โฆษณาวูบ ต.ค.ติดลบ45%ทีวีหนักสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464920

โฆษณาวูบ ต.ค.ติดลบ45%ทีวีหนักสุด

นีลเส็นเผยภาพรวมโฆษณาเดือน ต.ค.ติดลบ 45.18% ระบุสื่อทีวีหนักสุด ตามด้วยวิทยุ สิ่งพิมพ์

บริษัท เดอะ นีลเส็น สำรวจเม็ดเงินโฆษณาในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีมูลค่าอยู่ที่ 5,616 ล้านบาท ติดลบ 45.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 ที่มีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนของสื่อที่ติดลบมากที่สุด คือ สื่อเคเบิลทีวีและแซทเทลไลท์ทีวีติดลบที่  67.11% ตามด้วยสื่อทีวีอะนาล็อกติดลบ 60.38% สื่อทีวีดิจิทัลติดลบ 47.83%

นอกจากนี้ ในส่วนของสื่อวิทยุติดลบอยู่ที่ 45.12% สื่อนิตยสารติดลบที่ 38.07% สื่อหนังสือพิมพ์ติดลบที่ 26.48% สื่อ โรงหนังติดลบที่ 18.92% และสื่ออินเทอร์เน็ต 10.43% ส่วนสื่อที่ยังมีการขยายตัว เป็นบวก คือ สื่อภายนอกอาคาร 35.16% สื่อเคลื่อนที่ 9.95% และสื่อภายใน อาคาร 6.06%

สำหรับภาพรวมสื่อโฆษณาในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท มีอัตราการขยายตัวติดลบที่ 9.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยสื่อที่มีการขยายตัวลดลงมากที่สุด คือ เคเบิลทีวีและแซทเทลไลท์ทีวีติดลบที่ 40.25% ตามด้วยสื่อนิตยสารติดลบที่ 29.43% สื่อหนังสือพิมพ์ติดลบที่ 18.30% สื่อทีวีอะนาล็อคติดลบที่ 15.31% และสื่อวิทยุติดลบที่ 3.47%

ขณะที่สื่อที่มีการขยายตัวมากที่สุดในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา คือ สื่ออินเทอร์เน็ตเติบโต 62.53% ตามด้วยสื่อภายนอกอาคารเติบโต 34.55% สื่อเคลื่อนที่เติบโต 17.22% สื่อโรงภาพยนตร์เติบโต 12.84% สื่อภายในอาคารเติบโต 1.38%

 

อาลีบาบาทุบสถิติวันคนโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464912

อาลีบาบาทุบสถิติวันคนโสด

อาลีบาบาทำยอดทะลุของปีที่แล้วใน 15 ชม. ได้กว่า 5 แสนล้านบาท สะท้อนกำลังซื้อชาวจีนยังแกร่ง

บริษัท อาลีบาบา ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดในจีน สามารถทำลายสถิติยอดขายเนื่องในวันคนโสดของจีนปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 1.43 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.04 แสนล้านบาท) ได้ภายในเวลาเพียงประมาณ 15 ชั่วโมง สะท้อนว่าผู้บริโภคชาวจีนยังมีกำลังซื้อแข็งแกร่งแม้เศรษฐกิจจีนจะยังชะลอตัวลงก็ตาม ซึ่งคาดว่าในปีนี้ยอดขายรวมของทุกแพลตฟอร์มในเครืออาลีบาบาจะมากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.06 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ อาลีบาบาใช้เวลาเพียง 5 นาที ในการทำยอดขายแตะระดับพันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) และทำยอดขายได้ถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.76 แสนล้านบาท) ใน 1 ชั่วโมงแรก โดยสินค้าในกลุ่มขายดี ได้แก่ ไอโฟน สินค้าแบรนด์ไนกี้และอาดิดาส ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ไฮเออร์

รอยเตอร์ส ระบุว่า อัตราการเติบโตของยอดขายลดลง 60% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากการแข่งขันของธุรกิจค้าออนไลน์ในจีนเป็นไปอย่างดุเดือด อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจจีนโดยรวมยังมีผลต่อการเติบโตของรายได้ ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินหยวนยังมีผลในด้านราคาอีกด้วย

ทั้งนี้ วันที่ 11 พ.ย.ของทุกปี หรือ 11/11 ถือเป็นวันคนโสดในจีนที่นิยมการกินดื่มฉลองกับเพื่อนฝูง โดยคาดว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากมหาวิทยาลัยหนานจิงในปี 1993 ซึ่งอาลีบาบาได้ทำแคมเปญส่งเสริมการขายครั้งใหญ่ในรอบปี จนกลายมาเป็นวันสำคัญของอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด และมียอดขายมากกว่าวัน แบล็กฟรายเดย์ และไซเบอร์มันเดย์ ของสหรัฐรวมกัน

ภาพ เอเอฟพี

 

จีนคุมเข้มอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464539

จีนคุมเข้มอี-คอมเมิร์ซ

หน่วยงานรัฐจีนควบคุมขายของออนไลน์ เตรียมลงดาบบริษัทหลอกผู้บริโภคปั่นยอดขายวันคนโสด

คณะบริหารอุตสาหกรรมและการค้าแห่งชาติ (เอสเอไอซี) หนึ่งในหน่วยงานกำกับดูแลด้านการค้าของจีน ประกาศคุมเข้มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ก่อนถึงวันคนโสด ในวันที่ 11 พ.ย. ซึ่งเป็นวันลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ของจีน และเรียกบริษัทอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จำนวนมากภายในประเทศเข้าพบ เพื่อหารือมาตรการปราบปรามต่างๆ

ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่าเอสเอไอซีเรียกบริษัท อาลีบาบา เจดีดอทคอม อเมซอนดอทคอม ไป่ตู้เทนเซนต์ และบริษัทอี-คอมเมิร์ซอีกหลายแห่งเข้าพบ เตือนให้บริษัทดังกล่าวสอดส่องดูแลแพลตฟอร์มเพื่อป้องกันการจำหน่ายสินค้าปลอม การปั่นยอดขายสินค้า และการใช้โฆษณาหลอกลวงให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้า

รายงานระบุว่า วันคนโสดเป็นวันลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ ทำให้ผู้บริโภคจีนซื้อสินค้าออนไลน์จำนวนมากในวันดังกล่าว และสร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทอี-คอมเมิร์ซจีน ซึ่งเป็นวันที่ผู้ขายสินค้าและบริษัทต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้า โดยเมื่อปีที่ผ่านมาผู้ซื้อสินค้าออนไลน์จีนพบพฤติกรรมทุจริตของผู้ขายสินค้าจำนวนมาก ซึ่งพฤติกรรมที่พบมากที่ที่สุดคือการให้ส่วนลดปลอมเพื่อหลอกให้สินค้า โดยผู้ขายได้ตั้งราคาสินค้าไว้สูงเกินจริง แล้วมาลดราคาอย่างหนักในวันคนโสด

เอสเอไอซี ระบุว่า จะเพิ่มการควบคุมดูแลตลาดมากยิ่งขึ้นในปีนี้ โดยจะกำกับดูแลการซื้อขายออนไลน์ให้เป็นไปตามกฎหมายของจีน และร่วมมือกับบริษัทรายใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างสภาวะการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ปลอดภัย และเชื่อถือได้

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ ประกาศปราบปรามพฤติกรรมทุจริตของผู้ขายสินค้าออนไลน์เมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่าวันคนโสดเป็นวันที่ภาคธุรกิจต้องแสดงความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค และรัฐบาลต้องปกป้องสิทธิของผู้บริโภค

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (เอสอีซี) สอบสวนแนวทางการทำบัญชีของอาลีบาบาเมื่อเดือน พ.ค. เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลางหรือไม่ ขณะที่ผู้จำหน่ายสินค้าหลายรายในจีนตั้งคำถามเกี่ยวกับยอดขายของอาลีบาบาในวันคนโสด โดยเมื่อปีที่แล้วยอดขายของอาลีบาบาผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ที่สุดในจีน มียอดขายถึง 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.89 แสนล้านบาท) และคาดว่ายอดขายดังกล่าวในปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้ว

 

เคลียร์ปมโยกปลัดดีอี งานไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464464

เคลียร์ปมโยกปลัดดีอี งานไม่คืบ

นายกฯ แจงคำสั่งเด้งปลัดกระทรวงดีอี หวังปรับกระบวนการทำงานให้คล่องตัว ยันไม่ใช่เรื่องทุจริต

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ถึงการย้ายนางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดีอีนั้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ได้มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

อย่างไรก็ตาม อาจจะวิเคราะห์ได้ว่า การปรับเปลี่ยนหัวหน้าทีมเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้งานต่างๆ มีความพร้อมมากขึ้น หลังจากที่ 1 ปีที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมีความหวังมากว่าการทำงานของกระทรวงดีอีจะเป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งเป็นความหวังของรัฐบาลและประชาชน แต่เมื่อไม่บรรลุก็เลยลองเปลี่ยนหัวหน้าทีม และให้โอกาสหัวหน้าทีมคนใหม่คือ น.ส.วิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ปลัดกระทรวงดีอีคนใหม่

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาหารือถึงโครงการดาวเทียมไทยคมกรณีการต่อสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคมดวงที่ 6 ที่กำลังหมดสัญญา รวมถึงกำลังดำเนินการพิจารณาในส่วนของดวงที่ 7 และ 8 ซึ่งในการดำเนินการตามขั้นตอนนั้นยังมีคำถามว่าจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการหารือนั้นได้ให้หลักการไปว่าต้องทำให้ถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย และต้องรายงานความก้าวหน้าให้ ครม.ทราบเป็นระยะ โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงดีอีคนใหม่ไปตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ที่จะตรวจสอบและดูบริบทที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งในแง่กฎหมายเกี่ยวกับดาวเทียมไทยคม การให้บริการ ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ความต่อเนื่องจากปัจจุบันไปถึงอนาคต

 

กสทช.กดค่าโทรมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464463

กสทช.กดค่าโทรมือถือ

กสทช.หั่นค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ พร้อมต่ออายุ “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” นั่งเลขาธิการอีก 5 ปี

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. วันที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบปรับอัตราค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ที่เป็นอัตราอ้างอิง (Interconnection Charges : IC) ซึ่งค่า IC ในส่วนของโทรศัพท์เคลื่อนที่จะลดลง 21% และโทรศัพท์ประจำที่ลดลง 9% ในปี 2560 และปี 2561 ค่า IC โทรศัพท์เคลื่อนที่จะลดลงอีก 30% และโทรศัพท์ประจำที่ลดลงอีก 9.6% โดยอัตราอ้างอิงใหม่นี้จะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2560

ทั้งนี้ อัตราค่า IC อ้างอิงของโทรศัพท์เคลื่อนที่ปัจจุบัน ในส่วนของ Call Termination อยู่ที่ 0.34 บาท/นาที และ Call Trainsit อยู่ที่ 0.04 บาท/นาที แต่อัตราในปี 2560 Call Termination จะลดลงเหลือ 0.27 บาท/นาที และ Call Trainsit อยู่ที่ 0.03 บาท/นาที และอัตราในปี 2561 Call Termination จะลดลงเหลือ 0.19 บาท/นาที

สำหรับค่า IC อ้างอิงสำหรับโทรศัพท์ประจำที่นั้น ปัจจุบัน Call Termination อยู่ที่ 0.34 บาท/นาที และ Call Trainsit อยู่ที่ 0.16 บาท/นาที แต่ในปี 2560 Call Termination จะลดเหลือ 0.31 บาท/นาที Call Trainsit อยู่ที่ 0.16 บาท/นาที เท่าเดิม แต่มีค่า Call Termination สำหรับ Local Call เพิ่มขึ้นมา 0.83 บาท/ครั้ง และปี 2561 Call Termination จะลดเหลือ 0.28 บาท/นาที Call Trainsit อยู่ที่ 0.15 บาท/นาที และ Call Termination สำหรับ Local Call เหลือ 0.75 บาท/นาที

นายฐากร กล่าวว่า การลดค่า IC ดังกล่าวน่าจะทำให้ค่าบริการโทรศัพท์มือถือลดลงตามสัดส่วนที่กำหนด แต่ก็ขึ้นอยู่กับกลไกตลาดว่าแข่งขันรุนแรงแค่ไหน

ขณะเดียวกัน กสทช. ยังได้อนุมัติในหลักการตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เสนออุดหนุนค่าเชื่อมต่อสัญญาณทีวีดิจิทัลขึ้นดาวเทียมแทนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล แต่ยังไม่ได้อนุมัติงบที่จะใช้ดำเนินการตามที่ กสท.เสนอมา 2,500 ล้านบาท โดยให้ไปต่อรองราคาให้ดีกว่านี้

ทั้งนี้ ที่ประชุม กสทช. ยังเห็นชอบให้นายฐากรดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. อีก 1 วาระ เป็นเวลา 5 ปี จากเดิมที่จะหมดวาระการทำงานลงในวันที่ 4 ม.ค. 2560

 

เร่งใช้อาร์เอฟไอดี สร้างโอกาสรับไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464450

เร่งใช้อาร์เอฟไอดี สร้างโอกาสรับไทยแลนด์ 4.0

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

นวัตกรรม RFID หรือ Radio Frequency Identification คือ การระบุข้อมูลสิ่งต่างๆ โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ ถูกนำเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันของเราอย่างหลากหลาย เพียงแต่ว่าจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งรอบตัวเหล่านั้นใช้เทคโนโลยีของอาร์เอฟไอดีมาเป็นส่วนประกอบ เช่น บัตรโดยสารรถไฟฟ้า บัตรศูนย์อาหาร บัตรเอทีเอ็ม ระบบขนส่งสินค้าไปจนถึงแท็กติดราคาสินค้าแฟชั่น เป็นต้น

สุทัด ครองชนม์ นายกสมาคมอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คลื่นความถี่สำหรับการใช้งานอาร์เอฟไอดีนั้น จะมี 5 คลื่นความถี่ คือ UHF, DHF, LF, HF และ Microwave โดยคลื่นที่นิยมนำมาใช้งานนั้น คือ HF ซึ่งเป็นคลื่นความถี่สูงมีระยะการอ่าน 5-10 เซนติเมตร ถูกนำไปใช้ในเครื่องอีซี่พาสสำหรับผ่านประตูบนทางด่วนและการอ่านผ่านเครื่องอีดีซีสำหรับตัดเงินในบัตรตามศูนย์อาหารหรือบัตรรถไฟฟ้า เป็นต้น

UHF คือ การอ่านคลื่นความถี่ระยะไกลนิยมนำไปใช้ในอุปกรณ์ประเภทคลังสินค้าหรือกล่องพัสดุที่ต้องผ่านตัวอ่านระยะไกลมาก ซึ่งเปลี่ยนจากการใช้งานบาร์โค้ดแบบเดิม ช่วยในการเช็กสต๊อกสินค้าภายในคลังพัสดุขนาดใหญ่ หรือตรวจสอบว่าสินค้าที่นัดส่งไปถึงยังปลายทางครบถ้วนหรือไม่

ทั้งนี้ การสนับสนุนของภาครัฐในเรื่องของไทยแลนด์ 4.0 ทำให้หลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องเร่งลงทุนเรื่องเทคโนโลยีนี้กันมากขึ้น ทำให้ภาพรวมมูลค่าตลาดทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์รวมกันเฉลี่ยการเติบโตอยู่ที่ 30% เป็นแบบนี้ต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว ยิ่งการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจอี-เพย์เมนต์ ธนาคารและโลจิสติกส์ ทำให้เทคโนโลยีนี้โตเร็วมากขึ้น

ก่อนหน้านี้เคยมีผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีไว้ว่า ในอนาคตชิ้นส่วนอาร์เอฟไอดีนั้นจะมีราคาถูกลงเหลือเพียงชิ้นละ 1 บาท ทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนและรอให้เทคโนโลยีนี้มีราคาถูกลง ซึ่งตอบตามตรงว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีนั้น เปรียบเสมือนชิ้นส่วนหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งระบบซอฟต์แวร์ด้านการอ่านข้อมูล รวมทั้งตัวชิ้นส่วนที่ติดตั้ง จึงเป็นไปได้ยากที่จะลดราคาลงมาได้ขนาดนั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนในการใช้งานอุปกรณ์และเทคโนโลยีนี้ให้มีราคาถูก ทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานที่ต่อเนื่อง เพราะการนำเข้าสินค้าจากจีนมีการกดราคาให้ต่ำเพื่อหวังตัดราคา แต่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องคุณภาพในการใช้งาน เมื่ออุปกรณ์เกิดปัญหาส่งผลให้ลูกค้าเจอผลกระทบจากการใช้งานและไม่อยากลงทุนซ้ำ ทั้งที่เจ้าของธุรกิจเองตัดสินใจลงทุนเรื่องราคามากกว่าคุณภาพ

นอกจากนี้ การลงทุนของกลุ่มอี-เพย์เมนต์ในชิ้นส่วนอาร์เอฟไอดีที่จะเห็นเพิ่มขึ้นในปีหน้า เพราะทางกระทรวงการคลังสั่งให้กลุ่มธนาคารเร่งลงทุนบัตรเอทีเอ็มที่มีระบบอาร์เอฟไอดีและเครื่องอ่านบัตร (EDC Reader) ซึ่งทั้งสองระบบนี้รวมกันจะทำให้เกิดมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น เครื่องอ่านบัตร 2 ล้านเครื่อง บัตรเครดิตจากรูปแบบเดิมที่ธนาคารจะเปลี่ยนให้ลูกค้าใหม่ ประมาณ 5 ล้านใบ จากจำนวนบัตรเครดิตทั้งหมดที่มีในตลาดกว่า 13 ล้านใบ

ทางด้าน ชานนท์ ตุลาบดี ซีอีโอ บริษัท กราวิเทคไทย (ไทยแลนด์) กล่าวเสวนาในหัวข้อ ไทยพร้อมแล้วสู่เป้าหมาย IOT hub of ASEAN ไว้ว่า ในปี 2563 จะมีชิ้นส่วนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้กว่า 5 หมื่นล้านชิ้น ทำให้การทำงานอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล มีเซ็นเซอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานอุปกรณ์ต่างๆ มีความฉลาดมากขึ้น อาทิ รถยนต์จะเปลี่ยนเป็นสมาร์ทคาร์ มือถือเปลี่ยนมาเป็นสมาร์ทดีไวซ์ โดยการอ่านข้อมูลผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ จะฝังอาร์เอฟไอดีไว้ทำให้ระบบจัดเก็บข้อมูลและอ่านคำสั่งของระบบได้

เมื่อภาครัฐสนับสนุนในเรื่องของไทยแลนด์ 4.0 โอกาสการเติบโตของไอโอทีในประเทศไทย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 3 ปัจจัย คือ สมาร์ทโฮม จะมีจำนวนครัวเรือนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 10.7 ล้านครัวเรือน สมาร์ทฟาร์ม มูลค่าการส่งออกสินค้าการเกษตร 1.2 ล้านล้านบาท และสมาร์ทแฟกตอรี่ โดยโรงงานทั่วประเทศกว่า 1.39 แสนโรงงาน การจะเกิดระบบเหล่านี้ได้จะต้องมีทั้งเครื่องอ่านและอุปกรณ์ฝังอยู่ในตัวเครื่อง

หากภาคธุรกิจไม่เร่งลงทุนหรือปรับตัวเพื่อรับเทรนด์นี้ก็อาจเสียโอกาสได้ในอนาคต

 

เอไอเอสประกาศผลประกอบการยังครองมาร์เก็ตแชร์อันดับ1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464235

เอไอเอสประกาศผลประกอบการยังครองมาร์เก็ตแชร์อันดับ1

เอไอเอสประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ยังครองมาร์เก็ตแชร์อันดับ1 ลูกค้าเพิ่ม 5 แสนรายรวม 39.9 ล้าน

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอสประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2559 รายได้เพิ่ม 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมรายได้จากการบริการ 30,626 ล้านบาท จำนวนลูกค้าเพิ่ม 5 แสนราย รวมเป็น 39.9 ล้านราย ครองมาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 ทั้งด้านรายได้และจำนวนลูกค้า

เอไอเอสระบุว่า ผลประกอบการในไตรมาสนี้ของเอไอเอสเติบโตดี เป็นผลมาจากจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่โตอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้ในส่วนการใช้งานบริการข้อมูลเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนตามแนวโน้มการใช้งานของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ที่ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือสูงขึ้นเป็น 3 กิกะไบต์ต่อเดือน จากความนิยมในการใช้งานโซเชียลมีเดีย และวิดีโอคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการขยายเครือข่าย 4G ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพเครือข่ายที่รวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น นอกจากนี้ แพ็กเกจราคาที่ดึงดูดใจ รวมทั้งโปรโมชั่นมือถือราคาพิเศษยังช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้ากว่า 5 แสนเลขหมาย รวมเป็น 39.9 ล้านเลขหมาย  ซึ่งนับว่าเพิ่มสูงสุดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เอไอเอสไฟเบอร์ มีการเติบโตที่ดีอย่างเห็นได้ชัด โดยรายได้ในไตรมาส 3 ปี 2559 เพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่าของปีก่อน และจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นต่อเดือน สูงกว่าปีที่แล้วถึง 4 เท่า ณ สิ้นไตรมาส มีลูกค้ารวม 195,000 ราย พร้อมทั้งขยายพื้นที่บริการครอบคลุม 3 ล้านครัวเรือนใน 28 จังหวัด ด้วยราคาเริ่มต้น 590 บาท สำหรับความเร็ว 20/7 Mbps พร้อมส่วนลด 10% สำหรับลูกค้าเอไอเอสระบบรายเดือน

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า การเติบโตของเอไอเอสในภาพรวมของไตรมาสนี้ เป็นผลมาจากการมุ่งดำเนินงานตามกลยุทธ์หลัก ที่ต้องการเป็นผู้นำด้านการให้บริการดิจิทัลแก่คนไทย เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆด้าน โดยการพัฒนาคุณภาพเครือข่าย 4G ความเร็วสูงที่ได้เร่งขยายเครือข่ายให้เข้าถึงลูกค้าทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย รวมไปถึงการพัฒนาเครือข่าย 3G และ 2G อย่างต่อเนื่อง ทำให้เอไอเอสเป็นเครือข่ายคุณภาพที่ครอบคลุมที่สุดของประเทศ อีกทั้งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เอไอเอสไฟเบอร์ ที่ตอบสนองความต้องการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ในทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้เรายังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำต่างๆ ส่งมอบดิจิทัลคอนเทนต์ที่หลากหลาย  ตรงใจ และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในยุคดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชั่น AIS PLAY

แนวทางดังกล่าวนี้ จะช่วยให้ธุรกิจของเราสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ทำให้เอไอเอสสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีเครื่องยืนยันจากการเป็นผู้ให้บริการด้านสื่อสารโทรคมนาคมเพียงรายเดียวของไทย ที่ติดอันดับในดัชนีความยั่งยืน ดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) กลุ่มตลาดเกิดใหม่ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมมุ่งมั่นสร้างสรรค์ และพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เพื่อให้คนไทยได้เชื่อมต่อถึงกันอย่างสะดวกสบาย เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้มากกว่าเดิม และช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นในทุกๆ ด้าน

 

เทคนิคทำตลาดออนไลน์ ให้ประสบความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464156

เทคนิคทำตลาดออนไลน์ ให้ประสบความสำเร็จ

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ตลาดอี-คอมเมิร์ซประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินตลาดในปี 2559 จะมีมูลค่าแตะ 2.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 20% จากปัจจัยการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น โดยการเข้าถึงโลกออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนมากกว่าพีซี ซึ่งถือเป็นเทรนด์เดียวกันทั่วโลก

บุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรดดี้ แพลนเน็ต ได้ขึ้นกล่าวในงานไทยแลนด์ ซอฟต์แวร์ แฟร์ 2016 ไว้ว่า การซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทางสมาร์ทโฟนของกลุ่มธุรกิจแบบบีทูซี (Business-to-Consumer : B-to-C คือ การขายสินค้าไปยังผู้บริโภค) นั้นเพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อเทียบกับการซื้อสินค้าแบบออฟไลน์ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจเองจะต้องวางแผนการทำงานและบริหารช่องทางออนไลน์ ดังนี้

1.ตั้งเป้าสิ่งที่ต้องการ เจ้าของธุรกิจควรที่จะมีเป้าหมายในการทำตลาดออนไลน์ที่ชัดเจนก่อน ทั้งกลุ่มเป้าหมายคือใคร และคนกลุ่มนี้ทำอะไรอยู่ที่ไหนบนโลกอินเทอร์เน็ต และธุรกิจของเราจะเข้าไปตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร มีจุดเด่นหรือความแตกต่างใดจากคู่แข่ง ยกตัวอย่างเช่น อยากขายของ แต่จะขายในรูปแบบใด ขายเป็นชิ้นย่อยบนแพลตฟอร์มลาซาด้า หากเป็นโรงงานผลิต จะสร้างการรับรู้ให้แก่คนซื้ออย่างไร ซึ่งเจ้าของธุรกิจต้องชัดเจนในสิ่งที่ต้องการขายก่อนค่อยตั้งเป้าธุรกิจ

2.วิเคราะห์ตลาด เริ่มต้นจากการวิเคราะห์พฤติกรรมของเจ้าของสินค้าเองก่อนว่าจะสามารถเข้าไปดูแลสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัลอะไรบ้าง และนำมาเปรียบเทียบกับช่องทางออฟไลน์ เพราะการซื้อหาสินค้าของคนไทยนั้น ไม่ว่าอย่างไรการใช้ช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ยังคงคล้ายคลึงกัน นั่นคือ ถ้ามีความสนใจในสินค้าบนช่องทางออฟไลน์ ลูกค้าจะเริ่มค้นหาหรือเดินทางไปตามหาสินค้า เมื่อสนใจก็จะสอบถามคนรอบข้างหรือคนที่เคยใช้งานมาก่อน จากนั้นค่อยมีการสั่งซื้อ

3.เลือกสร้างหน้าบ้านที่เหมาะสม เมื่อศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าแล้ว จะทราบว่าลูกค้าน่าจะเข้ามาจากช่องทางใด เว็บไซต์ที่รองรับทุกการเข้าใช้งาน (Responsive Web) เพจในโซเชียลมีเดีย ไลน์แอดหรือโมบายแอพพลิเคชั่น เพราะการสร้างตัวตนหรือหน้าบ้านบนโลกออนไลน์นั้น จะส่งผลต่อการเปิดใช้งาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ หากกระตือรือร้นที่จะทำตลาดหรือโปรโมชั่นต่อเนื่องต่างก็มีโอกาสสำเร็จเหนือคู่แข่งทั้งสิ้น

4.บทความหรือคอนเทนต์ที่เหมาะสม การสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับสินค้าจะช่วยดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราบ่อยขึ้น ยิ่งเนื้อหานั้นมีความน่าเชื่อถือจากความเชี่ยวชาญของเจ้าของสินค้าจะยิ่งสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้อ่าน แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม ยิ่งกูเกิลมีระบบค้นหาข้อมูลผ่านบทความ ยิ่งทำให้การค้นหาแบรนด์ของเรายิ่งง่ายขึ้น หากเจ้าของสินค้ามีการลงทุน SEO ก็ยิ่งมีโอกาสหาเจอง่ายขึ้น

5.ไม่มีธุรกิจใดไม่ใช้เงิน เจ้าของธุรกิจหลายรายยังมองว่าการใช้สื่อออนไลน์เป็นของฟรีและไม่พร้อมที่จะลงทุนเงินกับช่องทางเหล่านี้มากนัก ซึ่งความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด การสร้างความรับรู้และเข้าถึงลูกค้าต้องใช้เวลา เม็ดเงินขั้นต่ำที่ต้องลงทุนถ้ามีไม่ถึง 500 บาท/วัน อย่าเพิ่งเริ่มต้นทำตลาดออนไลน์

6.ระบบบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ CRM ไม่ว่าเจ้าของธุรกิจจะใช้ช่องทางใดในโลกออนไลน์ก็ต้องมีบริการหลังบ้านที่ดี เพราะคนไทยชอบการสื่อสารกับบุคคลหรือตอบคำถามผ่านแชตบ็อกซ์ ไม่ว่าคุณจะลงรายละเอียดสินค้า ราคา ข้อมูลมากเพียงใด ก็ต้องเจอคำถามว่า ราคาเท่าไร รายละเอียดเป็นอย่างไร ดังนั้น ควรวางระบบคอลเซ็นเตอร์ไว้สำรอง สำหรับคนที่เห็นข้อมูลและโทรมาขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อปิดการขายอย่างราบรื่นและกลับมาซื้อสินค้าซ้ำ

7.วิเคราะห์ผลและปรับปรุง หลังทำการตลาดออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ แล้ว เจ้าของธุรกิจควรกลับมาย้อนดูสิ่งที่ทำในช่องทางออนไลน์ว่าสร้างความพึงพอใจของลูกค้าให้ลูกค้าได้หรือไม่ ทั้งจากคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย การตอบกลับและกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้า เพื่อประเมินและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพราะถ้ารอเกิดปัญหาร้องเรียนบนโลกออนไลน์จะยิ่งทำให้ธุรกิจเสียหายไปแบบไม่รู้ตัว

การทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์นั้น จะช่วยขยายโอกาสในการตัดสินใจซื้อให้แก่ลูกค้าง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันลูกค้าจะเชื่อคนที่เคยใช้งานจริงมาก่อน ยิ่งภาคธุรกิจหันมาใช้ช่องทางนี้มากขึ้น จะยิ่งสร้างโอกาสในการซื้อขายได้มากขึ้นด้วย

 

“เพย์พาล” ตั้งคนไทยคุมออนไลน์โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464153

"เพย์พาล" ตั้งคนไทยคุมออนไลน์โต

เพย์พาลหนุนคนไทยขึ้นผู้บริหาร ดัน “สมหวัง” เร่งสานต่อธุรกิจผลักดันอี-คอมเมิร์ซไทย

นายราหุล ชิงฮาล ผู้จัดการเพย์พาล ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า การแต่งตั้งนายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี เป็นผู้จัดการเพย์พาล (PayPal) ประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการนั้น จะช่วยขยายธุรกิจได้ทันกับความต้องการของตลาด รวมทั้งรองรับการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย

ทั้งนี้ จากประสบการณ์การทำงานกว่า 16 ปี ในแวดวงเทคโนโลยีและการเงิน ทำให้นายสมหวังมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านอี-คอมเมิร์ซอย่างมาก และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งการให้บริการด้านการชำระเงินออนไลน์ในประเทศแก่ผู้บริโภคชาวไทยมายาวนาน อีกทั้งฟินเทคกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก ถือว่าเป็นโอกาสที่จะเข้ามาช่วยตอบสนองด้านการชำระเงินให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค

ด้าน นายสมหวัง กล่าวว่า ได้เข้ามาทำงานและเรียนรู้ธุรกิจของเพย์พาลมานานเกือบปีแล้ว แต่เพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะบริษัทเพิ่งได้รับใบอนุญาตสำหรับการประกอบธุรกิจในไทย โดยหน้าที่ที่รับผิดชอบในเรื่องของการบริหารงานขายและการตลาด (Sale & Marketing) เป็นหลัก เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ

ผู้จัดการเพย์พาล ประเทศไทย กล่าวถึงแผนหลังรับตำแหน่งว่า ในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้คงยังไม่มีแผนโปรโมทอะไร เพราะด้วยสถานการณ์ภายในประเทศขณะนี้ การทำตลาดต้องดูที่ความเหมาะสม แต่จะเน้นในเรื่องการทำความรู้จักกับธุรกิจต่างๆ ให้มากขึ้น แม้ว่าหลายธุรกิจที่เข้าไปคุยจะทราบอยู่แล้วว่าเข้ามานั่งในตำแหน่งนี้ แต่การประกาศอย่างเป็นทางการจะช่วยสร้างความมั่นใจมากขึ้น

 

กสท.ถกพักในอนุญาต15วันช่อง24TVเหตุจ้อปมจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/463864

กสท.ถกพักในอนุญาต15วันช่อง24TVเหตุจ้อปมจำนำข้าว

กสท.ประชุมจันทร์นี้ถกวาระพักใบอนุญาต 15 วัน ช่อง 24TV ปมนำเสนอเรื่องจำนำข้าวพร้อมหารือแผนเยียวยา อสมท.

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ครั้งที่ 38/2559 วันจันทร์ที่ 7 พ.ย.นี้ มีวาระการประชุมน่าจับตา ได้แก่ เตรียมถกเรื่องร้องเรียนกรณีการตรวจสอบพบการออกอากาศรายการ “คมข่าว” ทางช่อง 24 TV เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 59 เวลา 17.11 – 17.54 น. เนื่องจากมีลักษณะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลของการมีคำสั่งให้เรียกอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ความเสียหายจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม เนื่องจากการดำเนินโครงการดังกล่าว ประชาชนที่เป็นชาวนาได้รับประโยชน์ โดยเมื่อยกเลิกการดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้เกิดสภาวะราคาข้าวตกต่ำ ขายไม่ได้ราคา ซึ่งมีลักษณะเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้ประชาชนเกิดความสับสนเกี่ยวกับสภาวะราคาข้าวตกต่ำ และการดำเนินการกับอดีตนายกรัฐมนตรีไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

“อนุกรรมการด้านเนื้อหาเสียงข้างมากมองว่าอาจเป็นการขัดต่อข้อกำหนดในบันทึกข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกับสำนักงาน กสทช. และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้เสนอให้ กสท.พิจารณามาตรการทางปกครองโดยการพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 15 วัน”น.ส.สุภิญญากล่าว

น.ส.สุภิญญากล่าวว่า วาระนี้มีประเด็นที่ กสทช.จะถูกมองว่าใช้กฎหมายปิดกั้นการแสดงออกของฝ่ายที่เห็นต่างอีกครั้งโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการตั้งคำถาม ตรวจสอบแนวทางของรัฐต่อนโยบายการจำนำข้าวและเรื่องคดีความสืบเนื่องรวมถึงปัญหาชาวนาและราคาข้าวตกต่ำในเวลานี้  ดังนั้น กสท.ควรพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย การถกเถียงในนโยบายสาธารณะเช่นการช่วยเหลือชาวนา สื่อควรทำได้แบบเปิดเผย แต่ถ้าเห็นว่าช่องใดเสนอความเห็นเอียงข้างใดมากไป กสท.ควรสั่งให้เขาเสนอความเห็นให้ครบถ้วนก่อน คงดีกว่าไปสั่งปิดสถานีจอดำเลย เพราะการสั่งพักใช้ใบอนุญาตถือว่ามีความผิดร้ายแรง และอาจเป็นการลงโทษที่เกินสัดส่วนความเป็นธรรมได้

“รายการ คนข่าว เคสนี้มีจุดอ่อนคือเลือกข้างชัดเจน ทำให้เนื้อหามีความไม่เป็นกลาง จนอาจกลายเป็นพีอาร์การเมืองได้ แต่ยังไม่คิดว่าเลยเถิดถึงขั้นผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงจนต้องถูกพักใช้ใบอนุญาตทันที ถ้าลองเทียบกับแนวทางที่ กสทช.ใช้กำกับดูแลโทรทัศน์ช่องอื่นซึ่งดูเหมือนจะมีความเห็นเลือกข้างบ้างเช่นกัน เพื่อไม่ให้ กสทช.ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ ถ้าบอร์ด กสท.เห็นว่าเนื้อหาใดไม่เหมาะสมก็ควรใช้วิธีพูดคุย ขอความร่วมมือ เตือน และปรับทางปกครองก่อน เหมือนมติที่ใช้กับสถานีอื่นๆที่ผ่านมา จะได้ดูมีมาตรฐานเดียวกันในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าทีวีช่องนั้นจะเชียร์หรือค้านรัฐบาลก็ตาม”น.ส.สุภิญญา กล่าว

นอกจากนี้ที่ประชุมมีการพิจารณา วาระการจัดทำ(ร่าง)แผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560) โดยคณะทำงานจัดทำแผนแม่บทฯ ได้เสนอสาระสำคัญของแผนฯ อาทิ การคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่หรือการปรับปรุงใช้คลื่นความถี่ การเตรียมคลื่นความถี่เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิตอลในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ การใช้คลื่นความถี่เพื่อความมั่นคงของรัฐตามความจำเป็น การเพิ่มคลื่นความถี่เพื่อรองรับการสื่อสารเคลื่อนที่ความเร็วสูง การใช้งานคลื่นความถี่ร่วมกัน การปรับปรุงค่าตอบแทนการใช้คลื่นความถี่ และการบูรณาการระบบริหารคลื่นความถี่อัตโนมัติ รวมทั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อแนวทางการรับฟังความเห็นสาธารณะต่อไป ซึ่งวาระนี้มีความสำคัญมาก เพราะคือการร่างแผนแม่บทฉบับใหม่ที่จะกระทบการจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งหมด ฝากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจับตา

วาระอื่นๆน่าจับตา ได้แก่ วาระแนวทางการดำเนินคดีปกครอง กรณี กรมประชาสัมพันธ์ ฟ้อง กสทช. ขอให้เพิกถอนคำสั่งปรับ ตามมติ กสท. จากการดำเนินการขยายโครงข่ายสัญญาณดิจิตอลทีวีล่าช้า วาระ อสมท. แจ้งเหตุระงับการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิตอลพร้อมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วาระการสนับสนุนให้ประชาชนได้รับบริการด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อย่างทั่วถึง

วาระการพิจารณาเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาในการพิจารณาประเด็นและข้อมูลสารสนเทศที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นภายหลังการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่าง ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การส่งเสริมชุมชนที่มีความพร้อม และสนับสนุนผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง บริการชุมชนที่มีคุณภาพ พ.ศ. … วาระต่อใบอนุญาตของบริษัทเดโมเครซี่ นิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ช่องรายการ TV 24 วาระเพื่อทราบรายงานฉบับสมบูรณ์เรื่อง “การศึกษาผลการรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล” และ รายงานกรณีศึกษาเปรียบเทียบการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อก ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญอื่นๆที่ สำนักงานเสนอเป็นวาระลับมาด้วย คาดว่าหลังการลงมติแล้วจะเปิดเผยต่อไป ติดตามผลการประชุมทั้งหมดในวันจันทร์นี้