3 เคล็ดลับดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 17:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522757

3 เคล็ดลับดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ

เคล็ดลับการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพในเวลาและปริมาณที่พอเหมาะ

การมีสุขภาพดีนั้นจำเป็นต้องเอาใจใส่กับการเลือกบริโภค และเลือกจัดระเบียบชีวิตอย่างมีระบบ โดยเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม อย่างการดื่มน้ำ ซึ่งการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ ควรดื่มในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย รวมไปถึงดื่มในเวลาที่พอเหมาะด้วย

1. ดื่มน้ำหลังตื่นนอน – หลังจากนอนหลับมาตลอดทั้งคืน ตอนเช้าก็ได้เวลาเติมน้ำให้กับร่างกาย เพียงวางขวดน้ำไว้ใกล้เตียงนอน พร้อมดื่มเวลาตื่นนอนทันที ก็จะช่วยเติมน้ำให้ร่างกาย เติมความสดชื่น และกระตุ้นการขับถ่าย

2. จิบน้ำระหว่างออกกำลังกาย – น้ำดื่มเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ในการไปออกกำลังกาย เพราะระหว่างออกกำลังกายอุณหภูมิร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าร่างกายระบายน้ำไม่ดีอาจเกิดอาการขาดน้ำได้ น้ำแร่จะช่วยลดปัญหานี้ และเติมความสดชื่นให้ร่างกายได้

3. ตั้งเวลาเตือนให้ดื่มน้ำ – ควรดื่มน้ำทุกครึ่งหรือ 1 ชม. ดื่มน้อยแต่บ่อยครั้ง การกระจายมื้ออาหารในแต่ละวัน ให้ได้ประมาณ 5-6 มื้อ อาจแบ่งเป็นมื้อหลัก 3 มื้อ และมื้อว่าง 2-3 มื้อ โดยเว้นช่วงเวลาประมาณ 2-3 ชม. เพื่อคืนความสดชื่นให้ร่างกายระหว่างวัน หรือจะลองใส่ผลไม้ที่ชอบลงไปในน้ำแร่ธรรมชาติ แช่ทิ้งไว้ก็จะได้น้ำที่มีกลิ่นหอมๆ ของผลไม้ ช่วยให้ดื่มน้ำได้มากขึ้นด้วย

นาฬิกาแบรนด์ไทย สายเชือกถักบอกสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 16:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522752

นาฬิกาแบรนด์ไทย สายเชือกถักบอกสไตล์

นาฬิกาพาราเฟซ ซึ่งเจ้าของสร้างแบรนด์นี้ตอนอายุเพียง 20 ปี มีรายได้ต่อเดือนหลักแสน ทั้งที่ยังศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย

ชวิษฐ์ กิจการเจริญสิน (ปอนด์) และ สถาพร นาคศรี (เบส) เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ทั้งสองคนเรียนออกแบบเหมือนกัน จึงมีความคิดอยากออกแบบสินค้าสักอย่างเล่นๆ เลยมองมาที่เสื้อผ้า แต่เพราะรู้สึกได้ถึงการแข่งขันที่ดุเดือด จึงหันมามองที่นาฬิกา เพราะตลาดนาฬิกาแบรนด์ไทยมีน้อยมาก ทั้งสองจึงหาข้อมูลเพื่อออกแบบนาฬิกา จนไปเจอเชือกพาราคอร์ด (Paracord) ซึ่งเป็นเชือกสำหรับนักปีนเขาทำกิจกรรมเดินป่าตั้งแคมป์ มีคุณสมบัติที่เหนียวและทนทาน จึงปิ๊งไอเดียเอามาถักเป็นสายนาฬิกา ซึ่งยังไม่เคยเห็นในไทย เมื่อผลิตออกมา 300 เรือนแรก สามารถขายหมดในระยะเวลาเพียงเดือนครึ่งเท่านั้น

การเริ่มต้นใช่ว่าจะง่าย เพราะกว่าจะออกมาเป็นนาฬิกาพาราเฟซ กว่าจะได้เรือนแรกก็ใช้ระยะเวลาร่วม 8 เดือน เพราะต้องศึกษาเรื่องนาฬิกาเพิ่มเติม ใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน ดูถึงขนาดข้อมือของผู้ชายและผู้หญิง ความหนาของตัวเรือนต้องเข้ากับเชือก เวลาใส่ต้องใส่สบาย มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช้เวลาปรับกันนาน กว่าจะสมบูรณ์จนสามารถออกวางขายได้

วัสดุที่นำมาประกอบนาฬิกา ไม่ได้มีแค่สายนาฬิกาและตัวเรือนแล้วจบ มันมีทั้งสาย ตัวเรือน ตัวล็อก และอุปกรณ์ต่างๆ ค่อนข้างเยอะ ออกแบบโดยคำนึงถึงคนใส่ให้ใช้งานสะดวกสุดและแข็งแรงที่สุด ไม่หลุดง่าย มีการเลือกก้ามปูวิธีการล็อกและการปรับสายในแบบเฉพาะตัวให้เข้ากัน

จุดเด่นของนาฬิกาพาราเฟซ นอกจากเชือกถักที่เหนียวแน่นแล้ว ยังมีดีไซน์ที่บ่งบอกความเป็นเมืองและความสมบุกสมบันแบบสไตล์ Out Door ลงไปในนาฬิกา ผสมผสานออกมาเป็นสไตล์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ออกแบบให้เรียบง่ายที่สุด วัสดุดีที่สุด ทนทาน สามารถใส่ทั้งลุยและออกงานเข้ากับชุดได้หลากหลาย เพียงแค่เลือกสีของเชือกก็บ่งบอกความเป็นตัวตนของคนใส่ได้

พาราเฟซทำมาได้ 2 ปีแล้ว ถือว่าผลตอบรับดีเกินคาด จนกระทั่งตอนนี้แบรนด์มีสินค้าแตกไลน์เพิ่มขึ้น มีเสื้อผ้า หมวก กำไลข้อมือ นาฬิกามีเชือกให้เลือกมากกว่า 40 สี สั่งสินค้าแบบ Made By Order พอเลือกสีและขนาดข้อมือเสร็จแล้วจะถักขึ้นมาใหม่ให้พอดีเหมาะกับข้อมือ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า มันคือนาฬิกาที่ทำเฉพาะตัวเขา ใครที่มองหานาฬิกาที่ไม่เหมือนใคร และบ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ของคนใส่อยู่ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ FB: paraface, Happening Shop สาขาหอศิลป์และสาขาช่างชุ่ย หรือ The Selected สาขาสยามเซ็นเตอร์

ที่มา: M2F

5 เทคนิคการเลือกคอนโดเมื่อต้องเปลี่ยนที่ทำงานเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 15:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522738

5 เทคนิคการเลือกคอนโดเมื่อต้องเปลี่ยนที่ทำงานเปลี่ยน

ที่ทำงานเปลี่ยน คอนโดก็ต้องเปลี่ยนตาม ดังนั้นการจะเลือกคอนโดใหม่จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ อย่าง

ลงหลักปักฐานซื้อคอนโดมิเนียมอยู่ดีๆ มีอันให้ต้องเปลี่ยนงานที่ไกลจากที่เดิม คำนวณเรื่องการเดินทางแล้วไม่คุ้มทั้งเรื่องเงินและเวลา คิดๆ ต้องเปลี่ยนความคุ้นเคย ย้ายคอนโดตามที่ทำงานกันเสียแล้ว ต้องดูปัจจัยอะไรในการเลือกกันบ้างล่ะทีนี้

1. เลือกทำเลที่ดี – คงหนีไม่พ้นย่านที่มีรถไฟฟ้าผ่าน ซึ่งปัจจุบันทั้งโครงการที่เสร็จแล้วและกำลังจะเกิดขึ้น ก็ขยายเพิ่มเติมหลายเส้นทาง แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการพิจารณาในครั้งนี้ก็คือ เพื่อให้ใกล้ที่ทำงาน ก็อย่าลืมข้อนี้ ดูรัศมีที่ไม่ห่างที่ทำงาน แล้วค่อยดูเรื่องแหล่งกินแหล่งช็อป ส่วนถ้าได้วิวดีด้วยก็ถือว่าสมบูรณ์เลย

2. มองโครงการที่มีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต – ถึงจุดหมายในการซื้อคอนโดวันนี้จะแค่อยู่อาศัย แต่อนาคตเป็นเรื่องไม่มีใครรู้ ถ้าคิดเผื่อไว้ด้วยก็ได้ชื่อว่ามองการณ์ไกล ดังนั้น ก่อนซื้อคอนโดอย่าลืมทำการบ้านให้ดีเพื่อดูแนวโน้มว่าคอนโดที่เลือกเป็นอย่างไร เพราะคอนโดที่มีมูลค่าสูงขึ้นก็จะช่วยฉุดราคาค่าเช่าให้เพิ่มขึ้นด้วยไม่มากก็น้อย โดยมูลค่าเพิ่มก้าวกระโดดจะเกิดจากการมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่ เช่น รถไฟฟ้ากำลังตัดผ่าน เปิดห้างสรรพสินค้าใหม่

3. หาดอกเบี้ยเงินกู้ถูกสุดเทียบหลายธนาคาร – ดอกเบี้ยคือรายจ่ายที่ไม่มีวันหยุด ก่อนปักใจเลือกเงินกู้จากธนาคารไหน ควรเปรียบเทียบอย่างน้อย 5 ธนาคาร แล้วยื่นกู้อย่างน้อย 3 ธนาคาร เพื่อเลือกธนาคารที่เสียดอกเบี้ยต่ำสุด วงเงินกู้ได้ตามต้องการ และมีเงื่อนไขรับได้ไม่มีค่าใช้จ่ายจุกจิก ตรงนี้มีเคล็ดลับนิดหน่อย อาจต้องอิงกับโครงการคอนโดที่มีชื่อเสียง เพราะเขามักมีดีลพิเศษระหว่างสถาบันการเงินอยู่

4. ขนาดห้องพอเหมาะไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป – ข้อนี้อาจจะขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของแต่ละคนตอนตัดสินใจซื้อ แต่ถ้าพอสู้ไหว จะให้อยู่สบาย ต่อไปเผื่อคิดจะปล่อยเช่า ก็ควรเป็นขนาด 1 ห้องนอน พื้นที่ 28-35 ตร.ม. ส่วน 2 ห้องนอน ขนาดที่เหมาะสมคือ 45 – 60 ตร.ม.

5. คิดให้ดีจะเลือกบิลด์อินเฟอร์นิเจอร์ หรือแบบลอยตัว – ข้อนี้อาจขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน แต่ถ้าเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตว่า ถ้านำมาปล่อยเช่า ผู้เช่าอาจไม่ถูกใจกับห้องที่แต่งไว้ ก็เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว ซึ่งสมัยนี้ไม่ต้องกลัวเรื่องความไม่สวย เพราะมีบริการที่พร้อมออกแบบเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวแต่เข้ากับทุกพื้นที่ราวกับบิลด์อิน

5 เคล็ดลับการวิ่งในช่วงสภาพอากาศแปรปรวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 14:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522724

5 เคล็ดลับการวิ่งในช่วงสภาพอากาศแปรปรวน

เคล็ดลับการวิ่งในช่วงปลายฝนต้นหนาวที่สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน

ด้วยสภาพอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวนช่วงปลายฝนต้นหนาว สาวนักวิ่งหลายคนอาจประสบกับความท้าทายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฝนตกขณะออกไปซ้อมวิ่ง การดูแลรักษารองเท้าวิ่งหลังจากใช้งานบนพื้นที่ชื้นแฉะ ความปลอดภัยขณะวิ่งบนพื้นเปียก รองเท้าอาดิดาส ULTRABOOST ATR และ ULTRABOOST X ATR ที่ออกแบบมาเฉพาะนักวิ่งขาลุยโดยเฉพาะ และ โย ยศวดี หัสดีวิจิตร กัปตันหญิงทีมวิ่งอาดิดาส รันเนอร์ส แบงค็อก จึงมาแนะนำเคล็ดลับให้เตรียมพร้อมสำหรับการวิ่งแต่ละรูปแบบ โดยเฉพาะการวิ่งในช่วงสภาพอากาศแปรปรวน

1. ศึกษาเส้นทาง เนื่องจากเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ควรรู้ลักษณะเส้นทางวิ่ง เพื่อนำมาสู่การวางแผนการฝึกซ้อมที่เหมาะสม ตรวจสอบสภาวะอากาศสักเล็กน้อย เช่น หากต้องวิ่งหลังฝนตกใหม่ๆ หรือจำเป็นต้องวิ่งท่ามกลางฝนตก หรือพื้นเปียกอย่างในช่วงหน้าฝน

2. ควรเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อเพื่อการวิ่ง ฝึกการหายใจ การเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการวิ่งในสภาพถนนลื่น หากกล้ามเนื้อแข็งแรงก็สามารถช่วยให้ลดอาการบาดเจ็บ หากพลาดลื่น ก็ยังช่วยประคองร่างกายและแรงขาเพื่อไม่ให้ล้มได้

3. เลือกอุปกรณ์การวิ่งให้เหมาะสมกับสภาพพื้นถนนและสภาพแวดล้อม ใส่เสื้อผ้าออกกำลังกายที่มีแถบสะท้อนแสง เนื่องจากจะทำให้รถหรือนักวิ่งคนอื่นมองเห็นในระยะไกล

4. ด้วยสภาพพื้นที่ลื่น รองเท้าวิ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญ ควรเลือกรองเท้าที่มีดอกยางมากกว่าปกติ เพราะจะช่วยยึดเกาะพื้นเปียกได้ดี ลดการลื่นไถลอันเป็นสาเหตุของการลื่นล้มหรือบาดเจ็บ อีกจุดที่ควรคำนึงก็คือ เลือกรองเท้าที่รองรับการลงน้ำหนักและซัพพอร์ตเท้า

5. หากต้องวิ่งตากฝน เมื่อกลับบ้านแล้วควรอาบน้ำสระผมทันที และทำตัวให้อบอุ่นเพื่อป้องกันไข้หวัดถามหา

3 เคล็ดลับการออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 13:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522711

3 เคล็ดลับการออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน

หลายคนอาจมองว่าการออมเงินเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ก็ไม่สายเกินไปหากคิดออมเงิน

ความเป็นมนุษย์เงินเดือน อาจมองว่าการเก็บการออมเงินเป็นเรื่องยาก หากใครยังตั้งต้นไม่ได้ งั้นถือฤกษ์ประเดิมชัยกับวันออมแห่งชาติ 31 ตุลาคม ปีนี้กันได้เลย จากคำแนะนำโดย TMB All Free ด้วยการอาศัยหลัก “ออม-เปิด-ลงทุน”

1. ออมก่อนใช้ หักไว้ทันที

เมื่อถึงวันเงินเดือนเข้า ให้รีบแบ่งเงินส่วนหนึ่งเก็บ โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารอีกบัญชีทันที และส่วนที่เหลือค่อยนำมาแบ่งเป็นรายจ่ายต่างๆ เช่น รายจ่ายส่วนตัว ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ สำรวจดูว่าสามารถออมเงินในแต่ละเดือนได้กี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน อาจเริ่มต้นที่ 10% ก่อน แล้วค่อยขยับ เป็น 20-30% ตามกำลังความสามารถ เพียงเริ่มแบ่งเงินออมก่อนใช้ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี สำหรับอนาคตในวันข้างหน้าแล้ว

2. เปิดบัญชีเพื่อออม บัญชีเพื่อใช้

การเปิดบัญชีก็เพื่อเป็นการจัดระเบียบ ตามความสำคัญที่แตกต่างกันออกไป เช่น บัญชีเพื่อใช้ จะเป็นการแบ่งเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สามารถฝากถอน โอนเงิน จ่ายบิล ค่าใช้จ่าย ได้ตลอดเวลา ส่วนบัญชีเพื่อออม ให้มองหาสถาบันการเงินที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงไม่ซ่อนเงื่อนไข และอาจจะแบ่งบัญชีเพื่อออมนี้ เป็นระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อเป็นการวางแผนการเงินในอนาคตได้ดีขึ้น

3. ลงทุนให้งอกเงย

ควรศึกษาหรือมองหาวิธีที่จะทำให้เงินที่ออมนั้นงอกเงยเพิ่มดอกเพิ่มผล เช่น การลงทุนหุ้น หรือลงทุนในกองทุนรวม ที่มีความเสี่ยงน้อย และมีผลประโยชน์ที่น่าสนใจ เช่น มนุษย์เงินเดือนอย่างเราต้องมีเรื่องภาษี ซึ่งสามารถนำเงินออมนี้ไปใช้สิทธิในเรื่องของการลดหย่อนภาษีในกองทุน LTF/RMF หรือแม้กระทั่งการซื้อประกันชีวิตในลักษณะของการออมเงินระยะยาวพร้อมให้ความคุ้มครอง

‘สเปซ วอล์กเกอร์’ ตอบโจทย์อนาคตสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522670

‘สเปซ วอล์กเกอร์’ ตอบโจทย์อนาคตสังคมผู้สูงอายุ

ประกวดนวัตกรรมสำหรับบ้านผู้สูงวัย

ย้อนกลับไปเมื่อกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน และสถาบันพลาสติก กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ Autodesk Thailand ได้ประกาศผลโครงการประกวด “ITCi Award 2017” ในหัวข้อ “นวัตกรรมสำหรับบ้านผู้สูงวัย”

ภายใต้โจทย์อุปกรณ์ช่วยภายในบ้านเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและสะดวกสบาย (Independent living) พร้อมสิทธิพิเศษในการใช้พื้นที่ทำงานและเครื่องมือเครื่องจักรพร้อมใช้ครบครันที่มารวมตัวกันใน “ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต” (Industry Transformation Center, ITC) แห่งใหม่ ที่ก่อตั้งขึ้นโดย 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

จุดที่น่าสนใจของการประกวดครั้งนี้ ก็คือ นวัตกรรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยได้รับความสนใจจากคณะกรรมาธิการการสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่พิจารณาติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวมถึงผู้ที่คิดสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมเพื่อดูแลกลุ่มบุคคลดังกล่าว

มาดูกันว่านวัตกรรมนี้สำหรับผู้สูงอายุที่คิดค้นประดิษฐ์โดยคนไทยจะตอบโจทย์อนาคตสังคมผู้สูงอายุได้อย่างไร?

พรชัย ตระกูลวรานนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เล็งเห็นความสำคัญเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่จะมาช่วยตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในอนาคตอันใกล้ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแล

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. จึงได้เปิดโอกาสเวทีส่งเสริมให้เยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ได้แสดงความรู้ความสามารถอย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งแสดงศักยภาพในการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงวัย

รวมทั้งเป็นการผลักดันให้เกิดการสร้างเครือข่ายและกิจกรรมภายในศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (ITC) เพื่อให้เป็น Co-Working Space โดยเฉพาะในส่วนของ ITC-innovate ที่รวบรวมเครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับการผลิตชิ้นงานต้นแบบเชิงอุตสาหกรรมเพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการ และกระตุ้นให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ผลักดันประเทศไทยให้เกิดโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและตลาดโลก

“กิจกรรมการประกวดครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อนำเสนอสู่ตลาดและทดสอบความต้องการของตลาดเบื้องต้นก่อน ทำให้ช่วยประหยัดเวลา ค่าแรง และต้นทุนการผลิต ตลอดจนได้ต้นแบบที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคที่เป็นผู้สูงอายุซึ่งเริ่มมีมากขึ้นในสังคมไทย”

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า คณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานสร้างสรรค์ที่ส่งเข้ามาทั้งสิ้น  46 ทีม เหลือ 16 ทีม ซึ่งผลงานทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของผลงานที่ส่งเข้าร่วมโครงการ จะต้องเป็นผลงานที่จัดทำขึ้นใหม่ หรือไม่เคยผ่านการนำเสนอที่ใดมาก่อน รวมไปถึงจะต้องไม่มีการลอกเลียนแบบ หรือละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานอื่นใดเด็ดขาด ทั้งนี้ผลงานที่ส่งเข้าประกวดในโครงการถือเป็นสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาของเจ้าของผลงานที่ส่งเข้าประกวด

ผู้อำนวยการเอ็มเทค กล่าวว่า ทั้งนี้สำหรับทีมที่ชนะเลิศ โครงการประกวด “ITCi Award 2017” ได้แก่ ทีม “สเปซ วอล์กเกอร์” โดย วรัตถ์ สิทธิ์เหล่าถาวร รมณ์ พานิชกุล และเมธาสิทธิ์ เกียรติ์ชัยภา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากผลงานนวัตกรรม “สเปซ วอล์กเกอร์” ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เดินด้วยตัวเองได้อย่างลำบาก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ช่วยในการฝึกเดินทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง โดยจะช่วยพยุงน้ำหนักของผู้สูงอายุ และช่วยในการเดิน และยังป้องกันการหกล้ม หากเกิดกรณีหกล้ม จะป้องกันเข่าและศีรษะของผู้ใช้งานไม่ให้กระแทกพื้น ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานง่ายสะดวกในการพกพา ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 2 แสนบาท พร้อมโล่รางวัล เกียรติบัตร และได้รับสิทธิเดินทางไปทัศนศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น

ส่วนทีมที่คว้ารางวัลที่ 2 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 1 แสนบาท พร้อมโล่รางวัล และเกียรติบัตร ได้แก่ ทีม “Stand by Me” โดย สายรัก สอาดไพร บารมี บุญมี และชัยพัฒน์ ศรีขจรลาภ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากผลงานนวัตกรรม “Sit to Stand Trainer with Assessment of Balance Ability : An Apparatus for Rehabilitation and Exercise for Elderly at Home” เป็นเครื่องออกกำลังกายและกายภาพบำบัดสำหรับการฝึกลุกยืน โดยเครื่องมือจะช่วยประคองตัวในขณะลุกขึ้นยืนจากท่านั่ง ทั้งยังสามารถประเมินสมรรถภาพการทรงตัวของผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยได้

สำหรับรางวัลที่ 3 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 5 หมื่นบาท พร้อมโล่รางวัล และเกียรติบัตร ได้แก่ ทีม “BotTherapist” โดย สุจิรัชย์ อัฏฐะวิบูลย์กุล เพ็ญพิชชา หวังลาวัลย์ และก้องเกียรติ รสหอมภิวัฒน์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากผลงาน นวัตกรรม “หุ่นยนต์แบบเคลื่อนที่สำหรับอยู่เป็นเพื่อนผู้สูงอายุ” พัฒนามาจากหุ่นยนต์ส่งเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก โดยออกแบบเพื่อให้เป็นเพื่อนคลายเหงาให้กับผู้สูงอายุ และช่วยอำนวยความสะดวกในการดูแลผู้สูงอายุให้กับบุตรหลาน

สนช.ช่วยหนุน “สเปซ วอล์กเกอร์” ให้ใช้งานได้จริง

ผู้สูงอายุที่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความสุขในการดำรงชีวิตประการหนึ่ง เพราะสามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเอง แต่ปัญหาของผู้สูงอายุที่เรามักจะพบกันทั่วไปคือ หลายคนไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง เมื่อเดินเองไม่ได้ จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยการรอให้ผู้อื่นนำพาตนไปยังที่ต่างๆ ที่ต้องการจะไป แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่กว่านั้น คือ เมื่อผู้สูงอายุเดินเองไม่ได้ หลายคนก็กลายเป็นผู้ที่เกิดอาการหงุดหงิด จิตตก กังวล และฟุ้งซ่าน เนื่องจากไม่ได้ออกไปสัมผัสกับโลกภายนอกตามที่ตนเองต้องการจะได้พบได้เห็น

จากผลงานนวัตกรรม “สเปซ วอล์กเกอร์” ที่ชนะเลิศโครงการประกวด “ITCi Award 2017” เนื่องจากมีความโดดเด่นของผลงาน สามารถนำไปใช้ได้จริง เพราะผลงานต้นแบบมีความสมบูรณ์มาก พร้อมนำไปประยุกต์ใช้ต่อได้ทันที ดังนั้นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาการเดิน อุปกรณ์ดังกล่าวช่วยตอบสนองได้เป็นอย่างดี

คณะกรรมาธิการการสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวมถึงผู้ที่คิดสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมเพื่อดูแลกลุ่มบุคคลดังกล่าว จึงได้เชิญหน่วยงานที่มีงานด้านนวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการเข้าร่วมประชุม โดยให้ความสนใจกับสิ่งประดิษฐ์ด้านเครื่องช่วยเดินสำหรับผู้สูงอายุ หรือ สเปซ วอล์กเกอร์

คณะนักประดิษฐ์สเปซ วอล์กเกอร์ ได้เข้านำเสนอถึงมูลเหตุและแรงบันดาลใจในการผลิตนวัตกรรมนี้ให้เกิดขึ้นว่า เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี สถิติปี 2558 มีประชากรผู้สูงอายุจำนวนร้อยละ 11 ของประชากรทั้งหมด (ประมาณ 2 ล้านคน) ดังนั้น จึงคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) และจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี 2574

ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 28 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ดังนั้นเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาและเพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุได้อย่างสมบูรณ์ จึงเกิดแนวคิดค้นคว้าสิ่งประดิษฐ์เทคโนโลยี “สเปซ วอล์กเกอร์” หรือเครื่องช่วยเดินสำหรับผู้สูงอายุ

นอกจากกลุ่มผู้สูงอายุแล้ว ยังมีกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และผู้พิการทางการเคลื่อนไหว มีจำนวนประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งต้องการเครื่องมือเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกเช่นเดียวกัน โดยผู้สูงอายุผู้พิการ และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ส่วนใหญ่นอกจากจะสูญเสียความสามารถทางร่างกาย จึงมีข้อจำกัดในการเดินทางด้วยตนเอง

ในขณะเดียวกัน จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ด้านการฟื้นฟูและกายภาพบำบัดในประเทศไทยมีอยู่จำกัด และมีค่าใช้จ่ายสูงในการทำงานด้านการฟื้นฟู เพราะปัจจัยหลักคือต้นทุนการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศมีราคาสูงมาก จึงส่งผลกระทบให้ผู้ที่ต้องการใช้เครื่องมือดังกล่าว โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยขาดโอกาสฟื้นฟูร่างกาย

ดังนั้น คณะนักวิจัยจึงคิดค้นต้นแบบนวัตกรรมที่ผู้พิการสามารถเข้าถึงการฟื้นฟูรักษาได้ในราคาประหยัด ซึ่งมีอุปกรณ์ช่วยเดินที่สามารถปรับแรงช่วยพยุงได้ สเปซ วอล์กเกอร์ ซึ่งได้รับรางวัลเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่นำเสนอร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ

โดยอธิบายว่า สเปซ วอล์กเกอร์ เป็นอุปกรณ์กายภาพบำบัดที่พัฒนามาจากวอล์กเกอร์ หรืออุปกรณ์ช่วยเดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์พื้นฐานกายภาพบำบัดเพื่อทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แต่ที่ผ่านมาอุปกรณ์ดังกล่าวไม่มีระบบพยุงน้ำหนักจึงเกิดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยซึ่งกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะหกล้มขณะฝึกเดิน ซึ่งในต่างประเทศจะมีอุปกรณ์เป็นเครื่องไดนามิกส์ช่วยพยุงน้ำหนักผู้ป่วยขณะเดินตามราง จึงตัดปัญหาการหกล้มได้เบ็ดเสร็จ

ดังนั้น จึงได้คิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์ช่วยเดินที่สามารถปรับแรงช่วยพยุงได้ สเปซ วอล์กเกอร์ ขึ้นมาเพื่อช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและเพิ่มระบบพยุงน้ำหนักเพื่อป้องกันการหกล้ม รวมทั้งได้พัฒนาเครื่องกายภาพบำบัดให้มีระบบยกน้ำหนักและสามารถนำไปฝึกที่บ้านได้ เนื่องจากการทำกายภาพที่ดีควรฝึกทุกวันจึงจะเพียงพอที่จะฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

อุปกรณ์ดังกล่าวถือเป็นนวัตกรรมชิ้นสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเนื่องจากราคาไม่แพง ทั้งนี้ได้กำหนดแผนการจัดจำหน่ายสู่ตลาดอย่างเป็นทางการในปี 2561

7 ประโยคที่ทำให้คุณกลายเป็นคนไม่มั่นใจทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 10:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522691

7 ประโยคที่ทำให้คุณกลายเป็นคนไม่มั่นใจทันที

รวมคำพูดที่ควรหลีกเลี่ยงหากอยากเสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง

ใครๆ ก็อยากดูมั่นใจในตัวเอง เนื่องจากความมั่นใจในตัวเองนั้นก็เป็นหนึ่งในการส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดี เรื่องของคำพูดและการแสดงออกเป็นสิ่งสำคัญมากในการเสริมสร้างบุคลิกภาพ คำพูดบางประโยคจึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหากอยากเสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง

1. พูดคำว่า “ฉันขอโทษ” หลายครั้งต่อวัน – จากการศึกษาของ Self-Esteem Institute บอกว่า คำขอโทษ คือปัญหาใหญ่ในเรื่องความมั่นใจ ถ้าคุณมีปัญหาหลังจากเหตุการณ์ที่ทำให้คุณต้องขอโทษ ให้วิเคราะห์สถานการณ์ก่อน เช่น คุณทำเรื่องแย่ขนาดที่คุณต้องขอโทษหรือเปล่า?

2. “ก็แค่โชคดีแค่นั้น” – คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจะบอกว่า “ฉันก็แค่โชคดีเท่านั้น!” พวกเขาลืมไปว่าพวกเขาต้องพยายามอย่างหนักกว่าจะได้ผลลัพธ์นี้ สิ่งที่ต้องทำคือยอมรับว่าคุณเก่ง และถ้ามีคนชื่นชมคุณ ให้รู้จักกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” แทนที่จะเป็นการขอโทษ

3. “ฉันสงสัยว่าคุณคิดยังไงเกี่ยวกับฉัน” – ในรายงานของนักวิทยาศาสตร์จาก University of New Hampshire (สหรัฐ) คนที่มีความมั่นใจในตนเองต่ำจะมีความกังวลเกี่ยวกับความเห็นของผู้อื่นมากกว่า ในกรณีนี้คุณต้องเข้าใจว่าทุกคนย่อมใส่ใจแต่พวกเขาเอง และไม่มีใครคิดเรื่องของคุณหรอก เลิกใส่ใจความเห็นพวกเขาได้แล้ว

4. “ฉันไม่รู้ว่าจะเลือกอะไร” – คนที่มีความมั่นใจในตัวเองต่ำมักตัดสินใจยากและเปลี่ยนใจบ่อย ควรทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับความกล้าในการตัดสินใจ เช่น ถ้าไม่รู้ว่าจะสั่งอะไร ก็ให้เลือกซีซาร์สลัดไว้ก่อน

5. ใช้ถ้อยคำที่ดูถูกตัวเอง – คนที่มีความมั่นใจในตนเองต่ำ จะใช้คำในเชิงดูถูกเมื่อพูดถึงตัวเอง จนดูเหมือนเป็นตัวตลก สิ่งที่ต้องทำคือ ถ้าคุณไม่ใส่ใจกับปัญหา คนอื่นก็คงไม่สังเกตเห็น

6. “ทุกคนก็เห็นอย่างนั้น” – ประโยคเหล่านี้ “ทุกคนก็เห็นอย่างนั้น” “ส่วนใหญ่ก็คิดเหมือนกัน” “ทุกคนก็ต้องการ” เป็นตัวอย่างของการกลับความคิดเห็นส่วนบุคคลและกลายมาเป็นทัศนคติของสังคม ต้องเข้าใจว่าความคิดเห็นส่วนบุคคลเป็นบุคลิกภาพของคุณ

7. “ฉันคิดต่างนะ แต่ฉันก็จะเห็นด้วย” – คุณเคยเห็นคนที่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคนที่มีความสามารถน้อย แต่มีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าหรือไม่? พวกเขาจะไม่ถูกโต้แย้งและได้รับการเห็นด้วยโดยง่าย นี่ไม่ใช่ลักษณะที่เกิดขึ้นได้ง่ายเพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องความกลัวเกี่ยวกับความล้มเหลวและความผิดพลาดจากการอบรมเลี้ยงดู ต้องเข้าใจว่าคนอื่นย่อมต้องไม่รู้ดีไปกว่าตัวคุณและความคิดเห็นของคุณ

ที่มา: M2F

ยิ้มสู้ แล้วก้าวไปข้างหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ต.ค. 2560 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522524

ยิ้มสู้ แล้วก้าวไปข้างหน้า

ผ่านพ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสร็จสิ้น มองไปข้างหน้า “เรา” พสกนิกรชาวไทยจะก้าวต่อไปอย่างไร
มองให้เห็นความจริงของชีวิต

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า พุทธศาสนามองว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต ที่ไม่มีใครหนีพ้น แม้แต่พระพุทธองค์ ซึ่งเป็นมหาบุรุษมีคุณสมบัติเหนือปุถุชน นี้คือความจริงที่เราควรเตือนตนอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความไม่ประมาทในชีวิต

ไม่หลงเพลิดเพลินในความสุข หรือหมกมุ่นกับการหาเงินทอง แทนที่จะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ พึงหมั่นสร้างความดี ละเว้นความชั่ว รวมทั้งเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับความตายที่จะมาถึง ดียิ่งกว่านั้นก็คือฝึกจิตพัฒนาใจจนเห็นความจริงของชีวิต อันจะช่วยให้พ้นทุกข์ พ้นตาย เพราะไม่ต้องเกิดอีกต่อไป

ก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ตรัสเตือนพระสาวกและชี้แนะข้อธรรมเพื่อรับมือกับความตาย จนเอาชนะความตายได้ในที่สุด นี้คือธรรมที่ชาวพุทธทั้งหลายพึงสดับและนำไปปฏิบัติ

“ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิต ไม่ว่ามั่งมีหรือยากจน ล้วนแต่มีความตายรออยู่เบื้องหน้า ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำขึ้น ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ในที่สุดก็ต้องแตกสลายทุกชนิด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เหมือนกัน วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเรามีอยู่น้อยนิด จำต้องจากพวกเธอไป เราได้ทำที่พึ่งให้แก่ตนเองแล้ว ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอย่าได้ประมาท ขอให้มีสติ มีศีลให้จงดี จงหมั่นรักษาจิตของตนเถิด ผู้ใดไม่ประมาทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจักไม่เวียนเกิดเวียนตาย แล้วถึงที่สุด (แห่งทุกข์) ได้”

เมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยเฉพาะผู้ที่เราเคารพเทิดทูน เช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 หากนึกถึงแต่ความสูญเสียพลัดพราก จิตจะจมอยู่กับความเศร้า จนหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ไม่อาจทำกิจต่างๆ อันควรทำได้เลย จะดีกว่าหากเรานึกถึงน้ำพระทัยและคุณงามความดีของพระองค์ จะทำให้เราเกิดความซาบซึ้งประทับใจและเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดีตามรอยของพระองค์

ยิ่งได้ลงมือทำความดีโดยมีพระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง ใจเราก็ยิ่งเกิดความปีติ ภาคภูมิใจที่เป็นพสกนิกรที่ดีของพระองค์ จะช่วยให้หลุดจากความเศร้าโศกเสียใจได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้เป็นลูกหลานควรชักชวนให้บิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ที่ยังเศร้าโศกอยู่ ทำความดี เช่น เป็นจิตอาสา หรือทำบุญกุศลถวายพระองค์ท่าน ชวนออกจากบ้านไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ จะช่วยท่านได้มาก

พร้อมกันนั้น เราพึงพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระองค์ว่า ความตายเป็นธรรมดาของทุกชีวิต ไม่ว่าใครก็ตาม ย่อมหนีความตายไม่พ้น นี้คือสัจธรรมที่เราจะต้องเปิดใจยอมรับ เมื่อใดที่เราเข้าใจสัจธรรมดังกล่าวอย่างแท้จริง เมื่อนั้นความตายก็มิอาจบีบคั้นใจเราให้เป็นทุกข์ได้อีกต่อไป

พระไพศาล กล่าวต่อไปว่า ความจงรักภักดีและความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ พึงแสดงออกด้วยการสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ ในเมื่อพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประเทศชาติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เราก็ควรอุทิศตนเพื่อประเทศชาติตามอย่างพระองค์ ในเมื่อพระองค์ทรงรักประชาชนของพระองค์ โดยไม่แบ่งแยกว่ารวยหรือจน และไม่คำนึงถึงเชื้อชาติและศาสนา เราก็ควรรักซึ่งกันและกัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่เอาความแตกต่างทางฐานะ เชื้อชาติ หรือศาสนามาเป็นเครื่องกีดขวาง

เผชิญหน้าความสูญเสีย

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่า ในช่วงแรกถือเป็นเรื่องปกติที่จะ “ใจหาย” หากเวลาจะช่วยให้คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม หากผ่านไปนานแล้วยังไม่ดีขึ้น ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ สับสน ไม่ยอมรับ ยังเศร้าอยู่มาก ใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ ขอให้หันหน้ามาเผชิญกับความสูญเสีย

“คุณไม่มีวันหายดีอย่างแท้จริง ตราบใดที่คุณยังไม่เผชิญหน้ากับความเจ็บปวด”

โฆษกกรมสุขภาพจิต เล่าว่า ขอให้ปลดปล่อยตัวเองด้วยการโศกเศร้าให้เต็มที่ แต่ก็ควรกำหนดระยะเวลาไว้ด้วย สิ่งสำคัญคือการรับรู้ถึงความเจ็บปวดและก้าวข้ามผ่านมันไป การแสดงออกซึ่งความเศร้าโศกเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล วิธีการไม่เหมือนกัน ทำวิธีใดก็ได้ที่สมเหตุผล แต่อย่าทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น

“การสูญเสียคือช่วงเวลาที่เราจะได้เรียนรู้การใช้อารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน และเรียนรู้ที่จะรับมือกับความเจ็บปวดนั้น”

ดีที่สุดคือการทำความเข้าใจ รับรู้ความรู้สึกแล้วตั้งสติ ยอมรับการสูญเสียที่เกิดขึ้น ไม่ควรปิดกั้นความรู้สึก โดยสามารถแสดงผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การพูดคุย การนำเสนอในสื่อสังคมต่างๆ การเข้าร่วมพิธีการต่างๆ หากเวลาผ่านไปแล้วไม่ดีขึ้น ควรมาพบจิตแพทย์ หรือโทรสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323

แสงของฟ้าฤาจะดับสิ้น

…“ น้อมถวายกตัญญุตา คารวาลัย

พระผู้ผ่านภพผไท ครรไลสวรรค์

พระสถิตอยู่ในใจราษฎร์ นิรันดร์

ประทับมิ่ง ประทับขวัญ มั่นคงคืน

ครั้งพระองค์ทรงตื่น เรากลับหลับ

ครั้นพระองค์เสด็จลับ เรากลับตื่น

ตื่นในภูมิที่พระองค์ ยันยงยืน

ทรงหยิบยื่นให้แผ่นดิน ได้ดำรง…”

บางส่วนจากบทกวีในโครงการพลังรักพลังกวี (สถานีชูใจและสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย) เพื่อน้อมถวายคารวาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประพันธ์ขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเมื่อครบศตมวารโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีและศิลปินแห่งชาติ

เนาวรัตน์ กล่าวว่า ถึงฟ้าจะไม่มีแสงตะวัน แสงของฟ้าก็ยังมีอยู่ แสงตะวันทั้งแสงจันทร์และแสงดาว ฟ้าไม่เคยหมดแสง ขอเพียงมองให้กระจ่างแจ่มก็จะล่วงรู้ว่า มิได้ดับสิ้นไปทั้งหมด

องค์คุณของสถาบันชาติคืออารยธรรม องค์คุณของศาสนาคือศานติธรรม ขณะที่องค์คุณของสถาบันพระมหากษัตริย์คือสามัคคีธรรม โดยคำว่า “ราชา” หมายถึง ผู้ยังความยินดีแก่หมู่ชน ความหมายคือสามัคคีธรรมที่นำมาซึ่งความยินดีของหมู่เหล่า

“องค์พระมหากษัตริย์คือมิ่งขวัญของแผ่นดิน องค์คุณของพระองค์อย่ายึดถือแต่วาทกรรม”

ก้าวข้ามทุกข์ด้วยความหวัง กุศโลบายส่วนตัวของศิลปินแห่งชาติคือความหวังและความเชื่อในพลังของประชาชนที่ถูกต้อง ทุกอย่างจะก้าวต่อเป็นภูมิพลังของแผ่นดิน พลังที่แท้จริงที่จะพาคนไทยข้ามผ่านความทุกข์ แจ่มกระจ่าง คงความงามและความดี

เมื่อมีความหวังก็มีรอยยิ้ม ประชาชนคนไทยอย่าลืมว่า พวกเรามีพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เพียงไร มหากษัตริย์พระองค์นั้นได้ตรัสบอกกับประชาชนไว้เมื่อครั้งหนึ่ง ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์ “ยิ้มสู้”…โลกมืดมนเพียงใดหัวใจอย่าคร้ามเกรง