ศูนย์รวมยังล็อกที่ ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679066

 

นับถอยหลังอีก 5 วัน ถึงจังหวะหงายไพ่เล่นกันหมดแล้ว

และแนวโน้มที่กระตุกเกมพลิกคว่ำพลิกหงาย ไม่ใช่ฝั่งตรงกันข้ามแบบที่เป็นข่าวว่าหน่วยความมั่นคง คสช.ล็อกเป้าเกมป่วนจากนักการเมืองขาใหญ่ฝ่ายต่อต้านอำนาจทหาร

แต่เป็นแนวร่วม “คนกันเอง” ที่เขย่ากันแรงๆ

ตามจังหวะล่าสุดเป็นรายของ “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 ที่สะท้อนความเห็นลงบทความบนหน้าหนังสือพิมพ์

วิจารณ์ยับเป็นนัย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ปิดกั้นการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาอำพราง ซ่อนนั่นซุกนี่ไว้ไม่ให้ใครเห็นหรือล่วงรู้เพราะไม่ได้อ่านหรือไม่ได้ติดตามมาอย่างใกล้ชิดแต่ต้น

จนกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างกันขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือของใครคนใดคนหนึ่งไป แทนที่จะเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน

“ร่างรัฐธรรมนูญอำพราง” ตอกย้ำซ้ำ “โจรปราบโจร”

แรงในระดับเดียวกันกับวาทกรรมที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้เหตุผลประกอบการประกาศ “โหวตโน” ไม่เอาด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ในเครื่องหมายคำถาม “นัดกันมาหรือเปล่า”

เอาเป็นว่าไล่กันตามปรากฏการณ์ความเชื่อมโยง กับจังหวะการออกมาของ “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ ที่ต่อเนื่องกับคิวของ “อภิสิทธิ์” ซึ่งได้รับการถือหางจาก “ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย” ยืนยันเลยว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อ่านร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าคนร่าง จึงทำให้รู้จุดอ่อนและจุดแข็งว่ามาตราไหนเป็นอย่างไร มีการออกกฎหมายเพื่อเอื้อกับคนทำผิดอย่างไร และมีการทำให้การบังคับใช้ระบบรัฐสภาไม่มีประสิทธิภาพอย่างไร

“ประสงค์ สุ่นศิริ-ชวน หลีกภัย-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไปในโทนเดียวกัน

และที่ลึกล้ำไปกว่านั้น โดยสายสัมพันธ์ฉากหลังอย่างที่รู้กันมาในอดีตว่าใครแนบแน่นอยู่กับใคร มันก็หนีไม่พ้นการโยงไปถึงบ้านใหญ่ย่าน “เทเวศร์”

เช็กสัญญาณไฟเขียวไฟแดงได้ระดับหนึ่ง

ซึ่งนั่นก็เป็นอะไรที่ตรงกันข้าม หากเทียบระดับความแนบแน่นของบุรุษคาบไปป์ ปรมาจารย์ชวนและนายอภิสิทธิ์กับทีมท็อปบูต คสช.ในปีกของ “พี่ใหญ่” บูรพาพยัคฆ์

หากจะมโนเป็นเกม “หักดิบ” ในสงครามตัวแทนก็ใช่จะไร้น้ำหนักซะเลย

ยิ่งเป็นอะไรที่มาถูกจังหวะตรงตามท้องเรื่องพอดี กับมุก “ตอกลิ่ม” ของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่โยนทุ่นเสนอให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. รับผิดชอบหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ด้วยการเปิดทางให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ขึ้นนั่งแท่นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแทน

แต่ในอารมณ์ที่ “บิ๊กป้อม” รู้ทันแผน ไม่หลงเหลี่ยมรับมุกตอกลิ่ม

ยืนยันว่าตนเองกับ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มีปัญหาอะไร อยู่กันมาตั้งแต่เด็ก คุยกันทุกวัน

พล.อ.ประวิตรพูดชัด พล.อ.ประยุทธ์มีความเหมาะสมเป็นนายกฯมากกว่า ตนเองจะไม่เป็นนายกฯ แต่มีหน้าที่ช่วยเหลือนายกฯ หากนายกฯไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ ตนเองก็ไม่อยู่เหมือนกัน

ซึ่งนั่นก็ได้ยินตรงกันทั้งวงนอกวงใน ไม่ว่าในที่ลับหรือที่แจ้ง

พี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” จะย้ำประโยคเดิม ไม่ว่าจะอย่างไร ระหว่างตัวเองกับ พล.อ.ประยุทธ์ และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

3 พี่น้องไม่มีทาง “หัก” กันแน่นอน

เรื่องของเรื่องกับ “ประโยคทอง” ของ “บิ๊กป้อม” ที่บอกว่ามีหน้าที่คอยช่วยเหลือนายกฯ หากนายกฯไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ ตนเองก็ไม่อยู่

เท่าที่รู้มามันก็ตรงกันเลยกับ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม มืองานเบอร์ต้นๆของรัฐบาลที่มีเค้าตามข่าวลือว่ามีโอกาสเสียบแทนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

เจ้าตัวก็ยืนยันชัด ถ้านายกฯไม่ใช่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ก็พร้อมเปิดหมวกลารัฐบาล

โดยรูปการณ์ “บิ๊กตู่” คือศูนย์รวมพลังที่อยู่นานยิ่งแน่น.

“ทีมข่าวการเมือง”

 

เปิดใจทำไมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ : เดิมพันด้วยอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677716

 

“ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ”

ถ้อยคำคำนี้ตอกย้ำจุดยืนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างเปิดหัวใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยให้เหตุผลถึงสาเหตุที่ไม่รับ เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ แถมมีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองสูงมากยิ่งขึ้น เพราะการทำประชามติครั้งนี้มีข้อโต้แย้งมาก ไม่เป็นไปตามธรรมชาติในแง่ของการเปิดพื้นที่ให้มีการรณรงค์ ถกแถลง

ฉะนั้น แม้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ มั่นใจว่าคนที่ไม่เห็นด้วยจะหยิบยกรณีนี้ขึ้นมาอ้างตลอดเวลาว่า ไม่มีการถกแถลงของทุกฝ่ายอย่างที่ควรจะเป็น การแก้ไขหรือรื้อแงะรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยากมากในอนาคต

การออกแบบวุฒิสภาไม่ใช้เพื่อการถ่วงดุล หรือตรวจสอบจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งในระบบการเมือง

ประเด็นเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งไม่รู้จบ

แม้แต่การปราบปรามการทุจริต ก็เคยชี้ให้เห็นแล้วว่ามีบางบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญที่ดี มีโทษเข้มงวด แต่กระบวนการที่จะเอาผิดหรือลงโทษกลับอ่อนแอ

เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่น่าห่วงใยต่อประเทศ จึงหยิบมาเป็นตัวตั้งและในการวิเคราะห์ความห่วงใยนี้ก็อยู่บนพื้นฐานอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์

ในเมื่อผมเป็นหัวหน้าพรรคก็ต้องแสดงจุดยืน แต่ก็เข้าใจคนที่อยากรับร่างรัฐธรรมนูญที่มีเหตุผลหลากหลาย เช่น มันเห็นชัดเจนดีที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งแต่ถ้าไม่ผ่านก็มีการเลือกตั้งภายใต้กรอบเวลาใกล้เคียงกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก

ขณะที่มีคนกังวลกับระบอบทักษิณ โดยกลัวว่าถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเข้ามา แล้วจะต้องหากลไกอะไรบางอย่างมาหยุดหรือยันเอาไว้

ขอถามว่าแบบนี้เป็นวิธีการต่อสู้ หรือถ้าประชาชนได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะให้ใครมาบริหารประเทศ หากไม่ยอมตรงนั้นจะทำให้สังคมไม่สงบ

วิธีแก้ไขคือ เมื่อประชาชนเลือกใครมาบริหารประเทศ เราต้องดูว่ารัฐบาลนั้นๆไม่บิดเบือนการใช้อำนาจต่างหาก และต้องออกแบบระบบการเมืองต้องแก้ไขให้ตรงจุด เพราะเราไม่สามารถไปคิดว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง 5 ปีนี้ปล่อยให้ผ่านไปก่อน ไม่เป็นอะไร และอีก 5 ปีหลังถึงมาคิดว่าจะเกิดอะไร

ฉะนั้น ประเด็นที่ห่วงใยตามที่เคยบอกไป ก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องมาโจมตี หรือตำหนิกัน เพราะในที่สุดสังคมจะค่อยๆตกผลึกในเรื่องนี้ว่า อะไรเป็นอะไร ผมอาจจะผิด หรือเขาอาจจะถูกก็ได้ ให้การทำประชามติเป็นตัวตัดสิน

และตอนนี้สิ่งที่ผมได้ทำอีกเรื่องหนึ่ง คือ เริ่มดึงประเด็นการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมาที่ “ตัวสาระ” มากขึ้น ขณะนี้หลายคนที่รับหรือไม่รับ เพราะคิดถึงพวกหรือรู้สึกว่าเป็นฝ่าย ซึ่งผมเข้าใจ แต่จะเป็นพวกหรือเป็นฝ่ายก็ไม่ควรมองข้าม “สาระ” สำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ

ยกตัวอย่างในการชุมนุมต่อสู้ครั้งที่ผ่านมา เรียกร้องการกระจายอำนาจให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับไม่เขียนถึง แถมยังเขียนปิดทางให้ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งได้อีก

จึงต้องดู “สาระ” การเห็นแย้งในเชิง “สาระ” ถามว่าเราจะต้องมาห้ำหั่นว่าเป็นคนละพวกกันอีกหรือ ขอถามว่าถ้าเรายังคิดอยู่ในกรอบนี้ ก็ยังคิดไม่ออกว่าประเทศไทยจะเดินออกจากวังวนความขัดแย้งได้อย่างไร หรือจะปล่อยให้มีต่อไปเช่นนี้

วันนี้จึงพยายามเปิดทางให้ประเทศเดินไปข้างหน้า สุดท้ายยังคิดว่าสังคมจะคิดทบทวนถึงในสิ่งที่เรียกร้องอยากได้การเมืองที่ดี อยากได้พรรคการเมืองมีอุดมการณ์หรืออยากได้พรรคการเมืองที่เลือกเล่นพรรคเล่นพวก

แล้วถามว่าจุดยืนของผมเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ขอย้ำว่าใครที่เคยโกงชาติหรือคิดจะโกงชาติ ผมต่อสู้จนตายอยู่แล้ว แต่จะต่อสู่ด้วยวิธีใด บนหลักการอะไรและต้องคิดถึงผลกระทบต่ออนาคตของบ้านเมือง

และผมก็รู้ตั้งแต่ก่อนแถลงจุดยืนแล้วว่าจะมีผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สนับสนุนผมหลายคนที่เห็นไม่ตรงกับผม แต่ต้องถามกลับว่าถ้าในที่สุดเราไม่กล้าพูดในสิ่งที่เป็นความเชื่อตามอุดมการณ์ของพรรค ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองว่าเป็นความจริง แล้วการเมืองจะหลุดพ้นจากความขัดแย้งหรือไม่

อีกอย่างหนึ่งจุดยืนที่ได้ประกาศไป ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน หวังว่าจะไม่มีข้ออ้างใดๆกับฝ่ายใดที่จะมาสร้างความวุ่นวายขึ้นได้

เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องเป็นผู้นำทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ใช่ท่านไปเขียนคนเดียว แต่ให้ท่านเป็นผู้นำเดินตามโรดแม็ป

เราจะได้เลิกตกเป็นเหยื่อของคนที่ปลุกระดมว่า การลงประชามติครั้งนี้ถ้าผ่านแปลว่า “คสช.ชนะ” ถ้าไม่ผ่านแปลว่า“เสื้อแดงชนะ” ซึ่งไม่รู้ว่าการทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 59 จะออกมาอย่างไร แต่ขอถามว่าถ้าเราไม่คิดในกรอบนั้นผมไม่รู้ว่าประเทศไทยจะชนะได้อย่างไรจากปัญหาต่างๆ

เท่ากับว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะก่อให้เกิดวิกฤติมากกว่า นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ถึงได้บอกว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อหากระบวนการใหม่มาทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ดีกว่าหรือ จะมีโอกาสปฏิรูปประเทศได้จริง

แต่จุดยืนการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก่อให้ให้เกิดปัญหาขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ต้องมองปัญหาของประเทศก่อนปัญหาภายในพรรค จุดยืนที่ยืนยันไปล้วนเป็นความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ

แน่นอนพรรคประชาธิปัตย์อยู่มา 70 ปีได้ด้วยอุดมการณ์ หลายยุคสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เคยมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายมั่นใจในตัวระบบพรรคว่า มันแก้ไขได้

ขณะที่อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องมาทบทวนดูว่าจะเดินก้าวไปข้างหน้าต่อไปอย่างไร วันนี้ต้องรักษาหลักการและรักษาแนวทางการต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง โดยฟังเสียงจากทุกฝ่าย

ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพยายามทำ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ และไม่มีตรงไหนที่ไปกระทบกระเทือนกับการต่อสู้ หรือศัตรูของบ้านเมืองใดๆทั้งสิ้น

ฉะนั้น ใครจะมาพูดในแต่ละจุดว่า ความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์หรือในที่ต่างๆ ขอถามว่าถ้าไม่อยากแตะเรื่องพวกนี้เราก็อยู่แบบเดิมๆ แม้แต่คนที่คิดจะรับร่างรัฐธรรมนูญมีกี่คนที่เชื่อว่าจะเป็นฉบับสุดท้ายของประเทศไทย ซึ่งก็ยังไม่เคยได้ยินใครพูด

ส่วนคนที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญ เราก็เห็นใจว่าคงต้องเอาอย่างนี้ไปก่อน และเคารพความคิดเห็นของทุกคน ไม่เคยตำหนิหรือต่อว่าแม้แต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อผมเห็นต่างก็แสดงความคิดเห็นออกมา ในเมื่อวันนี้เราอยากมีประชาธิปไตยก็หนีไม่พ้นที่จะมีความเห็นต่าง

แต่ถ้าความเห็นต่างก็ยังไม่สามารถพูดกันด้วยเหตุด้วยผล กลับเริ่มต้นด้วยการก่นด่ากันอย่างนี้ ประเทศ ไทยคงย่ำอยู่ที่เดิม

ทีมข่าวการเมือง ถามว่าจะเคลียร์กับกลุ่ม กปปส.เดิม หรือกลุ่มของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) และอดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งออกมาสนับสนุนรับร่างรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า คุณสุเทพลั่นวาจาว่าจะไม่กลับมาสู่วงการเมืองแบบพรรคการการเมือง

ท่านก็รักษาคำพูด ไม่มีปัญหาอะไร และไม่เคยได้ยินว่ามีปัญหาอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคก็ไม่มีปัญหาอะไรกับท่าน เพียงแต่บางเรื่องเห็นต่างกัน และผมก็คุยกับ กปปส.เกือบทุกคนไม่มีปัญหาอะไร

แต่ในที่สุดบางกลุ่มในพรรคประชาธิปัตย์จะฉวยโอกาสนี้มีการกดดันให้รับผิดชอบโดยเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรคจะคิดอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงมีกระบวนการตามระเบียบข้อบังคับพรรค ไม่ใช่เรื่องที่ใครคนใดคนหนึ่งจะมาบอกว่าต้องเปลี่ยน ถ้ามีความเหมาะสมที่จะเปลี่ยนถึงอย่างไรก็ต้องเปลี่ยน ผมไม่มีปัญหาอะไร

ผมมีหน้าที่เดินตามอุดมการณ์พรรค ที่ผู้ก่อตั้งประกาศมาตั้งแต่ปี 2498 มั่นใจว่าต้องเดินตามแนวทางนี้ มองไม่เห็นว่าจะมีทางอื่นถ้าจะดำรงอยู่ในฐานะพรรคประชาธิปัตย์

ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคต้องคิดถึงอนาคตของพรรค แต่ผมต้องเลือกหยิบเรื่องแรกก่อน คือ…

…อนาคตของประเทศไทย.

ทีมการเมือง

 

เค้าลางที่ยังน่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681918

 

ใกล้ได้เวลาวัดพลังประชาชน

ตามท้องเรื่องโค้งสุดท้ายที่ กกต.ตีปี๊บจัดกิจกรรม “บิ๊กเดย์” ทั่วประเทศ ปล่อยขบวนรถและขบวนเดินรณรงค์ จากลานพระบรมรูปทรงม้าไปตามพื้นที่ต่างๆ เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.ให้มากที่สุด

นับถอยหลัง เหลืออีกไม่กี่อึดใจ ได้เวลาวัดใจประชาชน จะชี้ชะตาอนาคตประเทศไปในทิศทางใด

ตามคิวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ใช้โอกาสเยี่ยมชมงานอีเวนต์ก่อนการประชุม ครม. ตั้งคำถามถึงประชาชน

จะเลือกอนาคตที่ยังเห็นไม่ชัดมากนัก หรือจะเลือกอดีตที่ล้มเหลว

เช่นเดียวกับ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ให้แง่คิดก่อนเข้าคูหา ขอให้นึกถึงเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 ว่าเกิดอะไรขึ้นแก่ประเทศบ้าง

คีย์แมน คสช.ยกภาพหลอนในอดีต เบรกอารมณ์ผู้มีสิทธิออกเสียง ให้นึกถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งในอดีตเป็นสำคัญ มากกว่าใช้อารมณ์ความรู้สึก ความชอบหรือไม่ชอบฝ่ายใด มาเป็นพื้นฐานตัดสินใจลงคะแนน

เตือนสติก่อนกาบัตร เดิมพันอนาคตบ้านเมือง

ภายใต้สถานการณ์เข้าด้ายเข้าเข็มที่ฝ่ายอำนาจรัฐยังต้องสแกนละเอียดยิบ เฝ้าระวังตลอดเวลา จากสัญญาณที่กระทรวงมหาดไทยทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

ให้ติดตามการลงประชามติอย่างใกล้ชิด หลังการข่าวพบวี่แวว ความพยายามสร้างข่าวบิดเบือน โฆษณาชวนเชื่อให้เกิดความไม่สงบ เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขระดมประชาชนออกมาสร้างความรุนแรง

แม้แต่ต่างชาติก็ยังมองออก ไม่ไว้วางใจภาวะทางการเมืองในประเทศไทยที่มีความตึงเครียดมากขึ้น

ถึงขั้นที่ 4 ประเทศได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ และพม่า ออกแถลงการณ์เตือนคนของตัวเอง ให้เพิ่มความระมัดระวังการเดินทางในประเทศไทย และหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองในช่วงวันที่ 7 ส.ค.

แนวโน้มยังมีภาวะคุกรุ่น ต้องตั้งการ์ดสูง จับตาเฝ้าระวังตลอด

ล้อไปกับจังหวะการโกยเรตติ้งของทีมงาน 21 อรหันต์ กรธ.ของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่รวมพลังก๊อกสุดท้าย โหมกระแสโปรโมตข้อดีกันเต็มที่

ทั้งการยกคณะ กรธ.ฟูลทีมไปออกอากาศชี้แจงร่างกติกาประเทศฉบับใหม่ ผ่านหน้าจอทีวี ถ่ายทอดสดกันเต็มๆ 2 ชั่วโมง เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยกหูโทรศัพท์สายตรงมาสอบถาม กรธ.

การเปิดเวทีให้สื่อมวลชนซักถามข้อข้องใจร่างรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดยิบในทุกประเด็นที่คาใจ

ไล่เคลียร์ทุกข้อครหาให้หมดจด ก่อนปิดจ๊อบภารกิจยักษ์

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็ยังไล่ยำใหญ่ ตอกย้ำจุดอ่อนร่างรัฐธรรมนูญ “ฉบับซือแป๋มีชัย” ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผลโหวตประชามติจะได้คำตอบสุดท้ายอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ กระแสยังก้ำกึ่งพลิกไปพลิกมา

แต่ที่แน่ๆผลประชามติที่ออกมาจะเป็นเงื่อนไขให้ คสช.ต้อง เดินตามเสียงโหวตของผู้ไปใช้สิทธิ

ตามโปรแกรมที่ คสช.และ ครม.เตรียมนัดหารือวันที่ 9 ส.ค.นี้ เพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนประเทศ หลังรู้ผลการทำประชามติ

ในรูปการณ์ที่ยังไม่สามารถเดาใจได้ว่า ฝ่ายอำนาจพิเศษจะหงายหน้าไพ่อะไรมารับมือต่อไป เพราะต้องรอดูผลโหวตจะออกมาในทิศทางใด

แต่ที่ต้องเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าได้เลย นั่นคือสถานการณ์บ้านเมืองหลังประชามติว่าทุกฝ่ายจะยอมรับกติกากันหรือไม่

วัดได้จากสัญญาณเตือนของ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่แสดงความกังวลเรื่องการไม่ยอมรับผลประชามติ เพราะไม่ว่าผลโหวตจะออกมารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีแนวโน้มถูกขยายความ แปลความหมายผลคะแนนไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด

เป็นอาการสะสมหัวเชื้อของกองเชียร์สองฝ่ายมาตั้งแต่เริ่มต้นบรรยากาศการทำประชามติ

สุ่มเสี่ยงเกิดแรงกระเพื่อม ปลุกปั่นประลองอำนาจ คสช.ตามเงื่อนไขไฟต์บังคับที่ไม่ใช่แค่การชี้ขาดเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่มีเดิมพันเรื่องความชอบธรรมในการบริหารประเทศของ คสช.พ่วงไปด้วย

แม้ประชามติจะปิดหีบ แต่เค้าลางก็ยังน่าเป็นห่วง.

“ทีมข่าวการเมือง”

 

“ส่อง ตุลาการศาล รธน….ใคร? ร่วง !!-อยู่ต่อ ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249873

ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, ส่อง ตุลาการศาล รธนใคร ร่วง -อยู่ต่อ, คมชัดลึก, พ้นตำแหน่งหรือไม่, ศาสตราจารย, ส่อง, ตุลาการ, ศาล, รธนใคร, ร่วง, อยู่, ต่อ, ตุลาการศาล, -อยู่ต่อ, ส่อง ตุลาการศาล รธนใคร ร่วง -อยู่ต่อ , ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, รัฐธรรมนูญ, แม่บท, ศาสตราจารย์, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

การเมือง  : 2016-11-22

“ส่อง ตุลาการศาล รธน….ใคร? ร่วง !!-อยู่ต่อ ”

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยกระดับคุณสมบัติตุลาการศาล รธน. สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งอาจสร้างปัญหาให้ ตุลาการศาล รธน.ชุดปัจจุบัน

             แม้ว่า “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ชุดปัจจุบัน จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญหรือ กม.ลูก ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 273 ของร่างรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า “ ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และเมื่อ  พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่จัดขึ้นใช้บังคับแล้ว การดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใดให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว” แต่ปกติแล้ว พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ กม.ลูก จะบัญญัติมีเนื้อหาขัดในสาระสำคัญกับ“รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดและเป็น “แม่บท”ไม่ได้

ดังนั้น จึงต้องพลิกไปดูร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับ “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ว่าบัญญัติิไว้อย่างไร

ทั้งนี้มาตรา 200 บัญญัติว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 9 คน  ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคล ดังต่อไปนี้

(1) ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา  จำนวน 3 คน (คุณสมบัติสูงกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งบัญญัติว่า ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า ผู้พิพากษาศาลฎีกา และไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง)

(2) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า  ตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี  ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจำนวน 2 คน (คุณสมบัติสูงกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ที่บัญญัติแต่เพียงว่า เป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุด แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง)

(3) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์  ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 1 คน (คุณสมบัติสูงกว่ารัฐธรรมนูญปี50 ที่บัญญัติ เพียงว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์)

(4)ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์  ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่ง“ศาสตราจารย์” ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์จำนวน 1 คน  (คุณสมบัติสูงกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ที่บัญญัติเพียงว่า ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์  หรือสังคมศาสตร์อื่น )

(5) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 2 คน

สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันมี 9 คน ดังนี้

1. มาจากการได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา   3 คน คือ นายนุรักษ์ มาประณีต ( ปัจจุบันเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ),นายชัช ชลวร , บุญส่ง กุลบุปผา

2.มาจากการได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 2 คน คือ  นายวรวิทย์  กังศศิเทียม  และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี

3 มาจากการสรรหาจากผู้ทรงคุณสาขานิติศาสตร์   2 คน คือ นายจรัญ ภักดีธนากุล และ นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ

4. มาจากการสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ สาขารัฐศาสตร์   2 คน คือ  นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์  และนายปัญญา อุดชาชน

ดังนั้นหาก กม.ลูก ออกมาประกาศใช้ แล้วไม่มีการยกเว้นคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดตามร่างรัฐธรรมใหม่ไว้ให้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน อาจมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีคุณสมบัติไม่ถึงตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด คือ

-ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  3 คนที่มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

คือ นายนุรักษ์ มาประณีต เนื่องจาก  ตำแหน่งสูงสุด ก่อนเป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คือ ผู้พิพากษาศาลฎีกา  ไม่ถึงผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เช่นเดียวกับนายบุญส่ง กุลบุปผา ส่วนนายชัช ชลวร  แม้จะเคยเป็นถึงผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา,ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา แต่เมื่อรวมระยะเวลาที่นายชัช ดำรงตำแหน่งทั้งสองตำแหน่งเป็นเวลา 2 ปีเศษ เท่านั้น ไม่ถึง 3 ปี ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด

แต่ทั้ง 3 คน อาจได้อยู่ต่อ หากเข้าข้อยกเว้น คือ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่สามารถเลือก “ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ” มาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ ทั้งนี้เป็นไป ตามมาตรา 200 วรรคสอง ที่ว่า ” ในกรณีที่ไม่อาจเลือกผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะเลือกบุคคลจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาในศาลฎีกามาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ก็ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า จะยึดตามหลักที่ว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จะต้องเป็นระดับ “ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา”ขึ้นไป แต่เนื่องจากทั้ง 3 คน  คือนายนุรักษ์,นายชัช และนายบุญส่ง ได้ัรับการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ พ.ค.2551 จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง9 ปี ใน พ.ค.ปี 2560 ดังนั้นกว่า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ จะเสร็จและมีผลบังบังคับใช้ทั้ง 3 คน คงพ้นตำแหน่งตามวาระไปแล้ว จึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบใดๆ เนื่องจาก ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีเวลาในการยกร่างถึง 240 วันหรือ 8 เดือนนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกีี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีความเร่งด่วนเหมือนกับร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้หยิบขึ้นมายกร่างก่อน (และเมื่ิอทั้ง 3 คนครบวาระไปแล้ว การดำเนินการสรรหาคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ คือต้องระดับผู้พิพากษาหัวคณะศาลฎีกาขึ้นไป)

อีกประเด็นที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะกรรมการสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์และสาขารัฐศาสตร์

เมื่อมองไปที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ปัจจุบัน มี 2 คน คือ นายจรัญ ภักดีธนากุล และนายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ

สำหรับนายจรัญ เป็น“ศาสตราจารย์พิเศษ”ตั้งแต่ ปี 2541และได้รับเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2551 จึงเป็นระดับ“ศาสตราจารย์” มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่ได้รับคัดเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

แต่มีปัญหาว่า ตำแหน่ง“ศาสตราจารย์พิเศษ”  ตรงตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ เพราะร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องเป็น“ศาสตราจารย์”  ใช้ทดแทนกันได้หรือไม่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสรรหาจะเป็นผู้วินิจฉัย

แต่ปัญหาข้างต้นไม่น่าจะเกิดกับนายจรัญ  เนื่องจากว่านายจรัญ  ได้ัรับการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเมื่อ พ.ค.2551 จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง9 ปี ใน พ.ค.ปี 2560 ดังนั้นกว่า ร่างพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ จะเสร็จและมีผลบังบังคับใช้ นายจรัญ คงพ้นตำแหน่งตามวาระไปแล้ว

มามองที่นายทวีเกียรติ  สำหรับนายทวีเกียรติ ได้เป็น“ศาสตราจารย์”เมื่อปี 2554 และได้รับเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2556 จึงเป็น“ศาสตราจารย์”ไม่ถึง 5 ปี  ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด น่าจะต้องพ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วน“ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ ” ซึ่งปัจจุบัน มี 2 คน คือ   คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และนายปัญญา อุดชาชน นั้น

สำหรับนายนครินทร์  เป็น“ศาสตราจารย์ ” เมื่อ 17  ก.พ. ปี 2554  และได้รับเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ  11 ก.ย .ปี 2558   จึงเป็น“ศาสตราจารย์” เพียง 4 ปี ไม่ถึง 5 ปี ตามที่ร่างรัฐธรรมใหม่กำหนด น่าจะต้องพ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับนายปัญญา   ซึ่งมีตำแหน่งทางวิชาการไม่ถึง “ศาสตราจารย์ ”  จึงต้องพ้นตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไป

(อย่างไรก็ตามสำหรับนายทวีเกียรติและนายนครินทร์  อาจดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต่อไปได้ถ้าคณะกรรมการสรรหา ปรับลดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ลงเหลือ 2 ปี ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญใหม่เปิดช่องให้ทำได้  โดยมาตรา 200 วรรคท้าย บัญญัติว่า ในกรณีจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คณะกรรมการสรรหาจะประกาศลดระยะเวลา 5 ปี ลงก็ได้ แต่จะลดลงเหลือน้อยกว่า 2 ปี ไม่ได้ )

ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากการได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 2 คน คือ นายวรวิทย์ กังศศิเทียม และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี นั้น

สำหรับนายอุดมศักดิ์  เป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดเมื่อปี 2550และได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในปี 2551 นายอุดมศักดิ์ จึงเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดไม่ถึง 5 ปี นับแต่วันได้รับคัดเลือกตามที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนด นายอุดมศักดิ์ จึงต้องพ้นตำแหน่ง

แต่เนื่องจากนายอุดมศักดิ์ จะครบวาระการดำรงตำแหน่งใน พ.ค . ปี 2560  ดังนั้นเมื่อ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ นายอุดมศักดิ์ น่าจะครบวาระไปก่อนแล้ว จึงไมได้ส่งผลกระทบใดๆต่อนายอุดมศักดิ์ ส่วนนายวรวิทย์ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ต่อไป เนื่องจากมีคุณสมบัติครบตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดและ เพิ่งมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2557

 

คสช.จ่อขยับเลือกตั้งปี 60 เล็กน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249871

คมชัดลึก, การเมือง, เลื่อนเลือกตั้ง, ประยุทธ์, คสช., 60, คสช, จ่อ, ขยับ, เลือกตั้ง, 60 , เล็กน้อย

การเมือง  : 22 พ.ย. 59

คสช.จ่อขยับเลือกตั้งปี 60 เล็กน้อย

หัวหน้า คสช. ย้ำ ผบ.ทบ.ดูแลความเรียบร้อยประเทศ เผยเลือกตั้งอาจขยับเล็กน้อย พร้อมจับตาเคลื่อนไหวอดีตนายกฯ นักการเมือง

            22 พ.ย. 59 – แหล่งข่าว คสช.กล่าวถึงการดูแลสถานการณ์นับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งปี 2560 ตามโรดแม็พ คสช.ว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้ความสำคัญการดูแลรักษาความสงบประเทศในภาพรวม ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ให้น้ำหนักการดูแลรักษาความสงบเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยอย่างสมบูรณ์เต็มที่ โดยการดูแลงานรักษาความสงบเรียบร้อยขณะนี้ภาพรวมเรียบร้อยดี ส่วนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้น ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สำหรับแผนงานในทางการเมืองที่จะไปเกี่ยวข้องกับโรดแม็พที่นำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 นั้น ยืนยันว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่เมื่อมีงานพระบรมศพ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งกว่านั้นต้องรอให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยไปก่อน ก่อนจะจัดการเลือกตั้ง ถ้ายังอยู่ในตารางและทาบทับงานพระบรมศพก็จำเป็นต้องขยับออกไป

“การขยับการจัดการเลือกตั้งนั้น ไม่ได้คลาดเคลื่อนไปจากเดิมมากนัก อาจจะช้าไปเล็กน้อยเท่านั้น และมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไร เพราะเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญความจงรักภักดี และเข้ากราบพระบรมศพก่อนเป็นเรื่องหลัก ถือเป็นเรื่องประชาชนคนไทยแสดงความจงรักภักดีถวายพระองค์ท่าน ส่วนตารางปฏิทินการใช้เวลาตามโรดแม็พในเวลานี้ยังเดินไปเรื่อยๆ” แหล่งข่าว คสช.กล่าว

 

จับตาเคลื่อนไหวอดีตนายกฯ-นักการเมือง

ส่วน คสช.จับตาความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไรบ้าง แหล่งข่าว คสช.กล่าวว่า คสช.ยังติดตามและเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองอย่างต่อเนื่อง หากการดำเนินการดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและความสงบเรียบร้อยของชาติบ้านเมือง คสช.ก็จะจับตาดูเป็นพิเศษ แต่ที่ผ่านมามีเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน เช่น เรื่องปัญหาข้าวราคาตกต่ำ หัวหน้า คสช.ได้มอบหมายทุกหน่วยงานดำเนินการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผลผลิตข้าวในระยะนี้ และกำลังหาทางแก้ไขปัญหาข้าวที่ค้างอยู่ในโกดัง ตามโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดที่แล้ว

ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะกลางจะดูแลตั้งแต่ระบบต้นกำเนิด ที่นา จัดระเบียบพื้นที่ ระบบน้ำ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ลดค่าใช้จ่าย และแผนระยะยาวเงินกองทุนช่วยเหลือประชาชนเพื่อให้อาชีพนี้ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ส่งเสริมมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ทั้งนี้ คสช.ติดตามเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคน ในวาระนี้บ้านเมืองต้องการความสุข สงบเย็นและความสามัคคี ซึ่งสิ่งดีที่สุดในขณะทุกคนร่วมมือเต็มกำลังความสามารถตั้งใจแก้ปัญหาประชาชนและประเทศชาติ

เมื่อถามว่า คสช.ติดตามความเคลื่อนไหวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ แหล่งข่าวคสช.กล่าวว่า ขณะนี้นายทักษิณยังคงเคลื่อนไหวในต่างประเทศ ในกรอบช่องทางที่สามารถดำเนินการได้ และมีนักการเมืองบางคนบางกลุ่มเดินทางไปพบ ซึ่ง คสช.ติดตามดูอยู่

เมื่อถามว่า หัวหน้าคสช.ได้เน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ แหล่งข่าว คสช.กล่าวว่า ท่านเป็นห่วงในทุกๆ เรื่อง และขณะนี้นายกฯ อยู่ในสภาวะกดดันและเครียด อยากให้ทุกคนให้กำลังใจท่านมากที่สุด ทุกครั้งที่นายกฯ ได้พบกับผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง อย่าง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. จะฝากให้ดูแลเรื่องรักษาความปลอดภัยและความเรียบร้อยบ้านเมือง ตลอดจนถึงช่วยเหลือประชาชนเดือดร้อนในทุกๆ เรื่อง

 

“มท.-พาณิชย์”ขอผู้ว่าฯ-นอภ.”ช่วยชาวนาพ้นปัญหาราคาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249853


ปลัดกระทรวงมหาดไทย, กฤษฎา บุญราช, มหาดไทย, พาณิชย์, ผู้ว่าฯ, นอภ, ช่วย, ชาวนา, พ้น, ปัญหา, ราคา, ข้าว, มท-พาณิชย์

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 22 พ.ย. –

“มท.-พาณิชย์”ขอผู้ว่าฯ-นอภ.”ช่วยชาวนาพ้นปัญหาราคาข้าว

มหาดไทยผนึกพาณิชย์ ขอ“ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ” ทั่วประเทศเร่งช่วยชาวนาแก้ไขพ้นปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

          22 พ.ย. –  นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร็นซ์ไปยัง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกับนางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมถึงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ ได้รับทราบถึงมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกรตามมติคณะกรรมการนโยบาย และการบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่ได้ออกมาตรการมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา

โดยนางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้แจ้งประเด็นการติดตามงานที่ขอฝากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยในการดำเนินการอย่างใกล้ชิดใน 5 ประเด็น ดังนี้ 1. การให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกร โดยขอให้จังหวัดกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และขอให้นายอำเภอ ในส่วนคณะกรรมการในระดับพื้นที่ตรวจสอบในเรื่องของสถานที่ที่รับซื้อข้าว อาทิ โรงสี เครื่องชั่ง การปิดป้ายแสดงราคา รวมถึงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง 2. ขอให้จังหวัดช่วยบริหารจัดการรถเกี่ยวข้าวในพื้นที่ เช่น บางพื้นที่ที่ไม่เพียงพอหรือ ราคาค่ารถเกี่ยวที่ปรับตัวสูงขึ้น ในกรณีที่เกิดปัญหาให้แจ้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดประสาน รถเกี่ยวข้าวในพื้นที่ใกล้เคียง หรือชมรมรถเกี่ยวข้าวแห่งประเทศไทยเข้าช่วยเหลือได้ 3.โครงการนาแปลงใหญ่ขอให้ติดตามการดำเนินงานและให้จัดทำข้อมูลรายละเอียดของกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขต่อไป  4. โครงการชดเชยดอกเบี้ยโรงสีขอให้ตรวจสอบสต๊อกของผู้ได้รับการอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และ5.ขอให้จังหวัดที่มีพื้นติดชายแดนเข้มงวดกวดขันการลักลอบนำเข้าข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ผลผลิตออกสู่ท้องตลาด ที่อาจจะกระทบกับราคาข้าวในประเทศ

ด้านนายกฤษฎา บุญราช  ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้กลไกของ “คณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัด” ในการตรวจสอบกำกับดูแลการซื้อขายข้าว สถานที่รับซื้อ ให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกร เพราะถือว่า เป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ให้นายอำเภอใช้เวทีการประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชี้แจงแนวทางและมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาลที่มีออกมาหลายมาตรการ เช่น โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก (ธ.ก.ส.) การช่วยเหลือเงินชดเชยชาวนาที่ประสบภัยน้ำท่วม โครงการเกษตรแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมาตรการอื่น ๆ  เนื่องจากจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน เพื่อให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้นำไปชี้แจงให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างถูกต้อง กว้างขวางทั่วถึง

“ผมขอเน้นย้ำ ในส่วนของมาตรการเร่งด่วนที่หลายจังหวัดได้ช่วยชาวนาให้นำข้าวมาขายโดยตรงอยู่ในขณะนี้ ต้องเป็นการซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาและเป็นข้าวในฤดูการผลิตนี้เพื่อให้การช่วยเหลือตรงตามกลุ่มเป้าหมาย ที่กำลังเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้” ปลัด มท. กล่าวและว่า เรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา เกี่ยวกับราคาข้าวในช่วงนี้ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอได้เป็นผู้นำในการแปรเปลี่ยนความโศกเศร้าอาดูรให้เป็นพลังในการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการช่วยเหลือเกษตรกรและบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

 

สถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก “รวมพลังแห่งความภักดี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249850

สถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก รวมพลังแห่งความภักดี, ข่าวการเมืองคมชัดลึก, สถานทูต, และ, กงสุลใหญ่, ไทย, ทั่วโลก, รวม, พลัง, แห่ง, ความภักดี, รวมพลังแห่งความภักดี
สถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก รวมพลังแห่งความภักดี, ข่าวการเมืองคมชัดลึก, สถานทูต, และ, กงสุลใหญ่, ไทย, ทั่วโลก, รวม, พลัง, แห่ง, ความภักดี, รวมพลังแห่งความภักดี
สถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก รวมพลังแห่งความภักดี, ข่าวการเมืองคมชัดลึก, สถานทูต, และ, กงสุลใหญ่, ไทย, ทั่วโลก, รวม, พลัง, แห่ง, ความภักดี, รวมพลังแห่งความภักดี
สถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก รวมพลังแห่งความภักดี, ข่าวการเมืองคมชัดลึก, สถานทูต, และ, กงสุลใหญ่, ไทย, ทั่วโลก, รวม, พลัง, แห่ง, ความภักดี, รวมพลังแห่งความภักดี

การเมือง  : 2016-11-22

สถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก “รวมพลังแห่งความภักดี”

สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลกและคนไทยในต่างแดน “รวมพลังแห่งความภักดี” ถวายสัตย์ปฏิญาณตนอย่างพร้อมเพรียง แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์

           บรรยายกาศการจัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี” ในต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อประกาศความจงรักภักดีและร่วมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างพร้อมเพรียง โดยได้เริ่มทยอยจัดกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.59 อย่างต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้ โดยมีพสกนิกรชาวไทยในต่างประเทศพร้อมใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก อาทิ ที่สหราชอาณาจักรนายกิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ร่วมกับชุมชนไทยในสหราชอาณาจักร จัดกิจกรรม‘รวมพลังแห่งความภักดี’เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเอกอัครราชทูตได้นำชุมชนไทยจำนวนกว่า200คน กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณตนแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดจนร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

      สถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก “รวมพลังแห่งความภักดี”

ส่วนที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน จัดกิจกรรม“รวมพลังแห่งความภักดี”และปฏิญาณตนเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อประกาศความจงรักภักดีและร่วมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มีชุมชนชาวไทยและชาวต่างชาติ ประมาณ 150 คนเข้าร่วม นอกจากนี้ ร่วมกันแปรอักษรเป็นเลขเก้าไทย อีกด้วย

สถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก “รวมพลังแห่งความภักดี”

พร้อมกันนี้ที่รัสเซีย นายเกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรีเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ได้เป็นประธานในงานรวมพลังแห่งความภักดีเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ลานอเนกประสงค์ สวนสาธารณะGorky Parkใจกลางกรุงมอสโก โดยมีหัวหน้าสำนักงานทีมประเทศไทย และครอบครัว นักเรียนและชาวไทยในกรุงมอสโกและเมืองใกล้เคียง ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิ 0- ลบ2องศาเซลเซียส จากนั้น เอกอัครราชทูตได้นำถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ ตลอดจนกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณแสดงความจงรักภักดี รู้รักสามัคคี ปฏิบัติตามหน้าที่พลเมือง และร่วมกันนำพาประเทศชาติไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน สงบสุข และสันติสุข อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากรัฐบาลกรุงมอสโก ผู้บริหารGorky Parkและกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

สำหรับที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ ได้จัดกิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดี เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยนายมนัสวี ศรีโสดาพล เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ เป็นประธาน ซึ่งมีข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ พร้อมด้วยครอบครัว และชุมชนชาวไทยทั้งที่พำนักอยู่ในกรุงวอร์ซอและต่างเมืองมาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวกว่า50คน โดยเอกอัครราชทูตฯ ได้นำกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนและร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อแสดงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียงกัน

           ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ได้จัดกิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่อาคารอนเกประสงค์ของสถานทูตฯ โดยมีนายณัฎฐวุฒิ โพธิสาโร เอกอัครราขทูต ณ กรุงพนมเปญ และข้าราชการสถานทูตฯ ทีมประเทศไทยพร้อมคู่สมรส ที่ปรึกษาทีมประเทศไทย (ภาคเอกชน) และชุมชนชาวไทยในกัมพูชา รวม 70 คน เข้าร่วมกันกล่าวนาถวายสัตย์ปฏิญาณแสดงความจงรักภักดี และร่วมร้องเพลงเสริญเสริญพระบารมี เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

                      สถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก “รวมพลังแห่งความภักดี”

ส่วนที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี จัดกิจกรรม“รวมพลังแห่งความภักดี”ณ ที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยมีอุปทูต หัวหน้าสำนักงานและข้าราชการทีมประเทศไทยในเดลี ประชาชนและนักศึกษาไทยจากกรุงนิวเดลีและละแวกใกล้เคียง รวมทั้งคณะนักศึกษาไทยมุสลิม จากเมืองอาลิการ์ และเมืองลัคเนาว์รัฐอุตตรประเทศ รวม80คน ร่วมกันปฏิญาณตนเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และร้องเพลงสรรเสริญบารมีเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

           สถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก “รวมพลังแห่งความภักดี”

           อีกด้านหนึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ได้จัดกิจกรรม“รวมพลังแห่งความภักดี”เพื่อประกาศความจงรักภักดีและร่วมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีคนไทยและนักศึกษาไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์เข้าร่วมจำนวนกว่า200คน โดยในงาน นายชวดล นิปธานนนท์ อุปทูต ได้กล่าวนำเพื่อปฏิญาณตนเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ จากนั้นได้ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

ขณะที่เรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เป็นประธานในกิจกรรม“รวมพลังแห่งความภักดี”เพื่อประกาศความจงรักภักดีและเพื่อร่วมระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต โดยมีพสกนิกรชาวไทยและชาวต่างชาติจากหลากหลายอาชีพและสาขาเข้าร่วมกว่า80คน ทั้งนี้ เรือโท โกเมศ ได้ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และกล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณ แสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยพสกนิกรชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้าร่วมได้กล่าวคำปฏิญาณด้วยความพร้อมเพรียง และร่วมจุดเทียน พร้อมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกัน

ด้านสถานเอกอัครราชทูต ณ คูเวต จัดรวมพลังแห่งความภักดี โดยมีนายพิสูจน์ สุวรรณรัศมี อุปทูต เป็นประธาน และมีผู้เข้าร่วมกว่า50คน ร่วมกันร้อเพลงชาติไทย ปฏิญาณตนเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การสวดมนต์และทำสมาธิ9นาที และร้องเพลงสรรเสริญบารมีเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

ส่วนที่บาห์เรน นางหทัยชนก ฤทธาคนี ฟรูโม อุปทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา เป็นประธานในพิธีรวมพลังแห่งความภักดีเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา นำคณะข้าราชการและประชาชนชาวไทยในบาห์เรนกว่า200คน กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีโดยพร้อมเพรียงกัน

 

ดีเอสไอขยายผลสอบผู้อยู่เบื้องหลังฟอกเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249842


สหกรณ์คลองจั่น, ดีเอสไอ, ขยาย, ผลสอบ, ผู้อยู่เบื้องหลัง, ฟอกเงิน

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 22 พ.ย. –

ดีเอสไอขยายผลสอบผู้อยู่เบื้องหลังฟอกเงิน

อธิบดีดีเอสไอมั่นใจผลสอบวินัยร้ายแรง 2 ขรก.รับเงินสหกรณ์คลองจั่นเสร็จก่อน 30 วัน ระบุมีหลักฐานชัด พร้อมขยายผลถึงผู้อยู่เบื้องหลังการฟอกเงินจนสุดเส้นทางการเงิน

          22 พ.ย. –  พ.ต.อ.ไพสิฐ  วงศ์เมือง  อธิบดีดีเอสไอ  กล่าวถึงการสอบสวนเอาผิดทางวินัยข้าราชการดีเอสไอ 2 ราย ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับเงิน 40 ล้านบาท ในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ว่า หลังมีการแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฟอกเงินแล้ว  ตนได้สั่งพักราชการพร้อมตั้งกรรมการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรงกับข้าราชการทั้ง 2 ราย โดยมอบหมายให้ พ.ต.ท.เชน กาณจนาปัจจ์  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ เป็นหัวหน้าชุดสอบสวน  ซึ่งได้รับรายงานว่าการสอบสวนคืบหน้าไปมาก คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จก่อนครบกำหนด 30 วัน  เนื่องจากมีพยานหลักฐานค่อนข้างชัดเจน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อเรียกบุคคลทั้ง 2 เข้ารับทราบข้อกล่าวหา  เพราะความผิดวินัยร้ายแรงครั้งนี้มีความผิดอาญาพ่วงอยู่ด้วย ซึ่งนอกเหนือจากคดีฟอกเงินตามที่รับทราบข้อกล่าวหาไปแล้ว ส่วนกรณีที่พล.อ.ไพบูลย์  คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กำชับให้ขยายผลการสอบสวนไปยังผู้อยู่เบื้องหลังหรือผู้สั่งการด้วยนั้น  ยืนยันว่าจะสอบสวนไปตามพยานหลักฐานให้จนสุดทาง หากพบหลักฐานเกี่ยวพันกับบุคคลใดเพิ่มเติมก็จะดำเนินการให้ถึงที่สุด

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกและฉ้อโกงสหกรณ์คลองจั่นฯ ว่า การสอบสวนมีความคืบหน้าในทุกคดี โดยเฉพาะการสอบสวนเส้นทางการเงินซึ่งพนักงานสอบสวนมีข้อมูลธุรกรรมการเงินครบถ้วนแล้วหลังจากนี้เป็นขั้นตอนเรียกผู้เกี่ยวข้องรับทราบข้อหา ส่วนกรณีผู้บริหารสหกรณ์คลองจั่นฯจะเข้าสอบถามถึงการทำงานหลังมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนนั้น ดีเอสไอพร้อมให้เข้าพบเพื่อสอบถามความคืบหน้าในคดี  ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนยังเป็นชุดเดิมทั้งหมด มีการเปลี่ยนแปลงเพียงหัวหน้าพนักงานสอบสวน ซึ่งมอบให้พ.ต.ต.สุริยา  สิงหกมล  รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้รับผิดชอบแทน พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ที่ย้ายไปรับราชการสำนักนายกรัฐมนตรี

 

“นายกฯ”จี้ฝ่ายความมั่นคงสอบปมคนไทยเข้าพัวพัน FB ไอเอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249833


นายกฯ สั่งสแบ คนไทย โยง ไอเอส, ข่าวการเมืองคมชัดลึก, นายกฯ, จี้, ฝ่าย, ความมั่นคง, สอบ, คนไทย, เข้า, พัวพัน, เอส, ไอเอส, บิ๊กตู่

การเมือง  : 22 พ.ย. 59

“นายกฯ”จี้ฝ่ายความมั่นคงสอบปมคนไทยเข้าพัวพัน FB ไอเอส

“บิ๊กตู่”สั่ง“ความมั่นคง”สอบปมข่าวหลังตำรวจออสเตรเลียเผยคนไทยเข้าพัวพันเฟสบุ๊คไอเอส

          22 พ.ย. 59 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจออสเตรเลียให้ข้อมูลในประชุมคณะกรรมการบริหารประจำศูนย์ความร่วมมือระดับภูมิภาคกรุงเทพฯ(บีอาร์ซีที)ระบุมีกลุ่มคนไทยบางส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องสนับสนุนเงินทุนกลุ่มไอเอสโดยอ้างพบ Username facebook จากประเทศไทยกว่า 1 แสนรายเข้าไปใช้เว็บไซต์ของกลุ่มไอเอสนานกว่า 1 ปี ว่า ก็เป็นการให้ข้อมูลของตำรวจออสเตรเลีย เราก็ตรวจสอบ เราก็เตรียมการป้องกันเตรียมการจับกุมอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นผลกระทบกับคนทั้งโลก ทุกประเทศก็มีปัญหานี้หมด ดังนั้นเราก็ให้เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงดำเนินการ

 

“มติครม.”ไฟเขียวเพิ่มวันหยุดชดเชยปีใหม่ 2 – 3 ม.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249841


ข่าวการเมือง คมชัดลึก, มติครม.ให้หยุด ปีใหม่ ยาว, มติ, ครม, ไฟเขียว, เพิ่ม, วันหยุด, ชดเชย, ปีใหม่, มติครม, วันคล้ายวันพระราชสมภพฯ, ประยุทธ์, ขรก

การเมือง  : 22 พ.ย. 59

“มติครม.”ไฟเขียวเพิ่มวันหยุดชดเชยปีใหม่ 2 – 3 ม.ค.

“มติครม.”เพิ่มวันหยุดชดเชยปีใหม่ 2 – 3 ม.ค. กำหนดให้เรียก 5 ธ.ค.นี้ “วันคล้ายวันพระราชสมภพฯ”ด้าน “ประยุทธ์” เตือน “ขรก.” ร่วมงานพระราชพิธี ต้องสำรวม

          22 พ.ย. 59 – พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ในส่วนของวันสำคัญในเดือนธันวาคม เบื้องต้นครม.กำหนดให้วันที่5ธันวาคมนี้ ให้ใช้คำว่าวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจะมีหนังสือแจ้งเป็นทางการให้ทราบอีกครั้ง ซึ่งยังคงกำหนดให้เป็นหยุด และมีกิจกรรมสำคัญของทางสำนักพระราชวัง ทั้งการบำเพ็ญพระราชกุศล และการพระราชทานสมณศักดิ์ของพระภิกษุสงฆ์

ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในส่วนวันสำคัญประจำปี 2560 คาดว่าจะพิจารณากันในการประชุมครม.วันที่29พ.ย.นี้หรือไม่เกินสัปดาห์ถัดไปในเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ครม.มีมติให้เพิ่มวันหยุดชดเชยวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2 วัน คือวันที่ 2 – 3 มกราคม จากเดิมวันที่ 31ธันวาคม และ 1 มกราคม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ดังนั้นวันหยุดเทศกาลปีใหม่จะมีทั้งสิ้น4วัน

“ นายกรัฐมนตรี ได้ฝากเตือนข้าราชการที่ไปร่วมพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล โดยเฉพาะข้าราชการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีการถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเองในงาน และถูกเผยแพร่ในโลกโซเชี่ยล โดยนายกฯระบุว่า ขอให้มีการอภัยและยกโทษให้เขา เนื่องจากเป็นข้าราชการตัวเล็กๆที่ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่จากนี้ไปขอให้ทุกส่วนราชการรับทราบร่วมกัน ให้ปฏิบัติตนให้มีท่าทางพฤติกรรม ที่สำรวมทั้งกาย วาจา และใจ ในการเข้าร่วมพระราชพิธี” ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว