กสท.ออกแนวปฏิบัติการออกอากาศทีวีหลังครบ30วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/463389

กสท.ออกแนวปฏิบัติการออกอากาศทีวีหลังครบ30วัน

กสท.ออกแนวปฏิบัติการออกอากาศรายการทางสถานีโทรทัศน์หลังครบ 30 วัน พร้อมกำหนดระดับความเหมาะสมของรายการตามห้วงเวลา

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 37/2559 เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2559 ได้พิจารณาเรื่อง แนวทางปฏิบัติเพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และผู้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการกระจายเสียง ภายหลัง 30 วัน ดังต่อไปนี้

1.กรณีการถ่ายทอดสด ปฏิบัติดังนี้

1.1 กรณีที่มีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และพระราชพิธีต่าง ๆ จากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ให้ทุกสถานีเชื่อมโยงสัญญาณในทันที

1.2 กรณีที่มีการถ่ายทอดสดการเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ หรือกษัตริย์ต่างประเทศมาร่วมในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลจากสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยกรมประชาสัมพันธ์ ให้สถานีโทรทัศน์ในระบบภาคพื้นดินสลับสับเปลี่ยนกันเชื่อมโยงสัญญาณ ตามตารางแนบท้าย

1.3 กรณีรายการ “ศาสตร์แห่งพระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ให้ทุกสถานีเชื่อมโยงสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทุกวันศุกร์

2. การออกอากาศรายการของสถานี ให้นำเอารายการปกติมาออกอากาศได้ โดยให้คำนึงถึงความเหมาะสมของรายการ เพื่อเป็นการปรับบรรยากาศและความรู้สึกของประชาชนให้เป็นไปตามลำดับ จึงเห็นควรกำหนดระดับความเหมาะสมของรายการที่จะนำมาออกอากาศในแต่ละห้วงเวลา ดังนี้

2.1 ระหว่างวันที่ 13-18 พ.ย. 2559 ให้สามารถนำเอารายการที่มีระดับความเหมาะสมสำหรับปฐมวัย (ป) สำหรับเด็ก (ด) รายการทั่วไป (ท) และสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น13) มาออกอากาศได้ โดยรายการทั่วไป (ท) และรายการที่เหมาะสมสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น13) ไม่ควรมีเนื้อหาที่มีลักษณะตลก เฮฮา ความรุนแรง เรื่องทางเพศ การใช้ถ้อยคำหยาบคาย

2.2 ระหว่างวันที่ 19 พ.ย. 2559 ถึงวันที่ 21 ม.ค. 2560 ให้สามารถนำเอารายการที่มีระดับความเหมาะสมสำหรับปฐมวัย (ป) สำหรับเด็ก (ด) รายการทั่วไป (ท) สำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น13) สำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป (น18) มาออกอากาศได้ โดยรายการทั่วไป (ท) รายการที่เหมาะสมสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น13) และรายการที่เหมาะสมสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป (น18) ไม่ควรมีเนื้อหาที่มีความรุนแรง เรื่องทางเพศ การใช้ถ้อยคำหยาบคาย ทั้งนี้ รายการเฉพาะไม่เหมาะสำหรับเด็ก และเยาวชน (ฉ) ขอให้ออกอากาศหลังจากวันที่ 21 ม.ค. 2560

3. การนำเสนอรายการที่เกี่ยวกับการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ การแสดงความอาลัย การเทิดพระเกียรติ ให้ผู้รับใบอนุญาตกำหนดเพิ่มเติมไว้ในผังรายการอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา จนถึงวันที่ 21 ม.ค. 2560 ทั้งนี้ ควรกำหนดอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะทำให้ประชาชนส่วนมากได้รับชม

4. การนำเสนอรายการที่เกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิต การพัฒนาประเทศ การสนับสนุนประชาชนให้เข้าสู่โลกแห่งเทคโนโลยี ให้ผู้รับใบอนุญาตพิจารณากำหนดเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม

5. การแต่งกายของพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ผู้ประกาศ ให้อยู่ในโทนสีดำ ขาว (เน้นสีดำ) สุภาพ ทั้งนี้ กรณีผู้ร่วมรายการขอให้พิจารณาตามความเหมาะสม

6. การแสดงตราสัญญาลักษณ์ของสถานี (LOGO) ควรปรับโทนสีเป็นโทนขาว ดำ และให้อยู่ในตำแหน่งมุมล่างขวาของจอ จนถึงวันที่ 21 ม.ค. 2560

7. การโฆษณา ให้ยึดถือปฏิบัติตามแนวทางเดียวกับระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการที่สามารถออกอากาศได้ในแต่ละห้วงเวลาตามข้อ 2.

8. การแจ้งเปลี่ยนแปลงผังรายการ ให้ยกเว้นไม่ต้องดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการสำหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2556 ข้อ 14 และข้อ 15 จนถึงวันที่ 2 ธ.ค. 2559

 

แยกลงทุนเน็ตหมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/463339

แยกลงทุนเน็ตหมู่บ้าน

บอร์ดดีอีจัดระเบียบกระทรวง ดิจิทัลฯ-กสทช. ให้เสร็จปีหน้า แยกลงทุนขยายอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน พร้อมดันสมาร์ทซิตี้เพิ่มเป็น 6 แห่ง

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาราชการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธาน ได้รับทราบความคืบหน้าการลงทุนเพื่อขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศและอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ ซึ่งจะใช้วงเงินลงทุนรวม 2 หมื่นล้านบาท โดยยืนยันว่าทั้งสองส่วนนี้จะลงทุนได้ทันภายในกรอบเวลาปี 2560 จะมีบางส่วนที่เหลื่อมไปในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

ทั้งนี้ ในส่วนโครงการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนั้น ที่ประชุมได้เห็นชอบการแยกการลงทุนที่ชัดเจนระหว่างกระทรวงดีอีกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ชัดเจนไม่ให้เกิดความซาซ้อน โดยกระทรวงดีอีจะดำเนินการลงทุนขยายโครงข่ายในหมู่บ้าน 2.47 หมื่นแห่ง ภายใต้วงเงินลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยแยกเป็นงบ 1.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 และอีก 2,000 ล้านบาท ในปี 2561

ขณะที่ กสทช.จะรับไปลงทุนใน 1.96 หมื่นแห่ง แยกเป็น 3,920 แห่ง ตามโครงการเดิมของ กสทช.และรับเพิ่มเติมใหม่จากการเห็นชอบในการประชุมครั้งนี้อีก 1.57 หมื่นแห่ง ทั้งหมดจะใช้งบประมาณจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (USO)

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการลงทุนในเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ เพื่อขยายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์มูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะได้ดำเนินการควบคู่กับการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในประเทศ โดยจะให้แล้วเสร็จในปี 2560 เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบดำเนินโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้อีก 4 แห่ง จากปัจจุบันที่ ครม.อนุมัติให้ดำเนินการแล้ว 2 แห่ง คือ จ.ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยจะเป็นการดำเนินการในกรุงเทพฯ ภาคตะวันออก และพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคมจะเติมแผนงานที่เกี่ยวข้องกับสมาร์ทซิตี้เข้ามาเพื่อให้การพัฒนามีความสมบูรณ์มากขึ้น การดำเนินการนี้จะอยู่ในกรอบเวลา 5 ปี ที่จะมีสมาร์ทซิตี้ 6 เมือง และจะเพิ่มเป็น 10-12 แห่ง ในอีก 10 ปี และเป็นเท่าตัวในอีก 20 ปี

นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนายุทธศาสตร์ ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่งมีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว 20 ปี และจะใช้เป็นแผนอ้างอิงสำหรับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ในการจัดทำแผนปฏิบัติการดิจิทัลของหน่วยงานและจัดทำคำของบประมาณประจำปีต่อไป

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายและตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในด้านไอซีทีให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงสุด 25 อันดับแรก และมีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้ดีขึ้นเป็น 35 อันดับแรก และสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 18.2%

 

จัดระเบียบ สายสื่อสาร สนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/463334

จัดระเบียบ สายสื่อสาร สนามหลวง

สั่งจัดระเบียบสายสื่อสารบริเวณพื้นที่สนามหลวง ด้าน กสท.เตรียมแจงแนวทางออกอากาศช่องทีวีวันนี้

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร  รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ตั้งสถานีชั่วคราวสำหรับให้บริการประชาชนบริเวณสนามหลวง พบว่าคุณภาพการให้บริการด้านสัญญาณของผู้ให้บริการยังเป็นไปตามมาตรฐานของสำนักงาน กสทช.

อย่างไรก็ตาม พบว่าสายสื่อสารยังไม่เป็นระเบียบ ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัย จึงมีแนวคิดที่จะจัดสายสื่อสารในสนามหลวงให้เป็นระเบียบสวยงาม แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1.ระหว่างนี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ในสนามหลวง และช่วงที่ 2.หากมีการก่อสร้างพระเมรุมาศ จะมีการขยับเสาออกไปบริเวณพื้นที่โดยรอบแทน

ทั้งนี้หลักการดำเนินงานหลังจากนี้ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องตรวจสอบความแข็งแรงปลอดภัยของเสาไฟฟ้าที่ขอใช้จากกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยผู้ให้บริการต้องใช้เสาและสายไฟเบอร์ร่วมกัน และต้องจัดเก็บสายสื่อสารให้เป็นระเบียบสวยงาม นอกจากนี้จะมีการประสานงานไปยัง กทม.และกรมศิลปากร ให้มีการปรับสีอุปกรณ์ให้กลมกลืนไปในแนวเดียวกันด้วย

ด้าน พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เตรียมจัดการประชุมชี้แจงแนวทางการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุกระจายเสียง ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. โดยก่อนหน้านี้ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางการจัดกิจกรรมด้านบันเทิงของช่องโทรทัศน์ว่าเมื่อครบ 30 วัน คือวันที่่ 14 พ.ย.นี้ สิ่งที่เคยทำก็ให้ทำตามปกติ

 

อาลีบาบาผนึกทรู ปล่อยกู้ในเซเว่นฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/463158

อาลีบาบาผนึกทรู ปล่อยกู้ในเซเว่นฯ

อาลีบาบาจับมือทรู ผนึกกำลังขยายเครือข่ายชำระเงินผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่น พร้อมสยายปีกบุกอาเซียน

นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ปเปิดเผยว่า ได้บรรลุข้อตกลงให้ แอนท์ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ในเครืออาลีบาบาเข้าถือหุ้นในบริษัท แอสเซนด์ มันนี่ ผู้ให้บริการธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ในไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ชื่อบริษัท ทรู มันนี่ ในสัดส่วน 20% และในอนาคตจะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 30% เพื่อร่วมกันขยายเครือข่ายชำระเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ การเปิดตัวเป็นพันธมิตรจะทำให้เปิดการเชื่อมโยงเครือข่ายชำระเงินระหว่างอาลีเพย์ และทรูมันนี่ในการรับชำระเงิน ซึ่งขณะนี้ลูกค้าอาลีเพย์สามารถชำระเงินผ่านร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นได้แล้ว ต่อไปจุดรับชำระของอาลีเพย์จะรับชำระเงินของทรูมันนี่ได้ด้วย ปัจจุบันในจีนมีจุดชำระเงินอาลีเพย์มากกว่า 1.5 ล้านแห่ง ส่วนในไทยมีจุดรับชำระทรูมันนี่กว่า 2 หมื่นแห่ง

นอกจากนี้ จะมีความร่วมมือใช้เทคโนโลยีทางการเงิน ซึ่งแอสเซนด์จะใช้แพลตฟอร์มฟินเทคของอาลีเพย์มาพัฒนาระบบชำระเงินและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และร่วมมือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลในการทำธุรกิจระหว่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องการตลาดชำระเงินที่แตกต่างกัน

“ความร่วมมือดังกล่าว ในส่วนของการรับชำระเงินนั้นเริ่มได้ทันที ส่วนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีจะเห็นเป็นรูปธรรมใน 6 เดือน ระหว่างนี้อาลีเพย์จะเรียนรู้จากเราเรื่องอันเดอร์แบงก์ เพราะประชากรจีนส่วนใหญ่มีบัญชีธนาคาร ส่วนอาเซียน ประชากร 60% ไม่มีบัญชีธนาคาร” นายปุณณมาศ กล่าว

ปัจจุบัน ทรูมันนี่มีลูกค้าในระบบ 20 ล้านราย ทรูวอลเล็ต 4 ล้านราย โดยเป็นลูกค้าที่ใช้บริการทางการเงินเป็นประจำ (แอ็กทีฟ) 7 แสนราย ตั้งเป้าหมายการร่วมมือในครั้งนี้จะขยายฐานลูกค้าแอ็กทีฟเพิ่ม 10 เท่าตัว เป็น 7 ล้านราย ภายใน 1-1 ปีครึ่ง และมียอดธุรกรรมเติบโตไม่น้อยกว่าปีละ 30%  โดยปีนี้คาดว่ามียอดธุรกรรมผ่านทรูมันนี่ 7.5 หมื่นล้านบาท

สำหรับงบลงทุนในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็นเท่าตัวจากปีนี้ หรือจาก 1,000 ล้านบาท เป็น 2,000 ล้านบาท โดยระยะแรกนี้ยังมุ่งเน้นบริการชำระเงินเป็นหลัก ควบคู่กับการให้สินเชื่อธุรกิจรายย่อยที่เป็นคู่ค้าของบริษัทในเครือซีพี ซึ่งในอนาคตจะต่อยอดขยายไปสู่ธุรกิจการให้สินเชื่ออย่างจริงจัง รวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับการลงทุนและประกันด้วย ซึ่งแอสเซนด์ กรุ๊ป มีใบอนุญาตในการให้บริการทางการเงินดังกล่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว

นายอีริค จิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแอนท์ ไฟแนนเชียล กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าให้มีจำนวนมากกว่า 2,000 ล้านคน ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า ข้อตกลงทางธุรกิจหรือดีลนี้จะทำให้บริษัทเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น จะมีจำนวนผู้ใช้กว่า 100 ล้านราย ภายในปี 2563 ซึ่งถือเป็นพันธมิตรรายที่ 2 ต่อจากเพย์ทีเอ็มของอินเดีย

ด้าน แอนท์ ไฟแนนเชียล ทำธุรกิจ  5 ประเภท อาทิ การรับชำระเงิน ประกัน เป็นต้น มีลูกค้าใช้งานรวมทุกบริการมากกว่า 1,000 ล้านราย/เดือน

 

กสท.ถอนไลเซนส์ซีทีเอช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/462898

กสท.ถอนไลเซนส์ซีทีเอช

กสท.มีมติเพิกถอนใบอนุญาตบริษัท ซีทีเอช เคเบิล ทีวี หลังตีมึนไม่ส่งแผนเยียวยาลูกค้า

นายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) วันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา มีมติเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เพื่อให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ระดับชาติ ของบริษัท ซีทีเอช เคเบิล ทีวี กรณีเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามมติ กสท. ครั้งที่ 26/2559 เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ครั้งที่ 28/2559 เมื่อวันที่ 22 ส.ค. และครั้งที่ 31/2559 เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่กำหนดให้ส่งแผนมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการ และจัดส่งแผนการดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการเยียวยาและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมจัดส่งข้อมูลจำนวนลูกค้าทั้งหมด จำนวนช่องรายการที่ออกอากาศบนโครงข่ายของบริษัท รวมถึงแจ้งเปลี่ยนแปลงหรือยืนยันโครงข่ายที่ใช้ในการออกอากาศสำหรับช่องรายการที่ออกอากาศอยู่บนโครงข่าย เพื่อให้ กสท.พิจารณาทราบก่อนยุติการให้บริการโครงข่าย

ทั้งนี้ ที่ประชุม กสท.มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. แจ้งคำสั่งทางปกครองให้ซีทีเอชทราบโดยทันที และให้ซีทีเอช ดำเนินการชาระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุม กสท.มีมติลงโทษปรับทางปกครอง สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 HD ของบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ ในอัตรา 5 หมื่นบาท เนื่องจากละครเจ้าพายุที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 10 ก.ค. เวลา 20.30-22.30 น. มีเนื้อหา บางตอนปรากฏภาพรุนแรง เป็นเนื้อหาที่มีผลกระทบต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจของประชาชนอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ยังมีมติปรับทางปกครอง สถานีวิทยุกระจายเสียงสัมพันธ์ทุ่งครุ เอฟเอ็ม 96.25 เมกะเฮิรตซ์  5 หมื่นบาท และปรับอีกวันละ 5 หมื่นบาท กรณีโฆษณาอาหารและยาโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งมีคำสั่งให้บริษัท กานต์มณี เน็ตเวิร์ค ช่องรายการ Box Film ยุติการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารดับเบิ้ลแม็กซ์โดยทันที

 

ภัยไซเบอร์คุกคามการเงิน โอน-จ่ายออนไลน์ต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ตุลาคม 2559 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/462777

ภัยไซเบอร์คุกคามการเงิน โอน-จ่ายออนไลน์ต้องระวัง

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นบนเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น ยังคงมีความเสี่ยงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเก่งด้านเทคโนโลยีมากเพียงใด แต่ถ้าผู้ใช้งานไม่รอบคอบหรืออัพเดทระบบให้มีความทันสมัยเสมอ ยิ่งเปิดโอกาสให้แฮ็กเกอร์เข้ามาโจรกรรมได้ง่ายขึ้น

วิทาลี คามลัก ผู้อำนวยการทีมวิเคราะห์และวิจัยของแคสเปอร์สกี้ แล็บ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Global Research and Analysis Team – GReAT) ได้กล่าวในงาน Kaspersky Lab Cyber Security Weekend for Asia Pacific Countries เกี่ยวกับความปลอดภัยไซเบอร์ด้านการเงินไว้ว่า

ภัยคุกคามทางการเงินนั้นเพิ่มจำนวนมากขึ้นทั่วโลก รวมทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย ซึ่งมีรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฉ้อโกงออนไลน์ โทรจันโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ไปจนถึงการโจมตีสถาบันการเงิน ตู้เอทีเอ็ม และจุดชำระค่าสินค้าและบริการ

จากการเก็บข้อมูล พบว่า การเงินของประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีการพัฒนาที่รวดเร็ว แน่นอนว่าเป็นโอกาสให้อาชญากรไซเบอร์สามารถเสาะหาผลประโยชน์จากจุดนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับประเทศที่มีการเติบโตเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาให้ใช้งานเสมอ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งรายบุคคลและองค์กรส่วนใหญ่ มักจะหลงลืมนึกถึงความปลอดภัย

ผลวิจัยจากรายงาน เรื่อง The Consumer Security Risks Survey 2016 โดยแคสเปอร์สกี้ แล็บ ร่วมกับ บีทูบี อินเตอร์เนชั่นแนล แสดงให้เห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จำนวน 67% ยังมีความกังวล เรื่อง การฉ้อโกงผ่านธนาคารออนไลน์ โดย 63% ระบุว่า กังวลเกี่ยวกับช่องโหว่ขณะทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ และอีก 62% จะใช้ธุรกรรมสำหรับการจ่ายเงินออนไลน์บ่อยขึ้น หากมีระบบการป้องกันที่น่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ผู้ใช้ช่องทางออนไลน์ยังคงมีความกังวล เรื่อง ความปลอดภัยทางการเงิน โดยผู้ใช้งานทั่วโลก จำนวน 5% เคยสูญเงินจากการถูกฉ้อโกงทางออนไลน์ มีมูลค่าเฉลี่ยสูงถึง 476 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว การโจรกรรม อย่างเช่น สแปม ฟิชชิ่ง และโทรจันแบงก์กิ้ง ยังคงเป็นภัยคุกคามทางการเงินที่ระบาดมากที่สุด ผู้ใช้งานบริการทางการเงินออนไลน์ควรระมัดระวัง สังเกตว่าเว็บไซต์ที่เข้าใช้งานนั้นเป็นของเจ้าของธนาคารจริงหรือไม่

หากมีอีเมลส่งเข้ามาลวงถามข้อมูลทางการเงิน หรือโทรเข้ามาสอบถามรหัสเพื่อให้ธนาคารตรวจสอบ ให้ระแวงไว้ก่อนว่า อาจจะไม่ได้มาจากเจ้าของธนาคารโดยตรง การมีระบบแจ้งเตือนความปลอดภัยผ่านรหัส OTP หรือแอพพลิเคชั่นสำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ใช้งานควบคู่กันนั้น ถือว่าเป็นการตรวจสอบระบบการใช้งานขั้นพื้นฐานได้อีกชั้นหนึ่ง นอกจากการใช้งานผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ทั้งนี้ โทรจันแบงก์กิ้งยังคงเป็นภัยคุกคามออนไลน์ที่น่ากลัวที่สุดเป็นอันดับต้นๆ เพราะสามารถแพร่กระจายผ่านเว็บไซต์หลอกลวงหรือเว็บไซต์ที่ถูกแก้ไขดัดแปลง รวมทั้งผ่านอีเมลสแปม เมื่อผู้ใช้บริการการเงินออนไลน์ติดเชื้อแล้ว จะถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวอย่างง่ายดาย เช่น รายละเอียดบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน รายละเอียดการจ่ายผ่านบัตรต่างๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลการวิจัยของบริษัท ยังชี้ให้เห็นว่า ช่วงไตรมาส 3 ของปี 2559 จำนวนโทรจันแบงก์กิ้งในประเทศต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น 24% อินเดีย เพิ่มขึ้น 31% จีน เพิ่มขึ้น 43% และเวียดนาม เพิ่มขึ้น 104% โดยเวียดนามและอินเดียกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนเหยื่อมากที่สุด ส่วนประเทศอื่นๆ มีจำนวนลดลงอาจจะเป็นเพราะมีการสร้างความรู้และเข้าใจให้แก่ผู้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การติดตั้งโซลูชั่นที่ปลอดภัยในทุกอุปกรณ์ที่เข้าถึงบริการธุรกรรมออนไลน์ อัพเดทและใช้งานซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย ตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายากและเปลี่ยนใหม่เสมอ ไม่คลิกหรือเข้าถึงลิงค์ที่น่าสงสัย รวมทั้งตรวจสอบยูอาร์แอล (URL) ของธนาคารก่อนเข้าใช้งานเสมอ

 

ดาวโจนส์ทุบสถิติ 4 วันติด หุ้นสหรัฐฯ บวกจากแรงหนุนภาคพลังงาน-เทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2559 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784471

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันอังคาร โดยดาวโจนส์บวกเพิ่มเป็นวันที่ 7 และนิวไฮเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน โดยตลาดได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัทกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 15 พ.ย. 2559 ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 54.37 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 18923.06 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 16.19 จุด หรือ 0.75% ปิดที่ 2180.39 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 57.22 จุด หรือ 1.10% ปิดที่ 5275.62 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของตลาดส่วนหนึ่งเป็นผลจากนักลงทุนได้รับแรงกระตุ้นจากข้อมูลเศรษฐกิจด้านบวก หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 0.8% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์กรายงานว่า กิจกรรมการผลิตในรัฐนิวยอร์กฟื้นตัวในเดือน พ.ย.

ขณะเดียวกัน บริษัทกลุ่มพลังงานเป็นหนึ่งในกลุ่มที่หุ้นเพิ่มมากที่สุด ตามการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัวหลังจากร่วงหนักในสัปดาห์ก่อน.

 

ระบุ รมว.ท่องเที่ยวฯต้องชดใช้ “โสภณ” ชำแหละปัญหาทัวร์ 0 เหรียญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784311

 

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัย และประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียล-เอสเตท แอฟแฟร์ส เปิดเผยว่า ได้พานักศึกษาของโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยไปดูงานอสังหาริมทรัพย์ที่เมืองพัทยาเมื่อประมาณต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

ปรากฏได้พบว่าโรงแรมในพัทยาเงียบเหงาลงเป็นอย่างมาก สาเหตุหนึ่งเกิดมาจากการปราบปราม “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทยลดน้อยลงเป็นอย่างมาก “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” หรือ Zero Dollar Tour คือ การจัดคณะนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาในไทย…

โดยซื้อทัวร์จากประเทศตน (จีน) ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน ก่อนที่บริษัททัวร์เหล่านั้นจะส่งลูกทัวร์ทั้งกรุ๊ปให้แก่บริษัททัวร์ในไทยโดยที่ไม่ต้องจ่ายค่านำเที่ยวแม้แต่เหรียญเดียว จากนั้นบริษัทนำเที่ยวก็จะถูกไกด์เถื่อนพาตระเวนซื้อของแพงๆ ด้วยสินค้าราคาสุดโหด รวมถึงโชว์ต่างๆ เพื่อรีดเอากำไร หากนักท่องเที่ยวไม่ยอมจ่าย หรือจ่ายน้อย บริษัททัวร์ก็ไม่มีรายได้พอกับค่าใช้จ่าย ไกด์จึงต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ ทั้งอ้อนวอน บังคับขู่เข็ญ เช่น ไม่ให้กุญแจห้อง ยึดพาสปอร์ต บางครั้งอาจร้ายแรงถึงขั้นทำร้ายลูกทัวร์หรือลอยแพลูกทัวร์ไปเลยก็ได้

อย่างไรก็ตาม นายโสภณกล่าวว่า ปฏิบัติการของรัฐบาลไทยในการปราบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ด้วยการบุกเข้าตรวจค้นบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต และบริษัทเครือข่ายอีก 4 แห่ง อายัดรถบัสนำเที่ยว 2,086 คัน บัญชีเงินสดกว่า 90 บัญชี มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ดูจะเป็นเรื่องที่เกาไม่ถูกที่คัน และทำให้นักท่องเที่ยวจีนหายวับไปในทันที “ที่น่ากังขาก็คือไปจับแม่ และลูกชายที่เพิ่งกลับจากเมืองนอกได้แค่ 2 เดือนไม่รู้เรื่องรู้ราว และแทนที่จะดำเนินคดีตามครรลองของกฎหมายปกติทั่วไป กลับตั้งข้อหา “อั้งยี่” และไม่ให้ประกันตัวสองแม่ลูกดังกล่าว ขณะที่บริษัทของอดีตนายตำรวจใหญ่บางคนที่เกี่ยวข้อง และมีพฤติกรรมประกอบธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญกลับไม่โดนตรวจสอบ”

นายโสภณกล่าวว่า เขาได้รับข่าวล่าสุดว่าทัวร์ศูนย์เหรียญหนีจากไทยไประบาดในเกาหลี ญี่ปุ่น และยุโรปกันหมด โดยขอยกเลิกเที่ยวบินกับสายการบินแอร์เอเชียแล้ว 64,000 รายต่อเดือนนับแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นมา ยังไม่รวมธุรกิจโรงแรม 3-4 ดาวในพัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนหายไปแล้วประมาณ 65% เพราะบริษัททัวร์กว่า 200 ราย ไม่กล้าทำธุรกิจทัวร์จีนต่อเนื่อง เกรงจะโดนจับในข้อหาเดียวกัน

ขณะที่หลายประเทศใช้โอกาสนี้จัดแพ็กเกจท่องเที่ยวในราคาถูก เช่น จีน-เกาหลี 5 วัน ราคา 1,700 หยวน, จีน-ญี่ปุ่น 6 วัน ราคา 3,499 หยวน, จีน-ฝรั่งเศส-อิตาลี 12 วัน ราคา 4,194 หยวน ส่วนจีน-เยอรมนี-สวิตเซอร์แลนด์ 12 วัน 3,564 หยวน เท่ากับว่าหลายประเทศยังคงทำทัวร์ศูนย์เหรียญ อยู่ แต่ไทยกลับแก้ปัญหาในแบบที่ไม่ฉลาด นี่คือสิ่งยืนยันชัดเจนว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายผิดทาง ขณะที่ประเทศอื่นรู้จักวิธีจัดการกับ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ได้ดีกว่า

นายโสภณกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมองประเด็นในการแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญว่าไม่ได้ให้อะไรแก่ประเทศ และเงินตกแก่บริษัททัวร์จีน แต่เมื่อพิจารณาจากปี 2558 กรมการท่องเที่ยวระบุว่า มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไทย 8 ล้านคน แต่ละคนใช้เงินเกือบ 6,000 บาท เฉลี่ยรวม 48,000 ล้านบาท และจริงๆปีนี้ทัวร์จีนควรเติบโตกว่าปีก่อน 10% คิดเป็นเงินราว 52,800 ล้านบาท แต่ใน 4 เดือนหลัง นักท่องเที่ยวจีนกลับหายไป 60% อาจเหลือรายได้จากจีนเพียง 42,240 ล้านบาท หายไปถึง 10,560 ล้านบาท “ถ้านี่เป็นค่าเสียหาย รมว.การท่องเที่ยวฯจะชดใช้ใหม่ กับการที่คนทำงานโรงแรมต้องถูกให้ออก มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แม่ค้า ฯลฯ ไม่มีงานไม่มีเงินเพียงเพราะผู้รับผิดชอบไม่ศึกษาเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ และแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม”.

 

กสทช.สงบศึกเซเว่น-เอไอเอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784296

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ (16 พ.ย.) กสทช.ได้เชิญตัวแทนร้านเซเว่น อีเลฟเว่น (7-11), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเกชั่น จำกัด มาชี้แจงกรณีร้าน 7-11 ยุติการขายและให้บริการบัตรเติมเงินวันทูคอลของเอไอเอส เนื่องจากมีตัวแทนผู้บริโภคร้องเรียนมายัง กสทช.ให้พิจารณาตรวจสอบกรณีดังกล่าว “เดิม กสทช. คิดว่าไม่มีอำนาจ เพราะเป็นเรื่องธุรกิจ แต่เมื่อมีการร้องเรียนมาว่าได้รับผลกระทบ ทำให้ กสทช.ต้องเชิญเอไอเอส ในฐานะที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช.มาชี้แจง ส่วนร้าน 7-11 และทรูมูฟ จะมาชี้แจงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเอกชน แต่เชื่อว่าจะมา เพื่อให้ความกระจ่างชัดเจนต่อผู้บริโภค”

น.ส.อาริยา ศิลากร ผู้จัดการส่วนงานนักลงทุนสัมพันธ์ เอไอเอส เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาต่อรองกับเซเว่นฯ เรื่องสัญญาการจำหน่ายสินค้าในอนาคต เนื่องจากเซเว่นฯเป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายบัตรเติมเงินของบริษัทที่ผู้บริโภครู้สึกคุ้นเคยเพราะมีสาขาจำนวนมาก แต่เชื่อว่าไม่กระทบผลประกอบการของบริษัท เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีช่องทางการจัดจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 400,000 จุด ซึ่งโดยปกติแล้วร้านโชห่วย รวมทั้ง หน่วยจำหน่ายต่างๆที่กระจายอยู่ตามชุมชนจะมีสินค้าบัตรเติมเงินของบริษัทอยู่แล้ว ในระหว่างนี้ลูกค้าก็ต้องใช้ช่องทางอื่นเติมเงินไปก่อน ส่วนผลการดำเนินงานปี 59 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 58 ที่มีรายได้ 156,015 ล้านบาท แต่จะขาดทุนจากการขายโทรศัพท์ด้วยโปรโมชั่นแจกเครื่องฟรีเร่งย้ายลูกค้าจาก 2 จีไป 3 จี โดยตั้งเป้าจะรักษาส่วนแบ่งการตลาดให้อยู่ในอันดับหนึ่ง ในสัดส่วน 50-51% โดยขณะนี้เริ่มปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 49%.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– 7-11 ทิ้งเอไอเอสสูญพันล้าน

– เอไอเอสไม่ได้ใหญ่รายเดียว 7-11 ขอขึ้นค่ามาร์จิ้นให้เท่าเทียมกัน

– จบที่นี่ทุกคำถาม! สรุปชัด 10 ข้อ ศึกบัตรวันทูคอล-เซเว่นฯ

 

ลุยพัฒนาการเงินภาคประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784267

 

รัฐเปิด 3 ยุทธศาสตร์ช่วยรากหญ้าเข้าถึงแหล่งทุน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบร่างแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน ปี 2560-2564 เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรการเงินระดับฐานราก ทั้งกองทุนหมู่บ้าน กองทุนการออม กองทุนสัจจะออมทรัพย์ ธนาคารหมู่บ้าน และสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีประมาณ 110,000 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นสถาบันการเงินที่เข้มแข็ง และเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน โดย เฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้มีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินมากขึ้น ซึ่งการเข้าไปใช้บริการในระบบธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบางครั้งมีต้นทุนการเดินทางจำนวนมาก

“ร่างแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปครั้งสำคัญของประเทศไทยต่อไปจะมีส่วนในการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนและชุมชนอย่างแท้จริง จะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และประชาชนยืนอยู่บนขาตัวเองได้ตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

สำหรับสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน จะแบ่งออกเป็น 3 ยุทธศาสตร์ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์แรกการสร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพด้านการเงินของประชาชนในระดับฐานราก โดยเน้นขับเคลื่อนการทำงานให้ออกมาภายในปี 2560 ทั้งสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะทำโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพ และสินเชื่อวิสาหกิจเพื่อชุมชน เพื่อสนับสนุนสินเชื่อไว้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียน และเป็นค่าลงทุนประกอบธุรกิจการเกษตร การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร และหนี้นอกระบบ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพื่อพัฒนาผู้ให้บริการทางการเงินเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงินกับประชาชนอย่างทั่วถึง สร้างความเข้มแข็งขององค์กรทางการเงินชุมชนให้มีความมั่นคง สร้างเครือข่ายองค์กรทางการเงินในชุมชน รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินขยายบริการทางการเงินไปสู่ฐานรากมากขึ้น ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ 3 เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้เหมาะสมต่อการเข้าถึงบริการทางการเงิน เช่น เนชั่นแนล อี-เพย์เม้นต์.