หาช่องต่อสายไว้เลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698494

 

ก็แค่เกี่ยงกันเรื่องพิธีกรรมในสภาเท่านั้น

เพราะถ้าว่ากันในทางพฤตินัย มันก็เป็นอะไรที่มีคำตอบชัดเจนตั้งแต่การลงประชามติ 7 สิงหาคม ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ได้เลือกแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว

นั่นคือพรรค “ส.ว.สรรหา”

ด้วยตัวเลขเสียงต้นทุน 250 ที่นั่ง ประกอบกับเงื่อนไขระบบเลือกตั้งแบบจัดสรร ปันส่วนผสมในรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ล็อกพรรคการเมืองได้เสียง ส.ส.อย่างมากสุดก็ไม่เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีพรรคการเมืองได้เสียง ส.ส.ข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา 750 เสียง คือ 375 เสียง

เพื่อเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีให้โหวตแบบม้วนเดียวจบในรอบแรก

มันก็ไม่แปลกที่ “วัยรุ่นใจร้อน” ในทีมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าที่ “ส.ว.ลากตั้ง” ในอนาคตอันใกล้ จะล็อกเกมให้ ส.ว.ชงชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอกได้เลย ไม่ต้องรอรอบ 2 รอบ 3

ไหนๆก็รวบรัดตัดเกมให้จบไปเลย ไม่ต้องยึกยักให้เสียเวลา

เพราะไม่ว่าจะอ้อมไปอ้อมมายังไง คำตอบสุดท้ายมันก็ไม่หนีไปจาก “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ตัวเต็ง” ตามโพย “ไฮโลเปิดถ้วยแทง”

ในสภาวะที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็หนีไม่ออก บอกปัดไม่ได้ เพราะเป็นตัวเลือกที่ ตรงสุดกับเงื่อนสถานการณ์ทั้งหลายทั้งปวง

ทั้งการเมืองและนอกเหนือการเมือง

ภายใต้ไฟต์บังคับแบบที่ฝรั่งใช้คำว่า “you have no choice”

เอาเป็นว่า โดยพัฒนาการของความชัดเจนตามเงื่อนไขในคำถามพ่วง พิมพ์เขียวอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านของ คสช.ที่ได้รับอนุมัติจากผลประชามติให้ “ตีตั๋ว” ต่อโปรโมชั่นอำนาจพิเศษ

ถึงตรงนี้กระแสมันข้ามช็อตไปถึงภาพของรัฐบาลผสมชุดต่อไปแล้ว

ตามจังหวะที่กลุ่มโคตรเซียนการเมืองเดาทางเลยว่า อีกไม่นานจากนี้ไป คงต้องมีปรากฏการณ์ “ปล่อยของ” ให้ฮือฮา

ทีมงานอำนาจพิเศษท็อปบูตต้องแสดงความชัดเจน ใช้จังหวะตีเหล็กกำลังร้อนในการส่งสัญญาณให้ป้อมค่ายการเมืองต่างๆ ได้ขยับรับเทรนด์อำนาจเปลี่ยนผ่าน

วางแผนเกาะขบวนรถไฟ คสช.ให้ถูก

เทียบบรรยากาศเหมือนก่อนการเลือกตั้ง ตามสถานะของขั้วการเมืองที่มีแรงดึงดูดสูง ทั้งกลุ่มทุน สปอนเซอร์การเมือง ป้อมค่ายการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพ ก็ต้องวิ่งเข้าหา “นายกฯลุงตู่”

ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่ชัวร์แล้ว

ใครเข้าไม่ถึง ต่อสายไม่ติด ก็ส่อแววต้องไปนั่งซีกฝ่ายค้าน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ว่ากันตามสถานการณ์แบบที่เห็นอารมณ์มึนตึง “บิ๊กตู่” สะบัดหน้า เมินใส่นักการเมืองทุกป้อมค่าย ระหว่างร่วมงานพิธีสำคัญของอดีตนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา ผู้ล่วงลับ

จับอาการ “บิ๊กตู่” ไม่รับดีลตรงกับนักเลือกตั้งอาชีพแน่

ตามบทของคนที่วางเนื้อวางตัว ไม่เกลือกกลั้วกับนักการเมืองที่ตัวเองตั้งแง่รังเกียจ

โดยลีลามันก็ย้อนไปเทียบกับ “ป๋าเปรมโมเดล” ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ลากยาว 3 สมัย 8 ปี

ก็แทบไม่มีการต่อสายตรงกับนักการเมือง

ใช้การเดินหมากผ่าน “ตัวแทน” มีคนคอยเดินเกมประสานหลังฉากให้

ในเครื่องหมายคำถาม แล้วคนที่เหมาะจะเล่นบทนี้สำหรับยุค “บิ๊กตู่” จะเป็นใคร

แน่นอน เป้าโฟกัสก็น่าจะอยู่ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม “พี่ใหญ่” ผู้กว้างขวางในทุกวงการ

แต่อีกคนที่มองข้ามไม่ได้ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ คนที่เป็นทั้งเพื่อนและเป็นฝ่าย เสธ.ที่ “บิ๊กตู่” ไว้ใจ กอดคอร่วมทำงานสำคัญด้วยกันมา

ด้วยลีลานิ่งๆ สุขุมลุ่มลึก ทันเกมทันเหลี่ยมนักการเมือง

สเปกแบบนี้ นักเลือกตั้งอาชีพต่อสายล่วงหน้าไว้ได้เลย.

ทีมข่าวการเมือง

 

เชื้อ “ปะทุ” ความมั่นคง : จับตาช่วงเปลี่ยนผ่านทหารกับการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/696789

 

สันติวิธีสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงได้

แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และอาจจะสะเทือนต่อแนวทางการสร้างความปรองดอง การปฏิรูปประเทศได้

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการและบุคลากรของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเตือนฝ่ายความมั่นคง

หลังจากเกิดเหตุบึมที่ราชประสงค์มาแล้วครั้งหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าการข่าวเราอ่อนแอ

โดยเฉพาะการข่าวพื้นที่ภาคใต้ ถือว่างานการข่าวล้มเหลวอย่างมาก

เพราะกลุ่มคนที่ทำพร้อมกันมีหลายคน แต่งานการข่าวไม่ได้ข่าว อย่างน้อยการข่าวต้องระแคะระคายบ้าง

และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมองแบบบูรณาการ ไม่ใช่เกิดเหตุได้ไม่กี่วัน บางคนออกมาระบุว่าเป็นฝีมือของฝ่ายการเมือง คิดแบบนี้จะทำให้ตัดข้อมูลที่จะหาได้ ขอให้อย่ามองเพียงแค่มิติเดียว

วันนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นคนในหรือต่างประเทศ จะตัดทิ้งตรงนี้ไม่ได้ เหตุบึมที่ราชประสงค์ยังเป็นฝีมือคนต่างประเทศ และยังมีบางคนออกมาระบุว่าทำในวันสำคัญของประเทศ ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นคนในหรือต่างประเทศ

ส่วนคนอยู่ในแวดวงความขัดแย้งทางการเมืองระบุว่า คงเป็นผลจากการออกเสียงทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

บางฝ่ายมองว่าเป็นฝีมือของขบวนการใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ขยายก่อเหตุนอกพื้นที่ บางฝ่ายมองเป็นเรื่องก่อการร้าย คนที่ไม่พอใจสหรัฐอเมริกาก็โยนให้เป็นฝีมือของซีไอเอขึ้นอยู่กับการตีความได้หลายแง่มุม

แต่อยากให้มองเป็นระบบ ลองย้อนกลับไปมีสาเหตุอะไรที่นำไปสู่ความขัดแย้งได้อีก

ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอีกเรื่องที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพราะพื้นที่ที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่การท่องเที่ยวทั้งหมด แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปล่อยปละ ละเลยการบังคับใช้กฎหมาย

ปล่อยให้ธุรกิจท่องเที่ยวจากจีนเข้ามาตั้ง “ล้งธุรกิจท่องเที่ยว” ใช้นอมินีถือแทน ทำธุรกิจท่องเที่ยวครบวงจร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามโลกไม่ทัน มองแค่มิติเดิมๆ

เมื่อเข้าไปจัดการ “ล้งธุรกิจท่องเที่ยว” ยึดเงินนับพันล้านบาท ปิดบริษัททั้งหมด ย่อมส่งผลกระทบต่อเขาเยอะเหมือนกัน

ขณะเดียวกัน วิธีการก่อเหตุใช้ “ระเบิด-เผา” ทำในช่วงเวลา 2 วัน แต่เตรียมการมาล่วงหน้ามา 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน

ขอถามว่าเตรียมการนานแบบนี้เป็นฝีมือของฝ่ายการเมืองหรือไม่

ความไม่พอใจในทางการเมืองอาจจะมีบ้าง เพราะการเมืองเริ่มมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความ ขัดแย้งอีกเมื่อทั้งสองฝ่ายเริ่มสาดโคลนโจมตีฝ่ายตรงข้ามผ่านสถานีโทรทัศน์บางช่อง เหมือนด่าคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดีขึ้น

ไปดูวัตถุระเบิด วิธีจุดระเบิดใช้การตั้งเวลานาฬิกา ซึ่งต่างจากการกดระเบิดด้วยโทรศัพท์ ที่เจาะจงเป้าหมายชัดเจน เหมือนเกิดที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่ใช้วิธีแบบนี้

แต่การจุดระเบิดโดยตั้งเวลามุ่งทำให้เสียขวัญ ซึ่งมีเป้าหมายต่างกัน

แม้มีเป้าหมายเหมือนกันข้อหนึ่ง คือ การกระทำไม่ได้มุ่งไปสู่กลุ่มคนที่กำลังชุมนุมเยอะๆ ถ้าตั้งใจจะทำให้เสียชีวิตเยอะก็สามารถทำได้

วิธีการจุดระเบิดต่างกันและใช้โทรศัพท์ไม่มีซิมการ์ด แต่ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้มีการใช้ซิมการ์ด

ฉะนั้นยังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นฝีมือของขบวนการ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ในทางการข่าวของรัฐที่ดูแลความมั่นคงบางหน่วย ระบุว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไม่ผ่านประชามติจะมีเหตุการณ์รุนแรงกว่านี้ เพื่อขย่มซ้ำ คสช.ให้พ้นจากอำนาจเร็วขึ้น พล.อ.เอกชัย บอกว่า ผลประชามติที่ออกมาไม่เห็นมีฝ่ายการเมืองออกมาโวยวาย

ในทางกลับกันผลที่ออกมา เมื่อนำตัวผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 45 ล้านคน ในปี 59 มีผู้ใช้สิทธิเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านคน แสดงว่าผู้ใช้สิทธิที่เพิ่มขึ้นเป็นวัยรุ่น คงเทคะแนนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพราะเป็นไอดอลของเขาที่ชอบ คนเฮ้วๆ

แต่ถ้าสมมติเป็นการทำของฝ่ายการเมือง มีคำถามว่าทำไมมุ่งเฉพาะจังหวัด ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว

การเมืองจะไปทำทำไม ไม่ว่าคนที่รับหรือไม่รับ ทั้งหมดล้วนอยากลงสมัครรับเลือกตั้งตามโรดแม็ปปี 60

และนายกรัฐมนตรีประกาศก่อนเกิดเหตุการณ์ระเบิดว่า หากบ้านเมืองไม่สงบ การเลือกตั้งอาจจะยืดออกไปอีก เมื่อนักการเมืองรู้เช่นนี้แล้วจะทำทำไม

ฉะนั้นจะเป็นฝีมือใครทำ ฝ่ายการเมืองย่อมเสียประโยชน์ แทนที่จะได้เลือกตั้งปลายปี 60 กลับต้องเลื่อนออกไปอีก

สิ้นเสียงระเบิดหลายจุดย่อมกระทบต่อความมั่นคง และอาจจะสะเทือนไปถึงการเดินตามโรดแม็ปด้วย คสช.ควรจะทำอย่างไร พล.อ.เอกชัย บอกว่า เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่านับจากนี้เป็นต้นไปจะต้องเดินตามกรอบเวลา มีกติกาที่ชัดเจนกว่าที่ผ่านๆมา

เดิมร่างรัฐธรรมนูญมันสีเทา ยังมีคนไม่เข้าใจคำถามพ่วงหมายถึงอะไรกันแน่ บางมาตรายังมีคนไม่เข้าใจ

เช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เข้าใจคำว่าพิทักษ์ศาสนาพุทธ เหมือนดีดเขาออกไปข้างนอก ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังต้องพูดคุย ทำความเข้าใจกันพอสมควร

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญมันสีเทา ถึงขั้นนี้คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว จะมีข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อย่างไร พล.อ.เอกชัย บอกว่า ขอให้เขียนกฎหมายลูก 10 ฉบับให้ชัดเจน

และควรเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วม รับฟังจากฝ่ายต่างๆ แล้วถึงเขียนร่างกฎหมายลูกขึ้นมา หากขาดการมีส่วนร่วมจะเป็นเหมือนที่ผ่านๆมา ทำให้ทุกฝ่ายกังวลได้

ภายใต้กรอบร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ไปแนวทางปกครองแบบอนุรักษนิยม กำหนดให้มีนายกฯ คนนอก ส.ว.มีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกฯ เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญสีเทาและเกิดเหตุระเบิดหลังประชามติ จะนำไปสู่การปรองดองและปฏิรูปประเทศสำเร็จได้อย่างไร พล.อ.เอกชัย บอกว่า เรื่องปรองดองรัฐบาลยังไม่เริ่มปฏิบัติ

แต่ตอนนี้ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เห็นทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการปรองดอง ที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ทำไว้ในสมัยเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

คงทำเป็นแผนเตรียมการเอาไว้ ขับเคลื่อนการปรองดองในปี 60 ตามที่นายกฯประกาศเอาไว้

ขณะที่การปฏิรูปได้ลงมือทำไปหลายเรื่อง แต่รัฐบาลมีจุดอ่อนที่ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ได้รับรู้

ดูแนวโน้มการใช้อำนาจปกครองแบบอนุรักษนิยมจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ในฐานะทำงานด้านสันติมาตลอดพอจะมองอนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป พล.อ.เอกชัย บอกว่า อำนาจแบบนี้ไม่ใช่เป็นอำนาจแบบบารมีจะอยู่ไม่ได้นาน พอกดดันประชาชนมากๆจะเกิดอาการไม่ชอบใจ

ฉะนั้นขึ้นอยู่กับศิลปะการใช้อำนาจ ถ้าใช้อำนาจเด็ดขาด เพื่อประชาชนคนอาจจะชอบมากขึ้น

และ คสช.คงจะอยู่ในอำนาจต่อไปอีกสักระยะ ก่อนผ่องถ่ายให้การเมือง

ข่าวการเมือง ถามว่า ประเทศไทยยังไม่หลุดพ้นจากวิกฤติความขัดแย้งทางความคิด ยังมาประสบวิกฤติความมั่นคงอีก ในอนาคตปัญหาความมั่นคงน่าเป็นห่วงแค่ไหน พล.อ.เอกชัย พยายามบอกถึงวิกฤติความมั่นคง โดยไม่ได้แตะฝ่ายการเมือง

แต่เน้นไปที่ประเด็นศาสนาเดียวกัน-ระหว่างศาสนาต่อศาสนา

และประเทศไทยยังเปิดเสรีมีทุกกลุ่มทุกชาติจากทั่วโลกเข้ามา ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ไม่ตรวจอย่างเข้มข้น ทำธุรกิจเสรีโดยใช้นอมินี ปัญหานี้จะดูแลอย่างไร

ท่ามกลางที่คนไทยส่วนใหญ่มีข้อเสีย คือ ไม่มีวินัย ไร้ระเบียบ

ในที่สุดต้องปฏิรูปกฎหมาย

และองค์กรบังคับใช้กฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์โลก.

ทีมการเมือง

 

ผ่าไต๋ คสช.ใช้คำถามพ่วง“ตีตั๋ว”ต่ออำนาจพิเศษ : เข้าเหลี่ยมยึดยาว เสี่ยงภัยใต้ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/696033

 

ตามสถานการณ์กระแสระเบิดป่วนเมืองในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญภาคใต้ ไล่ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ต ตรัง กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช เรื่อยมาจนถึงหัวหิน ประจวบคีรีขันธ์

ยังเป็นพาดหัวข่าวประเด็นหลักบนหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน

และก็ยังจับมือใครดมไม่ได้ ในอาการแบบที่บิ๊กตำรวจระดับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่ไปตรวจความคืบหน้าของคดีแล้วต้องนอตหลุด

ด่าเละทีมตำรวจชุดสอบสวนทำคดีผิดพลาดมีช่องโหว่

ตามเค้าส่อโอละพ่อ กับฉากที่ทหาร ตำรวจถืออำนาจมาตรา 44 ใช้เฮลิคอปเตอร์บุกไปหิ้วตัวหนุ่มชาวสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทย ฐานเป็นผู้ต้องสงสัยเผาห้างโลตัสกลาง เมืองนครศรีธรรมราช โดยอาศัยหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด

แต่สอบไปสอบมา ข่าววงในหลุดออกมาว่าจับผิดตัว

ก่อนจะมาสรุปแก้เกี้ยวกันที่การตั้งข้อหาผิดจากวางเพลิงเป็นมีระเบิดไว้ในครอบครอง ต้องทำเรื่องปล่อยตัว แล้วตั้งข้อหากันใหม่ เพื่อขออนุมัติหมายจับจากศาลทหารกันอีกรอบ

ซึ่งมันก็สะท้อนคำตอบของ “ลูกมั่ว” ไปผิดทางกันตั้งแต่ต้น

ที่แย่กว่านั้น มันกลายเป็นชนวนขัดลำระหว่างตำรวจกับทหาร เมื่อ พล.ต.ธีร์ณฉัฏฐ์ จินดาเงิน ผบ.มทบ.41 ออกมาแสดงความไม่พอใจกรณีที่ทหารถูกตำรวจโยนให้เป็นคนจับผู้ต้องสงสัยผิดตัว

ต้องโดนผู้บังคับบัญชาตำหนิ ทั้งๆที่เป็นแค่ฝ่ายอำนวยความสะดวกให้ตำรวจเอาตัวมาฝากขังไว้โบ้ยกันไปโบ้ยกันมาไม่รู้ใครมั่วกันแน่

แม้กระทั่งล่าสุด พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช.ได้แจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม และดำเนินการขอศาลทหารอนุมัติหมายจับผู้ที่มีความเชื่อมโยงขบวนการก่อความไม่สงบ

แยกเป็นชาย 14 คน และหญิง 3 คน โดยนำตัวไปขังที่ มทบ.11

ทั้งหมดเป็นเครือข่ายกลุ่มเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ที่ต่อต้านรัฐประหาร

แต่เอาเข้าจริงๆก็ยังตั้งข้อหาแค่ฐานความผิดตามคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ห้ามการชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปและฐานความผิดเข้าข่ายอั้งยี่

และก็เป็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่ยืนยันเป็นพวกที่มีแนวคิดต่อต้านการเมืองของกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตย (นปป.) ไม่เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดและวางเพลิงใน 7 จังหวัดภาคใต้

ทหารจับโยง แต่ตำรวจบอกปัด มันก็ยิ่งงงกันไปใหญ่

แต่ก่อนอื่นเลย มันก็เป็นเครื่องหมายคำถามถึงศักยภาพของหน่วยข่าวความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ด้วยมาตรฐานการทำงานกันแบบนี้

เทียบกับปฏิบัติการซับซ้อนของทีมระเบิดป่วนเมืองที่วางแผนมาเป็นอย่างดี

อีกกี่ปีถึงจะไล่ตามเงาของไอ้โม่งตัวจริงทัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ณ จุดนี้ดูเหมือนจะค่อนข้างชัดเจนอย่างเดียว งานนี้ต้องเกี่ยวเนื่องกับการทำประชามติ ตามห้วงสถานการณ์ระเบิดป่วนเมืองที่ตูมตามขึ้นมาในบรรยากาศทาง การเมืองที่เริ่มนิ่ง

หลังผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านฉลุย

ตามเงื่อนไขที่ผู้เชี่ยวชาญทุกสำนักฟันธงได้เลยว่า ทีม คสช.จะกุมอำนาจบริหารประเทศไทยไปอีกอย่างน้อย 6–7 ปีเป็นอย่างต่ำ ไล่กันตามปฏิทินที่เห็นๆกันจากนี้ไปอีก 1 ปีครึ่งจะถึงกำหนดเลือกตั้งตามโรดแม็ป บวกกับอีก 5 ปีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านตามบทเฉพาะกาลที่ล็อกไว้

เป็นอะไรที่ “เข้าเหลี่ยม” ลากยาว

สถานการณ์แบบที่นักวิเคราะห์การเมืองพูดกันเป็นทำนองว่า ประชาชนตี “เช็คเปล่า” ให้ คสช.

“ตีตั๋ว” ต่อเวลาการใช้อำนาจพิเศษคุมเกมอำนาจประเทศไทยได้อย่างเต็มที่

ตามรูปการณ์ที่เสือปืนไว บรรดานายหน้าฝ่ายอำนาจพิเศษรีบกระโดดจองพื้นที่แชร์อำนาจกันแต่หัววัน ไม่ทันที่ร่างรัฐธรรมนูญจะปรับล้อตามคำถามพ่วงออกมาเป็นพิมพ์เขียวสุดท้าย นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็ชิงแถลงตั้งพรรคการเมืองล่วงหน้า

ชูธงหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้ง

แบไต๋เล่นกันแบบไม่เขินไม่กั๊ก

ไม่กลัวว่าจะเรียกแขกให้ พล.อ.ประยุทธ์และทีมอำนาจ คสช.

ที่สำคัญในอารมณ์ที่เจ้าตัว “บิ๊กตู่” ก็ไม่ได้ตอบรับ หรือปฏิเสธแต่อย่างใด

ออกตัวไว้แค่ว่า “ยังไม่ตอบและขอไม่ตอบตรงนี้ เพราะมันไม่เกี่ยวกับผมเลย แต่เป็นเรื่องของการเมืองก็ว่ากันไป ไม่ใช่อยู่ดีๆ เขาจะมามุ่งหวังให้ผมเป็นนายกฯ แต่เขามุ่งหวังว่า หากจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคการเมืองแล้วมีปัญหาไม่ยอมกัน จึงจะเอาคนนอก แล้วท่านเชื่อหรือไม่ว่าจะตั้งไม่ได้”

สรุปไม่ปิดทางตัวเอง ไม่เสี่ยงเดินซ้ำรอยตระบัดสัตย์เพื่อชาติเหมือน “บิ๊กสุ” พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ ยุครัฐบาล รสช.

และก็เหมือนจะแผ้วถางทางปูพรมแดงรอไว้เลย

ตามจังหวะที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประสานเสียงกับนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สนช.ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ สนช.

ชงข้อเสนอในการเปิดทาง “ส.ว.สรรหา” ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีพรรคการเมืองได้เลยตั้งแต่การประชุมรัฐสภานัดแรก และสภาไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ 2 ขยักให้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งมีมติก่อน จึงค่อยขอเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา

ไหนๆก็ไหนๆไม่ต้องวกวนให้เสียเวลา

ว่าที่ “ส.ว.ลากตั้ง” ในอนาคตอันใกล้ เดินหมากรองรับ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

โดยยุทธศาสตร์ตอกย้ำรูปการณ์ที่ว่ากันว่า ประชาชนได้เลือกนายกรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่วันลงประชามติ โดยมีพรรค “ส.ว.สรรหา” 250 คน เป็นแกนนำรัฐบาล

ปรากฏการณ์ชัดยิ่งกว่า “ไฮโลเปิดถ้วยแทง”

แน่นอน ตามสภาพของ “แม่เหล็ก” ที่มีแรงดึงดูดสูง วันนี้ทั้งกลุ่มทุนการเมือง ทั้งกลุ่มนักการเมืองก็ต้องมุ่งไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ปวารณาตัวเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ

ขืนช้าเดี๋ยวจะเกาะขบวนอำนาจพิเศษไม่ทัน

ว่ากันตามโมเดล รัฐบาลหลังเลือกตั้งที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงมาสูตรเดียวกับรัฐบาลในยุคของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายกรัฐมนตรี

นั่งเก้าอี้ลากยาว 8 ปี หลายสมัย

โดยที่ไม่ต้องมีพรรคการเมืองของตัวเองเป็นฐานสนับสนุน

แถมพิเศษกว่ายุค “ป๋าเปรม” ที่ก้ำกึ่งเป็นประชาธิปไตยค่อนใบ ก็ตรงที่มี “ส.ว.สรรหา” 250 เสียงเป็นฐานต้นทุนค้ำประกันเลือกนายกรัฐมนตรีโดยยึดโยงกับเสียงในสภาฯ

เกมอำนาจการเมืองประเทศไทยหงายไพ่เล่นกันแล้ว

ซึ่งก็แน่นอน โดยแนวโน้มสถานการณ์มันก็ต้องมีพวกที่เสียผลประโยชน์จากการที่เห็นกันชัดๆว่ารัฐบาล คสช.จะลากยาวเกมอำนาจไปอีกอย่างต่ำ 6–7 ปี

พล.อ.ประยุทธ์จ่อเบิ้ลเก้าอี้นายกฯอีกสมัย

และนั่นก็เกิดระเบิดตูมตามทันที หลังแถลงผลประชามติอย่างเป็นทางการไปหมาดๆ

โดยเงื่อนสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคือแรงเสียดทานที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเผชิญกับ “เกมใต้ ดิน” ทุกรูปแบบที่มุดหนีมาจาก มาตรการคุมเข้มของฝ่ายความมั่นคง คสช.

บล็อกการเคลื่อนไหวบนดินไว้แทบทุกตารางนิ้วของประเทศไทย

เกมเตะสกัด ตัดกำลังของท็อปบูต คสช.จะเกิดขึ้นเป็นระยะจากนี้ไป

ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยเหตุจากแรงกระเพื่อมภายในประเทศ จากกลุ่มต่อต้านอำนาจรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะพวกที่โดนไล่บี้ไล่ต้อนจนแทบไม่มีที่ยืน

สถานการณ์บีบให้ต้องสู้แบบจนตรอก

ไหนจะปัจจัยเหตุจากภายนอก แบบที่รู้กันอยู่ว่านโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทหาร คสช.ที่อิงไปทางจีนแผ่นดินใหญ่กับประเทศรัสเซียเพื่อถ่วงน้ำหนักกับสหรัฐอเมริกา

ท่ามกลางบรรยากาศคุกรุ่นที่ประเทศมหาอำนาจ โลกกำลังล็อกเป้าภูมิภาคอาเซียนเป็นจุดยุทธศาสตร์ชิงดุลอำนาจการเมืองโลก ประเทศไทยก็อยู่ในจุดกึ่ง กลางเขาควายแหลมคม

ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลางก็ประกาศเข้ามาเพ่นพ่านก่อการ ในสภาพการณ์ที่ 3 จังหวัด ชายแดนใต้ของไทยก็มีหัวเชื้อสารพัดขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่แสดงอาการไม่พอใจการอยู่ใต้รัฐบาลทหารคสช.สะท้อนจากผลประชามติในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา

โดยปัจจัยเหตุที่พร้อมไหลรวมเป็นเรื่องเดียวกัน

มันเป็นโจทย์ยากๆของ คสช.ในการคุมเกมความมั่นคง

ล้อไปกับสถานการณ์เข้าเหลี่ยมยึดยาวอำนาจพิเศษ.

ทีมการเมือง

 

รูปเกมเข้าทางคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695565

 

เกมโอเวอร์ตามคาดไปอีกราย

ถึงคราว “ประชา ประสพดี” อดีต รมช.มหาดไทย ขุนพลตัวจี๊ดค่ายเพื่อไทย ถูกดีดออกจากสนามการเมือง 5 ปี ภายหลังถูกที่ประชุม สนช.ลงมติถอดถอนด้วยคะแนนท่วมท้น 182 ต่อ 7

เซ่นข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการองค์การตลาด (อต.) สมัยดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ปี 2555

ถูกจับตรึงไปนั่งแช่ยาวเป็นกองเชียร์ข้างสนาม

ไปอยู่เป็นเพื่อน “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร-บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ที่ถูก สนช.จับแช่แข็งทางการเมืองไปก่อนหน้านี้

ไล่เลี่ยกับจังหวะที่ ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนอดีต ส.ส.เพื่อไทย 40 ราย

ดำเนินการเอาผิดทางคดีอาญา จากกรณีการเข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำผิด

จากการชุมนุมทางการเมือง ปี 2556

เนื่องจากเป็นการตรากฎหมาย โดยมีเจตนาเอื้อประโยชน์แก่ผู้ทุจริตให้ได้รับการฟอกผิดแบบเหมารวม

ได้ต่อคิวระทึกลุ้นคดีรอบใหม่ ไม่มีหยุดหย่อน

เครือข่ายนายใหญ่ยังเผชิญวิบากกรรม เสี่ยงต่อการถูกล้างบางทางการเมือง

ตามรูปการณ์ที่ท็อปบูตยังถือดุลอำนาจได้เปรียบเหนือฝ่ายการเมืองทุกมิติ

ซีกการเมืองต้องคอยระทึก ลุ้นฝ่าของแข็งในการคัมแบ็กสู่สนามเลือกตั้งในอนาคต ไล่ตั้งแต่ด่านเซ็ตซีโร่ จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่ส่อแววซ่อนไว้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

รวมทั้งออปชั่นพิเศษ “คำถามพ่วงประชามติ” ให้ ส.ว.250 คน มีส่วนร่วมเฟ้นหาผู้นำประเทศคนต่อไปเคียงข้างกับ ส.ส.

เปิดทางเครือข่ายคอนเน็กชั่นสีเขียวตีตั๋วจองเก้าอี้ ส.ว.ลากตั้งยกเข่ง แปรสภาพวุฒิสภาเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่มีฐานเสียงมากที่สุดในรัฐสภา

ร่วมกุมอำนาจชี้ขาดอนาคตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย

อำนาจพิเศษยังขอร่วมแชร์อำนาจ คุมทิศทางบริหารประเทศอีกพักใหญ่ ภายหลังลงจากหลังเสือ

โดยเฉพาะคิวออกลูกพลิ้วการตีความคำถามพ่วงประชามติ ตามจังหวะที่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ชงเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติยื่นต่อ กรธ. นำไปปรับปรุงให้สอดรับกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ

ในทำนองตั้งแท่นเรียกแขกให้ ส.ว.ลากตั้ง มีสิทธิร่วมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ นอกเหนือจากร่วมโหวตเลือกนายกฯ

ยัดไส้ปมใหม่แทรกขึ้นมากลางทาง โดยไม่เคยชี้แจงให้ชาวบ้านรับรู้ระหว่างลงพื้นที่ทำความเข้าใจคำถามพ่วงประชามติ

เร่งปฏิกิริยาหัวเชื้อ “นายกฯคนนอก” ให้ปะทุแรงขึ้นตามลำดับ

บิ๊วต์อารมณ์นักเลือกตั้งอาชีพให้ระแวง “นายกฯคนนอก” มากขึ้น จนต้องรีบประสานเสียงดักคอ สนช. อย่าตีความล้ำเส้นเนื้อหาคำถามพ่วง

แต่ไม่ว่าการเขี่ยลูก เพิ่มอำนาจ ส.ว.ในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจะสำเร็จหรือไม่ ดูเหมือนไม่ใช่สาระสำคัญ ในภาวะที่เรตติ้งทหารยุค “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กำลังติดลมจากแต้มต่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติที่ได้รับฉันทานุมัติจากมหาชนอย่างท่วมท้น

เพราะถึงอย่างไรอำนาจพิเศษยังสามารถใช้คอนเน็กชั่นพิเศษยืมมือพรรคการเมืองในสังกัด เป็นผู้เสนอชื่อนายกฯคนนอกได้โดยไม่ผิดกติกา ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงใช้ ส.ว.เป็นผู้เสนอชื่อให้ถูกต่อว่าต่อขาน

แต่สิ่งสำคัญที่สุด นอกจากการกุมขุมกำลัง ส.ว.ในมือแล้ว การคอนโทรลเสียง ส.ส. ภายหลังการเลือกตั้งก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

ลำพังเพียงแค่พลังเสียงจากฝ่ามือ ส.ว.อย่างเดียวในช่วงทอดยาวอำนาจคงไม่เพียงพอ

จำเป็นจะต้องมีฐานเสียง ส.ส.แน่นปึ้กควบคู่ไปด้วย เพื่อควบคุมการ บริหารประเทศ และเกมในสภาฯ ในส่วนที่อำนาจ ส.ว.ล้วงเข้าไปไม่ถึง

ทั้งการพิจารณากฎหมายสำคัญ การผ่านร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดิน รวมทั้งไม่ต้องเสี่ยงตกม้าตายคาเวทีซักฟอก หากถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

หากคอนโทรลเสียง ส.ส.ไม่อยู่หมัด ท็อปบูตก็กระอักเช่นกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ไหลตาม ‘เกมเปลี่ยน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694658

 

เดินไปทีละสเต็ป

จะว่ากั๊กก็คงไม่ถูกนัก เพราะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ตอบคำถามล่าสุด กรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช. ประกาศตั้งพรรคการเมืองรองรับให้เป็นนายกฯ

“ยังไม่ถึงเวลา”

ไม่จำเป็นต้องด่วนทิ้งไพ่ เพราะยังมีอีกหลายขั้นตอนกระบวนการก่อนการเลือกตั้ง

บันไดอีกหลายขั้นสู่ดวงดาว “ผู้นำในระบบ”

แต่ถึงเวลานี้ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว อ่านท่าที “บิ๊กตู่” ถึงเส้นทาง “ไปต่อ” ไม่ตอบรับ ก็ไม่ปฏิเสธเต็มปากเต็มคำ “ใครก็ได้ คิดว่ามีคนดีมากกว่าผมอีกเยอะแยะในประเทศนี้ ไปดูก็แล้วกัน”

“ถ้าหาคนดีไม่ได้ค่อยมาพูดกับผม”

แง้มๆประตูเหมือนกัน

นั่นก็เช่นกัน “พี่ใหญ่แห่ง คสช.” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว. กลาโหม ที่ว่าเป็นอีกหนึ่งในผู้ถือดุลอำนาจพิเศษ ถึงเวลานี้ยืนยันกันอีกครั้ง ไม่ขอเป็น “ผู้นำคนนอก”

“ไม่เอา ไม่เป็นหรอก ก็ช่วยชาติมา 50 ปีแล้ว”

นั่นก็ไม่แปลกใจ ในห้วงหลังประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ถึงจะมีเสียงบึม แสงเพลิงเผา 7 จังหวัดภาคใต้มาคั่นจังหวะให้สะดุด แต่ภาพรวม 15 ล้านเสียงโหวตเยส เหมือนจะเป็นการเติมเต็ม “อำนาจพิกัด” ในมือผู้นำ

ชนิดวลี “เกมเปลี่ยน-สถานการณ์เปลี่ยน” ลอยฟุ้งในวงการ

“ดุลอำนาจ” เทมาที่ “บิ๊กตู่” เต็มๆ

กระทั่งโผการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ไม่ว่าออกมาที่ชื่อใดในแคนดิเดต แน่นอนผู้นำต้องหารือกับพี่ใหญ่ และต้องมีส่วนร่วมกับการเปิดไฟเขียว ตามสเปก “สัญญาณระดับสูง”

ที่น่าสนใจเมื่อผู้นำได้ถืออำนาจ “เต็มพิกัด” เกมเปลี่ยน คนการเมืองก็เสียงเบาลง

ไม่หมอบต่ำก็ตัวลีบ ในอาการเจี๋ยมเจี้ยม

ประเมินแล้วอำนาจพิเศษ “ทางสะดวก” เข้าสูตรเข้าแผนได้หมด หลายป้อมค่ายต้องปรับตัว รับสัญญาณลงสนาม

โดยที่ต้องจัดการหนักหน่อย พรรคเพื่อไทย เมื่อบรรดา “ซือเจ๊” คุมบอร์ดตระกูลชินฯ เดินหมากในคิวประชามติ หวังโชว์สเต็ปเจ๋งให้เข้าตาพี่ชาย เมื่อผลลัพธ์หลุดเป้า ถูกกินตัวไปหลายจุด เลยเสียงอ่อนไปเยอะ

หนำซ้ำต้องรอตั้งรับเกมรุกของ “เจ๊เจ้าเก่า” ที่คัมแบ็กกันอย่างร้อนแรง

ศึกนารีชิงดุลค่ายเพื่อไทย มีให้ชมอีกหลายยก

นั่นก็ไม่ต่างจากอีกค่ายใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้ “อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค จะออกตัวว่า ที่ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็น “ความเห็นส่วนตัว”

แต่ก็ถูกมอง โชเฟอร์รูปหล่อขับรถ “แหกโค้ง” เทกระจาด รอประกันตีค่าความเสียหาย

สั่นสะเทือน “ดุลอำนาจ” ของ “อภิสิทธิ์” ในค่ายเก่าแก่

ต้องเจรจาแชร์แบ่งกับขั้ว กปปส.ที่ได้ทีเปิดเกมบุกหนัก

กระทั่งป้อมค่ายเอสเอ็มอี พรรคขนาดกลางมีกระแสข่าวปรับตัวกันยกใหญ่ ทั้งพรรคสีน้ำเงินภูมิใจไทย อะไรที่ว่าแน่ก็ชักไม่แน่ ที่ว่าปึ้กทั้งเสบียงกรัง คอนเน็กชั่นกว้างขวางโดยเฉพาะพลังสีเขียว

แต่ในยามที่หุ้นส่วนระดับ “เจ้ามือใหญ่” กำลังรุ่งสุดขีด เลยเล็ง “เปลี่ยนแผน”

อาจส่งตัวแทนอดีต “บิ๊กสีกากี” เข้าบริหารกิจการเอง

ขณะที่ค่ายชาติพัฒนาเริ่มถกวงใน เพื่อยกเครื่องแต่งตัวให้เข้ายุคเข้าตา

ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา ในยาม “ไร้หัว” แต่ “เนื้อหอม” สุดๆ มือทำเกมทั้งระดับ “เจ้าแม่ขาใหญ่” เตรียมแผนสำรอง หรือแม้แต่ “ดีลเมกเกอร์ลายพราง” วางโปรแกรมเดินงานล่วงหน้า

จับจ้องจองคิว “เซ้งพรรค”

เรียกได้ว่าป้อมค่ายน้อยใหญ่เริ่มขยับแต่งตัว เริ่มนับถอยหลังคืนเวทีภายใต้กฎกติกาใหม่

ในช่วงที่เห็นทิศทางชัด “ดุล” เต็มมือ “ผู้นำอำนาจพิเศษ”.

ทีมข่าวการเมือง

 

เกมยาวแก้เกียร์ว่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693578

 

แอ็กชั่นแรงๆกลบรอยหน้าแตก

ตามอาการของ “เดอะปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.เล่นบทเฮี้ยวระหว่างลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าเหตุวางเพลิงห้างโลตัสกลางเมืองนครศรีธรรมราช

ด่าเละทีมตำรวจชุดสอบสวนทำคดีผิดพลาดมีช่องโหว่

เล่นเอาหน้าเจื่อนกันเป็นแถว ทั้ง พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.วันชัย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช

ผลจากก่อนหน้านั้น ตามฉากบู๊ดุดันที่ตำรวจ ทหาร ถืออำนาจมาตรา 44 ใช้เฮลิคอปเตอร์บุกไปหิ้วตัวหนุ่มสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทย โดยอาศัยหลักฐานจากกล้องวงจรปิด เป็นผู้ต้องสงสัยเผาห้างโลตัสนครศรีธรรมราช

สุดท้ายโอละพ่อ จับผิดตัว เพราะเป็นแค่ลูกค้าที่ไปซื้อถั่วเท่านั้น

ต้องถอนหมายจับกันแทบไม่ทัน

เป็นอะไรที่หักมุมกับ “ตำรวจการเมือง” ที่เดินตามขาใหญ่ในพื้นที่พยายามต่อจิ๊กซอว์โยงเป็นปมการเมือง ตามท้องเรื่องที่ขั้วตรงข้ามพยายามกระพือกระแสให้กลุ่มคนเสื้อแดง นปช.กับ “นายใหญ่” คนแดนไกลตกเป็นจำเลยสังคมตามฟอร์ม

และสังเกตว่าท่าทีของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ก็สอดรับในทิศทางเดียวกับอารมณ์ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ออกมาเบรกกระแส ปรามการเสนอข่าวที่อาจกระทบต่อวงกว้าง

เมื่อยังไม่เกิดความชัดเจน จะยิ่งสร้างความเกลียดชัง

ตามรูปการณ์ที่แม้แต่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงยังต้องกัดฟันชม “บิ๊กตู่” และถึงตรงนี้ก็คงจะแอบปรบมือให้ “เดอะปู” ด้วยเหมือนกัน

นั่นก็เพราะไม่เล่นแต้มง่าย เอะอะก็โบ้ยให้การเมืองฝ่ายต้านจนดูไม่เป็นธรรมชาติ

สุดท้ายก็พลาด จนสังคมส่วนใหญ่ชักจะเริ่มไม่เคลิ้มตาม

เรื่องของเรื่องเลย ตามจังหวะสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์และทีมรัฐบาล คสช.ไม่จำเป็นต้องกระตุกชนวน ก่อแรงกระเพื่อมใดๆ โดยไม่จำเป็น

ภายหลังจากผลประชามติทำให้เครือข่ายฝ่ายต้านทั้งกลุ่มเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่นักการเมืองอาชีพต้องพากันเดินตัวลีบ

เจียมเนื้อเจียมตัวกับกระแสที่เทไปทางฝั่งทหาร

กระแสกำลังเข้าทาง คสช.ถือไพ่แต้มเหนือกว่า ตามระดับความชอบธรรมในการใช้อำนาจพิเศษที่เพิ่มขึ้น โดยคำสั่งของประชาชนเสียงส่วนใหญ่

เป็นอะไรที่เรียกได้ว่า ถือ “อำนาจเต็มพิกัด”

ตัดแรงเสียดทานทางการเมืองออกไปได้ชั่วคราว

ที่แน่ๆ โดยสถานการณ์ที่เอื้อต่อการจัดระบบการบริหารราชการแผ่นดิน เดินหน้าปั่นเนื้องานแก้จุดบอดที่เป็นปมด้อยตามฟอร์มของรัฐบาลทหาร

ตามจังหวะพอดีที่กำลังเข้าสู่ฤดูโยกย้ายใหญ่ ข้าราชการเกษียณอายุ

มีคิวขยับกันทั้งกองทัพและข้าราชการพลเรือน ตำแหน่งสำคัญๆ

โดยความหมายมันอยู่ตรงที่ 1 ปีครึ่งนับจากนี้ไปถึงการเลือกตั้งตามเงื่อนเวลาโรดแม็ป บวกอีก 5 ปีหลังเลือกตั้งตามเงื่อนไขบทเฉพาะกาลช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน

รู้กันแล้วว่าท็อปบูต คสช.จะครองอำนาจลากยาวไปอีก อย่างน้อย 6-7 ปี

มันก็เป็นอะไรที่ชัดเจน ข้าราชการประจำที่เคยเกิดปัญหาใส่ “เกียร์ว่าง” ไม่สนองงานรัฐบาลทหาร เพราะคิดว่าอยู่แค่ชั่วคราวสั้นๆ เดี๋ยวก็ไป

รอลุ้นรัฐบาลฝ่ายการเมืองหลังเลือกตั้ง ค่อยวิ่งเต้นแย่งกันเป็นใหญ่

มาถึงตอนนี้คงต้องคิดกันใหม่ ถ้าไม่สนองงานรัฐบาล คสช.ก็ต้องโดนดองเค็มยาว 6–7 ปี

นั่นอาจถึงขั้นหมดอนาคตชีวิตข้าราชการ.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘ขึ้นหม้อ’ตามเทรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692443

 

ไหนๆก็ไหนๆไม่ต้องเหนียมกันอีกแล้ว

ตามจังหวะแผ้วถางทางพร้อมปูพรมให้ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ในการออกแบบบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับ “คำถามพ่วง” ที่ผ่านด่านประชามติ

ล่าสุดนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมาประสานเสียงนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.

ว่าที่ “ส.ว.สรรหา” ในอนาคตอันใกล้

ชงข้อเสนอในการเปิดทาง “ส.ว.ลากตั้ง” ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีได้เลยตั้งแต่การประชุมรัฐสภานัดแรก และสภาไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯได้

โดยไม่จำเป็นต้องใช้ 2 ขยักให้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งมีมติก่อน จึงค่อยขอเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา

ในเมื่อล็อก “พิมพ์เขียว” กันมาแล้ว ก็ไม่ต้องวกวนให้เสียเวลา

แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็ยังไม่ยอมปล่อยไหลตามน้ำกันง่ายๆ มีเสียงคัดค้านสวนทางมาทันควันจากนักเลือกตั้งอาชีพยี่ห้อประชาธิปัตย์

ทั้งนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค กับนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายออกมาขัดคอเกมเปิดทาง ส.ว.รวบรัดตีกิน

ยืนยันการเลือกนายกรัฐมนตรีต้องให้สิทธิ ส.ส.เป็นผู้เสนอชื่อตามบัญชีก่อน

เว้นแต่ถ้าเลือกกันไม่ได้ ต้องให้เสียงกึ่งหนึ่งของ ส.ส.หรือเกิน 250 คน เสนอต่อประธาน รัฐสภา ให้รัฐสภามีมติยกเว้น ไม่ต้องเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีรายชื่อ จากนั้นจึงใช้เสียงของรัฐสภา คือ ส.ส.และ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีรายชื่อ

ถือเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่เสนอให้ประชาชนลงคะแนนผ่านประชามติ ดังนั้น เรื่องนี้จะต้องเป็นไปตามหลักการรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติแล้ว ใครจะไปตัดตอน เพิ่มเติม ให้ขาด หรือเกินไปจากนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถือว่าไม่เคารพเสียงของพี่น้องประชาชน

ถ้ามีคนกล้าทำอาจจะต้องถูกส่งตีความที่ศาลรัฐธรรมนูญ

พรรคประชาธิปัตย์ก็ชิงเล่นบทเป็นหัวหอกในการรักษาอำนาจ ส.ส.อย่างสุดกำลัง ตามสถานะของพรรคการเมืองเก่าแก่สุดของประเทศไทย

ยึดหลักการอำนาจประชาธิปไตยโดยแท้จริงต้องมาจากตัวแทนของราษฎร

ในขณะที่อีกทางหนึ่งคนของประชาธิปัตย์ก็ต้องสู้กับเกม “เซ็ตซีโร่” ล้างไพ่ ล้มกระดานพรรคการเมืองนับหนึ่งกันใหม่

พรรคเก่า ค่ายเก่าแก่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก

ยากจะฝืนทานต้านกระแสประชามติที่สะท้อนอารมณ์ประชาชนส่วนใหญ่เบื่อหน่ายนักการเมืองรุ่นเก่า วังวนการเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ

สั่งให้ “ถ่ายเลือด” กันครั้งใหญ่

ตรงกันข้ามกับอาการกระดี๊กระด๊าของพวก “นายหน้า” อำนาจพิเศษ

ประเมินได้จากปรากฏการณ์ที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช.ที่ประกาศตั้งพรรคการเมืองตั้งแต่หัววัน ยังไม่ทันที่จะมีการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญล้อตามคำถามพ่วง

เล่นเอากองเชียร์เป็นห่วงจะเรียกแขกให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯหัวหน้า คสช.

แต่สังเกตได้ว่า “บิ๊กตู่” ก็ไม่ได้หงุดหงิดอะไรมากมาย แค่ไม่ตอบรับและก็ไม่ได้ปฏิเสธ

เหมือนจะสบช่อง ลองหยั่งกระแสกันในที

ที่แน่ๆสำหรับคนที่ไม่มีต้นทุนทางการเมืองให้เสีย วันนี้ชื่อของนายไพบูลย์และข่าวการตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปกลายเป็นข่าวในสื่อกระแสหลัก คนรู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองไปแล้ว

จากที่ไร้ราคาก็มีมูลค่าขึ้นมาในฐานะพรรคของ“คนดี” ที่ “จับจอง” พื้นที่รัฐบาลใหม่ไว้ล่วงหน้า

และจากนี้ไปกรณีของนายไพบูลย์ก็จะเป็นสัญญาณนำร่องให้พวก “นายหน้า” อำนาจพิเศษได้เคลื่อนไหวตั้งป้อมค่ายใหม่แสดงตัวแสดงตน

พร้อมเป็นเครือข่ายการเมืองใต้ปีก คสช.

ตามเทรนด์ของพวก “ขึ้นหม้อ” ในช่วงสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ระเบิดกระตุก ‘อยู่ยาว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691458

 

ถ้าไม่มีระเบิดตูมตามที่หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี พังงา มาคั่นเป็นสถานการณ์ด่วน

โดยทิศทางข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ก็คงจะโฟกัสไปที่ความคืบหน้าทีมงานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ที่กำลังเริ่มกระบวนการแปร “คำถามพ่วง” เข้าไว้ในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ

ตามแบบ “พิมพ์เขียวอำนาจ” ช่วงเปลี่ยนผ่าน

เปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้

ในเงื่อนไขสถานการณ์ที่เซียนการเมืองฟันธงเลยว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้

เพราะทหารมั่นใจแล้วว่าเกมอำนาจอยู่ในมือ

คสช.ถือดุลความได้เปรียบจากผลประชามติไว้เต็มๆ

ตามอารมณ์แบบที่พวก “นายหน้า” อำนาจพิเศษเริ่มออกปฏิบัติการจองพื้นที่กันตั้งแต่หัววัน คนกันเองในทีมงานแม่น้ำ 5 สาย อย่างนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช.ประกาศตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ชูธงหนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ตีปี๊บ “นำร่อง” เกมเซ็ตซีโร่

โมเดลรัฐบาลหลังเลือกตั้ง พรรคเล็ก พรรคเกิดใหม่ ผนึกกับ 250 “ส.ว.สรรหา” ที่ทำคลอดโดย คสช.ในการแบกเสลี่ยงหามนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอก

เอาเป็นว่า ตามยุทธศาสตร์ที่ “ล็อก” ได้ตามเป้าหมาย

1 ปีครึ่งนับจากนี้ไปถึงการเลือกตั้งตามเงื่อนเวลาโรดแม็ป บวกอีก 5 ปีหลังเลือกตั้งตามเงื่อนไขบทเฉพาะกาลช่วงเปลี่ยนผ่าน

ท็อปบูต คสช.จะคุมเกมอำนาจลากยาวไปอีกอย่างน้อยก็ 6–7 ปี

ตรงนี้แหละที่อาจจะเป็นปัจจัยเหตุนำมาซึ่งเสียงระเบิดตูมตาม

ในมุมที่มีคนเสียประโยชน์จากการอยู่ยาวของทหาร ต้องเปิดปฏิบัติการเขย่าดุลอำนาจไม่ให้ คสช.ล็อกเกมไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เปิดโอกาสให้ตัวเองแทรกตัวเข้ามาประคองดุลต่อรองได้

เบื้องต้นเลยมันก็หนีไม่พ้นกลุ่มที่อยู่ใกล้สายตาสุดก็คือขั้วการเมืองฝ่ายต้านทหาร คสช. อย่างที่ได้ยินชื่อดังมาทันทีพร้อมระเบิดทุกครั้งก็คือ “ทักษิณ” กับคนเสื้อแดง

ตามแรงกระพือของเครือข่ายขั้วการเมืองฝั่งตรงข้ามชี้เป้าประจานให้เป็นจำเลยสังคม

แต่มันก็ยังมีเครื่องหมายคำถามถึง “ศักยภาพ” ทำได้ระดับนี้เชียวหรือ

ยิ่งมองในอารมณ์นักการเมืองมุ่งไปที่การแต่งตัวรอลงสนามเลือกตั้งไม่มีประโยชน์อะไรที่จะป่วนสถานการณ์ เปิดทางให้ทหารอ้างเป็นเหตุลากยาวอำนาจต่อ

แบบที่ “บิ๊กตู่” ตั้งแง่ไว้ ไม่สงบไม่ปล่อยเลือกตั้ง

โดยเงื่อนไขย้อนแย้ง น้ำหนักมันยังเบาเกินไป

ไม่อย่างนั้นแกนนำเสื้อแดงคงไม่กล้าท้าสาบานให้พิกลพิการกันไปข้าง

เอาเป็นว่า เทียบกันอีกปมยังมีน้ำหนักความน่าจะเป็นมากกว่า ในมุมของปัจจัยเหตุจากภายนอก แบบที่รู้กันดีว่า นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทหาร คสช.ที่อิงไปทางจีนแผ่นดินใหญ่กับประเทศรัสเซียเพื่อถ่วงน้ำหนักกับสหรัฐอเมริกา

ท่ามกลางบรรยากาศกรุ่นๆว่าด้วยข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ระหว่างมหาอำนาจสหรัฐฯ จีน ฟิลิปปินส์ นับวันจะยกระดับความตึงเครียด

ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายไอเอสประกาศเบนเป้าใหม่มาก่อการในอาเซียน ถึงขั้นที่ประเทศสิงคโปร์กับมาเลเซียยกระดับการเตรียมรับมือขบวนการก่อการร้าย

ประกอบกับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทยก็มี “หัวเชื้อ” สารพัดขบวนการโจรแบ่งแยกดินแดน โดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็นที่กำลังอยู่ในขั้นเปิดโต๊ะเจรจากับรัฐบาลให้รับเงื่อนไข แต่จากผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญใน 3 จังหวัด นราธิวาส ปัตตานี ยะลา พากันโหวตคว่ำ

สะท้อนอารมณ์ไม่พอใจเงื่อนไขอำนาจการปกครองภายใต้ คสช.

และเมื่อรัฐบาลทหารได้ผลประชามติยกระดับความชอบธรรมในการลากยาวอยู่ต่อ

ก็เป็นไปได้ ระดับความไม่พอใจมันเลยถึงจุดระเบิด.

ทีมข่าวการเมือง

 

การเมืองต้องปรับตัว : อนาคตประเทศไทยภายใต้กติกาใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690231

 

“อย่าไปตีความว่าเป็นชัยชนะเด็ดขาด”

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่งเสียงไปถึงรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่างที่ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์เหตุระเบิดป่วนเมืองหลายจุดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนบน

โดยให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) และคำถามพ่วง ที่ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว

แต่จำเป็นต้องวิเคราะห์ผลที่ออกมาจะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจ เพื่อเรียนรู้วิถีทางประชาธิปไตย ไม่ว่าผลออกมาหน้าไหนล้วนเป็นห้องเรียนประชาธิปไตย

ไปดูตัวเลขการรับร่างรัฐธรรมนูญ รับร่าง รธน. 61 เปอร์เซ็นต์ ไม่รับร่าง รธน. 38 เปอร์เซ็นต์

คำถามพ่วง เห็นด้วย 58 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย 41 เปอร์เซ็นต์

มีหลายปัจจัยที่ประชามติ 2 คำถามผ่าน ปัจจัยสำคัญที่สุดน่าจะเป็น “ประชาชนตรงกลาง” ที่ส่วนใหญ่เทข้างเห็นชอบซึ่งอาจจะเกิดจากเบื่อการเมืองที่ขัดแย้งมาตั้งแต่ปี 49

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ประกาศว่าจะรับร่าง รธน. และคำถามพ่วง ตรงนี้มีผลมาก

ต่างจากนักการเมืองเมื่อประกาศจุดยืนมีผลน้อยกว่า อย่างกรณีพรรคประชาธิปัตย์อาจจะยังงงไม่หายว่า ฐานเสียงพื้นที่ภาคใต้และ กทม.ทำไมจึงเป็นภาคที่รับมากที่สุด

การแสดงออกของคนภาคใต้ไม่ใช่การไม่รับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นการไม่รับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มากกว่า เพราะนายทักษิณเคยประกาศล่วงหน้ามาก่อนว่า ไม่รับ ดังนั้น ปัจจัยผ่าน ไม่ผ่าน ไม่มีประเด็นตรงนี้

ปัจจัยเหล่านี้เมื่อคนยืนอยู่ตรงกลางนำมาเทียบเคียงในยุค คสช.ที่เข้ามา 2 ปี รู้สึกว่าประเทศชาติสงบขึ้น จึงออกมาเทคะแนนให้ แม้ความเป็นประชาธิปไตยเมื่อเทียบกับปี 50 จะลดลงก็ตาม

สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องวิเคราะห์ “คนที่ชี้ขาดประชามติ” ซึ่งเป็นคนกลางๆประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ตัดสินใจในช่วงวันท้ายๆ

ซึ่งคนกลางๆเป็นสวิงโหวตเตอร์ เทไปข้างไหน ข้างนั้นย่อมชนะ คนกลางๆ “เปลี่ยนข้าง” ได้ตามสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามที่เล่นการเมืองกันอยู่ การเมืองทุกประเทศเป็นแบบนี้

อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงเสียงที่ไม่รับร่าง รธน.และคำถามพ่วง ซึ่งมีจำนวนเสียงไม่น้อยเมื่อนำมารวมกัน

ชนะกันแค่ “เฉือน” ไม่ใช่ “ชนะขาด”

ฉะนั้นอย่าไปตีความว่าคนที่เห็นชอบคำถามพ่วงต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ

ถ้าตีความแบบนี้อันตราย

และขอให้ คสช.คำนึงถึงการตั้ง ส.ว.ชุดใหม่ที่มีวาระ 5 ปี จะตั้งตามอำเภอใจไม่ได้

ตลอดการให้สัมภาษณ์ นายปริญญา ได้ตอกย้ำเน้นพิเศษเป็นระยะๆให้รัฐบาลคำนึงถึงและไม่ควรมองข้ามเสียงที่ไม่เห็นชอบ วันนี้บ้านเมืองจำเป็นต้องอนุญาตให้มีเสียงทักท้วงได้

เพราะมีเสียงเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ “เป็นคะแนนเสียงที่มีความหมาย” เมื่อรวมกับคนที่ไม่ไปใช้สิทธิอีก 22 ล้านคน ส่วนนี้อาจจะนอนหลับทับสิทธิ แต่อย่าลืมว่าคนส่วนหนึ่งไม่ไปใช้สิทธิ เพราะไม่ยอมรับการลงประชามติ

ทั้งหมดผมไม่ได้เป็นการสรุปว่าใช่หรือไม่ แต่การไปตีความว่าใช่ จะกลายเป็นปัญหาในอนาคตได้

เพราะความขัดแย้งได้เปลี่ยนไปแล้ว เดิมเป็นความขัดแย้งระหว่างคนสองสี แต่พอผลประชามติออกมา รัฐบาลหรือ คสช.จากเดิมเป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยและพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย ก็กลายเป็นขั้วหนึ่งของความขัดแย้ง

โดยเฉพาะยิ่ง คสช.มีอำนาจตั้ง ส.ว.เข้าไปเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส. ในที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. 500 คน ส.ว. 250 คน ต้องการ ส.ส. อีกแค่ 126 คนรวมเป็น 376 คน มีเสียงเกินครึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งดึงพรรคขนาดกลางเข้ามาร่วมด้วยไม่น่าจะยาก

แต่วิธีนี้นายกฯจะอยู่ไม่ได้ เพราะมี ส.ส.อยู่ในมือไม่ถึง 250 เสียง ย่อมถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือถูกล้มได้ และการเสนอร่างกฎหมายต่างๆ จะไม่ผ่านชั้นสภาผู้แทนราษฎร

ตัวเลข ส.ส.250 คน มีความหมายและจำเป็น เพราะเป็นตัวเลขที่ลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯและใช้เสียง 2 ใน 3 โหวตนายกฯ จากจำนวนสมาชิกรัฐสภา 750 คน

วิธีการเลือกนายกฯแบบนี้ควรระมัด ระวังให้ดี

ไม่เช่นนั้นจะพัฒนาการในทางที่รัฐบาลชุดต่อไปกลายเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายไม่รับร่าง รธน.เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง

ทหารควรมีบทบาทรักษาความสงบเรียบร้อยนำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย

ปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าจะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรระมัดระวังที่สุด

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ขอฟันธงจะได้รัฐบาลผสม เพราะการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม พรรคใหญ่จะได้คะแนนน้อยลง ได้คะแนนไม่ถึงครึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด พรรคขนาดกลางจะได้คะแนนเพิ่มมากขึ้น

ก็ควรปล่อยให้พรรคการเมืองรวม ส.ส.ได้ 376 คนขึ้นไปเลือกนายกฯ

ตามบทเฉพาะกาล คนที่จะเป็นนายกฯได้ต้องอยู่ในสามชื่อในบัญชีของแต่ละพรรคการเมือง ตามกติกาและข้อมูลของการเลือกตั้งปี 54 นำมาเปรียบเทียบกับกติกาในปัจจุบัน มีเพียง 4 พรรคการเมือง ถ้าไม่มีการเซ็ตซีโร่ล้างไพ่พรรคการเมืองหรือมีพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาตัดคะแนนพรรคใหญ่

ถ้าประชาชนเลือกตั้งแบบเดิมจะมีแค่พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา รายชื่อนายกฯจะอยู่ใน 12 คน

ข้อย้ำว่าควรปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ ตามที่ประชาชนเห็นชอบ ควรให้โหวตรายชื่อนายกฯจากพรรคการเมืองเหล่านี้ และถ้าไม่มีปัจจัยตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา เราอาจจะได้เห็นรัฐบาลผสมระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์

เพราะเป็นเรื่องยากมากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะไปร่วมกับ ส.ว.ตั้งรัฐบาล เปิดให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ

แต่ถ้า คสช.ตั้งใจจะเป็นรัฐบาล ต้องรวม ส.ส.ในมือให้ได้ 250 คน ถ้าสองพรรคใหญ่รวม ส.ส.ได้เกิน 250 คนจะทำอย่างไร ก็ต้องหาทางทำให้สองพรรคนี้ได้ ส.ส.น้อยกว่า 250 คน

เช่น ตั้งพรรคขึ้นมาแข่งขันเพื่อตัดคะแนน หรือเซ็ตซีโร่ล้างไพ่พรรคการเมืองใหม่หมด ซึ่งการเซ็ตซีโร่น่าสนใจ และเป็นเรื่องใหญ่มาก มีผลกระทบต่อทุกพรรคการเมือง

ซึ่งการเมืองเหมือนการเล่นไพ่ ต้องถือไพ่หลายหน้าบนมือ ถ้าไม่ถึงเวลาทิ้งเขาก็ไม่ทิ้ง เหมือน พล.อ.ประยุทธ์ตอบคำถามถึงประเด็นการตั้งพรรค การเมืองใหม่ เพื่อให้ท่านเป็นนายกฯ ท่านก็ไม่ตอบคำถาม เพราะยังไม่ถึงเวลาทิ้งไพ่จะแบให้ดูทำไม เมื่อถึงเวลาเล่น ไม่เล่นก็ได้

ตัวแปรสำคัญตอนนี้คือมีการโยนหินถามทางตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปขึ้นมา และปัจจัยสำคัญตอนนี้ต้องติดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองจะเอาอย่างไร กำหนดให้เซ็ตซีโร่ล้างไพ่พรรคการเมืองหรือไม่ พรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นมาจะเป็นพรรคอะไร มีศักยภาพแค่ไหน จะเกี่ยวโยง คสช.หรือไม่

ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่จะกระตุ้นอย่างไร เพื่อให้พรรคการเมืองปฏิรูปเพื่อเดินหน้าประเทศไทย นายปริญญา บอกว่า ผลของการออกเสียงประชามติอย่าวิจารณ์เฉพาะเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญว่าจะพาประเทศถอยหลัง ทำให้ประชาธิปไตยพัง

เพราะประชาธิปไตยที่พัง บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ปัจจัยหนึ่งเกิดจากนักการเมืองบางส่วนด้วย

ฉะนั้น วันนี้พรรคการเมืองจะต้องพัฒนาสร้างศรัทธาประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นกับประชาชนให้กลับมาอีกครั้ง

พรรคการเมืองแบบใหม่ต้องมีประชาธิปไตยภายในพรรคให้มากขึ้น

เมื่อพรรคการเมืองปฏิรูปตัวเอง คสช.ปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ บ้านเมืองจะเดินต่อไปได้

ในอนาคตประเทศจะไม่เกิดวิกฤติอย่างที่เรากลัวกัน.

ทีมการเมือง

 

ผลประชามติสะท้อนประชาชน“เลือก”ความสงบ : การเมืองปรับตัว ทหารอย่าเหลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689208

 

เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 16,820,402 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 61.35 ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 10,598,037 คะแนน เห็นชอบคำถามพ่วง 15,132,050 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 58.07 ไม่เห็นชอบคำถามพ่วง 10,926,648 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 41.93

จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 29,740,677 คน คิดเป็นร้อยละ 59.40

สรุปผลการลงประชามติอย่างเป็นทางการที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งรายงานถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ถือเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์กันพอสมควร

เพราะตามรูปการณ์ของกระแสก่อนวันเปิดคูหากาบัตร 7 สิงหาคมที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน วัดระดับเสียงของฝ่ายไม่รับดังกลบเสียงของฝ่ายรับ

แม้แต่หน่วยข่าวความมั่นคงยังให้น้ำหนักไปในทางไม่ผ่าน

แต่ผลออกมาตรงกันข้าม ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ไม่ใช่แค่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังเทคะแนนโหวตผ่านคำถามพ่วงไปในทิศทางเดียวกัน

นั่นหมายถึงการยอมรับเงื่อนไขกติกาใหม่ ภายใต้การกำกับสถานการณ์โดยรัฐบาลทหาร

ไม่สนใจว่ารูปแบบจะอิงไปทางฝั่งรัฐประหารมากกว่าประชาธิปไตย

มันจึงแปลความได้ว่าอำนาจพิเศษของ คสช.ได้รับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นอีกขีดระดับหนึ่ง

ซึ่งก็เล่นกระแสตามน้ำต่อเนื่องเลย หลังได้รับการรายงานผลอย่างเป็นทางการจาก กกต. พล.อ.ประยุทธ์จัดคิวแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แสดงความขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้การประชามติผ่านไปได้ด้วยความสงบเรียบร้อย

โดยขอให้ทุกฝ่ายยอมรับในผลการประชามติ

และขอบคุณในความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.และรัฐบาล พลังประชามติครั้งนี้มีความหมายมากต่ออนาคตของประเทศ อย่างน้อยก็แสดงให้โลกรู้ว่าชาวไทยคิดอย่างไร ต้องการอย่างไร

ย้ำถ้าบ้านเมืองสงบจะได้เลือกตั้งตามโรดแม็ป ปลายปี 2560

ตามจังหวะกระตุ้นความหวัง สร้างบรรยากาศดีๆ ล้อไปตามสัญญาณตอบรับเชิงบวกทางเศรษฐกิจ ภายหลังประชามติผ่านทำให้ตลาดหุ้นดีดขึ้น สภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯพากันคึกคัก

ตอบรับความชัดเจนทางการเมือง

เรื่องของเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์และทีมงาน คสช.ก็ประเมินออก งานนี้ทุกฝ่ายหวังไปที่การเดินหน้าเลือกตั้งตามโรดแม็ป ทั้งภาคธุรกิจ ประชาชนทั่วไป

มันคือเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินโหวตผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

แต่ปัจจัยสำคัญที่สุด ประชาชนเลือกความสงบมาก่อนเงื่อนไขประชาธิปไตย

ในอารมณ์ผู้คนยังหวาดผวาไม่หาย ทั้งกลัวทั้งเบื่อหน่ายกับบรรยากาศ “ม็อบครองเมือง” สถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายจากวิกฤติการเมือง

กลัวสถานการณ์ย้อนกลับไปสู่จุดที่นักการเมืองเอาไม่อยู่

ทหารจึงยังได้รับความไว้วางใจในการคุ้มครองสวัสดิภาพ กำราบขาป่วน มวลชนทุกขั้วทุกสีให้อยู่อย่างสงบรอสถาน-การณ์เปลี่ยนผ่าน

ประชามติ 7 สิงหาคม คือคำสั่งประชาชนต้องการให้บ้านเมืองสงบไว้ก่อน

แน่นอน ในส่วนของนักการเมือง ผลออกมาแบบนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า โดนตบหน้าอย่างจัง

ต้องมานั่งทบทวนพฤติกรรมกันอย่างแรง

กับปรากฏการณ์ “แห่ไม่ขึ้น” ผู้นำกระแส มวยแม่เหล็กระดับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงจุดยืนชัดๆ ออกอากาศ ประกาศ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

โดยมี “ปรมาจารย์” ระดับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ถือหาง แสดงท่าทีสนับสนุนจุดยืนของลูกศิษย์รัก

ขณะที่อีกฟาก อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช.ปิดกั้นการแสดงความเห็นของฝ่ายคัดค้าน

อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็โจมตีข้ามประเทศ ซัดรัฐธรรมนูญงี่เง่าไร้ประโยชน์

พรรคเพื่อไทยชูธง “โหวตคว่ำ” ค่ายประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ชูธงตาม “อภิสิทธิ์”

แต่ผลก็คือคะแนนโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญเขียวเต็มพรึบในพื้นที่ปักษ์ใต้ฐานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์

ไม่เว้นแม้แต่จังหวัดตรัง ฐานที่มั่นของคนชื่อ “ชวน หลีกภัย”

ภาคเหนือ ภาคอีสาน ฐานใหญ่ของพรรคเพื่อไทยก็เสียงแตก เสียงโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญแทรกเข้าไปในหลายจังหวัดที่อยู่ในโซนพื้นที่สีแดง

“อภิสิทธิ์–ชวน–ยิ่งลักษณ์–ทักษิณ” โดนหักหน้า

ประชาชนส่วนใหญ่โหวตสวน ไม่สนสัญญาณชี้นำจากนักการเมือง

ไม่นำพากับกระแสต้านรัฐธรรมนูญเผด็จการ

นั่นก็เพราะคนไทยได้รับบทเรียนจากการเมืองระบบอุปถัมภ์แบบไทยๆมานานจนนับช่วงอายุคนได้ ในห้วง 84 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475

ประชาธิปไตยก็แค่วาทกรรมเลื่อนลอย ข้ออ้างในการเข้าสู่อำนาจและกอบโกยผลประโยชน์

หมดยุคนักการเมืองพันธุ์เก่าต้องปฏิรูปใหญ่ คนไม่อยากเห็นการเมืองกลับไปสู่ระบบเดิมๆอีกต่อไป

ถึงเวลาที่ประชาชนบังคับให้ “ถ่ายเลือด”

ท่ามกลางกระแส “เซตซีโร่” ล้างไพ่ล้มกระดานพรรค การเมือง เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่

นักการเมืองพ่ายกระแส ทำได้แค่ก้มหลบต่ำ

ต้อง “สำเหนียก” กับคำสั่งของประชาชน

แต่กระนั้นก็ดี แม้จะอยู่ในสถานะของผู้ชนะ กำชัยเหนือกว่าในเกมชิงกระแส ทหารเองก็อย่าเผลอ “ย่ามใจ” กับมติมหาชนที่เพิ่มภูมิคุ้มกันให้จากประชามติ

โดยเฉพาะอาการส่อพฤติกรรมของการต่อท่ออำนาจชัดๆ

แบบที่ไม่ทันข้ามวันหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติพร้อมคำถามพ่วงที่เป็นพิมพ์เขียวอำนาจของ คสช.ในการลากยาวอำนาจพิเศษคุมเกมช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 5 ปี

ก็มีขบวนการเปิดค่ายการเมืองรองรับทันที

ตามคิวที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เครือข่ายฝ่ายต้านระบอบทักษิณคนดังแถลงตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปรอลงสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป

พร้อมประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สะท้อนจากผลประชามติที่ชนะท่วมท้น

ยังดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่กระโดดรับมุกในทันทีทันใด

เพราะนั่นคือการแบไต๋ให้สังคมเห็น “ลิ้นไก่โผล่” กระตุกกระแสหมั่นไส้โดยไม่จำเป็น

ในอารมณ์ที่สังคมอยากเห็นทหารเป็นแค่ “รปภ.คุ้มกันสถานการณ์”

เรื่องของเรื่องต้องไม่ลืมว่า ยังมีตัวแปรสำคัญอยู่ในจำนวนผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิลงประชามติร้อยละ 41 ที่ไม่รู้ว่าคิดเห็นอย่างไรกับการให้รัฐบาลทหาร คสช.คุมเกมลากยาวช่วงเปลี่ยนผ่าน

ในขณะที่หัวเชื้อความขัดแย้งยังซ่อนอยู่ใต้พรม “อำนาจพิเศษ” ไม่ได้หายไปไหน

ไม่ใช่แค่ปมการเมืองเรื่องระหว่างขั้วอำนาจขัดแย้งที่ยังสะกดคำว่าปรองดองไม่ได้ มันยังมีประเด็นที่เกี่ยวโยงกับความมั่นคงอื่นๆ ที่แฝงอยู่ทุกอณู

โดยเฉพาะกับเหตุระเบิดป่วนเมืองที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ หลังผ่านประชามติไปไม่กี่วัน ล็อกเป้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต ตรัง กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี

ไล่มาจนถึงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ตั้งใจก่อเหตุวันสำคัญ ทำลายบรรยากาศของประเทศ

เบื้องต้นฝ่ายความมั่นคงฟันธงเป็นการก่อวินาศกรรม ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ก่อการร้าย ไม่โยงกับผลประชามติใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ที่ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

รีบคุมวงให้จำกัดอยู่แค่การป่วนเมืองธรรมดาไว้ก่อน

แต่แน่นอนไม่ว่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดีกลุ่มไหน กลุ่มการเมือง กลุ่มก่อการร้าย หรือแม้แต่กลุ่มไอ้โม่งที่โยงกับการเปลี่ยนผ่านอำนาจในกองทัพช่วงฤดูโยกย้ายใหญ่ประจำปี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันคือการท้าทายอำนาจทหาร คสช.

เป็นแรงเสียดทานที่ก่อแรงกระเพื่อมให้พลิกคว่ำพลิกหงายได้

โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลอยู่ในภาวะย่ามใจในอำนาจ เหลิงประมาทฝ่ายต่อต้าน

สรุปก็คือ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้อำนาจของ คสช.เอง จะประคองภูมิคุ้มกันที่ได้เพิ่มมาจากผลการประชามติในการรักษาระดับ “ความชอบธรรม” ไว้ได้นานแค่ไหน

ไม่ต้องมองไปไกล แค่เฉพาะหน้าในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ปีครึ่งก่อนเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่วางไว้

โดยเงื่อนไขอำนาจพิเศษที่เอื้อให้รัฐบาลทหารจะใช้เป็นประโยชน์ต่อการบริหารเศรษฐกิจ ประคองปัญหาปากท้องประชาชนได้แค่ไหน

ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อสางปัญหาหมักหมมในสังคมไทยอย่างจริงจังระดับใด

เหนืออื่นใดกับปมอันตราย รายการทุจริต คอร์รัปชัน พฤติกรรมใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องในหมู่น้องๆพี่ๆ วงท็อปบูต ยังจะมีออกมาเป็นระยะๆแบบที่ผ่านมาหรือเปล่า

ถ้าโดนจับได้ไล่ทัน ประจานคาหนังคาเขา

ประชาชนเรียกร้องเอาอำนาจคืน ทหารก็จ๋อยเหมือนกัน.

“ทีมการเมือง”