สนช.รับหลักการร่างพ.ร.บ.เกษตรพันธสัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248509

พ.ร.บ.เกษตรพันธสัญญา, รับร่าง, สนช., รับ, หลักการ, ร่าง, พรบ, เกษตร, พันธสัญญา

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 10 พ.ย. 2559

สนช.รับหลักการร่างพ.ร.บ.เกษตรพันธสัญญา

สนช.รับหลักการร่างพ.ร.บ.เกษตรพันธสัญญา คุ้มครองเกษตรกรทำสัญญากับบริษัทธุรกิจเกษตรยักษ์ใหญ่

เมื่อเวลา 10.30 น.มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่ประธาน โดยได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ….ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ซึ่งพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงสาระสำคัญว่า  ปัจจุบันมีการนำระบบเกษตรพันธสัญญามาใช้ในกระบวนการผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรอย่างแพร่หลาย หากมีการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้มีความเป็นธรรมตามหลักสากลจะช่วยสร้างความร่วมมือและพัฒนาศักภาพในการผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ส่งผลให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้ และได้รับการถ่ายทอดความรู้อันจำเป็นและเทคโนโลยีการผลิตที่มีมาตราฐาน ควบคุมต้นทุนการผลิตและสร้างความเชื่อมันเข้มแข็งทางธุรกิจของประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดการค้าเสรีได้ แต่การทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญามีความซับซ้อนยุ่งยากส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยมีอำนาจต่อรองในการทำสัญญาน้อยกว่าผู้ประกอบการทางธุรกิจทางการเกษตร มีความเสี่ยงในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา จึงสมควรที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการทำสัญญาฯเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและกำหนดกลไกในการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา

 

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้มีการกำหนดคำนิยาม”ระบบเกษตรพันธสัญญา” ให้หมายถึงเฉพาะระบบการผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรที่เกิดขึ้นจากสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรกับบุคคลธรรมดาซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่  10 รายขึ้นไปหรือกับองค์กรทางการเกษตรที่มีกฏหมายรองรับ   โดยผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตด้วยเท่านั้นให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาขึ้น มีรมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน โดยมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแผนการพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาต่อครม. กำหนดรูปแบบของสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาหรือเลิกการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาต้องจดแจ้งการประกอบธุรกิจหรือการเลิกประกอบธุรกิจต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และเปิดเผยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และกำหนัดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องทำเอกสารสำหรับการชี้ชวนให้เกษตรกรทราบเป็นการล่วงหน้าก่อนทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา

“ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะคุ้มครองเกษตรกรและเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรได้ ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ มีความเป็นสากลและสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ”พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

 

จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยมีสมาชิกจำนวนมากอภิปรายแสดงความเห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะเป็นการการคุ้มครองการทำสัญญาทางการเกษตรระหว่างเกษตรกรและเจ้าของธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกร อย่างไรก็ตามสมาชิกได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงคำนิยามของคำว่า ระบบเกษตรพันธสัญญา ที่กำหนดให้เกษตรกรจำนวน 10 คนขึ้นไปทำสัญญาในระบบเกษตรกรพันสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร ซึ่งหลายคนไม่เห็นด้วยกับการกำหนดจำนวนเกษตรกร อาทิ พล.อ.ดนัย มีชูเวท นายภิรมย์ กมลรัตนกุล นายวิทยา ฉายสุวรรณ นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล เป็นต้น โดยพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร  สนช.อภิปรายว่า  เกษตรกรไทยแต่ละคนมีศักยภาพไม่เท่ากัน บางคนมีศักยภาพที่จะทำสัญญาด้วยตัวเองได้ เหตุใดจึงกำหนดสัดส่วนดังกล่าวไว้  ขณะที่นายธานี อ่อนละเอียด กล่าวว่า ถือเป็นร่างพ.ร.บ.ที่มีหลักการที่ดี เป็นเครื่องมือที่คุ้มครองดูแลช่วยเหลือเกษตรกร สร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับเกษตรกร อย่างไรก็ตามตนก็มีข้อสังเกตว่า คำว่า”ระบบเกษตรพันธสัญญา”ที่กำหนดให้เกษตรกรรายย่อยตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปสามารถทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจได้ ซึ่งอาจเป็นช่องโหว่ให้ให้มีการหลีกเลี่ยงทำสัญญาเป็นรายย่อยๆไม่ถึง 10 คนเพื่อไมให้อยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายฉบับนี้ได้

 

นายวรพล โสคติยานุรักษ์ อภิปรายว่า  ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาเพื่อปกป้องเกษตรกร  แต่ตนมีข้อสังเกต ว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้สามารถเทียบเคียงกับพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะในเรื่องของการชี้ขวนให้เกษตรกรทราบล่วงหน้าก่อนทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา ซึ่งตรงนี้ตนเห็นว่า ต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรรายย่อยให้เข้าใจในการมาทำพันธสัญญา นอกจานี้ก่อนการดำเนินการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องจัดทำเอกสารสำหรับการชี้ขวนให้เกษตรกรผู้เข้าทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาทราบเป็นการล่วงหน้าพร้อมทั้งรับรองความถูกต้องของข้อมูล และส่งสำเนาเอกสารสำหรับการชี้ชวนดังกล่าวให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เก็บไว้เพื่อใช้เป็นเอกสารในการตรวจสอบ ซึ่งส่วนนี้ตนเห็นว่าแค่ส่งเพียงสำเนาเป็นหลักฐานคงไม่เพียงพอ ควรให้มีการจดแจ้งเพื่อเป็นเครื่องยืนยันควบคุมดูแลป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบเกษตรกร นอกจากนี้สิทธิประโยชน์ของเกษตรกรที่เกิดขึ้นในระหว่างสัญญาควรเขียนระบุให้ชัดเจนว่าเป็นของคู่สัญญาฝ่ายใด เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างสัญญาไม่ว่าจะเป็นช่วงขั้นตอนการผลิตผลหรือบริการทางการเกษตร ไม่เช่นนั้นอาจมีการฟ้องร้องกันได้ และผู้ที่เสียเปรียบก็เป็นเกษตรกรรายย่อย

 

น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ อภิปรายว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นกฎหมายที่เพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรให้เท่าเทียมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ โดยจะมีคณะกรรมการของทางรัฐบาล ที่จะดูแลในเรื่องเกี่ยวกับการทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แต่สิ่งที่ตนกังวล ก็เหมือนกับสมาชิกคนอื่นๆ คือ เรื่องการรวมกลุ่มเกษตรที่จะฟ้องร้องต่อบริษัทที่ประกอบกิจการดังกล่าว ว่าควรที่จะให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีแบบกลุ่ม มีผลบังคับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อกรณีนี้ และฝากให้ทาง กมธ. วิสามัญ ฯ ฝากพิจารณาร่างกฎหมายนี้ในทุกแง่มุม เพื่อที่จะให้เป็นกฎหมายที่จะก่อประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการอภิปรายเสร็จสิ้น ที่ประชุมได้มีมติรับหลักการวาระแรกร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ..ด้วยคะแนน 202  เสียง งดออกเสียง 3 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 22  คน แปรญัตติภายใน 15 วัน

 

อ่านสรุป ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ…. ที่นี่

 

นายกฯลั่นไทยพร้อมปฏิบัติหน้าที่ทำงานร่วมประชาคมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248494

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, กงสุลใหญ่, เอกอัครราชทูต, ทำงาน, สหรัฐ, ปธน., ประชาคมโลก, นายกฯ, ลั่น, ไทย, พร้อม, ปฏิบัติ, หน้า, ที่ทำงาน, ร่วม, ประชาคม, โลก

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 10 พ.ย. 2559

นายกฯลั่นไทยพร้อมปฏิบัติหน้าที่ทำงานร่วมประชาคมโลก

“นายกฯ” ประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลกประจำปี ย้ำนำประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ลั่นไม่ว่าใครจะเป็น ปธน.สหรัฐ ไทยพร้อมทำงานร่วมประชาคมโลก

 

10 พ.ย. 59 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ประจำปี 2559 ที่วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวเริ่มการประชุมว่า ยินดีต้อนรับด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง และยินดีที่ได้พบกันในประเทศไทย ซึ่งเป็นแผ่นดินแม่ของทุกคน หลังจากที่ได้พบกันในหลายประเทศ ที่ได้ไปร่วมประชุมในต่างประเทศในโอกาสต่างๆ พร้อมแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุน และได้รับความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด

“วันนี้ อยากให้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองของเรา ที่ตั้งหัวข้อไว้ว่า “การทูตไทย มองไกล ก้าวทันโลก” ด้วยวิสัยทัศน์ของเรา ตามที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ เพื่อนำประเทศไทย สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยเร็วที่สุด และวันนี้ทุกคนทราบดียู่แล้ว ว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย เราจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์โลกโดยเร็วที่สุด เพราะเมื่อวานนี้ (9 พ.ย.) มีการเลือกตั้งที่สหรัฐอเมริกา ไม่ว่าใครจะมาทำหน้าที่ เรายืนยันเสมอ ว่าพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อทำงานร่วมกับประชาคมโลก และทุกประเทศ ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เราต้องทำให้เขายอมรับ ในความเป็นไทย ให้ได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ก่อนหน้านื้ นางบุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวให้การต้อนรับ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี พร้อมชี้แจงว่า การประชุมวันนี้เน้นให้ความสำคัญของการมองภาพใหญ่ทั้งภายใน และ ภายนอกประเทศเพื่อให้ประเทศเดินหน้าสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน พร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ซึ่งวัตถุประสงค์หลักคือ รับนโยบายจากฝ่าย บริหาร และนำแนวทางปฏิบัติจากรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลไปปฏิบัติจริง พร้อมรับทราบแนวทางการทำงาน ของกระทรวงการต่างประเทศ ในระยะต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติและบูรณาการให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะจัดทำร่างยุทธศาสตร์ของกระทรวง ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้ทำงานเป็นเอกภาพ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มแข็ง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยเฉพาะการปรับและพัฒนาโครงสร้างขององค์กรจัดทัพใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม.

 

“พิชัย” เชื่อ “ทรัมป์” ชนะเพราะปัจจัยเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248488

พิชัย เชื่อ ทรัมป์ ชนะเพราะปัจจัยเศรษฐกิจ ชี้ ถึงเวลาคนไทยอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง, พิชัย, เชื่อ, ทรัมป์, ชนะ, เพราะ, ปัจจัย, เศรษฐกิจ

การเมือง  : 10 พ.ย. 2559

“พิชัย” เชื่อ “ทรัมป์” ชนะเพราะปัจจัยเศรษฐกิจ

“พิชัย” เชื่อ “ทรัมป์” ชนะเพราะปัจจัยเศรษฐกิจ ชี้ ถึงเวลาคนไทยอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

         เพื่อไทย-10 พ.ย.59-นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับชาวสหรัฐที่ได้ออกไปลงคะแนนเสียงให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งหักปากกาเซียนจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวสหรัฐต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ เพราะเชื่อว่านายทรัมป์จะบริหารเศรษฐกิจได้ดีกว่า โดยสหรัฐน่าจะมีนโยบายที่จะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น และอาจจะมีการเอาใจมิตรประเทศน้อยลง คงมุ่งเน้นการเจริญเติบโตภายในประเทศและความเข้มแข็งทางด้านการทหาร รวมถึงการใช้พลังงานราคาถูกที่ขุดได้ในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐแข็งแกร่งขึ้น

นายพิชัย กล่าวต่อว่า ในด้านผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยนั้น ไทยควรจะต้องกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยเร็วขึ้นเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก และการเจรจาการค้าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐน่าจะดีขึ้นหลังจากไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนไทยคงคิดไม่แตกต่างกันกับคนสหรัฐที่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น อยากเห็นแนวคิดใหม่ๆ ในการพัฒนาประเทศ และอยากจะออกจากวังวนเดิม อยากมีผู้นำยุคใหม่ที่มีแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเติบโตอย่างต่ำ 5% ต่อปีเพื่อตามประเทศอื่นได้ทัน คนไทยควรจะมีมหาเศรษฐีติดอันดับโลกเพิ่มขึ้นเท่านึงใน 5 ปี เกษตรกร กรรมกร คนหาเช้ากินค่ำ ควรมีหลักประกันในชีวิต เช่น คนขายอาหารในตลาดควรจะมีชีวิตที่สุขสบาย นอกจากส่งลูกไปเรียนสูงๆได้ควรมีเงินเหลือเก็บ คนด้อยโอกาสที่สุดในสังคมต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความร่ำรวยที่กระจุกตัวต้องกระจายออก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องทำอย่างจริงจังและเร่งด่วน รัฐบาลต้องทำตัวให้เล็กลง ประชาชนต้องใหญ่ขึ้น งบประมาณต้องถึงมือประชาชนไม่ใช่เข้ากระเป๋าคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง บทบาทที่เปลี่ยนไปของสหรัฐ จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยกลับมาเป็นเสือของเอเชียได้ ถ้าประเทศไทยสามารถที่จะปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์ เชื่อว่าประชาชนไทยคงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนานี้.

 

นายกฯ ถวายผ้ากฐินพระราชทานสำนักนายกรัฐมนตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248448

คมชัดลึก, วัดอินทรวิหาร, กฐินพระราชทาน, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายกรัฐมนตรี, นายกฯ, ถวาย, ผ้า, กฐิน, พระราชทาน, สำนักนายกรัฐมนตรี

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 9 พ.ย. 2559

นายกฯ ถวายผ้ากฐินพระราชทานสำนักนายกรัฐมนตรี

นายกฯ ถวายผ้ากฐินพระราชทานสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมถวายจตุปัจจัย

เมื่อเวลา 14.00 น. ณ วัดอินทรวิหาร แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปี 2559 โดยมี รองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และประชาชนเข้าร่วม

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงได้ถวายความเคารพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนหยิบผ้าพระกฐินพระราชทานจากพาน เดินเข้าสู่พระอุโบสถไปยังโต๊ะหน้าพระสงฆ์ วางผ้าพระกฐินบนพานแว่นฟ้า แล้วเดินไปยังโต๊ะหมู่บูชาหน้าพระประธาน จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ถวายเครื่องบริวารกฐิน และคณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ โดยยอดเงินที่ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปี 2559 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,353,189 บาท โดยมอบถวายบำรุงวัดอินทรวิหาร จำนวน 5,253,189 บาท และมอบให้โรงเรียนวัดอินทรวิหาร จำนวน 100,000 บาท

 

เจ้าพระยาสู่ภาวะปกติ-เตรียมรับมือฝนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248439


กรมชลประทาน, พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ, เจ้าพระยา, สู่, ภาวะ, ปกติ, เตรียมรับมือ, ใต้

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 9 พ.ย. 2559

เจ้าพระยาสู่ภาวะปกติ-เตรียมรับมือฝนใต้

สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยากลับเข้าสู่ภาวะปกติ เตรียมรับมือฝนภาคใต้ น้อมนำโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรรเทาปัญหาอุทกภัย

          9 พ.ย. — พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ (9 พ.ย.59)สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ลดลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีเขื่อนบางแห่งที่มีน้ำน้อย คือ เขื่อนบางลาง ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคอง และเขื่อนลำพระเพลิง ที่เดิมมีปริมาณน้ำน้อยนั้น ปัจจุบันเขื่อนลำตะคองมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2558 จำนวน 19 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนลำพระเพลิง มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2558  จำนวน 16 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำของทั้งสองเขื่อนดีขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนที่มีน้ำน้อยต่อไปจากเดิมที่ให้ปฏิบัติการถึงวันที่15 พ.ย.59 แต่เนื่องจากสภาวะอากาศยังเอื้ออำนวย อีกทั้งปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคอง และเขื่อนลำพระเพลิง ยังน้อยกว่าปี 2558 จึงได้ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งรัดดำเนินการต่อไป

ด้านนายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำทั้ง 34 เขื่อน อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ขณะที่ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเดิมมีน้ำล้นตลิ่งนั้น ขณะนี้น้ำได้ลดลงต่ำกว่าตลิ่งแล้วทั้ง 11 จุด ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. 59 ส่วนสถานการณ์น้ำใน จ.เพชรบุรี ขณะนี้ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ภายหลังจากเขื่อนเพชรได้ลดการระบายน้ำลง ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย.59 เป็นต้นมา  ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีต่ำกว่าตลิ่งแล้ว และสภาพน้ำท่วมในบริเวณตัวเมืองเพชรบุรี น้ำแห้งเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงในพื้นที่ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ที่มีน้ำท่วมขังเล็กน้อย ซึ่งคาดว่าน้ำจะลดลงภายใน 1-2 วันนี้ และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในที่พื้นที่ดังกล่าว

สำหรับในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันได้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว กรมชลประทานได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำ โดยได้ตรวจสอบความพร้อมใช้งานของระบบชลประทาน ทั้งในส่วนของอาคารชลประทาน ระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำ คันกั้นน้ำ ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้เตรียมความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำ ให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมได้อย่างทันท่วงที และได้ประสานงานไปยังในส่วนของจังหวัด เทศบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากพบว่ามีปัญหาหรือมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถรองรับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ให้รีบแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมปรับปรุงให้สามารถใช้งานป้องกันอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

และด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระองค์ทรงมีความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวภาคใต้ ที่มักจะประสบกับปัญหาอุทกภัย ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินโครงการป้องกันแก้ไขและบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้ลดน้อยลง อาทิ จังหวัดชุมพร ซึ่งเมื่อครั้งอดีตเมื่อเกิดฝนตกหนักมักจะประสบกับปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เมืองชุมพรเป็นประจำแทบทุกปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยพื้นที่เมืองชุมพร(ลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรชาวเมืองชุมพร ซึ่งกรมชลประทานได้สนองพระราชดำริ ด้วยการพัฒนาโครงการต่าง ๆ มาจนถึงปัจจุบัน เช่น การขุดคลองหัววัง – พนังตัก เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเล และการก่อสร้างคลองสายหลักต่าง ๆ จนสามารถป้องกันบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา ในเขตเมืองชุมพรได้เป็นที่น่าพอใจ และทรงมีพระราชดำริให้ใช้พื้นที่หนองใหญ่เป็นแก้มลิงธรรมชาติ เพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำจากคลองท่าแซะ มาเก็บไว้ก่อนที่จะไหลลงสู่คลองท่าตะเภา และเมื่อมีปริมาณมากจึงทยอยระบายลงสู่  คลองหัววัง – พนังตัก เพื่อระบายออกสู่ทะเล ซึ่งช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเข้าตัวเมืองชุมพรได้เป็นอย่างมาก และยังสามารถใช้แก้มลิงหนองใหญ่เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อีกด้วย

ส่วนในเขต อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจขนาดใหญ่ของภาคใต้ ที่มักประสบปัญหาอุทกภัยเป็นประจำนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ โดยกรมชลประทานได้สนองพระราชดำริ โดยการศึกษาวางแผนและดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำต่างๆ พร้อมกับการขุดลอกคลองระบายน้ำที่มีอยู่เดิมให้สามารถรองรับน้ำหลากได้มากขึ้น โดยมีคลองระบายน้ำทั้งหมด 6 คลอง ได้แก่ คลอง ร.1  ร.2  ร.3  ร.4  ร.5  และ ร.6  เป็นคลองระบายน้ำอ้อมเมือง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ทั้งนี้ กรมชลประทานได้วางแผนดำเนินโครงการขุดขยายคลอง ร.1 ระยะที่ 2 เพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำของคลอง ร. 1 ไปลงทะเลสาบสงขลา จากเดิมที่สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 465 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที  โดยคาดว่าจะดำเนินการขุดลอกคลองให้แล้วเสร็จและใช้งานได้ภายในปี 2562

 

“เดียร์” โต้ “เจิมศักดิ์” ยัน “ยิ่งลักษณ์” กินข้าวหอมมะลิใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248437

การเมือง, คมชัดลึก, ข้ามหอมมะลิใหม่, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, ขัตติยา สวัสดิผล, เดียร์, โต้, เจิมศักดิ์, ยัน, ยิ่งลักษณ์, กินข้าว, หอมมะลิ, กินข้าวหอมมะลิให, ข้าวสายพันธุ์เบา, ข้าวสายพันธุ์หนัก

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 9 พ.ย. 2559

“เดียร์” โต้ “เจิมศักดิ์” ยัน “ยิ่งลักษณ์” กินข้าวหอมมะลิใหม่

“เดียร์” โต้ “เจิมศักดิ์” ยัน “ยิ่งลักษณ์” กินข้าวหอมมะลิใหม่ งัดข้อมูลข้าวมีสองสายพันธุ์

น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย  ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว โดยกล่าวชี้แจง นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่ระบุว่าข้าวที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับประทานไม่ใช่ข้าวใหม่  โดยระบุว่า  การที่ นาย เจิมศักดิ์ กล่าวว่า “ข้าวหอมมะลิใหม่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวเพราะเป็นข้าวนาปี ข้าวจะตั้งท้องพร้อมกัน ตามช่วงแสงของวัน”  นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจาก ข้าวหอมมะลิที่ปลูกทางภาคอีสานมี 2 สายพันธุ์ คือ 1. หอมมะลิพันธุ์ กข15 เรียกว่า “ข้าวสายพันธุ์เบา” มีอายุการเก็บเกี่ยวต่ำกว่า 110 วัน และ 2. หอมมะลิพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เรียกว่า “ข้าวสายพันธุ์หนัก” มีอายุการเก็บเกี่ยวเกิน 110 วัน ดังนั้น ในบางพื้นที่จึงทำการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว (ซึ่งก็คือข้าวหอมมะลิสายพันธุ์เบาที่ท่านนายกปูได้ซื้อมาจากชาวนา จ. อุบลฯ และ จ. สุรินทร์ ซึ่งทำการเก็บเกี่ยวแล้ว) บางพื้นที่กำลังเก็บเกี่ยวอยู่ และบางพื้นที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว  ขึ้นอยู่กับแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่ และแต่ละสายพันธุ์ ดังนั้น ความเข้าใจของท่านว่าข้าวจะตั้งท้องพร้อมกันคงไม่ถูกนัก

และ 2. ข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ซื้อมาบางส่วนเป็นข้าวเปลือกที่ซื้อมาจากชาวบ้านที่ตากขายอยู่ริมถนน และได้นำไปสีที่โรงสีชุมชนเฉลิมพระเกียรติ จึงเป็นข้าวหอมมะลิที่เพิ่งทำการเก็บเกี่ยวและสีเป็นข้าวสาร มีกลิ่นหอม ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิเก่าค้างปีหรือข้าวหอมประทุมอย่างที่ ดร. เจิมศักดิ์ เข้าใจ เตนจึงกังวลว่า คนที่ถูกต้มเรื่องข้าว น่าจะเป็นคนที่เชื่อข้อมูลของนาย เจิมศักดิ์มากกว่าไม่ใช่นายกปู  ซึ่งหากนาย เจิมศักดิ์ ยังเข้าใจไม่กระจ่างในเรื่องนี้ อาจไปหาข้อมูลได้ที่ ต. ไพรขลา อ. ชุมพลบุรี จ. สุรินทร์

“แล้วอย่างนี้ เราจะอธิบายความรู้ ความคิด และพฤติกรรมของ ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง คนนี้ว่าอย่างไรดีคะ?”น.ส.ขัตติยาระบุ

 

“มีชัย” หนุนขึ้นเงินเดือน รมต. – ส.ส. – ส.ว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248434

การเมือง, คมชัดลึก, ส.ส. - ส.ว. -รมต., มีชัย ฤชุพันธ์, มีชัย, หนุน, ขึ้นเงินเดือน, รมต, หนุนขึ้นเงินเดือน

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 9 พ.ย. 2559

“มีชัย” หนุนขึ้นเงินเดือน รมต. – ส.ส. – ส.ว.

“มีชัย” หนุนขึ้นเงินเดือน รมต. – ส.ส. – ส.ว. แต่ให้เป็นรัฐบาลหน้า

    นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีที่คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) มีข้อเสนอเพิ่มเงินเดือนให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า กรธ.ไม่ได้เป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่าเงินเดือนของผู้บริหารประเทศไทยถ้าเทียบกับต่างประเทศต้องถือว่าของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำ ทำให้ข้าราชการประจำหรือข้าราชการตุลาการไม่สามารถขึ้นเงินเดือนได้  จริงอยู่ว่าเราไม่ได้ร่ำรวย แต่เศรษฐกิจก็ดีขึ้นพอที่จะจ่ายเงินให้สมน้ำสมเนื้อและจะลงโทษคนขี้โกงรุนแรงอย่างไรก็ว่าไป อย่างน้อยคนที่ตั้งใจทำงานและไม่คิดคดโกงเขาจะได้อยู่ได้ และเป็นการรักษาคนดีเอาไว้ ถ้าจะขึ้นก็อย่าขึ้นให้กับตัวเอง แต่ขึ้นไว้สำหรับรัฐบาลต่อไป

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การขึ้นเงินเดือนจะช่วยให้การทุจริตลดลงหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า คิดว่าอย่างน้อยคนที่สุจริตจะได้อยู่ได้อย่างสมฐานะและไม่ลำบาก ส่วนคนที่ทุจริตอยู่แล้ว ให้ขึ้นเงินเดือนอย่างไรก็คงไม่พอ เพราะเวลาคนโกงไม่ได้โกงตามอัตราส่วนของเงินเดือน แต่คำนวณตามความอยาก

“ต้องยอมรับว่าข้าราชการเงินเดือนน้อยและขยับขึ้นลำบาก ที่สำคัญข้าราชการจำนวนมากเป็นคนดี แต่ถ้าเขาไม่พอใช้ก็อาจถูกชักจูงไปได้ง่ายๆ ดังนั้นการทำให้เขาสามารถอยู่ได้ จะทำให้เขาสามารถรักษาความสุจริตและรักษาคนดีไว้ได้”นายมีชัยกล่าว

 

ติวทูตไทยแนะแนวแจงต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248420

คมชัดลึก, ข่าวการเมือง, สำนักราชเลขาธิการ, รธน., ทูตไทย, ติว, ทูต, ไทย, แนะแนว, แจง, ต่างชาติ, วิษณุ

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 9 พ.ย. 2559

ติวทูตไทยแนะแนวแจงต่างชาติ

“วิษณุ” ติวทูตไทย แนะแนวชี้แจงต่างชาติ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ เผย ส่งร่างรธน.ไปยังสำนักราชเลขาธิการแล้ว

 

9 พ.ย. 59 – นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายในการประชุมเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ประจำปี 2559 เกี่ยวกับแนวทางดำเนินงานหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่และแนวทางการปฏิรูประบบราชการและการบริหารราชการแผ่นดินให้รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่า เป็นการมอบนโยบาย และเกร็ดความรู้ที่เอกอัครราชทูตไทย ต้องไปชี้แจงกับต่างประเทศ ในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 20 ปีข้างหน้า รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกระทรวงการต่างประเทศ และงานราชการในต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะมีคำถามไปยังข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนการปฏิบัติให้ขึ้นอยู่กับกระทรวงการต่างประเทศจะป็นผู้กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำเรื่องโรดแม็ป เพราะต่างประเทศคงไม่สับสน

ทั้งนี้ นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญไปยังสำนักราชเลขาธิการแล้ว ยืนยันว่า ไม่ได้กังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญจะขัดต่อกฎหมาย เพราะก่อนหน้านี้ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ซึ่งในส่วนที่ต้องเติมในจุดไข่ปลา (ช่องว่าง) 4-5 บรรทัด คือ ในส่วนของศุภมัสดุ (นับเวลาแบบโบราณ) ที่เป็นคำเริ่มต้นของร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับ และอีกส่วนที่เว้นไว้เป็นพระปรมาภิไธย.

 

นายกฯกำชับมท.นำแผนงานสู่การปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248416

นายกฯกำชับมท.นำแผนงานสู่การปฏิบัติ ห่วงปชช.ไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง เล็งทำประชาคมหนุน, นายกฯ, กำชับ, แผนงาน, สู่, การปฏิบัติ

การเมือง  : 9 พ.ย. 2559

นายกฯกำชับมท.นำแผนงานสู่การปฏิบัติ

นายกฯกำชับ มท.นำแผนงานสู่การปฏิบัติ ห่วงปชช.ไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง เล็งทำประชาคมหนุน

          9 พ.ย.59-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังตรวจเยี่ยมกระทรวงมหาดไทย ว่า ได้มาขอบคุณกระทรวงมหาดไทย ที่ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2557 และขอให้กำลังใจข้าราชการและพนักงานลูกจ้างทุกคน ให้ทำงานอย่างเต็มที่ โดยในที่ประชุมได้รับฟังการทำงานในปัจจุบันและแผนงานในอนาคตของกระทรวง ซึ่งตนได้เน้นย้ำที่จะนำแผนงานไปสู่การปฏิบัติให้ได้ ประเด็นสำคัญที่เห็นพ้องกันคือมีหลายอย่างใหม่ๆที่คิดจะทำ แต่ทำได้ยากพอสมควร เพราะประชาชนยังไม่คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงในสิ่งใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น จึงต้องใช้เวลาและความอดทน ตนห่วงว่าจะไม่ทันการ จึงให้มีการไปหารือว่าจะมีการทำประชาคมได้หรือไม่ ว่าเขาต้องการอะไร เพื่อจะได้ตรงกับสิ่งที่เราพูด เป็นการสื่อสารสองทาง ทั้งนี้ ต้องอยู่ในกรอบนโยบายของรัฐบาล ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อย่างไรก็ตาม วันนี้ ตนจะทำความเข้าใจกับทุกกระทรวงให้มากยิ่งขึ้น ในสิ่งที่เราวางแผนไว้ถึง 20 ปีข้างหน้า ซึ่งตนไม่ได้มุ่งหวังว่าจะต้องอยู่ หรือไปยุ่งเกี่ยวตรงไหน อย่างไร ขอให้เข้าใจด้วย.

 

“ประจิน”บอก“ทรงพร”อ่อนพีอาร์ประชุมเทคโนโลยีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/248401


พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี, ประจิน, บอก, ทรงพร, อ่อน, พีอาร์, ประชุม, เทคโนโลยี, โลก

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 9 พ.ย. 2559

“ประจิน”บอก“ทรงพร”อ่อนพีอาร์ประชุมเทคโนโลยีโลก

“ประจิน”แจงย้าย“ทรงพร”พ้นปลัดดิจิทัลไม่เกี่ยวทุจริต อ้างอยากเปลี่ยนหัวหน้าทีม ปัดขัดแย้งจัดประชุมเทคโนโลยีระดับโลก แต่มีปัญหาการประชาสัมพันธ์

        9 พ.ย. – พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ให้สัมภาษณ์กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ใช้มาตรา 44 ย้ายนางทรงพร โกมลสุรเดช พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมว่า พล.อ.ประยุทธ์ ระบุในที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนว่า เป็นการปรับย้ายเพื่อให้เกิดความเหมาะสม มีประสิทธิภาพในการทำงาน

“นางทรงพรไม่มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติไม่ชอบและอาจเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้การทำงานมีความพร้อมมากขึ้น เพราะ 1 ปีที่ผ่านมานายกฯคาดหวังให้กระทรวงเดินหน้าตามภารกิจในวาระที่วางไว้ เพื่อให้เป็นความหวังของรัฐบาลและประชาชน แต่เมื่อยังไม่บรรลุผลจึงทดลองเปลี่ยนหัวหน้าทีม และอยากให้โอกาสนางวิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ปลัดคนใหม่ ได้ลองทำงาน” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

       ผู้สื่อข่าวถามว่าฟางเชือกสุดท้ายที่ทำให้ย้ายนางทรงพร โกมลสุรเดช พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะไม่เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงานโชว์เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมระดับโลกหรือไม่ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า ไม่จริง เพราะถ้าใครอยู่ในที่ประชุมจะรู้ว่าตนไม่เคยตำหนินางทรงพรเลย แต่มีเรื่องที่ค่อนข้างจะห่วงใยคือเรื่องการประชาสัมพันธ์ ซึ่งในช่วงนี้การประชาสัมพันธ์เรื่องต่าง ๆ อยู่ในช่วงอ่อนไหวก็ให้มีการปรับเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้เบาลงตามเหตุการณ์

          “แต่จะทำอย่างไรให้ได้เป้าหมายใกล้เคียงกับเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 1 แสนคน แต่มีตัวบุคคลที่กระทบบางเรื่อง คืออุตส่าห์กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ การจัดระดับชาติ และระดับโลก แต่การประชาสัมพันธ์ก็ไม่ได้เพราะช่วงนี้ไม่เหมาะ กำหนดเป้าหมายไว้ 1 แสนคนก็ไม่ได้ เราก็รู้สึกว่าตึง ๆ นิดหน่อย และเกรงว่าจะเสียเงินโดยไม่ได้รับอะไร จึงปรับกลยุทธ์ตรงนี้ แต่ไม่เคยมีการกระทบกระทั่งกับบุคคล” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

        เผยตั้งทีมดูกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียมไทยคม ศึกษารูปแบบใบอนุญาต-สัปทาน

       พล.อ.อ.ประจิน กล่าวถึงกรณีการต่อสัญญาสัมปานดาวเทียมไทยคมดวงที่ 6  ที่กำลังหมดสัญญาสัมปทานว่า กำลังดำเนินการพิจารณา ส่วนดวงที่ 7 และ 8 มีการดำเนินการในลักษณะขอใบอนุญาต ซึ่งมีคำถามว่าจะถูกต้องตามกฎหมายอยู่หรือไม่ โดยครม.รับทราบผลการดำเนินการที่ผ่านมา โดยให้กระทรวงเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศและสั่งการให้ดำเนินการให้เป็นตามกฎหมาย

“ผมได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการของดีอี มาหารือแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและถูกต้องตามกฎหมายแล้วและมีการรายงานความก้าวหน้าให้ครม.ทราบเป็นระยะ โดยผมได้มอบหมายให้นางวิไลลักษณ์ตั้งคณะทำงานชุดใหม่ เพื่อตรวจสอบดูบริบทที่เกี่ยวข้องทั้งกฎหมายการให้บริการ ผลประโยชน์ คาดว่าสัปดาห์หน้าคณะทำงานชุดดังกล่าวจะมีข้อเสนอมาให้ผมได้สั่งการ และรายงานต่อนายกฯได้ภายในต้นเดือนธันวาคม และตั้งใจจะให้แล้วเสร็จไม่เกินเดินกุมภาพันธ์ 2560” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการทักท้วงว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสัมปทานที่ออกให้ตามใบอนุญาต 6% ทำให้รัฐขาดรายได้ จึงควรเก็บค่าธรรมเนียมในรูปแบบสัญญาสัมปทานตามเดิม ซึ่งจะทำให้ไทยคมเสียค่าธรรมเนียม 20.5 % พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า จะต้องมีฝ่ายกฎหมายเข้ามาดูเรื่องนี้ เพราะมีความซับซ้อนมาก และเกรงว่าจะกระทบต่อประชาชน ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าควรจะต้องมีการเจรจากัน เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย แต่ครม.ยืนยันว่าต้องเป็นหน้าของกระทรวงดีอี ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย

“เราต้องเอากฎหมายเป็นตัวตั้งและเอารายละเอียดการดำเนินการที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มสัมปทานเมื่อปี 2535 มาตรวจสอบดูถึงข้อตกลงและต้องดูเรื่องของเจตนาว่ามีอะไรบ้าง เราจะพยายามทำให้เร็วที่สุด ส่วนจะเรียกเก็บย้อนหลังตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแบบใบอนุญาตเลยหรือไม่ ก็ต้องดูกฎหมายทั้งหมดก่อน” พล.อ.อประจิน กล่าว

        รับเริ่มโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านช้า โอนงบ 1.5 หมื่นล้าน ให้ทีโอที-แคท ดำเนินการ

          พล.อ.อ.ประจิน กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านว่า ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขีดความสามารถในการวางโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ก่อนหน้านี้เราคาดว่าจะเริ่มต้นโครงการดังกล่าวได้ในช่วงกลางปี 2559 แต่เมื่อยังเริ่มต้นไม่ได้ก็ต้องมาดูปัญหา เพื่อแก้ไขให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่ามีปัญหาความซ้ำซ้อนในเรื่องของพื้นที่ แต่จากการประชุมครั้งล่าสุดเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบยืนยันไม่มีที่ซ้ำซ้อน

           “คณะกรรมการเตรียมความพร้อมดิจิทัลเศรษฐกิจเพื่อสังคม เห็นชอบให้โอนงบประมาณในโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน 1.5 หมื่นล้านบาท ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ และในส่วนที่เป็นเคเบิ้ลใต้น้ำอนุมัติให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ดำเนินการ โดยทั้ง 2 ส่วนนายกฯได้ตั้งคณะทำงานโดยมีนางวิไลลักษณ์ เป็นประธาน จากนั้นจะกำหนดแนวทางและติดตามความพร้อม โดยจะเริ่มประชุมในสัปดาห์หน้า” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

         พล.อ.อ.ประจิน กล่าวต่อว่า ซึ่งโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน มีทั้งหมด 7 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ ในส่วนที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม มีโซนเอและโซนบี ส่วนโซนซีและโซนซีบวก มีจำนวน 40,432 หมู่บ้าน โดย 24,700 หมู่บ้าน แยกให้บริษัททีโอทีดำเนินการ ที่เหลืออีก 15,732 หมู่บ้าน ให้กสทช.ดำเนินการ โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความโปร่งใส งบประมาณไม่รั่วไหล หรือเกิดการทุจริตขึ้น และภายในวันที่ 25 ธันวาคม จะต้องมีข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับบริษัทผู้ให้บริการ

         พล.อ.อ.ประจิน กล่าวต่อว่า ส่วนระบบเคเบิ้ลใต้น้ำคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน เพราะต้องเชื่อมต่อทั้งภายในและภายนอกประเทศ และมีเป้าหมายเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยให้ไทยเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งศึกษาการเชื่อมต่อกับประเทศจีนและอินเดีย โดยเบื้องต้นจะเชื่อมต่อจากประเทศสิงคโปร์ก่อน