ต่างประเทศดันกำไร “ซีพีเอฟ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783337

 

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีนี้ของซีพีเอฟเป็นไปตามเป้า มีรายได้จากการขายจำนวน 122,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 10% และมีกำไรสุทธิจำนวน 5,184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เป็นผลให้มีรายได้จากการขายงวด 9 เดือน รวม 344,839 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 12,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากระยะเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งกำไรส่วนใหญ่มาจากการขยายการลงทุนในต่างประเทศ

สำหรับโครงสร้างรายได้จากการขายนั้นกิจการต่างประเทศและกิจการส่งออกจากประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 68% ของรายได้จากการขาย โดยกิจการในประเทศเวียดนามมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นและประเทศอื่นๆได้มีผลการดำเนินงานตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับการขายในประเทศไทยที่มีสัดส่วน 32% ของรายได้จากการขายรวมนั้น มีผลการดำเนินงานโดยรวมดีขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลมาจากธุรกิจสัตว์บกโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ในประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะปกติจากภาวะผลผลิตล้นตลาดในปีที่ผ่านมา และการฟื้นตัวต่อเนื่องของธุรกิจสัตว์น้ำจากผลกระทบจากโรคระบาด EMS (Early Mortality Syndrome) ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายทั้งด้านการขายและบริหารรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการเงินให้ลดลง ทำให้ซีพีเอฟมีกำไรสุทธิ 9 เดือน เพิ่มขึ้น 36% จากปีที่ผ่านมา

นายอดิเรกกล่าวว่า การเติบโตของกิจการในต่างประเทศที่บริษัทได้มีการขยายการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาอย่างมากและจะเป็นส่วนหลักในการผลักดันการเติบโตของซีพีเอฟต่อไปในอนาคต โดยปีนี้ธุรกิจในจีนและเวียดนาม ซึ่งมียอดขายรวมกันคิดเป็น 39% ยังคงเป็นหลักในการผลักดันการเติบโต แต่ในระยะยาว รัสเซีย, อินเดียและฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีโอกาสทางธุรกิจและมีศักยภาพในการเสริมการเติบโตของซีพีเอฟในอนาคต.

 

2 แม่ไม่แคร์เงินเดือนแสน ทิ้งงานออฟฟิศแจ้งเกิดสติกเกอร์กันยุง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/774561

 

หากจะพูดถึงการเร่ิมต้นทำธุรกิจของตัวเองอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมใหม่ๆ ในประเทศไทยนั้น การลาออกจากงานประจำทิ้งเงินเดือนหลักแสนในบริษัทใหญ่มั่นคงมาทุ่มเทเต็มกำลังย่อมตัดสินใจไม่ง่าย เนื่องจากมีทั้งโอกาสที่จะประสบความสำเร็จงดงาม หรือ ล้มเหลวความหวังพังทลาย

วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปถอดบทเรียนความสำเร็จ และแนวคิดการตัดสินใจหันมาทำธุรกิจของตัวเองจาก 2 คุณแม่และผู้บริหารหญิง บริษัท มอร์ เพียว จำกัด นั่นคือ “วิมลพรรณ วุฒิพฤกษ์ และวิชภา ปริพินิจฉัย” เจ้าของสินค้ากันยุง โดยเฉพาะ “สติกเกอร์กันยุง มอร์เพียว” ซึ่งใช้งานง่ายๆ สะดวกสบาย ในการพกพา ลบภาพจำเดิมๆ ของยาจุดกันยุง ยาทากันยุง และสเปรย์กันยุง


“วิมลพรรณ-วิชภา” เจ้าของและผู้บริหารมอร์ เพียว

ความเป็นมาของธุรกิจ บริษัท มอร์ เพียว?

วิมลพรรณ : เรา 2 คน เป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่เมื่อเริ่มทำงานบริษัท ก่อนหน้านี้ ทำงานด้านขายและการตลาดทั้งคู่ เร่ิมงานบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล หรือ พีแอนด์จี บริษัทข้ามชาติผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่จากสหรัฐฯ ทำงานด้วยกันรู้จักกันจนเป็นเพื่อน ซึ่งอยู่ในวงการมานับ 10 ปี ผ่านบริษัทใหญ่ๆ มากมาย ส่วนคุณวิชภาก็ทำงานบริษัทใหญ่ๆ มา รู้จักกันมานานมีประสบการณ์ด้านสินค้า ผ่านงานตำแหน่งต่างๆ มากมายทั้ง 2 คน

นอกจากนั้น ธุรกิจของเรายังเร่ิมจากความเป็นแม่ที่ลูกแพ้ยุงมาก ผลิตภัณฑ์กันยุงต่างๆ ใช้ไม่ได้ จึงคิดว่า ทำอย่างไรจะมีผลิตภัณฑ์กันยุงให้ลูกใช้ได้

วิชภา : ก่อนมาทำธุรกิจนี้ เคยลองใช้ผลิตภัณฑ์หลายตัวชอบสินค้าสไตล์สติกเกอร์ เพราะว่าใช้ง่าย สะดวก คือ ง่ายกับลูกและง่ายกับตัวเรา แรกๆ ซื้อจากญี่ปุ่น

วิมลพรรณ : สรุปธุรกิจนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจเมื่อคิดว่า อยากทำอะไรที่เกี่ยวกับเด็กๆ เกี่ยวกับลูก และเกิดจากการเป็นเพื่อนกันไปเที่ยว เสร็จแล้วได้ไปคุยกับเพื่อนที่เกาหลีใต้ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านยุง แต่ทำงานบริษัทใหญ่ๆ ที่เกาหลีใต้ ช่วยหาสินค้าให้จนได้ไปคุยที่โรงงาน โดยโรงงานที่ว่านี้ เป็นโรงงานอันดับ 1 ในเกาหลีใต้


“วิมลพรรณ วุฒิพฤกษ์”

ทำไมเลือกขายสติกเกอร์และสินค้ากันยุง?

วิชภา : อาจจะเป็นแรงบันดาลใจอยากหาผลิตภัณฑ์กันยุงดีๆ ให้ลูกใช้ จากนั้น อยากให้ลูกผู้อื่นใช้ด้วยเหมือนเติบโตไปกับเขา เห็นพัฒนาการ เมื่อทำให้ลูกเรารู้สึกมีความสุขก็อยากจะทำให้ลูกผู้อื่นมีความสุขด้วย


“วิชภา ปริพินิจฉัย”

เปิดบริษัทมากี่ปี?

วิชภา : เปิดบริษัททำธุรกิจมา 2 ปี แรกๆ ทำควบคู่ไปกับงานประจำ

วิมลพรรณ : ระหว่างนี้ เรามองกันว่า ธุรกิจไปได้ ไม่อยากเชื่อเลย คิดว่า ดังนั้น จึงออกมาทำจริงจัง เนื่องจากต้องบอกเลยว่า เราเป็นแม่และรู้ว่า ตลาดตรงนี้ มีอยู่จริง เป็นตลาดที่เล็ก แต่เป็นตลาดที่มีความต้องการ เป็นตลาดที่แม่อยากได้อะไรดีๆ ให้กับลูก แล้วก็ปลอดภัย ส่วนราคานั้น สูงเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ได้ แต่ราคาต้องมีเหตุผล

ผลิตภัณฑ์มอร์เพียว โดยเฉพาะสติกเกอร์ แม้จะคุณภาพดีเทียบเท่าของเกาหลีใต้ หรือ ญี่ปุ่น แต่ในด้านราคาไม่เท่า กำหนดราคาประมาณนี้ พอแล้วถูกกว่า พึงพอใจที่ลูกค้าจะจ่าย

วิมลพรรณ: เรื่องคุณภาพ และราคาดังที่กล่าวมา เป็นวิสัยทัศน์ของบริษัทเลยว่า ทำผลิตภัณฑ์ หรือ สินค้าแบบที่ทำให้ลูกเราใช้ เมื่อเรามีความสุขอยากให้คนอื่นใช้เหมือนกัน


2 คุณแม่อินเนอร์มาเต็ม สู่ธุรกิจสติกเกอร์กันยุง

สาเหตุเลือกสินค้าจากเกาหลีใต้?

วิมลพรรณ : เป็นจุดเร่ิมต้นมากกว่า

วิชภา : หากจะดูสินค้า หรือ ผลิตภัณฑ์ แนวนี้ เป็นนวัตกรรมนั้น จะมีที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่เรามีเพื่อนอยู่ที่เกาหลีใต้ ความจริงแล้วที่จีนก็มี แต่ความรู้สึกของผู้บริโภคยังไม่เทียบเท่าเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งจะมีความรู้สึกดีกว่า นอกจากนั้น เรายังได้ไปพบกับผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ที่เกาหลีใต้ด้วย

ผลิตภัณฑ์มอร์เพียวจะมีตัวผลิตในเกาหลีใต้และในไทย โดยในส่วนผลิตเกาหลีใต้นั้น เราดีไซน์รูปแบบเอง โรงงานรับทำโออีเอ็มให้ โดยเป็นแบรนด์ของเราเองคือ มอร์เพียว

วิมลพรรณ : เราบอกโรงงานเลย ซึ่งเป็นโรงงานอันดับ 1 ทางด้านนี้ ว่า อยากทำสิ่งนี้ เป็นแบรนด์ของฉันเอง ช่วยผลิตให้หน่อย นอกจากนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของเรา คือ เมดอินโคเรียไปเลย เพราะเทคโนโลยีไทยยังไม่มี จะมีอีกในจีน

สติกเกอร์กันยุงมอร์เพียวเร่ิมต้นจากกล่องใหญ่ วางขายในห้างสรรพสินค้า หลังๆ มาอยากวางขาย ร้านเล็กบ้างจึงทำกล่อง หรือ แพ็ก ขนาดเล็กลง ลดไซส์ แต่ผลิตจากเกาหลีใต้ทั้งหมดแล้วขนส่งทางเครื่องบิน

วิชภา : เกาหลีใต้เองยืนยันเทคโนโลยีสติกเกอร์กันยุงล้ำหน้ามากกว่าญี่ปุ่น เราได้คุยกับโรงงานมา จึงมั่นใจมากขึ้น


สติกเกอร์กันยุงมอร์เพียว มาตรฐานเกาหลีใต้การันตีคุณภาพ

ปัจจุบันมีสินค้ากันยุงอะไรบ้าง?

วิมลพรรณ : ขณะนี้ มีสติกเกอร์กันยุงกล่องใหญ่และกล่องเล็ก ซึ่งกล่องใหญ่ขายในห้างสรรพสินค้า รวมทั้งร้านแม่และเด็ก ส่วนกล่องเล็กกระจายเข้าโมเดิร์นเทรด จะเริ่มเข้าปลายปี 2559 นี้ วางแผน จะเร่ิมเข้าร้านแฟมิลี่มาร์ท และขยายต่อไป นอกจากนั้น ยังมีมอร์เพียวซูทติ้งครีม ซึ่งเป็นครีมทาหลังยุงและแมลงกัด ช่วยลดการระคายเคือง การคันและการบวมแดง


ครีมทาหลังถูกยุงกัดช่วยลดอาการบวมแดง

อะไรขายดีที่สุด?

วิชภา : สติกเกอร์กันยุงขายดีที่สุด

การแข่งขันในธุรกิจนี้รุนแรงแค่ไหน?

วิมลพรรณ : มอร์เพียวเป็นยี่ห้อแรกๆ ที่ออกวางขายในตลาด

วิชภา : เราเป็นรายแรกๆ ทำสินค้ามีลวดลายแตกต่าง ส่วนของรายอื่นทำออกมาในลักษณะเป็นสีๆ ทั่วไป เมื่อครั้งออกสินค้าคิดว่า ต้องทำให้แตกต่างจึงทำสติกเกอร์เป็นลวดลายการ์ตูนและตัวอักษรภาษาอังกฤษ

วิมลพรรณ : ผลิตภัณฑ์ของเจ้าอื่นอาจจะเป็นแบบเรียบๆ สีเดียว แต่มอร์เพียวจะเป็นอักษรเอ – แซด ก่อนหน้านี้ ยังมีลายหมี นับว่า เป็นรายแรกที่ออกผลิตภัณฑ์มาแตกต่าง

วิชภา : หลังจากเราออกสินค้ามานั้น ทุกๆ ปี จะมีสติกเกอร์กันยุงออกมามากขึ้นๆ แต่ว่าส่วนใหญ่จะนำเข้าจากจีน

วิมลพรรณ : สติกเกอร์กันยุงเรื่องราคาต่างกันไม่เท่าไร แต่อยู่ที่คุณภาพมากกว่า เรารู้สึกมั่นใจในจุดเด่นของมอร์เพียวเกี่ยวกับการกันยุง สำหรับสติกเกอร์กันยุง ถ้าคิดถึงมอร์เพียวต้องคิดถึงการกันยุงที่ดูปลอดภัยและน่ารัก เด็กๆ ชอบ ผู้บริโภคถ้าเคยใช้ก็ชื่นชอบ เข้ากับการแต่งตัวยังเป็นส่วนแฟชั่นในการแต่งกายและป้องกันยุง มีความน่ารักและเด็กๆ ชอบ


สติกเกอร์กันยุง (ซ้ายมือ) ขายดีที่สุด!

ผลประกอบการเป็นอย่างไร?

วิมลพรรณ : ธุรกิจเติบโตดับเบิลทุกๆ ปี ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น เราทั้ง 2 คนจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำเต็มตัว เมื่อก่อนยังไม่ได้จริงจังมากทำงานประจำไปด้วย หลังๆ คิดดูแล้วเชื่อว่าเราทำธุรกิจด้วยแรงบันดาลใจ ทำเหมือนว่า ไม่รู้จะดีหรือไม่ แต่ลองทำ เรามีประสบการณ์มามาก มาทำธุรกิจของตัวเองเต็มที่จะเป็นอย่างไร

ธุรกิจเติบโตดับเบิลทุกปี ตั้งแต่ปีแรกและปีนี้ ขณะที่โรงงานเมื่อเห็นเราจริงจังและธุรกิจโตได้บอกว่า ไม่ต้องห่วงมีผู้มาติดต่อให้ผลิตสินค้าแบบเดียวกันเยอะมาก แต่โรงงานชอบพวกเรา ซึ่งดูมีจิตใจที่ดี โรงงานก็ไม่ได้อยากทำธุรกิจแบบก้าวกระโดดมาก แต่บอกว่า อยากผลิตผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ และมีความฝันจะกระจายผลิตภัณฑ์ให้ทั่วภูมิภาคนี้ บริษัทของเราต้องการจายผลิตภัณฑ์ตัวไหนแจ้งได้เลย


มั่นใจในธุรกิจมอร์เพียว เติบโตดับเบิลมาตลอด

ตัดสินใจยากแค่ไหนลาออกงานประจำมาทำธุรกิจเอง?

วิมลพรรณ : การตัดสินใจออกจากงานประจำมาทำธุรกิจยาก ซึ่งตนเองและคุณวิชภาก็นับได้ว่า ไม่ธรรมดาในงานประจำ เพราะตำแหน่งสุดท้ายของคุณวิชภาก่อนลาออกทำงานที่ลอรีอัลก็ถือว่า ใหญ่มาก ส่วนตนอยู่ในตำแหน่งด้านการตลาดดูแลภูมิภาคอินโดจีนทั้งหมด ขณะที่ก่อนมาทำธุรกิจยังได้รับการทาบทามจากอีกบริษัทหนึ่งซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ไปทำงานตำแหน่งผู้จัดการ นับว่า การออกจากงานประจำเงินเดือนหลักแสนเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รู้สึกว่า คนอื่นๆ ยังเห็นคุณค่ามูลค่าในตัวเราขนาดนี้ ดังนั้น ทำไมเราไม่เห็นคุณค่ามูลค่าของตัวเอง มีผู้เชื่อมั่นที่จะให้ไปดูแลธุรกิจเกือบจะมูลค่าหมื่นล้าน ซึ่งถ้ามาทำธุรกิจของตัวเองทำไมจะทำไม่ได้

เราทั้ง 2 คน มานั่งคุยกัน โดยคุณวิชภาก็ไม่อยากเชื่อว่า เราจะเอาจริง จึงบอกว่า เอาจริงมาลองกัน จับมือกันว่า มาลองทำ ถ้าเรายังไม่ทำ ณ จุดนี้ ที่มีแรงก็ไม่รู้จะทำตอนไหน เรายังมีแรง มีคอนเนกชั่นและพร้อมทุกอย่าง


“วิชภา” จากลอรีอัล สู่ธุรกิจของตัวเอง

พอใจกับธุรกิจหรือยัง?

วิมลพรรณ : ยังไม่พอใจ โดยตั้งเป้าว่า ขณะนี้ เปิดธุรกิจมา 2 ปี มีสินค้ากลุ่มของเกาหลีใต้ทั้งหมดในมือ ซึ่งมีหลายส่วนมาก แต่นำเข้ามาขายยังน้อย นอกจากนี้ เรายังมีอีกอีกกลุ่มสินค้าหนึ่งเป็นกึ่งๆ เมดิคอล เป็นสินค้าจำพวกแปะเวลาเป็นไข้ และอื่นๆ อีกมาก เรื่องยุงเราจบไปเป็นแบรนด์ของเราเอง ต่อไปเร่ิมเป็นเทรดเดอร์นำผลิตภัณฑ์แบรนด์เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นจำพวกเจลค่อยๆ ปล่อยกลิ่นออกมาระยะเวลาอยู่ได้ 90 วัน คล้ายๆ น้ำหอมรถยนต์มาทำตลาด เป็นการ์ตูนคาแรกเตอร์

นิยามบริษัทเป็นเอสเอ็มอี หรือ สตาร์ทอัพ?

วิมลพรรณ : คิดว่า เราเป็นสตาร์ทอัพ แต่จริงๆ ก็คือ เอสเอ็มอีรายหนึ่ง ที่มีความฝันว่า สักวันเราจะสามารถมีสินค้าของตัวเอง แต่ว่า รู้สึกว่า ไม่ได้มองที่จะใหญ่โตมากจนเกินไป เพราะรู้สึกว่า การทำธุรกิจแล้วใหญ่โตมากๆ จะทำให้ความอยากจะทำจะคิดถึงกำไรเป็นสำคัญ โดยเรารู้สึกว่าสิ่งที่อยากจะคงไว้ คือ ทำผลิตภัณฑ์ หรือ สินค้า ให้ลูกแล้วก็อยากให้ผู้อื่นใช้เหมือนที่ลูกใช้ และถ้าอะไรที่รู้สึกว่า ไม่ดี ไม่อยากทำ

เราพูดคำนี้ กับเจ้าของโรงงานที่เกาหลีใต้ ซึ่งเจ้าของโรงงานก็บอกว่า ดีมากเลย มีรายอื่นมาบอกว่า ทำให้ราคาถูกลง เปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ ใช้สารแรงขึ้น แต่โรงงานก็ไม่รับทำ เพราะเจ้าของโรงงานเองก็ มีลูก 3 คน ต่างคนต่างมีความรู้สึกร่วม

วิชภา : อีก 3 ปี ข้างหน้าตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ในแง่ของธุรกิจจะไปให้ถึง 100 ล้านบาท เป็นสิ่งที่ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ โดย 3 ปี นับจากนี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มองการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ มองแค่ว่า เพียงเรามีความสุขจากกลุ่มสินค้าบริษัท ซึ่งรุ่นแรกคือ 1. สติกเกอร์มอร์เพียวติดกันยุง 2. เป็นเทรดเดอร์ที่ไม่ใช่สินค้าของเรา และ 3. มีกลุ่มสินค้าอื่นๆ อีก จำพวกสินค้าพัฒนาการเด็ก ซึ่งได้ติดต่อไว้แล้ว จะไปเซ็นสัญญาและนำเข้ามาทำตลาดต่อไป

น่าดีใจมากๆ ผู้ที่จะมาร่วมกับเราส่วนใหญ่มีอินไซด์เดียวกัน เจ้าของธุรกิจนี้ ก็เป็นแม่และทำแบรนด์อยู่ โดยทำให้ลูกใช้ ก็ไปคุยว่า ทำธุรกิจ เพราะมีความสุขอยากให้ผู้อื่นใช้ผลิตภัณฑ์แบบที่ลูกเราใช้ ฝ่ายที่คุยด้วยก็โอเคเป้าหมายเดียวกัน


วิมลพรรณ (ขวามือ) ทิ้งเงินเดือนหลักแสนปั้นธุรกิจตัวเอง

ปัญหาและอุปสรรคมีมากน้อยแค่ไหน?

วิชภา : ปัญหาส่วนใหญ่ คือ บางครั้งจะเหมือนเป็นปัญหาเล็กๆ เช่น ผู้ผลิตสินค้าให้เราสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ต้องมีล่าม ขณะที่ก่อนหน้านี้ เราทำงานประจำเวลาไม่ค่อยมี

วิมลพรรณ : คิดดูว่า เวลาเราไม่มี ทำธุรกิจนี้ จนคนรอบๆ ข้างบอกว่าทำไมไม่ลาออกจากงานประจำมาทำเต็มตัว สินค้าขายดีมาก ซึ่งคนอื่นเป็นผู้มาบอก ธุรกิจดีมากไปได้ เมื่อครั้งเปิดตัวสินค้ามา 1 ปี นอกจากจะไม่เจ๊งแล้วยังมีกำไร ทำได้นะ คนรอบตัวพูดแบบนี้ กันหมด นอกจากนั้น ยังโชคดีที่พ่อแม่ หรือ สามี สนับสนุนให้ทำอะไรที่ทำให้ความฝันเป็นจริง

นอกจากนั้น เราเองยังรู้สึกอีกว่า เราปั้นแบรนด์สินค้าอื่นมามาก โดยมีหลายแบรนด์ที่ดูแลตั้งแต่ที่ยังเป็นแบรนด์แบบว่า อยู่ในถังขยะแล้วนำมาปั้นใหม่ นำเข้ามาทำตลาด ทำทุกสิ่งอย่างจนกระทั่งกลายเป็น 1,000 ล้านบาท ดังนั้น กับธุรกิจและแบรนด์ของตัวเองก็ต้องทำได้


ครอบครัวสนับสนุนลุยธุรกิจของตัวเอง

ซื้อสินค้ามอร์เพียว โดยเฉพาะสติกเกอร์กันยุงได้ที่ไหน?

วิชภา : ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแผนกเด็ก ห้างสรรพสินค้าโรบินสันแผนกเด็ก ร้านแม่และเด็กตามโรงพยาบาล ร้านค้าออนไลน์ดังต่างๆ

วิมลพรรณ : นอกจากนี้ เรากำลังจะเริ่มเข้าวางขายในโมเดิร์นเทรด ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ส่วน ภายในปีหน้าแผนธุรกิจคิดว่า จะเติบโตดับเบิล อย่างไรก็ตาม ภายในเดือน พ.ย. 2559 จะสามารถซื้อสินค้ามอร์เพียวได้ที่ร้านแฟมิลี่มาร์ท

ด้วยความที่เรามีคอนเนกชั่นกับลูกค้าและคู่ค้า โดยเราทำงานกับกลุ่มเหล่านี้มาหลายปีอยู่มาวันหนึ่งเมื่อเข้าไปคุยว่า ลาออกจากงานมาทำสินค้าและธุรกิจของตัวเองล้วนได้รับการตอบรับที่ดี เรามาจากการทำด้านการตลาดและการขายให้เจ้าของสินค้าใหญ่ๆ เคยเป็นพาร์ทเนอร์กันมาก่อน เมื่อเราได้ยินแบบนี้ รู้สึกมีกำลังใจและขอบคุณมากๆ ธุรกิจของเราไม่ได้มีเงินถุงเงินถังเหมือนสมัยทำให้กับสินค้าใหญ่ๆ

วิชภา : นอกจากนั้น เรายังนำสินค้าเข้าทเวนตี้โฟร์แคตตาล็อกในเครือซีพีออลล์ ขณะเดียวกันจะมุ่งไปยังช่องทางออนไลน์ด้วย โดยในส่วนของออนไลน์คือ ทำให้แข็งแรง เพราะปัจจุบันมีพ่อแม่จำนวนมากไม่มีเวลาจึงนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งเชื่อว่า จะมีจำนวนมาก


มอร์เพียวเตรียมรุกเข้มช่องทางขายออนไลน์

จุดเด่นสติกเกอร์กันยุงมอร์เพียวคืออะไร ราคาแข่งขันได้ไหม?

วิชภา : ราคาเราแข่งขันได้ จริงๆ แล้วราคาใกล้เคียงกับสินค้ารายอื่นๆ ทั้งหมด ไม่แตกต่างกันมาก แต่อย่างที่บอก คือ สินค้ามอร์เพียวนั้นมีคุณภาพ เนื้อโฟมสติกเกอร์มีความหนาพอจะอบกลิ่นตะไคร้อยู่ได้ทนนาน กาวที่ใช้ดีมีคุณภาพไม่เปื้อนติดเสื้อผ้า อายุการติด 1 ครั้งได้ 8-12 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย ส่วนกลิ่นหอมสดชื่น

สติกเกอร์กันยุงทำงานอย่างไร?

วิชภา : สติกเกอร์กันยุงมอร์เพียวใช้รูปแบบกลิ่น เป็นกลิ่นที่ยุงไม่ชอบเป็นกลิ่นตะไคร้ โดยหลักการทำงานแล้วเหมือนกับสเปรย์ตะไคร้หอมที่รู้จักกันมานาน เพียงแต่ว่า แทนที่จะใช้สเปรย์ได้เปลี่ยนมาใช้ตัวสติกเกอร์ติด ซึ่งสะดวกสบายทั้งผู้ใช้และผู้ติด สำหรับสเปรย์นั้น มีลักษณะเหนียว เหนอะ เปียก ต้องฉีด พ้น และทา


2 คุณแม่ที่อยากให้ลูกค้าได้ใช้สินค้าดีๆ กับลูกๆ เช่นกัน

อยากฝากอะไรถึงผู้อ่าน?

วิมลพรรณ : อยากจะบอกว่าผลิตภัณฑ์สติกเกอร์กันยุงมอร์เพียวนี้คือ เวลาจะเลือกใช้ของกับลูกต้องคำนึงถึงความปลอดภัย และคุณภาพของสินค้า เชื่อว่า คุณแม่หลายๆ คน คิดแบบนี้เหมือนกัน เราก็อยากนำเสนอว่า สินค้าของเราเป็นสินค้าที่ปลอดภัย มีคุณภาพ มั่นใจได้ ต้องบอกเลยว่า คุณแม่ทุกคนเลือกของที่ดีให้กับลูกและเราอยากจะเสนอสินค้าของเรา ซึ่งเราก็ใช้กับลูก.

 

เรื่องเล่าความสำเร็จ   

 

“เถ้าแก่น้อย” ลุยส่งออกลดรายจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783332

 

นายจิระพงษ์ สันติภิรมย์กุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ผู้ผลิตและจำหน่ายสาหร่ายแปรรูป ภายใต้ตราสินค้า เถ้าแก่น้อย เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทฯได้ตั้งเป้ารายได้ของกิจการอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18-20% จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้ 4,300 ล้านบาท ถือว่าเป็นการเติบโตมาจากยอดขายในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในปีหน้าสัดส่วนการส่งออกไปจีนก็จะเพิ่มขึ้นจนมากกว่าสัดส่วนรายได้ จากยอดขายในประเทศที่มีมูลค่า 1,462 ล้านบาท หรือ 43% จากปัจจุบันมีการส่งออกไปจีน 36% ของยอดขายรวม

ทั้งนี้ ในปีหน้า บริษัทฯจะเน้นการทำตลาดเพิ่มเติมในจีน อินโดนีเซีย เวียดนาม เป็นหลัก เนื่องจากเป็นประเทศที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคสาหร่ายใกล้เคียงกับจีน และคาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 60% และในประเทศ 40% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 57% และในประเทศ 43% และยังตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ในปีหน้า ให้ได้ไม่ต่ำกว่าปีนี้ที่คาดว่าจะทำได้ 16% เนื่องจากบริษัทฯหันมาเพิ่มสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่บริษัทฯไม่มีค่าใช้จ่ายทางการตลาด

นายจิระพงษ์กล่าวว่า ในเดือน ก.พ.2560 บริษัทฯจะเปิดสายการผลิตในโรงงานแห่งใหม่ โดยจะเปิดใช้โรงงานแห่งใหม่ ระยะที่ 1 ที่มีกำลังการผลิต 1,500-2,000 ตันต่อปี และคาดว่าจะสามารถใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ 6,000 ตันต่อปี ได้ภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มูลค่าการลงทุน 730 ล้านบาท รวมทั้งบริษัทฯยังคงตั้งเป้ารายได้จากการจำหน่าย 10,000 ล้านบาท และมีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 85% ภายในปี 2567 ซึ่ง หากโรงงานทั้ง 2 แห่ง ใช้กำลังการผลิตเต็มที่จะสามารถรองรับกับยอดขายได้เพียง 8,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯต้องพิจารณาเพิ่มโรงงานแห่งที่ 3 หรือการผลิตสาหร่ายพันธุ์อื่นๆ รวมถึงสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับสาหร่ายและเวชสำอางเพื่อผลักดันยอดขายในอนาคต.

 

“แสนสิริ” ปลื้มรายได้เข้าเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783327

 

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า ผลการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯในช่วง 9 เดือน มีรายได้รวมจากการดำเนินงาน 22,700 ล้านบาท จากเป้าหมายรายได้รวม 33,000 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากการขาย 19,900 ล้านบาท หรือคิดเป็น 67% ของเป้ารายได้จากการขายที่ตั้งไว้ 29,500 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงไตรมาส 3/2559 บริษัทฯมีรายได้รวม 6,800 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเฉพาะในไตรมาส 3 ที่ 600 ล้านบาท ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 บริษัทฯยังมียอดขายที่รองรับรู้รายได้จากการทยอยโอนส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียม เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมภายใต้ความร่วมมือระหว่างแสนสิริ-บีทีเอส จำนวน 291 ยูนิต มูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งแล้วเสร็จและได้เริ่มทยอยโอน โดยขณะนี้มียอดโอนแล้วประมาณ 40% รวมถึงเตรียมโอนโครงการคอนโดมิเนียมกลางเมือง เอดจ์ สุขุมวิท 23 (EDGE Sukhumvit 23) มูลค่าโครงการ 2,900 ล้านบาท ช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้

นายเศรษฐา กล่าวว่า สำหรับในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทฯยังมีแผนเตรียมเปิดตัวโครงการ “บุราสิริ ราชพฤกษ์ -345” มูลค่าโครงการ 2,400 ล้านบาท บ้านเดี่ยวโครงการล่าสุดของปีนี้ ที่มีจุดเด่นในเรื่องทำเลที่ตั้งโครงการ บนถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นถนนสำคัญทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯและนนทบุรี รวมทั้งอยู่ในแนวรถไฟฟ้าที่ตัดผ่านถนนราชพฤกษ์ถึง 6 สาย เชื่อมต่อสู่แหล่งอำนวยความสะดวกและการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ราคาเริ่มต้น 5.29-14 ล้านบาท โดยเตรียมจัดงานปรีเซลล์ เปิดการขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 26-27 พ.ย.นี้ นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมเปิดเซลล์แกลอรี่คอนโดมิเนียมโครงการล่าสุด “คุณ บาย ยู อินสปาย บาย สตาร์ค (KHUN by YOO inspired by Starck) คอนโดลักชัวรี่ความสูง 27 ชั้น ใจกลางทองหล่อ โครงการแรกที่เป็นความร่วมมือระหว่างแสนสิริและ YOO บริษัทออกแบบระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านการออกแบบโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเตรียมเปิดให้ลูกค้าเข้าชมโครงการเป็นครั้งแรกในเดือน พ.ย.นี้.

 

“ศุภชัย” ส่ายหน้าทรูซื้อดีแทค! เคยมีคนจับคู่ให้แต่ไม่ได้คุยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783292

 

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทั้งทรูและบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ไม่เคยมีการเจรจากันเรื่องการเข้าซื้อกิจการดีแทคจากทรูมาก่อน เคยมีแต่ตัวกลางหรือ Investment Bank เข้ามาสอบถามทรูว่าสนใจซื้อดีแทคหรือไม่ แต่ยังไม่เคยมีการสานต่อแต่อย่างใด ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการเจรจากันแม้แต่ครั้งเดียว

“ผมยอมรับว่าในฐานะธุรกิจ เรามีความสนใจดีแทคแต่ไม่ได้หมายความว่าสนใจแล้วจะต้องเข้าไปซื้อเลย มันไม่เคยมีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น ยิ่งมีข่าวว่าในวันที่ 18 พ.ย. จะมีความชัดเจน ผมยิ่งงงว่าจะมีอะไรได้อย่างไร เราไม่เคยเจรจาอะไรกันเลย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข่าวลือการเข้าซื้อกิจการระหว่างบริษัทโทรคมนาคมในประเทศ เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา มีตั้งแต่ข่าวทรูจะซื้อดีแทค ไปจนถึงบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส รวมทั้งดีแทคและทรู จะเข้าซื้อบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือสลับกันวนเวียนไปมาเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีข่าวดังกล่าวและมักปรากฏบนสื่อรายหนึ่ง ราคาหุ้นของบริษัทที่เป็นข่าวว่าจะถูกซื้อจะดีดตัวขึ้นสูงเป็นพิเศษโดยเฉพาะหุ้นจัสมิน รวมทั้งหุ้นดีแทคกรณีล่าสุดด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ก.ค.2559 ที่ผ่านมา นางกุนน์ วาร์ทสเตท ประธานกรรมการบริษัท เทเลนอร์ กรุ๊ป ในฐานะบริษัทแม่ของดีแทค ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยและยังให้คำมั่นในการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยดีแทคถือเป็นบริษัทที่ทำรายได้ให้กับเทเลนอร์สูงที่สุด.

 

พาณิชย์ มั่นใจส่งออกข้าวปีนี้ มีลุ้นอาจเกินเป้า 9.5 ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 19:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782917

 

พาณิชย์ มั่นใจส่งออกข้าวปีนี้ไม่ต่ำกว่า 9.5 ล้านตัน มีลุ้นอาจเกินเป้า เหตุมีส่งมอบปลายปี เพื่อใช้ช่วงตรุษจีน ส่วนงานจับคู่ซื้อขายข้าว สำเร็จเกินคาด ได้เงินเข้าประเทศ 6.3 หมื่นล้านบาท คาดช่วยดึงราคาข้าวไทยขึ้นได้…

วันที่ 14 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ยังคงเป้าส่งออกข้าวในปีนี้ไว้ที่ 9.5 ล้านตัน และมีโอกาสที่จะเพิ่มสูงกว่านี้ได้ เพราะในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ จะมีการส่งมอบข้าว เพื่อนำไปใช้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนในช่วงเดือน ม.ค. ซึ่งมาเร็วกว่าทุกปี นอกจากนี้การจัดงานเจรจาซื้อขายข้าวและผลิตภัณฑ์ รวมถึงมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ โดยมีผู้นำเข้าจาก 41 ประเทศ กว่า 300 ราย มาเจรจาซื้อขายกับผู้ส่งออกไทย ระหว่างวันที่ 13-16 พ.ย.นี้ เบื้องต้นได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ซื้อขายกันแล้ว โดยเป็นการซื้อมันสำปะหลัง 800,000 ตัน มูลค่า 960 ล้านบาท และซื้อข้าวกว่า 10,000 ตัน มูลค่า 135 ล้านบาท รวม 1,100 ล้านบาท และพบว่ามีผู้นำเข้าสนใจซื้อมันสำปะหลังจากไทยเพิ่มอีก 200,000 ตัน คาดว่าตลอดงานจะเกิดมูลค่าการสั่งซื้อรวม 63,000 ล้านบาท

สำหรับการแก้ปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำ โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าข้าวสาลี ต้องขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ และกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสัดส่วน 1:3 เช่น นำเข้าข้าวสาลี 100 ตัน ต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 300 ตันนั้น ผู้นำเข้ารับปากที่จะชะลอการนำเข้าข้าวสาลี ส่วนประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวสาลีเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ…นั้น กระทรวงฯ อยู่ระหว่างการยกร่าง

“ส่วนการที่เกษตรกรต้องการให้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลีเป็น 27% เท่ากับในช่วงก่อนที่ไทยจะปรับลดเป็น 0% นั้น ไม่น่าจะใช่แนวทางที่ถูกต้อง เพราะไทยได้ทำความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับหลายๆ ประเทศ โดยลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ไว้แล้ว โดยเฉพาะกับออสเตรเลีย หากไทยจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลี ก็อาจทำให้ผู้นำเข้าหันไปนำเข้าข้าวสาลีจากออสเตรเลียแทน อีกทั้งขณะนี้ราคาข้าวสาลีจากสหภาพยุโรปมีราคาต่ำลงด้วย”

ด้าน นายสัญญา เกษตรเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดมอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ผู้ส่งออกข้าวในเครือ เอส.จี.กรุ๊ป กล่าวว่า เบื้องต้นบริษัทได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวภายในงานนี้กับผู้นำเข้าจากฮ่องกง โดยเป็นข้าวหอมมะลิ 100,000 กระสอบ (กระสอบละ 100 กิโลกรัม) มูลค่าการซื้อขาย 250 ล้านบาท ซึ่งการจัดงานลักษณะนี้ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อทั้งผู้ซื้อต่างประเทศ และผู้ส่งออก รวมทั้งยังมีส่วนช่วยให้ราคาข้าวขยับขึ้นด้วย

“ตอนนี้ราคาข้าวหอมมะลิไทยในตลาดตันละ 570-650 เหรียญสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาตันละเกือบ 500 บาท ส่วนข้าวขาวตันละ 350 เหรียญฯ ซึ่งใกล้เคียงกับราคาข้าวเวียดนาม แต่คุณภาพข้าวไทยดีกว่า จึงทำให้ผู้ซื้อและผู้นำเข้าสนใจนำเข้าข้าวจากไทยในช่วงนี้เพิ่มขึ้น”.

 

สมาคมธนาคารไทย เว้นค่าธรรมเนียมถอนเงินข้ามเขต ตั้งแต่ 15 พ.ย.-3 ม.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 19:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782986

 

สมาคมธนาคารไทย พร้อมอำนวยสะดวกให้ผู้เดินทางถวายสักการะพระบรมศพ ยกเว้นค่าธรรมเนียมถอนเงินสดข้ามเขตผ่าน ATM ภายในธนาคารเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.59 ถึง 3 ม.ค.60 …

วันที่ 14 พ.ย.59 นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับประชาชนจากทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ธนาคารสมาชิก 15 แห่งของสมาคมธนาคารไทย พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมรายการถอนเงินสดข้ามเขตผ่านเครื่องถอนเงินสด (ATM) ภายในธนาคารเดียวกัน โดยให้มีระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียม ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2559 ถึง วันที่ 3 ม.ค. 2560

นอกจากนี้ ธนาคารสมาชิกพร้อมดูแลและจัดเตรียมเงินสดในตู้เอทีเอ็มบริเวณโดยรอบเขตพระบรมมหาราชวัง และตามจุดต่างๆ ที่สำคัญในเขตกรุงเทพมหานครให้เพียงพอในช่วงระยะเวลาดังกล่าว

 

Insight Media เปิดตัวสมุดปกขาวในเรื่องเทคโนโลยีควอนตัมดอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News    http://www.thaibusinessnews.com/

 

นอร์วอร์ล, คอนเนตทิคัต–(บิสิเนส ไวร์)–15 พฤศจิกายน 2016

Insight Media ประกาศวันนี้ว่าได้เปิดตัวสมุดปกขาวใหม่ที่ได้เจาะลึกเข้าไปถึงวิทยาศาสตร์เบื้องหลังเทคโนโลยีควอนตัมดอทบนหน้าจอ Chris Chinnock จาก Insight Media ได้เขียนรายงานสมุดปกขาว “Quantum Dots will Power Display Products to the Next Level” ซึ่งให้รายละเอียดในประเด็นที่กว้างขวางนับตั้งแต่ตัวเลือกสีที่กว้างขึ้น High Dynamic Range (HDR) รวมถึงเทคโนโลยีควอนตัมดอที่ซับซ้อน

สมุดปกขาวนี้ให้ภาพรวมเกี่ยวกับเทคโนโลยีสามประเภทที่มักใช้ในการสร้างจอ WCG: OLED, LCD และควอนตัมดอท

ตัวอย่างในกรณีของ OLED TV แม้จะสามารถสร้างซีรีส์สี DCI-P3 ด้วยการใช้ระดับแสงต่ำ แต่ข้อจำกัดในการปล่อยระดับสูงสุดและความสว่างมีผลกระทบต่อความสามารถในการเรนเดอร์สีของหน้าจอ ซึ่งทำให้ภาพดูซีด ใช้ระดับแสงสูง และปริมาณสี การใช้โครงสร้างขนาดเล็กในจอ OLED ทำให้สีสดและมีซีรี่ส์สีที่กว้างขึ้น การเปลี่ยนโครงสร้างนี้เป็นการทำให้มุมการมองหน้าจอแคบลง

รายงาน 27 หน้านี้ได้เจาะลึกเข้าไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับหน้าจอแต่ละประเภทและวิเคราะห์ถึงจุดแข็งจุดด้อยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละประเภท

ประเด็นที่ครอบคลุมในรายงานมีดังนี้: (alternative is to use actual TOC image below)

•    ตัวเลือก Wide Color Gamut (WCG)

◦    หน้าจอ OLED

▪    Emitting Structure

▪    Micro-Cavity Structure

▪    Pixel Architecture

◦    หน้าจอ LCD

▪    Display Architecture

▪    Dimming Options

▪    WCG by Phosphor-Enhanced LEDs

▪    WCG by Adjusting Color Filtering

◦    หน้าจอควอนตัมดอท

▪    Quantum Dot Technology

▪    Quantum Dot Film

▪    Quantum Dot Tube

▪    On-chip LED Devices with Quantum Dots

▪    Electrically Driven Quantum Dots

สรุป

“ควอนตัมดอทเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่วิเศษมากโดยมีความเป็นไปได้ที่เรากำลังเริ่มค้นหา” Chris Chinnock ซึ่งเป็นประธานและผู้ก่อตั้ง Insight Media กล่าว “สมุดปกขาวนี้นำเสนอโอกาสที่ดีที่ควอนตัมดอทได้ให้เมื่อใช้บนหน้าจอ โดยเฉพาะหน้าจอที่ขยายความสามารถในด้านสีของตนเองให้ถึงจุดที่กว้างขนาด BT.2020 แต่มันก็สามารถนำไปใช้งานได้อีกหลากหลายไม่ว่าจะเป็นโซล่าเซลล์ ไฟส่องสว่าง และภาพชีวภาพ มันจึงเป็นเทคโนโลยีที่น่าติดตามมาก”

เทคโนโลยีควอนตัมดอทขณะนี้ได้ให้การซัพพอาร์ทหน้าจอ LCD หลากหลาย โดยให้ WCG ที่มีขนาดใหญ่มากกว่าที่ให้กับหน้าจอ OLED และเทคโนโลยี LCD อื่นๆ เมื่อประกอบรวมกับ HDR หน้าจอควอนตัมดอทจะให้ประสิทธิภาพของภาพที่ดีที่สุดในตลาด

สามารถดาวน์โหลดสมุดปกขาว Quantum Dots will Power Display Products to the Next Level ฉบับเต็มได้ที่ http://www.insightmedia.info/insight-media-releases-technical-white-paper-on-quantum-dot-technology/

เกี่ยวกับ Insight Media

Insight Media เป็นองค์กรที่ปรึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในด้านภาพและหน้าจอเกี่ยวกับสื่อวิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ AV แบบมืออาชีพ เครื่องใช้ไฟฟ้าและดีสเพลย์ตลาด สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์กรได้ที่ www.insightmedia.info

สามารถรับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com:http://www.businesswire.com/news/home/20161115005622/en/

ติดต่อ:

Insight Media

Chris Chinnock, 203-831-8464

Chris@insightmedia.info

ชาร์จาห์ต้อนรับผู้เข้างาน 2.31 ล้านคนจาก 60 ประเทศในมหกรรมหนังสืออันดับต้นๆ ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News    http://www.thaibusinessnews.com/

 

ชาร์จาห์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–(บิสิเนส ไวร์)–14 พฤศจิกายน 2016

ชาร์จาห์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในแวดวงนานาชาติว่าเป็นเมืองหลวงด้านศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เป็นรัฐที่ใหญ่เป็นอันดับสามของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ต้อนรับผู้เข้างาน 2.31 ล้านคนในมหกรรมหนังสืออันดับต้นของโลก Sharjah International Book Fair (SIBF) 2016 ครั้งที่ 35

สามารถรับชมข่าวในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่http://www.businesswire.com/news/home/20161114005668/en/

ผู้เข้างานใน Sharjah International Book Fair 2016 ครั้งที่ 35 (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

งานมหกรรมหนังสือ 11 วัน ครั้งที่ 35 นี้ได้เปิดให้กับประชาชนทั่วไปตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย กลายเป็นงาน SIBF ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยได้จัดให้มีสำนักพิมพ์ ผู้เชี่ยวชาญในวงการมาจากหลายประเทศ จากสหรัฐอเมริกาไปยังจีน และได้ทำลายสถิติด้วยการมีสำนักพิมพ์เข้าร่วม 1,681 รายและหนังสือ 1.5 ล้านชื่อจากกว่า 60 ประเทศ

“จากวิสัยทัศน์และคำแนะนำจากเจ้าผู้ครองรัฐชาร์จาห์ His Highness Sheikh Dr. Sultan bin Muhammad Al Qasimi เราได้สร้างให้ชาร์จาห์เป็นศูนย์รวมของวรรณกรรมและวัฒนธรรม และเป็นจุดรวมสำหรับโลกตะวันออกและตะวันตก” ประธาน Sharjah Book Authority (SBA) คุณ Ahmed Al Ameri กล่าว และมุ่งมั่นในการทำให้ Sharjah International Book Fair ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

หลายปีที่ผ่านมา SIBF ได้ตั้งตัวเองให้เป็นอีเว้นท์สำคัญในการซื้อขายลิขสิทธิ์และลิขสิทธิ์ย่อยต่างๆ เช่นลิขสิทธิ์การพิมพ์ซ้ำสำหรับหนังสือต่างประเทศ ลิขสิทธิ์หนังสือปกแข็ง รวมถึงเป็นที่พบปะของเจ้าของสำนักพิมพ์ ผู้จัดการลิขสิทธิ์ ผู้ขายหนังสือ เอเย่น นักเขียน นักแปล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และสื่อ สิ่งที่ประสบความสำเร็จคือ SIBF Professional Programme ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการมีความสนใจในข้อตกลงร่วมกัน 1,239 ข้อตกลงระหว่างเจ้าของสำนักพิมพ์และผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์

#SIBF16 ซึ่งเป็นแฮชแทคของงานนี้ ได้มีผู้เข้าสนใจเป็นภาษาอังกฤษและอารบิคมากกว่า 1 ล้านครั้งตลอด 5 วันแรกของงาน และเป็นที่นิยมอย่างมากใน Facebook, Twitter, Instagram และ Snapchat.

ชาร์จาห์เป็นผู้นำในการเติบโตและการพัฒนาทางวัฒนธรรมของโลกอาหรับนับตั้งแต่ประกาศอิสรภาพ จากจุดเริ่มต้นุดเล็กๆ ในปี 1982 ซึ่งมีสำนักพิมพ์เข้าร่วมน้อยกว่า 10 แห่ง บัดนี้ SIBF ได้เติบโตขึ้นอย่างมากและวางแผนที่จะขยับขยายที่จัดงานไปยังสถานที่ที่มีพื้นที่ 60,000 ตารางเมตรแห่งใหม่ปีหน้า

สามารถรับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com:http://www.businesswire.com/news/home/20161114005668/en/

ติดต่อ:

National Network Communications

Fadia Daouk, T: +971 52 617 2111

E: f.daouk@nncpr.com

Citi เปิดตัว Global API Developer Hub เพื่อทำให้เกิดการทำธุรกรรมทางการเงินแบบเปิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News    http://www.thaibusinessnews.com/

 

นิวยอร์ก-(บิสิเนส ไวร์)–10 พฤศจิกายน 2016

วันนี้ Citi ได้ประกาศเปิดตัว API Developer Hub ของโลกแห่งใหม่ (developer.citi.com) ซึ่งจะสามารถทำให้ติดต่อสื่อสารกับนักพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและทำให้พวกเขาสามารถสร้างโซลูชั่นส์สำหรับลูกค้าที่มีนวัตกรรมได้รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แพลตฟอร์มของนักพัฒนานี้ครอบคลุมที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินในปัจจุบัน

การเปิดตัวของ Citi APIs ถือว่าเป็นวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีของ Citi ที่เปิดสถาปัตยกรรมที่จะช่วยในด้านความร่วมมือกันระหว่าบริษัท FinTech ต่างๆ รวมถึงแบรนด์สำหรับผู้บริโภคทั่วโลก เพื่อผลประโยชน์ต่อลูกค้า ทาง Citi จะให้นักพัฒนาได้เข้าถึง APIs ได้ถึงการใช้งาน 8 หมวดหมู่ ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการบัญชี, การจ่ายเงินแบบ peer to peer, การโอนเงินไปองค์กรต่างๆ, Citi รีวอร์ด, การซื้อการลงทุน และการกำหนดสิทธิ์บัญชี และจะมีการเพิ่มหมวดหมู่มากขึ้นอีกด้วย

“Global Develop Hub ของ Citi ได้พัฒนาวิธีการนวัตกรรมแบบเปิดเพื่อให้บริการโซลูชั่นส์ที่ล้ำสมัย และได้สร้างคุณค่าใหม่สำหรับลูกค้า พาร์ทเนอร์ และนักพัฒนา” Stephen Bird ซึ่งเป็น CEO ของ Global Consumer Banking ที่ Citi กล่าว “การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความต้องการในการปรับเปลี่ยนจากภายในสู่ภายนอกเป็นภายนอกสู่ภายใน ด้วยการสร้างระบบนิเวศที่มีการทำงานร่วมกันของแบรนด์ชั้นนำและนักพัฒนาต่างๆ เราจะสามารถให้ผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ครบถ้วนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการทางการเงินของลูกค้าในวันนี้และในอนาคต”

Sopnendu Mohanty ซึ่งเป็น Chief FinTech Officer ของธนาคารกลางของสิงคโปร์ได้กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ Citi Singapore ได้เป็นผู้นำในการพัฒนาและเปิดตัวการริเริ่ม API ของโลกนี้ ระหว่างงานเทศกาล สิงคโปร์ ฟินเทค เฟสติวัล ที่จัดขึ้นวันที่ 14-18 พฤศจิกายน 2016 ซึ่งช่วยทำให้เกิดการร่วมมือกันในชุมชน FinTech และมีความเป็นไปได้ในการให้บริการทางการเงินที่ดีกว่าสำหรับลูกค้า และเป็นการยืนยันในความเป็นผู้นำในการสร้างอนาคตให้กับบริการทางการเงิน”

Citi ได้จัดทีมร่วมกันกับบริษัทชั้นนำมากมาย รวมถึง Mastercard, Virgin Money และ Wonder ที่ใช้ Citi APIs ในการพัฒนาโซลูชั่นส์นวัตกรรม เมื่อต้นปีนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา Pay with Points API ของ City ได้เริ่มให้บริการ Citi ThankYou® Rewards แก่สมาชิกที่มีบัตรเครดิต Citi ที่มีสิทธิได้รับ ในการใช้คะแนนสะสมในการใช้จ่ายทั้งหมดด้วยการใช้เครดิตการ์ดในการซื้อของบน BestBuy.com และใน Wonder App ในเดือนตุลาคม 1800Flowers.com ได้รับการเพิ่มเป็นผู้เข้าร่วมล่าสุดใน Pay with Points ของ ThankYou Rewards

“การร่วมมือกันระหว่า Virgin Money และ Citi มีความแข็งแกร่งมากขึ้นมากขึ้น” Greg Boyle ซึ่งเป็น CEO ของ Virgin Australia กล่าว “ความสำคัญหลักคือการให้บริการโมบายแอพ Virgin Money ที่จะใช้ APIs ของ Citi สำหรับการใช้งานเครดิตการ์ดที่จะให้ประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับลูกค้าของเรา การให้บริการ ซัพพอร์ท ของ City ผ่านทาง APIs นั้นสำคัญมากเพื่อให้มั่นใจว่าเราได้ตอบสนองความต้องการด้านดิจิทัลให้แก่ลูกค้าของเราวันนี้ และจะทำให้เกิดนวัตกรรมต่อเนื่องในอนาคต”

ในสิงคโปร์ Citi ได้ร่วมมือกับ honestbee ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการอำนวยความสะดวกและจัดส่งสินค้าแบบออนไลน์ที่โตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยการร่วมมือนี้จะช่วยให้ลูกค้าของพวกเขาสามารถสมัครการ์ด Citi Cash Back บนเว็บไซต์และแอพของ honestbee ซึ่งมีการเปิดตัวในเดือนธันวาคมนี้ ประสบการณืนี้จะทำให้ลูกค้าได้ใช้เทคโนโลยี API ของ Citi ให้มีการสมัครการ์ดได้อย่างไร้ร้อยต่อผ่านทางไซต์พาร์ทเนอร์ต่างๆ ของ Citi

Global Developer Hub ได้รับการพัฒนาโดย Citi FinTech และทีม Citi ทั่วเอเชีย อเมริกาเหนือ และเม็กซิโก ซึ่งเป็นซีรีส์ล่าสุดของ Citi innovations นับตั้งแต่การเป็นผู้ริเริ่ม ATM ไปจนถึงการแนะนำแอพธนาคารเจ้าแรกสำหรับ Apple Watch ในปี 2014 ทาง Citi ได้จัดงานรวบรวมผู้คนและผู้สนับสนุนที่เรียกว่า Citi Mobile Challenge ซึ่งได้เดินทางไปยังละติน อเมริกา สหรัฐอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียแปซิฟิค ด้วยความร่วมมือจากนักพัฒนานับพันๆ คนจากกว่า 100 ประเทศ ในปี 2015 Citi FinTech ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นหน่วยใหม่ใน Global Customer Bank ของ Citi ซึ่งถูกชาร์จด้วยความเร็วสปีดในตลาดด้วยความสามารถทางโมบายแบงกิ้งรุ่นใหม่

API Developer Hub ของโลกได้รับการเปิดตัววันนี้ ขอเชิญนักพัฒนามาลงทะเบียนความสนใจของท่านได้ที่ developer.citi.com ที่พวกเขาจะได้รับเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารในแซนด์บอกซ์เพื่อช่วยให้เขาได้สามารถทดสอบไอเดียของพวกเขา

เกี่ยวกับ Citi

Citi เป็นธนาคารชั้นนำของโลก ซึ่งมีบัญชีลูกค้าประมาณ 200 ล้านบัญชีและทำธุรกิจมากกว่า 160 ประเทศและรัฐ Citi ให้ลูกค้า องค์กร รัฐบาลและสถาบันต่างๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การบริการ รวมถึงการทำธุรกรรมและบัตรเคดิตของลูกค้า การทำธุรกรรมของบริษัทและการลงทุน securities brokerage การบริการซื้อขายและการบริหารความมั่งคั่ง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถรับชมได้ที่ www.citigroup.com | Twitter: @Citi | YouTube: www.youtube.com/citi | Blog: http://blog.citigroup.com | Facebook: www.facebook.com/citi | LinkedIn: www.linkedin.com/company/citi.

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com:http://www.businesswire.com/news/home/20161110006321/en/

สื่อมวลชนติดต่อ:

Citi

Deirdre Leahy, 212-559-3296

deirdre.leahy@citi.com