เรื่องข้าว…ใคร โกหก ใคร ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249261

นักการเมือง, ชาวนา, ซัด, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, เรื่อง, ข้าว, ใคร, โกหก, เรื่องข้าวใคร, หมอวรงค์, Warong Dechgitvigrom

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 17 พ.ย. 2559

เรื่องข้าว…ใคร โกหก ใคร ?

“หมอวรงค์” ซัด นักการเมืองบางคน โกหกว่าช่วยชาวนา

 

15 พ.ย.59 – นพ.วรงค์ เดชกิจสิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสเฟซบุ๊กส่วนตัว “Warong Dechgitvigrom” โดยระบุว่า มีนักการเมืองคนหนึ่ง ไปเดินสายเยี่ยมประชาชนที่อีสาน อ้างว่าข้าวราคาตก จึงช่วยชาวนาซื้อข้าวสารหอมมะลิในราคากิโลละ 20 บาท ต่ำกว่าที่ทั่วๆไปซื้อ และนำมาขายที่กรุงเทพฯราคา ภายหลังจากถูกวิจารณ์ว่า ซื้อเขาก็กดราคาไม่ได้ เพราะไม่ได้ซื้อในราคาที่เขาซื้อกัน เวลาขายก็ขายตัดราคาไม่ได้ เลยมาในมุกใหม่ว่าซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 12,000 บาท และอ้างว่าให้โรงสีชาวนาสีให้ ขายราคา 20 บาทเพราะไม่ได้คัดเกรด เป็นข้าวต้นรวมกับข้าวหัก และอ้างว่า 1 ตันสีได้ประมาณ 600 กิโล ขายกิโลละ 20 บาทไม่เอากำไร

นพ.วรงค์ ระบุอีกว่า ถ้าคนไม่เข้าใจก็พอดำน้ำไปได้ แต่เขาไม่รู้หรอกว่าโรงสีชาวนา เป็นโรงสีชุมชน กำลังการสีข้าวเปลือกโดยเฉลี่ยประมาณ 100 กิโลต่อชั่วโมง สีวันละ 10 ชั่วโมงก็ได้วันละ 1 ตันหรือข้าวสาร(ชนิดรวมข้าวหัก) 600 กิโลกรัม แต่ถ้าแยกข้าวต้นจะเหลือประมาณ 430-440 กิโลกัรม ถ้าข้าวสาร 10 ตันใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือน ไม่ต้องพูดถึงบรรจุภัณฑ์ขนาด 50 กิโลกรัมที่เราเห็นว่าดีเกิน ขนาดอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ช่วยชาวนาขายข้าวสารหอมจังหวัด ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง กิโลกรัมละ 25 บาท โดยทั่วไปขาย 25-30บาทต่อกิโล ประมาณ 12 ตัน ใช้เวลาครึ่งเดือนกว่าจึงจะส่งของมากรุงเทพฯได้ เพราะกำลังการผลิตจำกัด

“ประเภทไปเยี่ยมวันที่ 3 พ.ย. มาขายวันที่ 5 พ.ย. จำนวน 10 ตันข้าวสาร ก็เกือบ 20 ตันข้าวเปลือก ยังมาอ้างว่าซื้อข้าวเปลือกชาวบ้าน ตันละ 12,000 บาท ใช้สีโดยโรงสีชุมชน ขณะที่โรงสีชุมชนสีได้วันละ 1 ตันข้าวเปลือก แค่นี้ก็พอเดาได้ครับว่าจริงหรือไม่ ที่ต้องเล่าให้ฟังเพราะไม่อยากให้นักการเมืองบางคนเห็นประชาชนไม่รู้ แล้วมาโกหกประชาชน จนเคยชิน เรื่องซื้อข้าวเปลือกตันละ 12,000 บาทมาให้ชาวบ้านสี ไม่พูดเสียดีกว่า เพราะยิ่งพูดยิ่งมัดตัวเอง” นพ.วรงค์ระบุ.

 

“ประวิช”ชี้พ.ร.ป.กกต.เป็นดุลยพินิจกรธ.-สนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249256


กกต., ประวิช รัตนเพียร, ประวิช, ชี้, กกต, เป็น, ดุลยพินิจ, สนช

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 17 พ.ย. 2559

“ประวิช”ชี้พ.ร.ป.กกต.เป็นดุลยพินิจกรธ.-สนช.

กกต.เผย 5 พันธกิจสู่การเลือกตั้งในการประชุมมอบนโยบาย “ประวิช” ปัดออกความเห็นร่าง พ.ร.ป. กกต. ชี้เป็นดุลยพินิจ กรธ.-สนช.ยันต้องเคารพกฎหมายบ้านเมืองเดินหน้าต่อ

          17 พ.ย. – นายประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวเปิดการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมความเข้มแข็งและพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ประจำปี 2560โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรของสำนักงาน กกต. ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงานให้เกิดความเข้าใจและมีแนวทางชัดเจนในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประหยัดงบประมาณและบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดตามยุทธศาสตร์ สำหรับผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วย ผู้ตรวจการ ผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ 1-5 จำนวนทั้งสิ้น 120 คน

โดยนายประวิช กล่าวว่า กกต.มีมติชัดเจนถึงเส้นทางสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งมีพันธกิจร่วมกัน 5 ประการ ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป คือ 1.นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการทำประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ และการลงทะเบียนทางอินเตอร์เน็ต 2.เครือข่ายต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นเป็นกลไกการมีส่วนร่วม 3.การคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นผู้จัดการกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ประจำอย่างน้อย 1 คนในทุกหน่วยเลือกตั้ง โดยเป็นผู้ที่เข้าใจกระบวนการทุกขั้นตอน 4.การจัดหลักสูตรสอบสวนไต่สวนให้พร้อมกับการเลือกตั้ง และ 5.การปรับโครงสร้างเตรียมบรรจุตำแหน่งให้พร้อมในทุกจังหวัด

จากนั้น นายประวิชได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการกำหนดคุณสมบัติของ กกต.ในการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรอิสระใดที่จะพูดเรื่องคุณสมบัติ เป็นไปตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. จะกำหนด ซึ่งตนยืนยันอย่างนี้หลายครั้งไม่เปลี่ยนจากเดิม ผู้มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการร่างคือกรธ.และไปสิ้นสุดที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ท่านจะตัดสินใจอย่างไรเป็นอิสระของท่าน จะออกมาอย่างไรก็ปฏิบัติตาม ไม่กังวลกับเรื่องดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีข้อกังวลว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหากมีกกต.พ้นตำแหน่งไปจะเป็นการเปลี่ยนม้ากลางศึก นายประวิช กล่าวว่า ข้อกังวลดังกล่าวมีคนพูดแล้ว อย่างไรก็อยู่ในดุลยพินิจของกรธ.และสนช.ทุกภาคส่วนมีเสียงส่งไปแล้วกรธ.ก็พิจารณาโดยอิสระแล้ว

ต่อข้อถามถึงกรณีหากนายประวิชคุณสมบัติไม่ครบตามที่กำหนดใหม่ต้องพ้นจากตำแหน่ง นายประวิช กล่าวว่า ตนไม่อยู่ในสถานะที่จะบอกว่าตัวเองเป็นอย่างไร ไม่ใช่หน้าที่ ต้องรอกฎหมายออกมาก่อน ออกมาแล้วทุกคนต้องปฏิบัติ เพราะสิ่งสำคัญของความเป็นพลเมืองต้องเคารพกฎหมาย ไม่ได้ขอปรับแก้อะไรเลย เท่าที่ดูความคิดเห็นที่เสนอไปตามสื่อต่าง ๆ กรธ.ก็รับทราบหมดแล้ว ใช้ดุลยพินิจโดยอิสระ ต้องเคารพกฎหมายบ้านเมืองจึงจะเดินหน้าต่อไปได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ กรธ.ให้มีการเปลี่ยนแปลง กกต.จังหวัดไปเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งจะมีผลอย่างไร นายประวิช กล่าวว่า กกต.ดูแล้วว่าการมีกกต.จังหวัดมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และมีความเห็นเสนอไปแล้วว่าการมีกกต.จังหวัดจำเป็น แต่เพื่อลดงบประมาณก็ให้เปลี่ยนจากการจ่ายเงินเดือนเป็นการจ่ายเบี้ยประชุมได้ ขณะนี้เรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้งยังเป็นข้อถกเถียง ซึ่ง กรธ.จะคิดอย่างไรก็ให้ สนช.พิจารณาต่อ ต่างคนต่างทำหน้าที่

 

“สมชัย”ซัดกรธ.หมกเม็ดพ.ร.ป.กกต.ฉบับแก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249253


กรธ., สมชัย สุทธิศรียากร, กกต., สมชัย, ซัด, หมก, กกต, ฉบับ, แก้ไข

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 17 พ.ย. 2559

“สมชัย”ซัดกรธ.หมกเม็ดพ.ร.ป.กกต.ฉบับแก้ไข

“สมชัย”ซัดกรธ.หมกเม็ดไม่เปิดเผยร่าง พ.ร.ป.กกต.ฉบับแก้ไข เปรียบนักศึกษาสอบวิทยานิพนธ์ไม่ปรึกษาอาจารย์ เตือนระวังสังคมจับจ้องเป็นการยึดองค์กรอิสระ

          17 พ.ย. – นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารกลาง ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อวานนี้ (16 พ.ย.) ว่า มีข้อสังเกตว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายสำคัญที่มีผลต่อการเมืองไทย ทุกฝ่ายควรมีโอกาสให้ความเห็นเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่จากการจัดประชุมดังกล่าวตนเห็นว่า กรธ.ทำเพียงแค่ต้องการให้เป็นพิธีกรรม ไม่ได้มุ่งหวังจะให้ประชาชนได้รู้ถึงเนื้อหาสาระของกฎหมายอย่างแท้จริง เนื่องจากการเชิญคนเข้าร่วมในการสัมมนาก็ขาดความเอาจริงเอาจังในการติดต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้าให้ความเห็น ทำให้พรรคการเมืองใหญ่ไม่มีตัวแทนเข้าร่วม จะอ้างปัญหาทางธุรการไม่ได้ เพราะครั้งที่แล้วก็มีปัญหาเช่นนี้ก็ต้องปรับปรุง อีกทั้งกฎหมายที่นำมาเสนอยังเป็นกฎหมายคนละฉบับ เอาร่างเดิมของ กกต.ที่เสนอขึ้นไปมานำเสนอที่ประชุม ทั้ง ๆ ที่สาระสำคัญเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจ กรธ.ควรจะเอาร่างของ กรธ.ที่ปรับปรุงแก้ไขสาระสำคัญแล้วมาแสดง

“ผมคิดว่าลักษณะของการดำเนินการของกรธ.เป็นลักษณะที่ไม่จริงใจในการที่จะให้ข้อมูลข้อเท็จจริงแก่ประชาชน ข้อเสนอของผมคิดว่าควรจะมีการจัดเวทีแบบนี้โดยให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระที่เป็นจริง เมื่อกรธ.ร่างของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรมีการจัดรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง เพื่อฟังเสียงจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกๆ ฝ่าย มิฉะนั้นแล้วกฎหมายสำคัญซึ่งจะมีผลต่อบ้านเมือง มีผลต่ออนาคตทางการเมืองของไทย ก็จะมีผลเพียงแค่ถูกผ่านกระบวนการที่เป็นแค่พิธีกรรมเท่านั้นเอง ผมไม่อยากให้กรธ.ทำตัวเหมือนนักศึกษาส่งวิทยานิพนธ์ที่ต้องสอบวิทยานิพนธ์ แต่ไม่ยอมพบอาจารย์ที่ปรึกษา หมกเม็ดไม่ปรึกษาขอความเห็น พอถึงเวลาใกล้หมดอายุความก็ยื่นวิทยานิพนธ์เล่มเต็มมา แล้วก็อาศัยเวลาที่เหลืออยู่บีบบังคับให้จบ” นายสมชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรธ. มีแนวโน้มที่รับข้อเสนอที่ได้ไปปรับปรุงหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เป็นเรื่องที่ กรธ.ต้องคิดดูว่าท่านมีความจริงใจที่จะให้ประชาชนรู้เนื้อหาสาระของกฎหมายหรือไม่ ไม่อยากให้เล่นการเมืองหมกเม็ดกฎหมาย เอากฎหมายที่ไม่จริงมาพูดกัน ถึงเวลาก็รีบส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในเวลาที่สั้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงการที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ยืนยันว่าการกำหนดคุณสมบัติของ กกต.จะใช้เท่าเทียมกับองค์กรอิสระอื่น นายสมชัย กล่าวว่า โดยหลักการถ้าทำทุกองค์กรถือว่าเป็นธรรม เอาคุณสมบัติใหม่ไปใช้ทุกองค์กรแต่ประโยชน์ที่ได้รับ ผลดีผลเสียอย่างไรต้องคิดดูให้ดี ประเด็นสำคัญขณะนี้สังคมกำลังจับจ้องว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังเตรียมการในการโละเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบภายในองค์กรอิสระทุกองค์กร โดยเอาคนของตัวเองเข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรเหล่านั้น นี่คือการยึดพื้นที่ทางการเมืองขององค์กรอิสระที่ต้องดูให้ดี ไม่อยากให้เกิดภาพว่าฝ่ายที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคมกำลังจะเปลี่ยนแปลงยึดพื้นที่ในทุกภาคส่วน อย่าให้สังคมคิดแบบนั้นโดยอ้างเรื่องคุณสมบัติ มิฉะนั้นแล้วในแง่การทำงานจะเป็นไปในแนวเดียวกัน กระบวนการตรวจสอบคัดค้านให้เกิดความเป็นธรรมจะไม่เกิดขึ้น

“ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าไม่ได้พูดบนผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะผมเชื่อว่าโดยคุณสมบัติที่ผมมีอยู่ผมไม่น่าจะมีปัญหา ผมยืนยันประโยคนี้ ถ้าผมพูดโดยประโยชน์ส่วนตัวผมต้องเกรงว่าผมจะขาดคุณสมบัติ แต่ผมยืนยันว่าภายใต้คุณสมบัติที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมทำงานภาคประชาสังคมมามากกว่า 24 ปี นับย้อนหลังไปช่วงการสรรหา 21 ปี ก็เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นผมไม่ได้เป็นห่วงเรื่องส่วนตัว เว้นแต่ท่านจะตีความหมายเป็นอย่างอื่น” นายสมชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่านายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต.ให้ความเห็นสนับสนุนการกำหนดคุณสมบัติใหม่ นายสมชัย กล่าวว่า ต้องไปถามท่าน ตนไม่สามารถให้ความเห็นได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีกรรมการบางคนต้องพ้นตำแหน่งจะกระทบการเลือกตั้งปีหน้าหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ตอนนี้ที่มีชื่อที่ถูกเล็งอยู่ในข่ายคือตนกับนายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ส่วนตนไม่มีปัญหาเพราะได้เตรียมการมาพอสมควร คงจะเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนนายประวิชก็ได้ทำงานอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด เป็นเรื่องของสำนักงานที่จะสานนโยบายต่อไป

ส่วนหากร่างกฎหมายไปถึงสนช.กกต.จะทำข้อเสนอส่งไปสนช.หรือไม่นั้น นายสมชัย กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับที่ประชุม กกต.ว่าจะให้ความเห็นหรือไม่ วันนี้ตนอยากให้ กกต.มองปัญหาที่เกิดขึ้นจริงบนพื้นฐานประสบการณ์การทำงาน ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าสิ่งที่เขียนมาใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ไม่อยากให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ว่าแล้วแต่เขาจะเขียนให้อย่างไรก็เอาตามนั้น คนคิดแบบนี้ไม่ควรจะทำงานเป็น กกต. เราควรเอาประสบการณ์สะท้อนข้อเท็จจริงว่ารูปแบบดังกล่าวมีปัญหาอย่างไร ก่อให้เกิดผลดีทางการเมืองหรือไม่ ถ้าดีกว่าเดิมก็ต้องสนับสนุน ถ้าแย่กว่าเดิมก็ต้องกล้าให้ความเห็น ไม่ใช่ติดยึดตำแหน่งของตัวเองว่าพูดไปแล้วจะกระทบหน้าที่ตำแหน่งของตัวเอง

 

ยกฟ้อง! แนวร่วม นปช. ซุกระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249237

คดี, คมชัดลึก, การเมือง, อัมพร ใจก้อน, นนทบุรี, สมานเมตตาแมนชั่น, ซุกระเบิด, ครูแขก, ศาลยกฟ้อง, ยกฟ้อง, แนวร่วม, นปช, ซุก, ระเบิด, สมาน, เมตตา, แมนชั่น, ครูแขก

การเมือง  : 17 พ.ย. 2559

ยกฟ้อง! แนวร่วม นปช. ซุกระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น

ศาลอาญา ยกฟ้อง “ ครูแขก ” แนวร่วม นปช.ไม่ผิด ซุกระเบิดแสวงเครื่องถังดับเพลิง 5 ถัง หนัก 20 กก. – กระสุนปืนกลเล็ก 129 นัด สมานเมตตาแมนชั่น บางบัวทองปี 53

 

ที่ห้องพิจารณา 812 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 17 พ.ย.59 เวลา 10.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.4237/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.อัมพร ใจก้อน หรือครูแขก อายุ 56 ปี ชาวเชียงใหม่ เป็นจำเลย ในความผิดฐานมีวัตถุระเบิดชนิดแสวงเครื่อง และกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2590 มาตรา 4, 38 และ 74

ตามฟ้องอัยการโจทก์วันที่ 24 ธ.ค. 57 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่าง ต้นเดือน มิ.ย. – 5 ต.ค. 53 จำเลยกับพวกซึ่งเป็นแนวร่วมหรือเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุม กับกลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้มีเจตนาร่วมกันมีวัตถุระเบิด ประกอบด้วย วัตถุระเบิดชนิดแสวงเครื่อง จำนวน 5 ลูก (ถัง) ที่ประกอบเป็นวัตถุระเบิดแสวงเครื่องโดยใช้วงจรตั้งเวลา 1 สัปดาห์ ประกอบกับวัตถุระเบิดแรงต่ำ (Low Explsive) ชนิดดินเทาและยูเรีย น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ซึ่งเป็นวัตถุระเบิดหลักบรรจุไว้ในถังดับเพลิง และถังน้ำยาแอร์ และมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ไว้ในครองครองได้ และมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบด้วย ปืนเล็กกล (AK47) ขนาด 7.62 มม. RUSSIAN เลขประจำปืน 601098 จำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวอีกจำนวน 129 นัด เหตุเกิดที่ ต.โสนลอย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี ซึ่งระหว่างการพิจารณาได้รับการปล่อยชั่วคราว โดยศาลตีราคาประกัน 200,000 บาท แต่นางอัมพร จำเลย ยังถูกดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ฐานทำให้เกิดระเบิดอีก 1 สำนวน ซึ่งไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวในชั้นฝากขัง ดังนั้น นางอัมพร จึงถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรี โดยศาลอาญา ได้เบิกตัวนางอัมพร จำเลยมาจากเรือนจำพิเศษมีนบุรี เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีนี้

ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายได้ร่วมกันมีวัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โดยฝ่ายโจทก์มีนายตำรวจ 2 รายเป็นพยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงว่า เมื่อช่วงปี 2553 ได้เกิดเหตุที่สมานเมตตาแมนชั่น และมีผู้เสียชีวิต โดยโจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายเบิกความถึงการสอบสวนด้วยการไปสังเกตการณ์ในที่เกิดเหตุ ขณะที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจ แต่โจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นขณะเกิดเหตุ และก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่ได้เห็นจำเลยได้ร่วมนำวัตถุระเบิดไปไว้ในห้องเกิดเหตุ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้จากผู้ดูแลอพาร์ทเม้นท์ ก็ระบุเพียงว่า ได้ดูแลอาคารโกมลอพาร์ทเม้นท์ ที่ให้เช่าเท่านั้น แต่ไม่ได้ดูแลอาคารสมานเมตตาแมนชั่น พยานโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามโจทก์ฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษายกฟ้อง นางอัมพร จำเลย ถึงกับร้องไห้ และได้พูดคุยเป็นภาษาอังกฤษกับสามีชาวต่างชาติ ที่มาร่วมฟังคำพิพากษา โดยมีกลุ่มคนรู้จักมาให้กำลังใจด้วยอีก 3-4 คน ขณะที่นางอัมพร หรือครูแขก ได้กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนขึ้นรถเรือนจำด้วยว่า “สบายดีค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง ”

ภายหลัง น.ส.เบญจรัตน์ มีเทียน ทนายความของนางอัมพร จำเลย กล่าวว่า ในวันนี้ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่ได้มีพยานหลักฐานว่าจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุและร่วมกระทำความผิดด้วย แต่ขณะนี้จำเลย ยังถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรีในคดีร่วมกันทำให้เกิดเหตุระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย และพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ บริเวณถนนราษฎร์อุทิศ เขตมีนบุรี เมื่อวันที่ 29 มี.ค.57 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย

น.ส.เบญจรัตน์ ทนายความของนางอัมพร จำเลย กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ขอคัดสำเนาคำพิพากษาของศาลอาญาแล้ว เพื่อจะนำไปประกอบการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนางอัมพรในคดีที่ศาลจังหวัดมีนบุรีอีกครั้ง ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ หลังจากที่ศาลจังหวัดมีนฯ เคยยกคำร้องปล่อยชั่วคราวนางอัมพร ระหว่างการฝากขังครั้งที่ 4 ซึ่งนางอัมพร ถูกจับกุมคดีของศาลจังหวัดมีนฯ เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยที่ศาลจังหวัดมีนฯ ไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง แต่เมื่อศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดี ซึ่งอีกคดีมีลักษณะใกล้เคียงกัน จึงคิดว่าคำพิพากษาศาลอาญาอาจเป็นเหตุผลประกอบในการยื่นประกันตัวได้

ยกฟ้อง! แนวร่วม นปช. ซุกระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น

(ภาพเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อปี 2553)

 

“บิ๊กตู่” จ่อ ลงพื้นที่ ตรวจราชการ “ปทุมฯ” พรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249231


บิ๊กตู่ เตรียมนำคณะ ลงพื้นที่ ปทุมธานี ตรวจเยี่ยมโครงการพระราชดำริ ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่การเกษตร พร้อมพบปะประชาชน พรุ่งนี้, บิ๊ก, ตู่, จ่อ, พื้นที่, ตรวจราชการ, ปทุมฯ, พรุ่งนี้, บิ๊กตู่, ลงพื้นที่, ปทุมธานี

การเมือง  : 17 พ.ย. 2559

“บิ๊กตู่” จ่อ ลงพื้นที่ ตรวจราชการ “ปทุมฯ” พรุ่งนี้

“บิ๊กตู่” เตรียมนำคณะ ลงพื้นที่ “ปทุมธานี” ตรวจเยี่ยมโครงการพระราชดำริ ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่การเกษตร พร้อมพบปะประชาชน พรุ่งนี้

          17 พ.ย.59-ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในวันที่18พ.ย.นี้ (พรุ่งนี้) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่ จ.ปทุมธานี เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่การเกษตร พร้อมพบปะประชาชน โดยในเวลา 08.50 น. นายกฯ จะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังจุด ฮ.ลานตากข้าว หมู่ 4 ต.บึงชำอ้อ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ให้การต้อนรับ จากนั้นนายกฯ จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่แก้มลิงเพื่อเพิ่มรายได้ในพื้นที่เกษตรทุ่งรังสิต 3 จุด ได้แก่ 1.คลองระพีพัฒน์ แยกตก บริเวณประตูน้ำที่ 8 พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับข้อมูลการบริหารจัดการน้ำจากอธิบดีกรมชลประทาน 2.สวนปาล์มน้ำมันและเรือดูดตะกอนเลนในร่องสวน โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบึงชำอ้อ รายงานข้อมูลต่างๆ และ3.ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลบึงชำอ้อ พร้อมพบปะประชาชน

จากนั้น เวลา 10.55 น.นายกฯพร้อมคณะจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำโครงการสระเก็บน้ำพระราม 9อันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2 จุด ประกอบด้วย1.โรงผลิตน้ำประปาพระราชทาน 2.อาคารมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมประชุมร่วมกับเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ก่อนจะเสร็จสิ้นภารกิจและเดินทางกลับในเวลา 11.30 น..

 

จวก “สมคิด” ไม่ยอมรับความจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249220


พิชัย จวก สมคิด ไม่ยอมรับความจริง จี้ เร่งจัดเลือกตั้งเพื่อเรียกความเชื่อมั่นคืน, จวก, สมคิด, ไม่ยอมรับ, ความจริง, ไม่ยอมรับความจริง, พิชัย

การเมือง  : 17 พ.ย. 2559

จวก “สมคิด” ไม่ยอมรับความจริง

“พิชัย” จวก “สมคิด” ไม่ยอมรับความจริง จี้ เร่งจัดเลือกตั้งเพื่อเรียกความเชื่อมั่นคืน

 

17 พ.ย.59-นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวว่า ดีใจมากที่ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว. คลัง ออกมายอมรับว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยต่ำกว่าศักยภาพมาก และการลงทุนในภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งเป็นไปตามที่ตนได้เตือนมาโดยตลอด อย่างน้อยก็มีคนในรัฐบาลที่ยังรับรู้และยอมรับความจริง ทั้งนี้ อยากให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ยอมรับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงเหมือน นายอภิศักดิ์ จึงจะสามารถหาทางแก้ไขปัญหาได้ ถ้า นายสมคิด ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจดีและไม่มีปัญหา เศรษฐกิจจะยิ่งทรุดไปกว่าเดิม  การเจริญเติบโตในครึ่งปีหลังน่าจะโตต่ำกว่าครึ่งปีแรก โดยในไตรมาส 3 การเจริญเติบโตน่าจะลดลง และในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยังมีแนวโน้มที่อาจจะโตต่ำสุด อยากให้สภาพัฒน์ฯ เสนอข้อมูลที่แท้จริง อย่าพยายามบิดเบือนตัวเลขจีดีพีตามแรงกดดันทางการเมือง และอย่าให้ถึงขนาดที่มีการปรับเปลี่ยนคนที่ดูแลตัวเลขจีดีพีเพื่อให้ออกมาตามที่รัฐบาลต้องการ เพราะถึงแม้ตัวเลขจะดีขึ้น แต่ประชาชนรู้สึกถึงความจริงได้ว่าเศรษฐกิจย่ำแย่ขนาดไหน

นายพิชัย กล่าวอีกว่า ปัญหาหนี้เสียของระบบธนาคารยังมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นดัชนีเศรษฐกิจชี้วัดว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวจริงได้เป็นอย่างดี ตัวเลขการว่างงานเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นไปอีกจากการที่เอกชนไม่ยอมลงทุน และนักลงทุนต่างประเทศขาดความมั่นใจ ซึ่งหากคำนวณอัตราการว่างงานตามความจริง คนตกงานจะเยอะกว่านี้มาก ดังนั้น อยากให้รัฐบาลพิจารณาว่า หากเร่งให้มีการเลือกตั้งแล้วจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้หรือไม่ อยากให้รัฐบาลมองปัญหาให้ชัดเจนและเร่งแก้ให้ถูกทาง โดยเฉพาะการช่วยเหลือชาวนาที่กำลังลำบากอย่างมาก ใครช่วยเหลือทางด้านไหนได้ก็ควรจะส่งเสริม ไม่ใช่ออกมาโจมตีคนที่ช่วยเหลือ เพราะราคาข้าวยังมีแนวโน้มที่จะผันผวนและตกต่ำได้อีก ถ้าโจมตีคนที่ช่วยเหลือ สุดท้ายความลำบากจะตกกับชาวนา และอาจทำให้ชาวนาหมดความอดทนได้.

 

ม.44 เด้ง3บิ๊กสสว.หลาน”ทักษิณ”โดนด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249204

ม.44 เด้ง หลานทักษิณ, ม44, เด้ง3บิ๊กส, หลาน, ทักษิณ, โดน, ด้วย, ปณิตา ชินวัตร

การเมือง  : 16 พ.ย. 2559

ม.44 เด้ง3บิ๊กสสว.หลาน”ทักษิณ”โดนด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ ม.44 เด้ง 3 บิ๊ก สสว. เข้าทำเนียบรัฐบาล หลานอดีตนายกฯ“ปณิตา ชินวัตร” โดนด้วย

          เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ได้เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 68/2559 เรื่อง มาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่นของรัฐ และการกําหนดกรอบอัตรากําลังชั่วคราว โดยหัวหน้าคสช.อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ให้มีกรอบอัตรากําลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสํานักนายกรัฐมนตรี จํานวน 50 อัตรา เพื่อรองรับการบรรจุและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่เป็นข้าราชการ ทั้งนี้ ไม่ว่ามีตําแหน่งหน้าที่ใด ในรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นนิติบุคคลและไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ โดยไม่ขาดจากอัตราเงินเดือน ค่าจ้าง เงินอื่น และสิทธิประโยชน์เดิมที่ได้รับอยู่

โดยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไปปฏิบัติหน้าที่อื่นในสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหมดระยะเวลาตามสัญญาจ้าง หรือพ้นจากตําแหน่งโดยเหตุอื่น หรือนายกรัฐมนตรีจะมีคําสั่งเป็นประการอื่น โดยเรียกชื่อตําแหน่งที่มาปฏิบัติหน้าที่ว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐประจําสํานักนายกรัฐมนตรี” โดยอาจระบุหน่วยงานในสํานักนายกรัฐมนตรีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้น จะต้องมาปฏิบัติหน้าที่ไว้ด้วยก็ได้

นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีอาจมีคําสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ไปปฏิบัติงานในหน่วยงานใดในสํานักนายกรัฐมนตรีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐเป็นการชั่วคราวได้ตามความจําเป็น และให้ผู้มีตําแหน่งหน้าที่ในสํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ตามรายชื่อต่อไปนี้ไปเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประจําสํานักนายกรัฐมนตรีตามคําสั่งนี้ คือ 1.น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ สสว. 2.นายชาวันย์ สวัสดิ์-ชูโต  รองผู้อำนวยการ สสว. 3.น.ส.อิสรา ภูมาศ ที่ปรึกษา สสว.

อย่างไรก็ตามในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคําสั่งนี้ ให้กระทรวงการคลังร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขให้นายกรัฐมนตรีวินิจฉัย และให้คําวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 16 พ.ย.2559 ลงนามโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.

สำหรับน.ส.ปณิตา ชินวัตร  รองผู้อำนวยการ สสว. เป็นบุตรสาวของพันเอก (พิเศษ) ศุภฤกษ์ คล่องคำนวณการ และนางเยาวลักษณ์ ชินวัตร พี่สาวคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

บทบาทการทำงานในหน้าที่รองผู้อำนวยการ สสว. ของน.ส.ปณิตา มิได้หวือหวาหรือมีข่าวแพร่หลายในวงกว้าง แต่ที่ทำให้คนรู้จักเมื่อครั้งมีข่าวว่อนโซเชียลมีเดียว่า มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงหน่วยงานในไทยไปพบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ประเทศดูไบ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 พร้อมทั้งได้ระบุว่าให้ติดตามกันต่อไปว่า จะมีการนัดหมายหรือว่าเป็นความบังเอิญ ซึ่งตามกำหนดการนั้นเจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้นี้ และ น.ส.ปณิตา  ได้พาผู้ประการเอสเอ็มอีไทยกว่า 40 รายไปร่วมกิจกรรมการเจรจาการค้าและงานแสดงสินค้าและบริการที่ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน

 

สั่งปล่อย“อับดุลตอเละ กาสอ”แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249186


อับดุลตอเละ กาสอ, ข่าวการเมือง คมชัดลึก, โฆษกศาลยุติธรรม, สั่ง, ปล่อย, อับ, ดุล, เละ, แล้ว, สั่งปล่อยอับดุลตอเละ, กาสอแล้ว, โฆษกศาลยุติธรรม

อับดุลตอเละ กาสอ, ข่าวการเมือง คมชัดลึก, โฆษกศาลยุติธรรม, สั่ง, ปล่อย, อับ, ดุล, เละ, แล้ว, สั่งปล่อยอับดุลตอเละ, กาสอแล้ว, โฆษกศาลยุติธรรม

การเมือง  : 16 พ.ย. 2559

สั่งปล่อย“อับดุลตอเละ กาสอ”แล้ว

“ โฆษกศาลยุติธรรม ” เผย ศาลจังหวัดนาทวี สั่งปล่อย “อับดุลตอเละ กาสอ ” จำเลยความผิด พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในฯ เหตุลอบวางระเบิด สงขลา หลังผ่านประเมินพฤติกรรมเกณฑ์ดีม

 

16 พ.ย. 59  – นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดนาทวี ได้อ่านคำสั่งคดีความมั่นคง รม.1/ /2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอับดุลตอเละ กาสอ อายุ 55 ปี เป็นจำเลย ในความผิด ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 โดยคดีสืบเนื่องจาก ศาลจังหวัดนาทวี ได้มีคำสั่งให้ ส่งตัวนายอับดุลตอเละ กาสอ จำเลย ซึ่งเป็นแนวร่วมในเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิด ที่ อ.นาทวี จ.สงขลา ไปเข้ารับการอบรมแทนการดำเนินคดีอาญาที่โรงเรียนเสริมสร้างสันติสุข ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เป็นเวลา 6 เดือน ตามพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาตรา 21 ซึ่งต่อมาผอ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้รายงานผลการอบรมเมื่อครบกำหนดระยะเวลาต่อศาลเพื่อพิจารณาปล่อยตัวจำเลย

 

ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยได้เข้ารับการอบรมตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด และคณะกรรมการประเมินได้ทำการประเมินด้านพฤติกรรม ด้านทัศนคติ ด้านทักษะอาชีพ ด้านสังคมและด้านปฏิบัติศาสนกิจ ผลการประเมินจำเลยผ่านการประเมินในเกณฑ์ดีมาก จึงเป็นที่พอใจ ถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทุกประการ จึงมีคำสั่งให้ปล่อยตัวนายอับดุลตะเละ กาสอ จำเลย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบที่เกี่ยวเนื่องกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ต.ค.57 มีเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม จำนวน 3 จุด ในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย อ.นาทวี และอ.เทพา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับ นายอับดุลตอเละ กาสอ ชาว อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ผู้ต้องหาที่มีหมายจับคดีความมั่นคงในพื้นที่ จ.สงขลา จำนวน 13 คดี ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รับตัวผู้ต้องหาและดำเนินการตาม มาตรา 21 พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 โดยเป็นกฎหมายที่มุ่งช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงให้พ้นโทษกลับมาสู่สังคมและอยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างปกติ ซึ่งหากผู้ต้องหาเข้ารับการฝึกอบรมตามคำสั่งศาลเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน ก็จะระงับฟ้องทันที ซึ่งจะเป็นประโยชน์ของผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง

 

พักราชการดีเอสไอฟอกเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249179

พักงาน, ขรก., สหกรณ์, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, สอบ, วินัย, พักราชการ, ดีเอสไอ, ฟอกเงิน

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 16 พ.ย. 2559

พักราชการดีเอสไอฟอกเงิน

อธิบดีดีเอสไอสั่งพักราชการ 2 ขรก.ร่วมฟอกเงิน พร้อมตั่งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงปมเงินไหลเข้าบัญชี 40 ล้าน

 

16 พ.ย.59 – พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (16 พ.ย.) ตนได้ลงนามในคำสั่งพักราชการข้าราชการดีเอสไอ 2 รายที่ถูกพนักงานสอบสวนสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 แจ้งข้อหาฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรง โดยมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ ระดับ 9 เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนความผิดทางวินัยร้ายแรง

สำหรับข้าราชการดีเอสไอที่ถูกพักราชการและสอบสวนความผิดทางวินัย 2 ราย โดยบุคคลทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน ทั้งนี้หลักฐานในการตรวจสอบธุรกรรมการเงินของกลุ่มนายหน้าขายที่ดินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ให้กับบริษัท พิษณุโลก เอทานอล จำกัด หรือคดีพิเศษที่ 42/2559 โดยพบว่ามีการหักค่านายหน้าในการขายที่ดิน 60 ล้านบาท ซึ่งเงิน 40 ล้านบาทเชื่อมโยงกับสองสามีภรรยาข้าราชการดีเอสไอ

          สำหรับที่ดินแปลงดังกล่าว ถูกอายัดเป็นของกลางในคดี ต่อมาดีเอสไอและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้อนุมัติให้ถอนอายัดโฉนดที่ดิน ตามที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ ร้องขอว่าต้องการขายที่ดินเพื่อนำเงินมาคืนให้กับสหกรณ์ฯ ต่อมาปรากฏว่ามีการขายที่ดินได้เงิน 477 ล้านบาท แต่นายศุภชัยนำเงินคืนให้สหกรณ์ฯเพียง 100 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 249 ล้านบาท นายศุภชัยนำเงินเข้าบัญชีส่วนตัว โดยมีการชี้แจงภายหลังว่ามีการจ่ายค่านายหน้าขายที่ดินวงเงิน 60 ล้านบาท ทำให้ดีเอสไอต้องสอบสวนเป็นคดีฟอกเงินเพื่อติดตามเงินส่วนที่หายไปกลับคืนให้สหกรณ์ฯ.

 

เร่งสร้าง ศาลาว่าการ กทม.2 คาดแล้วเสร็จปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/249180


ข่าวการเมือง คมชัดลึก, เร่งสร้าง ศาลาว่าการ กทม.2 คาดแล้วเสร็จปี 60, เร่ง, สร้าง, ศาลา, ว่าการ, กทม2, คาด, แล้วเสร็จ, เร่งสร้าง, ศาลาว่าการ, คาดแล้วเสร็จปี

การเมือง  : 16 พ.ย. 2559

เร่งสร้าง ศาลาว่าการ กทม.2 คาดแล้วเสร็จปี 60

จักกพันธุ์ เผย เร่งสร้าง ศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง ขยายถนนวิภาวดีรังสิต-มิตรไมตรี-ประชาสงเคราะห์ คาดแล้วเสร็จทุกอาคารปี 60

          16 พ.ย.59 – นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ว่า ปัจจุบันโครงการก่อสร้างอยู่ระหว่างการดำเนินการ 4 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการตกแต่งภายในอาคารทาวเวอร์ 1 ศาลาว่าการกทม. 2 ดินแดง ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างเพื่อตกแต่งภายในอาคารทาวเวอร์ 1 มีปริมาณงานประกอบด้วย การตกแต่งภายใน การสร้างครุภัณฑ์ประกอบอาคารและจัดหาครุภัณฑ์และระบบเทคโนโลยีสาระสนเทศ ซึ่งขณะนี้เนื้องานแล้วเสร็จแล้วร้อยละ 80.59 ล่าช้ากว่าแผนร้อยละ 17.79 คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดใช้ในเดือนมี.ค.2560

นายจักกพันธุ์ กล่าวต่อว่า 2.โครงการก่อสร้างปรับปรุงอาคารหอประชุมสภากทม.ระยะที่ 3 และอาคารประกอบ เพื่อปรับปรุงพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับความต้องการของการใช้งาน และรองรับการปฏิบัติงานกิจกรรมที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะของสภากทม. ประกอบด้วย การก่อสร้างปรับปรุงอาคารหอประชุมสภา กทม. สูง 6 ชั้น ชั้นใต้ดิน 2 ชั้น การก่อสร้างอาคารประกอบด้านเหนือ และด้านใต้ สูง 3 ชั้น พร้อมโถงทางเดินสูง 2 ชั้นเชื่อมกับอาคารหอประชุมสภากทม. ขณะเดียวกันมีการก่อสร้างห้องเครื่องระบบปรับอากาศ ระบบระบายอากาศ บริเวณชั้นใต้ดิน B1 หลังอาคารสำนักการโยธาเพื่อรองรับระบบ DISTRICT COOLING ในอนาคต เพื่อการประหยัดพลังงาน มีความก้าวหน้าของเนื้องาน ร้อยละ 51.80 ล่าช้ากว่าแผนร้อยละ 18.99 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.2560 จากนั้นจะดำเนินการจัดหาผู้รับเหมาเพื่อตกแต่งภายในต่อไป

 

  เร่งสร้าง ศาลาว่าการ กทม.2 คาดแล้วเสร็จปี 60

          นายจักกพันธุ์ กล่าวอีกว่า 3.โครงการปรับปรุงถนนรอบศาลาว่าการกทม. 2 ดินแดง บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ถนนมิตรไมตรี 3 ถนนประชาสงเคราะห์ เพื่อรองรับการจราจรเมื่อเปิดใช้ศาลาว่าการกทม. 2 ดินแดง และรองรับการเจริญเติบโตของชุมชนในพื้นที่เขตดินแดง โดยขยายถนนวิภาวดีรังสิต เพิ่มอีก 2 ช่องจราจร สะพานคนเดินข้ามถนน ตัดถนนใหม่เชื่อมต่อถนนวิภาวดีรังสิตกับถนนมิตรไมตรี 2 และก่อสร้างขยายถนนมิตรไมตรี 2 เป็น 4-5 ช่องจราจร พร้อมทางเท้า ระบบระบายน้ำระบบป้าย เครื่องหมายจราจร ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง สัญญาณไฟจราจรและส่วนประกอบอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2560 และ 4.โครงการก่อสร้างปรับปรุงอาคารสำนักการระบายน้ำและอาคารสำนักการโยธา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงรูปแบบ และคิดราคาประมาณกลาง ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนเม.ย.2560 โดยจะใช้เวลาดำเนินการประมาณทั้ง 2 อาคารประมาณ 8 เดือน

นายจักกพันธุ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการก่อสร้างปรับปรุงอาคารสำนักการระบายน้ำและสำนักการโยธาในเดือนเม.ย.2560 ในเบื้องต้นคาดว่าเมื่อการก่อสร้างศาลาว่าการกทม. 2 (ดินแดง) แล้วเสร็จในเดือน มี.ค.2560 จะย้ายบุคลากรและเจ้าหน้าที่จากสำนักการระบายน้ำและสำนักการโยธามาปฏิบัติงานที่ศาลาว่าการกทม. 2 เป็นการชั่วคราวเพื่อให้การก่อสร้างปรับปรุงอาคารทั้ง 2 อาคารสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและในคราวเดียวกัน ซึ่งคาดว่าการปรับปรุงอาคารดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2560 หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของสำนักการระบายน้ำและสำนักการโยธาก็จะย้ายกลับปฏิบัติงานที่อาคารเดิมของตน ทั้งนี้ สรุปได้ว่าทั้ง 4 โครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการโครงการก่อสร้างศาลาว่าการกทม. 2 (ดินแดง) ทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2560

 

เร่งสร้าง ศาลาว่าการ กทม.2 คาดแล้วเสร็จปี 60