อาฟเตอร์ช็อกประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689047

 

บึม! เขย่าขวัญป่วนเมืองกันหลายจุด

เหตุการณ์ลอบวางระเบิดย่านใจกลางเมืองท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งในภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ไล่เลี่ยตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 11 ส.ค. ต่อเนื่องถึงช่วงเช้าวันที่ 12 ส.ค.

พุ่งเป้าแหล่งท่องเที่ยวดัง ทั้งที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่เจอเหตุระเบิด 3 ครั้งต่อเนื่องที่บริเวณหอนาฬิกา 1 จุด และบริเวณโรงเรียนเทศบาลหัวหิน 2 จุด

ขณะที่ จ.สุราษฎร์ธานี เกิดเหตุระเบิดกลางเมืองที่หน้าสถานีตำรวจน้ำ ในจังหวะสิ้นเสียงเพลงชาติเวลา 08.00 น. ส่วนที่ จ.พังงา เกิดเหตุ 2 จุดที่บริเวณทางเข้าตลาดนัดบ้านบางเนียง

และ จ.ภูเก็ต ระเบิด 2 จุด บริเวณลานโลมา หาดป่าตอง และป้อมยามบางลา หน้าหาดป่าตอง รวมถึงก่อนหน้านี้ที่ จ.ตรัง จุดตลาดนัดเซ็นเตอร์พอยท์

ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

รวมถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้หลายจุดที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน ตามตลาด ร้านค้าขนาดใหญ่ และห้างสรรพสินค้าใน จ.กระบี่ พังงา ตรัง สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช

คร่าความสุขของคนไทยในช่วงกำลังเฉลิมฉลองวันสำคัญ และเจาะจงทำลายภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้อันดับต้นๆของประเทศไทย

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักเกาะติดเหตุการณ์ระเบิดป่วนประเทศไทย รายงานข่าวกันอย่างเอิกเกริก เป็นข่าวดังไปทั่วโลก

หลายประเทศต้องประกาศเตือนคนของตัวเองให้เลี่ยงการเดินทางมาท่องเที่ยวที่จังหวัดภาคใต้

คสช.ถูกกระตุกหนวดเสือ อาศัยช่วงที่กำลังการ์ดตก ผ่อนคลายโทนดุดัน หลังเพิ่งผ่านการหย่อนบัตรประชามติร่างรัฐธรรมนูญไปหมาดๆ ลอบก่อเหตุร้ายพร้อมกันหลายจุด

ร้อนถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่เพิ่งเบิร์ธเดย์ครบรอบ 71 ปี ไปหมาดๆ ต้องเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงโดยด่วน

ระดม ผบ.ทุกเหล่าทัพ หน่วยข่าว และกระทรวงมหาดไทย ประเมินสถานการณ์และสรุปหาสาเหตุความเชื่อมโยงในเหตุการณ์โจมตีเมืองท่องเที่ยวทางภาคใต้

โดยเบื้องต้นเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มขบวนการเดียวกัน ที่ไม่ต้องการให้เกิดความสงบขึ้นในประเทศ แต่ไม่ใช่สาเหตุที่ลุกลามจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สอดรับไปทางเดียวกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ที่ระบุว่า เป็นเรื่องการสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายของผู้ไม่หวังดี เพื่อให้เกิดความสับสนอลหม่านในช่วงที่บ้านเมือง เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกำลังดีขึ้น

ตรงตามประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงยืนยันเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การก่อการร้าย และไม่เชื่อมโยงเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่หวาดผวากัน

เป็นแค่การก่อวินาศกรรมเฉพาะพื้นที่ หรือเรื่องความขัดแย้งภายในประเทศเท่านั้น

รีบกระตุกขวัญประชาชนให้กลับคืนมา ไม่ให้ตื่นตระหนกมากกว่านี้

อย่างไรก็ตามแม้จะตั้งสมมติฐาน ประเมินแรงจูงใจการก่อเหตุไปต่างๆนานา ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดถึงเหตุวินาศกรรมป่วนเมืองรอบนี้มาจากสาเหตุใด

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดเจนว่า หัวเชื้อความรุนแรงยังคงสะสมอยู่ สถานการณ์ยังคุกรุ่น ความขัดแย้งรุนแรงมีสิทธิปะทุได้ตลอดเวลา

แน่นอนที่สุด แรงจูงใจอันดับแรกตามสคริปต์ ที่ถูกลากโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุป่วนเมืองรอบนี้ หนีไม่พ้นประเด็นการเมือง

จากข้อสันนิษฐานที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องทางการเมืองที่เกี่ยวโยงกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพราะพื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่รับร่างรัฐธรรมนูญ

สะท้อนรูปการณ์ไม่ยอมรับผลการทำประชามติตามที่หลายฝ่ายเป็นห่วงก่อนหน้านี้

ได้เวลาขั้วอำนาจพิเศษกระชับกระบองยักษ์แน่น ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองหายใจได้คล่องขึ้น ภายหลังร่างกติกาประเทศฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน

อาฟเตอร์ช็อกประชามติออกฤทธิ์ เขย่าโปรแกรมเลือกตั้งปลายปี 2560 หรือไม่

เพราะ “บิ๊กตู่” ย้ำอยู่เสมอ ถ้าประเทศไม่สงบ ก็อดเลือกตั้ง.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘ล้างไพ่’ สูตรที่เข้าล็อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688267

 

มากันเนืองแน่น ในวันเกิดครบ 71 ย่าง 72 ปีของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ทั้ง ครม. แม่ทัพนายกอง บิ๊กตำรวจ ข้าราชการ แห่ตบเท้าเข้าอวยพร ทำเอาเจ้าของวันเกิดยิ้มปลื้ม

สุขภาพแข็งแรง ฟิตเปรี๊ยะ แน่นปึ้กในเรื่องบารมี

แล้วที่ไม่พลาดงานมงคลของพี่ใหญ่ สำหรับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่แนบแน่นกับ พล.อ.ประวิตร ชนิดกินอยู่บ้านเดียวกันมาตั้งแต่อยู่ในรั้วทหาร คบหามากว่า 40 ปี

คิวนี้น้องรักแวะมาแฮปปี้เบิร์ธเดย์พี่เลิฟแต่เช้าตรู่ ดับข่าวที่คนคู่แห่ง คสช.เองก็ประสานเสียงปฏิเสธมาตลอด ถึงคิวพี่น้องขบเหลี่ยม

ยกสัมพันธ์ล้ำลึกจนเกินกว่าที่จะทะเลาะเบาะแว้ง แย่งเป็นใหญ่

จากที่มีกระแส “2 พยัคฆ์ คสช.” ร้าวมาตลอด โดยเฉพาะช่วงการแต่งตั้ง

โยกย้ายในกองทัพ มีข่าวจัดโผแบ่งเป็น “สายพี่–เครือข่ายน้อง” งัดข้อประลองกำลัง

แต่ก็ดูเหมือนทั้งคู่จะรู้ และเลี่ยงเข้าแผน เพราะแตกกันเองเมื่อไหร่ก็พังทั้งคู่

สุดท้ายคลิกลงตัว เคลียร์กันได้ในหมู่พี่น้อง

เช่นเดียวกับโผทหารรอบนี้ ก็น่าจะจัดดุลกำลังในกองทัพรอบใหม่ได้ลงตัว ชนิดคาดว่าวางไปถึงแถวสอง แถวสาม แถวสี่

คุมป้อมค่ายกองทัพ ตรึงกำลัง ขึงลวดหนาม ในห้วงเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

เช่นเดียวกับ “พิมพ์เขียวหลัก” อำนาจพิเศษ หลังประชามติ “ทางสะดวก” ให้ขยับแผน

โดยมีช็อตแทรกสำคัญ กรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน แกนนำเครือข่าย 40 ส.ว. เปิดตัวแต่หัววัน ประกาศตั้งพรรคการเมือง “ประชาชนปฏิรูป” รองรับนายกฯ ที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” คนเดียวที่เหมาะสม

ถึง “บิ๊กตู่” จะบอกปัด “ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน อยากพูดก็พูดไป” แต่ก็ไม่ปฏิเสธเต็มคำ

ต้องติดตามต่อไปจะมี “ผู้นำคนนอก” คิวเบิ้ลเก้าอี้นายกฯมาจริงหรือไม่

เช่นเดียวกับปม “เซตซีโร่” ล้างไพ่ยุบพรรคการเมือง เพื่อจดทะเบียนจัดตั้งพรรคกันใหม่ โดยมีกระแสข่าวว่าจะถูกนำบทบัญญัติไปใส่ไว้ในกฎหมายลูก ร่าง พ.ร.บ.พรรค การเมือง

แล้วก็บังเอิญเป็นอีกคิวที่คนที่เกี่ยวข้องไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ตอบคำถามหลังรู้ผลประชามติ ถึงกรณีที่มีการจับตาเรื่องนี้ โดยปฏิเสธ ยังนึกไม่ออกว่าจะต้องทำอย่างนั้นทำไม โดยเรื่องนี้ต้องฟังพรรคการเมืองบางพรรคอยากให้เซตซีโร่

แจกแจงยาว ที่มองว่าเพื่อเริ่มต้นกันใหม่ ก็คงไม่เท่ากันอยู่ดี พรรคเก่ามีฐานอยู่แล้ว

แต่อาจจะมีตรงคุณสมบัติสมาชิกพรรค อาจจะต้องกำหนดให้สอดคล้องรัฐธรรมนูญ

ยังไม่ปิดช่อง “ล้างไพ่” กันทีเดียว

นั่นก็อ่านทางล่วงหน้ากันมา ตั้งแต่มีกระแสข่าวล้างไพ่

ป้อมค่าย ล้างกระดานนักการเมือง ปม “เซตซีโร่” ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยเป็น “ดร.วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เปิดไต๋มาก่อนหน้านี้เอง

จนมีคำถามในช่วงร่างรัฐธรรมนูญ กับปมที่อาจซ่อนไว้ในกฎกติกาประเทศ

ชนิด “ซือแป๋มีชัย” ต้องปฏิเสธมาตลอด กระทั่งถึงคิวปั๊มกฎหมายลูกครั้งนี้

แล้วก็ดูเหมือนจะรู้ชะตากรรมล่วงหน้า หลายขั้วหลายพรรคเริ่มขยับรับคิวล้างไพ่ กระทั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกฯ เอ่ยปากถ้า กรธ.เอาจริงก็ต้องยอมรับ

เพียงแต่ดักทางวาระแฝง ปมเซตซีโร่ต้องมีเหตุผล ทำเพื่อให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน

ถ้าตั้ง “พรรคเฉพาะกิจ” พรรคของบุคคลที่มีเจ้าของ ก็ทำง่าย

ทั้งหมดทั้งปวง ถ้าคิวนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “พิมพ์เขียว” ของอำนาจพิเศษ ก็คงจะเห็นทิศทางกันในไม่ช้า

ในจังหวะตีเหล็กเมื่อร้อน ปม “เซตซีโร่” ถึงจังหวะเร่งเครื่อง

กับห้วงที่เริ่มมีเสียงเชียร์ หนุน “จัดระเบียบการเมือง”

โดยเฉพาะการ “ปลดล็อก” ล้างไพ่ เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองวิ่งจับขั้วกันใหม่ โดยไม่มีนายทุนผูกขาด ล้างเงื่อนไขพันธนาการในการลาออกจากสังกัดเดิม

สูตรที่ผู้ถือดุลอำนาจรัฏฐาธิปัตย์น่าจะได้หลายเด้ง ทั้งล้างปมขั้วฝ่าย แก้โจทย์สีเสื้อ

และยังเข้าแผน เข้าทาง “พิมพ์เขียว” อำนาจพิเศษ.

ทีมข่าวการเมือง

 

วางหมากล้อพิมพ์เขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/687313

 

ข่าวลือไม่สู้ดีดันมาตอนใกล้วันเกิดพอดี

ตามจังหวะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ต้องปฏิเสธกระเเสข่าวที่เกิดอาการเป็นลมหน้ามืดและถูกหามส่งโรงพยาบาลกลางดึกคืนวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา

โดยเจ้าตัวยังมาทำงานปกติ และยืนยันเสียงแข็งเลยว่า ชีวิตเกิดมาไม่เคยเป็นโรคที่เป็นลม ตอนนี้ปกติดีไม่ได้เป็นไปตามข่าวลือที่ว่าเครียดเพราะทำงานหนักจนหน้ามืด

พร้อมกับท้าให้ไปดูได้เลยว่ายังแข็งแรงอยู่หรือไม่ ในวันที่ 11 สิงหาคม ที่ พล.อ.ประวิตรจะเปิดอาณาจักรมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดในค่าย ร.1 รอ.ให้คณะบุคคล

เข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 71 แน่นอน

ฉากสะท้อนบารมี “พี่ใหญ่” บูรพาพยัคฆ์วนมาอีกรอบปี

ท่ามกลางเงื่อนสถานการณ์ที่กำลังเข้าสู่จุดการจัดทัพปรับอำนาจ ในฤดูเกษียณอายุราชการจังหวะการปรับโยกย้ายขุนทหารประจำปี

สปอตไลต์ก็พุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กป้อม” จุดศูนย์รวมอำนาจตามฟอร์ม

จะวางกำลังคุ้มกันหลัง คสช.อย่างไรให้ชัวร์ว่าปลอดภัย

ยิ่งเป็นอะไรที่ต้องล้อตามโจทย์เงื่อนไขในการต่อเวลาคุมเกมอำนาจพิเศษออกไปอีกอย่างน้อย 5 ปีในช่วงเปลี่ยนผ่าน และอย่างยาวตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี

ตาม “พิมพ์เขียวอำนาจ” ที่ได้รับฉันทานุมัติจากเสียงประชามติส่วนใหญ่เห็นชอบกับ “คำถามพ่วง” เปิดทางให้ “ส.ว.ลากตั้ง” ร่วมกำหนดตัวนายกรัฐมนตรี

ได้เหลี่ยมคุมเกมรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง

ทหารแทรกตัวเข้าไปมีส่วนร่วมในการแชร์อำนาจกับฝ่ายการเมืองอย่างชอบด้วยกติกา

มันก็ยิ่งต้องล็อกคิวในกองทัพรองรับออปชั่นที่ได้มา

แน่นอนถ้ามองกันในมุมเฉพาะของ “พี่ใหญ่” มันก็อ่านกันง่ายๆ ยังไงก็ต้องจัดแถว น้องๆในทีมบูรพาพยัคฆ์ที่มองไปถึงท้ายแถวคนที่ 4 ที่ 5 แล้ว

แนวโน้ม “บิ๊กแกละ” พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ.จ่อคิวจ่าฝูงกองทัพบกคนต่อไป ต่อด้วย “บิ๊กเข้” พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่จะขยับเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. รอให้ “บิ๊กณัฐ” พล.ต.ณัฐ อินทรเจริญ รอง เสธ.ทบ. หรือ “บิ๊กตู่น้อย” พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาค 1 น้องเล็ก ไต่เส้นทางเข้าคุมตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1

หมากบนกระดานของ “บิ๊กป้อม” ไม่มีทางหลุดจากโพยนี้

เว้นเสียแต่มันมีปัจจัยของบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์ที่ยังกั๊กเกมกับบ้านใหญ่ย่านโชคชัย 4

แบบที่เห็นเกมป่วนแทรกคิวมาแบบจับทิศจับทาง จับต้นชนปลายไม่ทัน

มาแต่หัววัน ตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญเพิ่งผ่านด่านประชามติไม่ทันข้ามคืน กับฉากที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) “คีย์แมนกลุ่ม 40 ส.ว.” คนดัง ตั้งวงแถลงข่าวพร้อมกับ นพ.มโน เลาหวณิช แท็กทีมขบวนการไล่ล้างเครือข่ายธรรมกาย ประกาศตั้งพรรคการเมืองภายใต้ชื่อ “พรรคประชาชนปฏิรูป”

พร้อมชูธงหนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ลากยาวต่อไป

ชิงจังหวะเล่นเร็ว โดยที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ยังไม่ทันปรับร่างรัฐธรรมนูญตามพิมพ์เขียว “คำถามพ่วง” ที่ผ่านด่านประชามติ เปิดทางให้ท็อปบูต คสช.คุมเกมอำนาจทางการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านไปอีกอย่างน้อย 5 ปีถึง 20 ปี

ไม่ต้องมีลีลา แบไต๋เล่นกันแบบไม่เคอะเขินเลย

แต่ที่เขินก็คือ “บิ๊กตู่” ยังไม่รีบรับมุก เจ้าตัวเลี่ยงตอบคำถามนักข่าวกรณีหากถูกเชิญเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก ออกตัวเป็นเชิงไม่ต้องการจุดชนวนประเด็นใหม่

ตามสไตล์ทหาร “ขี้ระแวง” ไม่ชัวร์ว่า เครือข่ายแฝง

ฝ่ายเดียวกันจะมามุกไหน นายไพบูลย์เดินตามรอยบ้านใหญ่เทเวศร์หรือบ้านใหญ่โชคชัย 4

หวังดีหรือผลักไปล่อบาทา

อาการแบบที่ “บิ๊กตู่” ต้องเจอปมนายกฯคนนอกดักคอแต่หัววัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ใครบอก ‘อภิสิทธิ์’ เสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/686238

 

กระหึ่มโลก ข่าวดีรายวัน ทีมนักกีฬายกน้ำหนัก จอมพลังสาวและหนุ่มของไทยเดินหน้าโกยเหรียญโอลิมปิกจาก “ริโอเกมส์” ได้เป็นกอบเป็นกำ

ล่าสุด “น้องฝ้าย” สุกัญญา ศรีสุราช คว้าเหรียญทอง ในรุ่น 58 กิโลกรัม โดยมี “น้องแต้ว” พิมศิริ ศิริแก้ว คว้าเหรียญเงิน สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ นักกีฬาไทยคว้าเหรียญเงินและทองในรุ่นเดียวกัน บวกกับก่อนหน้านั้น “น้องแนน” โสภิตา ธนสาร คว้าเหรียญทองในรุ่น 48 กิโลกรัม และ “เจ้าดุ่ย” สินธุ์เพชร กรวยทอง ได้เหรียญทองแดง ในรุ่น 56 กิโลกรัมชาย

รวม 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง

ประเทศไทยอยู่ในลำดับต้นๆในกระดานสรุปเหรียญเทียบกับชาติมหาอำนาจโลก นี่ยังไม่รวมอีกหลายประเภทกีฬาที่นักกีฬาไทยเป็นตัวเต็งมีโอกาสลุ้นเหรียญ ทั้ง มวยสากลสมัครเล่น กอล์ฟ แบดมินตัน ยิงปืนเป้าบิน ฯลฯ

ดัชนีความสุขของคนไทยพุ่งพรวดเพราะผลงานนักกีฬา

ในจังหวะที่บรรยากาศทางการเมืองก็ผ่อนคลายความตึงเครียดลงไป ภายหลังการทำประชามติที่ผลออกมาผ่านทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

ส่งผลด้านบวกในเชิงจิตวิทยาในทันทีกับภาวะทางเศรษฐกิจ

ตามสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นดีดขึ้นทันทีกว่า 20 จุด สอดคล้องกับสัญญาณตอบรับจากสภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าฯ

เป็นเพราะอานิสงส์จากความชัดเจนทางการเมือง

ในจังหวะการเดินหน้าโรดแม็ปต่อเนื่องตามฉากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้เรียกประชุมทีมงาน คสช.เพื่อประมวลสถานการณ์ภายหลังการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

แสดงความขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันฝ่าด่านไปได้อย่างเรียบร้อย

โดยเฉพาะกรณีของ “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนจะได้รับการแสดงความขอบคุณจากนายกฯและหัวหน้า คสช.มากเป็นพิเศษ

มีการขอให้ทุกคนในที่ประชุม คสช.ปรบมือเป็นกำลังใจ หลังจากก่อนหน้านั้นพล.อ.ประยุทธ์ได้มอบหมายให้นางฐะปาณีย์ อาจารวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนนำช่อดอกไม้ไปมอบให้ถึงรัฐสภา

เรื่องของเรื่อง “บิ๊กตู่” เป็นคนต่อสายเชิญ “ซือแป๋มีชัย” มารับงานเสี่ยงๆด้วยตัวเอง

และยี่ห้อ “มีชัย” ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

ที่แน่ๆนี่เป็นครั้งสุดท้าย นายมีชัยยืนยันแล้วว่าจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของตัวเองแล้ว ต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว เพราะแก่แล้ว

มันก็ไม่แปลกที่มือระดับ “มีชัย” จะได้รับการขอบคุณด้วยใจจริงจากขุนทหาร คสช. ในฐานะกระบี่มือหนึ่งทางกฎหมายที่

รู้ทางและเล่นเข้าขากับสถานการณ์ “อำนาจพิเศษ” มากที่สุด

แล้วก็ย้ำสัญญาณชัดๆในการประชุม คสช.ล่าสุด จากการเปิดเผยของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ในฐานะ คสช. บอกที่ประชุมคสช.มีการยืนยันการเลือกตั้งในปี 2560

นี่ก็น่าจะเป็นจุดที่นักเลือกตั้งต้องขยับจัดกระบวนทัพนับแต่นี้ไป

ยิ่งเป็นอะไรที่ได้ข่าวแว่วๆพิมพ์เขียวในบทเฉพาะกาลที่ต้องออกแบบรับคำถามพ่วง

จ่อ “เซตซีโร่” ล้างไพ่เริ่มต้นกันใหม่

เบื้องต้นเลยเป้าโฟกัสก็คือพรรคประชาธิปัตย์ที่เกิดอาการขัดขากันอย่างเห็นได้ชัดกับทีมงาน กปปส. ตามรูปการณ์ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เสียรังวัด ไม่ว่ากรุงเทพฯหรือปักษ์ใต้ฐานใหญ่ประชาธิปัตย์แห่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญหักหน้าเจ้าตัวที่ประกาศ “โหวตโน”

ว่ากันถึงขั้นสูญเสียสถานะการนำในตำแหน่งหัวหน้าพรรค

แต่หากมองมุมกลับกัน ถ้าเทียบอาการ “หน้าแตก” กันกับสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ได้คืนมา

กับการสลัดตัวเองออกมาอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ คสช. ถือโอกาสล้างภาพของนายกรัฐมนตรีที่ตั้งกันในค่ายทหาร ลบเสียงเย้ยหยันการอยู่ใต้อุ้งท็อปบูต

กลับมายืนอยู่บนจุดที่โชว์ให้เห็นมาตรฐานของ “มหาบัณฑิตออกซ์ฟอร์ด” ที่ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย

ใครบอก “อภิสิทธิ์” เสีย ลองกลับไปคิดกันใหม่.

“ทีมข่าวการเมือง”

 

คำเดียวคือ ‘เลือกตั้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685226

 

อำกันขำๆ ถ้าไม่ใช่เพราะ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ขู่เอาผิดบรรดาสาวกเกมออนไลน์สุดฮิต “โปเกมอน โก” ไม่ให้ตามล่า “พิกะจู” ในคูหาลงประชามติ

ตัวเลขคนออกมาใช้สิทธิอาจสูงกว่านี้

ไม่พลาดเป้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดหวังไว้สวยหรูถึงร้อยละ 80

แต่อย่างไรก็ดี ด้วยจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิร้อยละ 58 จากผู้มีสิทธิทั่วประเทศ 50 ล้านกว่าคน หรือกว่า 27 ล้านคน โดยให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญร้อยละ 61 ไม่เห็นชอบร้อยละ 31 ส่วนประเด็นคำถามพ่วง ให้ความเห็นชอบร้อยละ 58 ไม่เห็นชอบร้อยละ 41

นั่นก็เป็นอะไรที่ปฏิเสธไม่ได้กับมติของประชาชนเสียงส่วนใหญ่

ไม่ว่าจะกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ แนวร่วมเสื้อแดง นปช. พรรคเพื่อไทย อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยท่าทีของฝ่ายต้านอำนาจรัฐบาลทหาร คสช. แนวร่วมฝั่งไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” และไม่เอาด้วยกับคำถามพ่วง

ต้องยอมรับความพ่ายแพ้โดยดุษฎี

ตามเงื่อนไขที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะให้สังคมสงบสุข มาก่อนเงื่อนไขประชาธิปไตย

ยอมให้ทหาร คสช.คุมหางเสือของประเทศไทยต่อไป เพราะเบื่อ เอียน ผวากับบรรยากาศม็อบครองเมือง ยึดถนน ปิดสถานที่ราชการ สถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายมาตั้งแต่ปี 2548 กว่า 10 ปีที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งทำให้ความเชื่อมั่นหายไป

ณ ห้วงเวลานี้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย ทำมาหากิน ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

มันเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ชัดกว่าคำว่า “ประชาธิปไตย” ที่ยังลอยๆ

และอีกปัจจัยสำคัญ สังเกตได้จากกระแสการตอบรับในเชิงบวกของภาคธุรกิจ สภา หอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ ที่คึกคักรับสถานการณ์หลังประชามติที่มีความชัดเจนทางการเมือง

กระตุ้นความหวังที่รอคอยอยู่ข้างหน้า

เสียงโหวตผ่านประชามติ น่าจะมอง “สัญญาเลือกตั้ง” เป็นสิ่งที่จับต้องได้และไม่เลื่อนลอย

แบบที่แต่ละฝ่ายต่างแสดงความเห็นในเชิงบวกกับผลประชามติที่ออกมา พร้อมๆ

กับมีการทวงคำมั่นสัญญาของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่บอกพร้อมจะเดินหน้าเลือกตั้งตามโรดแม็ป

ที่แน่ๆว่ากันตามปฏิทินเวลาที่กางออกมาให้เห็นกระบวนการขั้นต่อไป ในการดำเนินการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วงเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญภายใน 75 วัน ก่อนนายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ถวายร่างรัฐธรรมนูญ

จากนั้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 4 ฉบับภายใน 240 วัน ก่อนส่งให้สภา นิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาภายใน 60 วัน

และขั้นตอนต่อจากนั้นภายใน 150 วันนับจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบังคับใช้ ก็ถึงการจัดให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร

515 วันหรือ 17 เดือน โรดแม็ปก็จะถึงปลายทาง

สถานการณ์มาถึงจุดนี้ก็คงไม่มีเหตุที่จะออกอาการ “แชเชือน” กันแล้ว

ในเมื่อทีมอำนาจ คสช.ก็ได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะกับ “พิมพ์เขียวอำนาจ” ที่แฝงอยู่ในคำถามพ่วง ทำให้เดินแต้มได้ตามยุทธศาสตร์ สามารถคุม “ส.ว.สรรหา” 250 คน ในการกำหนดเกมการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านระยะสั้น 5 ปี ต่อเนื่องกับเกมยาวตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

อยู่ที่จะสลับฉาก พรางหน้า ล็อก “นอมินี” กันอย่างไร

ยกนี้ทหารเป็นฝ่ายชนะใสๆ แต่ในส่วนของนักการเมืองอาชีพเองก็ไม่ได้เสียหายมากมาย

แค่ “พ่ายกระแส” แต่สถานการณ์เดินไปได้ตามเป้าประสงค์

เพราะส่วนใหญ่ไม่ว่าคนของพรรคเพื่อไทยหรือยี่ห้อประชาธิปัตย์ต่างอยู่ในเงื่อนไขอารมณ์เดียวกันคือ อยากเลือกตั้ง หลังทนอดอยากปากแห้งมา 2–3 ปีเข้าไปแล้ว

สังเกตได้จากจังหวัดใหญ่ๆ ที่นักเลือกตั้งอาชีพระดับ “บิ๊กเนม” คุมฐานเสียง ตัวเลขออกมาจะไฟเขียวรับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าโหวตคว่ำ

ฉากหน้าก็แสดงท่าทีต้านรัฐธรรมนูญทหาร โชว์จุดยืนหรูๆ เลี้ยงเรตติ้งกันไป

แต่ฉากหลังเชื่อเถอะ ลุ้นให้ประชามติผ่านกันตัวโก่ง.

“ทีมข่าวการเมือง”

 

ตั้งโจทย์ประเทศเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส : ก้าวข้ามประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683786

 

พลันผลรายงานผลการออกเสียงประชามติออกมา จะเป็นวิกฤติหรือโอกาสของประเทศไทย

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเป็นผู้มีบทบาทเชื่อมองค์กรภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชน ร่วมเป็นเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย

ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงโจทย์ของประเทศสำหรับเตรียมรองรับสถานการณ์และปฏิรูปประเทศโดยพยายามสื่อไปถึงทุกๆฝ่าย เพื่อให้เห็นร่วมกัน ไม่ว่าผลจะออกมาคว่ำหรือหงาย รัฐธรรมนูญเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งทางกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถแบกโจทย์การปฏิรูปประเทศที่มีปมปัญหาอยู่มากมายได้

อย่าไปเอาทุกอย่างผูกมัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะโจทย์ของสังคมไทยมีมากกว่านั้นเยอะ

ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญไม่สามารถเป็นเครื่องมือวิเศษแก้ปัญหาทุกอย่างได้ ประเด็นนี้เป็นจุดที่ควรจะสื่อถึงกันและกัน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นชนวนเอาเป็นเอาตาย ถึงขั้นรัฐธรรมนูญต้องผ่านหรือไม่ผ่าน

ไม่เช่นนั้นรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นกับดักความขัดแย้งของสังคม

ฉะนั้นจะผ่านหรือไม่ผ่าน รัฐบาลประกาศย้ำเดินตามโรดแม็ป มีการเลือกตั้งตามเดิมปลายปี 2560

ผ่านหรือไม่ผ่าน สังคมไทยต้องมีโจทย์ร่วม ซึ่งเป็นผลที่หลายฝ่ายในสังคมเห็นสอดคล้องกัน เริ่มตั้งแต่การเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

ซึ่งจะต้องเตรียมความพร้อมและสะสางที่เห็นชัดเจน คือการปฏิรูปบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะวันนี้ กกต.ถูกสังคมตั้งคำถามถึงกรณีเตรียมความพร้อมการทำประชามติที่ถูกวิพากษ์ในทางลบ ถ้าจะไปจัดการเลือกตั้ง นับจากวันนี้ไป กกต.ต้องปรับเปลี่ยน ปฏิรูปวิธีการทำงานอย่างไรบ้าง

รวมถึงการปฏิรูประบบการเลือกตั้ง การทำความเข้าใจกับประชาชนด้วยว่า จะทำอย่างไรให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกไปใช้สิทธิด้วยความเข้าใจ ทำอย่างไรจะให้มีกลไกการตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม

ก่อนไปถึงการเลือกตั้งปลายปี 2560 ยังนึกถึงโจทย์นี้ด้วยว่าจะมีพรรคการเมืองให้เลือกมากกว่าสองพรรคหรือไม่ เพราะสังคมไทยจะฝากอนาคตเอาไว้กับแค่สองพรรคการเมือง บางทีก็อึดอัด

ทั้งคู่ จะมีพรรคการเมืองที่มีบทบาทเป็นทางเลือกใหม่ และตอบโจทย์หลายเรื่องที่สองพรรคเดิมไม่ได้ตอบ

ขณะนี้นึกถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายเกี่ยวกับการปฏิรูป เช่น มีพรรคการเมืองเสนอตัวแก้ปัญหาพลังงาน สิ่งแวดล้อม ชูนโยบายเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค

การจัดทำ พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง จะต้องนำไปสู่การปฏิรูปพรรคการเมืองต่อไปได้

กลไกของรัฐ รัฐบาล คสช. และ กกต.จะมีส่วนทำให้เกิดพรรคการเมืองทางเลือกอย่างไร นายบัณฑูร บอกว่า สมมติรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะต้องมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับตามกลไกและกรอบเวลาที่กำหนดไว้

โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.-พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.-พ.ร.บ.พรรคการเมืองและ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องมีเนื้อหาสาระตอบโจทย์ของสังคม

ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองบริหารด้วยความโปร่งใส ทั้งในด้านการบริหารการใช้เงินทางการเมือง การบริหารภายในพรรคที่เป็นประชาธิปไตย เป็นตัวแทนของผลประโยชน์สาธารณะ เป็นสาระที่สังคมอยากจะให้เกิดขึ้น

ขอย้ำอีกครั้งว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน การปฏิรูปประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไปด้วย ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านก็เดินหน้าต่อตามกติการัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกลไกและแผนกำหนดขั้นตอนไว้แล้ว

แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน โจทย์ก็ยังมีอยู่ แต่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรให้เกิดผลสำเร็จก่อนการเลือกตั้ง การกำหนดจัดตั้งกลไกการปฏิรูปที่มีความต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ขณะเดียวกัน การจัดทำกฎหมายอื่นๆ ถ้ากรณีร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ ก็ต้องจัดทำกฎหมายสำคัญตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ตามกรอบเวลา นอกเหนือจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ

เช่น พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิรูป พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินการของรัฐที่อาจส่งผลกระทบรุนแรง หรือรัฐมอบให้เอกชน ที่จะมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเกิดความสมบูรณ์ในการบังคับใช้ ซึ่งต้องออกภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด ขอยกตัวอย่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการดำเนินการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนัดไว้ชัดเจนว่าหากทำกฎหมายไม่เสร็จภายในกรอบเวลาหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงที่รับผิดชอบต้องพ้นจากตำแหน่ง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า พลังทางสังคมจะกดดันผู้ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ได้อย่างไร ให้นำไปสู่การปฏิรูประบบการเลือกตั้ง พรรคการเมืองและปฏิรูปด้านอื่นๆ นายบัณฑูร บอกว่า ขณะนี้พลังของสังคม ภาคประชาคม นักวิชาการ องค์กรเอกชน ภาคธุรกิจ ไม่ต้องการเห็นประเทศไทยเข้าสู่จุดอับ จุดติดขัด

ฉะนั้นพลังสังคมจะออกมาเห็นร่วมกันเรียกร้องผลักดันและเฝ้าจับตามอง เพื่อผลักดันกฎหมายที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างแบบนี้

ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ต้องกลับไปสู่โจทย์การปฏิรูป โดยเฉพาะการปฏิรูปที่ยังค้างอยู่ จะเดินต่อไปอย่างไรก่อนการเลือกตั้ง และจะออกแบบกลไกการปฏิรูปที่ทำให้เกิดการต่อเนื่องอย่างไรในรัฐธรรมนูญฉบับถัดไป เพราะการปฏิรูปต้องทำเป็นกระบวนการ และการปฏิรูปวันนี้พอผ่านไปอีกระยะหนึ่งก็จะมีโจทย์ใหม่ๆตามมา

สิ่งเหล่านี้ถ้าจะเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถัดไปหน้าตาเป็นอย่างไร โจทย์อย่างนี้จะตามมาอีก

โจทย์ที่สำคัญของสังคมไทยอีกข้อ คือกระบวนการสร้างความปรองดอง ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน เรามีโจทย์ร่วมการคลี่โจทย์การบ้านประเทศ

ทั้งการเลือกตั้งปี 2560 การปฏิรูปเพื่อหลุดพ้นปัญหาความเหลื่อมล้ำ การสร้างความปรองดอง ยุทธศาสตร์ชาติ จากที่พูดคุยกับพรรคการเมืองในหลายเวทีพบว่า พรรคการเมืองไม่ได้ปฏิเสธเรื่องกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ

ไม่เช่นนั้นพอเราเปลี่ยนรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่ต่อเนื่อง แม้แต่รัฐบาลชุดเดียวกันพอเปลี่ยนรัฐมนตรีก็เปลี่ยนนโยบาย แต่ยุทธศาสตร์ชาติถ้ามีเหตุผลจำเป็นจริงก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้

การทำยุทธศาสตร์ชาติในขณะที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ อาจจะหยิบร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อเดินต่อได้หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้ต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง เพราะยุทธศาสตร์หลักพื้นฐานคือยุทธศาสตร์ของคนทั้งชาติ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล

ฉะนั้นกระบวนการให้คนในชาติร่วมเป็นเจ้าของจะต้องทำต่อ โดยยึดปรัชญาตรงนี้ให้ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องทำ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน

ขอย้ำว่าก่อนการเลือกตั้งสิ่งที่ควรทำเพื่อให้การปฏิรูปเกิดความก้าวหน้า ซึ่งอาจจะทำได้ยากถ้าเป็นยุคหลังการเลือกตั้ง มีทั้งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตำรวจ อัยการ ระบบศาล ปฏิรูปการแก้คอร์รัปชัน ปฏิรูประบบราชการ

สิ่งเหล่านี้ควรทำหรือไม่ เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนของประเทศไทยจ่ายไปจำนวนมาก ทั้งเลือดเนื้อ ชีวิต เวลาและโอกาสที่เราตกอยู่ในวังวนความขัดแย้ง

ถ้าเริ่มต้นปฏิรูป 3 เรื่องนี้มันอาจจะไม่สำเร็จทั้งหมด แต่จะเป็นฐานสำคัญทำให้การปฏิรูปในโจทย์อื่นๆตามมา จะเกิดการปฏิรูประยะกลาง 5 ปี และระยะยาวที่วางยุทธศาสตร์ชาติจะส่งแรงต่อไปได้

ต้องยอมรับว่า 3 เรื่องนี้เป็นปัญหาร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคม พรรคการเมืองไหนเข้ามาก็ต้องจัดการกับปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ เป็นความหวังที่จะทำให้อนาคตของประเทศไทยเดินต่อไปได้ จะเป็นผลงานสำคัญที่คุ้มกับต้นทุนที่เราจ่ายไปในช่วงความขัดแย้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คุ้มกับประชาธิปไตยที่ชะงักไปใน 2 ปีกว่า

ขณะนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล คสช.ที่จะจัดลำดับความสำคัญ พุ่งเป้าไปที่ 3 เรื่องนี้ แม้ยังมีหลายเรื่องที่ต้องทำ

ทั้งหมดนี้อยากสื่อไปถึง คสช. รัฐบาลว่า สิ่งที่เสนอไปล้วนเป็นความเห็นของคนจำนวนมากในสังคมที่เห็นโจทย์เหล่านี้ร่วมกัน เป็นโจทย์ข้ามสี ข้ามฝ่าย ไม่ว่าสีการเมืองไหนก็เป็นโจทย์ร่วมกัน

ซึ่งจะเป็นทางออกจากกับดักความขัดแย้งที่สะสมเรื้อรัง และเป็นการสร้างสภาวะความปรองดองเกิดขึ้น ทั้งในมิติของสังคม เศรษฐกิจและการเมือง

เพราะเป็นการมองข้ามผลของการตัดสินว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน และโจทย์แบบนี้ตั้งต้นมาจากความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม

ซึ่งมันตอบโจทย์ปากท้องของประชาชน.

“ทีมการเมือง”

วันลงมติกติกาสูงสุด “ชี้ขาด”อนาคตประเทศไทย : คำสั่งประชาชน เหนืออำนาจใด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683242

 

ปฏิทินเวลาเดินมาถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2559

นับเป็นอีกวันสำคัญที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองของประชาชนชาวไทย

กับวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการฯ อีก 20 คน ทำการยกร่างฯ โดยใช้เวลา 180 วัน มีด้วยกันทั้งหมด 16 หมวด 279 มาตรา

ลุ้นกติกาสูงสุดของประเทศฉบับใหม่จะผ่านหรือโดนคว่ำ

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยแรงกระเพื่อม สารพัดปมเสียดทาน สัมผัสได้กับบรรยากาศช่วงโค้งสุดท้ายเข้าสู่ทางตรงก่อนถึงวันลงประชามติ

มีประเด็นปั่นป่วนวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน

ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นปมเหตุที่สถานทูตต่างชาติ ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น พม่า ได้เตือนพลเรือนของตนเองในการหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุมในวันทำประชามติ

ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยทั้งทหาร ตำรวจ ก็ระดมกำลังดูแลป้องกันเหตุเต็มอัตรา

หลังจากก่อนหน้านี้ ว่ากันตามสถิติที่ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยยอดผู้ขัดขวางการลงประชามติทั่วประเทศรวมแล้วปาเข้าไป 58 คดี

และที่แรงๆเลยก็คือกรณีการไล่ล็อกเครือข่ายนัก

การเมืองตระกูลดังในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ถูกกล่าวหาเป็นขบวนการเผยแพร่เอกสารบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย โดนทหารบุกรวบตัวคาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ โดน 2 เด้ง ทั้งคำสั่งตามมาตรา 44 พักงานไม่มีกำหนดพร้อมดำเนินคดี และทั้งหมดถูกนำตัวขึ้นศาลทหาร

โดยปรากฏการณ์ “เชือดไก่” ขู่พวกท้าทาย

แต่นั่นก็ยังมีคนกล้าเปิดหน้าแสดงตัว “โหวตโน” โชว์จุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญชัดๆ

โดยเฉพาะพวกที่มีโมเมนตัมสูงๆ กระตุกแรงสั่นสะเทือนในวงกว้าง อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทำให้กระแสของฝ่าย “ไม่รับ” ดูแรงขึ้นทันที

ในขณะที่ “ฝ่ายรับ” ก็สำแดงอาการเต็มที่ แบบที่ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ออกตัว “ล้อฟรี” ประกาศหนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ สื่อโซเชียลฯตีปี๊บเชียร์กันทุกวัน

ถึงขั้นงัดมุก “แขวนนกหวีด” ตั้งท่าจะระดมพลออกมา ดีว่าโดนฝ่ายความมั่นคง คสช.เบรกซะก่อน

ต่างฝ่ายต่างเดินแต้มตามธง ส่งสัญญาณถึงกองหนุน

“ฝ่ายรับ” กับ “พวกคว่ำ” ทำให้ท็อปบูตทั้งเหนื่อยและเครียดในการคุมสถานการณ์

แต่ก็ยังมีจังหวะคั่นด้วยบรรยากาศขำๆ แบบที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดฉากแถลงโชว์สื่อมวลชน แสดงความพร้อมของอุปกรณ์ในการทำประชามติ

มีการโยนหีบบัตรกล่องพลาสติกที่คุยว่าแข็งแรง แตกโพละต่อหน้าต่อตานักข่าว

เล่นเอาฮาครืนทั้งประเทศ แม้แต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.เองยังอดขำไม่ได้ กับช็อตหน้าแตกของทีมงาน กกต.

พอเป็นสีสันคั่นฉากซีเรียสได้

อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์มาอยู่ตรงช็อตท้ายๆ ช่วงปลายสัปดาห์ ในอารมณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เขียนข้อความด้วยลายมือใส่กระดาษ ฝากผ่าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อสื่อสารผ่านไปถึงประชาชนคนไทย

โดยใจความว่า อย่าเพิ่งกลัวผีที่ยังมองไม่เห็นตัวในการทำประชามติ แต่ให้กลัวผีที่หลอกหลอนมาก่อนหน้า จึงขอให้คนไทยช่วยกันร่ายคัมภีร์หรือคาถาป้องกันผีในอนาคตให้ได้ คาถาป้องกันผีนี้ คือการมีความเข้าใจ ร่วมมือ และก้าวเดินไปพร้อมกัน เพื่อก้าวสู่การปฏิรูปประเทศต่อไป

กระตุ้นฝ่ายรับร่างฯ เป็นนัย

และถึงที่สุดเลย พล.อ.ประยุทธ์ก็ยืนยันในนามส่วนตัว จะไปลงประชามติในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

โดยจะลงเห็นชอบทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

เปิดไพ่ แบไต๋กันแบบไม่สงวนท่าที

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยปัจจัยแวดล้อมประกอบ ไม่ว่าจะเป็นกระแสขั้วนั้นขั้วนี้ หรือท่าทีของบุคคลที่มีอิทธิพลชี้นำ มาถึงวันนี้ 7 สิงหาคมวันประชามติ

ทุกอย่างก็อยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน

เริ่มต้นเปิดหีบตั้งแต่เวลา 08.00 น. จนถึงเวลา 16.00 น. ปิดหีบ

ก่อนอื่นเลย นายประวิตร รัตนเพียร กกต.ได้ฝากเตือนผู้มีสิทธิออกเสียงให้ระมัดระวังการเซลฟี่ ถ่ายรูปภายในหน่วยออกเสียงเพราะถือว่าผิดกฎหมาย

เสี่ยงโดนดำเนินคดีได้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

โดยที่ กกต.คาดจะรู้ผลได้อย่างไม่เป็นทางการในเวลาไม่เกิน 21.00 น.

เรื่องของเรื่อง มันมีปมให้ขบกันตั้งแต่ยังไม่รู้ผลคว่ำหรือหงาย กับประเด็นที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วิเคราะห์ล่วงหน้าเป็นเชิงแสดงความกังวล

เรื่องการไม่ยอมรับผลประชามติ

เพราะไม่ว่าผลโหวตจะออกมารับหรือไม่รับ

ร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีแนวโน้มถูกขยายความ แปลความหมายผลคะแนนในทางที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด

ตามชนวน “หัวเชื้อ” ขัดแย้งสะสมที่ไม่ได้ซาลงไป

และนั่นก็ล้อกันพอดีกับปรากฏการณ์ที่นายสุเทพเปิดปฏิบัติการแฉดักคอ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เตรียมป่วนขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติ

โดยอ้างว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไป

ในขณะที่อดีตนายกฯทักษิณ ก็ส่งอีเมลคำแถลงถึงสำนักข่าวรอยเตอร์ วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะให้ประชาชนชาวไทยลงประชามติ เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ “งี่เง่าไร้ประโยชน์” จะทำให้คณะทหารสามารถ

กุมอำนาจต่อไปอย่างถาวร และทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งในอนาคตไม่สามารถที่จะปกครองประเทศได้

โดยร่องรอยมันก็เป็นอะไรที่พอเห็นเค้าลางเหมือนกัน

เอาเป็นว่า ประเมินกันตามเงื่อนไขของผลการประชามติที่จะออกมาชี้ขาดอนาคตประเทศไทย

ในมุมแรกเลย หากร่างรัฐธรรมนูญพร้อมคำถามพ่วงผ่านด่านทั้งคู่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ คสช.จะเบาเนื้อเบาตัวมากที่สุด เพราะทุกอย่างจะเดินหน้าตามโปรแกรมโรดแม็ป

ไม่ต้องสะดุดกับแรงเสียดทาน

เพราะมันคือการประทับความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร คสช.ในการลากเกมอำนาจพิเศษออกไปได้แบบสบายๆ ไร้กังวล

ตรงกันข้ามมันคือการลงโทษนักการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพต้องพึงสังวร

พฤติกรรมแบบเก่าประชาชนไม่เอาแล้ว

หรือถ้าออกมามุม ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน แต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน โดยสถานการณ์ที่ คสช.ก็อาจจะเบาตัว แต่หายใจได้ไม่ทั่วท้อง เพราะทางหนึ่งร่างรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้ แต่ก็ต้องเคลียร์กระแสประชาชนไม่เอาด้วยกับพิมพ์เขียวลากยาวอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านของทหาร

แต่หากออกในมุม ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แต่คำถามพ่วงผ่าน ตามเงื่อนไขก็จะเข้าทาง คสช.ต้องการให้ออกมุกนี้มากที่สุด เพราะมันคือจุดที่จะเปิดทางให้ทหารสามารถใช้พิมพ์เขียวลากยาวอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านมาปรับใช้ในร่างรัฐธรรมนูญที่หัวหน้า คสช.มีอำนาจในการยกร่างขึ้นมาเองเลย

ทั้งหมดทั้งปวง ในกรณีที่จะเลวร้ายสุดของ คสช.ก็คือหวยออกมาในมุมที่ผลประชามติไม่ผ่านทั้งร่างรัฐ-ธรรมนูญและคำถามพ่วง

โดนโหวตคว่ำหัวทิ่มหัวคะมำ

มันก็หนีไม่พ้นโดนตีปี๊บขยายผล ตอกย้ำประชาชนไม่เอาผลิตผลจากการรัฐประหาร

ไม่ต้องการให้ทหารนำพาประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูป

ยิ่งตามรูปการณ์ ถ้าจำนวนประชาชนออกมาใช้สิทธิแบบถล่มทลาย คะแนนโหวตไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญท่วมท้น ตัวเลขไม่เอาคำถามพ่วงล้นทะลัก

พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานก็ยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์เหมือน “กล้วยทับ” ถูกบีบหนัก

แรงกดดันจะยกระดับเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

อ้างเหตุยึดเอาผลประชามติค้ำคอรัฐบาลทหาร

ตามเงื่อนไขที่มากับสถิติประชามติ คสช.ก็ไม่มีทางบ่ายเบี่ยง

เบื้องต้นเลยกับร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในอำนาจหัวหน้า คสช.ก็หนีไม่ออก ต้องใช้กระแสประชาชนเป็นแนวทางหลักในการยกร่าง นำไปใช้เลือกตั้งตามโรดแม็ป คสช.ลากต่อออกไปได้อีกไม่นาน

ขืนดื้อดึงก็ยิ่งเสี่ยงกับแรงบีบมหาศาล

อำนาจพิเศษ มาตรา 44 ก็ยากจะทัดทานได้

ในเมื่อคำสั่งของประชาชน เหนือกว่าทุกอำนาจ.

“ทีมการเมือง”

 

ลุ้นทิศทางอำนาจทุกขั้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682963

 

บิ๊กเนมต้นขั้วแต่ละฝ่ายเปิดหน้า “เรียกแขก” ก่อนเข้าเส้นชัย

นอกจาก “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โผล่ตอนท้าย ออกแถลงการณ์ส่วนตัวส่งทางอีเมลให้สำนักข่าวรอยเตอร์ ประสานเสียงวิพากษ์วิจารณ์สอดคล้อง “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาว

โดยทำนาย แม้รัฐบาลใหม่จะได้รับการรับรองจากระบอบทหารในปัจจุบัน แต่ก็จะพบว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบริหารเศรษฐกิจไทย หรือบริหารประเทศภายใต้เงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

มองร่างรัฐธรรมนูญ “ต่อท่ออำนาจพิเศษ”

เข้าทาง “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ที่นอกจากร้องกันคนละคีย์กับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคนในสังกัดเก่าแล้ว ยังโยนไพ่เด็ด ปลุกสาวก

ระบุ “ทักษิณบงการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ” และเตรียมเดินแผนรุกไล่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ในช็อตต่อไป

ปลุกผี กระตุกฝ่าย “ตรงข้ามทักษิณ” ออกมาต้าน “โจทก์เก่า”

แต่นั่นไม่เท่ากับ พระเอกตามท้องเรื่อง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ โผล่ประกาศ “ท่าทีส่วนตัว” ในช่วงไคลแม็กซ์ ยืนยันว่าจะไปลงประชามติ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

“จะเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงคำถามพ่วงประชามติ”

เพื่อให้ประเทศมีเสถียรภาพอย่างน้อย 5 ปี สอดคล้องแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี

โดยไม่ลืมบอกปัดข้อครหา ไม่คิดสืบทอดอำนาจ

เอาเป็นว่า ต่างออกมาตีเกราะเคาะไม้ เปิดไต๋ปั่นแต้มกันถ้วนหน้าในช่วงสำคัญ

แต่จะอย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุด เสียงประชาชนก็คือเสียงสวรรค์

คิวประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง 7 ส.ค.นี้ ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนราวๆ 50.5 ล้านคน จะเป็นผู้กำหนดอนาคตชี้ทิศทางประเทศอย่างแท้จริงด้วยการใช้สิทธิ “ทางตรง”

จุดชี้วัดสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อ “อำนาจพิเศษ”

เพราะทั้ง คสช.–รัฐบาล คือ “แม่น้ำสายหลัก” ของกระบวนการร่างกฎกติกาประเทศ นั่นจึงไม่พ้นที่จะต้องถูกจับตา หลังประชามติจะเดินต่อไปในทิศทางไหน

ฉันทามติประชาชนจะส่งผลต่อ “ความชอบธรรม” ของ “อำนาจพิเศษ” อย่างไร

ไม่เท่านั้นยังมีผลต่อขั้วฝ่ายต่างๆ ทั้งพวกที่เคยเป็นแนวร่วมอย่าง “ขั้วอำนาจเก่าแก่” ที่มีการขยับหมากเกมเป็นระยะๆ ชนิดกระตุกแรงขอแชร์อำนาจ

หลังประชามติก็คงต้องมีการ “ปรับแผน” เช่นกัน

นั่นก็ไม่ต่างจาก ค่ายประชาธิปัตย์ และคีย์แมน กปปส.ในค่าย แยกเป็น 2 สายชัดเจน

ภาวะ “เสียงแตก” จะกลายเป็นพรรคแตก แยกค่ายตามมาหรือไม่

กระทั่งอีกขั้วที่ก็เห็นชัด ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมดสำหรับเครือข่ายนายใหญ่ “ทักษิณ ชินวัตร” ในพรรคเพื่อไทยที่ยังไร้แม่ทัพคอนโทรลเกมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

บิ๊กเนมที่มีบทบาทสูง อยู่ที่บรรดา “ซุปเปอร์นารี”

ไม่ว่าจะเป็นสายเจ๊ๆ “น้องสาวนายใหญ่” ใช้สิทธิ “บอร์ดตระกูลชินฯ” ก่อนหน้านี้เห็นสัญญาณขยับจัดแบ่งโซนคุมเสียงในพื้นที่ลูกข่ายก๊วน “น้องสาวนายใหญ่” ระดับ “เจ้าแม่” คนดัง

พลาดโดนไล่บล็อก ล็อกตัวจนครึกโครมมาแล้ว

ยังมีอีกขั้ว “เจ้าแม่” คนใกล้ชิดนายใหญ่ คัมแบ็กพร้อมกับการเอ่ยอ้างถึง “ตั๋ว” บ้านจันทร์ส่องหล้า รับสัญญาณ “นายหญิง” มาเบรกเกมเคลื่อนไหว

หวั่นเกมร้อนแรง จะทำให้ “ดีลสะดุด”

อาสาเป็นตัวทำเกม ในโหมดเจรจาเพื่อความปรองดองและแฝงสูตร “รัฐบาลแห่งชาติ”

เดินหมากสวนทางกันเต็มๆ กลายเป็น “ศึกเจ๊ๆ” ให้ “นายใหญ่” ต้องมึนยาว

หลัง 7 ส.ค.นี้คงรู้กัน ซือเจ๊ขั้วไหนจะเข้มขลังกว่า

เรียกว่าทุกขั้วฝ่ายรอคิวประชามติชี้วัด จึงจะรู้ทิศทางขับเคลื่อนที่ชัดเจน.

ทีมข่าวการเมือง

 

จากเสือเป็นเห็บก็รู้กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681076

 

จากเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย กลายเป็น “เห็บหมา” แห่งสยาม

ตามสภาพการณ์แบบที่คนระดับนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยอมรับสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศไทย ณ ห้วงปัจจุบัน

ต้องอาศัยสูบเลือดจากยักษ์ใหญ่เอเชีย

เกาะจีนหรืออินเดียเพื่อประคองตัวให้รอดเฉพาะหน้าไปได้เท่านั้น

นั่นก็ตอกย้ำโจทย์ยากๆของรัฐบาลทหาร คสช.ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ประกาศแล้วจะอยู่ต่อไปไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านหรือไม่ผ่านด่านประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม

แต่ที่เครียดกว่าก็น่าจะเป็นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

สถานการณ์กดดัน เกมบีบกัปตันทีมวิ่งสู้ฟัด

ยิ่งเป็นอะไรที่แว่วๆ อาการอึดอัดแบบที่เจ้าตัวไม่รู้จะเหยียบเรือแคมไหน

เพราะโดยสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นอยู่กับสายบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์ แต่อีกทางหนึ่งก็ต้องอาศัยแรงหนุนจาก “พี่ใหญ่” เพื่อการันตีสถานะความมั่นคงในรัฐบาล

งานนี้เลยทำใจลำบาก และกดดันการทำงานยิ่งยากลำบากเข้าไปอีก

แน่นอน โดยเงื่อนสถานการณ์มันก็ล้อไปกับความเคลื่อนไหวของฝ่าย เสธ.เบอร์ต้นๆของรัฐบาลทหาร คสช.ที่เริ่มมีการเดินสายเช็กกระแส และมีการโยนทุ่นเกี่ยวกับคิวปรับคณะรัฐมนตรีหลังประชามติ

แม้ล่าสุด “บิ๊กตู่” จะบอกปัดกระแสดังกล่าว ปฏิเสธเรื่องการปรับ ครม.

แต่เรื่องของเรื่อง โดยเงื่อนไขความจำเป็นในเชิงบริหาร การขับเคลื่อนงานของรัฐบาลที่จำเป็นต้องลากยาวอำนาจพิเศษต่อไป ประกอบกับสถานการณ์รองรับบิ๊กท็อปบูตเกษียณอายุ ต้องสลับฉากเข้ามานั่งใน ครม.ตอบแทนที่ช่วยกันประคองเกมอำนาจ คสช.

ตามไฟต์บังคับยังไงก็ต้องปรับ ครม.

ถ้าไม่บังเอิญติดตรงสถานการณ์พิเศษไม่เอื้ออำนวยให้

โดยสภาพที่เต็มไปด้วยโจทย์ปัญหา รัฐบาลท็อปบูตมีแต่เหนื่อยกับเหนื่อยหนัก

แต่ที่ “หักดิบ” แล้วเบาเนื้อเบาตัวลงไปเยอะ

ตามอารมณ์ล่าสุด “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 52 ปี ที่วัดวรจรรยาวาส เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเวทีปราศรัยแรกครั้งเมื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2535

ถือโอกาสทบทวนความรู้สึกเมื่อครั้งตัดสินใจเข้าสู่การเมือง

พร้อมประกาศเลยว่า บ้านเมืองยังไม่ไปถึงจุดที่ฝันไว้ ยังมี กำลังพร้อมร่วมกับประชาชนคนไทยทุกสี ทุกจังหวัด ทุกภาค เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ประเทศไทยต้องดีกว่านี้

“อภิสิทธิ์” เริ่มเดินหมากการเมืองกระดานใหม่

เป็นการออกตัวแบบเต็มสูบ พูดได้แบบเต็มเสียงชัดถ้อยชัดคำ หลังปฏิบัติการกระชับพื้นที่พรรคประชาธิปัตย์คืนจากม็อบ กปปส.

โดยผลต่อเนื่องจากการประกาศ “โหวตโน” ไม่รับร่าง

รัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” สวนทางกับ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ

โดยไม่สนอีกฝ่ายจะส่งคนมาล็อบบี้ ขอร้องให้ช่วยรักษาหน้า

ที่แน่ๆจุดยืนของนายอภิสิทธิ์มี “ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย” ถือหางคัดท้ายให้ชัดเจน

มันก็เป็นอะไรที่การันตีสถานะ “แม่ทัพเต็มตัว” สังเกตได้จากอดีต ส.ส.ปักษ์ใต้ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญตามจุดยืนของ “หัวหน้าอภิสิทธิ์”

ไม่กลัวอิทธิฤทธิ์ของ “ลุงกำนัน” อีกต่อไป

และก็อย่างที่เห็นๆ พอ “อภิสิทธิ์” กล้าหักดิบ ประชาธิปัตย์ “ตัดหาง” ทีมงาน กปปส. ตามสถานการณ์ก็เหมือนต้นทุนหน้าตักหาย “ลุงกำนัน” เลยต้องงัดไม้ตาย

เปิดมุกเป่า “นกหวีด” เรียกแขกออกมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ “มีชัย”

รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ดังเหมือนเดิม.

“ทีมข่าวการเมือง”

 

กระตุกเกมแชร์อำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680096

 

ได้ฤกษ์ตรงกับวัน “หวยออก” พอดี

“2.86 แสนล้านบาท” ตัวเลขกลมๆมูลค่าความเสียหายคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่รับหน้าที่ประกาศโดย “หม่อมเหลน” ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ

จ่อเช็กบิลกับ “น้องปูคนสวย” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

งานนี้ได้วัดใจจะหนีหรือยอมติดคุก เพราะคลังสมบัติ “ตระกูลชิน” ไม่รู้จะพอหรือเปล่า

แต่ก่อนอื่นเลย ตามจังหวะปล่อยตัวเลขความเสียหายคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวนมหาศาล มันก็ช่างบังเอิญรับกันเหมาะเจาะพอดีกับคิวที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับซือแป๋ “มีชัย”

อ้างเหตุผลหลัก จะเปิดทางให้จำเลยคดีจำนำข้าวหลุดบ่วงในท้ายที่สุด

สถานการณ์มันเลยเข้าเหลี่ยมจุดกระแสเต็มๆ

ในมุมแบบที่ว่าฉากจวนตัวของ “ยิ่งลักษณ์” ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้ “อภิสิทธิ์”

และก็ต่อจิ๊กซอว์กันได้เห็นเป็นภาพต่อเนื่อง ว่าตามท้องเรื่องที่ทีมงานม็อบพันธมิตรวิเคราะห์ดักทางเกม “ช็อก” แนวร่วมสลิ่ม

แฉสูตร “หุ้นส่วนอำนาจใหม่” หากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านด่านประชามติ

คสช.จะหันไปจับมือพรรคเพื่อไทย

หลังเลือกตั้งรอบต่อไป “ส.ว.สรรหา” จะแท็กทีมกับผู้แทนราษฎรลูกข่ายของ “นายใหญ่” ประคองนายกรัฐมนตรีที่ท็อปบูตล็อกสเปกเข้ามา

และสถานการณ์บีบพรรคประชาธิปัตย์ถ้าอยากจะมีส่วนร่วมในดีลอำนาจ ก็ต้องเปลี่ยนหัวจากนายอภิสิทธิ์ที่แสดงจุดยืนไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและสูตรอำนาจของ คสช.

โดยรูปการณ์ของการ “ดักคอ” ฝ่ายคุมเกมอำนาจ

“อภิสิทธิ์” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” เพราะกลัวเปิดทางรอดให้ “ยิ่งลักษณ์” ที่กำลังโดนล็อกด้วยตัวเลขความเสียหายมหาศาล ในสถานการณ์ที่ม็อบพันธมิตรฯ ก็ตีปี๊บเกมฮั้วของทีมงาน คสช.กับเครือข่าย “ทักษิณ” หลังการเลือก
ตั้งรอบต่อไป

ในฉากที่กำลังจะเดินไปสู่ตอนจบแบบ “หักมุม”

เป็นมุมที่ท็อปบูต คสช. “ถูกผลัก” ออกไปอยู่กับฝ่าย “ทักษิณ”

ขณะที่โฟกัสจาก “ตัวเดินเกม” เขย่าหัวเชื้อหวาดระแวง ไล่ตั้ง “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐ-ธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่เปิดฉากซัด “ร่างรัฐธรรมนูญอำพราง” หรือปรมาจารย์อย่างนายชวน หลีกภัย จอมเก๋าแห่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาถือหางนายอภิสิทธิ์ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” และมาตบท้ายที่ม็อบพันธมิตรฯ ตีปี๊บประจานคิวฮั้ว

ตัวละครทั้งหมดล้วนแต่จัดอยู่ในระดับ “สายตรง”

ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยถ้าจะโยงเป็นสัญญาณ “ธง” จากบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์

มโนได้ว่า ทีมงาน “อำมาตย์” ไม่ไหลตามพิมพ์เขียวอำนาจของทีมท็อปบูต คสช.

ตามกระแสต่อเนื่อง เรื่องที่ปิดไว้ไม่มิด อาการขบเกลียวอำนาจระหว่างเครือข่าย “ลูกป๋า” กับสายตรงอำนาจในปีก “พี่ใหญ่”

แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงล็อก แชร์อำนาจกันไม่ลงตัว

และก็ถึงจังหวะแตกหักเหมือนกัน สถานการณ์ระหว่าง “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.กับพรรคประชาธิปัตย์ในปีกของนายอภิสิทธิ์

ว่ากันตามฉากเบื้องหลังวันที่ “เดอะมาร์ค” นัดแถลงข่าว “โหวตโน” แว่วๆมีแกนนำระดับ “คีย์แมน” ของ กปปส.วิ่งเข้าล็อบบี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ไม่ให้ขัดลำกับ “ลุงกำนัน” ที่ประกาศหนุนร่างรัฐธรรมนูญสุดตัว

นั่นไม่เท่ากับกลัวจะพังกันหมด กับดีลที่มีคนรับปากไว้กับทหารว่าคุมเสียงปักษ์ใต้ได้ เพราะน้ำเลี้ยงอดีต ส.ส.ในพื้นที่ส่วนใหญ่ต่อท่อตรงไปจาก กปปส.

และตามเงื่อนไขก็ยังโยงไปถึงสถานการณ์บนเส้นด้ายของ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ที่โดนชนักปักหลัง อาการงอมพระราม

ท่ามกลางเสียงยุให้ใช้ดาบ “มาตรา 44” ฟันออกจากเก้าอี้

ถ้าประชามติโดนคว่ำ เงื่อนไขที่ดีลกันไว้ก็ล้มหมด.

ทีมข่าวการเมือง