หุ้นไทยปิดตลาดร่วงแรง 25.30 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,469.23 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 17:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783022

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 25.30 จุด เปลี่ยนแปลง -1.69% ดัชนีอยู่ที่ 1,469.23 จุด มูลค่าซื้อขาย 58,165.61 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 14 พ.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 25.30 จุด เปลี่ยนแปลง -1.69% ดัชนีอยู่ที่ 1,469.23 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 58,165.61 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน).

 

ความจริงที่ไม่ถูกพูดถึงของข้อตกลงปารีสใน COP21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 14 พ.ย. 2559 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782991

 

COP22 กำลังจะเริ่มขึ้น โลกกำลังก้าวเข้าสู่พรมแดนใหม่ ที่ไร้คาร์บอนไดออกไซด์ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจต่อข้อตกลง COP21 ที่เพิ่งเริ่มมีผลเมื่อ 4 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา นับว่ามีความสำคัญต่อการก้าวต่อไปของคนไทย โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจกของไทยหรือไม่?

“Paris Agreement” หรือ “ข้อตกลงปารีส” ที่เกิดขึ้นในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี 2558 นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศทั่วโลกบรรลุข้อตกลงทางสภาวะอากาศ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นข้อตกลงประวัติศาสตร์

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า Paris Agreement มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 4 พ.ย. 2559 ภายหลังจากที่ประเทศสมาชิกของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) มากกว่า 55 ประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยะ 55 ได้ให้สัตยาบันรับรองข้อตกลงดังกล่าว และประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ลงสัตยาบันในข้อตกลงปารีส เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา


สำหรับหัวใจหลักที่เป็นที่รับรู้ร่วมกันในวงกว้างของข้อตกลงปารีส คือ นานาประเทศจะต้องร่วมมือกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส และพยายามควบคุมให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อสิ้นศตวรรษนี้ หรือปี 2643 (2100) เมื่อเทียบกับปี 2423 (1880) โดยในปัจจุบันอุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้นมาแล้วราว 0.7-0.8 องศาเซลเซียส


อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดของข้อตกลงปารีสนั้นประกอบไปด้วยมาตราต่างๆ ถึง 29 มาตรา ซึ่งอาจไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงประเด็นสำคัญ และเป็นที่ถกเถียงในประเทศไทย อันเกิดมาจากข้อตกลงปารีส เพื่อสร้างความชัดเจน และคลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่ 1 ระดับการปล่อยในการดำเนินงานปกติ (BAU) ไม่ได้สูงเกินจริง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า ประเทศไทยเองได้แสดงเจตจำนงในการลดก๊าซเรือนกระจก หรือ INDCs (Intended Nationally Determined Contributions) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศให้กับทาง UNFCCC ตั้งแต่ในการประชุม COP21 ซึ่งในเอกสารที่ส่งไประบุชัดเจนว่า ประเทศไทยจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 ในปี 2573 (2030) เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในการดำเนินงานตามปกติ (BAU)

สำหรับระดับการปล่อยในการดำเนินงานปกติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า BAU หากจะอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายก็คือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีที่ไม่มีมาตรการใดๆ เลยในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง BAU ของประเทศไทยนั้นใช้ ‘แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า 2007 (PDP 2007)’ เป็นตัวตั้งในการคำนวณ เนื่องจากใน PDP 2007 ไม่มีการคำนึงถึงเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกในแผน ซึ่งแน่นอนว่า BAU ไม่ได้เกิดจากการตั้งตัวเลขขึ้นมาให้สูงเกินจริง

จากการคำนวณ BAU ในปี 2030 ประเทศไทยในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจก 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งตาม INDC ที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 หมายความว่า ไทยจะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 445 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งแต่ละประเทศมีการแสดงเจตนารมณ์ลดก๊าซเรือนกระจกแตกต่างกันไปตาม

1. มาตราที่ 2 ข้อ 2 ในข้อตกลงปารีสระบุว่า ความตกลงนี้จะดำเนินการ โดยสะท้อนถึงความเป็นธรรม และหลักความรับผิดชอบในระดับที่แตกต่าง โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของแต่ละภาคี ตามสถานการณ์ของประเทศที่แตกต่างกัน


2. มาตราที่ 4 ข้อ 15 ที่ระบุว่า ในการปฏิบัติตามความตกลงนี้ ภาคีต้องคำนึงถึงข้อกังวลของภาคีที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบสูงสุดจากผลกระทบของมาตรการการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศกำลังพัฒนา


3. มาตราที่ 7 ข้อ 10 ที่ระบุว่า ภาคีจะต้องจัดทำกระบวนการจัดทำแผนการปรับตัวและการนำไปสู่การปฏิวัติ รวมทั้งการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแผน นโยบายและการมีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้อง (ตามความเหมาะสม) และควรจัดส่งข้อมูลดังกล่าวตามความเหมาะสม โดยจะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระต่อประเทศกำลังพัฒนา


หรือกล่าวโดยสรุป คือ มาตรการในการดำเนินงานการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางสังคม สภาพความเป็นจริง และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งแตกต่างกัน
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับข้อตกลงปารีส ได้ที่
 http://unfccc.int/files/essential_background/convention/application/pdf/english_paris_agreement.pdf

ประเด็นที่ 2 โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินหน้า ลดก๊าซเรือนกระจกของไทย

ในการแสดงเจตจำนงในการลดก๊าซเรือนกระจก ในการประชุม COP21 เมื่อปีที่แล้ว ในเอกสารได้แสดงชัดเจนว่า ‘แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า 2015 (PDP 2015)’ เป็นหนึ่งในแผนที่อยู่ในการแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหมายความว่า มาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยนั้นต้องเดินตาม PDP2015 ที่เราได้สัญญาไปแล้ว


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับ INDC ของไทย ได้ที่
 http://www4.unfccc.int/ndcregistry/PublishedDocuments/Thailand%20First/Thailand_INDC.pdf

ประเด็นที่ 3 การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% ไม่ได้ถูกพูดถึงใน COP21

ในการประชุม COP21 บรรดาองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างตั้งข้อเรียกร้องให้โลกเดินหน้าสู่การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่สามารถเป็นไปได้ จึงไม่ได้ปรากฏประเด็นนี้ไว้ในข้อสรุป โดยจะมีการหยิบยกประเด็นเรื่องพลังงานหมุนเวียน 100% มาพูดคุยใหม่อีกครั้ง หลังปี 2050

ข้อตกลงปารีสมีการบังคับใช้ในต้นเดือน พ.ย. ซึ่งจะเป็นช่วงเดียวกันกับที่มีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 22 (COP22) ที่เมืองมาราเกซ ประเทศโมร็อกโก โดยการประชุมครั้งนี้น่าจะเป็นการเจรจาที่เข้มข้นอีกครั้งหนึ่งในการเดินหน้าการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประเมินว่าจะเน้นหนักไปในเรื่องเงื่อนไขของประเทศกำลังพัฒนา ในการนำเงินกองทุนจำนวน 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Credit : www.egat.co.th

 

ก.แรงงาน เชื่อ นโยบายรัฐบาล ‘ทรัมป์’ ส่งผลดีต่อคนไทยในสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 16:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782821

 

ปลัดฯ ก.แรงงาน เชื่อ การทำงานด้านแรงงานไทย-สหรัฐฯ จะเข้ากันได้ ไม่เป็นอย่างที่หลายฝ่ายกังวล มองนโยบายรัฐบาลใหม่ เป็นผลดีต่อแรงงานไทย ได้รับสนับสนุนคนระดับกลาง-ล่างมากขึ้น…

วันที่ 14 พ.ย.59 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ว่า กระทรวงแรงงานไทยจะสามารถปรับการทำงานเพื่อทำงานร่วมกับนโยบายด้านแรงงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ได้ เนื่องจากมองว่าไม่น่าจะมีความแตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลของนายบารัค โอบามา มากนัก และจากการที่ได้พูดคุยกับผู้แทนหอการค้าสหรัฐฯ คิดว่าการทำงานด้านแรงงานไทยและสหรัฐฯ จะทำงานเข้ากันได้ ไม่เป็นอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

ทั้งนี้ คนไทยในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ไปอยู่เป็นกลุ่มที่เดินทางไปตั้งถิ่นฐานเป็นเจ้าของธุรกิจ ส่วนกลุ่มที่เดินทางเพื่อเข้าไปทำงานมีจำนวนไม่มาก ดังนั้นมองว่านโยบายรัฐบาลใหม่สหรัฐฯ จะเป็นผลดีต่อแรงงานไทย เพราะได้สนับสนุนคนระดับกลางและล่างมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะยิ่งทำให้คนไทยที่อยู่ในสหรัฐฯ ได้รับประโยชน์มากขึ้นอีก.

 

วิจัยกสิกรฯ คาด GDP ปี 60 โต 3.3% เชื่อส่งออกพลิกกลับเป็นบวก 0.8%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 14:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782787

 

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาด จีดีพีปี 60 โต 3.3% ใกล้เคียงกับปีนี้ รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐ-การท่องเที่ยว ส่วนภาคส่งออกพลิกกลับเป็นบวก 0.8% ขณะที่นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด …

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 60 จะมีอัตราการขยายตัว (จีดีพี) ที่ระดับ 3.3% ใกล้เคียงกับปีนี้ โดยยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว แม้ว่าอัตราการขยายตัวของทั้ง 2 รายการอาจชะลอลง เนื่องมาจากผลของฐานที่สูง ส่วนการส่งออกคาดว่าจะพลิกเป็นบวกได้ที่โต 0.8% จากในปีนี้ที่คาดว่าจะหดตัว -0.5% ซึ่งการขยายตัวของการส่งออกปีหน้าเป็นผลมาจากปัจจัยด้านราคา ขณะที่ปริมาณการส่งออกอาจจะยังขยายตัวได้ไม่มากนัก

อย่างไรก็ดี ความชัดเจนด้านการเมืองภายในประเทศตามโรดแม็ปของรัฐบาลน่าจะส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนปีหน้าจะโต 2.8% จากปีนี้ที่โตเพียง 1.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีหน้า คาดว่าจะสูงขึ้นเป็น 1.8% รวมถึงระดับหนี้ที่สูงและประเด็นราคาสินค้าเกษตร อาจจะสร้างข้อจำกัดต่อการบริโภคภายในประเทศได้

ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยของไทยเองนั้น เชื่อว่า จะยังคงที่ระดับ 1.50% ไปตลอดทั้งปีหน้า โดยช่วงปลายปีหน้าอาจจะมีการพิจารณาสถานการณ์ต่างๆ อีกครั้ง เพราะทิศทางอัตราเงินเฟ้อเริ่มปรับขึ้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะมีการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ในปี 61 โดยเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีแรงผลักดันหลักมาจากการลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยว

“2 ตัวนี้โตได้ดี แต่จากฐานที่สูง การขยายตัวคงชะลอลงจากปีนี้ แต่ตัวเลขส่งออกปีหน้าเป็นบวก ผลจากราคาน้ำมันจะช่วยพยุงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ยางเป็นบวก ซึ่งราคาส่งออกจะดันให้ตัวเลขส่งออกโดยรวมเป็นบวกราว 0.8% ส่วนวอลุ่มคงโตได้จำกัด ประเด็นที่เป็นความท้าทายของการส่งออกในปีหน้าคือ แนวนโยบายของสหรัฐฯ ที่จะมีการต่อรองกับหลายประเทศในเรื่องการค้า ซึ่งการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับประเทศที่จะส่งผลกระทบมาถึงไทย คือ จีน จากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ มีนโยบายจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด”

ส่วนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (TPP) เชื่อว่า นโยบายของทรัมป์จะไม่สนับสนุนความตกลงดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนและแผนการส่งออกของญี่ปุ่น และเวียดนาม อันจะมีผลกระทบมาถึงไทยในระยะกลาง ซึ่งกว่าจะเห็นการเจรจาของสหรัฐฯ กับแต่ละประเทศจบลงได้ คาดใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี โดยหลังจากนี้น่าจะเริ่มดีขึ้น แต่ในช่วงเทอมแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ นักลงทุนคงจะรอดูการเจรจากันก่อน

สำหรับ โครงการต่างๆ ที่เคยมองว่าจะมาใช้ประเทศในแถบเอเชียเป็นฐานการลงทุน หรือฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาจจะต้องมีการคิดทบทวนใหม่ เพราะทิศทางนโยบายของทรัมป์น่าจะต้องการให้ไปลงทุนในสหรัฐฯ โดยตรงมากกว่าที่สหรัฐฯจะนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศในความตกลง TPP เพราะสหรัฐฯต้องการสร้างงาน ดังนั้นกรณีนี้จึงถือเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายนี้ไปในทิศทางที่สามารถผ่อนปรนได้หรือไม่ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ คาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะทำได้น้อยกว่าที่คิดไว้ ซึ่งขณะนี้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าและจะทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง นอกจากนี้ตลาดจะมีความกังวลในการทำงานร่วมกันระหว่างทีมของทรัมป์กับธนาคารกลางสหรัฐฯ จะราบรื่นมากน้อยเพียงใด

“ความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่นี้ นักลงทุนคงต้องอ่านนโยบายของสหรัฐฯ ให้ชัดเจนว่าจะเดินไปในทิศทางใด หากนโยบายที่ออกมาต้องการให้คนไปลงทุนในสหรัฐฯมากขึ้น ต้องมีการปรับแผนการทำธุรกิจให้ไปในทิศทางนั้น แต่คงต้องขึ้นกับความยืดหยุ่นในการเจรจาว่าสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด”

 

บิ๊กป้อม–สมคิด มอบนโยบาย ก.แรงงาน ตั้งเป้ายกอันดับค้ามนุษย์ไทยดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 12:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782637

 

“บิ๊กป้อม–สมคิด” เดินตรวจเยี่ยม มอบหมายนโยบายกระทรวงแรงงาน ขับเคลื่อนภารกิจ 4 เรื่อง พร้อมตั้งเป้าสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยอยู่ในระดับที่ดีขึ้น …

วันที่ 14 พ.ย. 59 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน มี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ให้การต้อนรับ โดย พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงาน ขับเคลื่อนภารกิจให้ประสบความสำเร็จ 4 เรื่อง คือ 1. การพิจารณาให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ที่สำคัญอย่างน้อย 3 ฉบับ คือ อนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรอง อนุสัญญาฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคประมง และพิธีสารภายใต้อนุสัญญาฉบับที่ 29 ว่าด้วย แรงงานบังคับ เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทย ที่จะยกระดับการดูแลแรงงาน ตามมาตรฐานสากล

2. การประสานงานกับสำนักงาน ก.พ. อย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มจำนวนพนักงานตรวจแรงงานให้เพียงพอที่จะดูแลแรงงานให้ได้รับสิทธิตามกฎหมาย และสามารถแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน 3. แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวและแรงงานในภาคประมงได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักสิทธิมนุษยชน อย่างเท่าเทียม รวมทั้งได้รับสิทธิแรงงาน และสิทธิทางสังคม 4. จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวในจังหวัดนำร่องนั้นให้ยึดตามกรอบใน 3 ประเด็น คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยตั้งเป้าให้สถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยอยู่ในระดับที่ดีขึ้น

ขณะที่ นายสมคิด ได้เน้นย้ำให้ กระทรวงแรงงาน จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 12 รวมไปถึงการพัฒนาแรงงานรองรับไทยแลนด์ 4.0 โดยให้กระทรวงแรงงานเป็นศูนย์กลางบูรณาการกับหน่วยต่างๆ

“เรื่องดูแลแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงานดูแลอยู่แล้ว และตั้งใจทำให้ถูกหลักสากล ทั้งอียู และสหรัฐอเมริกา ต่างก็พอใจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ได้ชื่นชมไทยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ จึงปรับอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทย จากเทียร์ 3 ขึ้นมาอยู่ในบัญชี เทียร์ 2 วอตช์ลิสต์ หรือกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง ได้ตั้งเป้ายกอันดับให้ดีขึ้นอีก จึงกำชับให้ดูแลแรงงานต่างด้าวให้ดี ต้องให้ต่างประเทศเห็นว่าเราดูแลตามหลักสากล ทั้งการศึกษา และสาธารณสุข” พล.อ.ประวิตร กล่าว

 

พาณิชย์ เปิดเจรจาซื้อขายข้าว-มัน คาดยอดทะลุ 6.3 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 10:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782517

 

พาณิชย์ เปิดเจรจาซื้อขายข้าว-มัน คาดเกิดคำสั่งซื้อรวมกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท เชื่อช่วยกระตุ้นยอดส่งออก ยกระดับราคาในประเทศ …

วันที่ 14 พ.ย. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเจรจาธุรกิจสินค้าข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์จากข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ระหว่างผู้นำเข้าต่างประเทศและผู้ประกอบการไทยว่า มีผู้ซื้อ ผู้นำเข้าเกือบ 300 ราย จาก 41 ประเทศทั่วโลก อาทิ ฮ่องกง จีน ประเทศในอาเซียน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอเมริกา อิหร่าน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย บังกลาเทศ และอียิปต์ และมีผู้ประกอบการไทยกว่า 110 ราย เข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะช่วยเร่งระบายสินค้าเกษตรของไทยที่จะออกสู่ตลาดในปริมาณมากช่วงปลายปี และที่สำคัญจะช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้นได้

“โครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้ จัดขึ้นตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทย ในการขยายลู่ทางการส่งออกสินค้าข้าวและมันสำปะหลังสู่ตลาดโลกให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเชิญผู้ซื้อตัวจริง ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทย ผลิตภัณฑ์ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และคาดว่า จะก่อให้เกิดคำสั่งซื้อปริมาณมากที่มีมูลค่ารวมสูงถึงกว่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการสั่งซื้อข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ประมาณ 806 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 28,200 ล้านบาท และมูลค่าการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอีกประมาณ 1,005 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 35,180 ล้านบาท”

ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้มีการลงนามความตกลง MOU ถึง 5 ฉบับ ประกอบด้วยการลงนาม MOU สั่งซื้อสินค้าข้าวจำนวน 4 ฉบับ และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจำนวน 1 ฉบับ โดยการลงนามสั่งซื้อสินค้าข้าว เป็นการสั่งซื้อสินค้ารายการใหม่ของผู้นำเข้ารายใหม่จากฮ่องกง ได้แก่ การลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิ ระหว่างบริษัท ซีอีซี อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (CEC International Holding Limited) ซึ่งเป็นเจ้าของซุปเปอร์มาร์เก็ต 759 สโตร์ มีสาขาในฮ่องกงกว่า 250 แห่ง กับบริษัท สยามไดมอนด์ เอ็กซปอร์ต ไรซ์ จำกัด โดยจะลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิจำนวน 10,000 ตัน

ฉบับที่สองเป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวกาบา ระหว่างบริษัท กุย ฟัท หยุน (Kui Fat Yuen Limited) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิรายสำคัญของฮ่องกงมากว่า 60 ปี กับบริษัท บางซื่อเจียเม้ง ไรซ์มิลส์ จำกัด โดยจะสั่งซื้อข้าวกาบาจากไทยจำนวน 100 ตัน เพื่อขยายตลาดลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพ

MOU ฉบับที่สาม เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ และผลิตภัณฑ์เส้นก๋วยเตี๋ยวรวม 600 ตัน ระหว่างบริษัท ดา ชอง ฮอง (Dah Chong Hong Limited) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวรายใหญ่อันดับ 2 ของฮ่องกง กับบริษัท ไรซ์แลนด์ ฟู้ดส์ จำกัด เพื่อนำเข้าข้าวไรซ์เบอร์รี่เข้าไปจำหน่ายยังซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารในฮ่องกงเพิ่มมากขึ้น และฉบับที่สี่ เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ จำนวน 400 ตัน ระหว่างบริษัท ควอง ซัน ฮอง (Kwong Sun Hong Limited) กับบริษัท ไทยสแตนดาร์ดไร้ส์ จำกัด โดยบริษัท ควอง ซัน ฮอง เป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทยเพื่อเจาะตลาดระดับบนมากว่า 50 ปี และสนใจสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่เพิ่มขึ้นเพื่อเจาะตลาดกลุ่มนี้

ส่วนการลงนามความตกลง MOU เพื่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เป็นการลงนามระหว่างบริษัท ฟู ไหล ชุน กรุ๊ป (Fu Lai Chun Group) ซึ่งเป็นผู้นำเข้ามันสำปะหลังเส้นรายใหญ่ และเป็นผู้ผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอลของจีน กับบริษัท พีอาร์ อินเตอร์เทรด จำกัด โดยจะลงนามสั่งซื้อมันสำปะหลังเส้นเป็นจำนวนถึง 8 แสนตัน มูลค่าประมาณ 156 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พณ. เชิญผู้ค้า 300 ราย ซื้อขายข้าว-มัน คาดขายได้ไม่ต่ำกว่า 6.3 หมื่นล.

 

ทองเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ ลดลง 200 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 09:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782511

 

ราคาทองวันที่ 14 พ.ย. เปิดตลาดลดลง 200 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท…

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ลดลง 200 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท.

 

เจาะตลาดโรงพยาบาล “พฤกษา” เตรียมแตกธุรกิจใหม่ครั้งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782281

 

“พฤกษา” เตรียมขยายธุรกิจครั้งใหญ่ บุกธุรกิจโรงพยาบาล หลังเห็นช่องว่างในตลาดยังขาดโรงพยาบาลระดับกลาง อีกทั้งปรับแผนโครงการสร้างธุรกิจใหม่โดยจัดตั้งเป็น “พฤกษา โฮลดิ้ง” ย้ำด้านอสังหาริมทรัพย์ยังเดินหน้าต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กำลังเตรียมที่จะขยายธุรกิจเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาล โดยได้จัดทีมงานศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจดังกล่าว ซึ่งเป็นทีมทำงานใหม่ ประกอบด้วยกลุ่มแพทย์จำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า

ทั้งนี้ผู้ใกล้ชิดระบุว่านายทองมาได้เล็งเห็นถึงช่องว่างในตลาด ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนระดับกลางในไทยยังขาดแคลน เนื่องจากโรงพยาบาลส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เป็นโรงพยาบาลเอกชนระดับราคาสูง หรือไม่ก็เป็นโรงพยาบาลรัฐบาลไปเลย ไม่ค่อยมีโรงพยาบาลสำหรับคนชั้นกลางลงไปเพื่อให้รับความสะดวกและสบายใจในการเข้ารับการรักษา

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าแนวทางการบุกเข้าสู่ธุรกิจโรงพยาบาลของนายทองมานั้น จะเป็นในรูปแบบใด ทั้งการเข้าเทกโอเวอร์โรงพยาบาลที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งการจัดตั้งโรงพยาบาลในเครือพฤกษาขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป

นอกจากนี้บริษัทพฤกษายังได้ทำหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าด้วยเรื่องแผนการปรับโครงสร้างกิจการของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “พฤกษา เรียลเอสเตท”) โดยการจัดตั้งบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือพฤกษา โฮลดิ้ง เพื่อทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัท โดยการแลกเปลี่ยนหุ้น (Share Swap) ในอัตราส่วนการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์เท่ากับ 1 หุ้นสามัญที่ออกใหม่ของพฤกษา โฮลดิ้ง ต่อ 1 หุ้นสามัญของพฤกษา เรียลเอสเตท โดยได้กำหนดระยะเวลาการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตั้งแต่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา-23 พ.ย. 2559 รวมทั้งสิ้น 25 วันทำการ

ทั้งนี้หากการทำคำเสนอซื้อแล้วเสร็จ บริษัท จะเพิกถอนหุ้นของบริษัทออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันเดียวกับวันที่หุ้นของพฤกษา โฮลดิ้งเข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในต้นเดือน ธ.ค. 2559

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ความมุ่งมั่นที่บริษัทพฤกษาจะสรรค์สร้างธุรกิจด้านโรงพยาบาลแล้ว ในด้านของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเป็นธุรกิจหลักอยู่ก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนาต่อ โดยยังนำเสนอที่อยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ๆ มาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของผู้บริโภค

ซึ่งล่าสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ประกาศผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนของปี 2559 ก็ทำเป้าได้ในทิศทางที่น่าพอใจ ยังคงสร้างยอดขาย รักษารายได้และกำไรไว้อย่างคงเส้นคงวา และยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มทาวน์เฮาส์เป็นอันดับ 1 ไว้ได้

สำหรับในปีหน้า 2560 พฤกษายังได้ประกาศลั่นเตรียมบุกตลาดที่อยู่อาศัยกลุ่มพรีเมียมแบบเต็มสูบ เพื่อขยายฐานผลิตภัณฑ์ที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ อีกตลาดกลุ่มพรีเมียมยังมีโอกาสที่ยังเติบโตได้อยู่ เพราะผู้บริโภคในกลุ่มนี้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบแม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวอยู่.

 

ปตท.ปรับกลยุทธ์ดันกำไรเพิ่มเท่าตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782276

 

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปีนี้ ว่า มีผลกำไร 40,067 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20,827 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการดำเนินตามแผนกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย การดำเนินการที่ทำทันที หาโอกาสการลงทุนต่อเนื่องในธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ และการแสวงหาธุรกิจใหม่เพื่อความยั่งยืน โดยทำทันทีผ่าน “โครงการเพิ่มผลผลิต” ต่างๆ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ทำให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมาได้มากขึ้น การลดต้นทุน การบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดซื้อพัสดุ/เครื่องจักร/อุปกรณ์ร่วมกับหน่วยงานในกลุ่ม ปตท. การเพิ่มยอดขายในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจน้ำมัน

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยตามสัดส่วนที่ ปตท.ถือหุ้น ก็มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากการปฏิบัติตามนโยบายลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเช่นกัน โดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จกับโครงการ “SAVE to be SAFE” ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นควบคู่กับการเพิ่มรายได้ ในขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นก็มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น กำไรขั้นต้นต่อหน่วยสูงขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยตามสัดส่วนที่ ปตท.ถือหุ้นนั้นมีกำไรสุทธิ 35,455 ล้านบาท

ดังนั้น ปตท.และบริษัทย่อยจึงมีกำไร 75,522 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 55,774 ล้านบาท ในขณะที่งบดุล ณ วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ปตท.และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 2,114,468 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 982,425 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 1,132,043 ล้านบาท.

 

กสทช.ชี้ไทยคมต้องจ่ายค่าสัมปทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782267

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กรณีปัญหาดาวเทียมไทยคม 7 ของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ที่มีข้อถกเถียงกันว่านอกจากจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมในอัตราปีละ 5.75% ของรายได้แล้ว ควรจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐในฐานะคู่สัญญาสัมปทานด้วยนั้น เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่จะต้องเจรจากับไทยคม เนื่องจากเป็นคู่สัญญาสัมปทาน และเมื่อสัญญายังไม่สิ้นสุด ทางไทยคมต้องปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน ซึ่งต้องจ่ายค่าสัมปทาน ส่วนจะจ่ายในอัตราเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกระทรวงดีอี

“เมื่อไทยคมต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 5.75% ตามกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับรัฐด้วยเช่นกัน เพราะเงื่อนไขในใบอนุญาตเขียนไว้ชัดเจนว่า แม้จะออกใบอนุญาตประกอบกิจการให้ไทยคมแล้ว แต่เมื่อสัญญาสัมปทานยังไม่สิ้นสุด ก็ต้องทำตามสัญญาสัมปทานด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาดาวเทียมนั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก แต่ขณะนี้ผ่านมา 2 ปีแล้ว ปัญหาดาวเทียมก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด จึงเป็นข้อสงสัยว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญจริงหรือไม่.