คสช.รู้ทันแผนร้ายระบอบแม้ว สกัดแผนสุมไฟม็อบปฏิวัติชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/242957

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ในภาวะที่ระบอบแม้วกำลังเสื่อมใกล้เข้าตาจนไปทุกขณะโดยเฉพาะคดีโครงการรับจำนำข้าวที่เดินหน้าตามกระบวนการยุติธรรมคืบหน้าไปเรื่อยๆทั้งคดีทางอาญาและการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อให้ มีการชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินในคดีโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตอย่างมโหฬารและสร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้ระบอบแม้วต้องทำทุกวิถีทางทั้งบนดินและใต้ดินเพื่อบ่อนทำลายอำนาจรัฐภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ภายใต้แนวคิดที่ว่า “หากข้าอยู่ไม่ได้ พวกเองและประเทศก็อย่าหวังอยู่กันอย่างเป็นสุข”

ในด้านหนึ่งปัญหาราคาข้าวตกต่ำขณะนี้เกิดขึ้นจริงซึ่งก็เป็นไปตามภาวะตลาดโลกที่ราคาข้าวตกเนื่องจากผลผลิตข้าวออกมามาก ขณะที่มีหลายประเทศที่ผลิตข้าวหอมมะลิจนกลายเป็นคู่แข่งของไทย  ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีความพยายามจากขบวนการระบอบแม้ววางแผนผสมโรงฉวยโอกาสขณะที่อยู่ในฤดูกาลขายข้าวของชาวนาพยายามปลุกปั่นยุยงสร้างสถานการณ์หวังให้เกิดการลุกฮือปฏิวัติโดยม็อบชาวนาเพื่อล้มรัฐบาล

ที่ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร  ผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้นำชาวนาบางคนถึงกับขู่จะนำชาวนาออกมาปิดถนนประท้วงราคาข้าวตกต่ำ ทั้งๆที่รัฐบาลกำลังหาทางช่วยเหลือชาวนา ขณะที่ส.ส.พรรคเพื่อแม้วบางคนให้สัมภาษณ์สื่อบิดเบือนหลอกประชาชนหวังสร้างกระแสให้เกิดการลุกฮือของชาวนาว่า รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงที่กำลังจะประกาศใช้มีเนื้อหากำหนดให้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นไปตามกลไกตลาดเท่ากับปิดประตูช่วยเกษตรกรได้ ซึ่งจากเกมสกปรกดังกล่าวทำให้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ถึงกับเดือดให้สัมภาษณ์อย่างเหลืออดประณาม ส.ส.พรรคเพื่อแม้วว่าโกหกบิดเบือนอย่างไร้ความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่

นอกจากนี้ยังมีขบวนการปล่อยข่าวบิดเบือนหรือโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรงเกี่ยวกับราคาข้าวตกต่ำทางสื่อออนไลน์จำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็พยายามปลุกผีโครงการรับจำนำข้าว

การที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์  ชี้ว่ามีนักการเมืองท้องถิ่นบางพรรคและโรงสีบางแห่งจงใจกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ปัญหาบานแปลายเพื่อบ่อนทำลายรัฐบาล

แสดงว่าได้รับรายงานข่าวกรองความเคลื่อนไหวของขบวนการป่วนเมือง  ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำหนด โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่าขณะนี้ได้เบาะแสขบวนการสร้างสถานการณ์หวังจุดชนวนม็อบชาวนาแล้ว โดยมีความเคลื่อนไหวมากเป็นพิเศษที่จ.พิจิตร

ขณะที่ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ยืนยันข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่า มีความเคลื่อนไหวของขบวนการปลุกปั่นยุยงให้ชาวนาลุกฮือจริงในภาคอีสานและภาคกลาง

จากแผนปลุกม็อบปฏิวัติโดยชาวนาดังกล่าว รัฐบาลนายกฯลุงตู่รู้ทันแต่แรกจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการอนุมัติโครงการรับจำนำยุ้งฉางตันละ 13,000 บาทเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนาชั่วคราว และเป็นการขจัดเงื่อนไขข้ออ้างแผนร้ายที่จะปลุกปั่นให้เกิดวิกฤติม็อบชาวนา ขณะที่กองทัพได้รับมอบหมายให้เปิดเกมรุกจัดการขบวนการป่วนเมือง

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วตะแบง ปลุกผีจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/242718

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กำลังผชิญวิกฤติราคาข้าวตกต่ำเป็นประวัติการณ์เปิดช่องให้เหล่าสาวกระบอบแม้วได้ทีฉวยโอกาสออกมาขย่มดีสเครดิตรัฐบาล ขณะเดียวกันพยายามตะแบงปลุกผีรื้อฟื้นโครงการรับจำนำข้าว

อย่าง นายชินวัฒน์ หาบุญพาด อดีต ส.ส.พรรคเพื่อแม้ว ที่ออกมาให้ความเห็นแดกดันเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปขอโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯแล้วขอคำแนะนำเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ทั้งๆที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตอย่างมโหฬารและสร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

นายชินวัฒน์ อาจจะลืมไปว่า ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังเคยเตือน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ทบทวนโครงการรับจำนำข้าวเพราะจะทำให้รัฐบาลพังเนื่องจากการรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาดถึงกว่าเท่าตัวผิดหลักการรับจำนำอย่างสิ้นเชิง และจะเปิดช่องให้มีการทุจริตมโหฬารรวมทั้งทำให้การคลังและระบบข้าวของประเทศพังทั้งระบบ

อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้านขณะนั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจเปิดโปงหลักฐานการทุจริตและความหายนะอันเกิดจากโครงการรับจำนำข้าว  หรือแต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)  สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) รวมทั้งกระทรวงการคลังและสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็เตือน

และที่สำคัญรัฐบาลถังแตกไม่มีเงินจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนานานข้ามปีจนชาวนาเครียดฆ่าตัวตายไปกว่า 10 คนและออกมาชุมนุมประท้วงทวงค่าจำนำข้าว แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ภายใต้นโยบาย “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ” กลับเมินคำเตือนยืนกรานเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไป

นอกจากนี้ผลจากการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาที่สูงกว่าตลาดถึงเท่าตัวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังส่งผลกระทบสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชาติบ้านเมืองมาจนทุกวันนี้ ยังไม่รวมหนี้มหาศาลกว่า 5 แสนล้านบาทที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทิ้งไว้เป็นภาระของคนรุ่นหลัง ทั้งนี้เนื่องจากข้าวที่ขายไม่ออกจนล้นประเทศเพราะราคาสูงกว่าตลาดมากปริมาณมหาศาลถึงเกือบ 20 ล้านตันที่ค้างอยู่ในโกดังซ้ำร้ายข้าวจำนวนไม่น้อยเสื่อมคุณภาพเพราะมีการทุจริตปลอมปนกลายเป็นภาระที่ รัฐบาลชุดนี้ต้องเข้ามาแก้ปัญหา เพราะข้าวค้างสต๊อกปริมาณมหาศาล ขณะที่ข้าวฤดูการผลิตใหม่ของชาวนาทะยอยออกมาเรื่อยๆทำให้ปริมาณข้าวมีมากกว่าความต้องการของตลาดจนราคาตกต่ำซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะระบายข้าวค้างโกดังอันเป็นผลงานอัปยศยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้หมด

เพราะฉะนั้นเหล่าสาวกระบอบแม้วเลิกตะแบงหลอกชาวนาและพยายามปลุกผีฟื้นโครงการรับจำนำข้าวทั้งๆที่ทำลายประเทศจนย่อยยับมาแล้ว

ทีมข่าวการเมือง

แฉแผนขบวนการระบอบแม้ว เดินเกมสุมไฟปลุกชาวนาลุกฮือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/242602

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

จากวิกฤติราคาข้าวตกต่ำในบางพื้นที่โดยเฉพาะจังหวัดภาคอีสานในที่สุดถูกเปิดโปงว่า ที่แท้เกิดจากความพยายามของเหล่าสาวกขบวนการระบอบแม้วที่เคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบหวังสร้างสถานการณ์ปลุกระดมม็อบชาวนาให้ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐ

ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเกาะติดความเคลื่อนไหวโครงการรับจำนำข้าวมาตลอดเพิ่งออกมาตั้งข้อสังเกตเตือนให้รัฐบาลรู้เท่าทันนักการเมืองบางพรรคและโรงสีบางแห่งที่เคยสุมหัวทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยขณะนี้นักการเมืองและโรงสีกลุ่มดังกล่าวสมคบกันวางแผนสร้างสถานการณ์กดราคารับซื้อข้าวจากชาวนาในบางจังหวัด หวังให้เป็นเชื้อไฟจุดชนวนให้ม็อบชาวนาออกมาต่อต้านรัฐบาล

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่ามีการร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองในพื้นที่กับโรงสีบางโรง จงใจกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนาหวังใช้เป็นชนวนจุดกระแสให้ชาวนาออกมาต่อต้านรัฐบาล

ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลระบุว่ามีขบวนการกลุ่มผู้ไม่หวังดีพยายามปล่อยข่าวเพื่อสร้างกระแสให้เกิดความสับสนโดยอาศัยกรณีราคาข้าวตกต่ำ

ทั้งนี้ มีข้อน่าสังเกตว่าช่วงนี้สาวกขบวนการระบอบแม้วต่างดาหน้าออกมาโจมตีรัฐบาลกรณีราคาข้าวตกต่ำ พร้อมทั้งพยายามปลุกผีโครงการรับจำนำข้าวโดยอ้างว่าเป็นโครงการที่ช่วยเหลือชาวนาให้ลืมตาอ้าปากได้

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด อดีต สส.พรรคเพื่อแม้วถือโอกาสออกมาประชดประชันเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ขอโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมทั้งขอแนะนำการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าว

ความพยายามสุมไฟโดยอ้างปัญหาราคาข้าวตกต่ำสะท้อนถึงสถานการณ์ที่เข้าตาจนเข้าไปทุกขณะของขบวนการระบอบแม้ว โดยเฉพาะคดีโครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์กำลังคืบหน้าไปเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานหาผู้กระทำผิดที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายร้ายแรงที่เกิดกับชาติบ้านเมืองทั้งทางอาญาและทางแพ่งไม่ว่าผู้กระทำผิดจะใหญ่แค่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลยคนสำคัญซึ่งมีแนวโน้มนับถอยหลังใกล้คุกและต้องชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดิน 35,700 ล้านบาท เข้าไปทุกขณะ ประกอบกับภายใต้สถานการณ์ของระบอบแม้วที่พ่ายแพ้ในทุกแนวรบจึงอยู่ในภาวะเลือดเข้าตา พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ชาติบ้านเมืองลุกเป็นไฟภายใต้แนวคิดที่ว่า หากตัวเองอยู่ไม่ได้ก็อย่าหวังว่าชาติบ้านเมืองจะอยู่อย่างสงบสุข

ทีมข่าวการเมือง

จุดด้อยแฝงในความปึ้ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 31 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707305

 

หยอกล้อดาราเด็ก อำนักข่าว อารมณ์ดีเป็นพิเศษ

ตามบทพรีเซ็นเตอร์โฆษณายาหอมอัดเม็ดโอทอป ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. รับเป็นเซเลบฯกิตติมศักดิ์ให้กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมาจัดอีเวนต์ที่ทำเนียบรัฐบาล ทำให้บรรยากาศก่อนประชุมคณะรัฐมนตรีเต็มไปด้วยสีสัน

ในฉาก “นายกฯลุงตู่” กินยาหอมแล้วทำให้ใจเย็น แต่ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากอารมณ์ส่วนลึกของผู้นำที่กำลังสบายอกสบายใจไร้กังวล

ตามสถานการณ์ที่ “กุมสภาพ” ไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ภายใต้สภาวการณ์ที่โผโยกย้ายทหารนิ่งไร้แรงกระเพื่อม แรงเสียดทานทางการเมืองก็อยู่ในวิสัย “เอาอยู่” ดูได้จากเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอกที่โดนพรรคเพื่อไทยและค่ายประชาธิปัตย์ช่วยกันตีปี๊บดักทางก็ยังจุดกระแสต้านไม่ติดเท่าไหร่

ในเหลี่ยมที่เจ้าตัวแกล้งหยอด แบไต๋จะอยู่ต่อด้วยกลไกประชาธิปไตยที่สง่างาม

โดยเฉพาะ “ป๋าเปรมโมเดล” เส้นทาง “นายกรัฐมนตรีคนกลาง” ที่ทีมงานนายหน้าอำนาจพิเศษโยนหินถามทางออกมาแล้ว ส่อแววแบบที่เจ้าตัว พล.อ.ประยุทธ์

ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

หยั่งกระแสสังคมคล้อยตามโอกาสความเป็นไปได้มากกว่าทักท้วง

นั่นหมายถึงประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจและยอมรับสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน

ตามรูปการณ์หลังการประชามติที่ผลออกมาเพิ่มระดับความชอบธรรม กระแสส่งให้ผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ มาถึงจุดที่มีกำแพงให้พิงหลังอย่างแน่นๆ

ทุกอย่างเดินไปตามแผน พิมพ์เขียวอำนาจล็อกยาวอย่างต่ำ 6-7 ปี

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็มีปัญหาให้ต้องแก้โจทย์เฉพาะหน้า

กับการปรับฟอร์มการบริหารของ ครม.ท็อปบูต ตามสถานการณ์ล่าสุดที่ชัดเจนขึ้นอีกระดับเมื่อ “บิ๊กตู่” ยอมรับเองว่า ต้องมีการปรับ ครม.

เพราะบางกระทรวงมีการขอ “ตัวช่วย” เพิ่ม

ที่แน่ๆโฟกัสรอบนี้ จุดปัญหาอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามปรากฏการณ์แบบที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ออกปากเองเลยว่าจะขอหารือกับนายกฯเพื่อขอ รมช.ช่วยแบ่งภาระ เพราะงานในกระทรวงเยอะมาก

ตรงกับตัวเลขที่สะท้อนจากโพล กระทรวงนี้คะแนนต่ำตลอด

แต่จุดสำคัญกว่านั้น มันยังมีประเด็นของอาการขัดลำ แบบที่ต้องเปลี่ยนคำสั่งให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯมากำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯแทนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

และนั่นก็ล้อกับข่าววงในกระเส็นกระสายมาเป็นระยะ ปัญหาการประสานงานระหว่างนายสมคิดกับ พล.อ.ฉัตรชัยซึ่งรู้กันอยู่ว่า เป็นสายตรงระดับเพื่อนรักของ “นายกฯลุงตู่”

อารมณ์เดียวกับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ที่มีข่าวไม่ค่อยเล่นเป็นทีมเดียวกับนายสมคิด แต่เน้นรายงานตรงถึงนายกรัฐมนตรี

สถานการณ์ ณ ตอนนี้ ทีมเศรษฐกิจมีปัญหาการเล่นไม่เข้าขา

อย่างไรก็ตาม ประเมินจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ก็คงทำแค่ปรับเพิ่มรัฐมนตรีช่วย 2 เก้าอี้ เสริมทีม ครม.ให้เต็มจำนวนโควตารัฐมนตรี 35 ตำแหน่ง

ตามสไตล์ของทหารขี้ระแวง ไม่ไว้ใจคนไม่รู้จักง่ายๆ ทำให้ต้องจำกัดคนเลือกใช้งานอยู่กับวงแคบๆในหมู่ขุนทหารด้วยกัน หรือไม่ก็ข้าราชการประจำที่เรียนร่วมรุ่น วปอ.

ยังไงก็สลัดข้อด้อยตามฟอร์มของรัฐบาลท็อปบูตไม่หลุด

ในขณะที่จุดเดิมพันสำคัญมันอยู่ตรงช่วง 1 ปีครึ่งนับจากนี้จนถึงวันเลือกตั้งตามโรดแม็ป

“นายกฯลุงตู่” ต้องแสดงให้ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่โหวตผ่านประชามติได้เห็นว่า ตัดสินใจถูกต้องในการมอบอำนาจให้รัฐบาล คสช.ตีตั๋วต่ออำนาจพิเศษยาว

ซึ่งนั่นก็หนีไม่พ้นวัดจากผลงานการบริหารปัญหาปากท้อง

มันจึงต้องประคองให้ดี อันตรายอยู่ที่อารมณ์หงุดหงิดกับปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลของ “นายกฯลุงตู่” ต้องไม่ปล่อยให้อาการเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน

เพราะมันเสี่ยงทำให้สถานการณ์พลิกวูบวาบได้ง่ายๆ.

ทีมข่าวการเมือง

 

ในจุดที่หลังพิงกำแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706064

 

จากคนเงียบๆสไตล์นักรบหมวกไบเลย์แดง ไม่ค่อยมีข่าวกับใคร

แต่ชั่วโมงนี้ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ.ที่ปกติจะนัดเตะบอลกับทีมนักข่าวเป็นประจำ สังเกตได้เลยว่าแมตช์สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยสื่อมวลชนล้อมหน้าล้อมหลัง เกาะติดทำข่าว สัมภาษณ์ ทำสกู๊ป รายงานพิเศษเส้นทางว่าที่ ผบ.ทบ.คนใหม่

เรียกว่ามาแบบเซอร์ไพรส์ แต่ก็เป็นอะไรที่ฮือฮาแล้วก็จบเลย

พอสื่อเสนอข่าวโผทหารชัดว่าใครเป็นใครกระแสก็ซาลงไป ไม่มีแรงกระเพื่อมใดๆ เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายทหารที่คลื่นสงบราบเรียบที่สุด

นั่นหมายถึง “จุดตัดสิน” เป็นอะไรที่ต้องยอมรับทุกฝ่าย

ไม่ใช่วัดกันที่พลังของบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์ หรือบ้านใหญ่ย่านโชคชัย 4 แบบที่มองกันเท่านั้น

ในอารมณ์แบบ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. แกล้งฟ้อง “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในวันตบเท้าอวยพรวันเกิด ต่อหน้า “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

สื่อชอบทำให้ทะเลาะกัน ไม่มี ชาติหน้าก็ไม่ทะเลาะ

มันก็น่าจะสะท้อนจากปรากฏการณ์จริงๆที่ไม่มีอะไรในกอไผ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตำนาน “3 ป บูรพาพยัคฆ์” ความผูกพันระหว่าง 3 คนพี่น้อง พี่ใหญ่ “บิ๊กป้อม” น้องเล็ก “บิ๊กตู่” และพี่รองคือ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

ที่ “พี่ใหญ่” ยืนยันเองกับปาก ไม่มีวัน “หักกัน” ไม่ว่ากรณีใดๆ

ตามรูปการณ์ โผทหารรอบนี้มาจากไฟต์บังคับที่บีบให้ “ลงล็อก” เองตามบุญตามกรรม

แต่แน่นอน โดยโพยที่ออกมาถือว่า เข้าสถานการณ์การคืนความชอบธรรมให้กับกองทัพ ให้โอกาส “ทหารอาชีพ” ที่เติบโตมาตามสายงาน

ล้างภาพกองทัพจากบริษัทจำกัด ตัดไลน์นักรบบูรพาพยัคฆ์ต่อคิวยึดเก้าอี้จ่าฝูงกองทัพบกยาวจนปลายแถวอยู่เชิงสะพานพุทธฯ

จุดนี้เลยอาจทำให้ขุมข่าย “นักรบเสือตะวันออก” สะดุด

แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ นาทีนี้ไม่ว่าใครจะนั่งแท่น ผบ.ทบ.คอยคุ้มกันหลังให้ก็ไม่สำคัญ

นั่นก็เพราะสัญญาณจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในคิวโหวตประชามติ และเสียงจากผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองอย่าง “ป๋าเปรม” ที่พูดชัด จะทำทุกอย่างเพื่อช่วย “บิ๊กตู่” บรรลุภารกิจสำคัญของชาติ นี่แหละคือกองกำลังการ์ดคุ้มกันที่แน่นปึ้กสุด

“นายกฯประยุทธ์” อยู่ในจุดที่มีกำแพงพิงหลังแน่นๆ

และทุกอย่างกำลังเข้าล็อกเดินหน้าตามแผน ตามจังหวะที่เจ้าตัวแบะท่าล้อตามกระแส พูดออกอากาศดังๆให้ได้ยินทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จะอยู่ต่อด้วยกลไกประชาธิปไตยที่สง่างาม แต่ยังไม่รู้จะมาอย่างไร

แปลไทยเป็นไทยในภาษาทางการเมือง

นายกรัฐมนตรีคนต่อไปชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แน่

ตามเหลี่ยมที่โคตรเซียนการเมืองอ่านทางไว้ ต้องมีการชิงจังหวะ “ปล่อยของ” ในห้วงกระแสน้ำขึ้น เพื่อส่งสัญญาณให้นักการเมือง ทุนการเมือง ได้เลือกข้างถูก

เอาเป็นว่า เกมไหลมาถึงตรงนี้ โจทย์ของนักการเมืองไม่ได้อยู่ที่การท้าทาย “บิ๊กตู่” มาสู้ในเกมเลือกตั้งที่ตัวเองถนัด ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์หรือค่ายเพื่อไทยที่หวังดีแฝงประสงค์ร้ายกวักมือเรียกหัวหน้า คสช.ตั้งพรรคการเมืองสู้เพื่อความสง่างาม

ซึ่งคำตอบก็รู้กันอยู่แก่ใจ มันไม่มีทางเป็นไปได้

ในเมื่อเส้นทางที่ปูทางไว้ ไม่ใช่ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” แต่เป็น “นายกรัฐมนตรีคนกลาง” ตามแบบ “ป๋าเปรมโมเดล” ที่พรรคการเมืองต้องเอาเสลี่ยงไปเชิญมา

โดยสถานการณ์ “นักเลือกตั้งอาชีพ” ต้องรีบเกาะขบวนพิเศษ คสช.ให้ทัน

วันนี้ประชาธิปัตย์ต้องหาทางโยก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่โหวตสวนประชามติ ออกจากหัวหน้าพรรคก่อน เพราะภาพขัดขาทหาร ไม่เช่นนั้นก็คงร่วมงานรัฐบาลเปลี่ยนผ่านกับ พล.อ.ประยุทธ์ยาก

แต่ที่ลำบากกว่าก็คือพรรคเพื่อไทย เพราะภาพที่ยืนอยู่ขั้วตรงข้าม คสช.

จะเลี้ยวหักมุมยังไงไม่ให้คว่ำเทกระจาด.

ทีมข่าวการเมือง

 

ผู้นำควบแน่น คุมดุลเปลี่ยนผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703530

 

จับอาการ “ประยุทธ์”มั่นใจ“ภูมิคุ้มกัน”เดินหน้าประเทศ

ภัยธรรมชาติโหดร้ายเมื่อยามโลกขาดสมดุล

กับเหตุธรณีพิโรธ แผ่นดินไหวต่อเนื่องกันหลายทวีป จุดใหญ่ที่แผ่นดินยุโรป ประเทศอิตาลี ทำให้คนเสียชีวิตกว่า 250 ศพ ในเวลาไล่เลี่ยกับเหตุเกิดที่ทวีปเอเชีย ประเทศพม่า ทำให้โบราณสถาน เจดีย์ วัดพังถล่มเสียหายจำนวนมาก

แรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทย คนที่อยู่บนตึกสูงในเมืองกรุงต้องหนีกันโกลาหลอลหม่าน

สถานการณ์อยู่ในช่วงเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อก

และโดยจังหวะที่ล้อไปกับเหตุแผ่นดินไหว ตัดฉากกลับมาที่บรรยากาศทางการเมืองมันก็มีปรากฏการณ์สั่นสะเทือนในระดับหลายแมกนิจูด 2–3 เหตุการณ์ในจังหวะต่อเนื่องกัน

ไล่ตั้งแต่ปฏิบัติการลงดาบฟัน 2 คนดัง 2 กรณีที่กำลังร้อนๆ

โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งให้ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระงับการปฏิบัติราชการ หรือหน้าที่ในกรุงเทพมหานครเป็นการชั่วคราวโดยยังไม่พ้นจากตำแหน่ง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนในระหว่างนี้

พ่วงด้วย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ อําเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ให้ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในเทศบาลเมืองบ้านไผ่เป็นการชั่วคราวโดยยังไม่พ้นจากตำแหน่ง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเช่นเดียวกัน

เป็นอะไรที่ลุ้นกันมาเป็นระยะ สุดท้ายไม่รอดสันดอน

ซึ่งกรณีของ “หมอเปรม” นั้น ว่าไปก็ถือเป็นพฤติกรรมส่วนตัว ที่บังเอิญเป็นข่าวสังคมส่วนหนึ่งติดตามให้ความสนใจในเรื่องราวกำกวมของอดีตนักการเมืองคนดัง

ต่างจากกรณีของผู้ว่าฯ กทม.ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่กระทบกับคนจำนวนมาก

อย่างที่รู้กัน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ นั้นมีหัวเชื้ออยู่แล้ว จากการถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการทุจริตโครงการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของ กทม.วงเงิน 39.5 ล้านบาท

ไม่นับสารพัดปมเทาๆ ที่ถูกคนในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเองสาวไส้

ประกอบกับปัญหาเรื่องน้ำๆที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ทำให้คนเมืองกรุงหงุดหงิดมาตลอด จนมาถึงคืนก่อนที่จะโดนคำสั่งมาตรา 44 ก็มีสภาพน้ำท่วมขังรอการระบายจากฝนถล่มเมืองกรุงอย่างหนัก

นั่นก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยเหตุที่ถึงจุดต้องโดนหักดิบ

และวันเดียวกันเลยกับที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์โดนดาบมาตรา 44 ฟัน สั่นสะเทือนสถานะของพ่อเมืองกรุงเทพฯ โดยไม่ได้รับการงดเว้นแม้จะมีสถานะพิเศษ

อีกด้านหนึ่งมันก็มีเหตุการณ์ที่อดีตรัฐมนตรีคนดังในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องเดินเข้าไปใช้ชีวิตเรือนจำ

เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินคำคุก “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบ-วงศ์ลี อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ

ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีมีการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)

มือทำงานของ “ทักษิณ” โดนเช็กบิล ติดคุกจริง

พวกที่อยู่ในข่ายติดชนัก น่าจะเกิดอาการสั่นไหวไปตามๆกัน

และอีกปรากฏการณ์ที่ถือว่าก่อแรงสั่นสะเทือน

อย่างลึกๆในเกมของฝ่ายความมั่นคง นั่นคือโผการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีที่หลุดออกมาทางสื่อมวลชน

ออกมาแบบพลิกล็อก เหนือการคาดหมาย

โดยเฉพาะในตำแหน่งของผู้บัญชาการทหารบก รวมถึงแม่ทัพภาคที่ 1 หน่วยสำคัญที่เป็นกำลังหลักในการเสริมฐานความแน่นของรัฐบาล คสช.

ไม่ใช่สายบูรพาพยัคฆ์อย่างที่ต่อแถวกันไว้

ตามข่าววงในเหตุผลเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการคืนความชอบธรรมให้บุคลากรในกองทัพที่เติบโตตามสายงานมา เป็นลำดับ ลดดีกรีความอึดอัดในกองทัพ

ล้างภาพวงศ์เทวัญ บูรพาพยัคฆ์ ให้จางไป

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา ส่วนใหญ่มองในมุมของการสลายขั้วอำนาจบูรพา-พยัคฆ์ การหักดิบกันในหมู่พี่ๆน้องๆ

มองลึกไปถึงการฟื้นพลังอำนาจบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์

เรื่องของเรื่อง มองในมุมของแรงกระเพื่อม โผทหารพลิกล็อก อดีตรัฐมนตรีมืองาน “ทักษิณ” ติดคุก และลงดาบมาตรา 44 สั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.

หากเทียบกับแผ่นดินไหว ก็ในระดับหลายแมกนิจูด

แต่อย่างไรก็ตาม ประเมินจากสถานการณ์ของผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ กลับไม่ได้รู้สึกถึงผลกระทบจากแรงสั่นไหวทาง การเมืองสักเท่าไหร่

และจริงๆอาการของผู้นำรัฐบาล คสช.ก็นิ่งมาตั้งแต่การเผชิญสถานการณ์ ระเบิดป่วนเมืองในจังหวัด ท่องเที่ยวภาคใต้ลามมาถึงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เสียงตูมตามไม่ได้ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์เสียการทรงตัวแต่อย่างใด

สามารถคุมกระแสตื่นตระหนกตกใจไม่ให้ขยายวงได้

ทั้งหลายทั้งปวงเลย โดยกระบวนท่านิ่งๆ อาการทรงตัวแน่นๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ มันเกิดขึ้นหลังผลการลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม

ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ต่อตั๋วอำนาจพิเศษให้

ในจังหวะประกอบกับโพลสำนักต่างๆได้สะท้อนผลสำรวจความนิยมของประชาชนในโอกาสครบรอบ 2 ปีรัฐบาลทหาร คสช.

ตัวเลขส่วนใหญ่ออกมาตรงกัน รัฐมนตรีคนอื่นได้คะแนนผ่านเฉียดฉิว หรือสอบตกก็มี

มีแค่ พล.อ.ประยุทธ์ ที่คะแนนนิยมนำโดดอยู่คนเดียว

นั่นก็สะท้อนนัยว่า คะแนนโหวตประชามติที่ออกมา ประชาชนที่ลงคะแนนให้ผ่านทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ไม่ได้มาจากพอใจในเนื้อหา

แต่เพราะความศรัทธาในตัวผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์

ถึงจุดที่พูดได้แล้วว่า “บิ๊กตู่” เป็นพวก “มีแสงในตัวเอง”

ในอารมณ์ที่นักเลือกตั้งอาชีพบางส่วนยังต้องยอมรับว่า ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.เก่งจริง ทั้งการเดินหมากเกมอำนาจตามยุทธศาสตร์แบบฝ่าย เสธ.ทหาร

เชี่ยวแม้แต่บทนักการตลาด เล่นกระแสเบียดครองพื้นที่ข่าว

อย่างที่เห็นอาการฉุนเฉียว พล.อ.ประยุทธ์แกล้งขึ้นเสียงเขียวกับสื่อ แต่แทรกอารมณ์ดี

และพักหลังจะเห็นถี่ๆกับการโชว์บทพ่อค้าขายข้าวแกงในงานอีเวนต์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล หรือการเดินสายลงพื้นที่ภาคอีสานที่จังหวัดร้อยเอ็ด นายกฯก็มีการปรุงแกงอ่อมไก่ ตำส้มตำ แจกให้รัฐมนตรีและผู้ติดตามชิม

ชิงกระแสช่วงน้ำขึ้น ผู้นำทำอะไรก็ดูดี ดูน่ารักไปหมด

หรือในโหมดของการโชว์อำนาจเด็ดขาดในฐานะ ผู้นำที่รับผิดชอบสูงสุด พล.อ.ประยุทธ์ก็แสดงให้เห็นในการทุบโต๊ะประเด็นการให้ ส.ว.สรรหาร่วมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

ฟันธงเลยว่า เป็นสิทธิของ ส.ส.ในยกแรก

เบรกกระแสได้คืบเอาศอก เริ่มมีเสียงต่อต้าน อาการกระสันของพวกลากตั้ง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สังเกตได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ได้ปิดทางตัวเอง กรณีของการถูกชูให้เป็นนายกรัฐ-มนตรีหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่อย่างใด

นั่นหมายถึงจะไม่ซ้ำรอยตระบัดสัตย์เพื่อชาติเหมือนยุค พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ

เอาเป็นว่า โดยรูปแบบพิธีการในสภาก็ว่ากันไป

แต่คำตอบสุดท้ายรู้กันทั้งประเทศแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ คือนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันและคนต่อไป

ก็อย่างที่ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พูดชัดๆในงานอวยพรวันเกิดล่าสุด “ป๋าอายุมากแล้ว ก็อยากจะช่วยตู่เท่าที่สามารถจะช่วยได้”

“ขอให้ตู่มั่นใจว่าทหารแก่อย่างเราจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ตู่สามารถทำงานบรรลุภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของชาติ ถ้าไม่ได้ก็ต้องทำต่อไปจนกว่าจะได้”

ทั้งเสียงผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ทั้งประชาชนส่วนใหญ่มอบฉันทามติให้

พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในภาวะผู้นำที่ตกผลึกอำนาจ

ตามสถานการณ์ที่คาดกันได้ กับ “ป๋าเปรมโมเดล” เส้นทางในตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์

หลังเลือกตั้งที่ปูกันไว้ ไม่จำเป็นต้องตั้งพรรคการเมือง ไม่จำเป็นต้องเกลือกกลั้วกับนักเลือกตั้ง

เชื่อว่า มีนักการเมืองพร้อมเอาเกี้ยวไปเชิญมานั่งหัวโต๊ะรัฐบาล

อย่างที่เจ้าตัวเน้น ขีดเส้นใต้ไว้

นายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นใคร ต้องสง่างาม

สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

แต่ต้องเป็น “นายกรัฐมนตรี” คนกลาง.

“ทีมการเมือง”

 

กุมสภาพแล้ว ‘จัดใหญ่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703319

 

คลื่นลมสงบ

ในห้วงที่หลายปมเบียดแทรกแย่งกันมาเป็นเรื่องร้อนทางการเมือง ทั้ง “กรธ.หัก สนช.เรื่องอำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯคนนอก-โผทหาร-ฟ้าผ่าคุณชายหมู-จำคุกอดีตรัฐมนตรี”

แต่ดูเหมือน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.จะคอนโทรลสถานการณ์ คุมประเด็นไม่ให้แตก ไม่ให้กระเพื่อม แบบที่เรียกว่าเล่นได้อยู่หมัด

กุมสภาพได้หมด

ในห้วงที่ดึง “ดุลอำนาจ” มาไว้เต็มมือ หลังคิวประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สู่โหมดจัดระเบียบอำนาจ

ถากถางเส้นทางสู่ดวงดาว “ผู้นำที่สง่างาม” ในกาลข้างหน้า

ทั้งประเด็นปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้อง “คำถามพ่วง” เปิดช่อง ส.ว.แต่งตั้งโหวตเลือกผู้นำที่ถกเถียงกันถึงอำนาจ ส.ว. &ldquoldquo;ชงชื่อนายกฯคนนอก” มะรุมมะตุ้มในวง สนช.-กรธ. และคนการเมืองผสมโรง

ถึงเวลา “บิ๊กตู่” เอ่ยปาก ยิงโป้งเดียว เหมือนเป็นสัญญาณพิเศษจากต้นขั้วอำนาจพิเศษ

ทีม กรธ.ปรับแก้ในทิศทางที่ทั่นผู้นำชี้ช่อง

ถึงแม้จะไม่ได้ให้อำนาจ ส.ว.เสนอชื่อ แต่ที่ ส.ว.ได้เข้าร่วมกระบวนการโหวตเลือกผู้นำร่วมกับ ส.ส.ตั้งแต่ขยักแรก และด้วย “250 เสียง” ส.ว.แต่งตั้ง จำนวนพอๆกับ 1 พรรคการเมืองใหญ่ เป็นปัจจัยชี้วัดในการลงมติตั้งแต่เริ่มต้น

มีช่องคอนโทรลได้ตั้งแต่ขยักแรก และยังคุมได้เบ็ดเสร็จในขยักที่ 2

เท่านี้ก็น่าจะเข้าเป้าแล้ว

เช่นเดียวกับ คิวออกคำสั่งมาตรา 44 พักงาน “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. จากกรณีถูกตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน เพื่อเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบ

เป็นการเลือกลงดาบถูกจุด หลังเกิดภาวะฝนตก “น้ำขังรอการระบาย” ในพื้นที่เมืองหลวง อีกหนึ่งประเด็นที่ “ผู้ว่าฯหมู” โดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพในการทำหน้าที่

เมื่อคาดโทษมาหลายครั้ง คำรามขู่มาหลายรอบ “บิ๊กตู่” ไม่ใช้อำนาจพิเศษ “ฟัน”ปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน แต่เมื่อสะดุดเงื่อนกฎหมาย รวมทั้งด้วยสไตล์ที่มองได้ว่า ค่อยๆบ่มมะม่วง ถึงเวลา “ปลิดขั้ว” ทิ้งโดยง่าย

จัดการ “ลงดาบ” สนองอารมณ์คนกรุงที่เริ่มมีเสียงบ่นดังขึ้นอีกครั้ง

ในภาวะถือ “แต้มต่อ” เต็มมือ ไม่หวั่นแม้จะมีเงากองเชียร์วีไอพีอย่าง “ลุงกำนัน” ช่วยยื้อ

แต่ปมใหญ่ที่ต้องชั่งน้ำหนัก คิดจนถี่ถ้วน ก็เป็นรายการจัดบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปี แต่ “บิ๊กตู่” ก็กล้า “เคาะแรง”

แต่นั่นก็ต้องผ่านการหารือกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะที่มอบหมายให้ดูแลกองทัพ และในฐานที่เป็น “พี่ใหญ่”

ตามโผสรุปที่ชื่อของ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ.ขึ้นนั่งเก้าอี้ “จ่าฝูงกองทัพบก” คนใหม่ แซงแคนดิเดต “บิ๊กแกละ” พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ.เข้าวิน กระทั่งตำแหน่งสำคัญๆ โดยเฉพาะ “แม่ทัพภาคที่ 1”

แคนดิเดตท็อปบูตสาย “บูรพาพยัคฆ์” วืดเป้า พลิกขั้วกันเลย

ทั้งหมดทั้งปวง ก็อย่าง “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ประสานเสียงว่าร่วมพิจารณาตามที่ ผบ.เหล่าทัพเสนอชื่อ

2 พยัคฆ์ คสช.ร่วมเคาะ

และว่ากันไปตามความเหมาะสม ทั้งสถานการณ์ ความเป็นธรรมกับโอกาสในการก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดในกองทัพของท็อปบูตสายอื่นๆ เพื่อความเป็นเอกภาพในกองทัพ

รวมทั้งปัจจัยสำคัญ “สัญญาณพิเศษ” กับการจัดระเบียบบ้านเมืองในห้วงเปลี่ยนผ่าน

ทั้ง 2 บิ๊ก คสช. จูนรับคลื่นความถี่สูงต่อตรง

ถึงจะคาใจ แต่เหตุผลที่ยกมาในคิว “สลับขั้ว” ก็พอ “เข้าใจได้”

เป็นจังหวะแรงและเร็วของ “บิ๊กตู่” ไหลตามกระแสหนุนตามอารมณ์ของผู้คนในสังคมก็น่าจะมองตรงกับที่ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่เอ่ยให้กำลังใจ “บิ๊กตู่”

“เชื่อมือนายกฯ”

เมื่อถึงจุดที่มั่นใจ จึงน่าจะมีปมใหญ่ที่ไม่คิดว่าผู้นำ “จะกล้า” ตามมาอีก.

ทีมข่าวการเมือง

 

แชร์อำนาจให้ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702359

 

ดับฝันเพื่อนแม่น้ำร่วมสาย

ในอารมณ์ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โชว์บทแข็งกร้าว ตีความตามตัวอักษร ในการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องคำถามพ่วงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่รับมุกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ขอเพิ่มอำนาจ ส.ว.ให้มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ หากการเฟ้นตัวนายกฯ ตามบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอมา ไม่ประสบผลสำเร็จ

“ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ทุบโต๊ะให้ ส.ว.มีอำนาจแค่เฉพาะโหวตเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส.ในช่วง 5 ปีแรกเท่านั้น โดยคงอำนาจให้ ส.ส.เสนอชื่อนายกฯ ในทุกกรณีตามเดิม

ยอมขัดใจสายแข็งอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ยิงสัญญาณให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ

บล็อกเส้นทางอำนาจไม่ให้สภาสูงชงชื่อนายกฯ คนนอกเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

แต่ยังต้องลุ้นด่านสำคัญต่อไปคือ ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะตีความการแก้ไขบทเฉพาะกาล พลิกกลับมาให้วุฒิสภามีอำนาจชงชื่อนายกฯตามเจตนารมณ์ของ สนช.หรือไม่

นักการเมืองยังลิงโลดไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรตามกลไกที่ซ่อนไว้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขั้วการเมืองยังตกเป็นรองท็อปบูตอยู่วันยังค่ำ

จากจำนวน ส.ว.250 คน หรือ 1 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภา 750 คน เสมือนเป็นพรรคการเมืองเสียงข้างมากกลายๆ หากไม่กดปุ่มไฟเขียวให้ใคร ก็อย่าหวังจะฝ่าด่านเข้ามาเป็นนายกฯได้ รวมทั้งกลไกการคิดคะแนนเลือกตั้งแบบพิสดารล้ำลึก “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” สกัดพรรคใหญ่ไม่ให้ได้ ส.ส.เกินความจำเป็น

ประตูนายกฯคนนอกยังเปิดกว้าง แม้ห้าม ส.ว.ใช้สิทธิเสนอชื่อ แต่ ส.ส.ยังสามารถเสนอชื่อแทนได้

ตามที่ขั้วการเมืองหยั่งสัญญาณออก ขยับเดินสายกระชับความแนบแน่นกับฝั่งกองทัพ ตีตราจองการร่วมรัฐบาลล่วงหน้า

โดยเฉพาะพรรคขนาดกลาง ที่พลิ้วร่วมงานได้ทั้งรัฐบาลทหารและพลเรือน ก็เป็นไปได้ หากพรรคเอสเอ็มอีจะถูกใช้เป็นร่างทรงเสนอชื่อนายกฯคนนอก แลกโควตาร่วมรัฐบาล

แนวโน้มยังมีความจำเป็นต้องมีผู้นำคนนอก เพื่อกระชับอำนาจระยะยาว

ยิ่งภาวการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กำลังติดลมบนจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ได้รับฉันทามติท่วมท้น และผลโพลที่ประชาชนสะท้อนความพอใจการทำงาน “นายกฯตู่”

จึงเป็นอะไรที่สบโอกาสเพิ่มความชอบธรรม ให้ใช้ความเด็ดขาดแก้ปัญหาต่างๆ ทำแต้มในช่วงที่กำลังเดินไปสู่โรดแม็ปเลือกตั้งปลายปี 2560

กับกรณีล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจมาตรา 44 พักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เซ่นปัญหาการบริหารงานผิดพลาดซ้ำซาก

ขณะเดียวกันก็ต้องคอนโทรลอำนาจฝ่ายเดียวกัน ไม่ให้ระหองระแหงกันเองช่วงเปลี่ยนไม้

ตามรูปการณ์ล่าสุดที่โผจ่าฝูงกองทัพบก พลิกจากชื่อ “บิ๊กแกละ” พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสนาธิการทหารบก มาเป็น “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เบียดขึ้นแท่น ผบ.ทบ.ในนาทีสุดท้าย

แชร์อำนาจให้หน่วยรบพิเศษ ฝั่งบ้านใหญ่เทเวศร์ ผงาดขึ้นเป็นใหญ่แทนค่ายบูรพาพยัคฆ์ที่ผูกขาดความเป็นเบอร์หนึ่งในกองทัพมาหลายปี

ฟ้องให้เห็นจากภาพที่ “บิ๊กตู่” นำทีม ครม.- ผบ.เหล่าทัพ เข้าคารวะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ

อวยพรวันเกิดครบ 96 ปี ภายใต้บรรยากาศชื่นมื่น ถึงขั้นที่ “บิ๊กตู่” กวักมือเรียก “บิ๊กป้อม” ไปกระเซ้าเอื้อนเอ่ยวลี “เราไม่มีทะเลาะกัน ชาติหน้าก็ไม่ทะเลาะ”

แม้กระทั่งการเพิ่มโควตา สนช. จาก 220 คน เป็น 250 คน มาเร่งผลิตกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เพื่อให้พวกพ้องในกองทัพที่ใกล้เกษียณมีที่นั่งรองรับ ไม่ให้ขาลอยภายหลังลงจากหลังเสือ

แต่ถอดรหัสทางลึกเป็นการเติมคนจากอีกสายมาถ่วงดุลอำนาจให้เกิดความสมดุลภายใน สนช. ไม่ให้เทน้ำหนักไปอยู่ที่ สายใดสายหนึ่ง

ไม่ให้เกิดรอยร้าวซ้ำรอยเหมือนกรณีเลือกผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มีการเปิดศึกแบ่งขั้วในองค์กร จน “บิ๊กตู่” ต้องใช้มาตรา 44 ระงับการสรรหา หย่าศึกขัดแย้ง ไม่ให้ขยายวงออกไป

เซตระบบตอบแทนเครือข่ายองคาพยพที่ร่วมแรงร่วมใจลงเรือลำเดียวกันมาให้ได้รับความพอใจถ้วนทั่ว

แชร์อำนาจให้ลงตัว เพื่อเอกภาพในอนาคต.

ทีมข่าวการเมือง

 

จังหวะเปิดให้ขยับ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701079

 

“สากกะเบือยันเรือรบ” ของจริงเลย

จากบทพ่อค้าขายข้าวแกงที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันประชุม ครม. รุ่งขึ้นอีกวันก็ไปเปิดร้านตำส้มตำ ปรุงแกงอ่อมไก่อร่อยที่สุดในโลกที่ภาคอีสาน

ตามฉากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เดินสายลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐในจังหวัดร้อยเอ็ด

ปั่นทอผ้าไหมโชว์สื่อ เดินกินถั่วคั่ว ชิมปลาร้าบอง เพลินเขาล่ะ

ในวันที่กระแสน้ำขึ้น “นายกฯลุงตู่” ทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมด

แต่ในวงเล็บ เฉพาะแค่ “นายกฯลุงตู่” คนเดียวเท่านั้น ที่คะแนนนิยมต้นทุนหน้าตักยังหนา

ตามปรากฏการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องบอกปัดจะไม่ปรับ ครม.ตามกระแสโพลหลายสำนักได้สะท้อนระดับความพอใจของประชาชนต่อผลงานของรัฐบาล “นายกฯลุงตู่”

ในโอกาสครบรอบ 2 ขวบปี ครม.ท็อปบูต

ปรากฏมีแค่ “นายกฯลุงตู่” ที่คะแนนโดด นอกนั้นผ่านแบบคาบเส้นเฉียดฉิว พวกสอบตก รัฐมนตรีโลกลืมก็แทบครึ่งค่อน ครม.

แน่นอนในเหลี่ยมของผู้นำย่อมไม่ต้องการก่อแรงกระเพื่อมไม่ว่ากรณีใดๆ

ยังไงคนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่พูดเรื่องปรับล่วงหน้า

แต่ตามเงื่อนไขที่ส่อเค้าว่า ยังไงก็ต้องมีคิวขยับใน ครม.แน่ๆ ไล่ตั้งแต่คิวของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ยืนยันจะต้องมีการปรับอย่างแน่นอน เนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบ พ.ร.บ.จัดตั้งกระทรวงดิจิทัล เพื่อปรับโครงสร้างกระทรวงไอซีที โดยเปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งตามกฎหมายจะต้องมีการปรับตำแหน่งรัฐมนตรีใหม่

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็พูดออกตัวชัดเจน ได้เรียนนายกรัฐมนตรี ขอรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯเพิ่มอีก 1 คน เพราะงานเยอะมากทำไม่ทัน

และก็เป็น พล.อ.ประยุทธ์ ระบุเอง มีโควตารัฐมนตรียังว่างอยู่ 2 เก้าอี้สามารถ ตั้งเพิ่มได้

จังหวะเปิดให้ขยับปรับ ครม.ตามไฟต์บังคับ

เรื่องของเรื่องเลยประเด็นสำคัญสุดก็ในอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ หลุดโพล่งออกอากาศ 2 คิวติดๆกันให้ได้ยินทั้งประเทศ

“ผมทำงานตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แต่คนบอกว่าไม่มีผลงาน”

“แม้แต่เรื่องผักตบชวาก็ยังต้องให้ผมสั่ง”

นี่คือคำตอบที่สะท้อนความเป็นจริงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง รัฐบาลทหาร คสช.มีปัญหาในการปั่นเนื้องานอย่างปฏิเสธไม่ได้

ทุกอย่างไปโหลดอยู่ที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องแบกหนักอยู่คนเดียว

ถ้าไม่ขยับปรับการทำงาน ระยะยาวย่อมไม่ดีต่อสุขภาพทางการเมืองของผู้นำ

แม้โดยสถานการณ์เหมือนจะได้ “เช็คเปล่า” ประชาชนไฟเขียวคำถามพ่วง เดินหมากได้ตามพิมพ์เขียวอำนาจ คสช.เหมือนต้นไม้ที่ได้น้ำฝนห่าใหญ่กลับมายืนต้นตระหง่าน

แต่การเมืองเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ อารมณ์สังคมเปลี่ยนไว

บทจะพลิกขึ้นมา ก็วูบวาบอย่างน่าใจหาย

เอาเป็นว่า เบื้องต้นเลยในช่วง 1 ปีครึ่งนับแต่นี้ไปก่อนถึงการเลือกตั้งตามโรดแม็ป รัฐบาล คสช.มีการบ้านที่ต้องแสดงให้ประชาชน โดยเฉพาะเสียงส่วนใหญ่ที่โหวตผ่านประชามติได้เห็นว่าตัดสินใจถูกต้องที่ต่อตั๋วอำนาจพิเศษให้ทหาร

เพื่อช่วยประคองสถานการณ์ ฝากผีฝากไข้ได้

ซึ่งจุดที่วัดได้ง่ายและเร็วที่สุดก็คืออาการเดือดร้อนจากปัญหาปากท้อง รัฐบาลของ “นายกฯลุงตู่” จำเป็นต้องยื้อกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นโจทย์ปัญหาสำคัญ

ไม่นับเงื่อนไขแฝงที่พูดกันตรงๆไม่ได้ กับการปรับ ครม.เพื่อตอบแทนพวกพ้องน้องพี่ร่วมเสี่ยงยึดอำนาจกันมาถึงฤดูเกษียณอายุราชการ

พวกหลุดจากกองทัพต้องมีเก้าอี้ ครม.รองรับ ไม่ให้รู้สึก “ขาลอย”

แต่เหนืออื่นใด กับเสียงของกองเชียร์จำนวนไม่น้อยที่รอวัดใจ “นายกฯลุงตู่” จะกล้าหรือไม่ในการลุยปรับ ครม.หักดิบ “เสือซุ่ม” หรือ “สิงห์เงียบ” ที่อาศัย “นายกฯลุงตู่” คอยบังอยู่ฉากหน้า

หลบข้างหลัง สวาปามพุงกางเลย.

ทีมข่าวการเมือง

 

เกมเร็วขยับจองพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699794

 

เคาะโต๊ะแล้วกับเสียงดังๆของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รมว.กลาโหม ฟันธง ส.ส.ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรียกแรก ส่วน ส.ว.รอน็อกยกสอง

ไม่ต้องเถียงกัน เพราะมันก็แค่พิธีกรรมฉากหน้า

ที่น่าสนใจกว่าคือความเคลื่อนไหวฉากหลังกับการขยับตัวของป้อมค่ายการเมืองที่หยั่งสถานการณ์ได้ล่วงหน้า รีบจองพื้นที่โควตารัฐบาลเปลี่ยนผ่าน คสช.หลังเลือกตั้งกันแล้ว

ตามเทรนด์ สเปกของพรรคร่วมฯเน้นไปที่ค่ายเอสเอ็มอี

โฟกัสแรกมุ่งไปที่พรรคชาติไทยพัฒนา แม้จะขาดหัวเรือหลักอย่างอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา และกำลังอยู่ระหว่างการเฟ้นหาแม่ทัพคนใหม่ จะเป็นใครในหมู่พี่น้อง

“หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา หรือ “ลูกท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา

แต่ด้วยพรรษาทางการเมืองที่เหมาะกับภาวการณ์ทางการเมือง ณ ห้วงนี้ หวยน่าจะออกที่ “หนูนา” ในฐานะลูกสาวคนโตที่ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมทางการเมืองมาจากเตี่ยในระดับเข้มข้นกว่า

บวกกับบารมีทางการเมืองที่สั่งสมมานานทั้งในเวทีสภาและโดยเฉพาะการผ่านหลักสูตรสำคัญอย่าง วปอ.รุ่น 50 ที่มีคอนเน็กชั่นกับขุนทหารใหญ่

“หนูนา” เบียดไหล่กับเสือ สิงห์ ป้อมค่ายอื่นได้นิ่งกว่า “ลูกท็อป”

และจริงๆเลยคำตอบมันก็ชัดตั้งแต่ตอนที่ น.ส.กัญจนาพูดเปิดใจในวันที่บิดาจากไปว่าจะสานต่อเจตนารมณ์ในสิ่งที่พ่อได้สร้างไว้

เอาเป็นว่า ใครขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคก็สบายๆ

เพราะมรดกทางการเมืองชิ้นสุดท้ายที่อดีตนายกฯบรรหารทิ้งไว้ให้ลูกหลาน กับ “ลูกเก๋า” เป็นบิ๊กเนมการเมืองคนแรกๆที่ประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ตั้งแต่ก่อนโหวตประชามติ

เป็นอะไรที่ได้ใจทหาร คสช.อยู่แล้ว

นี่คือ “แต้มบวก” ของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ล่าสุดแว่วๆว่าไปจดหัวพรรคเดิมเป็นค่าย “ชาติไทย” มีเปอร์เซ็นต์สูงมากที่จะได้รับตั๋วโควตาเข้าร่วมรัฐบาลเปลี่ยนผ่านของ คสช.

ในสภาพของค่ายเอสเอ็มอีที่มีอนาคตกว่าใคร

ขณะที่ไฮไลต์อีกจุดก็อยู่ที่ค่ายสเปกเดียวกันอย่างพรรคภูมิใจไทย ด้วยเครือข่ายเบื้องหลังที่โยงอยู่กับท็อปบูตสายพี่ใหญ่และกลุ่มทุน “ดิวตี้ฟรีพลังสูง”

ได้สิทธิล็อกพื้นที่ ตีตั๋วร่วมทีมรัฐบาลเปลี่ยนผ่านโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

เว้นเสียแต่กระแสที่แว่วๆข่าวมา เจ้าสัวทุนใหญ่ตัวจริงชักเริ่มไม่แน่ใจกับบุคลิกแบบ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน เป็นมหาเศรษฐีที่พกความมั่นใจในตัวเองเต็มเปี่ยม และจากห้วง 2 ปีที่เป็นหัวขบวนคุมพรรคมาได้แบบนิ่งๆก็น่าจะยิ่งเพิ่มระดับความเป็นแม่ทัพใหญ่

ปัญหาถ้าถึงจุดที่ต้องซ้ายหันขวาหันตาม “นายทุน” ตัวจริง จะเสี่ยงหักลำกันหรือไม่

และอันที่จริงเลย ถ้าเทียบสายสัมพันธ์ลึกๆของทีมงานเบื้องหลังค่ายสีน้ำเงินระดับซี้ย่ำปึ้กกันมาดั้งเดิม ตั้งแต่เป็นนักเรียนขาสั้นก็คือนายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง กับ “เดอะอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร.ที่ผันตัวเองไปนั่งแท่นนายกสมาคมฟุตบอลฯ

ผ่านหลักสูตรจากครูการเมืองยี่ห้อ “มนตรี พงษ์พานิช”

ตามรูปการณ์มันก็ไม่ผิดคาดหมาย ถ้าถึงวันจริงจะมีการสลับคิวให้ พล.ต.อ.สมยศขึ้นแท่นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่วมรัฐบาลกับ “บิ๊กตู่” ที่รู้มือกันมาในช่วงเป็น ผบ.ตร.

สถานการณ์เดียวกัน หันไปที่ค่ายประชาธิปัตย์ที่เงื่อนไขบังคับต้องเปลี่ยนหัว

อุปมาเหมือนรถเพิ่งเกิดอุบัติเหตุคว่ำตีลังกาหงายท้อง รอประเมินความเสียหาย

จากผลโหวตประชามติที่ออกมาหักหน้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ตัดสินใจทางการเมืองสวนทางกับฐานเสียงหลักของพรรคทั้งในพื้นที่ปักษ์ใต้และกรุงเทพฯ

ตรงกันข้ามกลายเป็นทีมของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.ทำผลงานได้เข้าตากองเชียร์ โดยเฉพาะเป็นที่ถูกอกถูกใจทหาร

ไฟต์บังคับ “อภิสิทธิ์” โหวตคว่ำ ย่อมไปกับรัฐบาลเปลี่ยนผ่านของ คสช.ได้ยาก

และเที่ยวนี้ถ้าเกาะรถไฟขบวนพิเศษไม่ทัน ก็ต้องว่างงานจากฝ่ายบริหารไปอีก 6–7 ปี

ประชาธิปัตย์แทบไม่ต้องซ่อมเลย.

ทีมข่าวการเมือง