮเย เข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายการบริหารประเทศเรียกผลประโยชน์จากบรรดานักธุรกิจชั้นนำของเกาหลีใต้ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงที่ชาวเกาหลีใต้ไม่อาจให้อภัยได้

สถานการณ์ของ นางปัก กึน ฮเย ขณะนี้แทบจะเรียกได้ว่าโอกาสที่จะนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีต่อไปแทบจะเป็นศูนย์ เว้นแต่จะบ้าอำนาจดันทุรังซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็มีแนวโน้มสูงที่มหาชนชาวเกาหลีใต้จะออกมาแสดงพลังมากกว่าที่เป็นอยู่และสถานการณ์อาจลุกลามบานปลายกลายเป็นวิกฤติ

สถานการณ์ของเกาหลีใต้จึงเป็นบทเรียนอุทาหรณ์สำหรับนักการเมืองไทยซึ่งแม้จะมาจากการเลือกตั้งได้รับความนิยมจากประชาชนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่หากเวลาผ่านไปแล้วเผยธาตุแท้ทุจริตคอร์รัปชั่นโกงชาติปล้นแผ่นดินหรือประพฤติเลวร้ายในที่สุดก็จะมีจุดจบอย่างนางปัก กึน ฮเย ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนสำหรับคนไทยให้เลิกเห่อการมีผู้นำหญิงอย่างไร้สติ เพราะที่ผ่านมา มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วที่ผู้นำหญิงคนแรกของประเทศเป็นแค่หุ่นเชิดที่ไร้กึ๋นและบริหารประเทศไปในทางมิชอบและสร้างความพินาศล่มจมให้ชาติบ้านเมืองจนมวลมหาชนเกือบ 10 ล้านคนออกมาแสดงพลังขับไล่ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ระบอบทักษิณดราม่า ปลุกผีกลบแผลจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/244420

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ระบอบทักษิณฉวยโอกาสจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำดาหน้าชนออกมาสุมไฟต่อเจตนาจุดชนวนปลุกม็อบชาวนาหวังดับเครื่องชนรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยเฉพาะการออกมาเคลื่อนไหว ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดที่นับวันจะเปิดหน้าชนรัฐบาลชัดเจนร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกมองว่าดราม่าสร้างภาพโดยทีมงานประชาสัมพันธ์ของระบอบทักษิณด้วยการเดินสายพบปะบรรดาชาวนาในจังหวัดภาคอีสานคือ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ ที่นำข้าวสารมาขาย ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เหมารับซื้อข้าวจากชาวนาโดยมีข้อน่าสังเกตว่าชาวนากลุ่มนี้สวมกอด น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมถามหาโครงการรับจำนำข้าวรวมทั้งอยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับมาบริหารประเทศอีกยิ่งไปกว่านั้น ชาวนาบางรายถึงกับมอบเงินช่วยน.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่แผ่นดินในคดีโครงการรับจำนำข้าว โดยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แสดงบทบาทสอดรับด้วยการหลั่งน้ำตาคลอเบ้าพร้อมประกาศว่าหากมีโอกาสกลับมาบริหารประเทศอีกจะฟื้นโครงการรับจำนำข้าวและรับซื้อข้าวจากชาวนาทุกเมล็ดเพื่อคืนความสุขให้ชาวนาอีกครั้ง

ข้อน่าสังเกตความเป็นดราม่าของ น.ส.ยิ่งลักษณ์อีกประการหนึ่งก็คือ ทีมงานประชาสัมพันธ์ขบวนการระบอบทักษิณดำเนินการจัดฉากทุกขั้นตอนทั้งผลิตป้อนภาพและข่าวสำเร็จรูปให้นักข่าวสำนักต่างๆ เสร็จสรรพ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังพยายามสร้างภาพอย่างต่อเนื่องโดยในวันถัดมาเมื่อเดินทางไปให้ปากคำต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะจำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าว โดยมีมวลชนและแกนนำองค์กรชาวนาเสื้อแดงมาให้กำลังใจซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศย้ำว่าถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาลจะทุ่มงบประมาณรับจำนำข้าวทุกเมล็ดแบบไม่อั้น

จากนั้นในวันต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมทั้งบรรดาแกนนำระบอบทักษิณและอดีตรัฐมนตรียุครัฐบาลยิ่งลักษณ์เดินเกมสร้างภาพด้วยการนำข้าวสารไปขายที่ห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ ขณะที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกสร้างภาพแบบฉาบฉวยเพราะช่วยซื้อข้าวจากชาวนาแล้วเอามาขายต่อแบบไม่ยอมชักเนื้อ ซ้ำรับซื้อในปริมาณเพียงเล็กน้อยพอเป็นพิธีแล้วเลิกโดยไม่ได้ช่วยชาวนาอย่างต่อเนื่องจริงจังเพียงเพื่อสร้างข่าวแบบตีกินเท่านั้น

การออกมาเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกครั้งนี้จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเกมฉวยโอกาสจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำเพื่อโจมตีรัฐบาลทหารว่าล้มเหลวไม่สามารถแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำได้ ขณะเดียวกันก็พยายามปลุกผีโครงการรับจำนำข้าวว่าสามารถช่วยให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ อย่างไรก็ตาม แผนจุดชนวนปลุกม็อบชาวนากลับจุดไม่ติดเพราะรัฐบาลทันเกมชิงตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการประกาศรับจำนำยุ้งฉางข้าวของชาวนาตันละ 13,000 ล้านบาท ขณะที่กระแสสังคมทุกภาคส่วนออกมาร่วมด้วยช่วยกันรับซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง

ระบอบทักษิณจึงหันมาโจมตีรัฐบาลว่าใช้นโยบายประชานิยมไม่ต่างจากโครงการรับจำนำข้าว โดยมีเป้าหมายที่แท้จริงก็คือใช้เป็นเงื่อนไขข้ออ้างในการกลบเกลื่อนความล้มเหลวเน่าเฟะของโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตอย่างมโหฬารและสร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันก็ใช้นโยบายจำนำยุ้งฉางข้าวของรัฐบาลเพื่อเป็นข้ออ้างในการต่อสู้คดีโดยอ้างว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ใช้นโยบายไม่ต่างจากโครงการรับจำนำข้าวเช่นกัน ดังนั้นต้องไม่ปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน กล่าวคือ หากน.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกถูกดำเนินคดี รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย หรือหากรัฐบาลชุดนี้ไม่ถูกดำเนินคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์และพวกก็ไม่ควรถูกดำเนินคดีเช่นกัน

ทั้งที่ในความเป็นจริงนโยบายจำนำยุ้งฉางยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กับโครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยโครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ทุ่มงบประมาณไม่อั้นรับจำนำข้าวทุกเมล็ดและกำหนดราคารับจำนำ 15,000 บาทต่อตัน ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดถึงกว่าเท่าตัวอันผิดหลักการรับจำนำอย่างสิ้นเชิงและเปิดช่องให้มีการทุจริตมโหฬารจากการนำข้าวราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์โครงการรับจำนำหาประโยชน์จากส่วนต่างกำไรถึงตันละประมาณ 10,000 บาท

ขณะที่การรับจำนำยุ้งฉางข้าวกำหนดราคาต่ำกว่าราคาตลาดและจำกัดงบในการจำนำยุ้งฉาง

ดังนั้นปัญหาราคาข้าวตกต่ำที่เกิดขึ้นจึงเป็นดราม่าการเมืองของระบอบทักษิณที่โหมทำทุกวิถีทางเพื่อบ่อนทำลายรัฐบาลคสช. ขณะเดียวกันพยายามกลบเกลื่อนความล้มเหลวเน่าเฟะ และใช้เป็นข้ออ้างเพื่อต่อสู้หวังให้พ้นผิดคดีรับจำนำข้าวที่มีการโกงชาติปล้นแผ่นดินมโหฬารและสร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

ทีมข่าวการเมือง

นช.แม้ว-จำเลยปูดราม่าตีกิน โชว์ผู้นำส่งสารเชลียร์‘ทรัมป์’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/244315

วันเสาร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

หลังประกาศผลศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีเมืองลุงแซมไปแล้วหลายวัน แต่จนบัดนี้กระแสต่อต้านมหาเศรษฐีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้มีแนวคิดแบบสุดโต่งของบรรดามะกันชนกลับลุกลามบานปลายโดยมีการชุมนุมแสดงพลังแห่งความเกรี้ยวกราดไม่พอใจผลเลือกตั้งถึงขั้นเผาธงชาติสหรัฐฯและเผาหุ่น “ทรัมป์” โดยสถานการณ์ระบาดไปแล้วถึง 25 เมืองทั่วประเทศ ขณะที่มะกันชนจำนวนไม่น้อยประกาศจะขออพยพย้ายไปอยู่ประเทศอื่นอย่างแคนาดา หรือออสเตรเลีย

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกภายในชาติของเมืองลุงแซมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีมา ขณะเดียวกันก็เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงประชาธิปไตยที่บิดเบี้ยวของมหาอำนาจมะกันอันตรายที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบของประชาธิปไตยของโลก โดยในความเป็นจริงศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีครั้งนี้สกปรกน้ำเน่าตั้งแต่ช่วงการรณรงค์หาเสียง หรือแม้กระทั่งหลังการเลือกตั้งซึ่งเป็นครั้งแรกที่มหาชนที่สนับสนุนผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำหมายเลข 1 ของฝ่ายหนึ่งจะออกมาเคลื่อนไหวไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมากต่ออนาคตประชาธิปไตยของเมืองลุงแซม

อีกประเด็นหนึ่งหลังจากที่โลกช็อกกับผลการเลือกตั้งเมื่อ “ทรัมป์” ชนะขึ้นเป็นผู้นำหมายเลข 1 ของมหาอำนาจเมืองลุงแซมอย่างพลิกล็อกชนิดทำเอาโพลล์ทุกสำนักที่เคยทำนายว่า ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต จะชนะแบบนอนมาขึ้นเป็นผู้นำสตรีหมายเลข 1 คนแรกของในประวัติศาสตร์เมืองลุงแซมต้องหน้าแตกยับเยินตามกัน และนอกจากช็อกต่อผลการเลือกตั้งแล้วทั่วโลกต่างหวาดผวาต่อท่าทีและนโยบายอันสุดโต่งของ “ทรัมป์” ท่ามกลางอนาคตของโลกที่ระส่ำระสายไม่แน่นอนเพราะไม่รู้ว่า “ทรัมป์” จะแสดงความบ้าระห่ำอะไรออกมาบ้าง

สำหรับรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ประกาศจุดยืนเดินสายกลางแบบไทยๆ โดยย้ำว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้นำของมะกันอันตรายไทยก็จะยังคงมีนโยบายเป็นมิตรรักษาความสัมพันธ์กับมะกันอันตราย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันแนบแน่น กับไทยมาช้านานไม่เปลี่ยนแปลง

ขณะเดียวกันเพื่อความไม่ประมาทพล.อ.ประยุทธ์ ได้เรียกประชุมเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลไทยทั่วโลกประชุมหารือเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์โลกที่อาจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจของผู้นำเมืองลุงแซม

ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการเมืองโลกจากการที่ “ทรัมป์” ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของมหาอำนาจมะกันอันตราย ปรากฏว่าขบวนการเพื่อแม้วฉวยโอกาสดราม่าสร้างภาพโดย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกคดีทุจริตตามคำพิพากษาศาล และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ผู้เป็นน้องสาวซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ รวมทั้งพรรคเพื่อไทยได้ส่งสารแสดงความยินดีไปถึง “ทรัมป์” ที่ชนะการเลือกตั้งได้ขึ้นเป็นผู้นำหมายเลข 1 ของมหาอำนาจมะกันอันตราย

สารแสดงความยินดีของนักโทษชายแม้วและจำเลยปู มีใจความตอนหนึ่งว่า “ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทยจะแนบแน่นลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม พวกเราในประเทศไทยเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อที่จะได้ร่วมงานกับรัฐบาลของท่านอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า”

จากการส่งสารถึง “ทรัมป์” ของ นักโทษชายแม้วและ จำเลยปู ถูกต้องข้อสังเกตว่าด้านหนึ่งเป็นการตีกินเสนอตัวเชลียร์ผู้นำคนใหม่ของมหาอำนาจมะกันอันตรายเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเอง เพราะเกรงนโยบายอันสุดโต่งของ “ทรัมป์” ที่อาจเลิกให้ท้ายขบวนการเพื่อแม้ว รวมทั้งไม่ให้ นักโทษชายแม้ว เข้าเมืองลุงแซมอีกต่อไปในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ที่ทางการไทยต้องการตัว รวมไปถึงบรรดาเหล่าขบวนการแดงคิดล้มเจ้าที่ถูกออกหมายจับทั้งหลายซึ่งหลายคนกบดานอยู่ในเมืองลุงแซมอาจถูกเฉดหัวหรือส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย

นอกจากนี้อีกด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงดราม่าสร้างภาพที่ระบอบแม้วถนัดหวังชิงพื้นที่ข่าว โดยเฉพาะ นักโทษชายแม้ว และ จำเลยปู พยายามสร้างภาพความเป็นผู้นำโดยอาศัย “ทรัมป์” เป็นเครื่องมือ ถึงขนาดสร้างภาพว่าจะได้ร่วมงานกับ“ทรัมป์” ในช่วงเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า

ทั้งๆ ที่เมื่อถึงตอนนั้นไม่รู้ว่า นักโทษชายแม้วยังมีชีวิตอยู่และจำเลยปูชดใช้กรรมเข้าไปอยู่ในคุกจากพิษคดีจำนำข้าวแล้วหรือไม่

ทีมข่าวการเมือง

ไทย-อาเซียนต้องผนึกกำลัง รับมือผลกระทบศก.ยุค”ทรัมป์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/244039

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ไม่รู้ว่าจะโชคดีหรือโชคร้ายสำหรับเมืองลุงแซม แต่ในเมื่อมะกันชนเสียงส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำหมายเลข 1 ของประเทศก็ต้องยอมรับผลที่จะเกิดจากนี้เป็นต้นไป แต่สำหรับชาวโลกช็อกเพราะผวากับนโยบายบ้าดีเดือดสุดโต่งของผู้นำมะกันอันตรายคนใหม่

อย่างไรก็ตามสำหรับไทยควรตั้งสติตื่นตัว แต่ไม่ต้องถึงกับตื่นตระหนกปรุงแต่งจินตนาการไปต่างๆนานาถึงผลที่จะตามมาในด้านลบจากนโยบานสุดโต่งของ”ทรัมป์ไปตามกระแสโลกจนเกินเหตุ ซึ่งอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่จินตนาการกันก็ได้

ถ้าจะว่าไปแล้วนโยบาย “America First”  หรือ “อเมริกาต้องมาก่อน”ของ”ทรัมป์”อาจส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยด้านบวกมหาอำนาจมะกันอันตรายยุคใหม่คงลดความเป็น”จอมอันธพาลโลก”ลง แล้วหันไปเน้นเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องของมะกันชนเองเป็นด้านหลัก ซึ่งนั่นย่อมทำให้การทำตัวเป็นนักเลงโตโลกเข้าไปจุ้นจ้านหาเรื่องชาวบ้านของมหาอำนาจสหรัฐฯคงลดลงไป โดยเฉพาะในเอเซียแปซิฟิค แต่ด้านลบที่น่าวิตกคงเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจของ “ทรัมป์” ที่จะดึงนักลงทุนสหรัฐฯทั่วโลกกลับไปพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง รวมทั้งนโนบายกีดกันทางการค้าของ”ทรัมป์”ที่จะกระทบต่อการส่งออกของประเทศต่างๆที่เป็นคู่ค้ากับสหรัฐฯรวมทั้งไทย

สำหรับไทยเรานั้นเท่าที่ทำได้ก็คือ ตั้งสติและเตรียมปรับตัวแปรวิกฤติให้เป็นโอกาสตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโดยยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริมาปรับใช้โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันก็เชื่อว่าจะทำให้ประเทศอยู่รอดได้ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่แปรปรวน

การสร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืนในระยะยาวก็คือมุ่งสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็งเหมือนการสร้างบ้านก็ต้องตอกเสาเข็มให้มั่นคงแข็งแรง โดยจะต้องกระตุ้นทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยของคนภายในประเทศเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันในระดับภูมิภาคนั่นคือการหันมาร่วมมือและค้าขายกันให้มากขึ้นระหว่างชาติอาเซียนแทนที่จะพึ่งการส่งออกไปยังชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯแต่เพียงอย่างเดียว

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน  จึงเสนอความเห็นภายใต้สถานการณ์นโยบายมหาอำนาจสหรัฐฯยุค“ทรัมป์” ที่จะปิดประเทศมุ่งที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตัวเองมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นทางรอดเดียวสำหรับไทยในภาวะการณ์ที่ยากลำบากนี้ก็คือต้องเร่งสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียให้สำเร็จเป็นจริง พร้อมกับพัฒนาคุณภาพของสินค้าส่งออกของไทยให้ติดตลาด ตลอดจนต้องหันไปพึ่งพาจีนให้มากขึ้น

                  การสร้างภูมิคุ้มกันหันมาพึ่งตัวเองด้วยการร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงน่าจะเป็นทางออกรับมือกับแนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้อย่างยั่งยืน  

 

ทีมข่าวการเมือง

ประชาธิปไตยจอมปลอมน้ำเน่า โฉมหน้าแท้จริงมะกันอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/243875

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

นอกจากผลศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีคนที่ 45 เมืองลุงแซมที่ออกมา อีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจคือเบื้องหลังศึกชิงเก้าอี้ผู้นำหมายเลข1 มหาอำนาจจอมอันธพาลโลกที่หน้าฉากได้ชื่อว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลกได้รับการพิสูจน์แล้วว่า แท้ที่จริงแล้วน้ำเน่าไม่แพ้ธุริจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมแบบไทยๆ

ศึกชิงเก้าอี้ผู้นำหมายเลข 1 ของมหาอำนาจมะกันอันตรายซึ่งเป็นการขับเคี่ยวระหว่าง ฮิลราลี่ คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจากพรรคเดโมแครตซึ่งได้รับฉายาว่า “แม่มดกระหายเลือด” กับ โดนัล ทรัมป์ มหาเศรษฐีจอมบ้าดีเดือดแนวคิดหลุดโลกจากพรรคริพับริกันครั้งนี้นักสังเกตุการณ์ทางการเมืองมองว่า ไม่ว่าใครขึ้นเป็นผู้นำหมายเลข 1  ดูเหมือนว่าต่างก็เป็นเคราะห์ร้ายสำหรับเหล่ามะกันชนทั้งสิ้น

ตลอดช่วงการรณรงค์หาเสียงระหว่างสองผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำมะกันอันตรายตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความกักขระไร้จิตวิญญาณแห่งความเป็นประชาธิปไตยของผู้สมัครทั้งสองพรรค โดยการหาเสียงหรือแม้แต่การดีเบตส่วนใหญ่ล้วนเป็นการสาดโคลนใส่กันและกันในเรื่องส่วนตัวอื้อฉาวแทนที่จะเป็นเรื่องนโยบายซึ่งเป็นสิ่งเหล่ามะกันชนควรรู้

นับเป็นครั้งแรกที่สะท้อนความล้มเหลวของประชาธิปไตยของชาติมะกันอันตรายเมื่อเกิดความแตกแยกของคนในชาติอย่างไม่เคยมีก่อนและเป็นครั้งแรกที่ผู้สมัครทั้งสองพรรคแสดงท่าทีไม่เผาผีโดยไม่เข้ามาจับมือกันหลังสิ้นสุดการหาเสียงเลือกตั้งซึ่งเป็นการแสดงสปิริตที่ปฏิบัติกันมาช้านาน  และยิ่งไปกว่านั้นเป็นครั้งแรกที่ผู้สมัครฝ่ายหนึ่งคือ โดนัล ทรัมป์ ประกาศจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งหากตัวเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ โดยระบุว่าพรรคเดโมแครตซึ่งเป็นคู่แข่งและครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันโดย ประธานาธิบดีบารัค โอบามา โกงการเลือกตั้ง โดยล่าสุด โดนัล ทรัพป์ ฟ้องร้องว่าหลายหน่วยเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ปล่อยให้มีการลงคะแนนเลยเวลาหลังปิดหีบเลือกตั้ง

อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่สะท้อนถึงความสกปรกเน่าเฟะของระบอบประชาธิปไตยมะกันอันตรายก็คือกรณีที่ผู้บริหารของสำนักงานสอบสวนกลางหรือเอฟบีไออยู่ๆก็ออกมาเปิดประเด็นตั้งกรรมการสอบสวนกรณีอื้อฉาว ฮิลราลี่ คลินตัน  ส่งข้อความซึ่งเป็นลับของชาติผ่านทางอีเมล์ส่วนตัว และสรุปดื้อๆว่า นางฮิลราลี่ คลินตัน บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีความผิดก่อนหน้าที่จะมีการลงคะแนนชิงเก้าอี้ผู้นำมะกันอันตรายเพียงไม่กี่วันทำให้คะแนนของ ฮิลราลี่ คลินตัน พุ่งสูงขึ้น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ในช่วงการรณรงค์หาเสียง ฮิลราลี่ คลินตัน ประกาศยอมรับผิดในกรณีอีเมล์ฉาวและกล่าวขอโทษชาวมะกันอันตรายไปแล้ว อันสะท้อนให้เห็นถึงเกมการเมืองที่ไม่ต่างจากการปล้นชัยชนะโกงเลือกตั้งทางอ้อม

เพราะฉะนั้นการที่มหาอำนาจจอมอันธพาลโลกเที่ยวใช้ข้ออ้างประชาธิปไตยกดดันประเทศต่างๆรวมทั้งไทยเพื่อให้ยอมเป็นทาสรับใช้มะกันอันตราย จึงเป็นเพียงเกมเจ้าเล่ห์ของซาตานจอมอันธพาลโลกที่สวมหน้ากากนักประชาธิปไตยจอมปลอม

ทีมข่าวการเมือง

ทะแม่งใครถ่วงคดี ยื้อจับธัมมชโย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/243772

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

การสั่งฟ้องคดีที่ธัมมชโย เจ้าสำนักจานบินและพวกรวม 5 คนในข้อหาฟอกเงินและรับของโจรจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นส่อเค้าทะแม่งเมื่อล่าสุดคณะทำงานของสำนักงานอัยการสูงสุดสั่งเลื่อนการส่งฟ้องออกไปเป็นครั้งที่ 5 โดยนัดพิจารณาว่าจะส่งฟ้องหรือไม่อีกครั้งในวันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยให้เหตุผลว่าเพราะรอการสอบสวนเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)

การสั่งเลื่อนคดีของฝ่ายอัยการทำให้แม้แต่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ซึ่งกำกับดูแลกรมดีเอสไอก็ยังฉงนเพราะสอบถามไปยัง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมดีเอสไอ ได้รับการยืนยันแล้วว่า ประเด็นใหญ่ซึ่งเป็นประเด็นหลักของคดีดีเอสไอส่งให้อัยการครบถ้วนซึ่งสามารถส่งฟ้องได้แล้ว

เมื่อนักข่าวซักว่าสังคมอาจมองว่าเป็นการถ่วงเวลา พล.อ.ไพบูลย์ ตอบว่า “เชื่อว่าสังคมก็จะพูดแบบที่พวกคุณพูด ซึ่งมันมีอยู่สองคนที่จะถ่วงคือ พนักงานสอบสวนหรืออัยการถ้าเข้าใจว่าเป็นการถ่วง “

ด้าน นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปท.) แสดงความกังวลว่า ธัมมชโย

จะพ้นผิดซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อปี 2549 เมื่ออัยการสูงสุดขณะนั้นสั่งถอนฟ้อง ธัมมชโย คดียักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวเกือบ 1,000 ล้านบาท   อย่างไรก็ตามอัยการสูงสุดเมื่อปี 2549 กับอัยการสูงสุดคนปัจจุบันแตกต่างกัน เช่นเดียวกับบริบทของคดีที่มีข้อแตกต่างกันสิ้นเชิง ดังนั้นจึงมั่นใจว่าอัยการจะสั่งฟ้องเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ให้เสียหายเหมือนในอดีต

คดีฉ้อฉลเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นโดยเฉพาะการจับกุม ธัมมชโย ยืดเยื้อมานานกว่าครึ่งปีก็ยังไม่สามารถจับกุม ธัมมชโย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับที่ยังคงลอยนวลหลบซ่อนตัวอยู่ในสำนักจานบินอย่างท้าทายกฏหมาย

ก่อนหน้านี้เมื่อหลายเดือนที่แล้ว ดีเอสไอนำกำลังเจ้าหน้าที่บุกสำนักจนบินหมายเข้าคุมตัว ธัมมชโย แต่ก็ถูกเหล่าสาวกสำนักจานบินใช้ลวดหนาม รถแม็กโฮ และกำแพงมนุษย์ขัดขวาง

จนในที่สุดฝ่ายเจ้าหน้าที่ต้องล่าถอยเพราะเกรงสถานการณ์จะบานปลาย

จากนั้นมีการเจรจาระหว่างฝ่ายเจ้าหน้าที่กับ ธัมมชโย ผ่านพระเถระผู้ใหญ่หลายครั้งแต่ก็ล้มเหลว โดย ธัมมชโย ยืนกรานไม่ยอมมอบตัวโดยอ้างว่าป่วย

สำนักจานบินนั้นได้ชื่อว่าทรงอิทธิพลมากเพราะนอกจากมีทรัพย์สินทั้งในและนอกประเทศมูลค่ามหาศาลแล้วยังมีสานุศิษย์ทั่วประเทศจำนวนมาก อีกทั้งยังถูกตั้งข้อสังเกตุว่ามีอิทธิพลครอบงำแม้แต่มหาเถรสมาคม(มส.)ซึ่งเป็นองค์กรสงฆ์สูงสุด ตลอดจนนักธุรกิจระดับชาติและข้าราชการระดับสูงจำนวนไม่น้อย และที่สำคัญยังเป็นพันธมิตรอันแนบแน่นกับพรรคการเมืองกลุ่มอำนาจเก่า จึงไม่น่าแปลกใจที่ ธัมมชโย ลอยนวลมาจนทุกวันนี้ทั้งๆที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เคยมีพระบัญชาให้พ้นความเป็นสงฆ์ตั้งแต่ปี 2542 จากคดียักยอกเงิน

การที่ธัมมชโยยังท้าทายกฏหมายมาได้จนถึงทุกวันนี้ท่ามกลางข่าวร่ำลือสะพัดก่อนหน้านี้เรื่องข้อเสนอเงิน 2,000 ล้านบาทเพื่อวิ่งเต้นหวังพลิกคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งได้แต่หวังว่าร่ำลือดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องจริง

ทีมข่าวการเมือง

วิกฤติราคาข้าวทรุด ศึกหนักท้าทายรัฐนาวาบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/243346

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ปัญหาราคาข้าวตกต่ำเป็นประวัติการณ์กำลังเป็นปัญหาท้าทายสำหรับรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และอาจนำไปสู่วิกฤติศรัทธากลายเป็นจุดบอดเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามอำนาจรัฐใช้เป็นเงื่อนไขสุมไฟบ่อนทำลายรัฐบาลและปูทางให้ธุรกิจการเมืองแบบเดิมๆ กลับมามีอำนาจบริหารประเทศ
อีกครั้งหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า

ราคาข้าวหอมมะลิในพื้นที่ภาคอีสานตกต่ำเหลือเพียงกก.ละ 5-6 บาท เทียบกับราคาเมื่อปีที่แล้ว กก.ละ 9-12 บาท โดยชาวนากล่าวว่าถูกโรงสีกดราคารับซื้อโดยอ้างว่าข้าวมีความชื้นสูง และชาวนาบางรายถึงกับประชดประชันว่าข้าวราคากก.ละ 5-6 บาทยังถูกกว่าราคาบะหมี่สำเร็จรูป 1 ซองเสียอีกและเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเร่งด่วน

จากวิกฤติราคาข้าวที่ตกต่ำทำให้ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ต้องรีบออกมาชี้แจงว่า ปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำเกิดจากหลายปัจจัยทั้งปัจจัยภายนอกประเทศและภายในประเทศ ขณะที่ผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดมากเกินไป ซึ่งรัฐบาลพยายามหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ชี้ว่า มีขบวนการที่ไม่หวังดีอาศัยกรณีข้าวราคาตกต่ำปล่อยข่าวปลุกปั่นให้เกิดความสับสน

ขณะที่ นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถึงกับมีหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศให้ชี้แจงทำความใจกับชาวนาว่ารัฐบาลกำลังหาทางช่วยเหลืออยู่และให้เตรียมรับมือหากชาวนาจะก่อหวอดประท้วง

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเกาะติดเรื่องข้าวมาตลอดตั้งข้อสังเกตเตือนให้รัฐบาลรู้เท่าทันขบวนการกลุ่มพ่อค้าข้าวซึ่งใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองที่ร่วมกันทุจริตโครงการรับจำนำข้าวพยายามเดินเกมปั่นราคาข้าวให้ตกต่ำเพื่อบ่อนทำลายรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลต้องรีบแก้เกมด้วยการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของขบวนการกลุ่มนี้เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด ขณะเดียวกันรัฐต้องสนับสนุนให้ชาวนารวมตัวกันอย่างครบวงจรทั้งปลูกเอง สีข้าวเอง และขายเองเพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากนายทุนคนกลาง

จากวิกฤติราคาข้าวทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือชาวนาเป็นการด่วน โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้ชาวนาเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางเป็นเงิน 90% ของราคาตลาดโดยชาวนาจะได้รับสินเชื่อและเงินช่วยเหลือรวมรายละ 13,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าไปก่อน

ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดโปงว่า มีการร่วมมือระหว่างนักการเมืองและโรงสีบางกลุ่มมีเจตนากดราคารับซื้อข้าวจากชาวนาหวังจุดชนวนสร้างสถานการณ์ให้เกิดกระแสม็อบชาวนาออกมาต่อต้านรัฐบาล

ขณะที่คนของระบอบทักษิณ อาทิ นายอนุสรณ์ เปี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาตอบโต้ พล.อ.ประยุทธ์ ทันทีอ้างว่าเป็นการโยนความผิดให้พรรคเพื่อไทย ส่วน นายชินวัฒน์ หาบุญพาด อดีตสส.พรรคเพื่อไทย ฉวยโอกาสออกมาบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจากวิกฤติราคาข้าวตกต่ำโดยประชดประชันเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปขอโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ แล้วขอคำแนะนำโครงการรับจำนำข้าว

วิกฤติราคาข้าวตกต่ำที่เกิดขึ้นด้านหนึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศเนื่องจากปริมาณข้าวทั่วโลกมีเกินความต้องการทำให้ราคาตกต่ำ ขณะที่ประเทศผู้ผลิตข้าวมีมากขึ้น ส่วนปัจจัยภายในประเทศจากพิษโครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ค้างอยู่ในสต๊อกถึงเกือบ 20 ล้านตัน ที่ขายไม่ออกเพราะราคาสูงกว่าตลาดถึงกว่าเท่าตัว ซ้ำยังมีข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ทยอยออกมาเพิ่มเติมยิ่งทำให้ข้าวล้นประเทศและราคาตกต่ำ

ขณะที่อีกด้านหนึ่งวิกฤติราคาข้าวยังเกิดจากเกมทางการเมืองจากการปลุกปั่นและวางแผนทำให้ข้าวราคาตกโดยกลุ่มการเมืองอำนาจเก่าที่สมคบกับพ่อค้าข้าวตลอดจนโรงสีซึ่งเป็นจำเลยในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวรวมหัวกันวางแผนกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อสร้างกระแสราคาข้าวให้ตกต่ำอันจะเป็นชนวนทำให้ชาวนาลุกฮือจนบานปลายและนำไปสู่อุบัติเหตุทางการเมืองหรืออย่างน้อยทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อคสช.ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองกลุ่มอำนาจเก่ามีโอกาสมากขึ้นที่จะชนะการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าด้วยการหาเสียงปลุกผีโครงการรับจำนำข้าว

เพราะฉะนั้นวิกฤติราคาข้าวจึงเป็นปัญหาท้าทายรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ที่จะต้องแก้ปัญหาชาวนาทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างยั่งยืน และที่สำคัญคือต้องแก้เกมทางการเมืองของขบวนการที่จ้องล้มรัฐบาล ซึ่งขณะนี้กำลังหลังพิงฝาพ่ายแพ้ทุกแนวรบจึงพยายามทำทุกวิถีทางสุมไฟสร้างสถานการณ์ให้เกิดการลุกฮือของม็อบชาวนา

ทีมข่าวการเมือง

ปูไม่สำนึกดราม่าอ้อนชาวนาขย่มรัฐ ยังคิดนั่งนายกฯปลุกผีจำนำข้าว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/243269

วันเสาร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดภายใต้สโลแกน “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ” ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศด้วยเวลาเตรียมการเพียง 4 เดือนจากการวางแผนชักใยโดยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกผู้เป็นพี่ชาย โดยนายทักษิณเคยให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติยอมรับว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็คือโคลนนิ่งของตัวเองดังนั้นการแสดงบทบาททุกย่างก้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าล้วนถูกวางบทบาทชักใยโดยนายทักษิณและทีมงานด้านประชาสัมพันธ์ของขบวนการเพื่อแม้วมาตลอด

จากปัญหาราคาข้าวตกต่ำในขณะนี้เปิดช่องให้ขบวนการที่พยายามสุมไฟให้เกิดม็อบชาวนาลุกฮือ แต่แผนร้ายดังกล่าวล้มเหลวเพราะรัฐบาลรู้ทันจึงรีบตัดไฟแต่ต้นลมแก้เกมด้วยการอนุมัติโครงการจำนำยุ้งฉางข้าวตันละ 13,000 บาท เพื่อช่วยเหลือชาวนาทำให้แผนปลุกม็อบชาวนาจุดไม่ติด ทั้งๆ ที่บรรดาสาวกระบอบแม้วต่างพากันออกมาโจมตีขย่มรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องออกมาเดินหน้าชนด้วยตัวเอง โดยเดินสายพบปะบรรดาชาวนาในจังหวัดภาคอีสานคือ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจัดฉากโดยอดีตสส.และทีมงานประชาสัมพันธ์ขบวนการเพื่อแม้วโดยมีการจัดตั้งทั้งชาวนาไม่กี่คนที่มาขายข้าวริมถนนโดยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกพาให้ไปพบบรรดาชาวนากลุ่มนี้ ตามด้วยบทดราม่าชาวนาสวมกอด น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมเรียกร้องถามหาโครงการรับจำนำข้าวรวมทั้งอยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับมาบริหารประเทศอีก

ดราม่าถึงขั้นบางรายมอบเงินช่วยน.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อเป็นค่าชดใช้ค่าเสียหายแก่แผ่นดินจากคดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ แสดงบทถนัดที่เคยใช้มาตลอดคือหลั่งน้ำตาสวมกอดชาวนาพร้อมกับอ้อนเรียกคะแนนสงสารว่าไม่มีเงินชดใช้ความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว 35,7000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ก็ประกาศว่าถ้ามีโอกาสกลับมาบริหารประเทศอีกก็จะเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นสร้างความสุขแก่ชาวนาอีกครั้ง

ข้อน่าสังเกตคือหลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควักเงินส่วนตัวซื้อข้าวจากชาวนา แต่พอคล้อยหลังเท่านั้น ชาวนากลุ่มดังกล่าวสลายตัวหายวับไปทันทีเหมือนภารกิจสำเร็จลุล่วงตามบทแล้ว

ข้อน่าสังเกตความเป็นดราม่าของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อีกประการหนึ่งก็คือ ทีมงานประชาสัมพันธ์ขบวนการเพื่อแม้วดำเนินการจัดฉากทุกขั้นตอนทั้งผลิตป้อนภาพและข่าวสำเร็จรูปให้นักข่าวสำนักต่างๆ เสร็จสรรพ

สำหรับการเดินสายปลุกม็อบชาวนาของขบวนการเพื่อแม้วโดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับบทนางเอกด้วยตัวเองครั้งนี้เป้าหมายน่าจะอยู่ที่ความพยายามย้ำแผลความล้มเหลวของรัฐบาลนายกฯลุงตู่ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำได้จนในที่สุดต้องรับจำนำยุ้งฉางข้าว ขณะเดียวกัน ก็เป็นการปลุกม็อบชาวนาพร้อมกับการปลุกผีโครงการรับจำนำข้าว

นอกจากเดินสายดราม่าในภาคอีสาน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันถัดมา ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปให้การในฐานะจำเลยถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการจัดฉากมวลชนและแกนนำองค์กรชาวนาเสื้อแดงแห่ไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อชิงพื้นที่ข่าวสร้างกระแสโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศย้ำว่า ถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาลจะทุ่มงบประมาณรับจำนำข้าวทุกเมล็ดแบบไม่อั้น อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่สำนึกว่า ตัวเองเป็นจำเลยคนสำคัญในโครงการรับจำนำข้าวแบบผิดเพี้ยนที่มีการโกงชาติปล้นแผ่นดินมโหฬารและสร้างความฉิบหายให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โดยทิ้งหนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังต้องแบกภาระใช้หนี้กว่า 5 แสนล้านบาท ยังไม่พูดถึงความเสียหายที่เกิดกับประเทศมาจนถึงปัจจุบันมูลค่ามหาศาลจนไม่อาจประเมินได้ ขณะที่คนแค่หยิบมือเดียวร่ำรวยมหาศาลจากโครงการรับจำนำข้าว

ทั้งนี้หากโครงการรับจำนำข้าวดีจริงชาวนาคงไม่ฆ่าตัวตายไป 10 กว่าคน เพราะเครียดที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถังแตกค้างค่าจำนำข้าวชาวนานานข้ามปี

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิดโฆษกรัฐบาล ตั้งข้อสังเกตอย่างรู้ทันความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า หากไม่มีเหตุผลเคลือบแฝงหรือจัดฉากเพื่อหวังผลทางการเมืองถือว่าสังคมยอมรับได้ แต่หากทำเพื่อวัตถุประสงค์โหนกระแส สร้างข่าว สร้างเรื่องราวดราม่าเพื่อหวังกลบหรือบิดเบือนความผิดในอดีตและคดีที่กำลังเป็นอยู่เชื่อว่าพี่น้องประชาชนคงไม่สบายใจที่เห็นนักการเมืองเอาความเดือดร้อนของเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนามาแสวงประโยชน์ทางการเมืองเช่นนี้

พล.ท.สรรเสริญ ย้ำว่าการจำนำยุ้งฉางตามนโยบายของรัฐบาลเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่นโยบายของรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาชาวนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวเพราะหากยังแก้ปัญหาแบบเดิมๆ อย่างในอดีต ในที่สุดก็จะเกิดปัญหาไม่รู้จบและไม่ได้ทำให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ทีมข่าวการเมือง

สมาคมโรงสีจุดชนวนระเบิดเวลา จับตาเกมบอยคอตต์กดดันรัฐบาล?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/243093

วันศุกร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าชื่นชมและนับเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับชาติบ้านเมืองเมื่อทุกภาคส่วนต่างพากันแสดงเจตนาร่วมด้วยช่วยกันเพื่อซับน้ำตาชาวนา

มหาวิทยาลัยอย่างน้อย 3 แห่ง ประกาศเจตนาช่วยเหลือชาวนาขายข้าวโดยตรงกับผู้บริโภค อันประกอบด้วยมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งต่างจัดพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยให้ชาวนานำข้าวสารมาขายให้กับผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางโดยเฉพาะโรงสีหลังจากที่มีข่าวว่าชาวนาถูกโรงสีกดราคารับซื้อ

สำหรับมหาวิทยาลัยรังสิตยังให้ชาวนามาใช้โรงสีของมหาวิทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี ได้ฟรี และนักศึกษาที่เป็นลูกชาวนาสามารถนำข้าวมาจ่ายเป็นค่าหน่วยกิตได้ และมหาวิทยาลัยจะมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่เป็นลูกชาวนาเป็นกรณีพิเศษ

ไม่เพียง 3 มหาวิทยาลัยข้างต้น แต่ยังมีผู้ประกอบการภาคธุรกิจหลายรายและประชาชนทั่วไปต่างแสดงเจตจำนงร่วมด้วยช่วยชาวนากันเป็นจำนวนมาก

ในหมู่ดาราคนวงการบันเทิงก็แสดงน้ำใจร่วมด้วยช่วยชาวนา อาทิ พระเอก “ป๋อ” ณัฐวุฒิ สกิดใจ หรือผู้กำกับภาพยนตร์ พจน์ อานนท์ ก็ประกาศรับซื้อข้าวจากชาวนา ขณะที่คนจำนวนมากประกาศตัวพร้อมช่วยชาวนาขายข้าวผ่านทางโซเชียลมีเดีย

จากปรากฏการณ์ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและเกื้อกูลกันในสังคมไทยที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงผลพวงกระแสทำดีเพื่อพ่อถวายสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการก่อตัวของประชาชนทุกหมู่เหล่าที่พร้อมร่วมด้วยช่วยกันสร้างชาติให้มั่นคง

แต่ขณะที่ทุกภาคส่วนร่วมด้วยช่วยชาวนาปรากฏว่าล่าสุดสมาคมโรงสีข้าวไทยออกแถลงการณ์ประท้วงกรณีที่โรงสีบางแห่งถูกกล่าวหาว่าสมคบกับนักการเมืองกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนาทำให้เกิดกระแสในทางลบต่อโรงสี ดังนั้นคณะกรรมการบริหารสมาคมโรงสีข้าวไทยจึงขอยุติบทบาท

จากท่าทีของสมาคมโรงสีดังกล่าวเป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตาอย่ากะพริบเพราะอาจเป็นสัญญาณการกดดันรัฐบาลขั้นแตกหักเพราะสมาคมโรงสีข้าวไทย มีโรงสีเป็นสมาชิกทั่วประเทศราว 1,000 ราย ครอบคลุมกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ หากพร้อมใจกันบอยคอตต์ ถือเป็นวิกฤติและเป็นชนวนระเบิดเวลาสำหรับรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทีมข่าวการเมือง